ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

กรกลับบ้านมาเห็นทรายนั่งทำงานอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊กที่มุมหนึ่งของบ้าน รู้ว่าวันนี้ตัวเองเล่นงานภรรยาหนักมือไปหน่อย เข้ามาพูดจาภาษาดอกไม้ด้วยว่าวันนี้ไปไหนมาตามหาทั้งวันก็ไม่เจอ โทร.หาก็ไม่รับสาย ยุ่งหรือ เธอรับคำโดยไม่มองหน้า เขาชวนคุยต่อถามโน่นถามนี่หวังจะง้อ

ทรายแกล้งงอนถามคำตอบคำพร้อมกับพิมพ์งานไปด้วยเหมือนไม่สนใจเท่าใดนัก กรเดินมานั่งตรงหน้า

เป็นจังหวะที่เธอหันไปหยิบแฟ้ม เขาจึงพับจอโน้ตบุ๊กแล้วถามว่าโกรธเขาหรือ ทีแรกเธอแสร้งไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร แล้วทำเป็นนึกได้ว่าเรื่องเมื่อเช้าใช่ไหม กรพยักหน้ารับคำ เธอทำหน้านิ่ง

“ค่ะ โกรธมาก...พูดเล่นค่ะ” ทรายฉีกยิ้มกว้างให้ เข้าใจดีว่าเขาสวมหมวกหลายใบทั้งเป็น ผอ.และเป็น ผฉ.คือผัวของฉันอีกด้วย เขาต้องตามงานในส่วนของ ผอ.แล้วงานที่เธอทำมันช้าจริงๆ เคสในปีนี้ยากกว่าครั้งที่แล้วมากก็เลยต้องใช้เวลามากไปด้วย ปลอบว่าไม่ต้องคิดมากเธอเข้าใจ แล้วผลักจอโน้ตบุ๊กขึ้นจะทำงานต่อ เขาพับจอกลับอย่างเดิม ชวนไปนอนดูซีรีส์กัน เธอส่ายหน้าดิกดูไม่ได้โดนเจ้านายเร่งงานมาต้องรีบปั่นให้เสร็จ

“นี่ไม่ใช่การแก้แค้นใช่ไหม” กรถามหยั่งเชิง ทรายยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วแต่เขาจะคิดก็แล้วกัน จากนั้นเปิดหน้าจอขึ้นอีกครั้ง ขอตัวทำงานก่อน กรจำใจปล่อยเธอไว้อย่างนั้น หันมองอีกครั้งเห็นเธอตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แอบคิดในใจนี่เราใช้งานเมียหนักไปหรือเปล่า...

ทรายประมวลเหตุการณ์ของแต่ละเคสแล้วพิมพ์ลงในไฟล์โดยเริ่มจากเคสของ ด.ช.พีท ลักษณ์พงษ์ ชั้น ป.1/6 มีพฤติกรรมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เป็นอาการ Temper Tantrum ปกติจะพบในเด็กอายุ 2-3 ขวบ กรีดร้องเมื่อโดนขัดใจหรือไม่ได้อย่างที่ต้องการ ตามปกติเมื่อโตขึ้นพฤติกรรมนี้จะค่อยๆหายไป โมรากุลแม่ของพีทเป็นผู้จัดการกองถ่ายละครไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก พีทโตมากับตาและยายที่เลี้ยงแบบตามใจทุกอย่าง

“เริ่มทำการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เพื่อนำมาวิเคราะห์หาที่มาของพฤติกรรม ประกอบกับข้อมูลที่ได้จากการบันทึกในห้องเรียน หลังจากนี้จะนำมาวางแผน การปรับพฤติกรรมต่อไป”

เคสต่อมาเป็นของใบพัด หรือนายกายภัทร ศุภนันตกุล ชั้น ม.5/2 เป็นเด็กที่มีภาวะออทิสติกคนแรกของโรงเรียน ใบพัดได้รับการฝึกมาในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนอกจากปัญหาเรื่องการปรับตัว ยังไม่พบปัญหาอื่น

เคสที่สามเป็นเคสของนายมหาสมุทร ชุมเหรียญ–ทอง หรือบุ๊ค มีอาการติดเกมเข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาลอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณหมอสันติ อลินและปราบแม่กับพ่อให้ความร่วมมือกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกเป็นอย่างดี อนุญาตให้ทีมของหมอสันติเข้าไปปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้าน

“พรุ่งนี้ผู้ปกครองจะนำภาพถ่ายของบ้านที่จัดใหม่แล้วไปให้นักเรียนดู เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในวันที่นักเรียนกลับบ้าน จะได้ไม่ต่อต้าน ผอ.แจ้งว่าจะเป็นคนไปดูความคืบหน้าด้วยตัวเอง”

ทรายพิมพ์รายงานถึงตรงนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นปิดคอมพ์ลุกขึ้นจะไปห้องนอน เจอกรนอนรออยู่ที่โซฟา เธอเข้ามาดูใกล้ๆเห็นกระดาษโน้ตแปะอยู่ เขียนคำพูดกระเซ้าเย้าแหย่จนเธออดยิ้มออกมาไม่ได้

ooooooo

ที่ห้องพบญาติภายในโรงพยาบาล บุ๊คไม่ได้แสดงอาการดีใจอะไรเลยที่พ่อกับแม่มาเยี่ยม อลินหยิบรูปถ่ายบ้านที่จัดใหม่วางเรียงบนโต๊ะให้ลูกดูถามว่าชอบไหม ทีแรกเขามองงงๆแต่พอเห็นว่าเป็นรูปห้องตัวเองที่ถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ตะคอกใส่แม่ทำอะไรกับห้องของตน อลินตกใจถึงกับผงะ ก่อนจะค่อยๆอธิบาย

“แม่ก็จัดห้องให้ลูกใหม่ไง ห้องเรามันรกฝุ่นเยอะ แม่ก็เลยทำความสะอาดให้ก็เท่านั้นเอง”

“แล้วแม่เอาคอมฯผมไปไว้ไหน ของอีกล่ะ มันหายไปไหนหมด” บุ๊คเกรี้ยวกราด คราวนี้ปราบเป็นคนตอบคำถามแทนว่าท่านกับอลินย้ายคอมฯของลูกออกมาไว้ข้างนอก ต่อไปนี้เวลาที่ลูกใช้คอมฯหรือเล่นเกม แม่จะได้มองเห็น ส่วนหนังสือเกมท่านเอาเก็บใส่ลังเก็บของไปหมดแล้วถ้าอยากอ่านเล่มไหนก็ไปค้นเอาในลัง บุ๊คไม่พอใจมากที่พ่อกับแม่มายุ่งกับข้าวของของตัวเอง คว้ารูปมาฉีก อลินพยายามห้ามก็ไม่ฟัง

ปราบคุมอารมณ์ไม่อยู่ตวาดลูกคืนไปบ้างที่ทำตัวไม่มีเหตุผลไม่ฟังพ่อฟังแม่ ยิ่งพ่อแรงมาบุ๊คก็ยิ่งแรงกลับไปเป็นเท่าทวีคูณ ตะโกนโหวกเหวกให้พาตนออกไปจากที่นี่ บุรุษพยาบาลเห็นท่าไม่ดีเข้ามาช่วยกันจับตัวบุ๊คและเชิญอลินกับปราบออกไปข้างนอกก่อน บุ๊คถูกจับตัวก็ยิ่งอาละวาดไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

กรที่ยืนฟังอยู่หน้าห้องโดยตลอด รอจนอลินกับปราบออกมาก็รีบพาไปยังอีกมุมของโรงพยาบาลเพื่อให้ปราบที่ดูจะหงุดหงิดกับพฤติกรรมของลูกได้สงบสติอารมณ์ ครั้นเขาถูกกรต่อว่าที่ทำตัวไม่มีสติก็โวยวายใส่ว่าลูกขึ้นเสียงกับพ่อแม่จะให้เขาทนได้อย่างไร กรอธิบายอย่างใจเย็น

“แต่การที่บุ๊คแรงมาแล้วเราแรงกลับถึงจะเป็นแค่คำพูดมันก็ทำให้เจ็บกันทั้งคู่นะครับ คุณปราบกับคุณอลินอบรมเรื่องการสื่อสารเชิงบวกมาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเอามาใช้แล้วนะครับ”

“โหครู อารมณ์นั้นมันไม่มานั่งคิดแล้ว ไอๆยูๆเดย์ๆ อะไรนั่นน่ะ” ปราบไม่ได้กวนแต่คิดว่ามันยากจริงๆ

กรเตือนว่าในเวลาแบบนี้ถ้าทั้งคู่ไม่ตั้งสติแล้วพยายามนำมาใช้ ที่อบรมไปก็ไม่มีประโยชน์ แนะให้ลองพูดความ รู้สึกของตัวเองออกมาให้ลูกรับรู้บ้าง ถ้าลูกรับรู้ถึงความเป็นห่วงจากทั้งคู่ แกอาจให้ความร่วมมือก็ได้ ปราบกับอลินเริ่มตั้งสติได้ จะลองทำเพื่อลูกอีกสักครั้ง จากนั้นทั้งคู่กลับไปที่ห้องเยี่ยม คุยกับลูกตามที่กรแนะนำ

อลินพูดความรู้สึกของตัวเองให้ลูกฟังได้ไม่ดีนัก ผิดกับปราบที่พูดในเชิงบวกได้ดีกว่า ความจริงใจและความห่วงใยที่เขาสื่อออกมา บุ๊ครับรู้ได้ อารมณ์จึงเย็นลง กรที่ยืนดูเหตุการณ์ผ่านกระจกหน้าห้องยิ้มพอใจ

ปราบหยิบรูปถ่ายจากมืออลินวางลงบนโต๊ะ มีรูปที่บุ๊คฉีกถูกเอาเทปใส่มาแปะใหม่ให้ติดกันอยู่ด้วย

“บุ๊คลองดูอีกทีนะลูก ดูแล้วจะได้รู้ว่าเราสองคนรอวันที่บุ๊คจะออกไป...พ่อกับแม่รักลูกนะบุ๊ค”

บุ๊คเริ่มหวั่นไหวความรู้สึกข้างในต่อสู้กันว่าจริงหรือไม่จริง ตัดสินใจเมินหน้าไปทางอื่น ปราบเห็นอลินน้ำตาคลอเบ้า เดินมาโอบไหล่พาออกไป ขณะที่กรหลบออกมาโทร.ไปเล่าเรื่องนี้ให้ทรายฟัง...

ครู่ต่อมาปราบเดินออกมาหน้าห้องเยี่ยมญาติกับอลิน อดทึ่งตัวเองไม่ได้ที่สามารถพูดเชิงบวกจนทำให้ลูกหยุดอาละวาดลงได้ อลินเองก็มองเขาอย่างชื่นชมทั้งที่ไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน ครั้นหันมาเห็นกรก็กระซิบถามว่าลูกจะรับรู้ความรู้สึกของเราสองคนไหม กรขอให้เธอรอดูกันไปก่อน...

อีกมุมหนึ่งในห้องเยี่ยมญาติ บุ๊คยังสับสนในใจ แต่สุดท้ายเดินกลับมาดูรูปบ้านที่จัดใหม่ หยิบรูปที่ตัวเองฉีกมีเทปใสแปะรูปประกอบขึ้นมาใหม่ แต่ตรงมุมยังแหว่งอยู่ เขามองหาชิ้นส่วนนั้นเจอหล่นอยู่ใต้โต๊ะ หยิบขึ้นมาประกอบให้สมบูรณ์ด้วยแววตาที่อ่อนลง ไม่ต่อต้านเหมือนเดิม

ooooooo

ทรายเล่าเรื่องบุ๊คให้ครูชิชาฟัง เธอพูดอย่างมีความหวัง นี่แสดงว่าอีกไม่นานบุ๊คจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่ไหม ทรายยังฟันธงไม่ได้ต้องลุ้นดู ถ้าพ่อแม่ของบุ๊คทำให้ลูกมีกำลังใจให้ความร่วมมือ อีกไม่นานก็น่าจะได้กลับบ้าน ครูชิชาคุยไปคุยมาเหลือบเห็นแฟ้มไออุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของทรายนึกขึ้นได้

“วันนี้คุณพ่อของไออุ่นเพิ่งโทร.มาบอกว่าให้ไปตามเวลานัดกับแม่ไออุ่นได้เลย แม่เขายินดีเปิดบ้านรับ”

“แสดงว่าคุณพ่อเคลียร์ได้จริงๆ งั้น...ชาไปบ้านไออุ่นกับพี่นะ”

ครูชิชารับคำชวนด้วยความยินดี จังหวะนั้น โอ๋เอ๋เข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจ มีเรื่องจะปรึกษาด้วย ครูชิชารู้งานขอตัวก่อนแล้วลุกออกไป โอ๋เอ๋รอจนครูชิชาไปแล้วจึงเล่าให้ทรายฟังเกี่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งของตน ชื่อวิธารี หรือวี แต่เพื่อนๆเรียกว่าวีหนึ่ง ตนเป็นห่วงเพื่อนมากเพราะมันมีอาการแปลกๆ

“ปากมันบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่มันสะอื้นจนตัวสั่น แล้วพูดซ้ำๆว่าหยุดร้องไม่ได้ มือสั่นตัวสั่น”

ทรายอยากรู้ว่ามีอาการหายใจถี่ มือชาด้วยไหม โอ๋เอ๋สังเกตได้ว่าวีหนึ่งหายใจถี่แต่มือชาหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่ามือเย็นมากจนน่าตกใจ ยิ่งตนพยายามบอกว่า

ไม่เป็นไรมันก็ยิ่งร้อง มันไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ทรายซักว่าก่อนหน้านี้วีหนึ่งเป็นคนนิสัยอย่างไร โอ๋เอ๋นิ่งคิดไปอึดใจก่อนจะเล่าให้ฟังว่าวีหนึ่งเป็นหญิงเป๊ะตัวแม่มานานแล้ว แต่ก็ไนซ์มากๆเป็นที่พึ่งของเพื่อนได้ตลอดโดยเฉพาะเรื่องเรียนเรื่องติว

“แล้วเรื่องอื่นๆล่ะคะ เขากังวลหรือหงุดหงิดเรื่องไหนจนผิดปกติไหมคะ”

โอ๋เอ๋นิ่งคิดไปอีกครั้ง แล้วเล่าว่ามีอยู่คราวหนึ่ง หลังเลิกเรียนวีหนึ่งจะต้องไปสยามเพื่อเรียนพิเศษกับตน พอดีคีต์กับเพลินเพลินวิ่งตามมาขอไปด้วยจะไปช็อปปิ้งแถวนั้นพอดี วีหนึ่งไม่ขัดข้องเพราะต้องนั่งแท็กซี่ไปต่อรถไฟฟ้าอยู่แล้ว โอ๋เอ๋เห็นว่าไปกันสี่คนนั่งแท็กซี่ถูกกว่าขึ้นรถไฟฟ้าจึงชวนกันนั่งแท็กซี่ยาวไปเลยไม่ต้องต่อหลายทอด แต่วีหนึ่งไม่ยอมกลัวไปเรียนไม่ทัน ยืนกรานจะขอลงที่สถานีรถไฟฟ้า ส่วนใครจะไปแท็กซี่ก็เชิญ

พอดีแท็กซี่ไม่ผ่านหน้าสถานีรถไฟฟ้าแต่วิ่งเข้าซอยลัด วีหนึ่งประสาทเสียที่เห็นรถติด เพื่อนๆพยายามปลอบว่าติดแค่ในซอย เวลาเหลือเยอะอย่างไรก็ไปทัน แต่เธอไม่ฟังลงจากรถแท็กซี่ไปเฉยเลย ปรากฏว่าเราไปถึงสยามพร้อมๆกัน แค่เดินทางด้วยวิธีต่างกันเท่านั้น โอ๋เอ๋ไม่เข้าใจทำไมวีหนึ่งต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ทรายถามว่ามีเรื่องแปลกๆอะไรอีกไหม โอ๋เอ๋พยักหน้ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกือบเลิกคบกัน

ตอนนั้นแฟลชไดรฟ์ที่มีไฟล์งานกลุ่มเดียวกับวีหนึ่งติดไปกับโน้ตบุ๊กของพ่อโอ๋เอ๋ทำให้ส่งงานครูไม่ได้ โอ๋เอ๋ขอให้เลื่อนไปส่งวันพรุ่งนี้แทน วีหนึ่งไม่ยอมจะให้ตนทำงานใหม่ให้ทันส่งครูวันนี้ทั้งที่ยังไม่ถึงเส้นตาย

ขู่ถ้าไม่ทำใหม่เธอจะทำเองแล้วถอนชื่อโอ๋เอ๋ออกจากกลุ่ม จากนั้นกระชากหนังสือประกอบการทำรายงานจากมือโอ๋เอ๋ไปนั่งอีกโต๊ะเพื่อทำรายงานใหม่ให้เสร็จทันส่งครูตามที่รับปากไว้ ตนโมโหจะตามไปเอาเรื่อง แต่คีต์ดึงไว้

“พอๆเดี๋ยวไปกันใหญ่ ปล่อยมัน นี่เพิ่งเที่ยงเอง ออฟฟิศพ่อแกอยู่ไหน”

พอรู้ว่าอยู่แถวหมอชิต คีต์แนะให้โอ๋เอ๋ใช้บริการเมสเซนเจอร์ที่บริษัทของพ่อให้เอาแฟลชไดรฟ์มาส่ง ครั้นได้แฟลชไดรฟ์คืนมาวีหนึ่งกลับมาอารมณ์ดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โอ๋เอ๋ตั้งข้อสังเกตหรือว่ามันเรียนมากไป เป๊ะมากไปจนบ้า ทรายไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่จะเป็นอะไรคงต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ถึงจะประเมินได้

“แล้วหนูต้องทำอย่างไรดีคะ หนูไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลยค่ะ”

ทรายไม่ต้องการให้ทำอย่างอื่นมีอะไรก็มาปรึกษากันแบบนี้ดีแล้ว โอ๋เอ๋พูดติดตลกหรือว่าวีหนึ่งถูกผีเข้าก็เลยเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนละคนเหมือนในละคร ทรายได้แต่หัวเราะขำในความสดใสร่าเริงของลูกศิษย์คนนี้

ooooooo

ตกเย็นทรายกับครูชิชาไปที่ร้านทำเล็บของกวิตาตามที่พ่อของไออุ่นนัดให้

ระหว่างเดินมาตามถนนไปยังร้านเป้าหมาย ครูชิชาได้ฟังเรื่องราวของวีหนึ่งจากทรายก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าแกมีอาการแบบนี้ไปเรื่อยๆแต่ผู้ปกครองหรือตัวเด็กเองไม่มาขอคำปรึกษา พี่ทรายก็ทำอะไรไม่ได้จริงหรือ

“ใช่ค่ะ งานของพี่จะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อเด็กหรือครอบครัวมาขอคำปรึกษา”

ครูชิชาไม่แปลกใจเลยที่ทำไมบางปัญหาถึงได้บานปลายจนเราช่วยเหลือไม่ทัน เพราะคนใกล้ตัวมองไม่เห็นปัญหานี่เอง ทรายยอมรับว่าใช่ อะไรที่ใกล้ตัวมากๆ เรามักมองไม่เห็น คนนอกมองเข้ามาจะเห็นชัดกว่า

อย่างกรณีนี้ เด็กไม่ยอมรับ แม่ไม่เปิดใจ เราก็ต้องลองไปทางพ่อของเด็กดู ครูชิชาอาสาจะลองติดต่อเขาดู...

ภายในร้านทำเล็บของกวิตา ไออุ่นเห็นชุดสีทองที่แม่เตรียมไว้ให้ใส่ไปงานแต่งงานก็หงุดหงิดไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี จับโยนไว้บนเตียงไม่สนใจ หยิบเสื้อยืดมีฮู้ดตัวโคร่งมาสวม มีเสียงกวิตาตะโกนเรียกมาจาก

ชั้นล่างให้ลงมาช่วยจัดบ้านหน่อย ครูจะมาแล้ว ไออุ่นมองตัวเองในกระจกไม่ชอบผมยาวเหมือนผู้หญิง

คว้าหนังยางมารวบผมเอาไว้แล้วลงไปหาแม่ที่ชั้นล่าง เห็นแม่เอาถ้วยนางงามกับมงกุฎมาเรียงใส่ตู้โชว์ก็สงสัย

“แม่จะเอาของพวกนี้ออกมาตั้งทำไม”

กวิตาอยากอวดครูว่าตัวเองมีรางวัลการันตีเทพีร้อยเวทีสี่ทิศทั่วไทย ไออุ่นไม่ปลื้มด้วย ยิ่งแม่พยายามจะชักนำเธอให้เดินตามเส้นทางของท่าน เธอก็ยิ่งอึดอัดแต่ยังไม่ทันพูดอะไร ครูมาถึงกันเสียก่อน

ครูชิชาแนะนำตัวเองกับกวิตาว่าเป็นครูแนะแนว แล้วแนะนำให้รู้จักกับทรายเป็นครูที่ปรึกษาด้านจิตวิทยา กวิตาตกใจที่โรงเรียนมีเด็กเป็นบ้าด้วยหรือ ทรายปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่

“เด็กไม่ได้บ้า แต่บางทีเด็กๆเขาอาจจะมีสิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจแต่เขาไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ทรายมีหน้าที่ทำให้เขาเข้าใจตัวเองค่ะ”

คำพูดของทรายทำให้ไออุ่นซึ่งยกน้ำมาเสิร์ฟสนใจมาก กวิตาเรียกลูกมานั่งข้างๆเพื่อให้ทรายสัมภาษณ์ การมาเยี่ยมเยียนไออุ่นครั้งนี้ทำให้ทรายได้รู้ว่าพ่อแม่ของแกแยกกันอยู่ ดูเหมือนแกจะปลื้มพ่อมาก เวลาแม่ว่าพ่อ ไออุ่นจะคอยแก้ต่างแทนให้ทุกครั้ง

นอกจากนี้ทรายยังพบอีกว่าไออุ่นไม่ชอบให้ใครชมว่าสวย และยังดูอึดอัดใจเมื่อกวิตาคะยั้นคะยอให้ไปลองชุดสีทองที่เตรียมไว้ให้ใส่ไปงานแต่งงานญาติให้ครูทั้งสองคนดู ทรายสังเกตเห็นความเครียดในสีหน้าและน้ำเสียงของเด็กจึงรีบตัดบทว่าไม่ต้องลองให้ดู ไว้รอดูรูปก็แล้วกัน ไออุ่นถึงได้ดูผ่อนคลายลง...

หลังจากครูกลับไปแล้ว ไออุ่นเดินเข้ามาในห้องด้วยความเซ็งที่แม่พยายามให้เธอเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการโดยไม่สนใจว่าเธอจะชอบหรือไม่ ผิดกับครูทรายที่ทั้งคำพูดและท่าทีดูจะเข้าใจเธอมากกว่าแม่ตัวเองด้วยซ้ำ ทำให้เธอเริ่มเปิดใจให้ครู...

ไม่ได้มีแต่ทรายเท่านั้นที่เห็นความอึดอัดใจของไออุ่น ครูชิชาเองก็เห็นว่าแกไม่ชอบชุดสีทองไม่ชอบให้ใครชมว่าสวย แปลกใจไม่น้อยทำไมกวิตาผู้เป็นแม่ถึงมองไม่เห็น เป็นจริงอย่างที่พี่ทรายพูดไม่มีผิด บางสิ่งที่ใกล้มากไปเราก็มองไม่เห็น ทรายชื่นชมโครงการ

เยี่ยมบ้านทำให้เราเห็นชีวิตของเด็กๆในมุมอื่นที่เราไม่เห็นในโรงเรียน ครูชิชาเห็นดีด้วย และจะยิ่งดีมากถ้าบ้านเด็กอยู่ไม่ไกล รถไม่ติดและฝนไม่ตก

“ว่าแล้วก็ขอเช็กสายรถเมล์สายเรือด่วนแถวนี้หน่อยนะคะ กลับบ้านไม่ถูกค่ะ” ครูชิชาหัวเราะคิกๆ พลอยทำให้ทรายขำไปด้วย ระหว่างนั้นเธอเห็นสาวทอมเดินมากับแฟนดี้ อดนึกถึงไออุ่นไม่ได้

ooooooo

กองพลผิดนัดกับใบพัดหลานชายจะไปรับตั้งแต่โรงเรียนเลิกยันห้าโมงเย็นก็ยังไม่มา กรโทร.ไปตามหลายครั้งแต่เขาไม่รับสายเนื่องจากติดคุยเรื่องประกันชีวิตกับลูกค้า

ใบพัดเดินงุ่นง่าน มือไม้กระดิกแปลกๆ ท่าทางไม่ดี ครูป้องจึงแนะให้กรไปส่งใบพัดที่บ้าน ทีแรกแกไม่ยอมไปด้วยจะรอลุงมารับกลับบ้าน ครูป้องต้องหลอกล่ออยู่นานแกถึงได้ยอมให้ไปส่ง...

กว่าจะคุยธุระกับลูกค้าเสร็จปาเข้าไปหกโมงกว่า กองพลตกใจมากรีบหยิบมือถือขึ้นมาดูเห็นมิสคอลจากกรสามครั้ง รีบโทร.กลับ ทันทีที่ปลายทางรับสายเขาขอโทษขอโพยยกใหญ่ ลืมสนิทเลยว่าต้องไปรับใบพัด ตอนนี้แกอยู่ไหนแล้ว กรกำลังขับรถอยู่โดยมีใบพัดนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ ส่วนครูป้องนั่งอยู่ด้านหลัง

“ผมกำลังพาใบพัดไปส่งที่บ้านครับ”

“ผมต้องขอโทษคุณกรมากๆเลยนะครับ รบกวนคุณกรอีกแล้ว แล้วใบพัดเป็นอย่างไรบ้างครับ”

กรมองใบพัดที่นั่งข้างๆ ก่อนบอกว่าตอนนี้ปกติดี แต่ขอให้กองพลรีบกลับบ้านจะดีกว่า อีกสักพักตนจะถึงแล้ว เขารับคำจะรีบกลับเดี๋ยวนี้ กรวางสายแล้วมองครูป้องทางกระจกส่องหลังขอโทษด้วยที่ต้องรบกวน

“ไม่เป็นไรครับ อยู่ในช่วงปรับจูนกัน ถ้าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณกองพลยังเป็นแบบนี้ ผมว่าคนที่จะแย่ก็คือเด็ก”...

ครั้นได้เจอหน้ากองพล กรตำหนิเขาที่ไม่ใส่ใจหลานให้มากพอ อย่าลืมว่าเขาเป็นญาติคนเดียวของแก เขาบ่นอุบแล้วมันใช่เรื่องของเขาไหมที่อยู่ๆน้องสาวกับน้องเขยมาตาย ทิ้งลูกที่ไม่ปกติไว้ให้เขาเลี้ยง กรท้วงใบพัดไม่ได้ผิดปกติ ถ้าเขาทำความเข้าใจในความเป็นแกก็จะอยู่ด้วยกันได้ ที่สำคัญเขาได้ค่าเลี้ยงดูแกจำนวน

มากพอดูไม่ใช่หรือ กองพลยอมรับที่ทำทุกวันนี้เพราะอยากได้เงิน แต่เอาเข้าจริงไม่ง่ายเลย

“ชีวิตผมตัวคนเดียว อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำจะให้มานั่งดูแลใครผมทำไม่ได้”

“คุณกองพลน่าจะลองปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตดู ลองรับผิดชอบใครสักคน บางทีมันอาจจะทำให้ชีวิตคุณสมบูรณ์ขึ้น” คำพูดของครูป้องทำให้กองพลรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า กรช่วยย้ำอีกแรงหนึ่ง

“เริ่มจากการรู้สึกว่าใบพัดเป็นหลานของคุณ เป็นลูกของน้องสาวคนเดียวของคุณ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าใบพัดเป็นคนในครอบครัว เป็นสายเลือดของคุณ...

คุณจะทำทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพยายาม”...

เกือบสี่ทุ่มแล้วตอนที่โมรากุลกลับจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เดินผ่านห้องลูกต้องชะงักที่เห็นแกนอนดูหนังไดโนเสาร์สู้กันจากไอแพด เธอสั่งให้นอนแกก็ไม่สนใจยังคงดูหนังต่อไป เธอโมโหกระชากไอแพดจากมือลูก

“เอามานี่เลย ใครให้ดูหนังรุนแรงแบบนี้เนี่ย”

พีทโวยวายจะเอาไอแพดคืนแต่โมรากุลไม่ให้เดินถือมันมาต่อว่าพ่อกับแม่ที่กำลังจะนอนเรื่องที่ตามใจหลาน ยอมให้ดูหนังที่มีแต่ความรุนแรงก่อนนอน เสียงปรี๊ดแตกของเธอทำให้ครองพรไม่พอใจที่ลูกมาขึ้นเสียงใส่เล่นงานคืนไปบ้าง ไม่ใช่แม่เท่านั้นที่เปิดศึกกับเธอ ธรรมชนะผู้เป็นพ่อก็ช่วยครองพรเล่นงานเธอเช่นกัน ฐานทำแต่งานไม่เคยสนใจลูก แถมยังเอาลูกมาทิ้งให้พ่อแม่ที่แก่เฒ่าเลี้ยง กลับจากที่ทำงานก็หงุดหงิดใส่ทุกคน

“ถ้าเราเหนื่อยก็ไปพัก อย่ามาลงกับลูก ไปๆๆ” ธรรมชนะไล่

ครองพรดึงไอแพดไปจากมือโมรากุลส่งคืนให้พีท ชวนไปนอนดูไดโนเสาร์กับตาและยายดีกว่า แล้วเดินกอดหลานเข้าห้องไปโดยมีธรรมชนะเดินตามทิ้งให้โมรากุลยืนเสียใจที่พ่อแม่ต่อว่าและไม่เข้าใจว่าเธอกำลังแก้ปัญหาของพีทที่พวกท่านไม่เห็น

ooooooo

ในเวลาเดียวกันที่บ้านของจุลมาส วีหนึ่งที่ต้องเป๊ะเว่อร์ตลอดเวลานั่งอ่านตำราอย่างไม่เป็นสุขเพราะแม่คาดหวังจากเธอไว้มาก ครั้งก่อนเธอทำให้ผิดหวัง สอบครั้งนี้ท่านจึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าทำให้ท่านต้องอายอีก เธอต้องสอบให้ได้คะแนนสูงสุด วีหนึ่งสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดเหล่านั้นทิ้ง

แต่แล้วอาการมือชาเกิดขึ้นกับเธออีก เหงื่อเริ่มออก มือสั่น ตัวสั่น มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอสะดุ้งโหยง จุลมาสเดินยิ้มเข้ามาพร้อมถาดใส่ซุปไก่สกัดเข้มข้นกับวิตามินมาให้ลูกกินบำรุงสมอง เธอกำลังมึนหัวจึงบอกแม่ให้วางไว้ก่อนอ่านบทนี้เสร็จค่อยกิน จุลมาสไม่ยอม

ให้ผัดผ่อนสั่งให้กินตอนนี้เลย

ด้วยความที่เป็นคนเจ้าระเบียบแม้กระทั่งการ

กินยา จุลมาสไม่ยอมให้ลูกเทยาจากถ้วยใส่มืออ้างสกปรกให้เทจากถ้วยใส่ปากเลย เธอทำตามไม่หือไม่อือ จุลมาสบังคับลูกเสร็จเดินยิ้มมีความสุขออกไป

พอประตูปิดปัง วีหนึ่งพุ่งไปล็อกกลอน มือสั่น ก่อนจะค่อยๆทรุดลงเอาหลังพิงประตูร้องไห้...

ทางฝ่ายปราบทุ่มเทให้ลูกสุดกำลังกลับถึงบ้านก็รีบเปิดยูทูบดูคลิปเกี่ยวกับการพลิกชีวิตเด็กติดเกม เพราะเห็นหมอบอกว่าตั้งแต่บุ๊คเข้าโรงพยาบาลยัง

ไม่ยอมให้ความร่วมมือทำกิจกรรมอะไรเลยก็เลยลองหาวิธีพูดอย่างไรให้ลูกยอม อลินเห็นเขาจริงจังกับเรื่องลูกก็ปลื้มมาก แถมยังชมไม่หยุดปากกับสิ่งที่เขาพูดกับลูกตอนไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เธอเองยังพูดจากความรู้สึกของตัวเองแบบนั้นไม่เป็น ปราบแอบเขินนิดๆ

“เอาจริงนะ ไม่คิดเหมือนกันว่าจะพูดได้ อยู่ๆมันก็ไหลออกมาเอง”

“คิดๆดูมันก็แปลกดีนะ บอกรักโน่นรักนี่ได้ แต่บอกรักลูกทำไมมันยากนัก”

“แต่วันนี้เราก็ได้บอกไปแล้ว ก็ต้องรอดูว่าลูกจะได้ยินหรือเปล่า” ปราบมองอลินอย่างมีความหวัง...

คำพูดของพ่อกับแม่ทำให้บุ๊คหวั่นไหว ภายในจิตใจเริ่มมีการต่อสู้กัน เขาอึดอัดกดดันอย่างมาก มองไปนอกหน้าต่างห้องพักในโรงพยาบาลอยากกลับบ้าน อยากออกไปข้างนอก...

ขณะที่ปัญหาของบุ๊คเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ไออุ่นยังไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับชุดสีทองดี...

ดึกแล้วใบพัดนอนไม่หลับ ดูรูปพ่อกับแม่แล้วคิดถึงจับใจแต่ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร เริ่มนั่งโยกตัว ปิดๆเปิดๆไฟเหมือนทำเป็นอยู่อย่างเดียว กองพลยืนดูอยู่หน้าห้องเห็นอาการของหลานยิ่งเครียดหนัก

ooooooo

วีหนึ่งนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนในสภาพใจลอยทำให้เลยป้ายที่จะลง ต้องข้ามถนนนั่งรถเมล์ย้อนกลับ กว่าเธอจะถึงโรงเรียนเพื่อนๆเข้าแถวร้องเพลงชาติไปแล้ว ถึงกับหน้าเครียดมือเริ่มสั่นเพราะไม่เคยมาสาย...

ในระหว่างที่อาการป่วยทางจิตของวีหนึ่งเริ่มเป็นมากขึ้น บุ๊คคิดทบทวนเรื่องที่พ่อกับแม่พูดเมื่อวาน ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มบำบัดทั้งที่ไม่เคยให้ความร่วมมือมาก่อน อลินทราบข่าวดีนี้รีบโทร.บอกให้ทรายรับรู้ เธอดีใจกับอลินด้วย  นั่นแสดงว่าสิ่งที่ปราบพูดเมื่อวานทำให้บุ๊คเห็นความหวังดีของพ่อแม่ เท่ากับทั้งคู่มาถูกทางแล้ว


“ขอบคุณครูทรายด้วยนะคะที่นำทางให้ วันนี้ลินจะไปโรงพยาบาลอัปเดตกับหมออีกที ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะโทร.มาเล่าให้ฟังนะคะ” อลินพูดจบก็วางสาย

กรที่นั่งอยู่ในรถกับทรายได้ยินการสนทนาครั้งนี้ ยิ้มพอใจที่บุ๊คพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แสดงว่าการสื่อสารเชิงบวกได้ผลดี เราน่าจะจัดโครงการดีๆแบบนี้อีก ทรายขอร้องให้พักโครงการใหม่ๆไว้ก่อน ขอเคลียร์โครงการเก่าๆให้เสร็จก่อนดีกว่า เขาเห็นดีด้วย แล้วชวนเธอไปดูงานเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กออทิสติกที่โรงเรียนสาธิตเกษตร เขานัดอาจารย์ที่นั่นไว้แล้ว ทรายบ่นอุบทำไมไม่บอกล่วงหน้า

“อ้อ เห็นคุณยุ่งๆ  ผมก็ลืมด้วย แต่คุณไปได้ใช่ไหม ไม่มีอะไรอยู่แล้วนี่”

“เอ่อ ไม่มีก็ได้ค่ะ”...

กรไม่ได้ชวนแต่ทรายยังชวนครูป้องมาดูงานด้วยโดยมีครูอรไทพาชมแผนกต่างๆในโรงเรียนสาธิตเกษตร การมาเยี่ยมชมครั้งนี้ทำให้กร ทรายและครูป้องรู้ว่าโครงการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติกของที่นี่มีมานาน

28 ปีแล้วและมีครูดูแลโครงการนี้ถึง 38 คน เนื่องจากเด็กพิเศษจะมีสมาธิไม่สม่ำเสมอจึงต้องมีครูคอยดูแลใกล้ชิด

ผิดกับโครงการของโรงเรียนเปี่ยมคุณที่เพิ่งตั้งแถมมีครูดูแลแค่สองคน แม้จะมีเพียงใบพัดเท่านั้นที่อยู่ในโครงการแต่ก็ไม่มีครูคอยตามประกบ...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะครูภาษาไทยกำลังเขียนคำศัพท์บนกระดาน ฆ้องวงศ์ขยำกระดาษปาให้เพื่อนที่นั่งด้านหน้าแต่ดันพลาดกระเด็นไปถึงหน้าห้อง ครูหันขวับมาถามว่าใครทำ ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครอยากยุ่งกับฆ้องวงศ์

ทันใดนั้น ใบพัดโพล่งขึ้นว่าฆ้องวงศ์เป็นคนทำ ทุกคนมองใบพัดเป็นตาเดียวกันที่หาญกล้าไปยุ่งกับนักเรียนนักเลง อันยามองใบพัดด้วยความเป็นห่วงแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกอะไร...

ครูอรไทพาแขกมาเยี่ยมชมที่ห้องเรียนซึ่งมีเด็กออทิสติกเรียนอยู่ด้วยโดยมีครูยืนประกบอยู่ข้างๆ กรสงสัยการมีครูประกบแบบนี้ไม่ทำให้เด็กคนอื่นรู้สึกแปลกๆหรือ ครูอรไทส่ายหน้า เด็กชินแล้วเพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถม ครูป้องอยากรู้ว่าเด็กออทิสติกเคยมีปัญหาทะเลาะกันกับเพื่อนๆไหม

“มีค่ะ แต่ก็เล็กๆน้อยๆ โดยมากถ้าเพื่อนๆรู้ว่าเขาเป็นอะไรก็จะไม่ค่อยถือสา” ครูอรไทชี้แจง

“แล้วถ้าเด็กในห้องไม่รู้ มันจะเป็นอย่างไรครับ” กรซักบ้าง

ครูอรไทแนะให้บอกเด็กคนอื่นว่ามีเพื่อนที่เป็นออทิสติกมาเรียนด้วยจะเป็นผลดีกว่า กรเคยอ่านเจอในกรณีเป็นเด็กวัยรุ่นจะใช้วิธีให้เด็กรู้กันเองเพราะถ้าบอกจะเสี่ยงโดนแกล้งเอาได้ ครูอรไทท้วงแต่การที่ปล่อยให้เด็กรู้เองก็ไม่ได้แปลว่าเด็กออทิสติกจะไม่โดนแกล้ง


โชคดีที่นี่ไม่มีปัญหานี้เพราะเด็กในโครงการทุกคนจะเข้ามาเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1

“เด็กๆจะทำความรู้จักและเรียนรู้กันไปเองโดยธรรมชาติ ดิฉันเห็นใจทางโรงเรียนนะคะ เด็กมาเข้าตอน ม.5 ทั้งตัวเด็กพิเศษเองก็ต้องปรับตัว เด็กในห้องก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับเพื่อนใหม่ที่ไม่เหมือนเรา จริงๆแล้วเด็กๆที่มีภาวะออทิสติก เขาพัฒนาได้ทั้งดนตรี กีฬา ศิลปะ เราจะต้องสร้างโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถและเขาจะเห็นคุณค่าในตัวเอง เพื่อนๆก็จะเห็นคุณค่าในตัวเขาด้วย”

ooooooo

ฆ้องวงศ์ไม่พอใจที่ใบพัดปากโป้งเรื่องเขา

ปากระดาษในห้องเรียน จึงชวนคิม บอยและเต้ยมาดักรอเล่นงาน แย่งกระเป๋าเอาไปโยนส่งต่อกันให้ใบพัดวิ่งไล่เป็นลิงชิงบอล กระเป๋าถูกโยนมาที่

ฆ้องวงศ์อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันโยนต่อให้เพื่อน ใบพัดจับไว้ได้เสียก่อน สองคนยื้อแย่งกระเป๋ากันไปมา

เต้ยเห็นเริ่มจะมีดราม่าหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเอาไว้ คิมตะโกนเชียร์ให้ฆ้องวงศ์เล่นงานไอ้เอ๋ออย่างใบพัด เขาทำตามเสียงเชียร์กระชากกระเป๋าแรงขึ้นอีก

หวังให้ใบพัดปล่อยมือ แต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่

ใบพัดก็แรงกลับไปมากเท่านั้นจนทำให้เขาเสียหลัก

หัวโม่งกำแพงหน้าผากแตกเลือดอาบ เขาโมโหกระชากคอใบพัดกำหมัดจะต่อย อันยาวิ่งเข้ามาห้าม

“หยุดนะ อย่าทำใบพัด เขาเป็นออทิสติก”

เรื่องไม่จบแค่นั้น เต้ยดันเอาคลิปไปโพสต์ลงในโซเชียล ยอดวิวพุ่งกระฉูด ในไลน์กรุ๊ปของแต่ละห้องแชร์กันสนั่น แทบทุกคนในโรงเรียนเห็นคลิปนี้กันหมด ครูชิชาก็เห็นเช่นกัน รีบโทร.รายงานให้ทรายทราบ...

นพลักษณ์ซึ่งเห็นคลิปนี้แล้ว ตามมาเล่นงานกร

ถึงบ้านเพราะเคยเตือนแล้วว่าโรงเรียนเปี่ยมคุณยังไม่พร้อมดูแลเด็กพิเศษ หากเขาเชื่อคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว พรุ่งนี้เขาเตรียมตัวรับมือให้ดี ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องเจอหนักแน่แล้วเดินจากไป กรหันไปบ่นกับทรายด้วยความน้อยใจแม่ตัวเอง

“คุณรู้ไหม สิ่งที่แม่เป็นเหมือนเดิมตั้งแต่ผมยังเด็กจนโต คือแม่ไม่เคยยืนข้างผม”...

คลิปที่เต้ยโพสต์ทำให้ใบพัดถูกด่าเละ กรเห็นคลิปกับคอมเมนต์แล้วได้แต่โทษตัวเองว่าใจร้อนเกินไปไม่ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กออทิสติกให้ดีเสียก่อน เนื่องจากเห็นใบพัดเหมือนเด็กปกติ ก็เลยคิดว่าไม่น่ามีปัญหา

ทรายอธิบายว่าใบพัดไม่ได้มีปัญหากับตัวเองหรือกับใคร แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อคนรอบข้างไม่เข้าใจต่างหาก ถ้าเราเข้าใจก็จบ กรไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่เข้าใจใบพัดเหมือนที่เธอบอก

“คนในโลกโซเชียลที่กระหน่ำด่าใบพัดแล้วเอาไปเทียบกับเด็กออทิสติกที่ทำร้ายครอบครัวตัวเองที่อเมริกาเมื่อตอนต้นปี ไปกันใหญ่”


ทรายไม่ได้หวังจะให้ทุกคนเข้าใจใบพัดในเวลาไม่กี่วันซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ากรจะสังเกต ยิ่งเรารู้จักแกก็จะยิ่งเห็นความน่ารักของแกมากขึ้น กรได้แต่หวังว่าคนอื่นจะเห็นเหมือนที่เราเห็นสักวัน...

คนที่กรกับทรายพูดถึงกำลังบรรเลงเปียโน

อย่างไพเราะ เล่นจบเขาตบมือให้ตัวเองพร้อมกับหัวเราะมีความสุข สิ้นเสียงหัวเราะมีเสียงกองพลกรนดังขึ้น ใบพัดมองตามเสียงกรนเห็นกองพลนอนหมดสภาพ หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในมือร่วงลงพื้น บ้านเริ่มจะรกเหมือนเดิม ชุดทำงานที่กองพลใส่แล้ววางระเกะระกะ ถุงใส่ข้าวของกระจัดกระจาย ใบพัดลุกไปเก็บข้าวของทุกอย่างให้เข้าที่ รวมทั้งตัวกองพลเองด้วย...

ดึกแล้วอันยานอนไม่หลับดูคอมเมนต์ด่าใบพัดในคลิปแล้วก็สงสาร ผิดกับฆ้องวงศ์ยิ่งเห็นคนด่า เขาก็ยิ่งสะใจ จังหวะนั้นแม่โทร.เข้ามา ฆ้องวงศ์ถึงกับหน้าเจื่อน

ooooooo

คลิปใบพัดเป็นที่โจษจันกันในหมู่ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเปี่ยมคุณ พวกนั้นกลัวเขาจะมาทำร้ายลูกหลานตัวเอง ครองพรเป็นหนึ่งในพวกที่จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ผู้ปกครองคนหนึ่งโทษว่าเรื่องวุ่นๆที่เกิดขึ้นเป็นเพราะโรงเรียนมีนักจิตวิทยาที่ชื่อทรายเข้ามาทำงาน

“แสดงว่าต้องกันไม่ให้เมีย ผอ.มายุ่งกับหลานเราเลยนะเนี่ย ต้องอยู่ห่างๆเลย”

ครองพรไม่กล้าพูดอะไรเพราะพีทหลานเลิฟกำลังจะเป็นเด็กในโครงการ แล้วหันมองไปทางหลานที่นั่งเล่นคนเดียวไม่มีเพื่อนเล่นด้วย เขามองเพื่อนๆ

เล่นกันสนุกสนาน อยากเล่นด้วยแต่ไม่รู้ต้องทำอย่างไร...

ครั้นกลับถึงบ้าน ครองพรสั่งให้โมรากุลเอาพีทออกจากโครงการของทราย แต่เธอไม่ยอมทำให้มีปากเสียงกับแม่ ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไร โมรากุลก็ไม่สนใจยืนกรานจะไม่ทำตามที่แม่ต้องการ...

ณ ห้องประชุมของโรงเรียนเปี่ยมคุณ คลิปฉาวของใบพัดถูกเปิดให้ทุกคนในที่ประชุมดู ในคลิปถ่ายออกมาแล้วเหมือนใบพัดจงใจทำร้ายฆ้องวงศ์ทั้งที่ความจริงตรงกันข้าม พรรณีตำหนิกรเรื่องนี้อย่างแรงเพราะเตือนแล้วว่าให้ระวังการแก้ปัญหาให้เด็กคนหนึ่ง จะกระทบและสร้างปัญหาให้เด็กทั้งโรงเรียน วันนี้มันก็เกิดขึ้นจนได้

“อีกเรื่องที่ ผอ.ต้องรับรู้ คุณสายขิมแม่ของฆ้องวงศ์พยายามติดต่อดิฉันมา แต่ดิฉันยังไม่รับสายเพราะยังไม่รู้วิธีแก้ปัญหาของ ผอ. ตอนนี้เธอไปประชุมที่สิงคโปร์ แต่ดิฉันแน่ใจว่าเธอจะไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆแน่”

ครูป้องไม่เชื่อว่าเด็กอย่างใบพัดจะทำร้ายใครได้ น่าจะมีเรื่องอะไรมากกว่านี้ พรรณีเชื่อตามหลักฐานในคลิปซึ่งเห็นชัดเจนว่าใบพัดทำร้ายฆ้องวงศ์ ครูป้องท้วงว่าคลิปนั่นเป็นเหตุการณ์แค่ส่วนเดียว

“ถ้าครูป้องหาส่วนที่เหลือมาได้ทั้งหมดและสามารถบอกได้ว่าใบพัดไม่ได้ทำผิดก็รีบหามายืนยันนะคะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” คำพูดของพรรณีทำเอากร ทรายกับพวกครูๆหน้าจ๋อยเพราะท่านพูดถูก ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอก็ทำอะไรไม่ได้...


หลังออกจากห้องประชุม กรขอให้ทรายช่วยติดต่อกองพลให้มาพบเขาด้วย ส่วนครูป้อง ครูน้อยกับครูชิชาลองถามนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นทีว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร...

คลิปฉาวที่ว่อนทั่วเน็ต ทำให้ใบพัดกลายเป็น

ตัวประหลาดในสายตาเพื่อนนักเรียนซึ่งพากันชี้ชวนให้ดูเขาที่กินข้าวอยู่คนเดียว โชคดีที่เขาไม่รับรู้อะไรด้วย...

จุลมาสเป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อคลิปฉาวของใบพัดทั้งที่ไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน เตือนวีหนึ่งให้อยู่ห่างๆเขาไว้ สร้างความกลัวให้ลูกโดยไม่รู้ตัว...

ใกล้เวลาต้องแต่งตัวไปงานแต่งงานแล้ว ไออุ่นยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองไม่ต้องสวมชุด

สีทอง ขณะกวิตากำลังรีดชุดนั้นให้ลูกอยู่ มีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น เธอมองหามือถือไม่เจอไม่รู้ไปวางไว้ไหน จึงสั่งให้ไออุ่นมารีดชุดตัวเองต่อ แล้วเดินตามเสียง

มือถือไป ไออุ่นเห็นแม่เดินไปคุยโทรศัพท์อีกทางหนึ่ง จัดแจงวางเตารีดทิ้งไว้บนชุด แล้ววิ่งปรู๊ดเข้าห้องน้ำ...

วีหนึ่งมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วยเดินหมดแรงเข้ามาในห้องเนื่องจากร่างกายไม่ได้รับอาหาร มือเริ่มสั่น มองกองตำราเรียนแล้วยิ่งเครียด กวาดกองนั้นลงพื้น แล้วทนไม่ได้เอง รีบเก็บเรียงไว้เป็นระเบียบอย่างเดิม...

ด้านกวิตาคุยโทรศัพท์เสร็จเดินกลับมาที่รีดผ้าเห็นเตารีดวางอยู่บนชุดสีทองของลูกก็ตกใจ รีบยกเตารีดออก หยิบชุดขึ้นมาดูพบว่าชุดไหม้เป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ถึงกับร้องกรี๊ดๆ ไออุ่นวิ่งมาดูทำเป็นตกใจ แต่งเรื่องว่ารีดชุดอยู่ดีๆเกิดปวดท้องขึ้นมาก็เลยวิ่งไปเข้าห้องน้ำแล้วลืมไปสนิทใจ

“เรานี่มันจริงๆเลย เฮ่อ แล้วทีนี้จะใส่อะไรล่ะเนี่ย”...

ไออุ่นตัดสินใจใส่ชุดนักเรียนไปงานแต่งงานกับแม่ เกริกฤทธิ์เห็นสภาพลูกก็เล่นงานกวิตาให้เงินไปตั้งเยอะแล้วทำไมลูกถึงใส่ชุดนักเรียนมา กวิตาให้เขาถามลูกเอง เขาหันมองไออุ่นอย่างรอคำตอบ

“เออ พอดีอุ่นเผลอทำมันไหม้อะป๊า”

“เรานี่มันก็ไม่ได้เรื่องพอๆกับแม่เรานั่นแหละ”

คำพูดของพ่อทำให้ไออุ่นไม่ชอบใจไม่อยากเหมือนแม่ กวิตาโวยที่เขาพาดพิงตัวเอง เกริกฤทธิ์

ไม่อยากทะเลาะด้วย ลูกจะใส่ชุดนี้ก็ตามใจ ชวนให้เข้างานได้แล้ว...

วิบากกรรมของไออุ่นยังไม่หมด ดันเจอภูภูมิเพื่อนที่โรงเรียนแต่งหล่อมางานนี้ด้วย เขาเห็นเธอในชุดนักเรียนก็ล้อสนุกสนานแถมถ่ายคลิปเธอมางานแต่งหรูในชุดนักเรียนเอาไปโพสต์ลงเน็ตกับในไลน์ห้องเรียน

แอนเน่เห็นเข้ารีบโทร.บอกไออุ่นให้เปิดไลน์ห้องดู เธอเห็นข้อความล้อเลียนเธอที่ใส่ชุดนักเรียนก็ไม่พอใจเดินตรงไปหาภูภูมิที่กำลังแชตไลน์นินทาเธออย่างเมามัน ปล่อยหมัดตรงเข้าหน้าเขามือถือหล่นพื้น เขาไม่ทันตั้งตัวถูกเธอต่อยซ้ำอีกครั้ง ภูภูมิไม่โต้ตอบได้แต่ปัดป้อง


แขกเหรื่อในงานตกใจเข้ามาจับทั้งคู่แยกกัน

เกริกฤทธิ์สั่งให้ลูกขอโทษภูภูมิ เธอไม่ยอมขอโทษ มันถ่ายรูปเธอไปด่าในไลน์กลุ่ม แถมพูดถึงพ่อกับแม่

ไม่ดี แล้วเดินหนีไป

เกริกฤทธิ์รีบตามลูกไป ขณะที่กวิตาขอโทษภูภูมิแทนลูกสาวแล้วรีบตามไปอีกคนหนึ่ง ภูภูมิหยิบมือถือขึ้นมาแชตไปที่ไลน์กลุ่มว่าขอหยุดพูดเรื่องไออุ่นเพราะเธอไม่ชอบแล้วขอลบรูปด้วย มีไลน์มาถามกันใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่ตอบปิดหน้าจอเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง...

ทันทีที่กลับถึงบ้าน เกริกฤทธิ์อบรมไออุ่นอีกยกหนึ่ง ทีหน้าทีหลังห้ามไปท้าตีท้าต่อยกับผู้ชาย เราเป็นผู้หญิงจะไปสู้แรงผู้ชายได้อย่างไร เธอไม่พอใจที่พ่อตอกย้ำเรื่องที่ไม่ได้เป็นผู้ชาย

“แล้วไง อุ่นชกมันได้แล้วกัน ไอ้ภูภูมิไอ้ขี้แกล้ง มันแกล้งคนทั้งห้อง อุ่นยังแมนกว่ามันตั้งแยะ” พูดจบไออุ่นเดินหนีเข้าห้องนอน กวิตาแปลกใจไม่เคยเห็นลูกเป็นแบบนี้มาก่อน หวั่นใจว่าลูกอาจไม่อยากเป็นผู้หญิง

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 6 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 1 ม.ค. 2513 07:00 2019-04-04T03:00:48+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ