ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

วันนี้ขณะที่ทรายนั่งทำงานในห้องที่โรงเรียน ตังเมก็เอารูปวาดกรตอนเล่นเปียโนมาฝากให้กร  ทรายชมว่าสวยมาก บอกว่ารูปแรกที่ตังเมวาดให้ครูยังเก็บไว้อยู่

ตังเมฝากรูปไว้แล้วขอตัวไปเรียน แต่พอออกไปเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนชุดว่ายน้ำที่จะไปเรียนเป็นครั้งแรก ออกมาล้างมือที่อ่าง วางแว่นว่ายน้ำไว้ที่ขอบอ่าง ล้างมือเสร็จก็ออกไปลืมแว่นว่ายน้ำที่อ่าง พอออกมาก็ชนเข้าอย่างจังกับไออุ่นจนถุงในมือไออุ่นหล่นกระเด็น ชุดว่ายน้ำสีน้ำเงินเข้มขอบสูงกระเด็นจากถุง ไออุ่นรีบเก็บใส่ถุงจนตังเมแปลกใจ

 ไออุ่นหิ้วถุงมาหยุดมองตัวเองในกระจก  แววตาเหมือนไม่พอใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง มองชุดในถุงอย่างขัดใจ ตัดสินใจเดินเอาถุงไปทิ้งในถังขยะ แล้วเดินงุดๆออกไป

ไออุ่นในวัย 14-15 ปี เรียนอยู่ ม.3 เป็นเด็กเก็บตัว ขี้อาย สับสน มองโลกในแง่ลบตลอดเวลา แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าตัวใหญ่โคร่ง เกลียดตัวเอง โดยเฉพาะร่างกาย ไม่ชอบว่ายน้ำ

ตังเมไปที่สระว่ายน้ำ เจอครูธวัชอยู่ที่นั่นแล้ว

ครูธวัชบอกนักเรียนที่มาว่ายน้ำว่า วันนี้มีเพื่อนห้อง 3/8 มาเรียนด้วย ตังเมนึกขึ้นได้ว่าลืมแว่นว่ายน้ำจึงขออนุญาตกลับไปเอา พอเข้าไปเอาแว่นว่ายน้ำ ตาเหลือบเห็นถุงในถังขยะหยิบมาดูเห็นเป็นชุดว่ายน้ำสภาพยังดีก็แปลกใจ

ฝ่ายไออุ่นเข้าไปที่สระว่ายน้ำแล้วบอกครูธวัชว่าชุดว่ายน้ำของตนหาย ตังเมเข้ามาได้ยินพอดีก็สะดุดใจ

สัมผัสได้ในบางอย่างที่ไออุ่นซ่อนไว้ แต่ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร

ooooooo

วันแรกที่เปิดเรียนกรก็มีปัญหากับครูพรรณีที่พูดหน้าเสาธงตรงกันข้ามกับโครงการที่เป็นเป้าหมายการสอนที่ตนได้ประกาศไว้แล้ว กรหนักใจที่ครูพรรณีที่แม่เชิญมาช่วยงานตนกลับทำตัวต่อต้าน

คืนนี้กลับบ้านแล้วกรยังขุ่นข้องใจ ทรายบอกว่าเพราะครูพรรณีช่วยคุณแม่วางหลักสูตร วางแผนการสอนมาตั้งแต่แรก กรบอกว่าแต่ตนเป็น ผอ. เขาต้องฟังตน ถามว่าทำยังไงตนถึงจะออกจากเงาของเขาไปได้

“บางทีร่มเงานั่นอาจจะช่วยกันแดดกันฝนให้เราได้บ้างนะคะ” ทรายจับมือกรติงเบาๆ

“แต่ถ้าผมไม่ออกมา ผมก็จะไม่มีวันเติบโตได้ด้วยตัวเอง ผมจะต้องทำให้ครูพรรณียอมรับผมให้ได้และคุณกับทีมจะต้องช่วยผม”

ทรายงงว่าทีมไหน เช้าวันต่อมาจึงรู้ว่ากรจัด “ทีมเฉพาะกิจ” ขึ้นมาให้ช่วยดูแลงานในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาการ โดยมอบหมายให้ทรายเป็นคนดูแลในส่วนของเด็กที่อยู่ในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวและจะให้ครูชิชา

มาช่วย ส่วนครูน้อยให้ดูเรื่องระเบียบวินัยและประสานงานกับครูประจำชั้น ถ้ามีเด็กที่ทรายควรดูแลอย่างใกล้ชิดก็ให้บอกทันที

ส่วนครูป้องเกียรติ นอกจากดูแลห้อง PLB แล้ว ฝากประสานกับทรายดูแลใบพัดด้วย

เมื่อทุกคนรับทราบแล้ว กรย้ำว่า

“ตอนนี้โรงเรียนของเรามีชื่อเสียงทางด้านวิชาการซึ่งเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่นอกจากเป็น ‘เด็กเก่ง’ แล้ว ผมอยากให้เขาเป็น ‘เด็กที่มีความสุข’ มีความเข้าใจชีวิต และนำสิ่งที่เขาเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตของเขาได้ และพวกคุณคือทีมที่ผมเลือกมารับผิดชอบทำแนวคิดนี้ให้เป็นจริง พวกคุณพร้อมจะสู้กับผมหรือเปล่า”

ทั้งสามตอบหนักแน่นว่า “พร้อม!” กรยิ้มพอใจ และขอบคุณมาก

ทรายยิ้มให้กำลังใจ กรรู้สึกอบอุ่นใจที่มีทรายยืนเคียงข้างตน

ooooooo

วันนี้ที่โรงเรียนมีการ “สอบคัดเลือกตัวแทนเพชรยอดมงกุฎวิชาคณิตศาสตร์” ครูสาวิตรีเป็นครูคุมสอบ นักเรียนทุกคนเครียด บ้างดึงผม บ้างกัดเล็บ บ้างก็หมุนปากกา

กระดาษคำตอบของนักเรียนถูกนำส่งแล้ว

ครูสาวิตรีเอากระดาษคำตอบไปหาทรายที่ห้องทำงานมีครูชิชายืนอยู่ด้วย ครูสาวิตรีเอากระดาษคำตอบของวีหนึ่ง ซึ่งก็คือวิธารี  มีชื่อเล่นว่าวีแต่เพราะทำคะแนนวิชาอะไรก็ได้ท็อปตลอด เพื่อนๆเลยเรียก “วีหนึ่ง” แต่ครั้งนี้รู้สึกแปลกใจว่าทำไมกระดาษคำตอบของวีหนึ่งเป็นแบบนี้?

ทรายดูกระดาษคำตอบของวีหนึ่งแล้ววิเคราะห์ว่า เส้นกากบาทไม่เรียบเหมือนคนเขียนมือสั่น เขียนแล้วลบหลายครั้งแสดงว่าไม่มั่นใจ และตอนท้ายเหมือนลากเส้นลวกๆ ไม่มั่นใจและคำตอบไม่ถูกต้อง

ความเป็นจริงก็คือขณะวีหนึ่งทำข้อสอบ มือสั่นจนปากกากระทบโต๊ะเสียงดังจนเพื่อนแปลกใจ และเมื่อสอบเสร็จเข้าห้องน้ำ โต๋เต๋ตามมาบอกว่าครูสาวิตรีให้ไปหา ถามว่าเป็นอะไรหน้าซีดๆ วีหนึ่งบอกว่าตนไม่สบายรู้สึกหนาวๆ ตอนนั่งสอบเลยสั่น

ครูสาวิตรีติงว่าถ้าไม่สบายก็ให้บอกครูจะได้ให้กินยาเพราะเธอคือความหวังของโรงเรียน บอกให้ไปกินยาและพักเสีย วีหนึ่งบอกว่าตอนนี้ดีแล้ว

ทรายมองแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง บอกครูสาวิตรีว่าตนจะเก็บเรื่องของวิธารีไว้ก่อนเผื่อมีอาการแบบนี้อีกเราจะได้มีประวัติ

เมื่อครูสาวิตรีออกไปแล้ว ทรายบอกครูชิชาให้ช่วยอัปเดตข้อมูลของเด็กๆให้ด้วย ตนอยากได้ข้อมูลของใบพัดเพิ่ม อยากรู้ว่าเคยได้รับการสอนพิเศษยังไงบ้าง ให้ลองถามครูสอนเปียโนของใบพัดดู นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสุขภาพของเด็กชายมหาสมุทรกับนางสาววิธารีด้วย

ขณะเดียวกันที่ห้องประชุม ครูพรรณีเสียงแข็งใส่กรว่าตนคิดว่าโรงเรียนเรายังไม่พร้อมที่จะรับเด็กพิเศษ! เพราะเราไม่มีทั้งความรู้ ไม่มีทั้งความพร้อม!! กรถามว่ารอความพร้อมเมื่อไหร่เราจะได้เริ่ม ครูพรรณีโต้ว่า

เราต้องมองส่วนรวมเป็นหลัก ครูโรงเรียนเราก็มีงานล้นมือ

“กรณีนี้เกิดเรื่องวิกฤติกับเด็กกะทันหัน เด็กต้องการความช่วยเหลือนะครับ”

“ที่จริงวันนี้เรายังไม่ฟันธงจะรับนายกายภัทรเข้าเรียนหรือไม่นะคะ การจะรับเด็กพิเศษเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติมันจะมีขั้นตอนการประเมินอย่างเป็นระบบมีการทดสอบระดับสติปัญญา ซึ่งถ้าต่ำกว่าอายุก็ไม่เหมาะที่จะเรียนในโรงเรียนปกติอยู่แล้วค่ะ”

ครูพรรณีแย้งว่า “การประเมินเด็กพิเศษต้องเป็นจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโรงเรียนก็ต้องจ้างครูเฉพาะทางเพิ่ม ไม่ใช่จะหาได้ในวันสองวันและนี่ก็เปิดเทอมแล้ว”

กรบอกว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กพิเศษแล้วไม่ต้องจ้างเพิ่ม และครูป้องก็แสดงตัวว่าตนจบทางด้านการศึกษาพิเศษมา ตนจะรับผิดชอบดูแลนักเรียนคนนี้เอง

การโต้แย้งกันยังคงตึงเครียด ต่างยืนยันความเห็นของตน ครูป้องจึงพูดผ่อนคลายบรรยากาศว่า

“เด็กมีความสามารถทางด้านดนตรีด้วยนะครับ เผื่อรองพรรณีจะใช้พิจารณาในการทำแบบทดสอบ”

ครูพรรณีฟังแล้วคิด ทุกคนมองหน้าลุ้นคำตอบ แล้วก็ต้องอึ้งเมื่อครูพรรณีตอบด้วยเสียงเย็นเยียบว่า

“คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะดนตรีไม่ได้เป็นวิชาพื้นฐาน เก่งดนตรีไม่ได้แปลว่าจะเรียนวิชาอื่นกับเด็กอื่นรู้เรื่อง แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวจะออกแบบแบบทดสอบที่มันจะทำให้ได้ผลที่ยุติธรรมจริงๆ เอาเป็นว่าในฐานะรอง ผอ.ฝ่ายวิชาการ ฉันขอทำหน้าที่คุมการทดสอบด้วยตัวเอง”

ทุกคนอึ้ง ได้แต่มองหน้ากันแต่ไม่มีใครขัด ครูพรรณีมองทุกคนหน้านิ่ง!

ooooooo

ครูพรรณีเดินกลับห้องโดยมีเบญจาเดินตามมาติดๆ ครูพรรณีบ่นอย่างขุ่นมัวว่าไม่เข้าใจ ผอ.จริงๆ จะรับเด็กพิเศษเข้ามาทำไม

เบญจาถามว่าจะรับเด็กพิเศษเมื่อไหร่ ครูพรรณีบอกว่าอาทิตย์หน้าจะมาทดสอบ 1 คน บ่นว่าคิดวันนี้พรุ่งนี้ทำมันจะดีได้ยังไง เบญจาวิตกว่า “เรื่องใหญ่นะเนี่ย”

“ใหญ่มาก! ต้องมีผู้ปกครองที่ไม่พอใจแน่นอน! เฮ้อ...โครงการห้องเรียนพิเศษ เน้นเล่นมากกว่าเรียน ยังลูกผีลูกคนไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า นี่ผุดโครงการใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ไม่รู้ว่าคิดอะไรของเขา”

ครูพรรณีส่ายหน้าหนักใจ

ooooooo

ที่ห้อง ป.1/6 วันนี้ครูชิชาประเดิมการสอนเรื่องไข่ พีทนั่งหน้าบูดตาขวางไม่หือไม่อือกับการสอนของครู เพราะก่อนมาโรงเรียนพีทงอแงไม่ยอมมา

ตาจึงเอาขนมมาหลอกล่อวันนี้ครูจะแจกช็อกบอลด้วยนะ

เมื่อมาแล้วครูชิชาไม่ได้แจกช็อกบอลแต่จะสอนเรื่องประโยชน์ของไข่ พีททวงช็อกบอล ครูชิชาตอบงงๆว่าไม่มีช็อกบอลแต่เราจะเรียนเรื่องไข่กัน

เป็นเรื่องทันที! พีทโวยวายจะเอาช็อกบอล ช็อกบอล!! พอดีครูป้องเข้ามาได้ยิน หว่านล้อมว่าไข่ที่ครูชิชาถืออยู่เอามาทำช็อกบอลได้ พีทชะงักถามว่าจริงหรือ พอครูป้องอธิบายประโยชน์ของไข่ที่ทำได้หลายอย่าง พีทก็โวยวายว่าไม่เอา ไม่อยากรู้ ไม่อยากเรียน

ตากับยายได้ยินพีทโวยวายก็พุ่งมาโอ๋ บอกว่าไม่เรียนก็ไม่เรียน พีทหยิบไข่บนโต๊ะปาแตกโพละ!

ครูชิชากับครูป้องตกใจ พยายามจะอธิบายกับพีท แต่พีทไม่ฟังร้องแต่จะเอาช็อกบอล

“ครูไม่ให้ไม่เป็นไร เดี๋ยวตาซื้อให้เอง เราไปกันเถอะ” ว่าแล้วตานะจูงพีทออกไปเลย ครูป้องพยายามจะทักท้วง ถูกยายขัดทันทีว่า คุณครูมีอะไรก็โทร.ไปคุยกับแม่มันเองก็แล้วกัน แล้วตากับยายก็จูงหลานเทวดาออกไปหน้าตาเฉยเลย

ครูป้องเห็นหน้าพีทที่แอบพอใจที่ตนอาละวาดจนชนะ แล้วก็นึกสังหรณ์ใจบางอย่าง

ทรายสรุปให้ครูชิชาฟังว่า

“การกรี๊ด มันเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ในเวลาที่เขา ‘ต่อรอง’ หรือ ‘เรียกร้อง’ ความสนใจ...เด็กๆเขาจะเรียนรู้ที่จะต่อรองเพื่อให้ได้ตามที่เขาต้องการ ถ้าทำแล้วมันได้สิ่งที่เขาต้องการ เขาก็จะจำแล้วก็ดึงมันมาใช้เพื่อต่อรองกับผู้ใหญ่”

ครูชิชาถามว่าถ้าเจอเด็กที่ไม่ยอมจริงๆจะเป็นยังไง ทรายบอกว่าอาจจะเครียดจนร่างกายรับไม่ไหวก็อาจจะช็อกได้

“โห...แล้วแบบนี้ พีทจะเป็นถึงขนาดนั้นไหมคะ”

ooooooo

กรเจอตังเม ขอบคุณที่วาดรูปให้ ตังเมบอกว่ากำลังจะวาดให้ครูทรายด้วยจะได้ติดคู่กัน

พอดีทรายเคลียร์งานเสร็จแล้วออกมาถามตังเมมีเรื่องจะถามครู เรื่องอะไรหรือ ตังเมจึงเล่าเรื่องเพื่อนเอาชุดว่ายน้ำไปแล้วปดครูว่าไม่ได้เอาชุดมา บอกว่าเขาเหมือนมีอะไรบางอย่างที่บอกคนอื่นไม่ได้และมันเหมือนความรู้สึกของตนตอนที่ยังไม่เจอครูทราย ทรายถามว่าแล้วความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง

ตังเมบอกว่ามันเหมือนเรามีอะไรบางอย่างในใจ มันมีแต่คำถาม คำถามที่ไม่มีคำตอบ ถามทรายว่า

“แล้วครูทรายคิดว่า มันมีกี่เหตุผลที่เราไม่อยากจะใส่ชุดว่ายน้ำล่ะคะ”

ทรายบอกว่ามีหลายเหตุผลแต่ถ้าตังเมรู้สึกว่าเพื่อนมีอะไรในใจก็ให้เขามาคุยกับครู เราจะได้ช่วยกันหาคำตอบ แล้วจึงถามว่าเพื่อนชื่ออะไร

“ชื่ออุ่นค่ะ ไออุ่น ม.3/6”

คืนนี้ทรายหาข้อมูลหาภาพเกี่ยวกับปัญหา

ทางเพศปรินต์ออกมาเลือกและใส่แฟ้มไว้ กรเดินมาถามว่า

รูปอะไร ทรายบอกว่ารูปที่จะเอาไปติดที่ห้องให้คำปรึกษา แล้วทรายก็อธิบายภาพเด็กผู้หญิงและชายที่มีความผิดแผกจากเพศตัวเองทีละภาพ เช่น

เด็กผู้ชายที่ชอบแต่งหน้า รักสวยรักงาม เด็กผู้ชายที่ชอบงานเย็บปักถักร้อย เด็กผู้หญิงที่ชอบเตะบอลเล่นกีฬาใช้พลัง สรุปให้ฟังว่า

“นั่นหมายถึง เด็กที่มีพฤติกรรม มีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างจากเพศของตัวเองที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด เช่นเกิดมามีเพศสภาวะเป็นหญิงแต่พฤติกรรมอารมณ์ความคิดไม่เหมือนผู้หญิง”

กรถามว่าอยู่ๆทำไมจึงสนใจเรื่องนี้ ทรายบอกว่าเรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นสำคัญในหลายประเทศทั่วโลก และเด็กที่กำลังค้นหาตัวเองไม่ใช่ทุกคนจะค้นเจอ

กรถามว่าแล้วถ้าเขายอมรับมันไม่ได้ที่ตัวเอง

มีความเบี่ยงเบนจะเป็นยังไง และหลายๆประเทศที่เขามองเห็นปัญหา เขาเห็นอะไร ทรายบอกว่าหลายอย่างเช่นการทำร้ายร่างกาย การฆ่าตัวตายในเด็กกลุ่มนี้มีสูงขึ้นเรื่อยๆ

“แล้วเราจะทำยังไงให้เด็กยอมรับตัวเองและคนรอบข้างยอมรับเขา ปัญหาพวกนี้จะได้ไม่เกิดขึ้น...”

กรพูดเหมือนถามตัวเอง

ooooooo

ไออุ่น เป็นลูกของกวิตา แม่ที่จับจดทำธุรกิจอะไรก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนป๊าคือเกริกฤทธิ์ทำธุรกิจขนส่งมีรถบรรทุก 10 กว่าคัน ป๊ากับแม่แยกกันอยู่ ไออุ่นอยู่กับแม่ 3 วันและอยู่กับป๊า 4 วัน

วันนี้ไออุ่นอยู่กับแม่ที่กำลังจะเปิดร้านทำเล็บ 

แม่จับไออุ่นมาเป็นหุ่นทดลองทำเล็บซึ่งขัดใจไออุ่นมากพอกลับไปที่บ้านป๊าก็เอาสำลีชุบน้ำยาล้างเล็บเช็ดๆๆ

ออกอย่างรังเกียจ

แต่ก่อนที่ไออุ่นกลับไปหาป๊า กวิตาก็ ‘ฝาก’ บิลไปให้ป๊าจ่ายบัตรเครดิตให้หน่อย ไออุ่นบอกว่า

คราวที่แล้วป๊าให้แม่จ่ายเอง กวิตาอ้างว่าคราวนี้แม่ซื้อของให้ลูกเยอะทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ของใช้เปิดเทอม และฝากบอกป๊าด้วยให้เอาเงินให้แม่สักสองหมื่นค่าดูแลไออุ่น และร้านจะเปิดแล้วต้องจ่ายอีกเยอะ กำชับไออุ่นพูดกับป๊าดีๆ เดี๋ยวจะหาว่าแม่เอาเงินเขามาหมุน

นั่งอีกแป๊บเดียวแม่ก็บอกให้เพิ่มค่าชุดว่ายน้ำ

ที่ซื้อวันนี้ด้วย 5,000 บาท ไออุ่นเหวอ ถามว่า 2,400 เนี่ยนะให้บอก 5,000!!

พอไออุ่นบอกป๊าตามที่แม่ฝากมา ป๊าถามว่า

ชุดบ้าอะไรตั้งห้าพัน แล้วบัตรเครดิตนี่ก็ซื้อของไออุ่นไม่กี่พันนี่เบิกตั้งห้าหมื่น ไออุ่นแก้ต่างให้แม่ว่าของใช้อื่นที่แม่ซื้อมาตนก็ใช้ด้วย เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แอร์ พัดลม

ตนก็ได้นั่งได้ใช้เหมือนกัน

ไออุ่นแก้ต่างให้แม่จนเกริกฤทธิ์ตัดบทว่าจะให้เป็นสองหมื่นสุดท้ายแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายของลูกต่อไปให้มาเบิกที่นี่ ป๊าจะดูแลเองจะเอาอะไรให้บอกจะได้

ไม่ต้องมีข้ออ้าง และถ้าชุดว่ายน้ำหายอีกป๊าจะไปขอดูกล้องวงจรปิดที่โรงเรียนเพราะโรงเรียนออกใหญ่โตค่าเทอมก็แพงมีขโมยแบบนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

ไออุ่นอึ้งเครียดเมื่อถูกป๊าคุมเข้ม

ส่วนปราบที่เป็นคอลเซ็นเตอร์กรมทางหลวง

ที่ต้องคอยตอบปัญหาแก้ปัญหาและเสียงด่าเสียงบ่น

จนบางครั้งหงุดหงิด วันนี้ปราบถามชินเพื่อนร่วมงานว่าต่ายไปไหนไม่เห็นมาหลายวันแล้ว ชินเล่าว่าลูก

ของต่ายเล่นยาเกินขนาดน้ำลายฟูมปากคาห้อง สองวันยังไม่มีใครรู้เลย บ้านต่ายต่างคนต่างอยู่ ลูกหายไปเป็นวันๆยังคิดว่าปกติ เล่าแล้วถามว่าลูกพี่เป็นไงบ้าง โตหรือยัง อายุเท่าไหร่แล้ว


ปราบบอกว่าอายุ 16 ชินบอกว่ากำลังแรงเลย ถามว่าสนิทกับพี่ไหม เตือนว่าเล่นกับลูกบ้างหรือเปล่า ระวังนะ ทิ้งห่างมากๆมันอาจจะไปจนกู่ไม่กลับเหมือนลูกไอ้ต่าย ปราบฟังแล้วอึ้ง แอบหวั่นอยู่ลึกๆ

“ชิน...พรุ่งนี้แกอยู่กะกลางคืนแทนพี่ได้ไหม แลกเวรกัน พี่เข้าเช้าเอง”

ปราบมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง จึงขอแลกเวรกับชิน พอออกเวรตอนเช้าก่อนเข้าบ้านก็ซื้อโจ๊กไปฝากบุ๊ค เข้าไปในห้องนอนบุ๊ค เห็นบุ๊คกำลังเล่นเกมอย่างเมามันจึงวางถุงโจ๊กลงบนโต๊ะหน้าคอมฯ

“พ่อ! ตกใจหมด” บุ๊คหันมาเห็นพ่อก็ตกใจ

ปราบบอกว่าพ่อตะโกนเรียกไม่หือไม่อือเลย ดักคอว่าอย่าบอกนะว่าเล่นจนถึงเช้า บุ๊คหงุดหงิด

แก้ตัวว่าเพิ่งตื่นมาเล่น วันนี้วันหยุดเล่นนิดหน่อยเอง

“เออ...วันหยุดแกก็หยุดเล่นเกมบ้าง พ่อให้เล่นถึงแค่เที่ยง คืนนี้พ่อแลกเวรกับเพื่อน เดี๋ยวออกไปห้าง หาหนังดู หาอะไรอร่อยๆกินกันขำๆ พ่องีบแป๊บ” ปราบจับไหล่บุ๊คบอกว่า “ตามนั้นนะ เที่ยงนะ กินโจ๊กซะ อาบน้ำแต่งตัวหล่อๆล่ะ”

บุ๊คฟังอย่างไม่ใส่ใจ พอปราบเดินออกไป บุ๊คก็จ้องคอมฯตาไม่กะพริบ จมดิ่งลึกเข้าไปในเกมอีกครั้ง

ooooooo

วันนี้เป็นวันหยุด กรชวนทรายไปดูหนังกัน

แต่เช้า แล้วจูงมือทรายไปนั่งโซฟาที่ห้องนั่งเล่น

ที่มีโฮมเธียเตอร์ ทรายถามว่าจะดูเรื่องอะไรดี

“คุณมีหนังโปรดแบบสร้างแรงบันดาลใจ หรือหนังที่ส่งเสริมจิตวิญญาณในการเป็นครูอะไรงี้ไหม”

ทรายมองกรถามด้วยสายตาว่าจะคุยเรื่องงานอีกแล้วหรือ กรรีบบอกว่าเปล่าคุยเรื่องหนัง แล้วเอ่ย

ชื่อหนังซึ่งล้วนแต่เกี่ยวกับครูนักเรียน จนทรายตัดบทว่า “ไม่ค่ะ ไม่ครูไม่นักเรียน ทรายจะดูดิสนีย์!”

กรจึงเปลี่ยนใจชวนไปเดตกันดีกว่า แต่ที่ที่กรพาไปก็ยังเป็นตึกติว สถานที่เรียนพิเศษ บอกทรายว่าคิดเสียว่าเรามาหาข้อมูลเผื่อลูกแล้วกัน พอทรายมองอย่างรู้ทันก็สารภาพอ้อนๆว่า

“ผมอยากมาดูว่าเด็กๆที่มาเรียนพิเศษวันหยุดเป็นยังไงกัน ทำอะไรกันบ้าง ถือซะว่าพามาเปิดโลกก็แล้วกันนะครับ”

กรกับทรายเดินเข้าไปในมุมต่างๆของตึกติว เจอเด็กจากโรงเรียนเปี่ยมคุณที่มาเรียนพิเศษยกมือไหว้ไปตลอดทาง จนกรเปรยกับทรายว่าเด็กที่โรงเรียนมาเรียนกันเยอะเหมือนกัน ไม่แปลกใจเลยทำไมธุรกิจกวดวิชาถึงมีเงินหมุนเวียนเจ็ดแปดพันล้าน

กรมองไปรอบๆเห็นเด็กๆมานั่งอ่านหนังสือเรียนในร้านกาแฟ ติวเตอร์สอนเด็กตัวต่อตัว ติวเตอร์สอนเป็นกลุ่ม กรสรุปว่า

“ถ้าการเรียนยังติดอยู่กับการสอบ การติวก็ยังเป็นที่ต้องการ” แล้วพูดถึงปัญหาที่โรงเรียนว่า “สุดท้าย อุปสรรคสำคัญก็คือ ผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วย”


แต่สำหรับวีหนึ่งที่พ่อกับแม่แยกทางกัน วีหนึ่งอยู่กับแม่ที่ฐานะไม่ดี แม่มีร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ ทำคนเดียว แม่ต้องยกของหนักจนปวดหลังปวดขาแต่แม่ก็ทนได้เพื่อให้วีหนึ่งได้เรียนสูงๆ อยากให้วีหนึ่งเรียนหมอต่อไปแม่จะได้สบาย เป็นแรงกดดันเงียบๆที่ทำให้วีหนึ่งมุมานะเรียนดีสอบได้ที่หนึ่งตลอดมา

พ่อของวีหนึ่งคือไวทิน มีครอบครัวใหม่มีลูกชายชื่อไททัน อยู่บ้านใหญ่ฐานะดี ต่างกับแม่วีหนึ่งโดยสิ้นเชิง ไวทินให้วีหนึ่งช่วยหาที่เรียนพิเศษให้น้องด้วย แต่ไททันไม่อยากเรียน วันหยุดก็อยากดูหนังดูการ์ตูนบ้าง บอกพ่อว่าเรียนมาตั้งห้าวันแล้วเสาร์อาทิตย์ให้เรียนอีกเป็นบ้าแหงๆ

กิ่งแก้วแม่ของไททันเห็นด้วยกับลูกบอกไวทินว่า ใช่ว่าเรียนเก่งแล้วจะดีเสมอไป ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเยอะแยะไป แล้วพาไททันไปกินข้าวกัน ไวทินบ่นกับวีหนึ่งว่าแม่ลูกเข้ากันดีจริงๆ วีหนึ่งถามว่าแล้วจะให้หาที่เรียนพิเศษให้น้องไหม ไวทินบอกไม่ต้อง 

เพราะดูไปน้องก็ไม่เรียน

ไวทินฝากวีหนึ่งซื้อเครื่องเขียนมาให้น้องชุดหนึ่งสำหรับเตรียมเปิดเทอม วีหนึ่งจึงไปบอกแม่ว่าเพื่อน

ฝากซื้อเครื่องเขียนรวมราคา 1,430 บาท บอกเดี๋ยวเอาเงินมาให้ แม่จัดเครื่องเขียนตามรายการแล้วบอกว่า

คิดราคาทุน พันเดียวก็ได้กำไรแล้ว วีหนึ่งบอกไม่ต้องลดเพราะเขาไปซื้อที่อื่นก็ต้องราคานี้เหมือนกัน

เมื่อวีหนึ่งเอาเครื่องเขียนไปให้พ่อ ไวทินขอบใจหวังว่าน้องใช้เครื่องเขียนที่วีหนึ่งซื้อให้จะได้เรียนเก่งๆ เหมือนพี่บ้าง แล้วให้เงินวีหนึ่งห้าพัน วีหนึ่งบอกว่าทั้งหมดนี่แค่พันกว่าเอง

“เอาไปเถอะ ที่เหลือวีก็เก็บไว้ใช้ แต่ไม่ต้องบอกแม่เดี๋ยวจะโดนว่าเอา รายนั้นเขาไม่เคยรับความช่วยเหลืออะไรจากพ่ออยู่แล้ว พ่อให้” วีหนึ่งไหว้ขอบคุณ “พ่อก็คงดูแลวีได้ห่างๆแค่นี้ แม่เขายังโกรธพ่ออยู่เลย ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว แต่วีเข้าใจพ่อก็ดีใจ พ่อภูมิใจในตัววี

มากนะ พ่อคุยอวดเพื่อนๆว่าจะมีลูกเป็นหมอตลอดเลย ดีแล้วลูก แม่เราก็อายุเยอะแล้ว เป็นหมอจะได้ช่วยดูแลแม่เขา”

“ค่ะพ่อ” วีหนึ่งพยายามยิ้ม แต่แววตาไม่ยิ้มเลย เพราะคำชมของพ่อเป็นแรงกดดันอีกแบบหนึ่ง

ไวทินไปส่งวีหนึ่งเรียนพิเศษ วีหนึ่งยกมือบ๊ายบายพ่อยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พอพ้นหน้าพ่อใบหน้าวีหนึ่งก็กลายเป็นเคร่งเครียด ทรายเห็นวีหนึ่งก็อดคิดถึงปุ่น เด็กที่เห็นภายนอกร่าเริงแต่ภายในกดดันจนคิดฆ่าตัวตาย

ทรายมองเด็กๆที่มาเรียนพิเศษกันแล้วคิด...

“เด็กที่เราเห็นว่าเป็นคนสดใสร่าเริง เราไม่รู้จริงๆว่า ลึกๆแล้วเขามีอะไรซ่อนอยู่”

พอดีกรที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาชวนกลับบ้านกัน


วันเดียวกัน ปราบนัดบุ๊คว่าเที่ยงเราไปหาอะไรอร่อยๆกินกันให้บุ๊คอาบน้ำแต่งตัวรอ แต่พอปราบ

ออกไป บุ๊คก็หันไปเล่นเกมต่ออย่างเมามัน เที่ยงครึ่งแล้วปราบมายังเห็นบุ๊คไม่ขยับไปไหนเลย โจ๊กที่ซื้อมา

ก็ไม่ได้แตะต้อง บอกว่างั้นเดี๋ยวเราไปกินข้างนอกกันเลย

“แป๊บนึงพ่อ ขออีกเกม ถ้าชนะเกมนี้ผมก็ได้เข้าทีมพี่เขาแล้ว”

ปราบหงุดหงิดที่บุ๊คหมกมุ่นกับเกมจนไม่สนใจอะไร เรียกแล้วเรียกอีกก็ขออีกแป๊บขออีกแป๊บ ปราบทนไม่ไหวไปดึงปลั๊กออก จอดับฟึ่บ!

“อ๊ากกกกกก พ่อ!!” บุ๊คร้องลั่นลุกไปแย่งปลั๊กไฟจากพ่อจะไปเสียบตวาดไล่ “พ่อจะไปไหนก็ไป!!!” 

ปราบตะคอกว่าพูดกับพ่ออย่างนี้ได้ยังไง บุ๊คเหมือนไร้สติตวาดให้เอาปลั๊กไฟมา ปราบไม่ให้จึงยื้อยุดกัน 

“เอามา! กูบอกให้เอามา!!!” บุ๊คเริ่มคุมสติไม่ได้ ทั้งผลักทั้งแย่งปลั๊กไฟ

ปราบคิดว่าความเป็นพ่อจะหยุดบุ๊คได้ แต่บุ๊คอยู่ในภาวะขาดสติ เมื่อแย่งปลั๊กไฟไม่ได้ก็ชกปราบจน

หางคิ้วเลือดซึม แต่บุ๊คยังไม่หายคลั่ง กระชากปลั๊กไฟไปเสียงมือสั่นริกๆ พอเสียบปลั๊กได้ก็พุ่งไปเปิดคอมฯกระแทกตัวนั่งที่หน้าจอคอมฯ ระหว่างรอก็เขย่าขาเคาะโต๊ะ

อย่างร้อนใจปากก็เร่ง “มาเร็วๆซิโว้ย”

ปราบนอนเลือดซึมที่หางคิ้วอยู่ที่พื้น มองลูก

อย่างเจ็บปวด เครียด งง...มันอะไรกันวะเนี่ย?

ooooooo

วันนี้ทีมที่กรตั้งขึ้นให้ช่วยดูแลโครงการใหม่ที่เริ่มขึ้น มีทราย ครูชิชา ครูป้อง และครูน้อย ประชุมกันที่ห้องประชุม ทรายรายงานในที่ประชุมว่า

“โครงการของเราในปีนี้ ถ้าให้พูดตรงๆนอกจากใบพัดแล้วยังไม่มีเด็กๆคนอื่นเลยค่ะ มีเข้าข่ายอีก 4 คน ขอเวลาเก็บข้อมูลอีกหน่อย ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะรีบบอกค่ะ”

“โอเค งั้นเราโฟกัสที่ใบพัดก่อนแล้วกัน” กรสรุปแล้วสั่งงานครูน้อยกับครูชิชา บอกทรายกับครูป้องให้ช่วยเตรียมความพร้อมให้ใบพัดเรื่องทำการทดสอบด้วย

“ทรายจะพาใบพัดไปประเมินระดับออทิสติกในช่วงเช้า ส่วนผมจะเตรียมการทดสอบช่วงบ่ายครับ แต่ผมพยายามติดต่อคุณกองพลเพื่อขอไปเจอใบพัด แต่โทร.ไปทีไรคุณกองพลก็บอกว่าไม่สะดวกครับ”

พอดีกองพลโทร.มา กรจึงเปิดเป็นวิดีโอคอลคุยกัน

ภาพที่ทุกคนเห็นคือใบพัดยืนเอาหัวโขกกำแพงแรงขึ้น...แรงขึ้น ปากก็พร่ำบ่น “บ่ายสองผมต้องเรียนเปียโน ผมต้องเรียนเปียโน ไปเร็วๆ ครูมิลันรอ ไปเรียนเปียโนครับ ผมจะไปเรียนเปียโน”

กองพลเล่าอาการของใบพัดว่าเมื่อเช้ายังดีๆ พอตกบ่ายก็เป็นแบบนี้ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ครูป้องดูอาการและฟังจากกองพลเล่าแล้วเริ่มเข้าใจอาการของใบพัด บอกทุกคนว่า

“ผมคิดว่าปกติวันนี้ เวลาบ่ายสองต้องไปเรียนเปียโน แต่นี่มันเลยเวลาแล้วและยังไม่ได้ไป เลยออกอาการแบบนี้”


กรถามว่าแล้วเราจะทำยังไงกันต่อ ครูป้องถามว่าโรงเรียนเรามีเปียโนและครูสอนเปียโนไหม กรบอกว่ามี ทรายบอกกองพลทันทีว่าให้พาใบพัดมาที่โรงเรียนเดี๋ยวนี้เลย กองพลถามว่าจะให้บอกใบพัดว่ายังไง ทรายบอกว่าให้บอกว่าจะพาไปเรียนเปียโน

พอกองพลบอกใบพัด ใบพัดถามว่าจะไปเรียนที่ไหน

“ก็ไปเรียนที่โรงเรียนสิวะ จะให้ไปเรียนที่ตลาดหรือไง”

“ตลาดคือสถานที่สำหรับซื้อขายของ เรียนเปียโนไม่ได้นะครับ” ใบพัดพูดเรียบๆ

“เฮ้อออ...มันจะได้ผลไหมเนี่ย” กองพลบ่นอุบอิบ

ooooooo

พอใบพัดไปเล่นเปียโนโดยมีครูกุศลินเป็น

ครูสอน นิ้วใบพัดพลิ้วอยู่บนคีย์เปียโน เสียงเพลงคลาสสิกกังวานไพเราะมาก กองพลฟังแล้วอึ้ง ทึ่ง ใบพัดเล่นเปียโนยิ้มแย้มอย่างมีความสุข

“นี่เรียกพรสวรรค์แล้วนะคะ เล่นเพลงคลาสสิกบีโธเฟน โมสาร์ท ติดต่อกันโดยไม่ดูโน้ตแถมไม่หลุดสักคีย์” ครูกุศลินทึ่ง

“ช่วงบ่ายสองถึงสามโมง วันอังคารกับวันพฤหัสฯจะเป็นเวลาที่ใบพัดเรียนเปียโน มันเป็น ‘แพตเทิร์น’ เป็น ‘ตารางชีวิต’ ของเขา พอไม่ได้ทำก็เลยมีอาการแบบนี้ คุณกองพลจำได้ใช่ไหมคะ ที่ทรายเคยคุยไปแล้ว”

กองพลบอกว่าจำได้และตนก็ปวดหัวกับตารางนั้นมาก พูดอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง ทรายถามว่าแล้วที่ตนเคยโทร.ถามอาการของใบพัดทุกครั้งเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา หมายความว่ายังไง กองพลเพิ่งรู้ตัวตอบอึกอัก

“คือ...ผมขอโทษครับ ผมโกหก จริงๆแล้วปัญหาเยอะมาก” กองพลยอมรับว่าตนจำเป็นต้องโกหกเพราะปัญหามีเยอะมาก และที่สำคัญกลัวว่าบอกความจริง

ไปแล้วทางโรงเรียนจะไม่รับใบพัดเข้าเรียน

กรบอกว่าไม่เกี่ยวเลย การรับนักเรียนต้องเป็น

ไปตามหลักเกณฑ์ผ่านการทดสอบทางวิชาการ และแพทย์วินิจฉัยอาการออกมาชัดเจนแล้ว ทางโรงเรียนก็ต้องรับอยู่แล้ว ถามกองพลว่ารู้เรื่องการทดสอบหรือยัง กองพลบอกว่ารู้แล้ว ถามว่าเมื่อไหร่ และถ้าก่อนทดสอบใบพัด

เกิดอาการแบบนี้อีก ตนจะทำยังไง

“ก็อย่างที่ครูทรายบอก ต้องค่อยๆเรียนรู้เขา  แล้วก็สื่อสารกับเขาให้ได้ แค่นั้นเองครับ” ฟังกรตอบแล้ว กองพลบ่นว่าพูดเหมือนง่ายแต่ตนพยายามคุยกันยังไงก็ไม่รู้เรื่อง

แต่พอมองไปในห้องที่ใบพัดเล่นเปียโนโดยมีครูป้องคอยคุยด้วยอย่างใกล้ชิด ครูป้องที่เรียนมาทางนี้โดยตรง เข้าหาใบพัดค่อยๆพูดคุยด้วย พูดอ่อนโยน

อ้อนอยากเล่นเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ให้ช่วยสอนได้ไหม

ใบพัดเล่นเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ได้อย่างเพราะพริ้งฝีมือขั้นเทพ ทั้งสอนการวางมือวางนิ้วให้อย่างละเอียด จนในที่สุดทั้งใบพัดและครูป้องก็เล่นเปียโนกันอย่างมีความสุข

กองพลมองภาพนั้นอุทานทึ่ง “ทำไม...เข้ากันได้ง่ายจัง”


“อย่างที่ทรายบอกน่ะค่ะ แค่เราเข้าใจเขา เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อสารกับเรา”

ooooooo

แต่ที่ชั้น ม.4/3 ที่บุ๊คเรียนอยู่ ทรายเห็นเก้าอี้ที่บุ๊คนั่งว่างเปล่าถามครูปรางครูประจำชั้นว่าวันนี้บุ๊คไม่มาโรงเรียนหรือ ครูปรางบอกว่าตั้งแต่เปิดเทอมยังไม่มาเลย

ทรายหาสาเหตุที่บุ๊คไม่มาโรงเรียนโดยคุยกับเพื่อนๆหลายคน บางคนบอกว่าไม่ทราบ บางคนบอกให้ถามมาร์กี้หัวหน้าชั้นดู มาร์กี้บอกว่าตนพยายามตามแล้ว ถามทั้งไลน์ห้อง ไลน์ส่วนตัว เฟซบุ๊ก โทร.ไปก็ไม่รับสายไม่โทร.กลับ

ทรายถามเพื่อนที่เคยเรียนกันมาตั้งแต่ ม.1-ม.3 เพื่อนรุ่นนั้นก็บอกว่านั่งเรียนติดกันก็จริง แต่ไม่ค่อยได้คุยอะไรกัน ถามอะไรก็ไม่ตอบ เพื่อนอีกคนถามแทรกว่า

“มันพูดได้เหรอครู”

“บุ๊คเขาชอบโดนเพื่อนแกล้งค่ะ” มาร์กี้พูดความจริงตรงๆ รู้ว่าบุ๊คเครียดอยากจะแก้แค้นแต่ไม่กล้าทำ

ดังนั้นเมื่อกลับไปที่บ้าน บุ๊คก็นั่งที่หน้าคอมฯในห้อง คลิกๆๆๆๆ ย้ำรัวๆสีหน้าเคร่งเครียดตัวเกร็งคำราม “มึงหนีเหรอออออ ยังไงก็ไม่รอดหรอกกกก” บุ๊คกระหน่ำยิงป้อมให้แตกอย่างเอาเป็นเอาตาย

ทรายถามว่าแล้วบุ๊คสนิทกับใครบ้างไหม เพื่อนบอกว่าไม่น่ามี ไม่เคยเห็นบุ๊คยุ่งกับใครแล้วก็ไม่มีใครยุ่งกับบุ๊คด้วย ทรายถามว่าแล้วพอจะบอกได้ไหมว่าบุ๊คเขาเป็นยังไง

พอได้รับข้อมูลจากเพื่อนและคนรอบข้างแล้ว ทรายขอบใจทุกคน กลับไปด้วยความเป็นห่วงบุ๊คมาก

กลับมาเล่าและแลกเปลี่ยนความเห็นกับทีมงานแล้ว ทรายสรุปว่าปีนี้เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้มี 5 คน ขั้นตอนการทำงานที่เราต้องทำต่อไปนี้ก็คือ

ครูป้องประเมินผลปรับพฤติกรรมและทำความเข้าใจกับครอบครัว ครูชิชาประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ในโรงเรียนกับผู้ปกครอง ให้อัปเดตแม่ของบุ๊คกับแม่ของพีทให้ตน เพราะบุ๊คไม่ได้มาโรงเรียนหลายวันแล้ว เบอร์ติดต่ออยู่ในแฟ้ม ครูป้องที่ดูแลใบพัด ตนจะคุยกับกองพลเอง แต่ชวนครูป้องไปด้วยกัน ส่วนไออุ่นกับวีหนึ่ง ตนจะตามเรื่องเอง

วันเดียวกันครูพรรณีคุยกับครูน้อยที่ห้องทำงาน ถามครูน้อยว่าเราเปลี่ยนใจ ผอ.ไม่ได้จริงๆหรือ

ครูน้อยบอกว่าคงไม่ทันแล้ว ครูพรรณีส่ายหน้าไม่เห็นด้วย บอกว่าตนไม่ได้ตั้งแง่หรือรังเกียจเด็กแต่เรา ไม่พร้อม บ่นว่า ผอ.ก็ไม่อยู่ติดโต๊ะเลย จะประชุมจะเสนออะไรทีก็ลำบาก ครูน้อยบอกว่า ผอ.เป็นผู้บริหาร รุ่นใหม่ ชอบลงไปในรายละเอียดมากกว่า

“ลงสนามเองมันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ก็ต้องมองภาพรวมด้วย ถ้าวิสัยทัศน์ผู้นำไม่ชัดเจน ใครจะอยากทำงานด้วย”

ครูน้อยฟังแล้วหนักใจ พอดีกรมาเจอทรายกับครูป้องจะไปคุยกับกองพลเรื่องการทดสอบใบพัดและเรื่องการติดตั้งเปียโนที่บ้านใบพัดด้วย กรจึงขอไปด้วย

ครูพรรณียืนมองจากระเบียงตึกเห็นทั้งสามคนขึ้นรถไปด้วยกันพอดี บ่นอย่างหงุดหงิด

“ออกไปกันหมด เป็นครูแต่ไม่อยู่โรงเรียน จะเป็นครูได้ยังไง?!”

ooooooo

ครูชิชาโทร.คุยกับอลินและโมรากุลแจ้งเรื่องบุ๊คที่ไม่ได้มาโรงเรียนเลยนับแต่เปิดเทอม ส่วนพีทก็มาเพียงครึ่งวันแล้วตากับยายก็มารับกลับ

อลินโทร.หาปราบทันทีแต่ให้ฝากข้อความ โทร.หาบุ๊คก็ไม่รับสาย อลินบ่นหัวเสีย

“โอ๊ย...พอกันทั้งพ่อทั้งลูก มีโทรศัพท์เหมือนมีสากกะเบือ” แล้วโทร.หาปราบอีก

ปราบยังเสียใจ เครียด คิดหนักเรื่องโดนบุ๊คต่อย ไม่รู้จะทำยังไง เหลือบเห็นแบบทดสอบของผู้ปกครองก็หยิบมาทำ ดูแต่ละข้อแล้วปราบกาตามความเป็นจริง เช่น “ลูกมักเล่นเกมจนลืมเวลา” ก็กา “ใช่เลย” และลูกใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกมก็กา “ใช่เลย”

แต่พอถึงข้อ ลูกใช้เงินไปกับการเล่นเกม ปราบก็นิ่งคิด แต่พอเห็นหนังสือเกมโผล่จากกระเป๋าเรียน

ของบุ๊คก็หยิบมาดู เห็น “พินสลิป” ร่วงลงมา ยอดเงิน 1,000 บาท  ก็ตกใจว่าเล่นเกมทีละพันเลยเหรอ! ปราบคิดๆ แล้วกา “ใช่เลย”

“ลูกมักอารมณ์เสียเวลาที่ฉันให้เลิกเล่นเกม อารมณ์ของลูกเปลี่ยนไป เบื่อ หงุดหงิด ขี้รำคาญ พฤติกรรมเปลี่ยนไป เถียงเก่ง ไม่เชื่อฟัง...” ปราบยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด

จนข้อสุดท้ายที่ถามว่า “ฉันคิดว่าลูกติดเกม” ปราบเครียด ไม่รู้จะตอบอะไรดี...

ooooooo

คนงานขนเปียโนไปที่บ้านกองพลแล้วจูนเสียง ใบพัดฟังแล้วโพล่งว่า “เพี้ยนครับเพี้ยน” ช่างยอมรับว่าจริง ใบพัดขอทำเองเพราะครูมิลันบอกว่าถ้าคนเล่นจูนเสียงเองจะได้เสียงเปียโนที่ตรงใจ

ใบพัดจูนเสียงโดยไม่ต้องเทียบกับไอโฟนจนช่างทึ่งเพราะทำได้ขนาดนี้ต้องมือขั้นเทพจริงๆ

เมื่อแก้ปัญหาเรื่องเปียโนแล้ว กรบอกกองพลว่าต่อไปต้องเปลี่ยนเวลาเรียน ทรายบอกว่าต้องมีเวลาในการเตรียมปรับและฝึกเด็กให้คุ้นกับแพตเทิร์นใหม่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การสื่อสารให้เขาเข้าใจ กรบอกว่าวันนี้

ครูป้องกับครูทรายจะพูดให้ก่อน ต่อไปกองพลจะต้องเป็นคนอยู่กับใบพัดจะได้ทำเป็น

ใบพัดจำแต่ว่าตนต้องเรียนเปียโนวันอังคารกับพฤหัสฯ ทรายบอกว่านั่นที่เชียงใหม่แต่ที่นี่กรุงเทพฯ

ครูมิลันมาสอนไม่ได้ ครูโจเซฟจะมาสอนแทน ครูโจเก่งมากใบพัดต้องสนุกแน่ๆ กรกล่อมจนใบพัดยอม

ต่อมาทรายไปที่บ้านบุ๊คเห็นแผลที่หางคิ้วปราบ ถามว่าไปโดนอะไรมา ปราบเล่าเหตุการณ์แล้วบอกว่าลูกไม่ได้ตั้งใจมันเป็นอุบัติเหตุ ทรายถามอาการตอนที่บุ๊คอาละวาด ปราบบอกว่าเหมือนไม่ใช่ตัวบุ๊ค พูดกับตนเหมือนคนไม่รู้จัก แรงเยอะมาก ตาขวาง ด่าหยาบคาย แต่พอไปเล่นเกมก็กลับปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ปราบบอกว่าตนทำแบบทดสอบแล้วคำตอบทุกข้อคือ “ใช่” ถามว่าเราต้องทำยังไงต่อไปดี ทรายบอกว่าเราต้องแยกบุ๊คออกจากคอมพิวเตอร์ไปโรงพยาบาลก่อน ปราบกับอลินตกใจยิ่งเมื่อรู้ว่าถ้าบุ๊คไม่ยอมไปก็ต้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจหรือโรงพยาบาลเพื่อพาเด็กไปรักษา

บุ๊คขังตัวเองเล่นเกมในห้อง เมื่อเรียกบุ๊คเท่าไรก็ไม่ยอมเปิดประตู บุรุษพยาบาลจึงพังประตูเข้าไปและพยาบาลอีกคนก็เตรียมยาสลบ เมื่อบุ๊คต่อต้านอย่างคลั่งก็ถูกฉีดยาจนหมดสติแล้วนำตัวไปโรงพยาบาล

ฝ่ายโมรากุลเปิดเจอเพจเด็กนรกในเฟซบุ๊กเป็นพีทกำลังดิ้นพราดลงไปชักดิ้นชักงอก็ตกใจรีบไปดู แต่ไปถึงไม่เห็นพีทแล้ว พอดีพ่อโทร.มาพอรู้ว่าพีทอยู่ที่ไหนก็รีบตามไป เมื่อเจอกันโมก็เอาคลิปพีทกรี๊ดในโทรศัพท์ให้พ่อดู แต่แม่ไม่สนใจกำลังป้อนไอติมให้พีทที่กินไอติมอย่างน่ารัก

พ่อเล่าเหตุที่ทำให้พีทลงไปชักดิ้นชักงอว่า เพราะเด็กคนอื่นจะมาต่อเครื่องเล่นที่พีทเล่นอยู่แต่พีทยังเล่นไม่เสร็จก็ไม่ยอม แค่นั้นเอง แม่ถามโมว่าจะโวยให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม พ่อเข้าข้างแม่ ตำหนิโมว่าโวยวายไม่เข้าเรื่อง โมถามเรื่องพีทไม่ไปโรงเรียน พีทไม่ตอบโวยวายจะกลับบ้าน โมไม่ให้กลับเพราะยังไม่ตอบคำถามตน

แม่เสียงดังว่าลูกจะกลับก็พามันกลับเดี๋ยวมันก็ร้องให้คนมาถ่ายคลิปอีก พ่อบอกว่ารู้ว่าโมเป็นทุกข์

เมื่อเห็นลูกเป็นแบบนี้ ตอนมันกรี๊ดก็น่าสงสารแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะยิ่งห้ามมันก็ยิ่งทำ บอกโมว่า

“ถ้าแกทำให้มันหยุดกรี๊ดได้ก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็อย่ามาว่าพ่อกับแม่เพราะไม่มีใครอยากให้หลานเป็นแบบนี้” ว่าแล้วพ่อกับแม่ก็พาพีทออกไป โมนั่งกลุ้ม

ดูคลิปและคำด่าเด็กเปรต เด็กนรก ก็ตัดสินใจบางอย่าง

ฝ่ายไททันก็ไม่ได้ดั่งใจพ่อกับแม่เพราะไม่สนใจการเรียนอ้างว่าถ้าเรียนแบบพี่วีหนึ่งมีหวังเป็นบ้า

คืนนี้วีหนึ่งบอกพ่อว่าถ้าตนสอบเป็นตัวแทนเพชรยอดมงกุฎฟิสิกส์ของโรงเรียนได้ขอพ่อพาตนกับแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสามคน ไวทินบอกว่าถ้าสอบได้หมอ

พ่อจะพาไปยุโรปเลย แม่เขาอยากไปนานแล้ว วีหนึ่งถามว่าจริงหรือ ไวทินยืนยันว่าจริง พ่อไม่ผิดคำพูดอยู่แล้ว ถ้าวีทำได้พ่อให้ทันที! วีหนึ่งบอกตัวเองว่าเราต้องทำให้ได้

แต่พอฝึกทำข้อสอบวีหนึ่งก็มีอาการเกร็งมือสั่น วีหนึ่งตกใจวางปากกาบีบมือตัวเองสงสัยว่าเป็นอะไร

ความรักแม่อยากให้แม่มีความสุขสมปรารถนาทำให้วีหนึ่งกดดันตัวเองไม่รู้ตัว เมื่อเห็นแม่จมอยู่กับอดีตที่พ่อไปมีบ้านใหม่กับกิ่งแก้วเพื่อนเก่าเจ้าของห้องเช่าที่ตนเช่าอยู่ตั้งแต่วีหนึ่งเพิ่งได้สองขวบ อ้างว่าอยู่กับแม่แล้วเครียดถูกกดดันทุกอย่าง แม่ทนฟังไม่ได้ไล่พ่อจะไปไหนก็ไปเลย แม่กอดวีหนึ่งพูดน้ำตานองหน้า

“พ่อเขาทิ้งเราไปแล้วนะลูก...เหลือเราอยู่แค่สองคน แม่จะเลี้ยงลูกให้ได้ดีที่สุด ลูกต้องดีที่สุด!!”

อีกคนคือไออุ่น ถูกกวิตาจับซ้อมแต่งตัวทั้งเสื้อผ้าหน้าผมให้สวยปิ๊งเตรียมไปงานแต่งอาอี๊เสาร์หน้า รุ่งขึ้นยังจับไดร์ผมจนปลายงุ้มและทาลิปมันจนเยิ้มก่อนไปโรงเรียนแถมยังเอาลิปมันให้ไออุ่นไปขายเพื่อนๆ เพราะที่ร้านเหลือเยอะ ไออุ่นอึดอัดมากที่ต้องทำตามที่แม่ต้องการทุกอย่าง

ที่โรงเรียนเปี่ยมคุณ ทีมทรายสรุปกันว่าตอนนี้เราต้องดูแลเด็ก 3 คนคือพีท ป.1 มหาสมุทร ม.4 และกายภัทรยังไม่รู้ว่าจะอยู่ชั้นไหน สามคนเคสต่างกัน ใบพัดต้องทดสอบว่าจะผ่านเข้าเรียนได้หรือไม่ บุ๊คต้องประสานกับหมอที่โรงพยาบาล ส่วนพีทต้องหาข้อมูลจากตัวเด็กและครอบครัวแล้วค่อยวางแผนต่อไป

วันนี้โมรากุลกับพ่อแม่ทะเลาะกันเมื่อพีทไม่ยอมไปโรงเรียน โมบังคับแต่แม่กับพ่อโอ๋ จนโมต้องโทร.ขอให้ครูป้องกับทรายมาช่วย บอกครูอยากทำอะไรก็ทำเลย ตนต้องให้เอาพีทไปโรงเรียนให้ได้

ครูป้องกับทรายใช้สิ่งที่พีทชอบคุยเรื่องไดโนเสาร์และการสูญพันธุ์สาธิตการทำภูเขาไฟระเบิด หลอกล่อจนพีทเพลินแล้วบอกว่าถ้าอยากทดลองอย่างที่ทำให้สนุกกว่านี้ก็ต้องไปที่โรงเรียน พีทบอกว่าพรุ่งนี้จะไปเล่นต่อที่โรงเรียน ครูป้องบอกทรายว่าเห็นครอบครัวพีทแล้วนึกถึงตัวเอง ครอบครัวที่อยู่กันสามรุ่น...ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่และลูก ส่วนใหญ่จะมีปัญหาคล้ายกัน แต่ไม่ทันเล่าทรายก็ถูกกรมาชวนไปดูบุ๊คที่โรงพยาบาล

ครูป้องจึงขอติดไว้ก่อนจะเล่าให้ฟังทีหลัง

ครูพรรณีนับวันไม่พอใจมากขึ้นเมื่อกรทุ่มเทให้กับการศึกษาดูแลเด็กพิเศษ บ่นกับครูเบญจาว่าทิ้งเด็กทั้งโรงเรียนเพื่อไปหาเด็กติดเกมแค่คนเดียว!

บุ๊ครู้สึกตัวที่โรงพยาบาลรู้ว่าตัวเองถูกขังในห้องที่ไหนไม่รู้ก็อาละวาดจากตะโกนให้เปิดประตู พอไม่ได้ดั่งใจก็เริ่มคลั่งทั้งด่าหยาบคายทุบถีบประตูโครมครามอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้

หมอสันติอธิบายอาการของบุ๊คว่าเดี๋ยวพอเขาปรับตัวเข้ากับสถานที่ได้ก็จะรู้สึกดีขึ้น โดยหมอจะส่งนักจิตวิทยาเข้าไปตีสนิทให้เขารู้ว่าเราไม่ได้บังคับหรือคุกคามเขา และเมื่อบุ๊คสงบลงแล้วก็จะให้บุ๊คทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ด้วยการให้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มเพราะเด็กจะฟังกันเองมากกว่าฟังผู้ใหญ่

แต่พอพาบุ๊คไปห้องกิจกรรม บุ๊คก็ปลีกตัวออกไปนั่งคนเดียวมือสั่นนั่งสั่นขาเหมือนคนเสี้ยนอยากเล่นเกม ไม่ยอมร่วมทำกิจกรรมใดๆทั้งสิ้น

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 3 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 26 มี.ค. 2562 09:52 2019-03-28T02:42:51+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ