ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

เมื่อบุ๊คเข้าห้องพักไปนั่งเก้าอี้ก็ตาขวาง กัดเล็บ กระสับกระส่ายเหมือนคนติดยา หมอสันติบรรยายว่า

 “ในสัปดาห์แรกเราจะเริ่มการบำบัดที่เรียกว่าดิจิตอลดีทอกซ์ คือตัดขาดจากโลกดิจิตอลหรือโลกออนไลน์อย่างสิ้นเชิง...การทำแบบนี้ก็คือการหักดิบ...ซึ่งในกรณีเด็กที่ติดเกมอย่างหนัก อาจมีอาการลงแดงเหมือนคนติดยา ตาขวาง หงุดหงิด กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หนาวๆร้อนๆขนลุกไปจนถึงเวียนหัวถึงขั้นอาเจียนออกมา”

ซึ่งอาการของบุ๊คเป็นเหมือนที่หมอบอกทุกอย่างเพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นหมดสติเท่านั้น

อลินเป็นห่วงสงสารลูกถามหมอว่าแล้วบุ๊คจะเป็นอะไรมากไหม หมอสันติบอกว่าไม่ต้องห่วงทางโรงพยาบาลจะดูแลน้องอย่างใกล้ชิดที่สุด ส่วนโรงเรียนก็มีที่ต้องช่วยแต่ยังไม่ใช่เวลานี้ แต่ต้องขอความร่วมมือจากทรายเรื่องไปดูฮวงจุ้ยที่บ้าน หมอสันติอธิบายว่า

การดูฮวงจุ้ยที่บ้านก็คือดูสภาพความเป็นอยู่ในบ้านว่าห้องนอนเป็นยังไง มีอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเล่นเกมและเครื่องอำนวยความสะดวกมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญที่สุดคือไปดูตำแหน่งการวางคอมพิวเตอร์...ห้องนอนควรเป็นห้องสำหรับพักผ่อน ไม่ควรมีไวไฟ ไม่ควรมีคอมฯ ไม่ควรมีอุปกรณ์ที่เล่นเกมได้อยู่ในนั้น

แล้วหมอก็ขอคุยกับพ่อแม่และบุ๊คเพื่อประเมินว่าเด็กมีปัญหาทางจิตเวชร่วมด้วยหรือเปล่า

อลินถามหมอว่าบุ๊คเป็นบ้าหรือ? หมอบอกว่าปัญหาทางจิตเวช...ไม่ได้แปลว่าเป็นบ้า อลินกับปราบโทษกันไปมาว่าอีกฝ่ายทำให้ลูกเป็นแบบนี้ จนกรต้องเข้าแทรกว่า ถ้าจะว่าเป็นความผิด ตนว่าเราก็ผิดด้วยกันทั้งหมด บุ๊คเป็นแบบนี้ตนก็มีส่วนผิด เพราะ...

“ถ้าครูให้ความรู้กับเด็กๆถึงอันตรายของการเล่นเกมมากเกินไป บุ๊คก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้ เอาเป็นว่าผมร่วมรับผิดชอบด้วยนะครับ”

ปราบกับอลินจึงเงียบไป คืนนี้ทรายเลยชมว่า “วันนี้ตอนคุณพูดที่โรงพยาบาลอย่างหล่อเลยนะคะ”

ฝ่ายใบพัดเมื่อเข้าห้องทดสอบที่โรงเรียนซึ่งครูพรรณีเป็นครูผู้ดูแล ครูป้องอยู่ข้างๆและครูน้อยยืนอยู่ข้างหลัง ใบพัดเข้าห้องทดสอบแล้วเลื่อนเก้าอี้ไปชิดกำแพงด้านหลัง ครูพรรณีเอากระดาษข้อสอบวางไว้ บอก

“วิชาคณิตศาสตร์ 60 ข้อ มีเวลา 3 ชั่วโมง เริ่ม”

ใบพัดค่อยๆ เปิดกระเป๋าเอาดินสอออกมาวางเรียงเป็นระเบียบอย่างไม่สนใจใครไม่สนใจเวลา แล้วจึงเปิดกระดาษข้อสอบไล่อ่านอย่างเร็ว ใบพัดคิดได้เร็วและแม่นยำ ทำข้อสอบได้อย่างเร็ว

แต่พอถึงวิชาภาษาไทยที่ให้กาความหมายของการแสดงความวิตกกังวลเกินกว่าเหตุว่าตรงกับสำนวนไทยข้อใด มีให้เลือก ก.ข.ค.ง. ใบพัดกลับทำไม่ได้ นั่งเหม่อลอยมองออกนอกหน้าต่าง

รุ่งขึ้นจิตแพทย์สรุปว่าระดับออทิสติกของใบพัดสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ ความจำดีกว่าเด็กปกติความเร็วในการทำงานก็โอเค แต่เรื่องภาษาเขามีปัญหามากกว่าด้านอื่น

เมื่อครูพรรณีแจ้งแก่ทราย ครูป้องและกองพลว่าระดับออทิสติกของนายกายภัทรสามารถเรียนในระดับ ม. 5 ได้ตามเกณฑ์ กองพลก็ดีใจจนเผลอร้องเย้ ครูพรรณีสรุปว่าแต่วิชาภาษาไทยต้องดูแลกวดขันเป็นพิเศษ ทรายบอกว่าตนจะดูแลเรื่องนี้เอง

วันนี้อลินกับปราบมาเยี่ยมบุ๊คที่โรงพยาบาล

ตามเวลาเยี่ยม อลินถามบุ๊คว่าเป็นยังไงบ้าง บุ๊คย้อนถามว่าเป็นไง ก็เป็นอย่างที่แม่เห็นนี่ไง แล้วต่อว่าแม่ว่าเอาตนมาที่นี่ทำไม ตนไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย อลินเสียงสั่นถามว่าแล้วบุ๊คจะให้แม่ทำยังไงในเมื่อบุ๊คเอาแต่เล่นเกมทั้งวันทั้งคืน ข้าวไม่ยอมกิน น้ำก็ไม่อาบ โรงเรียนก็ไม่ไป

“ก็บุ๊คไม่มีอะไรทำอ่ะ กลับมาบ้านก็ไม่มีใคร แม่ก็ไม่อยู่ พ่อก็ไม่อยู่ แล้วให้บุ๊คทำอะไร แม่เป็นคนซื้อคอมฯให้บุ๊คเอง ที่บุ๊คเป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อกับแม่!”

ปราบปรามว่าพูดแบบนี้กับพ่อแม่ได้ไง บุ๊คย้อนถามว่าก็พ่อเป็นคนสอนให้บุ๊คเล่นเกมเองจำไม่ได้หรือ

ปราบอึ้งเมื่อลูกพูดความจริง ทันใดบุ๊คก็คว้ากระเป๋าอลินที่วางอยู่ไปค้นหาอะไรวุ่นวาย พออลินถามก็บอกว่าหามือถือ ถามเสียงกระด้างว่ามือถือแม่อยู่ไหน!! แล้วจับตัวอลินเขย่าอย่างแรงสั่งตาขวางให้เอามือถือมา!

หนักเข้าก็ตะคอก “กูบอกให้เอามือถือมาให้กูไง!!”

ปราบพยายามเข้าแยกอลินออกมาก็ถูกบุ๊คตวาดไม่ให้ยุ่ง ตะโกนและดิ้นอย่างคลุ้มคลั่ง

“ปล่อยกู!! กูบอกให้ปล่อยกู!!! มาจับกูทำไม กูไม่อยากอยู่ที่นี่ ปล่อยกู...แม่...แม่!!!”

อลินปล่อยโฮน้ำตาไหลพรากทั้งรู้สึกผิดและสงสารลูกจับใจ...ทั้งปราบและอลินต่างเสียใจมากและเริ่มโทษตัวเองว่าหรือเราทำให้ลูกเป็นอย่างนี้...

ทรายเลยต้องอธิบายอาการของเด็กติดเกมสามกลุ่มให้ทั้งสองฟัง แล้วสรุปอาการกลุ่มสุดท้ายให้ฟังว่า

“กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จมดิ่งลงไปในเกม เพราะชีวิตจริงไม่มีใครยอมรับ ไม่มีใครสนใจ เลยตัดขาดจากโลกภายนอกแล้วใช้โลกของเกมเป็นทางออกเพื่อเยียวยาความเจ็บปวดของตัวเอง”

ปราบถามว่าบุ๊คอยู่กลุ่มไหน ทรายบอกว่าหมอสันติกำลังหาคำตอบอยู่ อลินถามว่ารู้แล้วมันจะช่วยอะไรได้หรือ ทรายบอกว่าเราก็จะได้ช่วยกันแก้ปัญหาให้ถูกจุด

ทรายทำงานเหนื่อยจนกลับถึงบ้านหลับไปที่เก้าอี้นวดไฟฟ้าจนกรต้องอุ้มไปนอนที่เตียง

ครูพรรณีอึดอัดจนไปคุยกับนพลักษณ์แม่ของกรที่บ้านบ่นว่าไม่รู้จะมีนักจิตวิทยาไว้ทำไมเพราะเด็กที่มีอยู่ก็ปัญหาเล็กๆน้อยๆ พอโตเขาก็หาทางแก้ไขกันเองได้ แต่นพลักษณ์ติงว่าเขาก็ให้มีโครงการนำร่องให้มีนักจิตวิทยาอยู่ในโรงเรียนได้แล้วนี่

“ก็อยู่แค่ในร่อง ถ้ามันเวิร์กจริงๆมันคงไม่อยู่แค่ในร่องหรอกค่ะ!”

นพลักษณ์แอบเห็นด้วยแต่เถียงไม่ได้เพราะมันคือเรื่องจริง

เช้ามืดวันนี้ กรไปที่บ้านแม่ช่วยย้ายต้นไม้และอ่างบัว นพลักษณ์ถามแซวๆว่าเกิดอะไรขึ้น มาเอาใจแม่แต่เช้ามืด กรยิ้ม ถามแม่ว่า

“คุณแม่จำได้ไหมครับว่าทำไมเมื่อก่อนครูของเราถึงได้สนิทกับผู้ปกครอง”

“แม่ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ ผู้ปกครองกับครูเขาก็มาคุยเอง สมัยก่อนเด็กมีปัญหาพ่อแม่ก็จะมา ‘ปรึกษา’ ครูแต่สมัยนี้พอเด็กมีปัญหาพ่อแม่มา ‘ด่า’ ครู เมื่อก่อนประชุมผู้ปกครองที พ่อแม่มากันเต็มโรงเรียน สมัยนี้เหรอ...ประชุมผู้ปกครองมีแต่พี่เลี้ยง คนรถ ไม่ก็เลขามาประชุมแทน พ่อแม่จะมาก็ตอนปัญหาหนักนั่นแหละ”

เล่าให้ฟังแล้วนพลักษณ์ถามว่าทรายไปไหนทำไมไม่มาด้วย กรบอกว่าไปทำงาน เห็นว่ามีเรื่องต้องไปตามแต่เช้าเลยไปก่อน นพลักษณ์ส่ายหน้าเตือนกรว่า

“อย่าให้เมียทำงานมากนัก จะได้ดีในด้านการงานแต่บกพร่องในความเป็นเมีย ไหนบอกว่าจะรีบแต่งเพราะรีบมีหลานให้แม่ ทำงาน หนักกันแบบนี้เมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลานสักที”

กรได้แต่ยิ้มๆ

ooooooo

ไออุ่นไม่ยอมลงสระว่ายน้ำอีกตามเคยอ้างว่าลืมเอาชุดมา ครูธวัชบอกว่าใครมีปัญหาเรื่องชุดให้มายืมได้ ไออุ่นก็อ้างว่าวันนี้มีประจำเดือน ครูธวัชอ่อนใจปรามว่าถ้าคราวหน้าไม่ลงสระอีก ครูจะให้เธอติด ร วิชานี้

วันนั้นไออุ่นพยักหน้านิ่งๆ วันนี้ครูธวัชจึงเล่าให้ทรายฟัง บอกว่า

“นี่ผมเริ่มสงสัยแล้วนะครับว่าเด็กมีปัญหากับการว่ายน้ำหรือเปล่า แบบว่ามีความหลังฝังใจกับการว่ายน้ำ กลัวน้ำอะไรแบบนี้ ครูทรายเจอคำตอบแล้วบอกผมหน่อยนะครับ”

ทรายบอกว่าครูธวัชมีอะไรเพิ่มเติมก็บอกได้เลย ครูธวัชจึงขอตัวไปคุมช่างทำความสะอาดสระต่อ ก็พอดีทรายได้รับโทรศัพท์จากครูชิชาถามเรื่องทรายนัดครูป้องไว้ ทรายจึงรีบไป

เมื่อทรายไปถึงโรงเรียนก็คุยกับครูป้อง ครูชิชา หาจุดทำมุมไทม์เอาต์ ทรายอธิบายให้ครูทั้งสองฟังว่า

“ไทม์เอาต์เป็นเทคนิคการปรับพฤติกรรมเด็กก้าวร้าวให้สงบสติอารมณ์เวลาที่เด็กเอาแต่ใจ โมโห เราจะแยกเด็กออกมาจากสิ่งที่ทำอยู่ให้มานั่งอยู่คนเดียวในเวลาสั้นๆ”

เมื่อหามุมได้แล้ว ครูชิชาถามว่าแล้วลูกพีทจะยอมมานั่งหรือ ทรายบอกว่าตามปกติเด็กจะยอมนั่งอยู่แล้ว เขาจะร้องยังไงก็ห้ามปลอบห้ามคุย ให้มองอยู่ห่างๆ ครูชิชาถามว่าต้องให้เด็กนั่งนานแค่ไหน

“ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก อย่างพีทอายุ 7 ขวบ  เวลาไทม์เอาต์ของเขาก็คือ 7 นาที พอครบกำหนดเวลาก็พาเขาออกมา แต่ถ้ายังนั่งร้องไห้โวยวายก็ให้นั่งต่อไปจนกว่าจะหยุด พอหยุดสักพักถึงจะเรียกให้ออกมาได้ เพราะการนิ่งแสดงว่าเด็กระงับอารมณ์ คุมสติตัวเองแล้ว”

ครูชิชาถามว่าเด็กจะเข้าใจหรือว่าทำไมต้องมาทำแบบนี้ ครูป้องอธิบายต่อว่า

“เราจะบอกเขา พอออกจากไทม์เอาต์แล้ว เราจะมาคุยกันว่าเกิดอะไร ทำไมต้องทำแบบนี้ และเขาควรจะแก้ไขอะไร เขาจะได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมนี้ไม่ควรทำอีก ใช่ไหมทราย”

“ถูกต้อง” ทรายตอบหนักแน่น แต่ครูชิชาติงว่ามันไม่ใช่ง่ายๆเลย “ไม่ง่ายแต่ก็ต้องทำให้ได้ค่ะ วันนี้เราขอดูป้องสอนนะ อยากดูพฤติกรรมของพีทหน่อย”

ooooooo

ครูป้องเข้าห้องเรียน ป.1/6 แต่เช้า ครู่หนึ่งโมจึงพาพีทมา ขอโทษที่มาสายและให้พีทสวัสดีครูป้อง พีทสวัสดีอย่างว่าง่าย ครูป้องจึงพาพีทไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ

โมบอกทรายว่าวันนี้พีทไม่งอแงเลย ต้องขอบคุณคุณครูจริงๆที่ทำให้พีทอยากมาโรงเรียน ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกได้เลย ทรายขอคุยกับคุณตาคุณยาย โมบอกว่าจะจัดการให้คุยกับคุณพ่อคุณแม่ก่อน ส่วนโมจะคุยเมื่อไหร่ก็ได้

ในห้องเรียน ครูป้องเริ่มกิจกรรมบอกให้นักเรียนทุกคนชูมือขึ้น เด็กทุกคนชูมือขึ้นรวมทั้งพีทด้วย

ครูป้องบอกให้ทุกคนดูมือของครูกับตัวเองต่างกันยังไง และจะรู้ได้ยังไง แล้วเอาไม้บรรทัดให้บอกว่าถ้าจะรู้ได้ก็ต้องเอาไม้บรรทัดวัด แล้วแจกไม้บรรทัดให้เด็กทุกคน

พีทเริ่มเบื่อ ถามแทรกขึ้นว่าเมื่อไหร่ครูจะทำภูเขาไฟ ครูป้องบอกว่าวันนี้เราไม่ทำภูเขาไฟ แต่จะใช้ไม้บรรทัดทำอะไรสนุกๆ ไม่แพ้การทำภูเขาไฟเลย ถามพีทว่าอยากได้ไม้บรรทัดไหม พีทอยากทำตัวให้ดีเพื่อไม่โดนตีตอบว่า “อยากได้ครับ”

พอครูป้องแจกไม้บรรทัดให้ พีทรับแล้ววางลงเซ็งๆ แล้วมองไปข้างนอกเพราะอยากทำภูเขาไฟมากกว่า

ทรายที่สังเกตอยู่ข้างนอกมองพีทอย่างเอะใจ

ooooooo

เพราะวันนี้โมไปส่งพีทเอง พอกลับถึงบ้านแม่ถามทันทีว่าพีทเป็นยังไง ร้องไห้ไหม

“ไม่ร้อง แถมครูให้ทำอะไรก็ทำตาม เออ เย็นนี้พ่อกับแม่รับพีทแล้วแวะไปหาครูทรายด้วยนะ เขาอยากคุยด้วย”

แม่ทำหน้าหน่ายบอกว่าครูทรายที่เป็นครูจิตๆ อะไรนั่นน่ะเหรอ จะไปคุยทำไม พ่อก็เออออทันทีว่าตนเคยเห็นในข่าว คนที่เป็นดาราพาลูกไปหาจิตแพทย์แล้วโดนชาวบ้านด่าว่าโง่ บ้ากันทั้งพ่อทั้งลูก

“พ่อ แม่...มันไม่ใช่แบบนั้น การไปหานักจิตหรือจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าเราบ้าหรือลูกเราบ้า ต่างชาติเขายังไปปรึกษานักจิตกันเยอะแยะ มันเป็นเรื่องปกติ เรามีปัญหาเขาก็ช่วยเราแก้ไขเท่านั้นเอง แล้วครูทรายเขาเป็นที่ปรึกษาทางด้านจิตวิทยาเด็ก”

พ่อกับแม่ยืนยันว่ามีอะไรเราก็แก้กันเอง นักจิตอะไรไม่เห็นจำเป็น โมถามว่าแม่ลืมแล้วหรือว่าครูทรายทำให้พีทไปโรงเรียนได้นะ เราก็ให้ความร่วมมือกับเขาหน่อยจะเป็นไรไป พ่อกับแม่ไม่อยากเห็นพีทดีขึ้นหรือ

พ่อกับแม่มองหน้ากันแบบ...เอาไงดี

วันนี้ใบพัดต้องไปโรงเรียนแล้ว แต่เนื่องจากปกติใบพัดเรียนโฮมสคูล เมื่อเข้าโรงเรียนต้องมีชุด จึงต้องสร้างแพตเทิร์นใหม่ให้เขารู้ว่าการไปโรงเรียนต้องใส่เครื่องแบบ

ทรายอธิบายว่า

“การใส่ชุดนักเรียนอาจเป็นเรื่องเล็กๆของคนปกติ แต่สำหรับเด็กออทิสติกมันเป็นเรื่องใหญ่ที่ซับซ้อน ทั้งตัวชุดและบริบทของวันที่จะใส่ วันไหนใส่ชุดนักเรียน วันไหนใส่ชุดพละ หรือวันไหนใส่ชุดธรรมดา”

กองพลเริ่มโวยวายว่าอย่างนี้ตนต้องบอกทุกอย่าง สร้างแพตเทิร์นให้ทุกอย่างเลยหรือ กรบอกว่าใช่ ตนทำได้ คุณกองพลก็ทำได้ แค่อดทน ใจเย็น เขาเรียนรู้ได้

กองพลคิดหนัก เห็นใบพัดแต่งตัวเสร็จก็สั่ง “ใบพัดไปซ้อมนั่งรถ” ใบพัดไปนั่งรถคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย กองพลย้ำ “เรียบร้อยนะ”

ใบพัดไม่ตอบแต่บ่นงึมงำและเริ่มถูมือไปมา กองพลร้อง “อ้าว...เริ่มเครียดๆ...เฮ้อ” กองพลขอให้ทรายนั่งรถไปด้วยเผื่อใบพัดโวยวายอีก ทรายบอกไม่ได้เพราะถึงวันจริงตนไม่ไปด้วยใบพัดอาจไม่ยอมไป กรบอกว่าไม่ต้องกังวลตนจะขับรถตามไปข้างหลัง  มีอะไรก็โทร.ได้ทันที

พอกองพลขับรถออกไป ทรายมองตามอย่างเป็นห่วง กรถามว่ายังมีอะไรกังวลหรือ

“นับจากวันนี้...โลกของใบพัดจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง”

ooooooo

ขณะนั่งรถไปโรงเรียนนั้น ใบพัดเริ่มมีสีหน้า กังวล โยกตัวหน้าหลังเบาๆ ทรายบรรยายอาการของใบพัดที่เลี้ยงดูมาในระบบปิดว่า...

“เพราะการเลี้ยงดูในระบบปิด ทั้งชีวิตเลยมีแค่พ่อ แม่และครูมิลันที่รัก ทุกๆวันของใบพัดเหมือนเดิม เขาจะรู้สึกปลอดภัย แต่ต่อจากนี้ใบพัดกำลังเดินเข้าสู่โลกของความจริง ต้องเจอกับสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่คุ้นเคย  ต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาที่ไม่ได้พร้อมจะเข้าใจทุกคน”

ขณะนั้นเองมีมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกข้างดังเบาๆ แต่ใบพัดสะดุ้งตกใจ

“ไอ้เวร จะรีบไปตายรึไงวะ” กองพลด่า

“ผมขอโทษ ผมขอโทษ” ใบพัดนึกว่ากองพลด่าตน รีบดึงเสื้อขึ้นมาปิดถึงครึ่งหน้า แล้วโยกตัวต่อ...กองพลเหลือบมองใบพัด ส่ายหน้าพึมพำงึมงำ...จะไหวไหมวะ

เมื่อไปถึงโรงเรียน ใบพัดประหม่าอย่างเห็นได้ชัดกับสภาพแวดล้อมที่คึกคัก ครูป้องถามกองพลว่าระหว่างทางเป็นยังไงบ้าง กองพลเหลือบมองใบพัดตอบเบื่อๆ “ก็เป็นแบบเนี้ยครับ”

ครูป้อง ทราย กับกร ดูใบพัดแล้วแอบเครียด กรบอกใบพัดว่าไม่ต้องกลัว ที่นี่เป็นโรงเรียน พอมาทุกวันแล้วก็จะคุ้นเคยไปเอง ครูป้องก็บอกว่า

“วันนี้จะเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับโรงเรียน ครู สิ่งแวดล้อม เตรียมความพร้อมก่อนเรียนจริง ถ้าพร้อมแล้วเราเริ่มกันเลยครับ”

ทรายนำทุกคนเข้าไปในห้องพักครู  แนะนำให้รู้จักครูนิรมล กองพลเอ่ยปากฝากหลานตนด้วย ครูป้องจึงให้ครูนิรมลพาชมโรงเรียนเพื่อให้คุ้นเคยกับใบพัดด้วย

“ดีค่ะ ใบพัดพร้อมแล้วใช่ไหมครับ”

ครูนิรมลถามอ่อนโยน แต่ใบพัดนิ่งไม่ตอบทำเอาครูนิรมลเหวอ มองหน้าทราย ทรายยิ้มพยักหน้าให้ลุยต่อ ครูนิรมลจึงเดินนำไป ตลอดทางไม่ว่าผ่านอาคารเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องน้ำ ใบพัดใบหน้านิ่ง  แววตาไร้ความรู้สึก แต่ปากงึมงำ บางช่วงก็เขย่งเท้า โยกหัว พอสวนกับนักเรียนที่เดินผ่านก็เอามือปิดหู ครูนิรมลมองใบพัดอย่างไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้

เมื่อเดินมาส่งใบพัดที่รถ ทรายพยายามถามใบพัดว่าจำขั้นตอนมาโรงเรียนได้ไหมว่าต้องทำยังไงบ้าง ใบพัดไม่ตอบขึ้นรถไปเลย พอทรายขอให้ใบพัดบอกครูหน่อย ใบพัดก็ตอบแบบขอไปทีว่า

“ครับ พรุ่งนี้ผมจะมาโรงเรียนครับ”

“พรุ่งนี้ผมจะพาใบพัดมาส่งแต่เช้า ขอบคุณครูทุกคนมากนะครับ” กองพลเอ่ยหน้าเอือมๆ ไหว้ลาแล้ว ขึ้นรถขับออกไปเลย พอกองพลขับรถออกไป ทุกคนที่มาส่งที่รถก็หันมองหน้ากันเครียดทันที ครูนิรมลถามทรายกับครูป้องน้ำเสียงกังวลว่า

“คิดว่าเด็กในห้องจะรับเพื่อนใหม่ที่เป็นแบบนี้ได้ไหมคะ??”

ooooooo

ทรายกลับถึงบ้านไม่เจอกร พอแชตไปถามว่าอยู่ไหน กรตอบมาว่าให้เดินไปดูที่ตู้เย็น พอทรายเดินไปที่ตู้เย็น กดแม็กเน็ตแบบคลิปฝากข้อความแบบเห็นหน้า ทรายหยิบเปิดดูเห็นหน้ากรพูดในคลิป

“ผมไปทำงานด่วนกับครูน้อย ไม่ต้องรอกินข้าวนะจ๊ะ เลิฟยูครับ” กรยิ้มเอามือแตะริมฝีปากแล้วมาแปะที่หน้าจอ ทรายดูแล้วอมยิ้ม แล้วกดอัดคลิปตอบ

“ทรายไปทานข้าวกับพ่อแม่นะคะ เดี๋ยวรีบกลับค่ะ เลิฟยูมอร์” ยิ้มแล้วส่งจูบกลับให้กร

ทรายไปที่บ้านพ่อแม่ตัวเอง นั่งคุยกันที่สวนหน้าบ้าน สบายๆ เล่าเรื่องที่โรงเรียนว่า โครงการปีนี้คืบหน้าช้ามาก ความคิดที่ว่ามาคุยกับตนแปลว่าเป็นบ้ายังมีอยู่เยอะมาก พ่อปลอบว่าอย่าคิดมากเพราะคนคิดแบบนี้ยังมีเยอะมาก แม่ถามว่าแล้วเด็กที่บอกว่าเป็นออทิสติกเป็นยังไงบ้าง ทดสอบผ่านไหม

“ผ่านค่ะ ได้เรียน ม.5 ตามอายุเลย แสดงว่าพ่อแม่เด็กเตรียมความพร้อมมาดีมากๆ ถึงจะสอนกันเองที่บ้านแต่ก็มีศักยภาพเท่าเด็กในโรงเรียน...เด็กก็พิสูจน์ว่าเขาทำได้นะคะ เราอาจจะต้องให้เวลากับเขามากกว่าเด็กอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะทำไม่ได้”

“จะว่าไป...เด็กแบบใบพัดถือว่าปัญหามันมองเห็นชัดๆ ทรายก็แก้ไข ช่วยเหลือเขาได้ แต่เด็กบางคนปัญหาหลบใน แม่ว่าแบบนี้น่าจะยากกว่าใช่ไหม”

“ใช่เลยค่ะแม่ ทรายเจออยู่สองคน ดูเหมือนปกติมาก แต่ทรายว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่”

ทรายคิดถึงไออุ่นกับวีหนึ่งที่ยิ้มแย้มกับพ่อที่มาส่งที่โรงเรียนแต่พอหันกลับก็กลายเป็นเครียดทันทีและไออุ่นที่สนิทกับแอนเน่และไม่พอใจที่เพื่อนผู้ชายแกล้งแอนเน่

วันนี้เป็นวันที่ใบพัดต้องมาเรียนวันแรกแล้ว

ครูพรรณีถามครูนิรมลว่าเด็กพิเศษมาหรือยัง พอรู้ว่ายังก็บ่น “จะเข้าแถวแล้วยังไม่มาอีก” ส่ายหน้าทำนองว่า... แบบนี้ไม่รอดแน่

กองพลขับรถพาใบพัดมาโรงเรียนแต่รถติดมาก กองพลดูนาฬิกาแล้วหงุดหงิดบ่นว่าเพราะใบพัดคนเดียวที่ชักช้า พอดีรถเริ่มขยับกำลังจะผ่านทางด่วนและรถข้างหน้าเริ่มติดอีก กองพลตัดสินใจเลี้ยวเข้าทางด่วน

“ไม่ใช่ทางนี้ ไปโรงเรียนไม่ใช่ทางนี้ คุณมาผิดครับไม่ใช่ทางนี้” ใบพัดโพล่งบอก กองพลบอกว่าทางนี้ก็ไปได้จะได้ถึงเร็ว “ไม่ใช่ ผมจะไปโรงเรียน...ไปโรงเรียนไม่ใช่ทางนี้ กลับๆๆ ไปโรงเรียนต้องตรงไป”

ใบพัดโวยวายเสียงดังขึ้นเริ่มเอาหัวโขกกระจกรถแรงขึ้น...แรงขึ้น กองพลทำอะไรไม่ถูกร้องบอกใบพัดให้หยุด เดี๋ยวกลับไปทางเดิมก็ได้ แต่ใบพัดของขึ้นแล้วยังคงเอาหัวโขกกระจกและบ่นซ้ำไปซ้ำมา กองพลยิ่งว้าวุ่นจะหาทางลงรถก็ติดอีก นานเข้ารถคันข้างๆก็เริ่มหันมอง

“โอ้ย ให้มันได้ยังงี้สิวะ” กองพลแทบจะคลั่ง

ฝ่ายทางโรงเรียน ครูนิรมลดูนาฬิกากระวนกระวาย บอกทรายว่าจะได้เวลาเข้าคลาสแล้วตนขอไปสอนก่อนแล้วเดินไปเลย ทรายกำลังจะโทร.หากองพลก็พอดีมีสายเข้าเป็นสายจากกองพล ทรายรีบรับสายถามรัว

“คุณกองพลอยู่ไหนแล้วคะ...แล้วใบพัดโอเคไหมคะ... งั้นวันนี้คุณกองพลพาแกกลับไปพักที่บ้านก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็ได้ค่ะ” พอทรายวางสาย ครูป้องเดินมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น “เฮ้ออออ...เปล่า เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” ทรายตัดบทแล้วเดินนำครูป้องไปเลย

ครูป้องไปที่ห้องครูพรรณี พอครูพรรณีรู้เรื่องใบพัดก็บ่น

“อะไรกัน นัดเรียนวันแรกก็ไม่มาซะแล้ว แบบนี้จะรอดเหรอครูป้อง” ครูป้องบอกว่าเด็กมีปัญหาในการปรับตัวนิดหน่อยกำลังเดินทางมา ยังไม่ถือว่าขาดเรียน “เอาเถอะ มาเสียเวลารอเด็กคนเดียว แล้วห้อง 1/6 ของครูล่ะเป็นยังไง ได้ข่าวว่ามีเด็กไม่ให้ความร่วมมือไม่ยอมมาเรียน ด้วยไม่ใช่เหรอ”

ครูป้องบอกว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว ตนกับครูทรายช่วยกัน แก้ปัญหาอยู่ ส่วนเรื่องสอน ครูผู้ช่วยกำลังดูแลอยู่

ครูพรรณียังอารมณ์ติดพัน ยิ้มโหด เตือนแกมปรามว่า

“ฉันรู้ว่าครูป้องครูทรายเป็นครูรุ่นใหม่ไฟแรง แต่ก็ขอเตือนหน่อยนะคะ ด้วยความหวังดี...ครูป้องควรดูแลห้องของตัวเองให้ดีก่อน ก่อนที่จะไปดูแลเด็กพิเศษ รับหลายงานระวังจะไม่รอดสักงานนะคะ”

ครูป้องชะงัก เริ่มรู้สึกถึงความอึดอัด กดดัน

พอออกจากห้องครูพรรณี เจอกรเดินผ่านมาพอดีถามว่าเห็นเพิ่งออกจากห้องครูพรรณีมีอะไรหรือเปล่า ครูป้องอึกอักอย่างอึดอัดบอกว่าครูพรรณีเป็นห่วงที่ตนทำงานเยอะทั้งห้อง PBL แล้วก็ดูแลเด็กพิเศษ เลยเป็นห่วงกลัวตนจะทำไม่ไหว กรถามว่าแล้วครูบอกรองพรรณีไปว่ายังไง

“ก็ไม่ได้พูดอะไรครับแค่ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ผมก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย”

“ขอบคุณมาก” กรยิ้ม จับไหล่ครูป้องอย่างพอใจแล้วเดินไป แต่พอกรไปครูป้องก็ถอนใจเบาๆ หันมองทางห้องครูพรรณีอย่างหนักใจ

ooooooo

หลังจากบุ๊คเข้าโรงพยาบาลแล้ว อาการสงบลง มีสติ ไม่มีอาการลงแดงหรืออยากเล่นเกม ทรายเข้าไปอย่างพร้อมจะสัมภาษณ์โดยมีกล้องเก็บภาพด้วย

บุ๊คนั่งสบายๆอย่างพร้อมคุยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้...ทรายเคยอธิบายให้อลินกับปราบฟังว่า

“เกมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ทั้งเกมในคอมฯ เกมในมือถือ เกมในหนังสือ เกมในชีวิตจริง สำหรับคนที่คุมตัวเองได้ เล่นเกมแบบพอดีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเล่นจนหยุดไม่ได้ก็ถือว่าเริ่มมีปัญหา”

ขณะที่ทรายพูด หมอบ้านก็เดินถ่ายรูปบ้านไป อลินถามว่าถ่ายรูปไปทำไม กรบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเอารูปบ้านที่จัดใหม่ไปให้บุ๊คดูด้วย เพื่อบุ๊คจะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง เขากลับมาบ้านจะได้ไม่ช็อก ไม่ต่อต้าน ปราบถามว่าเมื่อไหร่บุ๊คจะได้ออก ต้องรักษาอีกนานไหม

“การรักษายังไม่ได้เริ่มเลยค่ะ หมอจะเริ่มหลังจากทราบแรงจูงใจในการเล่นเกม”

อลินติงว่าคราวที่แล้วก็พูดแบบนี้ ตกลงเรายังไม่รู้ หรือว่ามันคืออะไร

“ยังค่ะ เพราะบุ๊คไม่พร้อมที่จะคุย แต่ตอนนี้ทรายคิดว่าเขาน่าจะพร้อมแล้วค่ะ”

วันนี้ทรายจึงเริ่มสัมภาษณ์บุ๊ค คุยกันสบายๆเหมือนเพื่อน ทรายถามว่าบุ๊คคิดว่าเกมคืออะไร?

“มันคือความบันเทิงอย่างนึงครับ เล่นแล้วก็สนุกดี”

ทรายถามว่าเลยเล่นทั้งวันทั้งคืนหรือเปล่า บุ๊คตอบสบายๆว่าไม่ถึงขนาดนั้น ตนก็นอนบ้างแต่อาจจะนอนน้อยหน่อย ประมาณ 2 ชั่วโมง ทรายถามว่าแล้วไปโรงเรียนไหวหรือ

“ไม่ไหวก็ไม่ไปครับ ผมเคยนอนตี 5 ตื่นมาอีกที 7 โมงเช้า ตื่นมาก็เล่นเกมต่อเลย ก็ไม่เห็นเป็นไร

“บุ๊คไม่ได้ไปเรียน เพื่อนๆไม่โทร.ตามเหรอ”

บุ๊คบอกว่าก็มีบ้าง หัวหน้าห้องเงี้ย ทรายถามว่าแล้วเพื่อนคนอื่นล่ะ บุ๊คเงียบไป แต่พอทรายถามย้ำ

ก็จำต้องบอกว่า “ผมไม่ค่อยมีเพื่อนที่โรงเรียน คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันชอบแกล้ง แต่ผมไม่ค่อยอะไรนะ” บุ๊คตอบเหมือนไม่อะไร แต่จริงๆแล้วในใจมีอะไรมากๆ

“แล้วเพื่อนๆในเกมล่ะเยอะไหม”

“เพียบ! มันคุยกันหนุกกว่า มันแบบคนชอบอะไรเหมือนๆกัน มันคุยกันรู้เรื่อง” ทรายถามว่าแล้วพ่อแม่รู้เรื่องนี้หรือเปล่า “ไม่อ่ะ ไม่รู้จะเล่าทำไม เรื่องมันไม่สำคัญ พ่อก็คงไม่สนใจ ถ้าเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็คงด่าพ่อแล้วก็ทะเลาะกัน...เดิมๆน่าเบื่อ”

สีหน้าแววตาบุ๊คจากสนุกสนานกลายเป็นเจ็บลึกและไม่ได้รู้สึกถึงความรักความห่วงใยของพ่อแม่เลยแม้แต่น้อย ทรายมองอย่างเข้าใจบุ๊ค แต่ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด

ooooooo

อลินกับปราบนั่งรอทรายอยู่หน้าห้องต่างก็เครียด พอทรายออกมาอลินถามว่าเป็นยังไงบ้างทราบหรือยัง พอทรายบอกว่ายังต้องส่งข้อมูลให้คุณหมอสันติวิเคราะห์ก่อน ปราบโวยว่าทำไมขั้นตอนเยอะขนาดนี้

แล้วปราบกับอลินก็โทษอีกฝ่ายว่าเลี้ยงลูกยังไงให้ลูกเป็นแบบนี้ไปได้ จนทรายต้องบอกให้ใจเย็นๆแล้วตนจะรีบแจ้งผลคิดว่าอีกไม่นาน พอดีได้รับข้อความจากครูชิชาว่า “ผอ.เรียกประชุมด่วนค่ะ” ทรายจึงขอตัวไปประชุม ไปเจอครูป้องที่หน้าห้องประชุม ครูป้องถามว่าประชุมเรื่องอะไรรู้ไหม ดูซีเรียส มากันหมดเลย

“ไม่รู้เหมือนกัน” ทรายส่ายหน้า ครูชิชาพึมพำว่านึกว่าพี่ทรายจะรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับ ผอ.ซะอีก ทรายพูดขำๆว่า “บอกเลยว่ารู้น้อยมาก”

เมื่อครูมากันครบแล้ว กรเริ่มเปิดประชุมเล่าว่าตั้งแต่เปิดเทอมตนได้มีโอกาสไปบ้านนักเรียนพร้อมกับครูทรายทิพย์ กรสรุปว่า...

“มันทำให้เรารู้จักพวกเขามากขึ้น ถ้าครูประจำชั้นได้ไปเห็นชีวิตของนักเรียนที่บ้าน ได้ไปเห็นพวกเขา

ในมุมอื่นๆอาจจะเป็นมุมที่เราไม่เคยเห็น ถ้าเด็กอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เราจะได้ช่วยเหลือกันตรงประเด็นและทันท่วงทีก่อนที่มันจะบานปลาย”

ครูทุกคนรอฟังว่า ผอ.จะมีอะไร

“ผมจึงจัดให้มี ‘โครงการเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียน’ ให้ครูประจำชั้นทุกคนออกไปพบปะพูดคุยกับผู้ปกครองและนักเรียน”

ครูทุกคนอึ้ง แล้วตามด้วยการซุบซิบและเสียงฮือฮาอึงๆ

ครูพรรณีหน้าเครียด บีบมือที่วางบนตักแน่น

คุมอารมณ์แต่พร้อมตอบโต้ ทรายมองไปรอบๆเห็นความระส่ำระสายของครูคนอื่น ในขณะที่กรยังพูดต่ออย่างมั่นใจว่า

“เริ่มทำได้เลยนะครับ ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้ถึงก่อนสอบกลางภาค ผมให้ครูน้อยเตรียมแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านและกฎระเบียบเอาไว้แล้วนะครับ รับได้ที่หน้าห้องประชุม”

พอกรพูดจบ ครูป้องก็เอียงหน้าถามทรายว่า โครงการนี้ไอเดียทรายหรือเปล่า ทรายส่ายหน้าบอกว่าตนก็เพิ่งรู้นี่แหละ แต่พอทรายคิดทบทวนก็รู้ว่ากรได้ไอเดียนี้จากที่ไปบ้านกองพลด้วยกัน ไปบ้านบุ๊คด้วยกัน แต่คนอื่นต่างคิดว่านี่เป็นไอเดียของทราย

พรรณีประกาศต่อหน้ากร ทราย ครูป้อง ครูชิชา ครูน้อย ครูเบญจาและคณะครูว่า

“ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ โดยหลักการโครงการนี้ดี ดิฉันไม่เถียง แต่ในทางปฏิบัติมันเป็นไปได้ยาก ครูทุกคนมีงานที่ต้องทำกันล้นมือ ทั้งสอน เตรียมการสอน ประเมินผล ดูแลความประพฤติ กว่าจะเลิกงาน กว่าจะฝ่ารถติดไปถึงบ้านเด็ก”

เสียงครูหลายคนเห็นด้วย ครูพรรณีบอกว่าโรงเรียนต่างจังหวัดทำได้เพราะโรงเรียนกับบ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน แต่ครูของเรากว่าจะไปเยี่ยมกันครบทุกบ้าน ครอบครัวครูนี่แหละที่จะมีปัญหา

กรพยายามระงับอารมณ์นิ่งฟัง เมื่อครูพรรณีพูดจบจึงพูดต่อในประเด็นที่เห็นต่างกับครูพรรณีตลอดมา

“ผมเข้าใจ และรู้ปัญหานี้ดี ผมจึงย้ำเสมอว่า ผมไม่เน้นการส่งโรงเรียนเข้าประกวด หรือสร้างผลงานใดๆทั้งสิ้น ครูจะได้มีเวลาให้เด็กนักเรียนอย่างเต็มที่”

“ดิฉันมองว่ามันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด แต่มันยิ่งสร้างปัญหามากกว่า โรงเรียนในกรุงเทพฯเขาถึงไม่ทำ เพราะมันเป็นไปได้ยาก!!”

“แต่มันไม่ได้แปลว่ามันเป็นไปไม่ได้นะครับ”

การโต้แย้งเริ่มต่อปากต่อคำกันอย่างมีอารมณ์

กรบอกว่าตนเข้าใจว่าทุกคนอาจกังวล หนักใจ เพราะเรายังไม่เคยทำแต่ขอให้ลองทำดูก่อน ทางโรงเรียนจะสนับสนุนค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ขอให้ทำสักหนึ่งเทอม แล้วมาประเมินกันว่ามันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ แล้วกรก็ให้ครูน้อยพูดเรื่องระเบียบพื้นฐานในการเยี่ยมบ้านเด็ก

ครูพรรณีมองอย่างไม่พอใจ ครูน้อยค่อยๆลุกขึ้นอย่างลำบากใจในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน

ครูน้อยขอพูดคร่าวๆ รายละเอียดขอให้ดูในเอกสารที่จะส่งตามไปให้ ครูพรรณีนั่งกอดอกหน้าตึงฟังอย่างไม่พอใจ

หลังจากปิดประชุม ทรายเข้าไปในห้องกรบอกว่า รู้ไหมว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก กรพยักหน้ามองทรายถามว่า “คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมไม่กลัวแรงต่อต้านจะมากแค่ไหนก็ตาม และผมก็รู้ว่าคุณจะช่วยผม”

“มัดมือชกนะคะ ผอ.”

“ถ้าครูคนอื่นเข้าใจผมเหมือนคุณก็คงดี”

กรแววตากังวลหนักใจอยู่ลึกๆ ทรายมองเขาอย่างเข้าใจและเห็นใจ

ครูชิชาแจกเอกสารครูที่นั่งอยู่ใกล้ๆบอกว่าครูน้อยฝากบอกว่าให้เริ่มทำกันได้เลย ครูคนหนึ่งรับเอกสารแล้วบ่นดังๆว่า

“จะเอาเวลาที่ไหนไปทำเนี่ย...ทำไมไม่มีใครแย้งขึ้นมาบ้างนะเนี่ย”

“ก็ไอเดียเมีย ผอ.ใครจะกล้าแย้งล่ะ” ครูเบญจาตอบดังๆเหมือนกัน

ครูป้องกับครูชิชามองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ นึกเหมือนกัน...“เฮ้อ...ทรายซวย”

ฝ่ายครูพรรณีก็บ่นกับครูน้อยว่ารู้เรื่องนี้มาก่อนทำไมไม่บอกกันจะได้ช่วยกันห้ามก่อนที่ ผอ.จะออกมาเป็นนโยบายแบบนี้ ครูน้อยบอกว่าจริงๆตนก็รู้ก่อนไม่กี่วัน แต่ก็เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี เป็นโครงการของ

กระทรวงศึกษามาสักพักแล้ว แต่ที่โรงเรียนไม่ได้ทำเพราะคุณนพลักษณ์เห็นว่าไม่เหมาะกับโรงเรียนของเรา

ครูพรรณีเห็นด้วยกับคุณนพลักษณ์ เพราะครูบ่นกันว่างานเยอะมากจะเอาเวลาที่ไหนไปเยี่ยมบ้านเด็ก

“ผอ. ผุดโปรเจกต์ใหม่มาไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้ ครูจะพากันลาออกหมด แล้วเราจะลำบากนะคะ” ครูน้อยฟังแล้วพูดไม่ออก “ไม่รู้ล่ะ ฉันต้องรายงานเรื่องนี้ให้พี่นพทราบ ก่อนปัญหาจะบานปลายมากไปกว่านี้”

พอตกเย็นทรายก็ได้รับโทรศัพท์จากนพลักษณ์ขณะกำลังจะออกจากบ้านไปด้วยกันแต่รอกรเข้าไปเปลี่ยนชุดอยู่ นพลักษณ์บอกขอคุยกับทรายแต่อย่าให้กรรู้นะ ทรายจึงเดินเลี่ยงออกไปคุย

 นพลักษณ์ถามทรายว่าโปรเจกต์นี้เป็นความคิดของกรหรือทราย ทรายบอกว่าของกร ก็ถามสวนทันทีว่าแล้วทำไมไม่ห้าม ทรายบอกว่าตนก็เพิ่งทราบพร้อมคนอื่น

“เพิ่งรู้ก็ต้องห้าม ทรายก็น่าจะรู้นะว่าครูแต่ละคนงานล้นมือ แล้วนี่เอางานมาเพิ่มอีกถ้าเขาสู้ไม่ไหวลาออกไปเราจะทำยังไง ครูเก่งๆสมัยนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ครูบางคนออกไปเปิดสอนพิเศษเองยังได้เงินเยอะกว่า แต่ที่เขายังอยู่ก็เพราะเกรงใจแม่”

ทรายอึ้ง ได้แต่นิ่งฟัง

“แล้วแม่ขอเลยนะ โปรเจกต์อะไรเนี่ยให้มันทีละอย่าง แค่ปีนี้ปีเดียวทั้งเด็กออทิสติก ทั้ง PBL นี่มาเยี่ยม บ้านอีกแล้ว ทรายเป็นคนใกล้ชิดกรต้องคอยเตือนไม่ใช่สนับสนุนให้ทำโน่นทำนี่ไม่หยุด ทำแค่งานตัวเองก็พอ โครงการผูกสาแหรกน่ะ ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

ทรายอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก พูดไม่ออก พอดีกรเปลี่ยนชุดออกมาถามว่าใครโทร.มา ทรายบอกว่าคุณแม่ กรถามว่าคุณแม่ว่าอะไรหรือเปล่า

“ถามเรื่องใบพัดนิดหน่อยค่ะ” ทรายตัดสินใจบอกไปอย่างนั้น กรถามว่าหิวหรือยัง ชวนไปกินข้าวกัน

ทรายแอบถอนใจอย่างโล่งใจ ตนจำเป็นต้องโกหกกรเพราะแม่ไม่อยากให้กรรู้ แต่ก็กะจะบอกกรในโอกาสต่อไปในเวลาที่เหมาะสม

พอทรายเล่าให้แม่ฟัง แม่บอกว่า

“ทรายทำถูกแล้วล่ะลูก”

ooooooo

น้ำทิพย์แม่ของทรายสอนทรายประสาแม่ที่ห่วงลูกว่า โบราณว่าไว้ว่าความในอย่าเอาออกความนอกอย่านำเข้า พูดมากไปจะกลายเป็นเราทำให้แม่ลูกเขาทะเลาะกันเรื่องจะบานปลายไปใหญ่

“ทรายไม่อยากโกหกเขา มันอึดอัดนะคะแม่ โครงการเขา ทรายแค่รับมาทำต่อ แต่กลายเป็นทรายเป็นคนคิดซะงั้น”

แม่บอกถ้าอึดอัดก็มาระบายกับแม่พูดออกมาเลยจะได้ปลอดโปร่ง ทรายขอบคุณ บอกแม่ว่าเดี๋ยววันเสาร์อาทิตย์จะไปหาแม่ ทรายวางสายโทรศัพท์อย่างสบายใจขึ้น

แล้วคืนนี้ทรายก็นั่งหน้าคอมฯเป็นหน้าแฟนเพจ ‘หลุมหลบภัย’ อยู่ที่ห้องนั่งเล่น ทรายลงมือพิมพ์ Underdog อธิบายว่าเป็นสำนวนที่ใช้เรียกฝ่ายที่

เสียเปรียบ...โรงเรียนเป็นโลกใบใหญ่ของเด็กๆ...และโลกใบนี้ก็มีทั้งท็อปด็อก และอันเดอร์ด็อก แล้วบรรยายท็อปด็อกกับอันเดอร์ด็อกในแบบต่างๆ

สรุปแล้วเด็กๆไม่ว่าจะสูงต่ำดำเตี้ย อ้วนผอม กร่างเกรียน หรือชายตุ้งติ้งหญิงทอมบอย ทุกคนมีสิทธิ์โดนแกล้ง โดนล้อต่างๆนานา ทรายสรุปว่า

“เด็กที่แกล้งคนอื่นมักจะเป็นเด็กที่ขาดความรัก ขาดคนสนใจ เมื่อแกล้งคนอื่นจะได้รับความสนใจ ได้รับการยอมรับ บางคนอาจจะโดนแกล้งจากที่บ้าน จากครอบครัว และมาระบายกับเพื่อน บางคนแกล้งเพราะความอิจฉา...การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการให้ความรักและความสนใจ โรงเรียนอนุบาลบางแห่งสอนให้เด็กรู้จักการกอดและให้ความรัก เพื่อลดการแกล้งกันในโรงเรียน”

ทรายยิ้มไปพิมพ์ไปในตอนท้ายก่อนที่จะกดโพสต์ว่า

“ถ้าเด็กได้รับความรักและเรียนรู้การเห็นอกเห็นใจ เขาจะไม่ทำร้ายคนอื่น...สร้างความเข้าใจที่ว่า ‘เราไม่อยากโดนแกล้ง...เพื่อนเราก็เช่นกัน’...”

เช้าวันต่อมา ไออุ่นก็กระหืดกระหอบไปบอกทรายให้ไปช่วยแอนเน่ เพราะถูกพวกเด็กผู้ชายแกล้ง รุมกันจะจับแก้ผ้าเพื่อดูว่ามีเหมือนตนหรือเปล่า

กรไปถึงสั่ง “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” พวกเด็กผู้ชายปล่อยแอนเน่แล้ววิ่งหนีกันไป แอนเน่ตาแดงก่ำแต่

ไม่ร้องไห้ ทรายกับครูชิชาถามว่ามีอะไรจะให้ช่วยไหม แอนเน่บอกว่าตนไม่เป็นอะไร แต่ทำท่าจะร้องไห้ ไออุ่นเลยพูดแทนว่า แอนเน่ไม่มีปัญหากับใครมีแต่ถูกคนมาแกล้ง พูดอย่างเจ็บใจว่า

“แค่เราไม่เหมือนคนอื่น แค่นั้นแหละค่ะครู”

จากคำพูดของไออุ่นที่ว่า “แค่เราไม่เหมือนคนอื่น” สะดุดใจทรายจนเขียนโพสต์อิทแปะไว้ ใจคิดถึงไออุ่นอย่างค้นหาคำตอบ

จนเช้านี้มายืนที่หน้าเสาธงทรายก็ยังคิดติดพันจนหน้าเครียด กรเดินมาถามว่าคิดอะไรอยู่เครียดจัง ทรายบอกว่าคิดเรื่องเด็กๆว่าทำยังไงไม่ให้เด็กๆไม่แกล้งกัน ไม่ทำร้ายกัน

กรบอกว่าเรื่องนี้ตนเข้าใจเพราะตอนเด็กๆตนโดนแกล้งมาตลอด เพราะไปเรียนต่างประเทศตัวเล็กตาตี่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไม่เป๊ะจึงกลายเป็นตัวตลกประจำห้อง ตนเลยเข้าใจว่าทำไมเด็กบางคนถึงลงเอยด้วยการใช้อาวุธทำร้ายเด็กอื่น บอกทรายว่า “แต่คุณไม่ต้องห่วง ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนเรา”

พอดีครูน้อยมาบอกว่ากองพลพาใบพัดมาส่งแล้ว กรจึงให้ครูป้องพาไปห้องก่อนเดี๋ยวตนจะตามไป

ใบพัดมาถึงโรงเรียนก็เริ่มเกิดอาการแต่ก็ยังไม่มาก แต่พอไปเจอการเคลื่อนไหวต่างๆรอบตัวก็เริ่มสับสนและมีอาการมากขึ้น พอเข้าห้องก็เริ่มผิดปกติ เมื่อเจอฆ้องวงศ์จอมกวนพูดแขวะพูดแซว แต่ยังมีปริญหัวหน้าห้องที่ครูนิรมลฝากให้ดูแลเป็นมิตรอยู่ แต่ทรายก็เห็นความกังวลของใบพัดแล้ว

ไออุ่นมาเรียนว่ายน้ำวันนี้ก็ยอมใส่ชุดว่ายน้ำแม้จะเป็นชุดเต็มตัวแต่ก็เป็นการเปิดใจเป็นครั้งแรก

วีหนึ่งบอกกรว่าคราวนี้ผิดหวังไม่ได้ไปแข่งเพชรยอดมงกุฎเลขเพราะไม่สบายพอดี แต่ก็เตรียมตัวสอบเพชรยอดมงกุฎฟิสิกส์คราวนี้ไม่พลาดแน่ ขณะพูดกับกรและครูน้อย วีหนึ่งยิ้มแย้มสดใสแต่พอหันพ้นหน้าครูทั้งสองก็หน้าเครียดผิดหวังในตัวเองทันที

พีทอยู่ห้อง ป.1/6 ครูป้องสอนขั้นตอนการล้างมือที่ถูกวิธี เด็กอื่นเรียนกันอย่างสนุก แต่พีทนั่งอยู่อึดใจเดียวก็หนีไปนั่งหน้าห้องแผดเสียงร้องจะกลับบ้านกับตากับยาย ครูป้องพยายามมาหว่านล้อม แต่พีทหลับหูหลับตาร้องจะกลับบ้าน ตาบอกครูว่า พีทอยากกลับก็ให้กลับเถอะจะไปรั้งไว้ทำไมเดี๋ยวกรี๊ดขึ้นมาไม่ได้คุยกันพอดี ยายก็ว่าเรื่องนิดๆหน่อยๆยอมมันไปมันก็ไม่กรี๊ด

ทรายคุยกับตายายถึงการเลี้ยงดูในครอบครัวแล้วรู้ที่มาการกรี๊ดของพีท บอกครูป้องว่าเดี๋ยวเราค่อยคุยกันทีเดียว ตอนนี้เราไปฟังผลเคสของบุ๊คต่อ ครูป้องจะไปดูใบพัดเพราะพักเที่ยงแล้วไม่รู้เป็นยังไงบ้าง

ครูป้องไปเจอครูนิรมลพาใบพัดไปนั่งกินข้าวในห้องอาหารครูเพราะเด็กผู้ชายไปเรียน รด.หมด ส่วนเด็กผู้หญิงกลับบ้านไปแล้วเลยพาใบพัดมากินข้าว ที่นี่ดูแลง่ายดี ครูป้องบอกเดี๋ยวจะพาใบพัดไปห้องดนตรี

ออมกับอันยาเดินติดป้ายประกาศนัดถ่ายรูป

ทำหนังสือรุ่นตามที่ต่างๆ อันยาเสนอให้แยกกันติด

จะได้เสร็จเร็ว โดยออมจะไปติดโซนห้องคอมฯห้องสมุด ส่วนอันยาให้ไปติดโซนห้องดนตรีกับวิทย์

อันยาเดินไปทางห้องดนตรีได้ยินเสียงเปียโน

ดังขึ้นอย่างเซียนถึงกับชะงักเอะใจจึงเดินไปดู...


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 4 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 28 มี.ค. 2562 09:43 2019-03-30T02:20:25+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ