ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

กิ่งแก้วเป็นห่วงวีหนึ่งจึงขอติดรถไปกับไวทิน ทั้งสองไปถึงก่อน จุลมาสมาเห็นไวทินกับกิ่งแก้วอยู่หน้าบ้านก็ไม่พอใจ ไวทินบอกให้รีบเปิดบ้าน พอไขกุญแจจุลมาสบอกไวทินกับกิ่งแก้วไม่ให้เข้าบ้านตนไม่อนุญาต

ไวทินกับกิ่งแก้วจึงอดใจรออยู่หน้าบ้าน จุลมาสเดินเข้าบ้านไปมองอย่างสำรวจ เห็นรองเท้านักเรียนของวีหนึ่งยังอยู่ อาหารเช้าที่ทำไว้ให้ก็ยังไม่ได้กิน จุลมาสรีบขึ้นไปที่ห้องนอน พอเปิดประตูก็ช็อกเมื่อเห็นวีหนึ่งนอนมองเพดานตาลอย จุลมาสพุ่งเข้าไปเขย่าเรียกก็ไม่มีการตอบสนอง

จุลมาสตกใจมากร้องไห้ตะโกนขอความช่วยเหลือ ไวทินกับกิ่งแก้วรีบเข้าไป

“ช่วยวีด้วย...ช่วยวีด้วย...” จุลมาสร้องไห้ขอให้ไวทินกับกิ่งแก้วช่วยอย่างหมดฟอร์ม

เมื่อนำตัววีส่งโรงพยาบาลแล้ว ไวทินรีบโทร.บอกทราย กรบอกทรายให้รีบไปเลยมีอะไรให้อัปเดตกัน

พอดีครูป้องมาเคาะประตูเปิดเข้ามา กรบอกว่าตนมีเรื่องจะปรึกษา พอครูป้องนั่งกรก็พูดเข้าประเด็นทันทีว่าตนอยากอัปเดตงานเรื่องเคสเด็กในโครงการผูกสาแหรกที่ครูป้องทำกับทรายว่ามีเคสไหนบ้าง

ครูป้องบอกว่าตนดูแลเคสพีทกับเคสใบพัดและมีทรายเป็นที่ปรึกษาของกองพล กรก็เสนอให้ครูป้องดูแลใบพัดคนเดียวและเป็นที่ปรึกษากองพลไปด้วย ส่วนพีทให้ครูชิชาช่วยและประสานกับทรายโดยตรง อ้างว่า

“ผมเห็นว่างานที่ครูป้องมีอยู่ก็เยอะแล้ว ผมเลยอยากแบ่งงานกันให้ชัดเจนจะได้ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อนกัน” กรอธิบายแบบแก้ตัวนิดๆ ซึ่งครูป้องก็ได้แต่รับทราบ แต่พอครูป้องลากลับกรก็นึกได้ “อ้อ...ครูป้องครับอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องขึ้นฉ่ายที่คุณทำให้พ่อทราย ผมรบกวนจดสูตรให้หน่อยนะครับ เดี๋ยวผมให้แม่บ้านทำไปให้คุณพ่อเอง จะได้ไม่ต้องลำบากคุณ”

“อ้อครับ...ได้ครับ” ครูป้องอึ้ง เมื่อรับคำแล้วเดินออกไปงงๆ

ครูป้องคิดเครียดจนครูชิชาถามว่าเป็นอะไร

ครูป้องเล่าว่าวันนี้คุณกรเรียกไปคุยเรื่องแบ่งงาน แต่ตนว่าคุณกรดูแปลกๆ ครูชิชาจึงตัดสินใจเล่าให้ครูป้องฟังว่า คุณกรระแวงว่าพี่ป้องกิ๊กกับพี่ทราย ทั้งรับว่าตนเอง

ก็คิดเพราะเห็นพี่ทรายอยู่กับพี่ป้องมากกว่าอยู่กับ ผอ.เสียอีก

ครูป้องฟังแล้วมึน แต่ก็ขอบใจชิชาที่เล่าให้ฟัง ต่อไปตนคงต้องระวัง ยืนยันว่าตนกับทรายเป็นเพื่อนกันไม่มีอะไรมากกว่านั้นแน่นอน ครูชิชาฟังแล้วยิ้ม แอบดีใจเล็กๆในใจ

ooooooo

นอกจากกองพลได้รับคำแนะนำจากทรายและครูป้องในการใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือใบพัดและปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว เขายังเข้าฟังการเลกเชอร์เรื่องงานวิจัยใหม่ๆ ของเด็กออทิสติก

ที่สำคัญแหม่มยังพาเขาเข้าร่วมกลุ่มผู้ปกครองเด็กออทิสติกด้วย ทุกคนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและบทเรียนอย่างคนหัวใจเดียวกัน เมื่อกองพลมีปัญหาเรื่องการฝึกทักษะการสื่อสารให้ใบพัดแหม่มก็ยินดีและเต็มใจให้คำปรึกษาเพราะเคยฝึกทิวเดนมาแล้ว

วันนี้บุ๊คนั่งอ่านหนังสือและเปิดทีวีทิ้งไว้ บุ๊คละสายตาจากหนังสือเมื่อเสียงผู้ประกาศรายงานว่า

“จากเด็กติดเกมสู่นักกีฬาอี-สปอร์ต ระดับโลก วันนี้เราจะมาสัมภาษณ์เส้นทางสู่การเป็นนักกีฬาของ ‘แม็กกี้’ เกมเมอร์อันดับหนึ่งของเมืองไทย”

บุ๊ควางหนังสือฟังแม็กกี้อย่างสนใจ

“ผมชอบเล่นเกมตั้งแต่เด็กๆ มีเวลาก็จะไปขลุกอยู่ในร้านเกมกับเพื่อนๆ อยู่ได้ทั้งวัน...ตอนนั้นผู้ใหญ่เรียก ‘ไอ้เด็กติดเกม’ แล้วก็โดนเตือนโดนว่ามาตลอดให้เลิกเล่นเกมได้แล้ว ไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์บ้าง วันๆเอาแต่เล่นเกม โตขึ้นไปจะทำมาหากินอะไร แล้ววันนี้ผมก็พิสูจน์แล้วว่า เด็กติดเกมอย่างผมก็หาเงินได้”

ฟังแม็กกี้แล้วบุ๊คส่ายหัว พอดีอลินถือตารางกิจวัตรประจำวันของบุ๊คเข้ามา บุ๊คบอกว่า

“อย่างพี่เขาไม่เรียกว่า ‘ติดเกม’ หรอกแม่ ถ้ายังคุมตัวเองได้ เขาเรียกว่าคลั่งไคล้ในเกมแค่สเต็ป 2 เท่านั้นเอง” อลินขยี้หัวบุ๊คอย่างเอ็นดูหยอกว่าเดี๋ยวนี้รู้เยอะนะ บุ๊คขำขื่นๆบอกว่า “คนมันผ่านอะไรมาเยอะก็งี้...เจอ

ของจริงมาแล้ว”

อลินปิดทีวีแล้วยื่นแท็บเล็ตให้บอกว่าเป็นรางวัลที่บุ๊คทำตามตารางกิจกรรมที่แม่วางไว้ได้ครบถ้วน แม่ อนุญาตให้เล่นแท็บเล็ตของแม่ได้ 30 นาที บุ๊คขอบคุณ ถามว่าแล้วเข้าเฟซบุ๊กของแม่ได้ไหม ตนจะเข้าไปส่องเฟซเพื่อนนิดนึง ไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งนาน ไม่รู้เป็นยังไงบ้าง

อลินย้ำแซวๆ ว่าหมดเวลาแล้วต้องหยุดเลยนะ ในใจก็นึกถึงคำพูดของทรายที่ว่า เราต้องไว้ใจ เชื่อใจเขา แล้วเดินเข้าครัวไปทำกับข้าว

บุ๊คเห็นเฟซบุ๊กของอลินเปิดค้างอยู่ก็ลองไถๆดูเห็นรูปเฌอฟ้าถ่ายกับอลิน ลองกดชื่อเฌอฟ้าเข้าไปดูแอบตื่นเต้น พอเห็นรูปเฌอฟ้าก็ยิ้มปลื้ม พึมพำเคลิ้ม... “พี่เฌอฟ้าน่าร้ากกกก” พลันก็สะดุ้งเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแล้วอลินเดินเข้ามารับสาย บุ๊ครีบปิดเฟซบุ๊กเฌอฟ้าทันที

อลินรับโทรศัพท์จากเจ๊เจ้าของร้านที่อลินทำงานอยู่ ถามว่าเมื่อไหร่จะกลับ ทีแรกอลินก็บอกว่ายังกลับไม่ได้แม้เจ๊จะขึ้นเงินเดือนให้มากมาย แต่คุยไปอีกครู่เดียวอลินก็รับปากว่าเดือนหน้าจะกลับ

บุ๊คแอบได้ยินว่าแม่จะกลับอเมริกาก็ใจหาย บุ๊คกลับเข้าห้องนอนปิดประตูปัง! ปราบที่เดินผ่านหลังบุ๊คไปสะดุ้งหันมองงงๆ

อลินเดินออกมาหาบุ๊ค แต่บุ๊คไม่อยู่แล้วเจอปราบถามว่าเมื่อกี้เธอคุยอะไรกับเจ๊หรือ อลินบอกว่าเจ๊ให้กลับเดือนหน้า ปราบคาดว่าบุ๊คน่าจะได้ยิน ถามอลินอย่างใจหายว่า แล้วคุณต้องกลับจริงๆ เหรอ

อลินโทร.ปรึกษาทรายที่กำลังไปเยี่ยมวีหนึ่ง ทรายบอกให้ค่อยๆถามบุ๊คว่าคิดยังไง ถ้าบุ๊คเปิดใจก็ค่อยๆอธิบายให้เขาฟัง พอดีทรายเดินมาถึงห้องพักวีหนึ่งที่โรงพยาบาล จึงขอตัวบอกว่าเดี๋ยวจะโทร.กลับ

อลินกลับบ้านทำอาหารแล้วนั่งกินข้าวกันพ่อแม่ลูก แต่บุ๊คกินได้ไม่กี่คำก็ขอตัวไปอ่านหนังสือ อลินกังวลถามปราบว่าลูกเป็นแบบนี้เพราะตนใช่ไหม แล้วลูกจะกลับไปเล่นเกมอีกหรือเปล่า

บุ๊คกลับไปห้องนอนหยิบหนังสือเปิดแต่อ่านไม่ได้ ใจคิดถึงก่อนหน้านี้ที่กลับบ้านแล้วพบแต่ความเงียบเหงา ต้องกินบะหมี่สำเร็จรูปหงอยๆคนเดียว แต่พอแม่กลับมาก็มีกิจกรรมทำด้วยกันพ่อแม่ลูก แม่ทำกับข้าวอลังการพ่อแม่ลูกกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข บุ๊คคิดแล้วเศร้า มือเริ่มขยับเหมือนอยากกลับไปเล่นเกมอีก

ooooooo

ทรายเข้าไปในห้องเห็นวีหนึ่งยังนอนหลับอย่างอ่อนเพลีย จุลมาส  ไวทินและกิ่งแก้วกำลังดูหมอที่มาดูอาการ จุลมาสถามว่าลูกตนกินยาฆ่าตัวตายใช่ไหม

หมอบอกว่าผลตรวจเลือดออกมาแล้วไม่มีสารแปลกปลอมอะไร หมอจึงให้ยาคลายเครียดให้คนไข้พักผ่อนให้ร่างกายฟื้นฟูก่อน คนไข้อ่อนเพลียจากการอดนอน อดอาหารสะสม ต้องให้เกลือแร่ รอให้คนไข้ร่างกายฟื้นตัว เราจึงจะลองกระตุ้นด้วยการพูดคุยได้

ทรายเห็นทุกคนเครียดจึงชวนไปคุยกันที่หน้าห้องบอกว่าตนจะประสานกับหมอและจิตแพทย์ให้ กิ่งแก้ว

ถามว่า “หนูวีต้องอยู่ที่นี่อีกนานไหมคะ”

“ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองด้วยค่ะ วีปิดกั้นตัวเองเพราะความกดดันสะสม ต้องอาศัยความเข้าใจจากครอบครัวการดูแลจากโรงพยาบาลและข้อมูลจากโรงเรียน ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน...น่าจะไม่นานค่ะ”

กิ่งแก้วชื่นชมว่าถ้าทุกโรงเรียนมีครูแบบครูทรายจะดีมากเพราะช่วยพ่อแม่ได้เยอะ ขอให้ทรายเป็นครูไปนานๆ ทรายอึ้งได้แต่พยักหน้าไม่กล้ารับปาก ไหว้ลา บอกว่าเดี๋ยวจะแวะมาใหม่

ไออุ่นเสิร์ชหาช่อง “ตัดนม” จากหน้าเว็บไซต์เห็นตัวอย่างแผลผ่าตัดหน้าอกเต็มไปหมด ไออุ่นดูอย่างสนใจ พอแอนเน่เห็นก็ตกใจถามว่าจะตัดจริงเหรอมันเจ็บนะ ไออุ่นบอกว่ามันก็แค่เจ็บตัว แต่ถ้าไม่ตัดมันเจ็บข้างในเพราะเห็นทีไรเหมือนมีส่วนเกินในร่างกาย

แอนเน่ถามว่ามีตังค์เหรอแล้วพ่อแม่อีกล่ะเขาจะยอมไหม ไออุ่นบอกว่านี่มันชีวิตของตนถ้าเลือกเองไม่ได้ก็ตายดีกว่า แอนเน่ขอให้ไออุ่นใจร่มๆ ของแบบนี้ต้องใช้เวลาคิดและหาข้อมูลศึกษาเยอะๆ และอาสาจะช่วยหาให้ พอหาไปเจอบางอย่างก็ติงไออุ่นว่า

“อุ่น...แกรู้เปล่า ถ้าจะตัดนมแกต้องไปหาจิตแพทย์ตรวจด้วย ถ้าไม่ผ่านแกจะอดตัดนม” เป็นปัญหาที่ทำให้ไออุ่นคิดหนัก เครียด กลัวมีอุปสรรคในการตัดนม...จะทำยังไงดี จึงไปปรึกษาทราย ปดว่าเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนสงสัยตนเลยมาถามต่อ ทรายรู้ว่าเป็นปัญหาของอุ่น

แต่ไม่ซักถาม แต่บอกว่านี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นจิตแพทย์จึงต้องประเมิน เผื่อผ่าตัดแล้วเราจะรับไม่ได้จริงๆ วันนี้เราอยากทำ อีกสองปีอาจจะไม่อยากก็ได้

“แต่อุ่นมั่นใจว่าอุ่นรับได้” ไออุ่นเผลอเผยตัว แล้วชะงักกึก

“ครูเข้าใจค่ะ แต่ก่อนที่อุ่นจะตัดสินใจทำอะไร ครูอยากให้อุ่นคิดเยอะๆ คิดนานๆ อุ่นยังมีเวลาอีกมากที่จะหาคำตอบให้ตัวเอง จะทำอะไรปรึกษาครูก่อนนะคะ คุยกับคุณพ่อคุณแม่ก็ได้”

“พ่อกับแม่เนี่ยนะคะ...จะเข้าใจ” ไออุ่นเศร้าเซ็งไปทันที ทรายเห็นแล้วหนักใจเพราะยังไงพ่อแม่ก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก

แล้วเย็นนี้แอนเน่ก็มาบอกไออุ่นว่ามีเรื่องนมมาอัปเดต บอกว่าเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนพี่ตนเพิ่งบอกว่าเป็นแบบไออุ่นเขามีกรุ๊ปคุยเรื่องตัดนู่นต่อนี่กันด้วยข้อมูลเพียบ ให้ไออุ่นแอดเข้าไปดูมีคนเป็นร้อยเลย

เมื่อไออุ่นถ่ายคิวอาร์โค้ดเข้าไปในกรุ๊ปไลน์แล้วแอนเน่ลุ้นให้ทักไปเลย

“ขอบคุณที่รับเข้ากลุ่มนะคะ เราชื่อไออุ่น คืออยากรู้อ่ะค่ะ ว่าถ้าอยากผ่าตัดนมออกต้องทำไงบ้าง”

ฝ่ายกวิตายืนดูรูปไออุ่นที่แต่งชุดไทยแล้วปลื้มมาก แต่พอไปเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นมีแต่ชุดผู้ชายก็กลุ้ม ตัดสินใจโทร.หาปูเพื่อปรึกษาเรื่องไออุ่น พอปูรู้ว่ากวิตาโทร.มาเรื่องอะไรก็พูดอึ้งๆ ขำๆ ว่า

“เราสองคนเป็นไรวะเนี่ย ลูกชายพี่อยากเป็นผู้หญิง ส่วนลูกสาวเธอดันอยากเป็นผู้ชาย” กวิตาถามว่าเจ้าปั้นดาวอยากเป็นผู้หญิงมันบอกหรือเปล่าว่าทำไม ปูบอกว่ามันบอกว่ามันเป็นของมันเอง กวิตาถามว่าแล้วมันจะหายไหมพี่

ปูบอกว่าปั้นดาวเป็นตุ๊ดไม่ได้เป็นโรค ปลอบใจว่าอย่าเพิ่งนอยด์ ไออุ่นอาจจะไม่ได้เป็นแบบจริงจังก็ได้มันยังเด็กอยู่ กวิตาตอบอย่างผ่อนคลายลงเหมือนปลอบตัวเอง ทั้งที่ใจยังไม่ยอมรับว่า

“ใช่มันยังเด็ก อาจจะเป็นแค่แฟชั่นอยากทำตามคนอื่น เดี๋ยวโตขึ้นมันก็เลิก มันคงไม่ได้เป็นจริงๆ”

ooooooo

คืนนี้กรกลับบ้านแล้วพบแต่บ้านที่ว่างเปล่าก็ไลน์ถามว่าทรายอยู่ไหน แต่ไม่ได้รับไลน์ตอบจากทราย กรเริ่มคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ที่ทรายเอาแต่ทำงาน ตนต้องอยู่บ้านคนเดียว...กรเริ่มตระหนักบางอย่าง

ที่แท้ทรายไปเยี่ยมวีหนึ่งที่โรงพยาบาลโดยครูป้องไปส่งบอกว่าจะรอรับทรายกลับด้วย

ทรายเอาข้อมูลของวีหนึ่งฝากไว้ให้คุณหมอ จุลมาสถามว่าลูกตนเป็นโรคจิตจริงๆหรือ ทรายบอกว่าวีเป็น “โรคทางอารมณ์” พรุ่งนี้คุณหมอคงวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกที จุลมาสทรุดนั่งถามเครียดว่าทำไมอยู่ๆ วีถึงได้นิ่งไปแบบนี้ ทรายอธิบายเพิ่มว่า

“เวลาคนเราเจอปัญหาจะมีการรับมือ 3 วิธีคือ สู้ หนี และช็อกค่ะ ช็อกคือร่างกายและสมองจะเย็นชาขาดการรับรู้ แต่อาการนี้หายได้ถ้าเราช่วยกันอย่างถูกวิธี ทุกอย่างจะกลับคืนมาเหมือนเดิมค่ะ”

ทรายให้กำลังใจจนจุลมาสค่อยมีกำลังใจขึ้นและค่อยๆเปลี่ยนความคิดที่มีกับทราย 

ไวทินจะมาเปลี่ยนให้จุลมาสกลับไปพักเพราะเฝ้าวีมาทั้งวันแล้ว แต่จุลมาสไม่มีแก่ใจจะกลับไปพัก ไวทินบอกว่างั้นก็อยู่ด้วยกันสองคนเลย ทรายจึงลากลับก่อน กิ่งแก้วถามว่ากลับยังไง ทรายบอกว่ามีเพื่อนรออยู่

ทรายลงมาถึงจุดที่นัดกับครูป้อง แต่กลับเจอกรรออยู่ ทรายถามว่าเขามาได้ยังไง กรบอกว่าครูป้องโทร.บอก พอขึ้นนั่งในรถทรายบ่นว่าป้องไม่น่าโทร.บอกเลยตนกลับเองก็ได้ กรรับว่าใช่ ครูป้องไม่ควรบอกแต่ทรายควรบอกตนด้วยตัวเอง

กรรุกทรายว่านอกจากเรื่องนี้แล้วทรายยังมีเรื่องอื่นที่ปิดบังตนหรือเปล่า ทรายปากแข็งว่าไม่มี

“มี!!!” กรเสียงแข็งสวนทันที กลับถึงหน้าบ้านพอดี กรไม่ยอมให้ลงจากรถคาดคั้นถามว่า “บอกมา...คุณมีอะไรปิดบังผม...” ทรายอึกอักลำบากใจมาก “ผมไม่เข้าใจ ทรายที่ผมรู้จักหายไปไหน คนที่เข้าใจ เห็นอกเห็นใจ พร้อมรับฟังและยืนอยู่ข้างๆผม...ทรายคนนั้นหายไปไหน!”

กรระบายความอัดอั้นออกมาน้ำตาคลอ ทรายมองอึ้ง ในที่สุดทรายเอ่ยน้ำตาคลอ

“ทรายขอโทษ...”

“ทราย...ผมไม่ได้อยากได้ยินคำขอโทษ...ผมอยากฟังเหตุผลว่ามันคืออะไร มันเป็นเพราะผมหรือเปล่าที่ทำให้คุณเป็นแบบนี้...ถ้าผมผิด ผมพร้อมจะแก้ไขผมจะปรับปรุงตัว” ทรายส่ายหน้าพูดไม่ออก “ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียคุณไป คุณ...คุณยังอยู่กับผมใช่ไหมทราย”

ทรายขอให้เข้าบ้านก่อน กรไม่ยอมจนกว่าทรายจะตอบคำถามตน ถามโพล่งว่า

“คุณมีคนอื่นใช่ไหมทราย” ทรายตอบทันทีว่าไม่ใช่ “ถ้าไม่ใช่แล้วมันคืออะไร บอกผม บอกผมสิทราย!”

“แม่คุณให้ทรายลาออกจากงาน แต่ทรายไม่อยากทิ้งเด็กๆ ไม่อยากออก ทรายเลยขอคุณแม่ ขอทำงานจนหมดเทอม” ทรายโพล่งบอกอย่างอัดอั้น “ทรายต้องรีบช่วยเด็กๆให้ได้มากที่สุดก่อนจะหมดเทอม ทรายหลบหน้าคุณเพราะคุณแม่ไม่ให้ทรายบอกเรื่องนี้กับคุณ ทรายไม่อยากปิดบัง ไม่อยากโกหก แต่ทรายก็พูดความจริงไม่ได้”

กรใจหายวาบ รู้สึกผิดและเห็นใจทรายอย่างที่สุด ดึงทรายเข้าไปกอดด้วยความสงสารจับใจ สองคนกอดกันด้วยความเข้าใจ

ครอบครัวกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง คืนนี้ทรายเปลี่ยนชุดนอนแล้วถอนใจด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย โล่งใจ กรเอาถ้วยชามาให้ ถามว่าเป็นยังไงบ้าง ทรายบอกว่าโล่ง กรพูดเสียงอ่อนโยนว่าเก็บมาตั้งนาน บอกตนตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง บอกว่าตนจะไปคุยกับแม่เอง

“ก็นี่ไง ทรายถึงไม่อยากบอก ทรายคนกลางถ้าคุณไปคุยทรายก็โดนอีก”

“ก็จริง ผมขอบคุณนะทรายที่อดทนเก็บมาได้ตั้งนาน แล้วก็ขอโทษแทนแม่ด้วยที่บังคับคุณขนาดนี้เรื่องลาออก ถ้าคุณไม่อยากออก ผมเข้าใจนะ”

“ทรายไม่อยากออกค่ะ แต่ที่คุณแม่พูดมันก็มีเหตุผล ทรายก็เลยคิดว่าบางทีถ้าลาออกหรือพักงานแล้วมีเวลาให้กับ ‘เรา’ มากขึ้น มันก็น่าจะดี”

กรโอบไหล่ทรายไว้อย่างรักใคร่ บอกว่าตนจะช่วยเอง ทุกอย่างต้องจบภายในเทอมนี้ ทั้งเรื่องเด็กๆที่ยังค้างคาอยู่ แล้วก็...เรื่องครอบครัวเรา และที่สำคัญตนจะไม่บอกแม่ว่าตนรู้เรื่องนี้แล้ว

“ขอบคุณค่ะ” ทรายหัวเราะ กอดกรไว้ด้วยความรัก บอกว่า “ต่อไป...ทรายจะไม่ปิดบังแล้วค่ะ”

ooooooo

เมื่อเปิดใจให้กันแล้ว กรกับทรายก็ร่วมกัน

แก้ปัญหาอย่างจริงจัง คืนนี้ทรายเอาแฟ้มมาเรียงแล้ว อัปเดตแต่ละแฟ้มให้ฟัง

“ครอบครัวพีท อยู่ในขั้นปรับพฤติกรรม...ครอบครัวให้ความร่วมมือมากเลยค่ะ” มาถึงแฟ้มของไออุ่น ทรายรายงานว่า เด็กมีความสนใจในเรื่องการแปลงเพศ กรถามว่าแล้วผู้ปกครองว่ายังไง ทรายบอกว่าน่าจะยังไม่รู้เรื่อง และผู้ปกครองก็ยังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อถึงแฟ้มบุ๊ค ทรายเล่าว่า “บุ๊คบำบัดอาการติดเกมแล้ว เตรียมความพร้อมก่อนจะกลับเข้าเรียนตามปกติ ครอบครัวให้ความร่วมมือดี ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนฝึกทักษะสังคม มีพัฒนาการในการรับมือกับอารมณ์

ได้ดี กำลังฝึกเรื่องการสื่อสารเป็นเรื่องเป็นราวอย่างต่อเนื่อง ครอบครัวให้ความร่วมมือดี”

ส่วนวีหนึ่ง ทรายเล่าว่า

“จากความกดดันที่สะสมมานาน วิธารีมีอาการช็อก ต้องประสานกับทางโรงพยาบาลและจิตแพทย์เพื่อหาทางบำบัดต่อไป ครอบครัว พ่อให้ความมือ คุณแม่เริ่มเปิดใจมากขึ้น”

“ทุกคนมีความก้าวหน้าไปมาก คุณเก่งมากทราย เราเหลือเวลาอีกไม่มาก มีอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะ” กรเอ่ย ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีกำลังใจสู้

ooooooo

ในห้องพักวีหนึ่งที่โรงพยาบาล ไวทินนั่งหลับที่เก้าอี้ จุลมาสนอนที่เตียงญาติ กิ่งแก้วเดินนำคนขับรถเข้ามาพร้อมเตียงปิกนิกและเครื่องนอน บอกให้คนขับกางเตียงให้ไวทิน กำชับให้ทำเบาๆเพราะทุกคนหลับอยู่

จุลมาสหรี่ตาดู เห็นกิ่งแก้วไปปลุกไวทินให้มานอนเตียงสบายๆ เอายาก่อนนอนให้กิน บอกว่าตนจะกลับก่อน พรุ่งนี้เช้าเขาและคุณจุลมาสอยากได้อะไรอยากทานอะไรให้โทร.บอกเดี๋ยวตนจะเอามาให้

จุลมาสเห็นความจริงใจของกิ่งแก้วแล้วทิฐิที่ครอบงำใจอยู่ค่อยๆอ่อนตัวลง

เช้าวันต่อมา ทรายหยอกครูป้องว่านอกจากเป็นครูแล้วยังเป็นกามเทพด้วย ครูป้องบอกว่าตนก็แค่ทำหน้าที่ ‘เพื่อน’ ที่เห็นสภาพเมื่อวานแล้วทนไม่ได้ บอกว่าเอาน่าขัดคำสั่งแม่สามีนิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก

ทรายขอบใจ บอกว่าค่อยมีกำลังใจลุยงานให้จบก่อนปิดเทอม ครูป้องบอกงานที่กรมอบหมายให้แล้วขอผู้ช่วยคนหนึ่ง เพราะดูท่าทางเราต้องไปดูเรื่องการปรับหลักสูตรกับรองพรรณีด้วย ทรายรับปากจะจัดให้ และจัดให้ครูชิชามาช่วยครูป้อง

ครูป้องถามครูชิชาว่า เท่าที่ถามมีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนสนใจบ้างหรือเปล่า ครูชิชาบอกว่ามีบางคนสงสัยว่าไม่ได้จบครูแล้วจะทำตำแหน่งนี้ได้หรือเปล่า

“ได้สิ...จริงๆหัวใจสำคัญของการดูแลเด็กออทิสติกคือ หนึ่งต้องมีใจเมตตาต่อเด็ก สองคือต้องพยายามคิดหาวิธีทำให้พัฒนาการของเขาดีขึ้น ให้เขาเรียนให้ได้

ให้เขาเข้าสังคมให้ได้ ถ้ามีสองข้อนี้ก็เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษได้” พูดแล้วนึกได้ถามว่าตนขอให้ชิชามาช่วยงานไหวไหม

“ไหวค่ะ ชาอยากทำงานเยอะๆ เรียนรู้หลายๆด้านให้มากที่สุด ได้ทำงานกับคนเก่งๆอย่างพี่ป้องพี่ทราย ชาถือว่าเป็นกำไรค่ะ มีอะไรให้ช่วยบอกมาได้เลยค่ะ ชาช่วยเต็มที่”

“โห...ไฟแรงมาก ดีเลย งานพี่ต้องการคนไฟแรงแบบนี้แหละ” ครูป้องชื่นชมมาก ครูชิชายิ้มตอบสดใส

ooooooo

เฌอฟ้ากลับมาแล้ว ซื้อ “ของดีเชียงราย” เช่นไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู จัดขึ้นโต๊ะถ่ายรูปอย่างสวยงามน่ากินแล้วโพสต์ลงไอจีของตัวเองอย่างสนุกสนาน


อลินขอบใจที่ซื้อของมาฝากมากมาย เฌอฟ้าบอกว่าแค่เล็กน้อยเพราะตนมาพักที่บ้านน้าลินตั้ง

หลายวัน แล้วถามถึงบุ๊ค อลินบอกว่าไปออกกำลังกายเฌอฟ้าจึงตามไป

ที่สวนสาธารณะ เห็นบุ๊คขี่จักรยานมาก็ร้องเรียกเสียงดัง บุ๊คทั้งตกใจและตื่นเต้นจนจักรยานล้มโครม

เฌอฟ้ารีบเข้าไปขอโทษ เอาน้ำสะอาดเทล้างแผลถลอกให้ก่อนเดี๋ยวกลับบ้านค่อยใส่ยา เฌอฟ้าบอกว่า รู้ว่าบุ๊คมาออกกำลังจึงเดินเล่นๆมาหาจะถามอะไรหน่อย บุ๊คมองสงสัยว่าจะถามอะไร

“บุ๊ครู้จักพี่มินนี่มั้ย ที่เขาเคยอยู่โรงเรียนเดียวกับบุ๊ค” บุ๊คทำท่านึก “ดาราไง พี่มินนี่ที่แม่เป็นดาราด้วย ที่เขาเคยโดนปล่อยคลิปแล้วกินยาฆ่าตัวตายอ่ะ” บุ๊ค

จำได้ว่าเขาไม่ตาย “อือ โชคดีที่ช่วยไว้ทัน พี่ชอบเขามากนะ

ล่าสุดเซ็นสัญญานักแสดงช่องสามแล้วด้วย”

เฌอฟ้าชวนบุ๊คคุยอย่างกันเอง เปิดใจทีละนิดสนิทกันโดยไม่รู้ตัว

“เขาเป็นแรงบันดาลใจให้พี่เลย หลังจากที่พี่มินนี่ผ่านเรื่องร้ายๆมาได้ เขาออกรายการให้สัมภาษณ์เยอะมากเรื่อง CyberBullying คลิปพี่เขาดังไปถึงที่เมกาเลยนะ เขาพูดให้ข้อคิดดีๆหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องพ่อแม่” บุ๊คฟังเพลินเหมือนฟังพี่สาวเล่าอะไรให้ฟัง “เออ...แล้วรู้ใช่ป่ะที่พ่อเขาเป็นเกย์แล้วเขาก็รับได้ด้วยนะ หลังจากพี่เขารอดตาย พ่อกับแม่จากที่เคยเกลียดกัน

ก็กลับมาปรับความเข้าใจกันเพื่อลูก มันดีมากเลย”

“พ่อแม่นี่แปลก” บุ๊คคิดถึงตัวเอง “เพิ่งจะมาเห็นคุณค่าลูกตอนจะตาย ตอนป่วยหนักๆ ตอนปกติไม่เห็นจะสนใจ” เฌอฟ้าถามแซวว่าคิดถึงตัวเองล่ะสิ บุ๊คชะงักพยักหน้าบอกว่าก็นิดนึง แล้วระบายความรู้สึกออกมา “พี่รู้เรื่องที่แม่จะกลับเมกาแล้วใช่ป่ะ...พี่คิดว่าถ้าบุ๊ค

กลับไปติดเกมเหมือนเดิม แม่จะอยู่ดูแลบุ๊คต่อป้ะ”

เฌอฟ้าฟังแล้วอึ้ง ตอบไม่ถูก มองบุ๊คที่เศร้าลงอย่างเป็นห่วงมาก...

กลับถึงบ้าน บุ๊คกินข้าวไม่กี่คำก็ลุกไป บอกแม่ว่าไม่หิวกินขนมกับพี่เฌอไปแล้ว อลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของบุ๊ค เฌอฟ้าจึงตัดสินใจแอบเล่าความกังวลใจและแนวโน้มที่บุ๊คอาจกลับไปเล่นเกมอีกให้อลินฟัง

ooooooo

จากความจริงใจของกิ่งแก้วที่มีต่อวีและจุลมาสในยามที่กำลังอยู่ในความทุกข์ใจแสนสาหัสนี้ ทำให้จุลมาสมีความรู้สึกดีกับกิ่งแก้ว จนวันนี้จะกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ไว้ใจฝากให้กิ่งแก้วช่วยดูแลวีด้วย

เมื่อจุลมาสกลับมาเตรียมเสื้อผ้าจะกลับไปเฝ้าวีที่โรงพยาบาลก็ชะงักเมื่อได้ยินรายงานข่าวจากทีวี


“เมื่อคืนวานนี้ เกิดเหตุสลดนักศึกษาคณะวิศวะฯ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังกินยาเกินขนาดเสียชีวิตในห้องพัก เจ้าหน้าที่คาดว่าเป็นการฆ่าตัวตายจากความเครียดและความกดดันจากการสอบ...จากประวัติ ผู้ตายเป็นนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ผลการเรียนตกลง เพื่อนๆบอกว่า ผู้ตายมีความเครียดและบ่นให้ฟังเสมอว่าไม่อยากให้ที่บ้านรู้เรื่องผลการเรียนเพราะไม่อยากทำให้ที่บ้านผิดหวัง”

จุลมาสฟังแล้วเจ็บจี๊ด รับไม่ได้ หยิบรีโมตกดปิดทีวี ใจสั่นหวิว ยิ่งเมื่อเงยหน้าเห็นบัตรเกียรติคุณและเหรียญรางวัลมากมายนึกถึงอดีตก็ยิ่งเจ็บปวด...วันนั้นวีหนึ่งเอากล่องผูกโบเล็กๆมาให้ บอกว่า

“ของขวัญวันเกิดแม่ค่ะ”

จุลมาสอ่านชื่อรางวัลนักเรียนดีเด่นจากสมาคมศิษย์เก่าก็ยิ้มเต็มหน้า หยิบซองในกล่องถามว่า “แล้วนี่ซองอะไรลูก”

วีบอกว่าทุนการศึกษาตนให้แม่หมดเลย จุลมาสไม่เอาให้ลูกเก็บไว้เรียน วีบอกว่าพ่อให้ทุกเดือนอยู่แล้ว ส่วนนี้ให้แม่เอาไปซื้อเสื้อผ้านวดหน้าแต่งหน้าทำเล็บทำสวยให้คลายเครียด จุลมาสกอดวีไว้ด้วยความรัก

“ขอบใจมากนะลูก ทีหลังไม่ต้องเอาเงินให้แม่นะ แม่ไม่อยากได้เงินลูก ของขวัญเดียวที่แม่อยากได้ แม่อยากเห็นวีมีชีวิตที่ดี มีหน้าที่การงานที่ดี...แค่นี้แม่ก็

มีความสุขแล้ว”

แต่วันนี้...จุลมาสมองดูรูปและรางวัลมากมายเหล่านั้นด้วยแววตาเจ็บปวดเมื่อค้นพบว่ามันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงอีกต่อไปแล้ว...

ooooooo

หลังจากอลินคุยกับเฌอฟ้าแล้วโทรศัพท์เล่าให้ทรายฟัง คุยกับทรายแล้วก็คิดฟุ้งซ่าน ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะโทร.ไปหาเจ๊ดีหรือไม่

ทรายบอกอลินว่าบุ๊คกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว ถ้าอลินกลับไปอาจมีบ้างที่ความทรงจำเก่าๆและความรู้สึกเดิมๆจะกลับมา ทรายบอกว่าเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้คุณอลินกับคุณปราบก็ปรับการใช้ชีวิตแล้ว มีเวลาทำกิจกรรมกันมากขึ้น บรรยากาศในบ้านก็ดีขึ้น บุ๊คอาจไม่กลับไปเป็นแบบเดิมก็ได้

“จะว่าไป ปราบก็ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก หรือว่า ...ฉันเองก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูกเหมือนกัน”

อลินคิดถึงบุ๊คและการเปลี่ยนแปลงของปราบแล้วถามตัวเองว่าจะกลับไปทำงานอีกดีไหม หรือว่า

จะอยู่กับลูกที่นี่

แต่บุ๊คเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางความคิดแล้ว เข้าห้องไปเห็นโต๊ะที่เคยเป็นโต๊ะคอมฯ นึกถึงตอนที่ตัวเองเล่นเกมอย่างบ้าคลั่ง นึกถึงเมื่อกลับจากโรงเรียนแล้วไม่มีใคร...ก็เริ่มหวั่นไหว

ooooooo

หลังจากครูชิชาทำแบบสอบถามนักเรียนเรื่องการทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนแล้ว เด็กๆตอบแบบ สอบถามและคุยกันอย่างกว้างขวางคึกคักตามความชอบและความสนใจของตัวเอง


บอมถามว่าถ้าตนเลือกเกมเป็นกิจกรรมโรงเรียนจะจัดให้ไหม แอนเน่อยากเขียนบทละคร นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอหลากหลาย อันยาถามใบพัดว่าอยากทำกิจกรรมอะไรหลังเลิกเรียน ใบพัดตอบทันทีว่า

“กลับบ้านครับ เลิกเรียนก็ต้องกลับบ้าน นอกจากวันไหนมีซ้อมดนตรีก็อยู่ซ้อมก่อนแล้วก็กลับบ้านสิครับ ...ต้องกลับบ้าน”

เมื่อเก็บแบบสอบถามจากเด็กๆได้ ครูชิชาเอาไปส่งที่ห้องทำงานกร รวมแล้วสิบกว่ากอง ครูชิชารายงานอย่างตื่นเต้นว่า เสียงตอบรับจากเด็กล้นหลามมาก มีกองหนึ่งที่มากกว่าเพื่อน กรถามว่าเป็นกองอะไร พอ

ครูชิชาบอกว่า “เกมค่ะ” ทั้งกร ทราย และครูน้อยต่างอึ้ง ครู่หนึ่งครูน้อยบอกว่า

“จะว่าไปก็ไม่เกินความคาดหมาย เพื่อนๆครูที่โรงเรียนอื่นก็เริ่มอนุญาตให้มีชมรมเกม ถ้าเราให้เด็กๆเลือกกิจกรรมที่เขาสนใจในยุคนี้ ร้อยทั้งร้อยก็ต้องสนใจเกี่ยวกับเกม เพราะมันคือโลกของเขา”

“คราวนี้ก็อยู่ที่เรา ว่าจะจัดกิจกรรมให้เขาหรือเปล่า และจะจัดออกมารูปแบบไหนคะ” ครูชิชาถาม

ฝ่ายพวกครูก็ไปคุยกันในห้องทำงานของครูพรรณี ครูเบญจาบอกว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับโปรเจกต์ใหม่ของ ผอ. คิดว่าโรงเรียนส่งเสริมเด็กให้ทำแต่เรื่องไร้สาระ ครูอีกคนเป็นห่วงเรื่องงบประมาณว่าถ้าเปิดชมรมแล้วผู้ปกครองไม่ยอมให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมก็เสียงบประมาณไปเปล่าๆ

ครูเบญจามีความเห็นว่าก่อนเปิดโปรเจกต์ใหม่ให้ช่วยเคลียร์โปรเจกต์เก่าก่อนดีไหมเพราะมากมายจนครูไม่มีเวลาเตรียมการสอนแล้ว ครู ม.2/2 ก็ทักท้วงว่า

“ไหน ผอ. บอกว่าจะลดงานประเมิน ไม่ประกวด เพื่อให้เรามีเวลาสอนมากขึ้น แต่โปรเจกต์ขึ้นใหม่เพียบแบบนี้ ยังไงงานเราก็เพิ่มอยู่ดี”

ครูพรรณีฟังบรรดาครูอย่างหนักใจ ต่อมายังถูกฝ่ายการเงินเอางบประมาณการจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่ ผอ.ส่งมาให้ดูย้ำว่าถ้า ผอ.ทำต่อๆไปทุกเทอม มันจะกระทบงบส่วนกลางแน่ๆ บ่นว่าตอนนี้มีแต่รายจ่ายจนมึนไปหมดแล้ว ครูพรรณีถามว่าแล้วบอก ผอ.หรือยัง ฝ่ายการเงินบอกว่า บอกไป ผอ.ก็คงไม่เห็นว่าเป็นปัญหา ครูพรรณีฟังแล้วถามหนักใจ...

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง?”

ooooooo

วันนี้กองพลไปคุยกับครูป้องเล่าเรื่องที่ครูป้องให้ใบพัดเปลี่ยนเป็นเดินด้านหลังโรงอาหารว่าใบพัดแสบจมูกและเหม็นมาก เลยเลี้ยวขวาผ่านสวนข้างกำแพงแล้วเดินมาห้องครูทราย

ครูป้องบอกว่าใบพัดมีพัฒนาการในการสื่อสารที่เร็วมาก แต่ครั้งนี้ทำได้ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำได้ทุกครั้ง กองพลเสนอว่าใบพัดกล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรงตนอยากจะพาไปหัดชกมวยดีไหมใบพัดจะได้ใช้ป้องกันตัวเองได้ด้วย โดยจะชวนแหม่มกับทิวเดนและอันยาไปด้วย


ครูป้องเห็นด้วยเผื่อแหม่มจะแนะนำได้ถ้ามีอะไรเกินความคาดหมาย กองพลยังเล่าขำๆและภูมิใจว่า เรื่องการตั้งคำถามตนพยายามชวนคุย และคำตอบของใบพัดก็เกินความคาดหมายจริงๆ

กองพลเล่าเรื่องใบพัดสั่งไข่เจียวมะเขือเทศที่ร้านป้าหน้าปากซอย ตนถามว่ากินทุกมื้อไม่เบื่อหรือ ใบพัดบอกว่าไม่เบื่อ อร่อยดี พอถามว่าอร่อยยังไง ใบพัดก็สาธยายวิธีการทำของป้าอย่างละเอียด นับแต่การใช้น้ำมันหมูที่ร้อนจัด การเตรียมไข่ การเลือกมะเขือเทศและขั้นตอนการทำอย่างละเอียด รู้กระทั่งว่าป้าบีบมะนาวใส่ลงไปนิดหนึ่งทำให้อร่อยขึ้นมาก

กองพลเล่าว่าตนฟังแล้วเหวอ งง ว่าใบพัดคุยกับป้าตอนไหนถึงได้รู้ละเอียดยิบเพราะทุกทีไม่เคยเห็นคุยกับใคร ใบพัดบอกว่า

“ผมอยากรู้ ผมเลยถาม ป้าก็บอกผม”

“จำเก่งมากใบพัด”

กองพลบอกว่าตนตะโกนออกมาอย่างดีใจมาก สรุปให้ครูป้องฟังว่า ใบพัดจะคุยกับใครก็ได้ถ้าเป็นเรื่องที่สนใจ เมื่อใกล้ชิดและรู้ธรรมชาติของใบพัดแล้ว ลุงหลานก็คุยและหยอกล้อกันได้อย่างถูกใจ ความรักความผูกพันก่อตัวแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ

ooooooo

ยายครองพรจิตตกหงุดหงิดเมื่อเห็นคลิปที่พีทกรี๊ดถูกเผยแพร่และคอมเมนต์ด่ากันอย่างหยาบคาย จนตาธรรมชนะบอกว่าไม่ต้องดูมันแล้วยิ่งดูยิ่งจิตตก แล้วชวนยายไปทำอย่างอื่นกันดีกว่า

ยายวางโทรศัพท์ที่เปิดคลิปอยู่ไปกับตา พีทได้ยินยายบอกตาเรื่องคลิปจึงเดินเข้าไปดู เห็นรูปตัวเองกรี๊ดดิ้นกับพื้นก็รู้สึกแย่

แอนเน่ดูคลิปนี้เหมือนกัน บ่นกับไออุ่นว่าโคตรเกลียดพวกที่ชอบโพสต์คลิปเด็กกรี๊ด คนดูตลกแต่เด็กไม่ตลกด้วยเลย น่าจะมีกฎหมายให้เด็กฟ้องกลับบ้าง

แอนเน่ทั้งด่าทั้งบ่นแล้วถามไออุ่นว่าวันนี้ชวนมาหาพี่สิงห์ทำไม ไออุ่นบอกว่าพ่อให้เอาเช็คค่าเช่าพระมาฝากพี่สิงห์ไปให้พ่อเขา แอนเน่สงสัยว่าทำไมต้องฝากไออุ่นคราวที่แล้วก็ให้เอาขนมมาให้ทีหนึ่งแล้ว

“ฉันว่าพ่อแกต้องคิดอะไรบางอย่างแน่ๆ”

ทันใดนั้นเด็กผู้ชายในชุดนักเรียนเหมือนโดนเพื่อนแกล้งผลักให้เซมาเอาเป้าชนก้นแอนเน่อย่างจังแล้ว พากันหัวเราะก้ากๆ ซ้ำแซวกันว่า “ฟินไหมมึง”

แอนเน่โมโหมากจะเข้าไปเอาเรื่อง พอดีสิงห์มาถามว่ามีเรื่องอะไรกัน เด็กเกรียนบอกว่าแซวขำๆ สิงห์ถามแอนเน่ว่าขำหรือเปล่า แอนเน่ว่าไม่ขำ! สิงห์ปรามเด็กพวกนั้นว่าเห็นไหมว่าพี่เขาไม่ขำ ทีหลังอย่าทำ มันไม่ตลกหรอก เด็กพวกนั้นหน้าเสียต่างโทษกันไปมาแล้วเดินหนีไปเลย

ไออุ่นมองสิงห์อย่างรู้สึกดีเหมือนพี่ชายดูแลน้อง สิงห์พูดอย่างอ่านเหตุการณ์ออก บอกทั้งสองว่าคนที่เหยียดเรื่องเพศนี่เขากำลังตัดโอกาสในชีวิตตัวเองออกไป ยกตัวอย่างว่า อย่างตนไม่แคร์เรื่องพวกนี้ตนจะคบใครก็ได้แบบนี้ไม่คุ้มค่ากว่าหรือ

“งี้พี่ก็แต่งงานกับหนูได้อะดิ” แอนเน่ถามโพล่งหน้าทะเล้น


“ทำไมไม่ได้อ่ะ ถ้าคนรักกันจะแต่งกับใครก็ได้ เพราะพี่คิดว่าคอนเซปต์ของการแต่งงานคือความรักนะ ไม่ใช่เรื่องเพศ”

“ไอดอล!!!” ไออุ่นกับแอนเน่ร้องพร้อมกันอย่างโดนใจสุดๆ

ooooooo

ครูพรรณีไปคุยกับกรที่ห้องทำงานบอกเรื่องที่ฝ่ายการเงินฝากมา แต่ก็ทำได้แค่เล่าให้ฟังและปรามกลายๆแล้วออกไป ปล่อยให้กรนั่งคิดเครียดเซ็ง...

หมอวิเคราะห์อาการของวีให้จุลมาสกับไวทินฟัง บอกทั้งสองว่า

“ช่วงนี้คนไข้ต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด ในทางการแพทย์ก็จะมีการใช้ยาและเข้าสู่กระบวนการบำบัด แต่การรักษาต้องได้รับความร่วมมือจากครอบครัวและโรงเรียน สำคัญที่สุดคือครอบครัวต้องปรับวิธีการดูแล วิธีการพูดคุยเพื่อให้คนไข้เกิดการรับรู้ใหม่ เกิดความเข้าใจในครอบครัว และช่วยให้คนไข้ปรับตัวได้ดีขึ้นต่อไป”

จุลมาสฟังแล้วคิดหนักว่าจะคุยยังไงกับลูก?

ไออุ่นยังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการ “ตัดนม” ถามวินนี่ในไลน์กรุ๊ปพอบอกอายุ 15 วินนี่บอกว่ายังตัดนมไม่ได้ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอมก่อน พอดีกวิตาเรียกให้ไปช่วยยกของ ไออุ่นวางโทรศัพท์ไปยกของ กวิตามาเห็นเข้าก็โวยวายว่าคิดอะไร แกจะไปตัดนมออกเหรอ!!! บ้าหรือเปล่า? สั่งลบออกให้หมดเลยแม่ไม่ชอบ!!

ไออุ่นเสียงแข็งว่าแม่ไม่ชอบก็เรื่องของแม่ แม่เกลียดพวกผิดเพศมากใช่ไหม ตนก็ผิดเพศเหมือนกัน ถามอย่างเจ็บปวดว่า “ถ้าอุ่นเป็นสิ่งที่แม่ไม่ชอบไม่เหมือนชาวบ้านอุ่นยังเป็นคนหรือเปล่า ยังเป็นลูกแม่อยู่หรือเปล่า” ถามแล้วเดินปาดน้ำตาเข้าห้องไปเลย กวิตาช็อก

คืนนี้ไออุ่นส่งไลน์ถามสิงห์ว่าเคยเจอพ่อแม่

ไม่พอใจลูกตัวเองหรือเปล่า สิงห์บอกว่าบ่อยไป ขนาด

ตัวเราเองยังไม่พอใจตัวเองเลยแล้วจะให้พ่อแม่พอใจเราได้ยังไง อ่านคำตอบของสิงห์แล้วไออุ่นสบายใจขึ้นมาก

โมรากุลก็ใส่ใจในการดูแลใกล้ชิดพีทมากขึ้น ก่อนนอนก็เล่านิทานให้ฟังและทายสีอารมณ์กัน พีทเพลินจนหลับในอ้อมอก โมคิดถึงที่ทรายบอกว่า

“ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบฟังนิทานหรอกค่ะ ยิ่งถ้าได้อยู่ในอ้อมกอดพ่อแม่ไปด้วยเขาจะแฮปปี้มาก”

ฝ่ายตานะกับยายพรก็ทำงานไปเล่นทายสีอารมณ์กันไปอย่างสนุกสนานและจำได้แม่นยำขึ้นทุกที

หลังจากกรคุยกับครูพรรณีแล้ว เขาหนักใจจนทรายถามว่าเป็นอะไร พอกรเล่าให้ฟัง ทรายติงแกมเตือนว่าครูพรรณีเป็นผู้บริหารที่เก่ง เขาต้องรักษาไว้ให้ดี ครูพรรณีเตือนเขาเรื่องเงินซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากและไม่ใช่เรื่องของครูพรรณีด้วยซ้ำ แสดงว่าครูรักองค์กรมากกว่าคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ถ้ากรไม่เปิดใจใครก็แก้ปัญหาให้ไม่ได้เพราะเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวของโรงเรียนเรา เขาต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้าง

ที่ห้องพักครู วันนี้ครูเบญจาถามครูพรรณีกับครูน้อยว่าวันเกิดคุณนพลักษณ์เราไปอวยพรท่านที่บ้านกันไหม ปีนี้ครูหลายคนบ่นคิดถึงท่านมาก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจครูๆ เราไปอวยพรวันเกิดท่านด้วยกันไหม

กรมาได้ยินตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ เขาตอบเลยว่าได้ ตนจะจัดการทุกอย่างไว้ให้เอง แล้วบอกครูน้อยประสานงานให้ด้วย จากนั้นขอคุยกับครูพรรณี

กรซื้อขนมเปียกปูนบางลำพูมาฝากบอกว่าผ่านพอดีและรู้ว่าครูพรรณีชอบทาน ครูพรรณีรู้ทันเพราะจากบ้านมาโรงเรียนไม่ผ่านร้านนี้เลยแต่ก็ขอบคุณ

กรยอมรับกับครูพรรณีว่าที่ผ่านมาตนอาจจะดูเหมือนไม่ค่อยฟังไม่ค่อยเปิดกว้างเท่าไหร่ ต่อจากนี้ถ้ามีอะไรจะแนะนำหรือตักเตือนก็บอกได้เลย เป็นบรรยากาศดีที่กรเปิดใจและครูพรรณีก็ใจกว้างอย่างผู้ใหญ่ที่ดี

ส่วนเพื่อนๆ ของวีหนึ่งเป็นห่วงเพื่อนแต่ไม่รู้จะช่วยยังไงดี จะไปหาที่บ้านก็เกรงว่าแม่วีหนึ่งจะไม่เก็ต ในที่สุดโอ๋เอ๋ก็ชวนกันไปหาทรายบอกว่าวีหนึ่งไม่มาเรียนตั้งแต่วันสอบ ตอนนี้เพื่อนๆ ก็ติดต่อไม่ได้เลย

“วีไม่สบายนิดหน่อย น่าจะหยุดเรียนสักพัก”

โอ๋เอ๋ถามว่าป่วยกายหรือป่วยใจ วีหนึ่งจะฆ่าตัวตายไหม ตนดูแล้วน่าจะซึมเศร้าแน่ๆ ทรายยังไม่ทันตอบ เสียงจุลมาสก็ถามแทรกขึ้นว่า

“โรคซึมเศร้ามันเป็นยังไงเหรอคะ?”

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 13 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 18 เม.ย. 2562 09:25 2019-04-20T02:08:39+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ