ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

เมื่อจุลมาสมา โอ๋เอ๋จึงลากลับ ทรายดีใจที่จุลมาสมาหา จุลมาสถามทรายว่าวีเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า ตนดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเยอะมาก จะว่าไปวีก็เข้าข่าย

ทรายติงว่าจริงๆ แล้วการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ต้องเป็นหมอเท่านั้น เพราะมีอีกหลายอย่างที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน แต่หมอวินิจฉัยว่าวีไม่ได้เป็นแต่ถ้าเราไม่ช่วยในอนาคตวีอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นได้

“ที่คุณหมอบอกว่าความคาดหวังทำร้ายลูกได้ มันคืออะไรคะ แล้วมันทำร้ายลูกได้ยังไงคะ”

“คุณจุลมาสจำได้ไหมคะ ตอนที่แยกทางกับคุณไวทิน ตั้งเป้าหมายอะไรกับชีวิตตัวเองบ้าง”

“ฉันปฏิญาณว่าฉันจะต้องเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด!

ถึงลูกจะไม่มีพ่อ ฉันก็เลี้ยงลูกให้ดีได้” ทรายถามว่าแล้ววีรับรู้เป้าหมายไหม “รู้สิคะ ฉันบอกลูกตลอด”

“ทรายว่านั่นแหละค่ะ เพราะวีกำลังพยายามทำให้คุณมาสมีความสุข กำลังพยายามทำให้เป้าหมายที่คุณวางไว้เป็นจริง”

จุลมาสนิ่งอึ้งไป คิดทบทวนแล้วเห็นว่าตัวเองทำให้ลูกรู้สึกกดดันจริงๆ เพราะจากนั้นวีอ่านหนังสือหนักจนเที่ยงคืนก็ยังไม่นอน กินข้าวไปอ่านหนังสือไป ง่วงก็ฝืน ทั้งอ่านหนังสือ ท่องและทำข้อสอบ เครียดมากตลอดเวลา...แต่จุลมาสก็คิดว่าที่วีทำก็เป็นผลดีกับตัวเขาเอง...

ทรายติงว่าดีกับตัววีแต่มันก็เป็นส่วนที่ทำให้วีเป็นแบบวันนี้ จุลมาสถามว่าแล้วต้องทำยังไง ตนไม่อยากให้ลูกต้องแบกความหวัง ไม่อยากให้เขาต้องกดดันอย่างที่ผ่านมา

“วางเป้าหมายลงก่อนนะคะ คุยกับวีให้เขารู้ว่าคุณมาสสนใจเขามากกว่าเป้าหมายของเขาเอง

‘ปลดล็อก’ ให้วีไม่กดดันตัวเอง ให้มีแรง มีกำลังใจกลับมาอีกครั้ง”

จุลมาสคิดเครียด เพราะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำกันมาตลอด แต่ก็จะพยายามเพื่อลูก

วันนี้ไวทินพาไททันน้องชายต่างแม่มาเยี่ยมวี ไททันเข้าไปถามเขินๆ ว่า

“พี่วี...พี่วีเป็นอะไร? พี่วีนอนนิ่งๆไม่เบื่อเหรอ”

กิ่งแก้วดุไททันว่าทำไมพูดกับพี่เขาอย่างนั้น

ไวทินดึงกิ่งแก้วออกมาบอกให้ปล่อยเด็กเขาคุยกันเอง

“พี่วี...ไทมีของมาฝาก ลูกอมปีศาจเม็ดสุดท้าย ไทเก็บไว้ให้ พี่วีรีบตื่นมากินนะ...” ไททันเอาลูกอมใส่ไว้ในมือวี “ตื่นมาเร็วๆนะพี่วี”

วีหนึ่งรับรู้ความใสซื่อจริงใจของไททัน แต่ก็ไม่มีแรงแสดงออก...

ไออุ่นโต้เถียงกับแม่อารมณ์ค้างไปถึงโรงเรียน แอนเน่บอกว่าพ่อแม่ก็ยังงี้แหละ อยากให้เราเป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็น เราก็ยอมๆไปก่อน พอโตขึ้นเราอยากจะเป็นอะไรก็ค่อยเป็น


“โห เมื่อไหร่จะโตวะ” ไออุ่นเซ็ง แล้วก็ยิ่งเซ็งเมื่อครูสอนแล้วจัดเทสต์ด้วยการให้คิดบทคอนเวอร์เซชันตอนไปหาหมอ ครีเอตโรคกันได้เต็มที่ โดยจะให้ทำเป็นคู่ผลัดกันเป็นหมอผลัดกันเป็นคนไข้ แล้วครูก็จัดให้ไออุ่นคู่กับภูภูมิ ทำคะแนนให้ได้ 20 คะแนน จะตกจะผ่านขึ้นอยู่กับความตั้งใจทำงานกับคู่ของตัวเองให้ดี

“ซวยฉิบห...ย” ไออุ่นสบถสุดเซ็ง

เมื่อไปนั่งกันที่โต๊ะม้าหิน ไออุ่นยังเซ็ง แอนเน่ไลน์มาถามว่าเริ่มหรือยัง ไออุ่นบอกว่ายัง ก็กระตุ้นว่า “20 คะแนนนะแก เริ่มได้แล้ว” ไออุ่นตัดสินใจวางมือถือพูดกับภูภูมิที่นั่งสบายๆแมนๆ

ไออุ่นเริ่มด้วยการขอโทษที่ตนต่อยเขาในงานแต่ง แต่ก็ย้ำว่า

“แกจะว่าไรฉัน ฉันไม่ว่า แต่อย่าเอาพ่อแม่ฉันมายุ่ง พอแกพูดถึงพ่อแม่แล้วมันขึ้นอ่ะ โอเคป่ะ”

ภูภูมิอึ้งๆ ไม่คิดว่าไออุ่นจะพูดตรงและแมนขนาดนี้ คิดรับมือไม่ทัน ไออุ่นถามย้ำว่า

“เคลียร์ป่ะเนี่ย จะได้ทำงานกัน ไม่อยากตกนะเว้ย”

“เออ...ทำก็ทำ” ภูภูมิลดทิฐิลง บอกไออุ่นว่า “เรื่องรูปตัดต่อ ฉันขอโทษว่ะ ไม่คิดว่าแกจะปรี๊ด...

รีบทำเหอะไม่อยากตกเหมือนกัน แม่งตั้ง 20 คะแนนโคตรโหด...เริ่มไงดีวะเนี่ย”

เมื่อต่างก็เปิดใจยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง จึงถามกันว่าจะไปหาข้อมูลที่ไหนดี ไออุ่นเสนอให้ไปที่ห้องพยาบาลจะได้ถามเรื่องโรคเรื่องยาด้วย ภูภูมิชมว่าฉลาด แล้วเดินไปด้วยกัน ระหว่างเดินไปภูภูมิถามเรื่องที่เยี่ยวใช้ได้จริงไหม ไออุ่นบอกว่าเขามีไว้เยี่ยว

ก็ใช้ได้จริงสิ ถามด่าๆว่าบ้าหรือเปล่า จะแกล้งเพื่อนโคตรลงทุน

“แม่งสองสามร้อยเลยนะเว้ยใช้ให้คุ้มล่ะ”

“เออ จะใช้ให้เปื่อยเลย”

ทั้งสองเดินคุยกันไปขำๆ มิตรภาพเริ่มก่อตัว มองจากข้างหลังเหมือนเด็กผู้ชายสองคนเดินคุยกันไป...

ooooooo

กวิตาทุกข์ใจเรื่องไออุ่นจึงไปหาทราย ระบายความอัดอั้นว่าแค่อุ่นตัดผมสั้นเป็นทอมตนก็จะเป็นลมแล้ว นี่ยังคิดจะไปตัดนมอีก มันผิดธรรมชาติมากเกินไป พอตนถามก็กลายเป็นทะเลาะกัน ห่างเหินเหมือนตนเลี้ยงลูกใครอยู่ก็ไม่รู้ ยืนยันว่าเรื่องนี้ยังไงตนก็ไม่ยอมให้ทำ

ทรายขอให้กวิตาย้อนไปถึงอดีตตอนตัวเองเป็นเด็กเคยอยากทำอะไรที่พ่อแม่ไม่อยากให้ทำไหม

กวิตาบอกว่ามี เล่าเรื่องที่ทะเลาะกับแม่เมื่อแม่จับได้ว่าโดดเรียนเพื่อเตรียมตัวไปประกวดนางนพมาศ ถูกแม่ด่าว่าวันๆคิดแต่จะประกวดนางงามชีวิตมันจะดีได้ยังไง กวิตาเถียงว่าก็ตนชอบนี่ แม่ถามว่าคิดว่าการโชว์ขาอ่อนมันจะเลี้ยงชีวิตได้หรือถ้าไม่เรียนหนังสือไม่ว่าแม่จะด่าว่าและเตือนอย่างไร กวิตาในวันนั้นก็ตะแบงเถียงไปเรื่อย จนแม่อ่อนใจ พูดเหมือนตัดหางปล่อยวัดว่า

“แม่เตือนแล้วนะ ถ้าแกยังจะโง่เลือกทางนี้ ชีวิตแกก็จบแล้ว...เกลียดจริงๆอีพวกขายเนื้อหนังมังสา!”

เวลานั้นกวิตาเจ็บปวดที่ถูกแม่ด่าแต่แววตายังดื้อดึง

เมื่อกวิตาเล่าเรื่องในวัยเด็กของตนแล้ว ทรายถามว่าเวลานั้นคุณคิดอย่างไร กวิตาบอกว่ารู้สึกแม่ไม่เข้าใจ ไม่ให้กำลังใจในสิ่งที่ตนชอบ ไม่สนับสนุนสิ่งที่ตนอยากเป็น

“นั่นคือสิ่งที่ไออุ่นอยากบอกคุณแม่เหมือนกันค่ะ” ทรายสรุป กวิตาแย้งว่าแต่ตนไม่ได้อยากแปลงเพศ

“สิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่ว่าเราอยากเป็นอะไร คนที่เราอยากให้เขายอมรับและอยู่เคียงข้างเรามากที่สุดคือพ่อแม่”

กวิตายังรับไม่ได้กับสิ่งที่ไออุ่นคิดจะตัดนมแปลงเพศ ไม่อยากให้คนอื่นดูลูกเป็นตัวตลกถูกล้อถูกดูถูกลูกหลานก็มีไม่ได้และแก่ตัวไปใครจะเลี้ยง จะอยู่ด้วยกันได้ยังไง

“ปัญหาที่คุณกวิตากังวลเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงลองดูปัญหาในวันนี้ก่อนนะคะ ให้อุ่นผ่านวันนี้ไปให้ได้ อนาคตจะมีทางออกของมันเองค่ะ”

กวิตาพยายามทำความเข้าใจอย่างที่ทรายบอก พยายามจะเข้าใจลูก แต่มันยากเหลือเกิน

เมื่อออกจากทรายมาแล้ว กวิตาอยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนสิ่งที่ทรายพูดอย่างสงบอีกครั้ง...

“การที่อุ่นอยากเป็นผู้ชาย อุ่นอาจจะต้องเจอปัญหาหลายๆอย่างเหมือนที่คุณกวิตาพูดไว้ แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าระหว่างทางที่อุ่นต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ อุ่นได้มีแม่อยู่ข้างๆ...คนเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ได้เกี่ยวกับเพศที่เขาเป็นหรือเพศที่เขาเลือก แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเขาเองและครอบครัว คนรอบข้างที่เข้าใจและคอยสนับสนุนให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองและมั่นใจที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก”

ooooooo

นับแต่ครูชิชาได้ช่วยครูป้องทำงาน ครูชิชารู้สึกดีมากที่ทำงานกับคนเก่งอย่างครูป้องแล้วได้เพิ่มความรู้ความสามารถในการทำงาน ชมให้แม่ฟังทุกวันจนแม่อยากเห็นหน้าครูป้อง พอครูชิชาเล่าให้ฟัง 

ครูป้องยิ้มถาม

“งั้นเอาตัวจริงเสียงจริงไปให้แม่เขาเจอเลยดีไหม” ครูป้องถามยิ้มๆ ครูชิชาดีใจมากถามว่าจริงหรือ “ปิดเทอมนี้นัดมาได้เลย”

พลันครูชิชานึกได้ร้องตกใจบอกครูป้องว่าตนต้องไปดูใบพัด แล้วขอตัวไปเลย

วันนี้ครูบุษบงอยู่ห้องคหกรรม กำลังสอนทำเมอแรงค์แคนดี้ มีใบพัด อันยา ฆ้องวงศ์ คิมหันต์และเพื่อนๆร่วมเรียน ใบพัดวางโทรศัพท์ไว้ที่หนึ่งแล้วมาเรียนอย่างตั้งใจ

ฆ้องวงศ์เห็นดังนั้นก็คิดแกล้งใบพัด ส่งสัญญาณให้คิมหันต์ดึงความสนใจจากอันยาแล้วตัวเองก็แอบไปเอาโทรศัพท์ของใบพัดไปลบเพลงในโทรศัพท์ของใบพัดทั้งหมด

ครูบุษบงสอนเด็กตอกไข่ตีไข่แล้วพาไปอีกห้องหนึ่ง อันยาบอกใบพัดให้รออยู่ที่นี่เดี๋ยวตนมา ใบพัดจึงหยิบโทรศัพท์มาใส่หูฟังแต่ยังไม่ได้เปิด ฆ้องวงศ์ที่จ้องแกล้งใบพัดอยู่แล้ว พอคนอื่นตามครูบุษบงไปแล้วก็เอาเครื่องตีไข่กระทบกะละมังดังลั่นมาใกล้ใบพัด ใบพัดได้ยินเสียงบาดหูก็กระวนกระวายพยายามเปิดเพลงฟังแต่เพลงถูกลบไปหมดแล้ว

ฆ้องวงศ์แกล้งใบพัดได้ก็หัวเราะชอบใจ ยิ่งเอาเครื่องตีไข่เข้าใกล้หูใบพัด ใบพัดยิ่งตกใจ เริ่มอาการไม่ดีถูนิ้ว โยกหัว

ทันใดนั้นมีมือเอาหูฟังมาเสียบให้ใบพัดกดหูฟังแนบกับหูใบพัดเป็นเพลงจากโทรศัพท์มือถือของอันยาเอง พอใบพัดได้ยินเสียงเพลงอาการก็ค่อยๆหาย หันมองหน้าอันยาอย่างประทับใจมาก ครูบุษบงกลับมาเห็นใบพัดนั่งอยู่กับพื้นเดาเหตุการณ์ได้ก็ดุ

“นายฆ้องวงศ์ แกล้งเพื่อนอีกแล้วนะ!”

“ผมไม่ได้แกล้ง” ฆ้องวงศ์ปากแข็ง พอดีครูชิชาเข้ามาขอโทษที่ตนมาช้า พอเห็นสภาพของใบพัดก็พุ่งเข้าไปหา ถามอันยาว่าใบพัดเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น

เมื่อพาทุกคนที่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องทรายโดยมีครูป้องอยู่ด้วย ใบพัดจึงค่อยๆลำดับเหตุการณ์ให้ฟังเล่าได้อย่างเป็นลำดับค่อนข้างยาว ครูป้องถามว่ามีอะไรที่ใบพัดไม่ชอบหรือทำให้ไม่สบายใจไหม

“ฆ้องวงศ์เอาเครื่องปั่นไข่มาปั่นครับ เครื่องมันเสียงดังมาก ผมปวดหัว ผมไม่ชอบฟัง ผมเลยจะเปิดเพลง moonlight sonata แต่เพลงหายครับ เพลงหายไป ผมไม่ชอบ ไม่มีเพลงฟังผมอึดอัดมากครับ เพลงหายไปครับ”

แม้ใบพัดจะเล่าออกมาไม่ปะติดปะต่อและเวลาเล่าก็ไม่สบตาใครแต่ได้ใจความ ครูป้องกับทรายพอใจ แต่ครูชิชายังหน้าเสียอย่างรู้สึกผิด เมื่ออยู่กับทรายและครูป้อง ครูชิชาขอโทษและตำหนิตัวเองว่าถ้าตนอยู่ในห้องตอนนั้นใบพัดคงไม่โดนแกล้ง

“ไม่เป็นไร อย่างน้อยมันก็ทำเรารู้ว่าใบพัดเริ่มสื่อสารได้แล้ว” ครูป้องปลอบ

ทรายบอกว่ากองพลกำลังมาจะได้อัปเดตเรื่องใบพัด แต่เห็นว่าอยากคุยกับคุณกรกับครูน้อยด้วย ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร ครูป้องจึงจะอยู่ด้วย และฝากครูชิชาให้ช่วยครูแก้มที่ห้อง 1/6 ด้วย

ooooooo

เมื่อกองพลมาฟังกรสรุปพัฒนาการของใบพัดแล้วพอใจมาก แต่เรียกร้องให้ดูแลจัดการเด็กที่ชอบแกล้งใบพัดด้วยเพราะทำหลายครั้งแล้ว พูดอย่างค้างคาใจว่า

“ตอนนี้เราแก้ที่ปลายเหตุ คือให้ใบพัดเล่าได้ว่าใครแกล้ง เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเล่าได้แล้วก็ไม่มีใครทำอะไรกับเด็กที่แกล้ง จะฝึกให้ใบพัดเล่าทำไมครับ...

แล้วอีกหน่อยมันจะไม่หนักกว่านี้เหรอครับ”

“ครับ ผมเห็นด้วย ครูน้อย ผมฝากดำเนินการให้ด้วย มีอะไรอัปเดตกับผมได้โดยตรง” กรสั่ง

กองพลบอกว่าตนไม่ได้อยากให้ทำโทษเด็ก แต่คิดว่าเขาควรจะต้องรู้ว่าการแกล้งคนอื่นมันไม่ถูกต้อง

ครูน้อยรับปากว่าจะรีบจัดการให้ ก็พอดีครูชิชาเข้ามาบอกทรายว่าพีทอาละวาดใหญ่แล้ว ครูป้องกับทรายจึงขอตัวไป

พอไปถึงเห็นพีทร้องไห้สะอึกสะอื้นมีครูผู้ช่วยนั่งอยู่ข้างๆ ครูป้องกับทรายเข้าไปนั่งข้างๆพีท ช่วยกันพูด โดยครูป้องถามว่าตอนนี้พีทมีอารมณ์สีอะไร บอกครูได้ไหม ถ้าบอกได้ครูมีรางวัลให้

พีทชะงักแต่ยังไม่หยุดร้องไห้ ทรายถามว่าจำได้ไหมว่าตอนนี้พีทมีอารมณ์สีอะไร

ทั้งครูป้องและทรายพูดกล่อมหว่านล้อมอย่างอ่อนโยนใจเย็น จนพีทบอกสีและอารมณ์สีได้อย่างถูกต้องว่าสีฟ้า อารมณ์เศร้า ทรายถามว่าแล้วพีทเสียใจเรื่องอะไร พีทบอกว่าเพื่อนไม่ให้พีททำงานด้วย

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นคือ ครูให้วาดรูป “ลักษณะของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต” ให้กลุ่มพีท กูเกิ้ล วินวินกับกำปั้นวาด กูเกิ้ลบอกเพื่อนว่า

“ครูให้วาดรูปหมู่บ้าน ในหมู่บ้านต้องมีสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต”

วินวินจะวาดสิ่งมีชีวิต กำปั้นจะวาดสิ่งไม่มีชีวิต กูเกิ้ลจะระบายสี พีทถามโพล่งว่า

“แล้วเราทำอะไรอะ” เพื่อนๆหันมองแล้วส่ายหน้า พีทเสียใจ ขัดใจตะโกนลั่น “ไม่เอา พีทจะทำ!! พีทจะวาดรูป พีทจะระบายสี พีทจะทำคนเดียว!!!”

พีทตะโกนแล้วปัดของบนโต๊ะหล่นกระจาย เพื่อนๆ พากันมองตกใจ

ครูชิชาให้ครูแก้มพาพีทไปอีกห้องหนึ่งก่อน ถ่ายรูปห้องที่เลอะเทอะไปหมด แล้วรีบไปบอกทรายกับครูป้อง จนทั้งสองกล่อมพีทเย็นลงแล้วครูป้องถามพีทว่า

“พอพีทโกรธแล้ว พีททำอะไรจำได้ไหม ไหนเล่าให้ครูฟังหน่อยสิครับ”

พีทนิ่งคิดแล้วเล่าว่า “พีทปาหนังสือ ล้มโต๊ะ ปาดินสอ แล้วก็เตะเก้าอี้ด้วยครับ”

“แล้วเพื่อนๆเป็นยังไงครับ...”

“เพื่อนๆวิ่งหนีพีทไปหาครูครับ” พีทตอบหน้าจ๋อยๆ

“แล้วตอนนั้นพีทรู้สึกยังไงบ้างครับ ที่เห็นเพื่อนๆ วิ่งหนีพีท” พีทเศร้าแต่ไม่กล้าพูด ครูป้องถามว่า “พีทไม่อยากให้เพื่อนๆทำแบบนั้นใช่ไหมครับ พีทอยากให้เพื่อนๆให้เราทำงานกลุ่มด้วยใช่ไหมครับ” พีทพยักหน้า “งั้น...พีทอยากรู้ไหมครับว่าทำยังไงไม่ให้อารมณ์ของเราเป็นสีแดง”

พีทคิดตามน้ำตาค่อยๆไหล เพราะลึกๆ ในใจคิดแบบนั้น ครูป้องพูดต่ออย่างอ่อนโยนว่า

“ตอนนี้พีทรู้แล้วว่าถ้าเรามีอารมณ์สีแดง เพื่อนๆจะไม่ให้เราเล่นด้วยใช่ไหมครับ” พีทพยักหน้า “งั้นพีทอยากรู้ไหมครับว่า ทำยังไงไม่ให้อารมณ์ของเราเป็นสีแดง”

พีทเริ่มรู้สึกสนุก มีอารมณ์ร่วม เหมือนเล่นเกมด้วยกัน ปาดน้ำตาแล้วพยักหน้า

“วันนี้พีทตอบเรื่องสีถูกหมดเลย เก่งมากค่ะ”

ทรายชมและโอบไหล่ให้กำลังใจ ครูป้องกับทรายมองหน้ากันอย่างรู้สึกดีที่พีทยอมเปิดใจให้อย่างเต็มที่และพร้อมเรียนรู้และปรับพฤติกรรม

เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น ครูชิชา ครูป้องกับทรายยังอยู่ด้วยกัน ครูป้องเห็นครูชิชานั่งใจลอย ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า

“กำลังคิดว่า ตอนสมัยเรียนชาเคยสงสัยเหมือนกัน เรียนจบมาเป็นครูแนะแนวน่าจะเบื่อหรือเปล่า จะมีอะไรสนุกๆให้เราทำหรือเปล่า วันนี้ได้คำตอบเลยค่ะ มีงานให้ทำเยอะมาก!!!”

“ไม่ต้องห่วง ขึ้นชื่อว่า ‘ครู’ ไม่ว่าครูอะไร มีงานให้ทำเยอะมาก!!! ทุกตำแหน่ง” ครูป้องบอก

“เห็นงานเยอะแล้วอย่าถอดใจล่ะ” ทรายแซว

“ไม่ถอดใจแน่นอนค่ะ ชายังจำวันแรกที่เริ่มงานได้ พี่ทรายสอนให้จำไว้ว่า ทำไมเราถึงอยากเป็นครู เวลาท้อให้เราเอาเหตุผลนั้นมาเตือนตัวเอง แล้วเราจะมีกำลังใจทำต่อ ชาเตือนตัวเองทุกวันเลยค่ะ ไม่ท้อแน่นอน” ครูชิชายิ้มสดใส ทั้งครูป้องและทรายยิ้มตาม บรรยากาศอบอุ่นและมีกำลังใจมาก

ครูป้องนึกได้ถามทรายว่าเห็นว่าบุ๊คออกจากโรงพยาบาลสักพักแล้ว มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า

“มาพรุ่งนี้ ลองเรียนแค่ครึ่งวันก่อน ลองดูว่ามาวันแรกจะเป็นยังไง” ทรายตอบลุ้นๆ

ooooooo

เย็นนี้ขณะบุ๊คไปปั่นจักรยานอย่างบ้าคลั่งที่สวนสาธารณะ พอเหนื่อยก็ทิ้งจักรยานโครม นั่งหอบจนตัวโยนบนเก้าอี้ ได้ยินเสียงเด็กเล่นเกมจากพุ่มไม้ข้างหลังก็สนใจกำลังจะลุกเดินไปดู...

“บุ๊ค!! น้าลินให้มาตามกลับบ้าน เห็นบอกว่ามีอะไรอยากให้ดู” เสียงเฌอฟ้าเรียก

บุ๊คกลับบ้านไปกับเฌอฟ้าเซ็งๆ แต่พอกลับไปเห็นแม่กำลังจัดห้องนอนใหม่ บุ๊คถามว่าจัดทำไม แม่อยู่แป๊บเดียวเท่านั้น

“ใครบอกว่าแม่จะอยู่แค่แป๊บเดียว แม่เปลี่ยนใจไม่กลับนิวยอร์กแล้ว”

“จริงดิ” บุ๊คเหมือนตัวจะลอยขึ้น อลินเดินเข้าหาบุ๊คบอกว่าแม่บอกเจ๊แล้วว่าจะหางานทำที่นี่

“เราเป็นทีมเดียวกัน สู้ด้วยกันมาขนาดนี้ เราก็ต้องสู้ด้วยกันต่อไปจนจบเกม”

“ถูกต้อง! ทีมเรามีสามคน ขาดใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เดี๋ยวไม่ครบทีม” ปราบพูดแล้วเข้าไปกอดด้วยอีกคน บุ๊คหัวเราะทั้งน้ำตาในอ้อมกอดของพ่อกับแม่ ปราบถามว่าร้องไห้ทำไมไม่ดีใจหรือ รึว่าอยากให้แม่ไป บุ๊คร้องบอกว่าเปล่า ดีใจที่แม่อยู่ต่อ...พ่อทำกับข้าวไม่อร่อย

“อ้าววว ไอ้บุ๊ค! จะทีมแตกเพราะงี้แหละ” ปราบประท้วงขำๆ พ่อแม่ลูกเลยหัวเราะกันทั้งน้ำตาอย่างมีความสุข เฌอฟ้าเห็นพ่อแม่ลูกกอดกันบรรยากาศดีเลยเดินเลี่ยงออกไป

บุ๊คถามว่าทำไมแม่ถึงเปลี่ยนใจ อลินเล่าว่าเพราะเฌอฟ้าเล่าให้ฟังว่าบุ๊คอาจหันไปติดเกมถ้าแม่กลับไปเมกา เฌอฟ้ายังพูดเหมือนเตือนใจว่า

“พ่อแม่ชอบคิดว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่อลูก ทำงานเพื่อลูก แต่พ่อแม่ไม่รู้หรอกว่าเด็กก็คิดแบบเดียวกัน พวกเราก็มีชีวิตอยู่เพราะพ่อแม่ ตั้งใจเรียนเพราะอยากให้พ่อแม่ชื่นชม ทำงานให้ประสบความสำเร็จก็เพราะอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ”

เฌอฟ้าเล่าเรื่องเพื่อนให้จุลมาสฟังว่า

“เฌอมีเพื่อนเรียนเก่งมาก แต่พอพ่อเขาตายก็ไม่เรียนเลย เพราะไม่รู้จะเรียนดีๆไปเพื่อใคร เราเป็นเด็ก ไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไร ถ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่อยู่ข้างๆบางทีเราก็ไม่ห่วงตัวเองหรอกค่ะ เพราะไม่รู้ว่าจะห่วงไปทำไม ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร”

อลินฟังแล้วจุก เจ็บยิ่งกว่าเจ็บ เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของลูกวันนี้เอง ส่วนเฌอฟ้าพูดแล้วก็คิดถึงตัวเอง

เมื่อบุ๊ครู้ว่าเฌอฟ้าทำให้แม่ตัดสินใจอยู่กับตนต่อไป ก็ไลน์ขอบคุณ เฌอฟ้าถามว่าทำไมไม่มาบอกด้วยตัวเอง น้าลินให้เล่นเน็ตแค่ครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวไม่ได้ส่องเฟซเพื่อนหรอก

ที่แท้บุ๊คอยู่หลังตู้นั่นเอง เฌอฟ้าเดินไปถามว่าดีใจไหม บุ๊ครวบรวมความกล้าขอบคุณเฌอฟ้าเขินๆ เฌอฟ้าพูดหยอกว่าแล้วไม่ต้องคิดกลับไปเล่นเกมเรียกร้องความสนใจจากแม่อีกล่ะ บุ๊คทำเสียงในคอรับคำเขินๆ เฌอฟ้าเดินกลับไปเล่นมือถือที่เดิม บุ๊คมองตามยิ้มๆ “ชอบอ่ะ...โคตรรู้สึกดีเลย”

ooooooo

ใบพัดได้ร่วมวงดนตรีกับพวกโป๊ป อันยาฟังและอัดคลิปไว้ เสนอว่าเอาคลิปนี้ส่งไปสมัครเลย โป๊ปเห็นด้วย แต่ก้องทักท้วงว่าถามใบพัดหรือยัง พอโป๊ปถาม ใบพัดบอกว่าตนไม่อยากแข่ง ตนแค่อยากเล่นดนตรีเฉยๆ ไม่ชอบแข่ง

ทุกคนหันมองหน้ากันทำนองว่าเอาไงดี โป๊ปบอกว่าให้ส่งไปก่อน ถ้าผ่านแล้วค่อยให้อันยาพูดกับใบพัด

“อันยาชอบเพลงนี้...อันยามีเพลงนี้เหมือนใบพัด” จู่ๆใบพัดก็พูดขึ้นโดยไม่สนใจใครแล้วก็เล่นเพลง Moonlight Sonata อย่างพลิ้ว อันยาหันมองแล้วยิ้ม เพื่อนๆ พากันขำ โป๊ปบอกเพื่อนๆอย่างมั่นใจว่าถ้าได้เข้ารอบแล้วอันยาพูด ใบพัดฟังชัวร์ อันยาทำหน้าไม่ถูกรู้สึกไม่คุ้นกับคำแซวแบบนี้

เมื่อใบพัดกลับบ้าน กองพลถามว่าวันนี้เรียนเป็นยังไง วิชาคหกรรมเป็นยังไงบ้าง

ใบพัดบอกว่าภาษาอังกฤษน่าเบื่อแต่ต้องเรียนเพราะภาษาอังกฤษมีความสำคัญ...ภาษาไทยก็...กองพลพูดแทรกว่าน่าเบื่อ? ใบพัดหันขวับตำหนิว่าตนยังพูดไม่จบ แม่บอกว่าพูดแทรกตอนคนอื่นพูดไม่มีมารยาท

กองพลอึ้งไปพักหนึ่งแล้วถามว่า ตอนเรียนวิชาคหกรรมมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ใบพัดบอกว่าตนยังตอบคำถามแรกไม่จบ กองพลต้องยอมให้ใบพัดพูดวิชาภาษาไทยให้จบก่อน จึงเล่าเรื่องวิชาคหกรรม

ใบพัดบรรยายว่าครูสอนทำแคนดี้เมอร์แรง อันยาสอนแยกไข่ขาว แต่มีเสียงเครื่องปั่นดังมากตนไม่ชอบ จะฟังเพลง เพลงก็หายหมด แต่อันยาเอาเพลงมาให้ฟัง พูดอย่างภูมิใจว่าอันยามีเพลง Moonlight Sonata เหมือนใบพัด เล่าอย่างภูมิใจมีความสุขว่า

“อันยารักเพลงนี้...ใบพัดก็รักเพลงนี้...ใบพัดรักอันยาครับ”

กองพลได้ฟังถึงกับเด้งผึงขึ้นมา ถามเสียงดังว่าวันก่อนคิดถึง วันนี้ ‘รัก’ เลยเหรอ!!!???

“ครับ” ใบพัดตอบหน้านิ่งแล้วพูดต่อ “พูดวิชาต่อไป วิชาคณิศาสตร์...”

แต่นาทีนี้ กองพลเหวอ เครียด คิดหนักจนแทบไม่ได้ฟังใบพัดพูดเลย แล้วกองพลก็โทร.หาแหม่ม ถามว่าทิวเดนเคยมีแฟนไหม แหม่มบอกว่าเคยมีแต่เพื่อนที่มาชอบ เพราะทิวเดนเคยเล่าว่าเพื่อนเอาดอกไม้มาให้แต่ทิวเดนไม่ชอบดอกไม้เลยไม่ได้รับ ตนเลยเดาว่าน่าจะมีคนมาชอบ แต่ทิวเดนยังชอบอ่านการ์ตูนและเล่นเกมอยู่เลย กองพลสอบถามแต่ไม่กล้าเล่าเรื่องใบพัดพูดถึงอันยาให้ฟัง ได้แต่ถอนใจหนักอกว่าจะทำยังไงดี?

ooooooo

คืนนี้ขณะที่ไวทิน กิ่งแก้วและจุลมาสยังอยู่ที่ห้องวี ทุกคนชวนวีตื่นมาไปกินไก่ทอดร้านที่วีชอบกินสลัดที่สยาม จุลมาสบอกว่าชวนน้องไททันและน้าแก้วไปด้วย ทุกคนพยายามคุยกันสนุกสนานเพื่อกระตุ้นให้วีตื่น

แต่วีก็ยังนอนนิ่ง จุลมาสเห็นลูกอมในมือวีถามว่ามาจากไหน กิ่งแก้วบอกว่าน่าจะของไท เพราะวีกับไทชอบกินลูกอมยี่ห้อนี้ และพอเหลือเม็ดสุดท้ายก็จะแย่งกันประจำ จุลมาสฟังแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู

พอดีคนขับรถของกิ่งแก้วโทรศัพท์มาบอกว่าเอาของที่บ้านมาให้แล้ว ตนจะลงไปเอามาให้ จุลมาสบอกว่าตนลงไปเอาเอง กิ่งแก้วกับไวทินกำลังจะกลับ จะได้ไม่ต้องเดินไปมาหลายรอบ ไวทินติงว่าแล้วใครจะอยู่กับวีล่ะ เสียงทรายก็ทักขึ้น ขอโทษที่มาดึกไปหน่อย ทรายเลยอยู่กับวี

ทรายนั่งลงข้างวีที่นอนนิ่ง แววตาว่างเปล่า ได้ยินและรับรู้ทุกอย่างในห้องแต่ไม่มีแรงจะตอบสนอง

ทรายคุยเหมือนวีรับรู้ทุกอย่าง ถามว่าวีจำวันแรกที่เราคุยกันได้ไหม วันนั้นครูดีใจมากที่วีมาคุยด้วย เราน่าจะได้คุยกันมากกว่านั้น วีอาจมีหลายเรื่องที่เก็บไว้แต่บอกใครไม่ได้ วีคิดว่าวีรับไหว แต่ร่างกายมันบอกว่าไม่ไหวแล้ว บอกวีว่า

“ครูอยากให้วีเปิดใจระบายความรู้สึกของตัวเองออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้บ้าง และไว้ใจในความรักของตัวเองและความรักที่คุณแม่มีให้วีนะคะ”

“แล้วฉันจะต้องพูดอะไรบ้างคะ” เสียงจุลมาสถามแทรกขึ้น ทรายจึงชวนออกไปคุยกันที่หน้าห้อง

“พูดให้เขาสบายใจ ให้เขาผ่อนคลาย เริ่มจากความรู้สึกก็ได้ค่ะ ตอนนี้รู้สึกยังไงก็บอกให้เขาได้รับรู้...

บางครั้งสิ่งที่ลูกอยากได้ยินที่สุดคือความรู้สึกดีๆ ของพ่อแม่ที่มีต่อตัวเขา การบอกลูกว่าเรารัก เราห่วงเขามากแค่ไหน มันเป็นสิ่งที่เขาอยากฟังและรอฟังอยู่นะคะ”

จุลมาสถามว่าแล้ววีจะได้ยินสิ่งที่ตนพูดหรือ

“ได้ยินแน่นอนค่ะ มันอาจจะยากหน่อยในครั้งแรก แต่ถ้าพูดออกมา วีเขาจะรับรู้และเปิดใจให้เองค่ะ”

จุลมาสรับคำทั้งที่ไม่ค่อยมั่นใจ แล้วเดินเข้าหาวี พยายามจะพูดอย่างที่ทรายบอกแต่ก็พูดออกมาไม่ได้ ในที่สุดก็ทิ้งตัวลงข้างๆวี ไม่รู้จะระบายความรู้สึกออกมายังไง

วียังคงนอนนิ่งเหมือนพยายามจะหาทางออกเหมือนกัน

ooooooo

จากที่กรมีความรู้สึกว่าครูพรรณีมักแย้งและมีความเห็นต่อโครงการที่ตนเสนอ แต่เมื่อโรงเรียนกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการเงินที่จะมาใช้กับโครงการกิจกรรมหลังเลิกเรียน ครูพรรณีก็ช่วยคิดแก้ปัญหาให้

คืนนี้ครูน้อยเมลรายชื่อศิษย์เก่าที่สนใจเป็นอาสาสมัครมาสอนเด็กๆในกิจกรรมหลังเลิกเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้กร แล้วโทร.คุยว่าตอนนี้มีคนแจ้งความจำนงเกือบครบทุกกิจกรรมแล้ว และบางคนที่ไม่ได้มาสอนก็จะหาสปอนเซอร์มาช่วย

“ขอบคุณมากๆเลยครับครูน้อย” กรดีใจมาก

“ผอ.ไปขอบคุณรองพรรณีเถอะครับ รองพรรณีเป็นคนช่วยออกความคิดและติดต่อกับศิษย์เก่าทั้งหมดแล้วก็ส่งรายชื่อมาให้ผม ผมแค่ตรวจทานและส่งให้ ผอ.ครับ ลองเช็กเมลดูนะครับ แล้วมีเพิ่มผมจะรีบส่งให้ครับ”

 กรดีใจมากบอกว่าจะรีบเช็กเดี๋ยวนี้เลย เมื่อเอารายชื่อศิษย์เก่าที่อาสามาช่วยให้ทรายดู ทรายถามว่า

“เชื่อยังคะ? ว่ารองพรรณีใจถึง พึ่งพาได้”

“เชื่อแล้วจ้ะ” กรโอบไหล่ทรายไว้อย่างรักใคร่ “แต่เอาจริงๆตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอก ทำไมคุณถึงคิดว่ารองพรรณีจะช่วยผม”

“รองพรรณีมีความเป็นครูสูงมากนะคะ สิ่งที่เขาขัดแย้งคุณ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเด็กๆ และโรงเรียน ถ้าคุณทำให้เขารับรู้ถึงความตั้งใจและรักเด็กๆ เหมือนเขา เขาช่วยคุณแน่ๆ”

กรมองทรายทึ่ง เอ่ยจากใจว่า

“ผมเริ่มเห็นด้วยแล้ว ที่เขาบอกว่าเบื้องหลังของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จคือเมีย”

ทรายกับกรมองหน้าและหัวเราะกันอย่างอบอุ่นส่วนตั๊วส่วนตัว พลันทรายนึกขึ้นได้บอกว่าพรุ่งนี้บุ๊คจะมาเรียนวันแรกแล้ว “อื้อ...ผมจำได้...คุณว่า ถ้าบุ๊คเลือกกิจกรรมหลังเลิกเรียน เขาจะเลือกอะไร?”

ทั้งสองกลับสู่ปัญหาของเด็กๆอีกครั้ง...

ปราบตื่นเต้นกว่าบุ๊คเสียอีก บอกให้บุ๊คเตรียมตัวไปโรงเรียน สอนให้ใช้สติปัญญาความกล้าไหวพริบในการเล่นเกมมาต่อสู้กับโลกภายนอกที่ต้องไปเผชิญ ให้กำลังใจทั้งน้ำตาว่า

“พ่อกับแม่ไม่ได้ตามไปควบคุม แต่เราไว้ใจลูกนะ พ่อรู้ว่าบุ๊คจะผ่านไปได้ มีอาวุธอะไรก็งัดออกมาสู้กับ ‘ความอยาก’ นะลูก สู้ให้เต็มที่ พ่อกับแม่เป็นกำลังใจให้”

“ขอบคุณครับพ่อ” บุ๊คกอดพ่ออย่างอบอุ่นมีกำลังใจ อลินมองดูน้ำตาไหลสุขใจกับครอบครัวที่มีวันนี้

ooooooo

คืนนี้กรเห็นกองเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ของทรายที่วางอยู่บนโต๊ะห้าหกเครื่อง เขาถามทรายว่าเคยคิดไหมว่าจะให้ลูกมีมือถือตอนอายุเท่าไหร่ ทรายบอกไม่เคยคิด แต่ที่แน่ๆไม่ใช้มือถือหรือแท็บเล็ตเลี้ยงลูกเด็ดขาด

กรเล่าว่า ตนเคยอ่านเจอ บิล เกตส์ ไม่ให้ลูกใช้โทรศัพท์มือถือเลยจนกว่าจะอายุ 14...และมีคนถามสตีฟ จอบส์ ว่าลูกๆ เขาชอบไอแพดรุ่นใหม่หรือเปล่า เขาบอกว่าลูกๆ เขาไม่มีใครได้ใช้ไอแพดรุ่นใหม่ ครอบครัวเขาระมัดระวังการนำเทคโนโลยีเข้ามาในครอบครัวมาก ที่เขาทำแบบนั้น เพราะคนที่คิดเขาคงรู้ว่าเทคโนโลยีมีอันตรายกับเด็กๆมากแค่ไหน

ทรายบอกว่าผลวิจัยก็ออกมาแล้วว่าเด็กที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าง่าย เล่าว่า

“เมื่อก่อนพ่อแม่เลี้ยงลูก ทุกคนพยายามปกป้องอันตรายจาก ‘โลกภายนอก’ แต่ตอนนี้นอกจากโลกภายนอกแล้ว พ่อแม่ต้องปกป้องอันตรายจาก ‘โลกออนไลน์’ อีกด้วย เพราะความสนุกสนานความหลากหลายในโลกออนไลน์ดึงดูดให้เขาไม่อยากออกมา สิ่งเดียวที่จะทำให้ละความสนใจจากโลกในจอได้ คือความสนใจของพ่อแม่”

ทรายพิมพ์ในเพจ ‘หลุมหลบภัย’ คุยอย่างรู้ธรรมชาติของเด็กว่า เขาต้องการเล่น ฉะนั้นพ่อแม่ต้องเล่นกับเขา ดึงเขาจากโลกในจอออกมาสู่ความเป็นจริง ลูกคือสิ่งสำคัญที่สุดที่อยู่ตรงหน้าเรา ให้เวลา ให้ความสนใจกับเขา และเขาจะไม่ทิ้งเราไปอยู่ในโลกออนไลน์ที่เราเข้าไม่ถึง

พิมพ์แล้วทรายกดโพสต์รูปประกอบใน ‘หลุมหลบภัย’ เป็นรูปเด็กน่ารัก ทรายมองแล้วยิ้ม กรถามว่ายิ้มอะไรแล้วมาดู ทรายหันมองกรบอก “น่ารักเนอะ”

“ลูกเราก็จะน่ารักแบบนี้แหละ”

ทั้งสองยิ้มให้กัน กอดพิงกันอย่างอบอุ่น มีความสุข

วันนี้บุ๊คใส่ชุดนักเรียนพร้อมกระเป๋าเตรียมพร้อมไปโรงเรียนโดยพ่อและแม่ไปส่ง ให้กำลังใจถามว่าวันนี้มาครึ่งวันจะให้พ่อกับแม่มารับไหม บุ๊คตอบอย่างมั่นใจว่าไม่ต้องตนกลับเองได้ ไหว้ลาพ่อแม่แล้วเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างมั่นใจ

บุ๊คเดินผ่านเพื่อนๆที่จับกลุ่มเล่นเกมกันอย่างเมามัน บุ๊คเดินผ่านกลุ่มเพื่อนๆเหล่านั้นไปได้อย่างมั่นคง มุ่งมั่นไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

เพื่อนๆ ตื่นเต้นเมื่อเห็นบุ๊คมาโรงเรียนหลังจากหายไปหลายวัน ต่างถามไถ่กันอย่างเป็นห่วง บุ๊คบอกว่าไม่ค่อยสบายแต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เพื่อนๆ หยอกกันว่าเป็นโรคติดต่อหรือเปล่าอย่าเอามาติดเพื่อนๆ นะ

บุ๊ครู้สึกดี ขอบใจที่เพื่อนๆต่างถามไถ่กันอย่างเป็นห่วง รู้สึกโล่งใจ บอกตัวเองว่า

“เฮ่อ...ไม่แย่อย่างที่คิด...I can do it!!”

วันนี้...กรบอกครูชิชาว่าติดต่อศิษย์เก่าตามรายชื่อที่ครูพรรณีให้มาและนัดวันเพื่อเริ่มทำกิจกรรมได้เลย

ครูชิชาบอกว่าประสานกันเรียบร้อยแล้ว

ครูน้อยถามกรว่า เรื่อง ผอ.กับรองพรรณีตอนนี้โอเคแล้วใช่ไหม กรยิ้มกว้างบอกว่า

“ผมเริ่มเชื่อตามที่ทรายบอก ผมกับรองพรรณีมีความรักเด็กและโรงเรียนเหมือนกัน ถ้าสิ่งที่เราทำมันตอบโจทย์ตรงกัน ผมคิดว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

“ไม่ว่ายุคไหน การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นของกันและกันเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆนะครับ แหม...ผมนี่นึกถึงตอนเป็นหนุ่มๆ ผมกับคุณแม่คุณก็ปะทะกันประจำ”

“ผมนึกภาพออกเลยว่ามันยากยังไง เฮ้อ...กว่าจะเปิดใจยอมรับกันและกันได้ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลาจริงๆ” กรพูดอย่างเข้าใจ แววตาเริ่มนิ่งและแกร่งขึ้นกว่าเดิม

ooooooo

ทรายกับจุลมาสช่วยกันคุยกับวีหนึ่งที่ยังนอนนิ่งอยู่ แม้ไม่มีการตอบรับ ทั้งสองก็คุยอย่างไม่ย่อท้อ จุลมาสจากที่ไม่รู้จะพูดกับลูกยังไง แต่ความรักเป็นห่วงลูก จุลมาสก็สามารถทำได้ เล่าถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อวีและความรักที่วีมีต่อแม่ในวันแม่ที่วีร้อยมาลัยให้ว่า

“มือหนูมีแต่รอยเข็มจิ้มไปหมด แม่จำได้เลยว่าแม่น้ำตาจะไหล แต่ต้องกลั้นไว้กลัวลูกจะเห็นน้ำตาแม่ แม่เขินนะ...ถึงพวงมาลัยมันจะอยู่ได้ไม่นาน แต่มันเป็นความทรงจำที่อยู่กับแม่ตลอดไปนะลูก”

จุลมาสยังพูดถึงความสัมพันธ์ที่แม่ลูกสนิทแน่นแฟ้นไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่แล้วอยู่ๆ แม่ก็ไม่พาวีไปไหนเพราะแม่คิดไปเองว่าวีอยากอยู่บ้านอ่านหนังสือมากกว่า...แม่ขอโทษนะ ที่ผ่านมาแม่อาจจะคิดแทนลูกมากเกินไป โดยที่แม่ไม่เคยถามหนูเลย จุลมาสกุมมือวีไว้บอกว่า

“กว่าแม่จะพูดแบบที่แม่กำลังพูดอยู่ตอนนี้มันยากจริงๆ แต่แม่อยากฟังนะวี แม่อยากฟังสิ่งที่วีอยากพูดกับแม่ ตื่นมานะวี...ตื่นมาคุยกับแม่นะ” จุลมาสร้องไห้ออกมาอย่างหมดฟอร์ม กำแพงถูกความรักความเป็นห่วงลูกพังทลายจนหมดสิ้นแล้ว

ทันใดนั้นมือของวีหนึ่งที่อยู่ในมือแม่ค่อยๆขยับ จุลมาสตื่นเต้นกับปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ร้องถาม

“วี...วีได้ยินแม่ใช่ไหมลูก...วี”

“แม่...” วีเอ่ยเสียงแผ่วเบาแหบแห้ง แต่เหมือนน้ำทิพย์หลั่งมารดหัวใจจุลมาส

“วี...วีฟื้นแล้ว...” จุลมาสร้องอย่างตื่นเต้นสุดๆ

แล้วรีบกดเรียกพยาบาล “ลูกฉันฟื้นแล้วค่ะ ลูกฉันพูดแล้ว รีบมาด่วนนะคะ” บอกวีทั้งน้ำตาว่า “รอแป๊บนะลูกนะ พยาบาลกำลังมาแล้ว”

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 14 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 20 เม.ย. 2562 09:09 2019-04-21T00:22:00+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ