ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

ใบพัดยังร้องไห้ โยกตัวไปมาอยู่ที่เปียโน ครูป้องเข้าไปนั่งใกล้ๆพูดตรงๆชัดๆด้วยความเข้าใจลักษณะพิเศษของใบพัดว่า

“ครูเข้าใจนะครับว่านี่คือการแข่งขันดนตรีครั้งแรกของใบพัด ใครๆก็อยากชนะ ครูเข้าใจว่าใบพัดก็อยากชนะใช่ไหม” ใบพัดพยักหน้าสะอื้นฮัก ครูป้องอธิบายว่าตอนนี้มือใบพัดยังเจ็บ พักรักษามือให้หายก่อนค่อยกลับมาเล่นก็ได้ “เพราะถ้าใบพัดฝืนเล่นต่อไปมันอาจจะทำให้ใบพัดเล่นเปียโนไม่ได้อีกเลย ใบพัดอยากเป็นแบบนั้นเหรอครับ”

“ไม่ครับ ใบพัดอยากเล่นเปียโน ใบพัดจะไม่หยุดเล่นครับ” ใบพัดตอบหลังจากนิ่งไปอึดใจ

ครูป้องบอกว่าถ้างั้นใบพัดก็ต้องพัก พักจนกว่ามือจะหายแล้วใบพัดก็จะได้กลับมาเล่นได้เหมือนเดิม

“แต่ใบพัดก็อยากชนะการแข่งขันดนตรี ใบพัดสัญญากับโป๊ป โจ ก้องและอันยาแล้วว่าเราต้องชนะ ต้องได้ถ้วยโทรฟี่”

ครูป้องหว่านล้อมว่าวันนี้ไม่ได้แข่งก็ไม่เป็นไร วันหน้ามีรายการแข่งตั้งหลายรายการ ถ้าใบพัดอยากแข่งครูจะพาไปสมัคร ใบพัดถามอย่างมีความหวังว่า

ถ้าใบพัดหายแล้วครูป้องจะพาไปแข่งขันจริงหรือ ครูป้องพยักหน้า แต่ใบพัดก็ยังเศร้าที่ทำให้เพื่อนผิดหวัง ถามว่า “เพื่อนๆจะว่าใบพัดไหม”

เมื่อใบพัดเปิดประตูออกมาเจอเพื่อนๆยังรออยู่ ใบพัดขอโทษที่ตนต้องพัก ซ้อมไม่ได้แล้ว

“เฮ้ย...ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมาก” โป๊ปรีบบอก ใบพัดถามว่าถ้าไม่มีตนวงเราจะแข่งยังไง จะชนะไหม “แพ้หรือชนะก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ เรามีความสุขที่เราได้เล่นดนตรีด้วยกันต่างหาก จริงไหม” โป๊ปหันถามเพื่อนๆ

“ใช่ๆ ไม่ต้องกังวลเลยนะ ไม่มีใครโกรธใบพัดหรอก ยังไงเราก็เพื่อนกัน” อันยาพูดแล้วยื่นมือออกไป

ใบพัดบอกว่าเป็นเพื่อนกันจับมือกันไม่ได้ ครูป้องบอกว่าจับมือแบบนี้ฝรั่งเรียกว่าเชกแฮนด์จับได้ บอกให้ออมทำให้ดูหน่อย ออมเชกแฮนด์กับอันยาให้ดู ใบพัดดูและจำ พออันยาส่งมือให้ ใบพัดยื่นมือไปเชกแฮนด์ พลันก็ร้องว่าเจ็บ อันยารีบขอโทษ

“ใบพัดยกโทษให้ครับ ลุงครับกลับบ้านครับ ไม่ต้องซ้อมแล้ว ใบพัดอยากกลับบ้านครับ” พูดจบก็สวัสดีลาทุกคน เพื่อนๆต่างยิ้มในความน่าเอ็นดูของใบพัด

เมื่อใบพัดเดินไปกับกองพลและครูป้อง อันยามองตามใบพัดอย่างสบายใจ

“จะว่าไปเพื่อนอย่างใบพัดก็ดีนะ ไม่ซับซ้อนถ้าพูดกันรู้เรื่อง พูดแล้วก็จบไม่ต้องเอาไปนินทาลับหลัง”

ออมเอ่ยขึ้น ทั้งอันยา โจ ก้องและโป๊ปต่างพยักหน้าเห็นด้วย

กองพลขอบคุณครูป้องที่มาวันนี้ทั้งที่เป็นวันหยุด ครูป้องพูดสบายๆจริงใจว่า

“ไม่เป็นไรเลยครับ เป็นครูไม่มีวันหยุดอยู่แล้วครับ จริงๆจากที่นี่ก็ยังมีอีกงานต่อครับ”

ooooooo

ครูป้องไปที่บ้านเกริกฤทธิ์ ที่นั่น กวิตา กรศรพ่อของสิงห์และไออุ่นนั่งรออยู่แล้ว ครูป้องบอกว่าตอนนี้ทางตำรวจออกหมายจับเต๋าแล้ว

ศรบอกว่าพ่อเต๋าเป็นเพื่อนตนโทร.มาขอจ่ายเงินให้ยอมความแต่อุ่นจะสู้ เมื่อหลานสู้ตนก็เต็มที่เพราะเด็กเลวๆอย่างนี้ปล่อยไว้จะเป็นภัยกับสังคม แล้วขอโทษเกริกฤทธิ์อีกทีที่ทำให้เดือดร้อน เกริกฤทธิ์บอกไม่เป็นไรเพราะสิงห์ก็พยายามช่วยเต็มที่แล้ว ส่วนเรื่องคดีถามว่า “อุ่นไหวแน่นะ”

“ไหวป๊า อุ่นไม่กลัว...อุ่นอยากเอาเรื่องถึงที่สุด และตอนมันรับโทษอุ่นจะประจานมันเอง”

กวิตาถามกรว่าเราต้องทำยังไงต่อ กรบอกว่าอุ่นต้องให้ปากคำเพิ่ม จะมีการบันทึกเทปเก็บไว้เป็นหลักฐานแล้วอัยการจะเอาเทปไปเปิดให้ศาลฟัง ผู้เสียหายไม่ต้องไปเองเหมือนเมื่อก่อน ครูป้องเสริมว่าไม่จำเป็นต้องออกสื่อ ทุกอย่างเป็นความลับ

กรย้ำว่าทางโรงเรียนจะส่งเจ้าหน้าที่ไปด้วยทุกขั้นตอน ทางโรงเรียนอยากรณรงค์ให้นักเรียนเห็นโทษของการทำผิด เพราะถ้าเขากลัวความผิด คดีแบบนี้ก็น้อยลง

ทั้งกวิตาและเกริกฤทธิ์เห็นด้วยและให้ความร่วมมือเต็มที่ เกริกฤทธิ์ให้กำลังใจไออุ่นว่า

“พ่อด้วย เราจะสู้ไปด้วยกัน เอาให้ถึงที่สุด”

สิงห์บอกว่าตอนนี้ตนก็เลิกคบเต๋าแล้ว เพื่อนๆรู้ก็แบนมันหมด มันต้องเรียนรู้และไม่ทำอะไรแบบนี้อีก

ก่อนกรจะกลับเกริกฤทธิ์ขอคุยด้วย ตนมีเรื่องอยากขอโทษ กรมองแปลกใจว่าเรื่องอะไร

“เรื่องที่ผมเคยต่อว่าครูทรายที่มายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวผมมากเกินไป ตอนนี้ผมอยากจะขอบคุณครูทรายมากกว่าที่พยายามจะบอกผม...ผมน่าจะเชื่อตั้งแต่แรก ถ้าผมฟังครูทรายสักนิด อุ่นคงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ผมฝากขอโทษครูทรายแล้วก็ฝากขอบคุณด้วยนะครับ”

“ได้เลยครับ ผมจะบอกทรายให้นะครับ”

“แล้ว...ครูทรายลาออกแล้วจริงๆเหรอครับ จะไม่กลับมาช่วยเด็กๆแล้วเหรอครับ”

กรสะอึกอึ้ง น้ำท่วมปากพูดไม่ออก เพราะตนเป็นคนสั่งทรายให้ลาออกเอง!

ooooooo

วันนี้ขณะทรายเดินในสวนอย่างผ่อนคลายก็เซอร์ไพรส์สุดๆเมื่อเห็นครูพรรณียืนดูต้นไม้อยู่ตรงหน้า ทรายไหว้ทัก “สวัสดีค่ะ!”

ครูพรรณีหันมายิ้มบอกว่าที่มาหาเพราะสงสัยว่าทำไมทรายถึงได้ลาออก บอกตรงๆว่าเสียดาย ทรายอึ้ง

ไม่นึกว่าจะเจอคำถามนี้ แต่ก็บอกว่า “ก็มีหลายเหตุผลค่ะ”

“ครูทราย...มาเปิดโลกทัศน์ให้ฉันเลยนะคะเกี่ยวกับการใช้หลักจิตวิทยา รับมือกับปัญหาเด็กๆในยุคปัจจุบัน สังคมซับซ้อนขึ้น เราต้องใช้หลักตรงนี้มาใช้เยอะจริงๆ”

“ดีใจที่ท่านรองฯมองเห็นค่ะ ทรายฝากเด็กๆด้วยนะคะ”

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนวีหนึ่ง ตอนนี้กลับบ้านแล้ว ดูแฮปปี้ดี จันทร์นี้จะเริ่มกลับมาเรียน เออ...แล้วเพื่อนๆจะไม่สงสัยเหรอคะ”

“ทรายคุยกับผู้ปกครอง เตรียมพร้อมไว้ให้แล้วค่ะ”

ครูพรรณียิ้มชื่นชมที่ทรายเตรียมงานอย่างรอบคอบและไม่ทิ้งงานจริงๆ

เพราะทรายเตรียมทั้งผู้ปกครองและเพื่อนๆไว้แล้ว พอเพื่อนๆมาเยี่ยมวีหนึ่ง ก็ซื้อขนมปังไส้ไหลมาฝากบอกว่าซื้อจากร้านหน้าโรงเรียน พอวีหนึ่งถามถึงเรื่องการเรียน ทุกคนก็คุยกันสนุกสนานโดยเฉพาะกิจกรรมหลังเลิกเรียน เล่าว่าพวกตนลงชมรมนักเต้น เต้นกันยับ เล่าพลางทำท่าให้ดูจนวีหนึ่งขำ

จุลมาสที่คอยดูและฟังอยู่ เห็นเพื่อนๆวีหนึ่งคุยสนุกเปลี่ยนเรื่องหลีกเลี่ยงคุยเรื่องเรียนที่อาจทำให้วีหนึ่งเครียดได้อย่างแนบเนียนก็ยิ้มเอ็นดู...เบาใจ

เพราะได้ข่าวแว่วๆเรื่องทรายลาออกและแยกกันอยู่กับกร นพลักษณ์กับสมภพไปหาทรายที่บ้านสักทองเพื่อถามจากทราย พอน้ำทิพย์บอกว่าทรายไม่อยู่ นพลักษณ์ก็ถามรัว

“ฉันรู้เรื่องที่ทรายลาออกแล้วแยกกันอยู่กับกร ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมทรายมาอยู่ที่นี่ไม่กลับไปอยู่บ้าน? แล้วฉันรู้ข่าวว่ามีปัญหาสุขภาพ เป็นอะไร? ดูเหมือนจะร้ายแรง ไม่ไปโรงเรียนตั้งหลายวันแล้วจู่ๆก็ลาออก ตกลงทรายเป็นอะไร??”

“เอาตรงๆนะครับ” สมภพช่วยอธิบายว่าตนทั้งสองเป็นห่วงทราย

“ทรายไม่ได้เป็นโรคอะไรหรอกครับ” สักทองเห็นความร้อนใจห่วงใยของทั้งสอง เลยตัดสินใจบอกความจริง “จริงๆ ทรายกับคุณกรไม่ให้เราสองคนบอกพวกคุณ แต่ผมเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่นะครับ คือทราย...”

น้ำทิพย์แอบสะกิดสักทองเตือนไม่ให้พูด แต่สักทองไม่สนใจ โพล่งออกไปอย่างเจ็บปวดว่า

“ทรายเพิ่งแท้งลูกครับ!”

นพลักษ์กับสมภพอึ้ง น้ำทิพย์ปล่อยเลยตามเลยเพราะตัวเองก็ไม่อยากปกปิดเรื่องนี้

“หมอบอกว่า เพราะความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ หลังจากเกิดเรื่อง ทั้งกรกับทรายก็มีเรื่องขัดใจกันสองสามครั้ง เลยขอแยกกันอยู่สักพัก เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ”

นพลักษณ์ที่ยืนอยู่ถึงกับทรุดนั่ง วูบแรกที่ถามตัวเองคือ เพราะฉันหรือเปล่า??

เมื่อบอกความจริงกับนพลักษณ์กับสมภพแล้ว น้ำทิพย์มาดักรอทรายที่หน้าบ้านเพื่อจะบอกให้รู้ตัวก่อนเข้าบ้าน ทรายอึ้ง ตั้งสติก่อนเข้าไปรับมือกับปัญหาที่ใหญ่มาก

เมื่อพาทรายเข้าไปในห้องแล้ว น้ำทิพย์กับสักทองขอตัวไปรอข้างนอก ทรายเอ่ยขึ้นก่อนว่า

“ทราย...ขอโทษนะคะ...”

“หยุด! ไม่ต้องขอโทษ” นพลักษณ์หน้านิ่งจนทรายชะงักหน้าเสีย แต่นพลักษณ์พูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “แม่สิต้องเป็นฝ่ายขอโทษทราย...”

ทรายฟังแล้วจุก นพลักษณ์ยังคงพูดต่อด้วยความรักและห่วงใยทรายอย่างรู้สึกตัวเองผิด ที่เร่งให้ทรายลาออกและเรื่องลูกจนทำให้ทรายเครียด

“มันไม่ใช่เพราะคุณแม่หรอกค่ะ”

“มันใช่...แม่เขารู้ตัวยอมรับผิดเองแบบนี้ก็ดีแล้ว ทรายจะได้ไม่ต้องโทษตัวเองไงลูก” สมภพแทรกขึ้น ยิ้มอย่างให้กำลังใจ

กระนั้นทรายก็ยังตำหนิตัวเองว่าฝืนตัวเองเกินไป ทำงานหนักเกินไป ทำให้นพลักษณ์ยิ่งรู้สึกผิด พูดอย่างเข้าใจความรู้สึกของทรายว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับทราย แต่ทรายก็เข้มแข็งซึ่งตนก็ชื่นชมมาตลอด

“พ่อเป็นพยาน แม่ชมทรายเรื่องนี้ให้พ่อฟังตลอดว่า ‘บ้างาน’ มันคือคำชมนะ คนบ้างานอย่างคุณนพมอบคำว่า ‘บ้างาน’ ให้ใครสักคน แสดงว่ามันต้องไม่ธรรมดา” สมภพพูดติดตลกให้บรรยากาศผ่อนคลาย

“แม่อาจจะไม่เคยชมต่อหน้า...แต่วันนี้แม่ขอชม ทรายเป็นคนมีน้ำใจและคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ ถึงเวลาที่ทรายต้องคิดถึงตัวเองบ้างนะ...รักษาสุขภาพ สิ่งดีๆ จะต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน”

นพลักษณ์กอดทรายอย่างให้กำลังใจ ทรายขอบคุณและกอดตอบ รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาดที่วันนี้ตนได้รับการยอมรับจากนพลักษณ์แล้ว...สมภพมองภาพประทับใจนี้อย่างโล่งอกที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

ooooooo

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน สมภพบอกนพลักษณ์ว่าในเมื่อได้คุยกับทรายแล้วก็ควรคุยกับกรด้วย นพลักษณ์กังวลว่าลูกจะโกรธตนไหม สมภพลุ้นว่า “อยากรู้ก็ต้องถาม”

เมื่อนพลักษณ์คุยกับกร กรบอกว่าตนไม่โกรธแม่ แม้กรจะไม่โกรธ แต่นพลักษณ์บอกว่าลึกๆแล้วก็รู้สึกว่ามันมาจากแม่ นพลักษณ์ขอโทษกรที่ก้าวก่ายเรื่องในครอบครัวมากไป ต่อไปนี้จะไม่กดดันอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องการทำงานของทราย เรื่องมีลูก ให้กรกับทรายตัดสินใจกันเอง

“ขอบคุณนะครับแม่” กรซึ้งใจ แม้นพลักษณ์จะเพียงแค่ตบไหล่ตอบประสาหญิงแกร่ง แต่กรก็สัมผัสถึงความรักความห่วงใยของแม่เต็มหัวใจ

ที่บ้านทราย ทุกคนสบายใจที่ได้บอกความจริงกับพ่อแม่กรแล้ว ขณะกำลังนั่งกินข้าวกันอลินก็โทร.เข้ามือถือทรายนัดกลางวันนี้ขอปรึกษาเรื่องด่วน

เหตุเพราะปราบเห็นไลน์เพื่อนนัดไปแข่งเกมกันในโทรศัพท์ของบุ๊ค ปราบเกรงว่าบุ๊คจะกลับไปเล่นเกมอีก จึงให้อลินโทร.นัดปรึกษาทราย

เที่ยงนี้ ปราบ อลิน บุ๊ค และเฌอฟ้าก็ไปหาทรายที่บ้าน อลินทำแฮมเบอร์เกอร์ไปกินกัน ปรากฏว่าทุกคนกินกันอย่างอร่อยมาก

พอกินแฮมเบอร์เกอร์ฝีมืออลินกันแล้ว ทรายถามบุ๊คว่าไปเรียนแล้วหรือยัง เป็นยังไงบ้าง บุ๊คบอกว่าดีกว่าที่คิด ทั้งเฌอฟ้า ปราบและอลินต่างขอตัวไปเก็บจานและเตรียมของหวาน เพื่อให้ทรายได้อยู่กับบุ๊ค

บุ๊คสังหรณ์ใจว่าพ่อแม่ชวนมากินข้าวกับครูทรายคงไม่ใช่แค่กินข้าว ทรายถามว่าแล้วบุ๊คมีอะไรหรือเปล่า บุ๊คเปิดใจว่า พ่อแม่อาจจะรู้ว่าตนอยากลงแข่งขันเกมกับเพื่อน ทรายถามว่าทำไมถึงอยากลงแข่งขัน

“ผมอยากเอาเงินมาช่วยพ่อแม่ แม่ไม่กลับไปทำงานที่นิวยอร์กเพราะจะอยู่กับผม แม่ต้องลงทุนทำรถ Food truck ขายแฮมเบอร์เกอร์แล้วก็ต้องเก็บเงินไว้เป็นค่าเทอมของผมด้วย ผมไม่อยากให้แม่ต้องลำบาก ถ้าผมแข่งได้เงินมาช่วยบ้างก็คงดี”

ทรายถามว่าแล้วบุ๊คถามพ่อแม่หรือยัง ถ้าไม่ถามเราก็อาจจะคิดไปเองก็ได้ บุ๊คจึงไปหาปราบกับอลินที่กำลังช่วยกันจัดโต๊ะในครัว บอกว่าตนอยากหาเงินช่วยพ่อแม่ทำ Food truck

ปราบบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยากได้เงินลูก ถึงบุ๊คไปแข่งได้เงินมาจริงๆ เราสองคนก็ไม่เอา อลินก็บอกว่า การหาเงินเป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่ หน้าที่ของบุ๊คคือเรียนหนังสือ แม่ไม่อยากให้บุ๊คต้องเสียหน้าที่ของตัวเองแล้วมาทำหน้าที่ของพ่อแม่นะลูก

ปราบบอกว่าแค่ที่บุ๊คทำอยู่ทุกวันนี้ก็ช่วยพ่อแม่มากแล้ว เลิกเล่นเกมได้ บังคับตัวเองไปออกกำลังกายได้ ตอนนี้ก็เริ่มมีเพื่อน มีสังคม และมีความสุขกับชีวิต มันยิ่งกว่าช่วยพ่อแม่อีก

เฌอฟ้าฟังแล้วยิ้มปลื้ม ถามบุ๊คว่าคมไหม บุ๊คยิ้มสดใสบอกว่า จบเลย เคลียร์

อลินบอกบุ๊คว่าตอนนี้แม่มีหุ้นส่วนแล้ว เฌอฟ้าบอกว่าตนโทร.บอกแม่ว่าจะขอลงทุนด้วยเพราะรู้ว่าเบอร์เกอร์ฝีมือน้าลินทำยังไงก็ปังแน่นอน ปราบบอกว่าพ่อก็สั่งทำรถแล้ว

“งั้นบุ๊ครีบยกเลิกเพื่อนเลย ไม่แข่งแล้ว ไปช่วยพ่อทำรถดีกว่า” บุ๊คยิ้มอย่างสนุก มีความสุขมาก

เฌอฟ้าบอกว่าบุ๊คต้องเป็นคนดูแลแทนตนด้วย เพราะตนจะกลับนิวยอร์กพรุ่งนี้แล้ว บุ๊คต้องคอยส่งรูปความคืบหน้าให้ตนด้วย บุ๊คมองเฌอฟ้าถามว่ากลับพรุ่งนี้หรือ พอเฌอฟ้าบอกว่าไฟลท์หกโมงเย็น บุ๊คก็ใจหาย

ooooooo

โครงการกิจกรรมหลังเลิกเรียนได้รับการต้อนรับอย่างคึกคักจากทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง

จุลมาสไปทำกิจกรรมกับลูกเพื่อลูก กิ่งแก้วก็ไปเต้นกับไททันที่เต้นไปแกนๆ ไม่สนุกนัก

ครูสอนให้ออกกำลังกายเต้นซุมบ้ากันคึกคักสนุกสนานแม้ว่าแม่ๆจะเงอะงะและเหนื่อยหอบกันแต่ก็อดทนเพื่อลูก

ครูชมว่าวันนี้ทุกคนเยี่ยมมาก วีหนึ่งเอาผ้าซับเหงื่อให้แม่แล้วชวนถ่ายรูปส่งไปให้ครูทรายดู แม่ลูกถ่ายรูปกันอย่างร่าเริงดูเป็นคนละคนกับเมื่อก่อน

ทรายดูรูปแล้วตอบกลับทันทีว่า “น่ารักมากค่ะ” ก็พอดีมีข้อความจากอลินเข้ามาว่า “คุยกับบุ๊คเข้าใจกันแล้ว ขอบคุณครูทรายมากนะคะ”

ทรายยิ้มอย่างสุขใจกับเรื่องดีๆที่ได้รับ ก็นึกเสียดายที่จะไม่ได้ทำงานนี้แล้ว แต่ก็มุ่งมั่นจะลุยต่อ พลันเสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ทรายมองไปเห็นเกริกฤทธิ์กับกวิตายืนอยู่หน้าบ้าน...

ทรายบอกเกริกฤทธิ์กับกวิตาว่า

“ที่จริงเหตุการณ์คืนนั้น คุณเกริกฤทธิ์ก็ได้เปิดใจให้อุ่นแล้ว คุณไม่ต่อว่า ไม่ซ้ำเติมแต่กอดเขา ปลอบเขาปกป้องเขาและสนับสนุนเขา ทรายคิดว่าอุ่นเขาสัมผัสได้ว่าตอนนี้คุณพ่อคุณแม่เปิดใจ เขาเลยกล้าที่จะลุกขึ้นมาสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น”

แม้ฟังทรายแล้วจะเริ่มเข้าใจขึ้น แต่เกริกฤทธิ์ก็ยังมีตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง ยอมรับว่าตัวเองยังไม่แน่ใจว่าจะรับได้หรือเปล่า พูดตรงๆว่า ตนยังงงอยู่ว่าลูกเป็นอะไร

“อุ่นเองก็ยังงงอยู่เหมือนกันค่ะว่าเขาเป็นอะไร เขาก็กำลังค้นหาตัวเองอยู่ค่ะ” เกริกฤทธิ์ถามว่าแล้วเราต้องทำยังไง “อยู่ข้างๆ รับฟัง ไม่คิดแทน ไม่ห่วงไปก่อน ไม่ตัดสิน เหมือนตอนที่เราดูเขาหัดเดิน หัดคลานถ้าเห็นว่าอันตรายก็ค่อยเข้าไปช่วย”

กวิตาบอกว่าแค่นี้เอง แต่เกริกฤทธิ์เห็นว่าเยอะ แต่ก็จะลองดูเพื่อลูก

เกริกฤทธิ์กลับถึงบ้าน เห็นอุ่นกำลังดูอัลบั้มรูปเก่าๆ ของครอบครัว ถามว่าทำอะไร

“กำลังหารูปตอนตัวเองเด็กๆ เพิ่งเห็นว่ามีแต่รูปใส่กระโปรงฟูฟ่อง ถ่ายกับรถสิบล้อ ไม่เข้ากันเลยอ่ะป๊า”

“แม่แกบอกว่าตอนเด็กๆอยากใส่แต่ที่บ้านไม่มีเงินซื้อให้ใส่ พอมีลูกก็เลยประโคมให้แกแทน ส่วนป๊าก็ชอบพาแกเดินดูงาน รูปมันก็เลยออกมาแบบนี้”

“แต่อุ่นชอบรถจริงๆนะป๊า อุ่นชอบตอนเดินดูงานกับป๊า เวลาป๊าเช็กรถ ตรวจรถ อุ่นชอบกลิ่นน้ำมันเครื่อง ชอบฟังเสียงเครื่องยนต์”

เกริกฤทธิ์พูดอย่างภูมิใจว่า อุ่นอายุแค่ 3-4 ขวบก็จำยี่ห้อรถแม่นมาก นั่งไปด้วยกันอุ่นบอกได้หมดเลยว่ารถข้างหน้ายี่ห้ออะไร อุ่นทึ่งตัวเองเหมือนกัน ถามว่าแล้วตอนนั้นป๊าคิดยังไง มันแปลกไหมที่เด็กผู้หญิงสนใจรถ เกริกฤทธิ์บอกว่าป๊าภูมิใจ เล่าขำๆว่าอวดเพื่อนตลอดเลยว่าลูกสาวจำชื่อรถได้ก่อนชื่อป๊ามันอีก

“ป๊า...ถ้าเรียนจบ ม.3 แล้วอุ่นไม่เรียนต่อสายสามัญ แต่ขอไปเรียนสายอาชีพ พวกเครื่องกล ป๊าจะโกรธหรือเปล่า” เกริกฤทธิ์อึ้งถามอย่างยังทำใจไม่ได้ว่า เอางั้นเลยหรือ “ก็อุ่นไม่ชอบเรียนสายสามัญ เรียนไปอีก 3 ปี มันทรมานนะป๊า อุ่นเคยไปเที่ยวช็อปพี่สิงห์ อุ่นชอบมากเลยอ่ะ มันดูน่าสนุก ถ้ามันมีสายอาชีพที่เรียนแบบนี้เลยอุ่นก็อยากไปเรียนเลย ไม่อยากเรียนสามัญ แล้วก็รอ TCAS เข้าวิดวะ มันเครียดอ่ะป๊า”

เกริกฤทธิ์เล่าขำๆว่าตอนอยู่ ม.3 ป๊าก็พูดแบบนี้กับอากง พี่ๆคนอื่นเขาเรียนเก่ง เรียนสายสามัญ ต่อมหา–วิทยาลัยกันหมด ป๊าขอไปเรียนเทคนิคอยู่คนเดียว แล้วป๊าก็พูดแบบนี้เป๊ะ

เกริกฤทธิ์เล่าแล้วหัวเราะขำ อุ่นขำ ถามว่าอากงตอบว่าไง เกริกฤทธิ์ร้องเสียงสูงบอกว่า

“ไม่ย้อม ทะเลาะกันบ้านแทบแตก”

“แต่ป๊าไม่เป็นแบบนั้นใช่ป่ะ บ้านไม่แตกนะ” อุ่นปะเหลาะขำกันทั้งพ่อทั้งลูก

บรรยากาศพ่อลูกคุยหัวเราะกัน รู้สึกดีทั้งพ่อและลูก อุ่นรู้สึกดีและเกริกฤทธิ์ก็สบายใจที่ไม่ได้เสียลูกไป ตรงกันข้าม กลับคุยกับลูกได้มากขึ้น สนิทสนมกันขึ้น แม้จะเริ่มรู้สึกว่าเหมือนตัวเองคุยกับลูกชายมากกว่าลูกสาวก็ตาม

ไออุ่นขอบคุณแอนเน่ที่ช่วยให้ตนรอดมาได้ แอนเน่เตือนว่าคราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก บอกไออุ่นว่าดีใจด้วยที่เคลียร์กับป๊าแล้ว ปรารภอย่างกังวลว่า

“อยากให้ป๊าฉันไปคุยกับครูทรายบ้างจัง ถ้าไม่มีครูทราย จะมีใครมาช่วยเราอีกไหมอ่ะแก”

“ไม่รู้ว่ะ” ไออุ่นและแอนเน่มองหน้ากันเซ็งๆ ต่างก็คิดถึงครูทรายมาก

ooooooo

สักทองเห็นทั้งผู้ปกครองและนักเรียนพากันมาหา ทรายไม่เว้นแต่ละวัน แซวทรายว่าไม่ได้ไปทำงานแต่ดูเหมือนงานมันเยอะกว่าเดิมอีก ทรายตอบอย่างมีความสุขว่างานก็คืบหน้า เคลียร์ไปได้หลายเรื่องแล้ว

“เคลียร์ให้คนอื่น แล้วเรื่องตัวเองเคลียร์หรือยัง ...ทรายรู้ไหมปัญหาอะไรที่แก้ยากที่สุด”

“ปัญหาของตัวเองค่ะ”

“ใช่...แก้ปัญหาคนอื่นได้สารพัด แต่ปัญหาตัวเองแก้ย้าก...ยาก แต่ก็ไม่แน่นะ บางทีอาจจะไม่ยากเหมือนที่เราคิดก็ได้”

พอดีมีสายเข้ามือถือของทราย พอสักทองเดินไปทรายจึงกดรับ เป็นสายจากกรนั่นเอง กรถามว่า

“คุณทำอะไรอยู่” ทรายบอกว่านั่งคุยกับพ่อแต่พ่อขึ้นห้องไปแล้ว ย้อนถามว่าแล้วเขาล่ะทำอะไรอยู่ “ถ้าบอกว่า...คิดถึงคุณอยู่ จะเลี่ยนไหม”

ทรายยิ้มเมื่อได้ยินคำหวานๆจากกรเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆ กรย้ำถามอีกว่า

“แล้วคุณ...คิดถึงผมไหม” ถามแล้วรีบดักคอ “เดี๋ยวๆ ถ้าคุณตอบว่าไม่นี่ ผมเสียใจนะ”

“จะฟังไหมคะ”

“ถ้าฟังแล้วผมไม่เสียใจ...ก็อยากฟังนะ”

“คิดถึงค่ะ”

“กลับมาบ้านเราไหม...เดี๋ยวผมไปรับ” กรอ้อนแต่พอฟังทรายตอบก็ยิ้มแหย

“ยังค่ะ เพราะถ้าทรายกลับไป มันก็อาจจะดีในช่วงแรก แต่เดี๋ยวเราก็จะมีปัญหาเรื่องเดิมๆอีก”

กรถามว่างั้นทรายคิดว่าตนควรจะคุยกับใคร นัดมาได้เลย แล้วพูดต่ออย่างรู้สึกผิดว่า

“ผมรู้ว่าที่ผ่านมา ผมไม่ใช่สามีที่ดี ผมเอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาปนกันมั่วไปหมด แต่การแยกกันอยู่ทำให้ผมรู้ว่า คุณสำคัญกับผมมากจริงๆนะทราย...ผมอยากจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

“ค่ะ...เริ่มใหม่นะคะ”

ทรายกับกรต่างดีใจกับการเริ่มต้นใหม่ ต่างรู้สึกดี และมีกำลังใจ

ในที่สุดปัญหาก็ไม่ได้ยากอย่างที่สักทองพูดจริงๆ เพราะต่างมีใจที่ดีต่อกัน

ooooooo

วันนี้วีต้องไปโรงเรียนแล้ว ไวทินเอารถตู้มารับ จุลมาสถามวีว่าพร้อมไหม วีบอกพร้อมแล้วโผกอดขอบคุณแม่แล้วเดินไปที่รถด้วยกัน

จุลมาสนัดเย็นนี้เราทำหมูกระทะกินกันเพราะไม่ได้กินมานานแล้ว วีบอกจะชวนพ่อกับน้าแก้วมาด้วย จุลมาสบอกให้ชวนไททันมาด้วย พอดีเดินมาถึงรถ วีสวัสดีแม่แล้วขึ้นรถไปไหว้ไวทินกับกิ่งแก้วที่นั่งรออยู่ กิ่งแก้วกับจุลมาสต่างไหว้และรับไหว้กันด้วยความรู้สึกที่ดี

พีทที่ได้รับการฝึกอ่านสีอารมณ์และนับเลขสงบสติอารมณ์มาระยะหนึ่ง ทั้งพีทและตายายกับโมต่างสนุกกับการฝึก บรรยากาศในบ้านรื่นรมย์สนุกสนาน ผิดกับเมื่อก่อนที่มีแต่เสียงอาละวาดร้องโวยวาย

วันนี้ตากับยายส่งพีทไปโรงเรียนบอกว่าเย็นนี้จะมารับกลับ พีทรับคำและยกมือไหว้ แล้ววิ่งไปที่สนามเด็กเล่นที่เพื่อนๆกำลังเล่นกันอยู่ แต่พอตากับยายหันหลังก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ดๆ ตายายตกใจหันไปมองนึกว่า เสียงพีท

แต่กลับเห็นพีทยืนปลอบน้ำซุปที่กรี๊ดและร้องไห้อยู่ พีทถามน้ำซุปว่าเป็นอะไร โกรธอะไร น้ำซุปฟ้องว่าถูกกำปั้นผลัก พีทบอกน้ำซุปให้หายใจเข้าลึกๆและนับหนึ่ง...แล้วหายใจออกนับสอง...หายใจเข้านับสาม...

น้ำซุปทำตามที่พีทบอกอย่างว่าง่าย เพื่อนเลยพร้อมใจกันนับสี่...ห้า...และหายใจเข้าออกตามจังหวะกลายเป็นเรื่องสนุก ครู่หนึ่งก็หัวเราะและวิ่งเล่นกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตากับตายมองทึ่ง ยืนอึ้ง แล้วหันมองหน้ากันขำๆ แบบ “เออออ...แบบนี้ก็มีด้วย” ตากับยายยิ้มโล่งอก ยืนดูเด็กๆเล่นกันอย่างมีความสุข

ooooooo

ฆ้องวงศ์ถูกเรียกไปที่ห้องฝ่ายปกครองที่ครูน้อยกับกองพลนั่งอยู่ก่อนแล้ว ครูน้อยบอกว่าครูคุยกับคุณกองพลเรื่องที่เราแกล้งใบพัด ฆ้องวงศ์ถามว่าจะโดนพักการเรียนไหม

“ตามกฎต้องโดน แต่คุณกองพลเห็นใจเพราะเห็นว่าช่วงนี้ใกล้สอบก็เลยไม่เอาเรื่อง”

“ลุงไม่เอาเรื่องนะ เพราะลุงเห็นแล้วว่าการลงโทษมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เราก็ยังไม่หยุดแกล้งใบพัดอยู่ดี แล้วถ้าลงโทษให้พักการเรียนไปตอนนี้ จะส่งผลต่อการสอบปลายภาค จะยิ่งทำให้เกลียดกันใหญ่โต”

กองพลพูดถึงเหตุผลที่ไม่เอาโทษ ฆ้องวงศ์ฟังแล้วกลับรู้สึกผิด ครูน้อยเสริมว่า

“ถึงคุณกองพลไม่เอาเรื่อง แต่เธอรู้ใช่ไหมว่าเธอทำให้เพื่อนเจ็บ แล้วก็ไม่ได้ไปแข่งดนตรีด้วย”

ฆ้องวงศ์ถามว่าหายไม่ทันหรือ ครูน้อยกับกองพลส่ายหน้าทำให้ฆ้องวงศ์ยิ่งรู้สึกผิด เริ่มสำนึก

ooooooo

วันนี้ครูป้องเอาแฟ้มของพีท ใบพัด ไออุ่นและวีหนึ่งเข้ารายงานกรที่ห้องทำงานถึงความคืบหน้าของเด็กในโครงการ “ผูกสาแหรก” ว่า

“เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการไปในทางที่ดี ผมเริ่มประเมินพฤติกรรม เริ่มจากบุ๊ค พีท วี ส่วนใบพัด ผมจะรีบทำหลักสูตรสำหรับปีหน้า สำหรับเคสของอุ่นคงต้องขอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน”

“โอเคได้ คุณปรึกษากับทรายเลยเรื่องผู้เชี่ยวชาญ” ครูป้องสะดุดแปลกใจที่กรพูดถึงทราย “ส่วนเรื่องรายละเอียด เดี๋ยวผมกลับไปอ่านเอง พอดีผมมีนัดต้องรีบไปก่อน มีอะไรไว้อัปเดตกันอีกที”

ครูป้องแปลกใจกับท่าทีรีบร้อนของกร รู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่สำคัญแน่

ที่แท้กรรีบไปหาหมอก้องที่ทรายนัดไว้ให้นั่นเอง

กรคุยกับหมอก้องอย่างเปิดใจสบายๆในห้องที่เป็นส่วนตัวว่า

“ผมเพิ่งเสียลูกไป ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียภรรยา...ผมไม่อยากเสียเขาไป”

“ทำไมคุณถึงคิดว่ากำลังจะเสียภรรยาไปครับ”

หมอก้องถามเหมือนคุยกันสบายๆในบรรยากาศกันเอง กรนิ่งไปก่อนตอบว่า

“เพราะผมรู้สึกว่าเขาไม่มีความสุขเวลาเราอยู่ด้วยกัน” หมอก้องถามว่าแล้วคุณเคยถามไหมว่าทำไมเขาถึงไม่มีความสุข กรตอบทันทีว่า “งาน...ผมว่าเพราะเรื่องงาน ผมใช้ให้เขาทำงานมากเกินไป”

กรชะงักเหมือนคิดอะไรได้ บอกหมอก้องว่า

“แต่ผมว่าไม่...ตรงกันข้าม เวลาทำงานเขาดูมีความสุข คงไม่ใช่เพราะเรื่องงาน”

ในการคุยกับหมอก้องวันต่อมา หมอก้องถามว่าแล้วตัวเขามีความสุขหรือเปล่า

“มีครับ...เป็นความสุขบนความกังวล กังวลว่าเขาจะไม่มีความสุขจนผมไม่มีความสุข พอผมไม่มีความสุข ผมก็ยิ่งกังวล คุณหมอเข้าใจผมนะครับ”

หมอก้องบอกไม่ต้องกังวลเรื่องหมอ เล่าต่อเลย กรคิดๆแล้วจึงพูดต่อแต่ก็ยังอยู่ในความกังวล...

“ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่หัวหน้าครอบครัวที่ดีผมดูแลเขาไม่ได้ ดูแลลูกไม่ได้ ผมกดดันตัวเอง และผมก็กดดันทราย จนสุดท้าย...เราสองคนก็ไม่มีความสุขจริงๆ”

กรทบทวนไปก็เริ่มค้นพบปัญหาของตัวเอง เมื่อมองเห็นว่าปัญหาเกิดจากตัวเอง กรยิ่งเศร้า ตำหนิตัวเองน้ำตาคลอ...

“ถ้าผมเป็นสามีที่ดีกว่านี้ ควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่านี้ มีความสามารถมากกว่านี้ ผมคงทำให้ทรายมีความสุขมากกว่านี้...ครอบครัวเราคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้... ผมเองที่ไม่ดีพอ”

วันต่อมากรยังคุยกับหมอก้องเรื่องเดิม หมอก้องปลอบใจว่า

“ไม่มีใครสมบูรณ์แบบนะครับ เราทุกคนต่างมีจุดบกพร่อง และเคยผิดพลาด ความเจ็บปวดมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา เป็น Learning Curve ที่ทำให้เราเรียนรู้”

หลังจากพูดให้กำลังใจแล้ว หมอก้องเริ่มพูดเพื่อบำบัด ซึ่งกรก็ฟังอย่างสงบ เปิดรับ

“โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ มันเป็นการเรียนรู้ของคนสองคน ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ถ้าร่วมมือกันแก้ปัญหาและผ่านไปได้ มันคือการสร้างภูมิคุ้มกัน มันคือการเรียนรู้ที่จะเดินไปสู่ความรักที่เข้มแข็งและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ใช่ภาพฝันที่ทุกอย่างต้องสวยงามและมีความสุข”

กรกลับบ้านแล้ว ดูภาพแต่งงานที่ติดอยู่ คำพูดของหมอก้องยังก้องในความรู้สึก

“เราทุกคนต่างต้องการมีชีวิตคู่ที่มีความสุข และยิ่งเราต้องการความสุขมากเท่าไหร่ เท่ากับเรากำลังสร้างความกดดัน ความคาดหวัง โดยที่เราไม่รู้ตัว”

คิดถึงคำพูดของหมอก้องแล้วกรคิดถึงตอนที่ทะเลาะกับทรายจนอึดอัด กดดันตัวเองร้องไห้ เสียงหมอก้องเหมือนตามมาชี้ทางออกให้ว่า

“แต่ถ้าคุณมีมุมมองใหม่ในการใช้ชีวิตคู่ คิดว่าการสร้างความรักที่เข้มแข็งคือการที่คนสองคนจับมือกันผ่านทั้งความสุขและไม่สุขไปด้วยกัน เรียนรู้กันและกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้กันและกัน”

กรมองรูปทรายตรงหน้า พึมพำอย่างมีความหวังเมื่อเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น...

“ไม่กดดัน ไม่คาดหวัง ผมจะทำให้ได้นะทราย...”

ooooooo

ทรายนั่งหน้าคอมพ์อยู่ในห้องรับแขกบ้านสักทอง คิดถึงเรื่องของตัวเอง แล้วพิมพ์เหมือนความคิดตกผลึกแล้วว่า

“...‘ความรักไม่มีอายุ’ ความรักเป็นสิ่งที่เดินเคียงข้างเรา ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ ความรักไม่เคยทอดทิ้งเราอยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นและเปิดใจให้ความรักเดินเข้ามาหรือเปล่า”

ทรายคิดถึงภาพที่พ่อกับแม่ และธรรมชนะกับครองพรคุยกันอย่างน่ารักในโอกาสที่ได้พบกัน สักทองกับน้ำทิพย์ชวนตากับยายว่า เหงาๆก็ทำขนมมาฝากขายที่ตลาดนัดกรีนมาร์เกตทุกเสาร์อาทิตย์ แต่ถ้าขายไม่หมดก็ต้องช่วยกันกินให้หมด คุยแล้วหัวเราะกันครึกครื้น ทรายที่เห็นผู้ใหญ่สองคู่คุยกันถูกคอก็พลอยยิ้มไปด้วย

ทรายคิดถึงภาพนั้นแล้วยิ้ม พิมพ์งานต่อ...

“ความรักในแต่ละช่วงวัยมีความงดงามที่แตกต่างกัน ความรักคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด”

ทรายคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างใบพัดกับอันยาที่ใบพัดเพิ่งเข้าใจความรักแบบเพื่อน...แล้วพิมพ์

“ความรักสำหรับวัยรุ่น คือการผจญภัยเข้าไปในโลกใหม่ที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก ตอนเป็นเด็ก...ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ทุกคนคือเพื่อน...เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น สมองฮอร์โมน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง “ความรัก” เริ่มปรากฏตัวขึ้น”

ooooooo

วันนี้เฌอฟ้าจะต้องบินกลับนิวยอร์กแล้ว อลินกับปราบมาส่งที่หน้าบ้าน อลินบอกว่าปิดเทอมใหญ่จะชวนบุ๊คไปเที่ยวที่โน่น เฌอฟ้าดีใจบอกว่าจะพาเที่ยวเอง ปราบบ่นบุ๊คว่าเลิกเรียนจะรีบกลับแต่ยังไม่เห็นมา

อลินเร่งเฌอฟ้าให้รีบไปเดี๋ยวจะตกเครื่องมีอะไรค่อยโทร.คุยกับบุ๊คก็ได้ เฌอฟ้าจึงขึ้นแท็กซี่ไป พออลินกับปราบหันหลังจะเข้าบ้าน บุ๊คก็นั่งมอเตอร์ไซค์มาถึง พอรู้ว่าเฌอฟ้าเพิ่งไป บุ๊คหน้าเสียที่มาส่งไม่ทัน แต่อึดใจเดียวรถแท็กซี่ที่เฌอฟ้านั่งก็วกกลับมา ปราบบอกบุ๊คว่า “พี่เขามาโน่นแล้ว รีบไปลาพี่เขาสิ”

“บุ๊ค!”

บุ๊คได้ยินเฌอฟ้าเรียกหันกลับไปถามว่าลืมของหรือ เฌอฟ้าบอกว่าเปล่า เห็นบุ๊คนั่งมอเตอร์ไซค์สวนเข้ามาเลยวกมา บุ๊ครีบเอาขนมที่ซื้อจากหน้าโรงเรียนให้ บอกว่าซื้อมาฝาก อร่อยที่สุดในย่านนี้เลยล่ะ เฌอฟ้าเลยให้สมุดที่เขียน Bucket List ให้บุ๊ค บอกว่า

“เป็นที่ที่พี่อยากไปเที่ยวในประเทศไทย มีบางที่ที่ไปแล้วก็จะขีดทิ้ง ส่วนที่ยังไม่ได้ขีดแปลว่ายังไม่ได้ไป พี่ให้บุ๊คเอาไว้ เผื่ออยากจะไปเที่ยวแทนพี่ แล้วก็ส่งรูปมาให้ดูด้วยนะ แล้วเจอกันที่นิวยอร์ก”

เฌอฟ้าบอกว่าตัดต่อคลิปไว้ให้ แต่ให้ตนไปก่อนค่อยเปิดดู จับหัวบุ๊คโยกอย่างเอ็นดูแล้วเดินกลับไปขึ้นรถ บุ๊คมองตามเศร้า พอนึกได้ก็สงสัยว่าเป็นคลิปอะไร ตะโกนถาม

“พี่เฌอ แล้วคลิปดูได้ที่ไหน?”

แต่เฌอฟ้านั่งรถไปไกลแล้ว ครู่หนึ่งก็ส่งข้อความเข้ามือถือบุ๊ค บุ๊คหยิบมาดูเป็นภาพแอบถ่ายที่เฌอฟ้าเก็บภาพบุ๊คกับพ่อแม่ไว้ ปิดท้ายด้วยคำพูดของเฌอฟ้าว่า

“ในโลกความเป็นจริง Game never over... You have the best team...Fighting!”

บุ๊คดูแล้วยิ้มซึ้ง ทรายพิมพ์ปรากฏการณ์นี้ในคอมฯด้วยรอยยิ้ม...

“เมื่อความรักปรากฏตัว...พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะเดินไปกับมันโดยไม่เจ็บปวด และรักษาความงามนั้นไว้...เพราะความรักยังวนเวียนอยู่รอบตัวเราแม้จะผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นไปแล้วก็ตาม...”

ooooooo

วันนี้ขณะครูชิชากำลังดูใบลาออกที่ถืออยู่ ครูป้องเข้ามาถามว่าดูอะไร

ครูชิชาตกใจบอกครูป้องให้เบาๆ เพราะตนกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะลาออกหรือไม่ เพราะแม่เพิ่งบอกมาว่าปีหน้าจะเปิดสอบครูผู้ช่วย สพฐ. แม่อยากให้ลองไปสอบดู ตนยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไงดี

“ถามใจตัวเองดู...จริงอยู่ ครูไม่ว่าสอนใครก็ต้องสอนเต็มที่ แต่ครูรัฐกับครูเอกชนก็ต่างกันหลายอย่าง ลองถามตัวเองว่าแบบไหนที่เราต้องการ แบบไหนที่เหมาะกับเรา พอได้คำตอบก็ลุยแบบไม่ต้องลังเล เพราะพี่เชื่อว่า ครูดี...อยู่ที่ไหนก็ดี! และเท่าที่ทำงานกับชามา อยู่ที่ไหนก็รุ่ง”

“ขอบคุณค่ะพี่ป้อง” ชิชายิ้มสดใสที่ได้คำแนะนำ ก้มมองใบลาออกในมืออีกครั้ง

ooooooo

ทรายพิมพ์ช่วงสุดท้ายของบทความก่อน กดโพสต์ด้วยความรู้สึกดี...

“ความรักที่ดีจะเป็นกำลังใจ เป็นพลังให้เราเดินผ่านทุกปัญหาไปได้”

พอทรายกดโพสต์เสร็จ น้ำทิพย์ก็เข้ามาพร้อมจานใส่ผลไม้นอกอย่างหรู บอกว่าแม่คุณกรให้คนรถเอามาให้ ทรายตาโตบอกว่าน่ากินจัง น้ำทิพย์ถามว่าทรายจะไม่กลับบ้านโน้นจริงๆเหรอ

กรก็ถูกนพลักษณ์ถามด้วยคำถามเดียวกัน กรบอกว่ากลับแต่ไม่ใช่ตอนนี้ ทรายอยากให้ตนรักษาระยะห่างสำหรับคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น นพลักษณ์ติงว่าเพิ่งแต่งงานแยกกันอยู่อย่างนี้ไม่น่าจะดี

“การเว้นระยะห่าง จะทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเห็นตัวเองเข้าใจตัวเอง และการกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งมันจะมั่นคงขึ้นนะครับแม่” นพลักษณ์ยังห่วง กังวล กรบอกว่า “แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมกับทรายเป็นไปในทางที่ดี แต่มันต้องใช้เวลา อย่างน้อยตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าทรายสำคัญกับผมมากแค่ไหน”

น้ำทิพย์ที่คุยอยู่กับทรายที่บ้านก็เห็นด้วยว่า บางทีเราจะเห็นค่าของบางอย่างก็ต่อเมื่อเราเสียมันไปแล้ว พูดกับทรายอย่างมีประสบการณ์ชีวิตว่า “ชีวิตคู่มันก็แบบนี้แหละลูก มีแบบทดสอบมาให้เราทำเรื่อยๆ”

กรเองก็บอกกับตัวเองอย่างมั่นใจว่า “หวังว่าครั้งนี้ผมจะสอบผ่าน”

กรอ่านเรื่อง “ความรักไม่มีอายุ” หน้าแฟนเพจทรายแล้วยิ้ม หยิบโทรศัพท์ส่งข้อความถึงทรายว่า

“ขอบคุณสำหรับความรักของคุณ...ที่เป็นกำลังใจให้ผมและทำให้ผมเดินผ่านปัญหาไปได้”

“ถ้าชอบโพสต์อย่าลืมกดไลค์กดแชร์นะคะ ลงชื่อ แอดมิน”

“กดไลค์ไม่พอ กดเลิฟเลย” แล้วส่งสติกเกอร์รูปหัวใจให้

“เลิฟรัวๆแบบนี้ฝันดีแน่ๆ Good night นะคะ”

กรยิ้มส่งสติกเกอร์ Good night กลับ แล้ววางมือถือปิดไฟนอน ทรายก็ปิดไฟนอนด้วยรอยยิ้มมีความสุข 

กรนอนด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นว่า

“หวังว่า...ครั้งนี้ผมจะสอบผ่านนะครับ”

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 20 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 1 ม.ค. 2513 07:00 2019-05-06T00:52:58+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ