ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

กลับถึงบ้าน ทรายในชุดนอนนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ พิมพ์ไปคิดไป ที่หน้าจอเป็นแฟนเพจ “กระดาษทราย”

“หลุมหลบภัยของบางคนคือดนตรี กีฬา การอ่านหนังสือ ถ้าเป็นหลุมหลบภัยที่ดี เด็กจะได้พักและอยู่กับตัวเอง พร้อมแล้วออกมาสู้กับความจริง แต่บางครั้งหลุมหลบภัยก็กลายเป็นหลุมดำที่ดึงดูดให้ถลำลึกลงไปจนพวกเขาหาทางกลับสู่ความเป็นจริงลำบาก”

ขณะนั้นกรเข้ามาโอบไหล่ถามทรายว่าทำอะไรดูจริงจังมาก ทรายบอกว่าเขียนบทความลงในแฟนเพจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ตอนนี้พ่อแม่สนใจอ่านเรื่องพวกนี้ เลยอยากลองเขียนบ้างเผื่อจะเป็นประโยชน์

กรหยอกว่าเขียนจริงจังหรือเขียนเล่น ทรายบอกว่าจะแบบไหนก็ไม่เสียงานที่โรงเรียนแน่นอน

กรถามเรื่องเด็กเมื่อเช้า ทรายบอกว่าตนทำรายงานส่งให้แล้วรออ่านพรุ่งนี้ ติงว่าไม่คุยงานที่บ้านโดยเฉพาะก่อนนอน กรตื๊อให้เล่ามาเถอะตนแยกแยะได้

“ไม่! แล้วก็ห้ามใช้ความเป็น ผอ.มาสั่ง เพราะตอนนี้ทรายอยู่ในฐานะภรรยาไม่ใช่ลูกน้อง...โอเคนะคะคุณสามี!” ทรายยิ้มอ่อนหวานแต่ชัดเจน จนกรต้องยอมรออ่านพรุ่งนี้ ทรายรีบ “กู๊ดไนท์...” แล้วเขียนต่อ...

“ผู้ใหญ่เองก็ควรจะมีหลุมหลบภัยของตัวเองเหมือนกัน เพราะเราต้องเจออุปสรรคชีวิตมากมาย ถ้ามีหลุมหลบภัยเอาไว้พักและตั้งสติ พร้อมแล้วออกมาต่อสู้กันต่อ...คุณเคยคิดไหมคะว่าหลุมหลบภัยของคุณคืออะไร”

ทรายหันมองกรเห็นนอนอ่านเอกสารอยู่บนเตียง ทรายยิ้มหันมากดปุ่ม “โพสต์” ที่หน้าจอแฟนเพจ “กระดาษทราย” และโพสต์แรก ทรายปิดคอมฯแล้วเดินมาที่เตียง นอนข้างๆกร กอดเขาไว้ กรหันมากอดตอบลูบหัวทรายยิ้มๆ ถามว่าเป็นอะไร ทรายบอกว่าไม่มีอะไร อยากกอด กรหันไปอ่านงานหน้าเครียดต่อ

“อ่านอะไรคะ” ทรายถามไปหาวไป

“รายละเอียดที่ต้องอธิบายให้ผู้ปกครองฟังในวันปฐมนิเทศโครงการห้องเรียนทดลองที่ทำกับครูป้อง เออ...ผมเพิ่งรู้ว่าเป็นเพื่อนเก่าคุณตอนมัธยม โลกมันกลมดีเนอะ แล้วตอนอยู่โรงเรียนคุณกับเขาสนิทกันไหม”

ถามแล้วทรายเงียบ กรถามย้ำว่าสนิทกันไหม เงียบอีก กรหันมองจึงเห็นว่าทรายหลับปุ๋ยไปแล้ว กรจึงวางเอกสารปิดไฟหัวเตียงนอน

ooooooo

ในวัน “ปฐมนิเทศผู้ปกครองโครงการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน” กรอยู่ที่หน้าห้อง เห็นผู้ปกครองลงทะเบียนกัน กรแต่งตัวลำลองแต่ยังดูเป็นพิธีการ สวัสดีทักทายบรรดาผู้ปกครองอยู่กับป้องเกียรติ

เมื่อเข้าห้องประชุมเล็ก กรอยู่ที่หน้าห้องประชุมท่าทางสบายๆ ส่วนผู้ปกครองบ้างยืนบ้างนั่ง ข้างๆห้องประชุมเป็นห้องเรียนชั้น ป.1/6 เด็กๆประมาณ 25 คนเล่นอยู่ในห้อง มีครูพี่เลี้ยงอยู่สองคน

กรพูดสบายๆว่า


“การสอนทุกวันนี้ แบ่งได้ 3 แบบ แบบแรกคือ ‘การบรรยาย’ เด็กจะจดจำและเข้าใจจากสิ่งที่ครูอธิบาย แบบที่ 2 คือ ‘การลงมือทำ’ ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ต้องได้มาจากประสบการณ์จึงเกิดการสอนแบบ ‘เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน’ พัฒนามาเป็น สเต็ม เอ็ดดูเคชัน ทั้งหมดเป็นการสอนที่ไม่เน้นการบรรยาย ครูตั้งโจทย์หรือสถานการณ์ที่น่าสนใจและเด็กเรียนรู้จากการลงมือทำศึกษาสถานการณ์นั้นๆด้วยตัวเอง...แบบสุดท้ายคือ ผสมแบบที่ 1 กับ 2 เข้าด้วยกัน”

กรมองผู้ปกครองแล้วพูดออกตัวยิ้มๆ

“ผมยิ่งพูดยิ่งวิชาการ เดี๋ยวจะจริงจังเกินไป เอา เป็นว่า...ให้ครูป้องเกียรติผู้รับผิดชอบโครงการนี้มาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนการสอนของเราในห้อง ป.1/6 นะครับ”

“ขอบคุณครับคุณกร” ป้องเกียรติยิ้มรับอย่างสุภาพ

ooooooo

ในห้อง ป.1/6 เด็กๆกำลังสนใจฟังครูพี่เลี้ยงที่กำลังทำกิจกรรม เด็กๆมองด้วยความสนใจ

ในกลุ่มเด็ก ‘พีท’ เด็กหน้าตาน่ารักตากลมโตแบ๊ว ผิวขาวสะอาด ท่าทางเป็นเด็กฉลาดน่าเอ็นดู นั่งอยู่กับเพื่อนๆ แต่หน้าง้ำอย่างไม่พอใจมาก พีทมองรอบๆอย่างแปลกแยก

ป้องเกียรติเริ่มบรรยายว่า

“เด็กทุกวันนี้มีความอดทนสั้น และไม่สามารถเรียนรู้จากความเบื่อหน่ายหรือสิ่งที่เขาไม่สนใจ ไม่ชอบ” ป้องเกียรติเห็นผู้ปกครอง ครูพี่เลี้ยงและเด็กๆฟังอย่างสนใจก็บรรยายต่อ “โลกเปลี่ยนไป พฤติกรรมคนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอาชีพและการทำงาน การเรียนรู้แบบ ‘ใช้โครงงานเป็นฐาน’ จะเน้นการกระตุ้นความคิด จุดประกายให้เกิดความสงสัย ค้นคว้าหาคำตอบ”

เด็กๆมองสิ่งที่ครูพี่เลี้ยงสาธิตอย่างสนใจ มีแต่พีทที่หน้าตาขัดใจมากขึ้นเรื่อยๆ มองหาตากับยาย

ooooooo

ขณะที่เด็กๆกำลังสนุกกับกิจกรรมกับครูพี่เลี้ยงอยู่นั้น พีทที่นั่งมองคนอื่นหน้างอง้ำก็แผดเสียง

“พีทจะหาตา!!”

พอพี่เลี้ยงกับเด็กๆหันมองก็ยิ่งแผดเสียง

“พีทจะหายาย!!!!”

พี่เลี้ยงรีบเข้าโอ๋ปลอบว่าคุณตากับคุณยายประชุมอยู่ให้รอก่อน พีทก็ร้องกรี๊ดๆแผดร้องเป็นชุด

“พีทจะหาตา! หายาย!! พีทจะกลับบ้าน!!!” แล้วลงไปชักดิ้นชักงอ พีทพยศจนพี่เลี้ยงต้องกันเด็กอื่นที่ตกใจและเริ่มร้องไห้ตามออกห่างและเข้าไปปลอบพีท

ที่ห้องประชุมผู้ปกครอง ธรรมชนะหรือนะคุณตา และครองพรหรือพรคุณยายของพีทได้ยินเสียงหลานร้องก็ลุกพรวด ยายพรวิ่งออกไปก่อนส่วนตานะหันไปขอโทษกรกับป้องก่อนวิ่งตามไป บรรดาผู้ปกครองในห้องมองตกใจ กรรีบบอก “เดี๋ยวผมไปดูเองครับ เชิญครูป้องต่อเลยครับ” แล้วตามออกไป

ยายพรโผเข้าโอ๋พีทให้รอแป๊บตากับยายยังประชุมไม่เสร็จ พีทก็เอาแต่ดิ้นร้องจะกลับบ้านไม่หยุด จนยายต้องเอาขนมมาล่อร้องบอกตาให้รีบเอาขนมมา

ตาหูตาเหลือกรีบหยิบขนมจากถุงผ้าให้


“คุณตาครับ” กรตามมาเห็นพยายามจะบอกอะไร แต่ทั้งตานะและยายพรวุ่นกับการโอ๋เอาใจหลาน บอกให้กินขนมก่อนเดี๋ยวตากับยายพากลับบ้าน

พีทดึงขนมจากยายงับกินทั้งน้ำตาและยังสะอึกสะอื้น แต่ไม่อาละวาดเพราะได้สิ่งที่ต้องการแล้ว

กรพยายามจะบอกตากับยายของพีทแต่ทั้งสองรุมกันโอ๋พีทจนไม่มีช่องจะพูด

ตานะกับยายพรโอ๋พีทจนสงบกินขนมทั้งที่น้ำตาเปียกแก้มท่ามกลางการโอ๋เอาใจของตากับตาย กรเห็นแล้วหนักใจ หันไปบอกครูพี่เลี้ยงขอเบอร์ติดต่อแม่ของเด็กแทน

พีทเป็นลูกของโมรากุลหรือโม เป็นผู้จัดการกองถ่ายละคร พ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตากับยายจึงต้องดูแลพีทเพราะแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูพีทเลย

โมเป็นคนบ้างานโผงผางแต่รับมือกับทุกปัญหาได้ดี พอโมรู้เรื่องพีทอาละวาดจนพ่อกับแม่ต้องพากลับบ้านก็โวยวายกลัวลูกจะถูกตัดสิทธิ์เข้าเรียนที่โรงเรียนนี้เพราะเป็นโรงเรียนที่เข้าไม่ง่าย

พรบอกว่าก็ดีแล้วเพราะพีทก็ไม่อยากย้ายโรงเรียนเหมือนกัน โมถามว่าแล้วพีทกินอะไรรึยัง แม่บอกว่า

ตากำลังป้อนอยู่เนี่ย โมก็โวยวายอีกว่าป้อนทำไม ให้พีทกินเอง แม่บ่นว่าไม่ป้อนมันก็ไม่กินแล้วจะทำยังไง

แม่ลูกเถียงกันเรื่องป้อนข้าวพีท โมว่ายิ่งป้อน

ยิ่งเคยตัว หิวขึ้นมามันก็กินเองแหละ พรไม่ยอมปล่อยให้หลานหิว บอกโมว่าถ้าไม่อยากให้ป้อนก็มาเลี้ยงเอง

ทันใดนั้นมีเสียงกระจกแตกดังมาก ทีมงานมาบอกว่ากระจกแตก โมขอวางสายกับพ่อแม่ ถามว่ากระจกบานไหน พูดเสียวๆว่า

“อย่าบอกนะว่ากระจกสีที่กั้นประตู แม่งแพงระยับเลยมึง” พอทีมงานบอกว่าก็บานนั้นแหละ โมก็สบถ “เวรกรรม” ทำท่าจะเป็นลม

พอพีทกลับถึงบ้านตาก็ป้อนข้าวให้ ยายก็เตรียมขนมให้ พีทนั่งดูการ์ตูนหัวเราะบ้างกรี๊ดบ้างตามอารมณ์ ปากก็คอยอ้างับอาหารที่ตาคอยป้อนและหลอกล่อให้กินเป็นระยะ ทั้งตานะและยายพรเลี้ยงดูประคบประหงมเอาใจพีทจนดูราวกับเทวดา!

“ความรักทำร้ายเด็กๆได้จริงๆเหรอคะ” ชิชาที่เพิ่งเข้ามาทำงานถามขึ้น

“อะไรที่มันมากเกินพอดี มันก็กลายเป็นผลเสียได้ทั้งนั้น” ทรายสรุป

แล้วจู่ๆอลินก็โผล่มาบอกทรายว่าวันนี้ทั้งพ่อทั้งลูกไม่มีใครยอมมาหาครูสักคนเลย ทรายอึ้งไปทันทีนึก “งานเข้า” อีกแล้ว

ชิชาไปเอาประวัติของบุ๊คมาให้ทรายแล้วออกไป ทรายดูประวัติของบุ๊คแล้วบอกอลินว่า ตั้งแต่เข้ามา

ตอน ม.1 ไม่เคยสร้างปัญหาอะไร ไม่มีอะไรผิดปกติ

อลินหน้าเครียดเล่าความทุกข์ใจให้ทรายฟังว่าตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก เมื่อวานจนวันนี้เช้าก่อนตนออกจากบ้านลูกยังไม่ลุกไปไหนเลยนอกจากเข้าห้องน้ำ


ไม่กินไม่นอนถ้าตนไม่เอาข้าวไปวางไว้ตรงหน้าให้ก็คงไม่ลุกไปไหน น้ำก็ไม่ยอมอาบบอกว่าไม่ได้ไปไหนไม่สกปรก ไม่ต้องอาบก็ได้ ตนไม่อยากให้ลูกติดเกมแบบนี้

ทรายบอกให้ใจเย็นๆเพราะเด็กเล่นเกมมีอยู่ 3 ระดับ เริ่มจากชอบ มาคลั่งไคล้คือหมกมุ่นจนไม่ทำกิจกรรมอื่น จนระดับ 3 คือการติด จนไม่ทำหน้าที่เช่น ไม่ไปเรียน ไม่อ่านหนังสือ เงินหมดไปกับเกม

ทรายมอบแบบสอบถามที่จิตแพทย์ศึกษามานานมาก แต่ละคำถามมี 4 คำตอบคือ ใช่เลย น่าจะใช่

ไม่น่าใช่ และไม่ใช่เลยให้อลินไปดู

ทรายถามข้อแรกว่าในช่วงนี้ลูกสนใจหรือทำ

กิจกรรมอย่างอื่นน้อยลงมาก ข้อสองลูกเล่นเกมดึกมากจนไปเรียนไม่ไหว ข้อสามกลุ่มเพื่อนของลูกชอบเล่นเกมเหมือนกัน ทั้งสามข้ออลิน “ขอข้าม” หมด เพราะไม่รู้สภาพของลูก ส่วนข้ออื่นๆรวมทั้งพฤติกรรมของลูกที่เปลี่ยนไปอลินไม่รู้เลย ตอบแล้วก็รู้สึกผิดที่ตัวเอง

ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูกเลย เพราะตั้งแต่เลิกกับปราบ บุ๊ค

อยู่ประมาณ ป.6 ตนไปทำงานต่างประเทศหาเงินส่งมาให้ลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อจะได้มีสังคมและเพื่อนที่ดี แต่นี่กลับเอาแต่เล่นเกม กลับมาเจอกัน นอกจากลูกไม่พูดด้วยแล้ว หน้าตนลูกก็ยังไม่มองเลย

“พ่อแม่ให้สิ่งที่ ‘เราคิดว่า’ ดีที่สุดกับลูก แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ของราคาแพงอาจจะไม่มีค่าเท่ากับ ‘เวลา’ ที่พ่อแม่มีให้เขา อ้อมกอด รอยยิ้ม การรับฟังในเวลาที่เขาต้องการพูดกับใครสักคน”

อลินอึ้ง จุก คิดตามสิ่งที่ทรายพูดกับความเป็นจริงของตัวเอง

“4-5 ปีที่ผ่านมา คุณกับบุ๊คไม่ได้มีการสื่อสารกันเท่าที่ควร เป็นช่วงที่บุ๊คกำลังเปลี่ยนจากการเป็นเด็กมาเป็นวัยรุ่น ช่วงนี้สำคัญมากนะคะ ถ้าเราไม่ได้ให้เวลา ไม่ได้อยู่กับเขา มาเจออีกที...เหมือนคนละคน...ความห่างอาจจะทำให้เกิดความไม่คุ้นเคยขึ้นได้ ตอนนี้คุณ

ก็กลับมาแล้ว น่าจะใช้เวลาช่วงนี้สร้างความคุ้นเคยให้กลับคืนมา”

อลินฟัง คิด และเริ่มเห็นด้วยกับทราย

“ส่วนเรื่องแบบสอบถามชุดนี้คนที่น่าจะตอบได้ดีที่สุดคือคุณปราบ เพราะคุณพ่ออยู่กับบุ๊คมากที่สุด”

แต่พออลินเอาให้ ก็ถูกปราบตะเพิดใส่ว่าไม่ไป! แล้วก็ไม่ทำไอ้แบบสอบถามอะไรนี่ด้วย! ซ้ำโทษว่านับแต่เธอกลับมาทำให้ชีวิตวุ่นวายไปหมด ตนอยู่กับลูกดีๆ ลูกก็แค่เล่นเกมมันไม่ได้ไปปล้นไปฆ่าใครที่ไหน

อลินขอให้ปราบเปลี่ยนเวลาทำงานจากกะดึกมาเป็นกะปกติจะได้ดูแลลูกเรื่องหลับนอนเรื่องไปโรงเรียนได้หรือไม่ ปราบย้อนถามว่าแล้วทำไมเธอไม่ลาออกจากงานที่เมกามาเลี้ยงลูกเอง มาทำงานในประเทศไทยเหมือนแม่คนอื่น เห็นอลินชะงักก็เย้ย “ทำได้รึเปล่าล่ะ”


เห็นอลินเงียบ ปราบได้ทีปรามว่า ตัวเองทำไม่ได้ก็อย่ามาขอให้คนอื่นทำ แล้วผลุนผลันไปทำงานเลย

อลินคิดถึงที่ทรายว่าความห่างทำให้เหมือนคนแปลกหน้า และเมื่อเธอกลับมาแล้วก็น่าจะใช้เวลาช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์ สร้างความคุ้นเคยให้กลับมา

แต่เมื่อเข้าไปหาบุ๊คที่เล่นเกมอย่างด่ำลึกเหมือนตัวเองเป็นเทพเอเชี่ยนในเกม อลินไปยืนใกล้ๆ บุ๊ครู้สึกว่าแม้ร่างจะใกล้กันแต่ใจนั้นห่างกันไกลแสนไกล

ooooooo

วันนี้กองพลแต่งตัวเนี้ยบ ทุกอย่างในตัวมีแต่ของแบรนด์เนม เพราะรักอิสระ รักสนุกไม่ชอบการผูกมัดจึงรักษาความโสดมาจนถึงวัย 50 มีอาชีพเป็นเซลส์ขายประกันชีวิตแบบกลุ่ม กำลังนั่งคุยกับกรและสมภพที่ห้องทำงานของกรในโรงเรียน

หลังจากคุยเรื่องการทำประกันครูโรงเรียนรัฐบาลแล้ว กองพลเล่าว่าตอนนี้โรงเรียนเอกชนหลายแห่งก็คิดเหมือนคุณกรคือทำประกันสุขภาพหมู่ให้ครู ซึ่งตนทำตารางเบี้ยประกันมาให้เลือกแล้ว หยอดคำหวานตามแบบฉบับว่า ใครได้เป็นครูโรงเรียนคุณกรนี่สบายเลยเพราะเจ้านายใจดี รักลูกน้องสุดๆ

ก่อนกลับ กองพลมอบส้มเดกโกปองเกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่นให้บอกว่าอร่อยมากให้สมภพกับกร สมภพขอบใจแต่ไม่ต้องก็ได้เพราะดูท่าจะแพง

“โอ๊ย...นิดหน่อยครับพี่ ไม่แพงอะไรเลยครับ” กองพลหัวเราะสบายๆ

แต่ที่แท้เมื่อวานที่ไปซื้อส้มที่วางอยู่ในซุปเปอร์–มาเกตแพ็กละ 2 ลูกหยิบมา 5 แพ็ก พอจัดเข้ากระเช้าเล็กๆ กองพลดูราคาแล้วถึงกับช็อก เพราะส้ม 10 ลูกราคาเกือบสองพัน! เมื่อหยิบมาแล้วก็ไม่ยอมเสียหน้าควักบัตรเครดิตออกมาดูว่าใบไหนยังใช้ได้ จ่ายแล้วหิ้วกระเช้าออกมาบ่นอุบอิบ

“ส้มอะไรวะลูกละเกือบสองร้อย”

ขณะนั้นเองกองพลได้รับโทรศัพท์ ตอบปลายสายไปว่าตนคือกองพลมีน้องสาวชื่อพิณแก้วและน้องเขย

ชื่อนโรธ ฟังปลายสายแล้วเขาตกใจโพล่งอย่างลืมตัว...

“อะไรนะครับ ทั้งสองคนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต!!!”

สมภพกับกรได้ยินถึงกับอึ้ง

คืนนี้...สมภพ กร และทรายไปงานศพที่จัดเล็กๆ มีแขกไม่มาก กองพลขอบคุณสมภพที่ช่วยเป็นธุระเรื่องจัดงานให้ ลำพังตนคงไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง บ่นลอยๆว่าคนไม่มีครอบครัวไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไรที่ต้องทำเรื่องพวกนี้เลย

เมื่อสมภพถามถึงญาติ กองพลบอกว่าตนมีแค่สองพี่น้อง น้องเขยก็เป็นลูกคนเดียว ตนกับน้องสาวก็นานๆคุยกันที รู้ว่าเขามีลูกชายคนหนึ่งชื่อ ‘ใบพัด’ เคยเจอตอนเด็กๆ

แล้วกองพลก็ต้องช็อกเป็นครั้งที่สองเมื่อทนายแจ้งว่าพ่อแม่ของใบพัดหรือนายกายภัทรให้มาอยู่กับตน กองพลปฏิเสธพัลวันว่าตนอยู่กับใครไม่ได้แม้แต่แฟนยังอยู่กันไม่ยืด แต่พอทนายพูดถึงพินัยกรรมที่จะยกทรัพย์สินให้ 1 ใน 4 ถ้าดูแลใบพัดจนบรรลุนิติภาวะ กองพลก็ชะงัก


กองพลถามว่า 1 ใน 4 มันเท่าไหร่ พอรู้ว่าประมาณ 10 ล้านก็อึ้งคำนวณว่าอีกแค่ 3-4 ปี ใบพัดก็จะบรรลุนิติภาวะแล้ว บอกตัวเองว่า

“เอาวะ แค่ 3-4 ปีแป๊บเดียว!”

กองพลจึงติดต่อไปยังมิลัน อาจารย์สอนเปียโนใบพัดมาตั้งแต่เด็กและเมื่อพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุ

เสียชีวิตก็รับดูแลใบพัด ใบพัดอยู่กับมิลันเล่นเปียโนเพลง “Moonlight Sonata” อย่างมีความสุขเหมือนไม่มีเรื่องพ่อแม่เสียชีวิต เมื่อได้เล่นเพลงนี้จิตวิญญาณของใบพัดเหมือนถูกดูดเข้าในบทเพลง สู่อีกโลกหนึ่ง

มิลันนัดกองพลว่าพรุ่งนี้จะพาใบพัดนั่งเครื่องไปพบกันที่สนามบิน

กองพลไปรอรับใบพัดแต่เพราะเคยเห็นแต่ตอนเด็กจึงจำไม่ได้ต้องเปิดดูไลน์ภาพปัจจุบันดูยิ้มสดใสเป็นปกติ ก็สบายใจว่าคงอยู่กันไม่ยาก เอาวะ 3-4 ปี 10 ล้านเหนาะๆ

แล้วกองพลก็ติดต่อไปทางโรงเรียนเปี่ยมคุณฝากหลานเข้าเรียน กรยินดีแต่ขอตรวจเอกสารอีกที

ที่แท้ใบพัดเป็นเด็กที่พูดจาซ้ำๆย้ำๆ ไม่สบตาคนอื่น และดูเป็นเด็กไม่มีมารยาทในบางเวลาเช่นเวลาคุยกับใครก็คุยแบบประชิดตัว ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ไม่ชอบเสียงดัง แต่ปกติแล้วดูเขาเป็นเด็กปกติไม่พูดโกหก

เมื่อมิลันพามาถึงสนามบิน หาตั๋วขากลับของตนไม่เจอจึงไปค้นที่กระเป๋าปล่อยให้ใบพัดยืนอยู่คนเดียว กองพลเดินมาเจอใบพัดก็ร้องเรียกตื่นเต้นดีใจ ทักว่า

โตเป็นหนุ่มแล้วจำแทบไม่ได้เลย แล้วจะเข้ากอด

ใบพัดไม่รู้จักกองพล มองอย่างระแวง พอกองพลเข้าไปกอดก็ร้องลั่น

“อ๊ากกกกก”

กองพลพยายามบอกว่าตนเป็นลุง แต่ใบพัดไม่รับรู้ตกใจร้องเป็นโน้ตขึ้น กองพลช็อก ผงะพึมพำ

“เป็นอะไรของมันวะ”

พอดีมิลันกลับมารีบเข้าไปกอดใบพัด ใบพัดจึงเริ่มนิ่ง หลับตา แล้วโยกตัวไปตามโน้ตเพลง มิลัน

กอดและลูบหลังใบพัดเบาๆ หันมาทักกองพลที่ยืนงง

“สวัสดีค่ะ คุณกองพลใช่ไหมคะ”

“ใบพัดเป็นอะไรครับครู” กองพลถามงงๆ มิลันชะงักกึกอึกอักเหมือนไม่อยากตอบ

ooooooo

แต่พอพาใบพัดมาที่บ้าน กองพลก็ตกใจ มึนงง จนต้องโทร.ไปปรึกษาสมภพ สมภพโทร.บอกกรกับทรายเพราะเชื่อว่าทรายจะวิเคราะห์ได้

คืนนี้กรกับทรายจึงไปที่บ้านกองพล ซุ่มดูพฤติกรรมของใบพัด

ภาพที่เห็นคือใบพัดไม่ยอมเข้าบ้าน ไปนั่งที่กำแพงปูน โยกตัวไปมา เอาหัวโขกกำแพง พึมพำเป็นตัวโน้ตเพลงเบาๆ ดูงุ่นง่านอย่างไม่รู้จะระบายออกยังไง

กองพลถามกรกับทรายว่าใบพัดเป็นอะไร เล่าเหตุการณ์ที่สนามบินให้ฟังว่าอาละวาดจนตนตกใจ ครูมิลันบอกแค่ว่าใบพัดเป็นคนเข้ากับคนยาก อยู่ด้วยกันสักพักก็ชินไปเอง กรติงว่าไม่น่าจะแค่นั้น กองพลถามว่าหลานตนเป็นบ้าหรือเปล่า

“ไม่ใช่แน่นอนค่ะ ทรายขอคุยกับคุณครูที่ดูแลใบพัดหน่อยได้ไหมคะ”


ทรายคุยกับมิลันแล้ว บอกกองพลว่าใบพัดมีอาการออทิสติก กองพลโวยเบาๆว่าแบบนี้ตนดูแลไม่ได้หรอก ทรายบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจ ตอนนี้เราต้องเอาใบพัดเข้าบ้านให้ได้ก่อน

ทรายถือเป้ของใบพัดเข้าบ้านรื้อเจอไอแพด บอกกองพลให้ต่อสายเข้าลำโพงเลย พอกองพลต่อสายเสร็จ ทรายบอก “แทร็ก 1 Moonlight Sonata”

พอเสียงเพลงดังขึ้น ใบพัดชะงักเงี่ยหูฟัง อาการค่อยสงบลง หลับตา ค่อยๆขยับตามโน้ตเพลง ความรู้สึกที่คุ้นเคยค่อยๆเกิดขึ้น และในที่สุดก็ลุกเดินเข้าบ้านเหมือนลอยตามเสียงเพลงเข้าไป

ทรายสรุปว่าจากที่คุยกับมิลันและดูจากเมื่อกี้ ใบพัดมีอาการออทิสซึ่ม น้องเป็นเด็กออทิสติก บอกกองพลอย่าเพิ่งเครียด เพราะออทิสติกมีหลายแบบ เราสามารถใช้ชีวิตอยู่กับเขาได้ กรเสริมว่าอย่างน้อยเราก็เรียนรู้ว่าเพลงที่เปิดเมื่อกี๊ทำให้ใบพัดสงบลงได้ ทรายก็บอกถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้เลย

“ขอบคุณคุณกรกับคุณทรายมากครับ ตอนนี้ผมยังคิดไม่ออก แต่คิดว่าต้องมีแน่ๆ”

พอทั้งสองกลับไปแล้ว กองพลบ่นอย่างอัดอั้น “ดูภายนอกก็ปกติดี ทำไม...ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้วะ”

ฝ่ายอลินดูบุ๊คที่ไม่ยอมลุกไปไหนวันนี้ ดูรูปบุ๊คตอนเด็กๆที่สดใสร่าเริง แล้วพึมพำทำใจไม่ได้

“ทำไมลูกถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้”

อีกบ้านคือโมรากุล โมยืนมองดูรูปพีทที่หัวเราะร่าเริงสดใสแล้วนึกถึงคลิปตอนที่พีทพยศลงไปนอน

ชักดิ้นชักงอก็พึมพำ...

“เมื่อก่อนก็ดูปกติดี ลูกฉันเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง...”

สามบ้าน สามคน ต่างคิดหนักกับตัวตนแท้จริงของลูกตัวเอง...หนักใจ จะทำยังไงกันต่อไป...

ooooooo

ฝ่ายกองพลก็สังเกตใบพัดอย่างหนักใจเห็นจัดห้องนอนจัดแล้วจัดอีกเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนกองพลมองแล้วพึมพำ

“มันจะจัดอะไรนักหนาวะเนี่ย จัดตั้งนานยังไม่เสร็จอีก” แล้วเรียกเสียงดัง “ไปกินข้าวได้แล้ว” ใบพัดไม่ตอบยังคงง่วนอยู่กับการจัดห้อง กองพลเดินไปหรี่เสียงเพลง เรียกเสียงดังกว่าเก่า

“ลุงเรียกไม่ได้ยินเหรอ ไปกินข้าว!!”

ใบพัดหันมา พุ่งเข้าไปหากองพล กองพบผงะ แต่ใบพัดไม่แตะต้องตัวกองพล เอื้อมมือไปเร่งเสียงเพลงให้ดังขึ้น แล้วกลับไปจัดของต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เฮ้อ...จะคุยกันรู้เรื่องไหมเนี่ย”

พอดีเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าดังขึ้น กองพลหยิบมาดูหน้าจอแล้วเดินออกไปรับข้างนอก

เป็นโทรศัพท์จากทรายโทร.มาถามสภาพของใบพัด กองพลตอบเสียงแจ่มใสว่า

“โอ้ย...ใบพัดสบายดีครับ ใบพัดอยู่กับผมไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างยังกะเด็กปกติเลยครับ” ทรายถามว่าตอนนี้ใบพัดทำอะไรอยู่ “กำลังจัดห้องอยู่ครับ หายากนะครับ เด็กผู้ชายที่จะทำงานบ้านแบบนี้ สมัยผมอายุเท่าเขาแม่ยังต้องคอยเก็บกวาดห้องให้อยู่เลย” พูดแล้วหัวเราะขำๆกลบเกลื่อน “แล้วเรื่องเข้าเรียนเป็นยังไงบ้างครับ ใบพัดจะเริ่มเรียนได้เมื่อไหร่ครับ”


“ทางเรากำลังศึกษาขั้นตอนการรับเด็กพิเศษอยู่ค่ะ แต่ที่แน่ๆทางโรงเรียนต้องมีการทดสอบก่อนค่ะถ้าผ่านการทดสอบก็เริ่มเรียนได้”

กองพลกังวล ถามว่าแบบทดสอบยากไหม ทรายตอบกลางๆว่า

“เป็นการทดสอบความรู้ตามระดับชั้นน่ะค่ะ ถ้าใบพัดมีความรู้อยู่แล้วก็ไม่ยาก...รายละเอียดเดี๋ยวทรายอธิบายให้ฟังอีกทีนะคะ”

กองพลรับคำเบาๆ มีแววกังวล ทรายอธิบายว่า

“คุณกองพลคะ เด็กออทิสติกแต่ละคนเขาจะ

ไม่เหมือนกันนะคะ อะไรก็ตามที่เราเคยเห็นในหนัง ในละครหรือจากเด็กออทิสติกคนอื่น ไม่ได้แปลว่าใบพัดจะเป็นแบบนั้นนะคะ”

กองพลเงียบ ฟังไปใจหวั่นไป

“เด็กออทิสติกร้อยคนก็ร้อยแบบ สิ่งที่เราต้องทำคือ สังเกตพฤติกรรมและลักษณะเฉพาะตัวของเขาให้เจอ ถ้าเรารู้ว่าใบพัดมีลักษณะเฉพาะยังไง มีกิจวัตรในชีวิต

ประจำวันแบบไหน เราก็จะเข้าใจเขาและสื่อสารกับเขาได้ค่ะ”

เห็นกองพลเงียบ ทรายให้กำลังใจว่า

“ส่วนเรื่องการทดสอบ ถ้ามีอะไรคืบหน้าทรายจะรีบบอกนะคะ สวัสดีค่ะ”

ทรายวางสาย มองกระดาษในมือแล้วยิ้มโทร.หาป้องต่อ พอป้องรับสายก็ถาม

“ป้อง จัดห้องเรียนเสร็จแล้วเดี๋ยวไปหา   ผอ.พร้อมกันนะ”

ooooooo

บรรยากาศก่อนวันเปิดเทอมในโรงเรียนเปี่ยมคุณคึกคักมีชีวิตชีวาและมีสีสวยสดใส ทุกหน้าห้องมีตารางสอนติด ครูจัดโต๊ะทำงานเตรียมทำงาน กรถามครูน้อยขณะเดินตรวจมาด้วยกันว่าเป็นครูมากี่ปีแล้ว

ครูน้อยบอกว่าเป็นมาสามสิบกว่าปี มากกว่าครึ่งชีวิตแล้ว กรถามว่ายังตื่นเต้นกับการเปิดเทอมหรือเปล่า ครูน้อยบอกว่าตลอดเลย ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ

“ครูไม่เบื่อเหรอครับ”

“ไม่เลยครับ เปิดเทอมใหม่ทีก็ได้เจอเด็กๆ ทั้งเด็กใหม่ เด็กเก่า การที่เราได้มองพวกเขาเติบโตขึ้น ถ่ายทอดความรู้ให้พวกเขาจบไปทีละรุ่น...ทีละรุ่น มันคือเสน่ห์ของการเป็นครูที่ผมไม่เคยเบื่อ”

กรมองครูน้อยยิ้มเอ่ยอย่างชื่นชมว่าถ้านักเรียนได้ยินสิ่งที่ครูน้อยพูด พวกเขาคงอยากมาโรงเรียน ครูน้อยหัวเราะอย่างมีความสุขบอกว่า “ผมก็อยากให้เป็นแบบนั้นครับ”

“เพราะโรงเรียนเรามีครูอย่างครูน้อย ทำให้ผมอยากทำโรงเรียนให้ดีที่สุด เพราะเราทุกคนแบกความหวังของผู้ปกครองไว้ พ่อแม่ส่งลูกมาที่นี่เพราะหวังจะให้ลูกมีอนาคตที่ดี...ผมไม่อยากทำให้พวกเขาผิดหวัง”

กรพูดกับครูน้อยแต่เหมือนตอกย้ำกดดันตัวเองในที ครูน้อยมองกรอย่างชื่นชมแต่ก็เป็นห่วงอยู่ลึกๆ

พรุ่งนี้จะเปิดเทอม วันนี้อลินเอาชุดนักเรียนมาแขวนไว้ในห้องบุ๊คอย่างปลาบปลื้มภูมิใจเหมือนแทนความผูกพันของตนที่มีต่อลูก มองไปในห้องพบแต่ความว่างเปล่า ที่หน้าคอมฯก็ไม่มีบุ๊ค ลองเรียกดูก็ได้ยินเสียงปราบตะโกนเข้ามาว่าอยู่ในห้องน้ำ


อลินหันขวับเห็นปราบเดินเข้ามาบ่นเสียงขุ่นว่า จะเรียกอะไรนักหนา กลับมาไม่กี่วันวุ่นวายฉิบเป๋ง อลินถามเสียงเขียวว่าบ่นอะไร

“เปล๊า...”

อลินหยิบแบบสอบถามที่วางอยู่ถามว่า แบบทดสอบที่ให้ทำไมยังไม่ทำ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าตกลง

ลูกเราติดเกมหรือเปล่า ปราบตอบอย่างไม่สนใจว่า “เออ ...ว่างๆจะทำให้”

อลินเสียงกระด้างว่าอย่ารับปากส่งๆ ถ้าให้ช่วยทำแค่นี้ทำไม่ได้ตนจะเอาลูกไปอเมริกา ถามว่าจะเอายังไง จะเสียเวลาทำนิดหน่อยหรือจะให้ตนเอาลูกไป ส่วนเขาก็ไปหาที่อยู่ใหม่เอาเอง

ปราบเสียงอ่อนลงทันทีว่าก็บอกแล้วว่าเดี๋ยวทำ บุ๊คมันไม่ได้เป็นอะไรหรอก ครูเขาก็บอกว่าเด็กเล่นเกมไม่ได้แปลว่าติดเกมทุกคน ดูสิตอนนี้มันเล่นเกมที่ไหน

อลินไม่เห็นบุ๊คที่โต๊ะ มองขวับไปที่ห้องน้ำอย่างเอะใจ

ที่แท้บุ๊คนั่งอยู่บนฝาชักโครก ใส่หูฟัง กำลังเล่นเกมอย่างเมามัน อลินมาทุบประตูเรียก บุ๊คกำลังเมามันกับเกมดึงหูฟังออกแต่สมองยังติดพันเลยตอบไม่ออก พอแม่ถามซ้ำๆว่าทำอะไรอยู่ ก็เผลอตอบ

“เล่น...ใกล้เสร็จแล้ว” บุ๊คยั้งปากทัน ทุบกำแพงอย่างขัดใจหงุดหงิด เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง

หันรีหันขวางว่าจะทำยังไงดี เลยเปิดน้ำราดผมเอาผ้าเช็ดตัวเช็ดๆ กดชักโครก แล้วเปิดประตูผลัวะออก

อลินมองบุ๊คถามอย่างจับผิดว่าทำอะไร ทำไมนานจัง บุ๊คเสียงห้วนว่าทำหลายอย่างแล้วจะเลี่ยงไป

“เดี๋ยว!”

“อะไรอีกล่ะแม่”

อลินผงะกับเสียงกระด้างนั้นแต่พยายามทำใจเย็น บอกว่าพรุ่งนี้ไปโรงเรียนให้ตั้งใจเรียน แม่เตรียมชุดนักเรียนไว้ให้แล้ว บุ๊คทำเสียงรับในคอ อลินจึงบอกว่าตนจะไปเยี่ยมยายที่พิจิตรสองสามวัน มีอะไรก็โทร.แล้วอย่าเล่นเกมมากนัก อย่านอนดึกด้วย บุ๊คตอบอย่างรำคาญว่า “รู้แล้วน่า!!!” แล้วเบี่ยงตัวเดินเลี่ยงไป

“มันจะหงุดหงิดอะไรนักหนา ตอนเด็กๆไม่เคยเป็น”

“นี่...” ปราบเดินกลับมาพูดต่อ “ฉันว่าเธอเครียดมากเกินไปแล้ว ลูกมันไม่ได้จะแย่อะไรขนาดนั้น อ่ะ ... ลองคิดดู ตั้งแต่เธอพาครูมาคุยกับลูกครั้งโน้น บุ๊คมันก็ไม่ค่อยอยู่หน้าคอมฯ”

ผิดโดยสิ้นเชิง! เพราะสิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่าง

ที่คิด ปราบบอกว่าเมื่อวานก็ขี่จักรยานไปหาเพื่อน เมื่อคืนก็นอนเร็ว เมื่อเย็นใช้ให้ไปตลาดมันก็ไป อลินติงว่าไปทีหายไปเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง

บุ๊คไม่ได้เล่นเกมอยู่หน้าคอมฯ แต่เปลี่ยนเป็นไปเล่นในร้านเกม เล่นจากมือถือในห้องน้ำ ที่ข้างถนน!


ปราบพูดอย่างมั่นใจในสิ่งที่ตนเห็นว่าอลินคิดมาก เดี๋ยวพอพรุ่งนี้เปิดเทอมไปโรงเรียนไม่มีคอมพิวเตอร์เดี๋ยวมันก็เลิกเองแหละ พูดแล้วปราบหยิบกระเป๋าไปทำงานเลย

ooooooo

ก่อนเปิดเรียนหนึ่งวัน ที่โรงเรียนติดตั้งเครื่องกระจายสัญญาณโทรศัพท์ ครูสุวัจน์ยืนรายงานกรว่า

“ผมติดตั้งเราเตอร์ ตัวกระจายสัญญาณไว-ไฟเพิ่มแล้วนะครับ และเพิ่มความเร็วเป็น 100 เมก ทางบริษัทจัดแพ็กเกจพิเศษให้เลยครับ”

กรถามว่ามันจะเพียงพอไหม ครูสุวัจน์ยืนยันว่าถ้าใช้ในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากก็อาจจะช้าหน่อยแต่บางชั้นที่มีเด็กโตเรียนเยอะ ตนจะติดเราเตอร์ 2 ตัวเลย

“เน็ตไม่กากแน่นอนครับ” ครูน้อยเสริมทำเอากรทึ่งที่ครูน้อยใช้ศัพท์วัยรุ่นมาก ครูน้อยหัวเราะแก้เขินบอกว่า “ผมได้ยินเด็กๆชอบบ่นกันครับ แต่แบบนี้รับรองว่าลื่นปรื๊ด ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 แน่นอนครับ”

“ดีครับ ผมจะได้ส่งแบบรายงานการใช้อินเตอร์เน็ตให้ทางหน่วยงานต้นสังกัด ครูสุวัจน์ครับ แล้วแบบนี้เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าเด็กๆใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลตามที่เราตั้งใจจริงๆ ไม่ได้เอาไว้เล่นเกมหรือดูอะไรที่มันไม่เหมาะสม”

“ตรงๆนะครับ...เราห้ามเด็กไม่ได้หรอกครับ ถ้าเปิดให้เขาเล่นก็ต้องทำใจ” คำพูดของครูสุวัจน์ทำเอากรสะดุดใจไม่เห็นด้วย แต่พอดีครูน้อยบอกว่าครูทรายมาแล้ว กรหันไปเห็นทรายเดินมากับป้องเกียรติ

กรยิ้มทักป้องว่า “ผมเพิ่งรู้ว่าครูป้องจบทางด้านการศึกษาพิเศษมาด้วย”

“ที่ผมไม่ได้บอกเพราะเห็นว่าที่เปี่ยมคุณไม่มีนโยบายรับเด็กกลุ่มนี้ แต่ตอนอยู่ที่โรงเรียนเก่าผมก็รับหน้าที่ดูแลเด็กพิเศษอยู่ด้วยครับ”

“ทรายคุยกับป้องเรื่องใบพัดแล้วนะคะ เราต้องให้แพทย์เฉพาะทางวินิจฉัยใบพัดว่ามีอาการออทิสติกจริงหรือเปล่า และอยู่ในระดับไหน”

กรติงว่าเรารู้อยู่แล้วว่าใบพัดเป็นออทิสติกจริงไม่ใช่หรือ ป้องบอกว่าถึงตนกับทรายจะพอดูออก แต่ที่ปรึกษาทางจิตกับครูไม่มีสิทธิ์วินิจฉัย กรถามว่าแล้วส่วนที่สองล่ะคืออะไร ป้องบอกว่าเป็นการทดสอบความรู้ทางวิชาการซึ่งจะต้องให้ทางฝ่ายวิชาการเป็นคนจัดการเพื่อดูความพร้อมทางการเรียน เพราะต่อให้เด็กเรียนเก่งแค่ไหนแต่ถ้าเขาเข้ากับเพื่อนไม่ได้ก็ไม่ได้อยู่ดี

กรฟังแล้วหนักใจ ครูน้อยสรุปงานที่จะต้องทำต่อไป ถามกรว่าแจ้งเรื่องนี้กับครูพรรณีหรือยัง กรส่ายหน้าหนักใจ ครูน้อยเสนอเชิงขออนุญาต

“เอ่อ...งั้นผมจะเป็นคนประสานกับฝ่ายวิชาการให้นะครับ”

กรพยักหน้า ทรายก็บอกว่าตนจะไปหาอาจารย์หมอที่รู้จักกัน คิดว่าภายในอาทิตย์หน้าน่าจะรู้ผล กรพยักหน้ารับรู้


ป้องเสนอว่าอยากไปเจอเด็ก เพราะได้ยินมาว่าเด็กเรียนอยู่กับบ้านมาตั้งแต่เกิด

“ผมรู้ว่ามันอาจจะฉุกละหุก ทุกอย่างมันดูรีบร้อน แต่ผมไม่อยากให้เด็กเสียโอกาสทางการศึกษา และทาง

เราเองก็ได้โอกาสเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน ถือว่าทำเพื่อเด็ก แล้วก็ทำเพื่อโรงเรียนของเรา”

ทุกคนยิ้ม รับปากพร้อมกัน โดยเฉพาะทรายมองกรอย่างชื่นชม ป้องมองทรายแอบเจ็บเบาๆ...

ooooooo

กรขอบคุณทุกคนโดยเฉพาะทรายที่ช่วยแก้ปัญหาหนักใจต่างๆ โดยเฉพาะหาครูเฉพาะทางมาได้ทันก่อนโรงเรียนเปิดเทอม จนยกทรายให้เป็น “ภรรยาอเนกประสงค์”

ทรายทุ่มเทให้กับการเตรียมเปิดเทอม เพราะการเปิดเทอมใหญ่เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะทรายที่อยู่ในฝ่ายกิจกรรมพิเศษต้องเตรียมรับมือกับเด็กๆที่มาโรงเรียนด้วยความกังวลที่แตกต่างกันสารพัดแบบ

คืนนี้ทรายจึงทำเพจ “หลุมหลบภัย” เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากความกังวลของเด็กๆ ทรายพิมพ์ประโยคสุดท้ายว่า

“แต่ไม่ว่าเราจะมีความกังวลแบบไหน อย่าปล่อยให้ความกังวลทำให้เราหมดสนุกนะคะ เพราะสิ่งที่เป็นความรู้ในตำรา แต่เป็นบทเรียนใหม่ของชีวิต ขอให้ทุกคนสนุกกับเทอมใหม่ให้มากที่สุดนะคะ”

ในวันเปิดเทอม...ปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กอยู่บ้านแล้ว...

พีท...เด็กที่เอาแต่อารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่สนใจคนอื่นไม่รู้จักการเข้าสังคม พอวันนี้ต้องไปโรงเรียนก็งอแงพยศไม่ยอมไปโรงเรียน โมใช้ไม้แข็งสั่งและบังคับ ทำให้พีทยิ่งต่อต้าน ตานะกับยายพรที่โอ๋เอาใจหลานราวกับเทวดา ดาหน้ามาโต้เถียงกับแม่โม พีทสมใจที่ตากับยายทำตามใจตน

โมต้องรีบไปทำงาน บอกพ่อกับแม่ว่าต้องทำให้พีทไปโรงเรียนให้ได้ ถ้าพีทไม่ไปโรงเรียนจะตัดเงินเดือนเดือนนี้ แล้วรีบไปทำงานเลย

พรถูกขู่จะตัดเงินเดือนก็เดือดร้อน หันไปมองชุดนักเรียนของพีท คิดหนักว่าจะทำยังไงดี

เช้าวันเดียวกันที่บ้านบุ๊ค...บุ๊คนั่งเล่นเกมเทพโอเชี่ยนที่กำลังยิงถล่มยิงใส่ป้อมอย่างเมามัน เสียงปราบก็ตะโกนเข้ามาถามว่าไปโรงเรียนหรือยัง บุ๊คตะโกนตอบว่า “กำลังครับพ่อ” แล้วคว้ากางเกงมาใส่ตายังจ้องจอ สักพักปราบตะโกนเข้ามาอีก

“เฮ้ย ยังแต่งตัวไม่เสร็จอีก รีบๆเลย...เดี๋ยวแม่แกก็มาด่าฉันอีก” เสียงบุ๊คตะโกนตอบครับพ่อ “อย่าไปสายนะ ออกไปแล้วปิดประตูรั้วด้วย พ่อนอนแหละ”

สิ้นเสียงพ่อ บุ๊คยิ้มแบบสบายล่ะ...หันไปเล่นเกมต่อ ในชุดนักเรียนครึ่งๆกลางๆ ด่ำลึกไปในเกมใหม่...

ooooooo

ที่โรงเรียนเปี่ยมคุณ ก่อนเปิดเรียนวันนี้กรประชุมครูสรุปนโยบายที่จะให้เด็กๆค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อเด็กจะได้มีทักษะรอบด้านไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อสอบอย่างเดียว

 เช้านี้เมื่อครูน้อยเจอครูพรรณีที่หน้าตึกก็เข้าไปบอกว่า “วันนี้เวรครูพูดหน้าเสาธงนะครับ”

ที่หน้าเสาธง...หลังจากกิจกรรมต่างๆ ผ่านไป

ครูพรรณีก็เดินมาที่หน้าไมค์ กล่าวต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ จากนั้นก็สาธยายถึงรางวัลต่างๆ มากมายที่ทางโรงเรียนได้รับเมื่อปีที่แล้ว แล้วย้ำว่า

“หวังว่าในปีนี้นักเรียนทุกคนจะตั้งใจเรียนเพิ่มพูนความรู้ทางด้านวิชาการให้ดียิ่งขึ้น และนำรางวัลทางวิชาการกลับสู่โรงเรียนอีกเช่นเคย ครูเชื่อว่าเด็กๆในวัยเรียนควรจะตั้งใจเรียนให้ได้ความรู้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  และไม่เสียเวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่เกิดประโยชน์ “และ” ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนในห้องเรียนและตั้งใจกับการสอบอย่างเต็มที่ เพราะผลการเรียนที่ดีคือไฟที่จะส่องนำทางพวกเธอไปสู่อนาคตที่ดีอย่างแน่นอน”

กรฟังแล้วอึ้งโกรธแต่พยายามควบคุมอารมณ์ ครูน้อยชะงัก ทรายยืนอยู่ห่างๆเริ่มเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอเด็กๆ เริ่มแยกย้ายกันเข้าห้องเรียน ครูน้อยก็เดินมาบอกครูพรรณีว่า “ผอ.เชิญครูไปพบที่ห้องครับ”

 เมื่อครูพรรณีเข้าไปพบกรในห้อง ทั้งสองโต้แย้งกันเรื่องนโยบายของโรงเรียนในการศึกษานี้ที่ได้ประชุมกันเมื่อวาน แต่วันนี้ครูพรรณีกลับพูดในสิ่งที่ตรงข้าม

ครูพรรณีเสียงแข็งว่าตนปรึกษากับคุณนพลักษณ์แล้ว

ท่านให้ตนทำตามนโนยายเดิมที่ตนวางไว้กับท่าน ตนจึงกล้าพูดที่หน้าเสาธง ถ้า ผอ.ไม่พอใจก็เชิญไปปรึกษาท่านดู!

“ผมขอโทษถ้ามันทำให้ครูพรรณีไม่พอใจ แต่ผมยืนยันที่จะทำตามนโยบายใหม่ที่ผมวางไว้ คุณแม่ท่านวางมือแล้ว ต่อจากนี้ถ้ามีอะไรขอให้ครูมาพูดกับผมโดยตรง เพราะผมก็จะพูดกับครูตรงๆเช่นกัน”

“ดีค่ะ ดิฉันชอบการพูดตรงๆอยู่แล้ว รับให้ได้ก็แล้วกัน” ครูพรรณีพูดจบก็เดินตัวตรงออกไปเลย

ooooooo

วันนี้กองพลสังเกตพฤติกรรมของใบพัด นับแต่เตรียมเข้าห้องน้ำจนแปรงฟันและทำอาหารกิน ทุกอย่างต้องเนี้ยบตามแบบแผนเป๊ะๆ ทุกอย่างผ่านไปจนถึงเวลาทำอาหารกินเอง

ใบพัดจะทำไข่เจียวใส่มะเขือเทศ หยิบไข่มาแล้วแต่ไม่มีมะเขือเทศ ค้นหาทั้งตู้เย็นก็ไม่มี กองพลบอกให้กินแต่ไข่เจียวไปก่อนก็ไม่ยอมยืนยันต้องกิน “ไข่เจียวมะเขือเทศ” เท่านั้น แล้วหามะเขือเทศจนกองพลสบถ “กูจะบ้า!!!” โชคดีที่ป้าขายอาหารผ่านมา กองพลรีบออกไปซื้อไข่เจียวมะเขือเทศ

พอซื้อไข่เจียวมะเขือเทศได้แล้วยังต้องวุ่นวายหาจานและช้อนส้อมที่ต้องเข้าคู่ลายเดียวกันเป๊ะอีก พอได้ทุกอย่างเป๊ะแล้ว ใบพัดจึงนั่งกินข้าวด้วยท่าเป๊ะอย่างสงบ กองพลที่หัวปั่นแต่เช้าดูใบพัดกินข้าวทั้งเหนื่อยทั้งเซ็ง

ฝ่ายพีท...วันนี้กว่าจะไปโรงเรียนได้ก็งอแง พอตากับยายพาไปโรงเรียนแล้วก็ห่วงหลานเฝ้าและแอบดูหลานอยู่ที่โรงเรียน เมื่อครูป้องเข้ามาในห้องแนะนำตัวเองแล้วให้เด็กๆแนะนำตัวเองพร้อมกับทำท่าที่ชอบ เด็กทุกคนแนะนำตัวเองและทำท่ากันอย่างสนุกสนาน แต่พีทกลับหน้าง้ำงอแงโวยวายเรียกความสนใจ ไม่ยอมทำอย่างที่ครูป้องบอกและเพื่อนๆทำกัน แต่โวยวายจะไปเล่นชิงช้า จะกลับบ้าน

ในที่สุดตานะกับยายพรก็ตามใจหลานพากลับบ้าน พีทจึงหยุดอาละวาดยิ้มพอใจที่ตนชนะอีกแล้ว

ครูป้องเห็นแล้วนึกเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทันที

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 2 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 23 มี.ค. 2562 09:50 2019-03-26T02:52:26+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ