ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

อันยาเดินไปเห็นใบพัดกำลังเล่นเปียโนอย่างเทพจึงเข้าไปทดสอบ จนแน่ใจว่าใบพัดเป็นออทิสติกอย่างที่ตนคิดจริงๆ

 หมอสันติที่ติดตามอาการของบุ๊คอธิบายให้อลินกับปราบพ่อแม่ของบุ๊คฟังว่า

“ปัญหาเด็กติดเกมก็เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เห็นอาจจะแค่นิดเดียว คือลูกเอาแต่นั่งเล่นเกมไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่รู้จักควบคุมเวลา แต่ปัญหาที่ไม่สามารถมองเห็น มันยังมีอีกเยอะ และเป็นปัญหาสะสมมานาน จนเด็กไม่รู้จะแก้ยังไงเลยใช้เกมเป็นทางออก”

อลินถามว่าปัญหาของบุ๊คคืออะไร หมอสันติอธิบายว่า ปัญหาคือเขาไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมจากเพื่อน ทำให้เขาไม่มีเพื่อนในชีวิตจริง แต่ในเกมเขาได้รับการยอมรับ มีเพื่อนมากมาย เขาเลยชอบอยู่ในเกมมากกว่าโลกความเป็นจริง

อลินถามว่าแล้วทำไมบุ๊คถึงไม่มีเพื่อนที่โรงเรียน มันเกิดอะไรขึ้น หมอสันติบอกว่าในส่วนของโรงเรียนครูทรายจะให้ข้อมูลกับคุณพ่อคุณแม่ได้ แต่ที่บุ๊คไม่เคยเล่าเรื่องเพื่อนให้พ่อแม่ฟังก็เพราะคิดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเขา มีปัญหาจึงระบายกับเพื่อนในเกมหรือไม่ก็หนีปัญหาไปเลย หมอสันติชี้ว่า

“ความสนุกในเกมทำให้เขาไม่ต้องสนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาชอบอยู่ในโลกของเกมมากกว่าโลกความเป็นจริง”

ทรายเล่าเรื่องบุ๊คที่โรงเรียนให้ปราบกับอลินฟังว่า

“เด็กอยู่โรงเรียนพอๆกับอยู่ที่บ้าน สังคมของเขาคือเพื่อนๆ เขาต้องการการยอมรับ จริงๆก็ไม่ใช่แค่เด็ก เราทุกคนก็ต้องการเพื่อนเหมือนกัน เพื่อนหรือคนที่ชอบเหมือนกัน คุยเรื่องเดียวกัน ทำกิจกรรมเดียวกัน...เพื่อนของบุ๊คคือเกมและเพื่อนๆที่อยู่ในเกม”

“แล้วถ้าบำบัดเสร็จ บุ๊คจะมีเพื่อนไหมคะ”

“เราจะช่วยกันค่ะ ถ้าคุณอลินกับคุณปราบเข้าใจเขา สนใจเขา บุ๊คจะรู้ว่าเขามีคุณสองคนอยู่ในโลกความเป็นจริงค่ะ”

ooooooo

ส่วนใบพัดเมื่ออยู่บ้านก็ขลุกอยู่กับเปียโนทั้งเล่นและร้องอย่างมีความสุข จนกองพลที่แอบดูพึมพำว่าตอนมันอารมณ์ดีก็น่ารักดี

แต่พอใบพัดเหลือบดูนาฬิกาบอกเวลา 10.00 น. เป๊ะ  ใบพัดก็หยุดร้องเพลงลุกพรวดไปหยิบรีโมตปิดทีวีทันที กองพลร้องเฮ้ย ถามว่าปิดทำไม ใบพัดบอกว่า “นอน แม่บอกให้นอน 4 ทุ่ม”

แล้วใบพัดก็เริ่มปิดสวิตช์ไฟ เปิดๆปิดๆเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตาลอย มือซ้ายที่ถูนิ้วไปมาก็เปลี่ยนเป็นทุบอกมือขวาทุบกำแพง เริ่มเอาหัวโขกกำแพง ตะเบ็งเสียงอย่างอัดอั้น “อ๊ากกกกกก!!” ทำเอากองพลช็อก

รุ่งขึ้นกองพลปรึกษาทรายที่ห้องทำงานที่โรงเรียน เล่าพฤติกรรมของใบพัดให้ฟัง บอกว่าตนทำอย่างไรก็หยุดใบพัดไม่ได้ ต้องปล่อยไป พอเหนื่อยก็หลับไปเอง

ทรายบอกว่าคราวนี้เรามาคุยเรื่อง ‘การกอด’ สิ้นเสียงทราย กองพลก็โวยว่าตนไม่มีเวลาหรอกงานยุ่งมาก ทรายจึงให้กองพลเล่าพฤติกรรมของใบพัดอีกรอบ พอกองพลเล่าจบ ครูป้องทบทวนว่า

“พูดถึง ‘แม่’ แล้วนิ่งไป แล้วเกิดอาการ ถ้าสันนิษฐานใบพัดอาจคิดถึงแม่ก็ได้ครับ เมื่อวานอาจมีอะไรบางอย่างที่ไปกระตุ้นความทรงจำของใบพัด และเกิดเป็นความคิดขึ้นมาก็ได้ครับ”

กองพลถามว่าเด็กพวกนี้มีอารมณ์คิดถึงแม่ด้วยหรือ ครูป้องอธิบายว่าเด็กออทิสติกก็เหมือนเด็กปกติมีความรู้สึกดีใจ เสียใจ รัก โกรธ คิดถึง แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วก็ไม่รู้วิธีแสดงความรู้สึกออกมาแบบคนทั่วไป กองพลบอกว่ายากเกินไป ตนเป็นคนเรียนไม่เก่ง พอครูพูดเรื่องวิชาการสมองตนก็เอ๋อๆไม่ค่อยเข้าใจ ตัดบทว่า ถ้าสี่ทุ่มแล้วใบพัดยังอาละวาดตนก็จะรายงานอีกที วันนี้ตนขอไปก่อนแล้วลาเลย

ทรายมองตามกองพล แอบหนักใจกับความไม่รับผิดชอบของเขา

ooooooo

กรเร่งครูน้อยให้รีบดำเนินโครงการเยี่ยมบ้าน ถามว่าครูส่งรายงานผลมาบ้างหรือยัง

ครูน้อยบอกว่ายังไม่ค่อยมีใครส่งมา ครูหลายคนยังมีงานอยู่หลายอย่าง การจราจรติดขัด ไปเยี่ยมบ้านเด็กสักคนก็ต้องจัดสรรเวลากัน กรบอกว่าตนอยากได้รายงานในเทอมนี้ไม่ใช่เทอมหน้า ครูน้อยรับคำอย่างหนักใจไม่อยากบอกให้กรรู้ว่าครูไม่อยากทำโครงการนี้

ฝ่ายครูพรรณีก็ประชุมฝ่ายวิชาการ ถามว่าหัวหน้าสายชั้นคัดเลือกเด็กที่จะส่งประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์หรือยัง

ครูกิตติอ้างว่า ผอ.บอกว่าไม่ต้องส่งเด็กไปแข่งขัน หรือประกวดถ้าไม่จำเป็น

“ใช่ ผอ.บอก แต่ถ้ามีเด็กตั้งใจจะประกวดเราก็ต้องถือเป็นเรื่องจำเป็น ต้องสนับสนุน เราจะไปปิดกั้นเด็กได้ยังไง ในเมื่อเด็กของเรามีความสามารถ สรุปตกลงเด็กคนไหนมีแววบ้าง”

ครูติณณาบอกว่าเด็ก ม.3/1 มีสองสามคน ครูพรรณีถามหาครูชาริณีหัวหน้าแผนก ม.ปลายไปไหน

ครูติณณาบอกว่าป่วยเพราะเมื่อวานไปเยี่ยมบ้านเด็กแล้วโดนฝน ครูพรรณีถามถึงห้องเรียนใหม่กับครูคนใหม่ฝ่ายประถมต้นเป็นอย่างไร ครูเบญจาบอกว่าเห็นวิ่งวุ่นสอน ป.1/6 แล้วก็ต้องไปดูเด็กพิเศษที่เพิ่งเข้ามา ครูพรรณีบ่นหงุดหงิดว่าตกลงห้องเรียนแบบใหม่นี่อยู่ๆจะให้ใครไปสอนก็ได้เหรอ ทำอะไรมั่วกันไปหมด ก็พอดีนพลักษณ์เข้ามาทักว่าประชุมอะไรกันดูเคร่งเครียด

ครูพรรณีดีใจที่จะได้นพลักษณ์เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญของตน

ooooooo

พีทเริ่มเข้ากับเพื่อนๆได้เมื่อเพื่อนชวนไปเล่นในสิ่งที่ถูกใจ ทรายกับครูป้องสังเกตอยู่ ทรายบอกว่าตอนเล่นสนุกมักไม่มีปัญหา ปัญหาจะมาตอนเริ่มเล่นไม่สนุก

ครู่เดียวเมื่อพีทไม่พอใจที่ตนถูกแปะแล้วต้องเป็นผีโวยวายไม่เอาตนไม่อยากเป็นผี จนครูป้องต้องเข้าไปกล่อมให้ใจเย็นๆ พีทเอาแต่กรี๊ด ซ้ำไล่ครูอีกด้วย ครูป้องจึงชวนพีทเข้าห้องเรียน และให้ทรายไปดูใบพัด

ถึงเวลาอาหารพอดี ใบพัดจะกินไข่เจียวมะเขือเทศ เพื่อนนักเรียนจึงแนะไปที่อีกร้านหนึ่ง

เป็นปัญหาจนได้เมื่อแม่ค้าไม่รับเงินสดบอกให้ไปแลกบัตรก่อน แต่ใบพัดก็ยัดเยียดเงินสดให้ แม่ค้าไม่รับ ก็ตะโกนจนนักเรียนในโรงอาหารหันมองกัน

เมื่อแม่ค้าไม่รับเงินสดใบพัดโมโหปัดจานชามที่วางอยู่แถวนั้นหล่นกระจายและเริ่มมีอาการ พอดี

ครูชิชาวิ่งเข้ามา แต่ใบพัดอยู่ในสภาพไม่ฟังอะไรแล้ว ครูชิชาจึงให้ปริญหัวหน้าชั้นไปเชิญทรายมา

กรไปรับนพลักษณ์ถามว่าคุณแม่จะมาน่าจะบอกตนก่อน นพลักษณ์ถามว่าทำไมต้องบอก เวลาทีมประเมินมาตรวจโรงเรียนยังไม่เห็นต้องบอกก่อน แล้วถามว่าห้องทดลอง PBL มีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ทันใดเสียงพีทก็กรี๊ดเข้ามา ครูพรรณีบอกว่าน่าจะเป็นเด็กชายพีทที่อยู่ห้อง PBL ของ ผอ. ย้ำว่า เด็กคนนี้มีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์

“พาแม่ไปดูเดี๋ยวนี้!” นพลักษณ์เสียงเข้ม

พอเห็นพีทกำลังอาละวาดและทรายกับป้องยืนดู นพลักษณ์ถามว่าทรายยืนเฉยทำไม ทำอะไรสักอย่างสิ กรชี้แจงว่า

“แม่ครับ...ทรายเคยบอกว่าเด็กที่กำลังอารมณ์ขึ้นแบบนี้ต้องปล่อยให้เขาเย็นลงเองครับ เขาจะกรี๊ดอยู่สักพักแล้วจะค่อยๆเย็นลง แล้วเราค่อยคุยกับเขาทรายดูแลเคสนี้อยู่ ให้เขาทำงานเถอะครับ”

ทันใดนั้นปริญก็วิ่งเข้ามาบอกทรายว่าใบพัดกำลังอาละวาดอยู่ที่โรงอาหาร นพลักษณ์ถามโพล่งว่า

“อย่าบอกนะ เด็กที่ชื่อใบพัดคือเด็กที่เป็นออทิสติก!”

กรอึ้ง พูดไม่ออก สถานการณ์รุมเร้าเข้ามาจนดูแย่จริงๆ

เมื่อเข้าไปคุยกันที่ห้องประชุม พรรณีได้ทีเล่าปัญหาการรับเด็กพิเศษเข้ามาว่านี่เปิดเทอมมาพักหนึ่งแล้วยังไม่มีอะไรดีขึ้น ผู้ปกครองต้องบ่นแน่ๆ

ครูป้องชี้แจงว่าสำหรับพีทตนกับครูทรายและครอบครัวเด็กกำลังร่วมมือกันเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจต้องใช้เวลานานหน่อย ครูพรรณีได้ทีแทรกทันทีว่า

“ฉันรู้ค่ะ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ฉันถึงย้ำเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอนหรือการรับเด็กพิเศษเข้ามาต้องใช้เวลาเตรียมตัวและศึกษาให้มาก ไม่ใช่ใจร้อนอยากทำก็ทำเลย ไม่งั้นผลจะออกมาเป็นแบบนี้!!”

“ผมยอมรับว่าผมใจร้อนเกินไป แต่ปัญหาในวันนี้ไม่เกี่ยวกับความพร้อมหรือไม่พร้อมของเรา พีทมีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีสอนในห้อง PBL และครูป้องกับครูทรายกำลังร่วมมือกับครอบครัวเด็กแก้ปัญหาอยู่”

ครูพรรณีแย้งว่าการสอน PBL กระตุ้นให้เด็กแสดงพฤติกรรมนี้ออกมา เพราะเด็กไม่รู้จักการแชร์ การใช้ชีวิตกับคนอื่น กรสวนทันควันว่า “นั่นคือสิ่งที่เราต้องสอน”

“แล้วสอนกันได้ไหมล่ะคะ ทั้งเด็กกรี๊ด ทั้งเด็กพิเศษไม่เห็นจะสอนได้สักคน แค่ซื้อข้าวกินก็ยังทำไม่ได้ จะอยู่ในสังคมได้ยังไง” ครูพรรณีสวนทันควัน

กรบอกว่าเราบอกให้ผู้ปกครองสอนแล้วแต่เขาอาจจะไม่ได้สอน ถ้ามีคนสอนใบพัดทำได้อยู่แล้ว เพราะเรื่องอื่นเราสอนเขาก็ทำได้ ครูพรรณีโพล่งถามว่า “ผอ.จะโยนให้เป็นความผิดของผู้ปกครองหรือ!”

“เอาล่ะ” นพลักษณ์แทรกขึ้น “เถียงกันไปก็ไม่จบ ไหนๆก็รับเด็กสองคนนี้เข้ามาแล้ว สิ่งที่ควรทำคือดูแลกันให้ดี อย่าให้มีผลกระทบกับเด็กคนอื่น ไม่งั้นมันเสียกันไปหมด กร...เราจะโยนความรับผิดชอบไม่ได้นะ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ กรต้องรับผิดชอบเอง!”

ครูพรรณีแอบสะใจ กรไม่พอใจ ส่วนทรายฟังแล้วเครียดเป็นห่วงกร

เมื่อกลับบ้านเข้าห้องนอน กรบ่นกับทรายว่าตนไม่เข้าใจ ทำไมแม่ถึงกลัวการมีปัญหา มีปัญหาก็แก้ไขไปสิ ไม่งั้นก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

“ทรายว่าคุณแม่คงกังวลเรื่องที่เราทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน เพราะถ้าปัญหามันเกิดขึ้นพร้อมกันอีกเราอาจจะเอาไม่อยู่”

“ก็เพราะปัญหาพวกนี้มันรอไม่ได้ ถึงต้องรีบลงมือ คุณก็เห็นว่าบางทีกว่าเราจะเข้าถึงเด็กๆก็อาจจะสายเกินไป”

“คนรุ่นคุณแม่เลือกแก้ปัญหาทีละจุด ถึงจะช้าแต่ไม่กระทบคนหมู่มาก แต่วิธีของคุณมันรวดเร็วเข้าถึงปัญหาพร้อมกัน แต่อาจจะกระทบคนอื่นได้”

กรฟังแล้วเครียด ทรายแหย่หยอกและช่วยนวดให้ พอกรเริ่มผ่อนคลายก็ถามทรายว่า วันนี้ที่ถูกพีทฟาดแขนเจ็บไหม ทรายบอกว่าไม่เป็นไรตนโอเค ทันใดกรก็นึกเรื่องงานขึ้นมาอีก

“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เด็กคนอื่นจะคิดยังไงกับใบพัด แล้วเราจะต้องเตรียมรับมือยังไงไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก”

ทรายหน้าตึง บ่นเบาๆที่กรเอาเรื่องงานขึ้นมาคุยอีกแล้ว

ooooooo

เช้าวันต่อมา ครูป้อง ครูชิชา ครูน้อยและทราย เข้าไปนั่งคุยกับกรในห้องทำงานของเขาที่โรงเรียน กรถามว่า

“จาก 2 เหตุการณ์เมื่อวาน เราจะแก้ไขและป้องกันยังไงไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก เริ่มจากเคสใบพัดก่อนเลย”

ครูป้องบอกว่าตนกับทรายจะจัดเวลามาคอยประกบใบพัดให้มากขึ้น ส่วนเรื่องการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตในโรงเรียนของใบพัดจะย้ำกับกองพลอีกที แต่เท่าที่ผ่านมา กองพลยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ครูป้องย้ำว่า

“เรื่องครูประกบ ผมคิดว่ามันจำเป็นนะครับ ถ้าเป็น ไปได้ ควรมีครูประจำคอยประกบเด็กพิเศษตลอดเวลา”

“ผมฝากครูน้อยปรึกษาเรื่องนี้กับครูป้องแล้วเสนอมานะครับ” กรมอบหมายแล้วถาม “ต่อไปพีท...ทำอะไรกันบ้าง”

ครูชิชารายงานว่า ตนได้รับมอบหมายจากครูทรายให้คอยบันทึกพฤติกรรมในห้องเรียนของพีท ช่วงนี้เป็นการเก็บข้อมูลพูดคุยกับครอบครัว เพื่อประเมินพฤติกรรมแล้วค่อยเข้าสู่ระบบการปรับพฤติกรรม

“ผมขอให้ทุกคนเร่งมือหน่อยนะครับ ก็ขอพูดเหมือนเดิม ตอนนี้เราถูกเพ่งเล็งและจับตามองในทุกโครงการที่ทำ ผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีก สิ่งที่ผมต้องการเห็นมากที่สุดคือพีทและใบพัดสามารถปรับพฤติกรรมและอยู่ร่วมกับเพื่อนๆได้ ผมรู้ว่าทุกคนทำได้...ทราย ผมฝากด้วยนะ”

“ค่ะ” ทรายตอบด้วยความรู้สึกกดดันที่ถูกกร

มัดมือชก

ooooooo

โมรากุลแม่ของพีทเป็นผู้จัดการกองถ่ายที่ควบคุมกองถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทรายมาคุยกับโมเพื่อศึกษาวิเคราะห์พีท ทรายถามโมว่าเวลาไม่ได้ดั่งใจ มีวิธีจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร

โมตอบอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาตามสไตล์ว่า

“ถ้าเป็นเรื่องงานก็เม้งแตก ระเบิดลงค่ะ! ก็

ประชุมกันไปแล้ว รับรู้กันไปแล้วก็ต้องทำมาให้ได้ตามที่ประชุมกันไว้ ทำละครเรื่องนึงนี่เงินไหลเป็นน้ำนะคะ แล้วเราทำหน้าที่คุมเงิน งบบานผู้จัดก็ด่า พอเราเขี้ยวกับทีม ทีมก็ด่า ทุกคนก็เรียกร้องให้เราทำให้ได้ดั่งใจเขา เราก็ต้องมีสิทธิ์เรียกร้องให้ได้ดั่งใจเราบ้างสิคะ”

ทรายถามว่าแล้วเอาความเครียดกลับบ้านบ้างไหม โมบอกว่าความเหนื่อย ตนเป็นศพกลับมาทุกวัน

“คุณโมเคยคิดไหมคะว่า ถ้าสามียังมีชีวิตอยู่ น่าจะช่วยแบ่งเบาเราได้”

เป็นคำถามที่จี้ใจดำ โมจุก น้ำตารื้นขึ้นมา แต่โมก็ใช้ความเข้มแข็งกลบความอ่อนแอ บอกว่ามันก็

คิดอยู่เหมือนกัน เพราะเราคบกันตั้งแต่สมัยเรียน

พอเรียนจบก็แต่งงานเลยเพราะอยากมีลูก แฟนเป็นคนรักเด็กแต่พอพีทคลอดออกมาได้ไม่กี่เดือน เขาก็ประสบอุบัติเหตุ

ทรายถามว่าพีทเหมือนพ่อไหม โมบอกว่าเหมือนมากแต่พ่อเขาเป็นคนใจเย็น ไม่รู้เหมือนกันว่าพีทไปเอาความใจร้อนมาจากไหน อารมณ์ปรี๊ดๆ เป็นไปได้ยังไง ที่บ้านก็ไม่มีใครเป็น ไม่รู้เหมือนใคร

แต่ทรายฟังแล้วได้คำตอบทันทีว่า พีทได้ความอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจมาจากไหน

ฝ่ายครูพรรณียังจิกกรไม่เลิก วันนี้ก็เอานามบัตรของครูที่ดูแลโครงการเด็กพิเศษโรงเรียนสาธิตเกษตร ที่นั่นเปิดรับเด็กพิเศษมาเกือบ 20 ปีแล้ว แนะว่า ผอ.ควรจะขอไปศึกษาดูงานที่นั่น

ครูพรรณีบอกว่าตนเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด “ซ้ำซาก” เดี๋ยวเรื่องเล็กจะเป็นเรื่องใหญ่ ย้ำเน้นว่า “ดีที่เหตุการณ์ในโรงอาหารไม่มีเด็กๆถ่ายคลิปแล้วเอาไปเผยแพร่ ผู้ปกครองเลยไม่รู้เรื่อง”

กรติงว่าเด็กพิเศษไม่ใช่เด็กสร้างปัญหาถ้าเราเข้าใจเขา เขาก็อยู่กับเราได้ ครูพรรณีย้อนถามว่าแล้ว ผอ.แน่ใจหรือว่าเข้าใจพวกเขาอย่างดีแล้ว เห็นกรชะงัก ก็ยิ้มพูดอย่างผู้ใหญ่สอนเด็กว่า

“ไม่ต้องตอบดิฉัน แค่ตอบตัวเองให้ได้ก็พอ ลองโทร.ไปดูนะคะ จะได้รู้ว่าที่โรงเรียนอื่นเขาเตรียมตัวกันนานขนาดไหนก่อนจะรับเด็กพิเศษสักหนึ่งคนเข้ามาในโรงเรียน”

พูดจบครูพรรณีเดินออกไปเลย กรถือนามบัตรอึ้ง ความยึดมั่นถือมั่น ทั้งอีโก้ที่มีอยู่ ทำให้กรเก็บนามบัตรใส่ลิ้นชัก ไม่โทร.!

ooooooo

วันนี้หลังเลิกเรียน เด็กที่เป็นเวรช่วยกันทำความสะอาดห้อง เห็นทรายเดินมาเด็กๆพยักพเยิดกันให้ถามครูทราย มาร์กี้ตัดสินใจถามทราบว่า บุ๊คเป็นบ้าหรือเปล่า ทรายถามว่าไปเอาข่าวมาจากไหน ปกรณ์บอกว่าแม่บอกว่าแม่บุ๊คเข้ามาบ่นในไลน์ผู้ปกครอง

“บุ๊คไม่ได้บ้าค่ะ ที่ยังไม่ได้มาเรียนเพราะจัดการธุระส่วนตัวอยู่ เสร็จแล้วก็จะกลับมาเรียนเหมือนเดิม”

เมื่อทรายไปถึงห้อง ม.6/1 เห็นวีหนึ่งกำลังลบกระดานดำทั้งสองฝั่งอย่างเนี้ยบเรียบร้อยแล้วกลับมา

ที่โต๊ะ ทรายเรียกถามว่าคุณแม่บอกหรือเปล่าว่าเย็นนี้ครูจะไปเยี่ยมที่บ้าน วีหนึ่งทำหน้างงๆ บอกว่าไม่ได้บอก พอทรายบอกวีหนึ่งกังวลทันทีถามว่า “ครูจะไปคุยอะไรกับแม่คะ”

“เรื่องทั่วๆไปจ้ะ ส่วนมากเป็นเรื่องที่บ้านนั่นแหละ เดี๋ยวเจอกันนะ” ทรายตอบอย่างรู้ทันแล้วเดินไป

วีหนึ่งเริ่มเครียดกลัวแม่จะรู้เรื่องสอบ แล้วตนจะดูไม่ดีในสายตาแม่กับครู...วีหนึ่งเริ่มนอยด์

อุ่นยังสับสนตัวเอง วันนี้ไปเห็นอ๋องกับซันรุ่นพี่ที่เป็นทอมถูกกลุ่มเด็กผู้ชายแกล้งเพราะหมั่นไส้ที่เป็นหญิงและทำห้าวพูดครับผม เลยรุมเข้าไปจะจับพิสูจน์ว่ามีเหมือนพวกตนหรือเปล่า อุ่นเลยเข้าไปตะโกนบอกอ๋องกับซันว่าครูพรรณีเรียก พวกเด็กผู้ชายเลยปล่อยอ๋องกับซัน

อ๋องกับซันเห็นอุ่นท่าออกแมนๆถามว่า “เป็นทอมเหมือนกันใช่ป่ะ” อุ่นสะดุดไม่แน่ใจว่าจะรับดีไหมแต่ก็ปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณแล้วรีบเดินหนีไปนั่งเครียดสับสนตัวเอง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์กลอนระบายความอึดอัด

“ตื่นหลับก็สับสน ฉันคือคนเพศอะไร ภายนอกแย้งภายใน ฉันไม่ใช่อย่างที่เห็น” กดส่งกลอนไปให้แอนเน่แล้วถอนใจกลุ้มๆ

พอแอนเน่อ่านกลอนก็ตอบกลับทันที “ตื่นหลับอย่าสับสน จะเป็นคนเพศอะไร คิดให้ปวดหัวไย พรุ่งนี้ไปชาบูกัน” พออุ่นอ่านกลอนก็หัวเราะทั้งที่ภายในยังขุ่นมัว

เย็นวันเดียวกัน อันยาเห็นใบพัดนั่งอยู่เลยเข้าไปขอนั่งด้วยถามว่ารอใครหรือ ใบพัดตอบอย่างเลื่อนลอยว่า “รอ...กลับบ้าน 4 โมง กลับบ้าน”

อันยาบอกว่านี่ 4 โมงครึ่งแล้ว ใบพัดก็ยังพูดแต่ว่า

“กลับบ้าน สี่โมงกลับบ้าน” พอดีกองพลมาถึง บ่นเสียงกระด้างว่า “รู้แล้วน่า มารับช้านิดช้าหน่อยก็ไม่ได้ ไปๆกลับๆ” แล้วเดินนำไปเลย ใบพัดตามไปไม่แม้แต่จะหันลาอันยา อันยามองใบพัดอย่างสนใจ ฆ้องวงศ์มองอย่างขัดใจ

ส่วนพีทส่งงานที่ครูป้องให้ “วาดรูปที่ฉันชอบ” พีทเอาดินสอขีดๆแบบให้รู้ว่าไม่อยากเขียน ครูป้อง

ดูแล้วคิด...เอาไงดี

ตกเย็นทรายกับครูสาวิตรีไปที่บ้านวีหนึ่งตามนัด พอวีหนึ่งเห็นครูมาก็พยายามทำเป็นปกติทั้งที่มือเริ่มสั่น ทรายเห็นแว้บๆเพียงแค่ถามว่า

“วี...เป็นอะไรรึเปล่า” วีหนึ่งก็ถึงกับหน้าเสีย

ooooooo

นับแต่เข้าไปในห้องรับแขกที่บ้านวีหนึ่ง ทรายก็เห็นถ้วยและเหรียญรางวัลเรียงราย เห็นรูปวีหนึ่งตั้งแต่เด็กเล็กจนค่อยๆโต รับรางวัลต่างๆมากมาย

“ตั้งแต่เล็กจนโตวีไม่เคยมีปัญหาเลยค่ะ” จุลมาสแม่ของวีหนึ่งเอ่ยอย่างภูมิใจ

ทรายมองไปรอบห้อง ที่กำแพงเต็มไปด้วยใบประกาศนียบัตร มีรูปถ่ายวีหนึ่งรับรางวัล มีรูปถ่าย

วีหนึ่งกับแม่ที่ยิ้มปลื้ม เห็นรูปแม่มากกว่ารูปพ่อ และไม่มีรูปถ่ายครอบครัว จุลมาสเล่าอย่างภูมิใจต่อไปว่า

“การเรียนก็สอบติด 1 ใน 3 ของระดับชั้นทุกปี แถมยังเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันวิชาการที่นั่นที่นี่ได้รางวัลตลอด...ในชีวิตฉันมีลูกคนนี้นี่แหละที่ทำให้ชื่นใจ จะเหนื่อยแค่ไหนพอหันมามองดูเขาก็สบายใจ ก็หวังฝากผีฝากไข้ไว้กับเขานี่แหละค่ะ”

ทรายถามวีว่าจบ ม.6 แล้วจะเข้าคณะอะไร แม่ตอบแทนทันทีว่าก็ต้องหมอสิคะ...แล้วยังตอกย้ำว่าไม่มีอะไรดีเท่าหมอ เก่งขนาดนี้ถ้าไม่เป็นหมอก็ไม่รู้จะเป็นอะไร แล้วถามนำอย่างคาดหวังว่า

“วีอยากเป็นหมอใช่ไหมลูก”

“เอ่อ...ใช่ค่ะ”

ทรายถามว่าวีนั่งอ่านหนังสือตรงไหน วีหนึ่งบอกบนห้อง แม่บอกว่าอ่านข้างล่างไม่ได้หรอกไม่มีสมาธิ จะอ่านหนังสือก็ต้องให้เป็นที่เป็นทาง ตนเลี้ยงลูกเน้นระเบียบวินัย อวดว่าห้องวีเนี้ยบมากสะอาดเรียบร้อยถูกสุขอนามัยแล้วชวนทรายขึ้นไปดู อวดว่าข้างบนยังมีรางวัลอีกเยอะเลย

ทรายขึ้นไปดูห้องนอนของวีหนึ่ง ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผ้าปูที่นอนตึงเป๊ะ ผ้าห่มพับเรียบร้อยสวยงาม ทรายบอกว่าเป็นระเบียบดีมากครูอยากให้โล่เลย เลียบเคียงถามอีกว่าแล้วปกติอ่านหนังสือกี่โมง มีตารางอ่านหนังสือไหม ทรายหยิบตารางอ่านหนังสือให้ดู ทรายถามว่าอ่านดึกขนาดนี้ไม่ง่วงในห้องเรียนหรือ วีหนึ่งบอกว่าไม่ แต่ถ้าง่วงก็แอบกินทอฟฟี่ ทรายหัวเราะ เลยทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย

ทรายเห็นรูปภาพภูเขาไฟฟูจิ หอไอเฟล และอื่นๆถามวีหนึ่งว่าชอบประเทศพวกนี้หรือ อยากไปไหม วีหนึ่งบอกว่าคุณแม่ชอบ และตนขอพ่อไว้ว่าถ้าตนสอบได้เป็นตัวแทนเพชรยอดมงกุฎฟิสิกส์ได้ อยากพาแม่ไปญี่ปุ่น พ่อบอกว่าถ้าติดหมอพ่อจะพาไปยุโรปเลย

เมื่อวีหนึ่งพูดถึงพ่อ ทรายถามว่าพ่ออยู่ไหนตั้งแต่มายังไม่เจอพ่อเลย วีหนึ่งบอกว่าพ่ออยู่อีกบ้านพ่อมี ครอบครัวใหม่ แต่ตนเข้าใจพ่อว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุขก็แยกกันดีกว่า ตนโอเค

กลับบ้านแล้วทรายก็ยังคิดเรื่องวีหนึ่ง กรถามว่าเป็นห่วงวีหนึ่งหรือ

“ค่ะ...จากการเลี้ยงดูที่เคร่งครัดกับความคาดหวังของผู้ปกครองบวกกับความคาดหวังของตัวเองไม่แปลกที่วีหนึ่งจะกดดันตัวเอง” กรถามว่าการกดดันตัวเองไม่ดียังไง “ถ้ามากเกินไป มันก็ไม่มีความสุข ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่พอใจ ไม่รู้จักปล่อยวาง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าเป็นแล้วอาจจะทำให้เครียดและซึมเศร้าได้ค่ะ”

กรบอกให้ทรายลองดู ถ้าส่งผลเสียต่อเด็กก็รับเข้าโครงการได้เพราะเข้าลักษณะหย่าร้าง แล้วบอกทรายว่าพรุ่งนี้ตนจะไปดูบุ๊คที่โรงพยาบาลเอง ทรายจะได้ลดงานไปหนึ่งอย่าง

ทรายขอบคุณ กู๊ดไนต์แล้วหอมแก้มกรก่อนเข้านอน

ooooooo

กร อลิน และปราบเข้าฟังหมอสันติสรุปอาการของบุ๊คว่าไม่เข้าข่ายโรคจิตเวช แต่บุ๊คยังมีอาการเหมือนกับคนติดบุหรี่ติดเหล้าหรือติดยาเสพติด ถ้าให้เขาเลิกด้วยตัวเองคงยากจึงจำเป็นต้องใช้ยาควบคู่ไปกับการรักษา

ปราบถามว่าแล้วการสื่อสารเชิงบวกคืออะไร หมอสันติจึงเปิดห้องประชุมเล็กบรรยาย “การสื่อสารเชิงบวก” แก่บรรดาผู้ปกครองที่เข้าร่วมคอร์สจำนวนหนึ่งฟัง

“คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นแบบนี้ไหมครับ เราเป็นห่วง แต่พอพูดแล้วลูกกลับรำคาญ คิดว่าเราจับผิด พูดแล้วลูกไม่รับรู้ความรักความห่วงใยของเรา...นี่คือเหตุผลที่เราต้องมาเรียนรู้ ‘การสื่อสารเชิงบวก’ เป็นการฝึกพูดเพื่อสื่อสารความเป็นห่วง ความรักของเราให้ไปถึงลูกหรือคนที่ฟัง”

อลินฟังและจดอย่างตั้งใจมากจนปราบนึกชม หมอสันติยังคงบรรยายต่อไปว่า

“พูดเพื่อสะท้อนความรู้สึกดีๆของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ฝึกชมลูกให้เป็นและตำหนิลูกในเชิงสร้างสรรค์”

หมอสันติไม่เพียงแต่บรรยายหากยังจำลองเหตุการณ์ให้ดู ขออาสาสมัครคนหนึ่ง อลินสมัครและออกไปแสดงการจำลองเหตุการณ์ตามบทที่หมอสันติให้กรมายืนดูอยู่หน้าห้องเงียบๆ

อลินเล่นตามบทที่หมอสันติเอาให้แล้วสะเทือนใจถึงกับร้องไห้โฮเพราะเหมือนกับที่ตัวเองเคยพูดกับบุ๊คไม่มีผิด อลินร้องไห้จนปราบสงสารต้องเข้าไปปลอบ

ส่วนกรที่ยืนดูยืนฟังอยู่ข้างนอกก็แอบกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว

เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ครูป้องพาใบพัดเอาบัตรไปซื้ออาหารสอนทีละขั้นตอนอย่างละเอียด ทั้งวิธีจ่ายเงินและการเติมเงิน พออธิบายเสร็จใบพัดพูดทวนให้ฟังว่า

“ซื้ออาหารในโรงอาหารต้องใช้บัตรเติมเงิน ถ้าเงินในบัตรหมดให้เอาบัตรไปใส่เงินเพิ่มที่เคาน์เตอร์ด้านโน้น” ครูป้องบอกว่าถูกต้องและให้ลองดูแต่ตัวเองก็เดินประกบใบพัดไปด้วย จนใบพัดทำได้ถูกต้องทุกขั้นตอน

กรถามครูป้องว่าเกิดอะไรขึ้น พอครูป้องเล่าให้ฟัง กรติงว่าจริงๆใบพัดเป็นเด็กที่สอนครั้งเดียวก็รู้เรื่องแล้ว นี่แสดงว่ากองพลไม่ได้ช่วยสอนเรื่องแพตเทิร์นเรื่องบัตรเติมเงินให้ใบพัด ครูป้องบอกว่าตนก็ไม่แน่ใจ กรบอกงั้นเย็นนี้ถ้าเจอคุณกองพลมารับใบพัดตนจะไปคุยเรื่องนี้เอง

ครูป้องรับปาก แล้วพูดกับกรอย่างใจเย็นว่า

“จริงๆผมก็เห็นด้วยกับรองพรรณีนะครับ เราควรจะศึกษาและเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ก่อนที่จะรับเด็กพิเศษเข้าเรียน ถ้าเราได้คำแนะนำจากคนที่มีประสบการณ์มาก่อน อาจจะดีกับเด็กมากกว่านะครับ”

กรคิดตาม มองไปที่โรงอาหารเห็นใบพัดนั่งกินข้าวคนเดียวไม่มีเพื่อน เมื่อกลับเข้าห้องทำงานกรเปิดลิ้นชักหยิบนามบัตรของอาจารย์อรไทที่ครูพรรณีเอาให้เมื่อวันก่อน คิดๆแล้วตัดสินใจโทร.ออก

“สวัสดีครับอาจารย์อรไทนะครับ ผมชวนากรจากโรงเรียนเปี่ยมคุณ ผมได้นามบัตรมาจากอาจารย์พรรณีครับ”

หลังจากนั้น ครูชิชาก็แจ้งทรายกับครูป้องว่า ผอ.เรียกประชุมด่วน

กรเรียกประชุมกันในห้องทำงานของตน พอทุกคนมาพร้อมกรถามโพล่ง

“เด็กๆในโครงการผูกสาแหรกเป็นยังไงบ้าง” ทราย ครูป้อง ครูชิชามองหน้ากันงงๆเพราะจู่ๆก็เรียกประชุมเรื่องนี้โดยไม่บอกล่วงหน้า แต่กรยังถามเครียด “เริ่มจากเด็กชายพีทก่อนเลย ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ยังกรี๊ดอยู่หรือเปล่า แล้วสรุปได้หรือยังว่าสาเหตุมาจากอะไร”

“ในชั้นเรียน พีทยังมีอาการกรี๊ดอยู่ แต่ผมกับครูผู้ช่วยและครูชิชาพยายามสังเกตพฤติกรรม ตอนนี้เก็บข้อมูลจากคนในครอบครัวได้บางส่วน อาทิตย์หน้าจะนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลที่บันทึกไว้ในชั้นเรียนเพื่อประเมินและวางแผนการปรับพฤติกรรมครับ” ป้องรายงาน กรพยักหน้ารับรู้แต่สีหน้ายังไม่พอใจนัก

ครูป้องรายงานเรื่องใบพัดว่าปรับตัวได้ค่อนข้างดี จะมีปัญหาก็เรื่องคุณกองพลไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ทรายเสริมว่าตนจะคุยกับคุณกองพลแต่ครูป้องบอกว่า ผอ.จะคุยเอง ส่วนบุ๊ค ผอ.คงทราบอาการล่าสุดแล้วเพราะเพิ่งไปเยี่ยมมาเมื่อเช้า

“สรุป นอกจากที่ผมรู้จากการทำงานของผมเอง งานของพวกคุณไม่มีอะไรคืบหน้า มีแต่เก็บข้อมูล แล้วก็เก็บข้อมูล คุณจะเก็บไปถึงไหน”

ทั้งห้องเงียบกริบ ทรายงงๆว่ามาบึ้มที่พวกตนทำไม??

ooooooo

กรยังรุกเครียดว่า

“แล้วเด็ก ม.6 ที่ชื่อวิธารี กับเด็ก ม.1 ที่ไม่ยอมใส่ชุดว่ายน้ำที่คุณเคยเล่าให้ผมฟังเป็นยังไงบ้างแล้ว ตกลงว่าครอบครัวให้เด็กเข้าร่วมโครงการหรือเปล่า”

ทรายบอกว่ายัง ข้อมูลที่เรามียังไม่มากพอ ก็เลยอยู่ในช่วง... “เก็บข้อมูล!!” กรแทรกประชด

“ค่ะ” ทรายเสียงอ่อยหน้าจ๋อย

กรมองทั้งสามอย่างผิดหวัง ตำหนิว่าตนให้สามคนทำงานก็เพราะอยากให้ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่มัวแต่เก็บข้อมูลจนปัญหาบานปลายเหมือนกรณีบุ๊ค สุดท้ายข้อมูลที่เรามีมันก็ใช้ไม่ได้ บ่น ตำหนิ แล้วถามครูชิชาว่าทำอะไร ครูชิชาหน้าเสียบอกว่าทำตามครูทรายสั่ง กรสวนทันทีว่า “ถ้าเขาไม่สั่ง คุณก็ไม่ทำอะไร!?”

ครูชิชาพูดไม่ออก ทรายออกรับแทนว่า

“เรื่องความล่าช้าของงานทรายขอรับไว้เองค่ะจะทำงานเชิงรุกมากขึ้นและมอบงานให้ทีมมากกว่านี้ค่ะ”

“เราทุกคนก็รู้ว่าปัญหาของเด็กในยุคปัจจุบัน มันซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น ผมสร้างทีมที่ปรึกษาทางจิตวิทยานี้ขึ้นมาเพื่อต้องการให้พวกคุณมาช่วยดูแลเด็กๆ ในส่วนที่วิชาการลงไปไม่ถึง พวกคุณคือที่พึ่งของเด็กๆ ขอให้ทำงานให้เร็วกว่านี้ อย่าทำให้ผมผิดหวัง”

กรกดดันทีมโดยไม่รู้ตัว ทรายหน้าเครียด ครูป้องมองทรายอย่างเห็นใจ...สงสาร

หลังจากทราย ครูป้อง และครูชิชาปรึกษากันแล้ว ทรายบอก

“โอเค ลุยงานต่อกัน เริ่มจากพีท ลองดูอีกสัก 1 อาทิตย์เราจะประเมินพฤติกรรมบุ๊ค เริ่มวางแผนการกลับมาเรียน ใบพัด...” ครูป้องแทรกว่า ผอ.คุยกับคุณกองพลไปครั้งนึงแล้ว ทรายพยักหน้ารับ “ส่วนอุ่น...” ทรายหันมองครูชิชา ครูชิชาเลิกคิ้วเชิงถาม...หือ?

ครูชิชาโทร.หากวิตาแม่ของอุ่นจากห้องพักครู กวิตาถามเครียดว่าอุ่นมันก่อเรื่องอะไรเหรอ พอรู้ว่าทางโรงเรียนมีนโยบายเยี่ยมบ้านเด็ก กวิตาก็ตัดบททันทีว่า

“นี่คุณครู ดิฉันมีงานมีการทำนะคะไม่ค่อยว่าง ร้านเพิ่งเปิด อะไรๆก็ยังไม่เข้าที่ บ้านก็รก ถ้าคุณครูอยากคุยกับผู้ปกครองก็เชิญบ้านพ่อเขาโน่นค่ะ ผู้ปกครองตัวจริง บ้านก็ใหญ่โต ไปเยี่ยมบ้านโน้นเถอะค่ะ แค่นี้นะคะ” พูดจบก็วางสายเลย

ครูชิชาเล่าให้ทรายฟัง ทรายบอกให้ลองโทร.หาคุณพ่อน้องดู ครูชิชาบอกว่าโทร.แล้ว ทางนั้นเสียงแข็งว่า

“มันไม่ใช่หน้าที่ผม! ผมจ่ายรายเดือน เดือนละเท่าไหร่คุณครูรู้ไหมให้แม่มันดูแลไอ้อุ่น มันใช่หน้าที่ผมไหมที่ต้องมาเสียเวลาอีก นี่ผมก็เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแค่ครูมาเยี่ยมบ้านก็ยังไม่ให้มา”

เกริกฤทธิ์พ่ออุ่นใส่ครูชิชาจนครูบอกว่าถ้าครอบครัวไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ทางเราก็จะ...

“สะดวก...” เกริกฤทธิ์ขัดขึ้นทันที “เขาเป็นแม่ เขามีหน้าที่เลี้ยงลูกดูแลลูก ลูกอยู่กับเขาอาทิตย์ละ 5 วัน อยู่กับผมแค่ 2 วัน ผมส่งเงินให้ทุกเดือนยังไม่รวม

เบิกโน่นเบิกนี่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเขาต้องสะดวก ผมจัดการเอง คุณครูไปได้เลย” พูดจบก็วางสายเลย

ทรายถามว่าแล้วคุณพ่อของอุ่นจะเคลียร์ยังไง?

คนที่รู้ทางกันไม่ใช่เรื่องยากเลย เกริกฤทธิ์ไปหากวิตาที่ร้านทำเล็บ วางซองเงินไว้ตรงหน้าถามว่า

“ทีนี้จะให้ครูมาเยี่ยมบ้านได้หรือยัง”

แม้ใจกวิตาจะยอมราบคาบแล้ว แต่ก็ยังมีลีลาตามฟอร์ม อ้างว่าแล้วไหนจะยังค่าเสื้อผ้าไปงานแต่ง

ลูกอี๊อีกเพราะเขาจะให้อุ่นถือพานพวงมาลัยขึ้นเวที

เกริกฤทธิ์ย้ำให้หาชุดดีๆให้ลูกใส่ให้สมกับงานเขาหน่อย

หาชุดดีๆก็ไม่พ้นเรื่องเงินอีก เกริกฤทธิ์รู้ทันบอกให้เอาเงินที่ได้เมื่อกี๊ไปซื้อ อย่าทำให้ตนเสียหน้า ขู่สำทับ

“ไม่งั้นอดได้เงินอีกแน่ๆ!!!” แค่นี้ก็ปิดปากกวิตาได้สนิท กระนั้นก็ยังทำฟอร์มบ่นงึมงำไปนับเงินไป

กวิตามองเงินในมืออย่างใช้ความคิด แล้วไปร้านเช่าชุด โทร.บอกอุ่นเรื่องชุดไปงานแต่งลูกอี๊บอกว่าจะให้อุ่นแต่งชุดนมเย็นที่แขวนอยู่ที่บ้านไป พออุ่นโวยก็บอกว่าแต่ในงานมีทหารระดับสูงด้วยแม่เลยหาชุดใหม่มาให้ หรูเริ่ดกว่าเดิมเยอะแล้วไลน์ส่งรูปชุดที่เลือกเช่าไปให้อุ่นดู

“หา!!” อุ่นร้องเสียงหลงเมื่อเห็นชุดเดรสสีทองเซ็กซี่นิดๆที่หน้าจอ ตกเย็นก็ปรับทุกข์กับแอนเน่ว่าจะเอายังไงดี แอนเน่ถามว่าอุ่นไม่ชอบใส่ชุดผู้หญิงคือเลือกแล้วว่าจะเอาทางแมนใช่ไหม อุ่นบอกไม่รู้ ถามแอนเน่ว่าเคยสับสนไหมที่เกิดมาเป็นผู้ชายแต่ข้างในไม่ใช่

“ข้างในฉันก็ผู้ชาย ฉันชอบร่างกายแมนๆของฉันเว้ย ฉันแค่ไม่ได้ชอบผู้หญิง”

อุ่นถามว่าแล้วรู้ตัวเองได้ไง

“ตัวเรา เราก็ต้องรู้ แกสิทำไมไม่รู้ตัวเอง หรือว่า ...ลึกๆแล้วแกก็รู้ แต่แกไม่กล้ายอมรับ”

เออ...นั่นสิ...อุ่นนิ่งคิด

ooooooo

ทรายไปนั่งคุยกับอลินและปราบที่ห้องเล็กๆในโรงพยาบาล สอบถามอุปนิสัยของบุ๊คในวัยเด็ก ปราบบอกว่าตอนเด็กบุ๊คน่ารักมาก ร่าเริงยิ้มง่าย พูดอะไรก็ฟัง ติดกับตนตลอด แต่พอเริ่มโตเป็นหนุ่มก็เริ่มมีโลกส่วนตัว เก็บตัวเงียบ วันๆก็นั่งอยู่แต่หน้าคอมฯ

อลินเสริมว่าก็คงนับแต่ตนกับปราบเลิกกันแล้วตนไปทำงานที่อเมริกานานๆกลับมาที กลับมาก็เห็นบุ๊คเอาแต่เล่นเกม ไม่คิดว่าจะติดหนักขนาดนี้

แต่ทรายสัมภาษณ์บุ๊ค บุ๊คยืนยันว่าตนไม่ได้ติดแต่กลับบ้านไม่มีอะไรทำก็เล่นฆ่าเวลาเท่านั้น ทั้งมีความรู้สึกว่าตนไร้ค่า พ่อกับแม่เกี่ยงกันดูแล หาว่าตนเป็นภาระ พูดอย่างอัดอั้นว่า


“ถ้าพ่อแม่ไม่อยากเลี้ยงผมบอกให้เขาเอาผมออกไป ผมเล่นเกมเลี้ยงตัวเองได้ไม่ต้องโยนผมมาไว้ในนี้”

ปราบแก้ตัวว่าช่วงหลังๆตนไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก ตนทำงานเป็นกะ พอกลับมาลูกก็ไปโรงเรียน พอตนไปทำงานลูกก็หลับ เวลาไม่ตรงกัน และ “ผมเห็นว่ามันโตแล้วก็น่าจะดูแลตัวเองได้”

อลินรับว่าตนไม่เคยรู้เลยว่าลูกรู้สึกแบบนั้น ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ปราบยอมรับน้ำตาคลอว่า ตนพูดว่าเขาเป็นภาระจริง ไม่เคยพูดดีๆกับลูกเลย ยิ่งโกรธก็ยิ่ง พูดอะไรแย่ๆให้ลูกฟัง ไม่คิดว่าเขาจะรู้สึกอะไร อลินถามว่าเราจะเปลี่ยนความคิดเขาได้ยังไง

“ได้ค่ะ แต่คุณอลิน  คุณปราบ ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อนนะคะ”

ooooooo

ที่คลาสพิเศษสำหรับติวสอบโอ-เน็ต หลัง

เลิกเรียนครูกำลังสอนเรื่องค่าเฉลี่ยเรขาคณิต ในขณะที่นักเรียนอื่นที่มาติวจดที่ครูสอนกัน แต่วีหนึ่งกลับมองกระดานงงๆ หรี่ตามองกระดานทุกอย่างเบลอไปหมด

โอ๋เอ๋จดที่ครูสอนหันมาถามวีหนึ่ง เห็นหน้าซีดมือเย็นถามว่าเป็นอะไร วีหนึ่งลุกพรวดขออนุญาตไปห้องน้ำ พอเดินออกมารู้สึกใจเต้นเร็วเริ่มกังวลสงสัยตัวเอง มองมือตัวเองเหงื่อออกชุ่ม หายใจถี่จากความเครียดสะสม วีหนึ่งรีบเดินไปเข้าห้องน้ำ

วีหนึ่งช็อกเมื่อเห็นแม่ยืนอ่านประกาศผลมงเลข พอเห็นวีหนึ่งแม่มองอย่างผิดหวังมากถามว่าทำไม

ไม่บอกแม่ วีหนึ่งถามว่าบอกอะไรเพื่อถ่วงเวลาหา

ข้อแก้ตัว พอแม่ถามคาดคั้นก็ขอโทษบอกแม่ว่าตน

แค่ไม่อยากได้มงเลขแต่อยากได้มงฟิสิกส์มากกว่า แม่จึงคลายเครียดถามว่าแล้วฟิสิกส์จะสอบเมื่อไหร่ พอรู้ก็ย้ำ

“งั้นก็ตั้งใจอ่านหนังสือเลย คราวนี้อย่าให้แม่ผิดหวังนะวี วีต้องเอาให้ได้ แม่รู้ว่าถ้าวีตั้งใจวีทำได้อยู่แล้ว”

วีหนึ่งรับคำแล้วกลับไปห้องเรียน แม่บอกว่าแม่จะรอกลับพร้อมกันนะ วีหนึ่งยิ้มรับคำ แต่พอหันกลับหน้าก็เครียดทันที พอกลับถึงห้องติวเจอโอ๋เอ๋ วีหนึ่งก็เปลี่ยนจากเครียดเป็นยิ้ม ถามว่าครูปล่อยแล้วหรือ โอ๋เอ๋บอกว่ามีแต่คนถามว่าทำไมแกไม่ได้มงเลข

พอถูกถามปมอ่อนไหว วีหนึ่งก็น้ำตาไหลพรู

จนโอ๋เอ๋ตกใจทั้งขอโทษทั้งปลอบ ตำหนิตัวเองว่าไม่น่าพูดเลย ปลอบว่า “ช่างมงเลขไปนะแก แกเก่งจะตาย  ไปเอามงอื่นก็ได้...ไม่ต้องร้องแล้ว ฉันจะร้องตามแล้วนะเนี่ย”

วีหนึ่งบอกว่าฉันรู้...พยายามจะไม่ร้องแต่กลับยิ่งร้อง ร้องหนักอย่างหยุดไม่ได้

ooooooo

กรกับครูป้องรอพบกองพลที่มารับใบพัดเพื่อถามว่าได้ทบทวนแพตเทิร์นเรื่องการใช้บัตรเติมเงิน การจัดตารางสอนให้ใบพัดหรือเปล่า

กองพลอึกอักนิดหนึ่งบอกว่าก็นิดหน่อย ครูป้องบอกว่าวันนี้ใบพัดไม่ได้ใส่ชุดพละและก็ยังใช้บัตรเติมเงิน ไม่เป็น กองพลขอโทษแก้ตัวว่าช่วงนี้ตนยุ่งมากก็เลยไม่ทันได้สอนอะไร แต่ “ผมถามเขาก็พยักหน้าเหมือนรู้แล้ว”


ครูป้องแทรกเหมือนจับโกหกได้ว่า ปกติใบพัดจะไม่ตอบสนองด้วยการพยักหน้า ทำเอากองพลชะงักไปอีกครั้ง กรพูดจริงจังว่า

“คุณกองพลครับ ทางโรงเรียนรับใบพัดเข้าเรียนแล้วก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าใบพัดไม่ต้องการการดูแลตอนอยู่บ้าน เราต้องร่วมมือกันทั้งทางเราและผู้ปกครอง”

ครูป้องย้ำว่าถึงใบพัดจะได้รับการสอนมาแล้ว แต่เขาไม่เคยเรียนร่วมกับเด็กปกติ เรายังต้องคอยสอนเขาย้ำๆจนกว่าเขาจะจำได้ กองพลจึงรับปากอย่างขอไปทีว่า

“ครับ ต่อไปผมจะดูแลใส่ใจใบพัดมากขึ้นนะครับ คุณกร ครูป้องไม่ต้องเป็นห่วง” แล้วชวนใบพัดไปเลย

ฆ้องวงศ์ยืนมองอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัยมากขึ้น ...มากขึ้นทุกที

กองพลพาใบพัดไปซื้อมะเขือเทศที่ตลาดนัดข้างๆ วินมอเตอร์ไซค์ ขณะกองพลไปซื้อมะเขือเทศ ใบพัด ก็หายไป กองพลไม่ทันเอามะเขือเทศก็รีบออกตามหาใบพัด เจอกำลังสอนลูกวินมอเตอร์ไซค์เล่นเมโลเดี้ยน

อย่างสนใจเข้าไปสอนอย่างถูกอารมณ์มือก็ขยับไปด้วย

พวกวินมอเตอร์ไซค์ต่างมองขำๆ กองพลมาถึงก็ถามหงุดหงิด “ใบพัด! ไปยุ่งอะไรกับเขา” ใบพัดกำลังติดพันไม่สนใจ กองพลเร่งให้กลับ วินมอเตอร์ไซค์ถามขำๆ ว่าลูกพี่บ้ารึเปล่า กองพลเสียงแข็งใส่ว่า

“หลานผมไม่ได้บ้า! ไม่ได้ปัญญาอ่อน!  แต่หลานผม ยูนีค!!!” ทำเอาวินมอเตอร์ไซค์เหวอกันทั้งวิน กองพลลากใบพัด “ไป กลับบ้าน” ใบพัดไม่ได้ยิ้มแต่ลึกๆแล้วรู้สึกได้ถึงการปกป้องตนของลุง

พอกลับถึงบ้าน กองพลสลัดรองเท้าเกะกะเข้าบ้านไปวางถุงอาหารส่งเดช ถอดถุงเท้าเหวี่ยงส่งๆแล้วนอนบนโซฟาอย่างหมดแรง

ตรงกันข้าม ใบพัดถอดรองเท้าวางอย่างเรียบร้อยแล้วยังช่วยหยิบรองเท้าของลุงวางอย่างเรียบร้อยด้วย เข้าบ้านก็ช่วยเก็บถุงเท้าไปไว้ที่ เอาถุงอาหารไปใส่ถ้วยชามที่เข้าชุดกันอย่างสวยงาม พอกองพลเห็นบ้านเรียบร้อยเหมือนเดิมก็พึมพำ

“โหกริบ!” คิดถึงคำพูดของกรกับครูป้องที่โรงเรียนแล้วบ่นหนักใจ “จะสอนตัวเองยังสอนไม่ได้เลย จะให้สอนหลานเป็นออจะสอนยังไงวะเนี่ย”

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 5 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 30 มี.ค. 2562 09:01 2019-04-02T02:53:20+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ