ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

วันนี้ขณะที่จุลมาสกำลังวุ่นวายกับการขายของ กิ่งแก้วก็ไปหาที่ร้าน จุลมาสนึกว่าเป็นลูกค้าพูดโดยไม่หันมองว่า เลือกซื้อตามสบายเลย หาอะไรไม่เจอถามได้

“พี่มาส ฉันเอง” กิ่งแก้วส่งเสียง พอจุลมาสหางตามาเห็นก็ชักสีหน้าใส่กระชากเสียงว่าจะเอาอะไรก็เลือกเอาตนยุ่งอยู่ “ฉันไม่ได้มาซื้อของ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

จุลมาสสวนเสียงกระด้างว่าตนไม่ว่าง ไม่มีอะไรจะคุย แต่พอกิ่งแก้วบอกว่าตนมีเรื่องจะคุยเพราะเป็นเรื่องของวี! จุลมาสจึงค่อยๆหันมาแต่สีหน้ายังเย็นชา

เมื่อจุลมาสยอมคุยด้วย กิ่งแก้วบอกว่า

“ฉันเป็นห่วงสุขภาพวี ครั้งสุดท้ายที่เจอดูซูบๆ เครียดๆ พี่ได้คุยกับวีบ้างหรือเปล่า”

“ฉันก็คุยกับลูกอยู่ทุกวัน ไม่เห็นลูกจะเป็นอะไร” จุลมาสตอบปัดเสียงกระด้าง พอกิ่งแก้วจะอธิบาย ก็ตัดบทสวนไปว่า “นี่! ถามจริงๆ มาทำเป็นห่วงทำเป็นสนใจ ต้องการอะไร หรือว่าอยากได้ยัยวีไปเป็นลูกอีกคน!!

ได้ผัวฉันไปคนนึงแล้วยังไม่พอหรือไง!!!”

กิ่งแก้วพยายามอธิบายอย่างใจเย็นว่าพี่เข้าใจผิด ตนไม่ต้องการอะไร แต่...

“ฉันเป็นห่วงจริงๆนะพี่ ฉันรู้ ฉันไม่มีวันได้วีมาเป็นลูก ไม่ว่ายังไง...พี่ก็เป็นแม่เขา วีรักพี่มากที่สุด”

“รู้ก็ดี! วีมันมั่นคงไม่เหมือนพ่อมัน”

“พี่มาส ฉันรู้ว่าพี่เกลียดฉัน ฉันขอให้พี่วางอคติลงสักครั้ง ฉันกำลังพูดกับพี่ในฐานะ ‘แม่’ คนนึง ฉันอยากให้พี่คุยกับวี ฉันว่าเขามีอะไรบางอย่างที่ไม่ได้บอกพี่”

แม้จุลมาสจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจของกิ่งแก้วแต่ก็ยังทิฐิ ถามเสียงแข็งว่า

“บางอย่างที่ว่ามันคืออะไร พูดแบบนี้หมายความว่าไง วีมันบอกเธองั้นเหรอ” กิ่งแก้วบอกว่าวีไม่ได้บอก “อ้าว...แล้วเธอรู้ได้ไงว่าวีมันมีบางอย่างที่ไม่ได้บอกฉัน”

“เอาเป็นว่าพี่ลองคุยกับลูกดู ฉันเป็นห่วงจริงๆ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ฉันอยากพูดแค่นี้ ขอบคุณพี่มากที่รับฟัง ฉันไปล่ะ” กิ่งแก้วไหว้แล้วเดินไปเลย

“อ้าว...อะไรของเธอเนี่ย” จุลมาสหันมาไม่เห็นกิ่งแก้วแล้ว นึกถามตัวเองว่าจะเชื่อไม่เชื่อดี...

จุลมาสกลับเข้าไปในร้านเอามือถือมากดข้อความบางอย่าง แต่ยังไม่ได้กดส่ง...

ooooooo

ที่ห้องแนะแนว วันนี้ครูพรรณีพูดนำการสอบเข้าคณะอยู่ในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยแล้วให้ครูชิชาฝ่ายแนะแนวอธิบายต่ออย่างละเอียด

ขณะนั้นเอง มือถือของวีหนึ่งมีสัญญาณไลน์เข้า วีหนึ่งเปิดอ่านข้อความที่แม่ส่งมาแล้วหน้าซีด...

ทรายจับตาดูวีหนึ่ง ครูพรรณีมองตามสายตาทราย ดูวีหนึ่งด้วยความสนใจและแปลกใจ

วีหนึ่งเริ่มมีอาการลูกตาสั่น มือสั่น เหงื่อซึม แววตาเต็มไปด้วยความเครียด ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงครูชิชาไกลออกไป...ไกลออกไป วีหนึ่งเอามือขึ้นปิดหูตัวเองอย่างไม่อยากรับรู้อะไร อยากหายไปจากตรงนี้!

เมื่อครูชิชาอธิบายจบก็บอกให้ทุกคนไปหยิบแบบสอบถามและส่งกลับมาให้ครูด้วย

“ขนาดยังไม่ทันสอบ แค่ฉันฟังขั้นตอนก็เหนื่อยแล้วเนี่ย นี่เหรอที่บอกว่าคิดระบบมาให้เด็กเครียดน้อยลง ฉันว่าเครียดกว่าเดิมปะวะ” โอ๋เอ๋บ่นงึมงำ คีย์ตัดบทว่าอย่าไปคิดอะไร ไปหาอะไรกันกินดีกว่า

โอ๋เอ๋เห็นวีหนึ่งยังนั่งนิ่งก็เข้าไปจับแขน ตกใจถามว่าทำไมตัวเย็นจัง วีหนึ่งบอกว่าหนาวนิดหน่อย

แอร์มันลงพอดี โอ๋เอ๋เร่งให้รีบไปเอาแบบสอบถามกันเถอะใกล้หมดเวลาพักเที่ยงแล้วเดี๋ยวไม่ทัน

“วีไปกรอกแบบสอบถามที่ห้องครูนะคะ ครูอยากฟังความคิดเห็นนิดหน่อยน่ะค่ะ” ทรายชวน

“ค่ะ” วีหนึ่งพยักหน้า ไปหยิบแบบสอบถาม ทรายมองตาม คนอื่นๆก็ทยอยกันไปหยิบแบบสอบถาม

“เรื่องที่เราจะจัด Pre-test BMAT ถ้าเด็กๆโหวตว่าอยากให้เราจัด รีบรายงานด่วนนะ จะได้รีบจัดให้เลย”

ครูพรรณีกำชับครูชิชา แล้วปรายตามาเห็นมือของวีหนึ่งที่เอื้อมมาหยิบแบบสอบถาม แล้วชะงักเมื่อเห็นมือวีหนึ่งสั่นเหมือนไม่ค่อยมีแรง ครูพรรณีมองหน้าวีหนึ่ง วีหนึ่งยกมือไหว้แล้วเดินไปหาทราย

ทรายกับวีหนึ่งเดินออกจากห้องไป ครูพรรณีมองอย่างสนใจ เอะใจยิ่งขึ้น

พอเข้าไปในห้องทำงานของทราย วีหนึ่งเริ่มกรอกแบบสอบถามแต่มือสั่น วีหนึ่งยิ่งพยายามควบคุมตัวเองก็ยิ่งสั่นยิ่งทำไม่ได้ ความกลัวความผิดหวังในตัวเองถาโถมเข้ามาทันที วีหนึ่งน้ำตาหยด

ทรายมองอยู่ตลอดเวลา ค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้าใจว่า วีควบคุมตัวเองไม่ได้ใช่ไหม วีหนึ่งพยักหน้า ทรายถามว่า

“อยากบอกว่าเราไหว เราโอเค แต่บังคับร่างกายและอารมณ์ตัวเองไม่ได้ใช่ไหมคะ”

วีหนึ่งพยักหน้า หยุดเขียน น้ำตาร่วงเหมือนมันอัดอั้นอยู่ข้างใน วางปากกาทั้งที่มือยังสั่นริกๆ

ooooooo

ทรายเห็นวีหนึ่งน้ำตาไหลพรากแต่ใบหน้านิ่ง ก็ค่อยๆถามว่า “อยากเล่าให้ครูฟังไหมคะ”

วีหนึ่งส่ายหน้าจับกระดาษแบบสอบถามขึ้นมาค่อยๆฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนอยากให้มันสูญหายไปจากโลก ทรายดูอาการแล้วรู้สึกว่าวีหนึ่งไปไกลมากแล้ว พยายามควบคุมอารมณ์ให้นิ่งแล้วพูดต่อ

“วีไม่อยากเล่าให้ครูฟัง ครูเข้าใจนะคะ แต่วีควรเล่าให้คุณแม่ฟังบ้างนะ” วีหนึ่งฟังแล้วยิ่งร้องไห้หนัก “วีแคร์คุณแม่ที่สุดใช่ไหมคะ ครูคิดว่าคุณแม่ก็เป็นห่วงและแคร์วีเหมือนกัน วีควรเล่าให้คุณแม่รู้นะคะ ครูไม่บอกคุณแม่ตามที่วีขอไว้ แต่วีควรเป็นคนบอกเองนะคะ”

วีหนึ่งขอโทษ รีบโกยกระดาษที่ฉีก ปาดน้ำตา ทรายรีบบอกว่าเดี๋ยวครูเก็บเอง วีหนึ่งขอบคุณแล้วไหว้ลาขอไปเรียนเลย ทรายมองตามวีหนึ่งไปอย่างหนักใจ

วีหนึ่งเดินออกมาใจยังคิดถึงที่ทรายบอกว่า “วีควรเล่าให้คุณแม่รู้นะคะ” แล้วคิดถึงข้อความไลน์ของแม่ “วี...มีอะไรทำไมไม่บอกแม่ เกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไรวีต้องบอกแม่นะลูก เราไม่เคยมีความลับต่อกัน กลับมาแล้วคุยกันนะวี”

คำพูดของทรายและไลน์ของแม่ทำให้วีหนึ่งยิ่งเครียด กลายเป็นดึงตัวเองจมสู่ความกังวลยิ่งขึ้น

ทรายคุยกับกรที่ห้องทำงานของเขาว่าอาการของวีหนึ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ตนคงต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด ตอนนี้วีหนึ่งยังขอไม่ให้บอกเรื่องเข้าโรงพยาบาล แต่ถ้าแย่กว่านี้ตนคงต้องบอกให้คุณแม่ทราบ ถ้าเขารู้อาจจะเปิดใจก็ได้ กรบอกว่าจะให้ตนช่วยอะไรก็บอกได้เลย ถามว่าวันนี้มีนัดอะไรบ้าง

พอทรายบอกว่าไปบ้านบุ๊ค กรก็จะไปด้วย

เมื่อไปถึงบ้านบุ๊คเจออลินกับปราบท่าทางร้อนรนกำลังจะออกไปตามบุ๊คพอดี ถามไถ่ได้ความว่าอลินกับบุ๊คช่วยกันทำแฮมเบอร์เกอร์แต่เนยหมด บุ๊คอาสาปั่นจักรยานไปซื้อ

แต่พอปราบเข้ามารู้ว่าบุ๊คออกไปซื้อเนย

หน้าปากซอยก็บ่นว่าให้ไปได้ยังไงที่ปากซอยมีแต่ร้านเกมทั้งนั้น อลินตกใจถามว่าจะทำยังไงดี แล้วทั้งสองก็รีบจะออกไปตาม

ฟังอลินกับปราบแล้ว ทรายติงว่าเราต้องไว้ใจบุ๊ค พ่อแม่ต้องเป็นคนแรกที่เชื่อใจลูก

ทั้งอลินและปราบต่างกลัวว่าบุ๊คจะหันกลับไปเล่นเกมอีก กรขอให้เชื่อทราย รอที่นี่ดีกว่า เพราะชีวิตจริงเราเฝ้าเขาไม่ได้ตลอดเวลา ถือว่านี่เป็นอีกบททดสอบที่บุ๊คต้องเจอ จะได้รู้ว่าบุ๊คผ่านด่านนี้ไปได้หรือเปล่า

อลินกับปราบจึงไม่ไปตามบุ๊คแต่ใจยังกังวล รออีกครู่หนึ่งก็จะโทร.ตาม ทรายติงว่าถ้าบุ๊ครู้ว่าพ่อแม่ไม่ไว้ใจจะยิ่งเสียความรู้สึก จึงยังยืนร้อนใจกันอยู่

ทันใดนั้นประตูเปิด บุ๊คเดินเข้ามาเห็นผู้ใหญ่ทั้งสี่ยืนหน้าเครียดกันอยู่ ถามว่ามีอะไรกันหรือเปล่า ไม่มีใครตอบ แต่อลินกับปราบเรียกบุ๊คพร้อมกันอย่างดีใจสุดๆ “บุ๊คคคค...” บุ๊คสะดุ้งมองพ่อแม่อย่างไม่เข้าใจ

เมื่อเข้าไปนั่งคุยกัน บุ๊คถามว่าทุกคนกำลังรอตนกลับบ้าน ถามว่าครูกลัวผมกลับไปเล่นเกมใช่ไหม

ทรายยิ้มบอกว่าตนไม่กลัวเพราะบุ๊คสัญญากับตัวเองไว้แล้วเชื่อว่าบุ๊คจำได้ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามว่า อาทิตย์หน้าจะไปเรียนแล้วตื่นเต้นไหม บุ๊คบอกว่ามากเลย เครียดด้วย กรถามว่าเครียดเรื่องอะไร

บุ๊คบอกว่าไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะคิดยังไงกับตน ตนไม่อยากเป็นเหมือนก่อน ไม่อยากโดนแกล้ง ไม่อยากเป็นตัวประหลาดในสายตาเพื่อน ทรายถามว่าบุ๊คจำวันทำกิจกรรมที่โรงพยาบาลได้ไหม ทำไมเพื่อนๆถึงมาคุยกับเรา บุ๊คบอกว่าเขามาคุยกับตนเพราะตนเริ่มคุยกับเขา ตนไม่รู้สึกเป็นตัวประหลาดเพราะทุกคนก็ประหลาดเหมือนกันหมด

“เพราะบุ๊คเปิดใจ ลองเอาความรู้สึกนี้มาใช้กับชีวิตในโรงเรียน บุ๊คไม่ใช่ตัวประหลาด แต่บุ๊คเป็นตัวของตัวเอง ครูเชื่อว่าบุ๊คจะเข้ากับเพื่อนได้แน่นอนค่ะ”

บุ๊คเริ่มคลายกังวล กรบอกว่าจะให้บุ๊คซ้อมไปโรงเรียนลองครึ่งวันก่อน ถ้าพอไหวก็เต็มวันดีไหม

บุ๊คพยักหน้า กรให้กำลังใจว่า

“การที่บุ๊คพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ บุ๊คเก่งมากแล้วนะ ถ้าจะเทียบกับเกม บุ๊คผ่านด่านที่ยากมากมาได้แล้ว ครูเชื่อว่าบุ๊ครู้ว่าจะรับมือกับมันยังไง จะใช้อาวุธอะไรมาสู้กับมัน...ลองดูนะ”

บุ๊คยิ้มรับทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล กรสะกิดทรายเบาๆ บอกว่าเดี๋ยวตนมา แล้วลุกไปปล่อยให้ทรายคุยกับบุ๊คต่อ

กรออกมาคุยกับอลินและปราบบอกว่าบุ๊คแกร่งขึ้นมาก ตนว่าท่าจะไหว แล้วถามการใช้ชีวิตของพ่อแม่รุ่นใหม่อย่างปราบกับอลิน ฟังแล้วกรถามว่าเคยคิดไหมว่าระหว่างที่บุ๊คเลิกเรียนกลับถึงบ้านประมาณ 3-4 ชั่วโมงเขาควรทำอะไร หรือกลับมาก็ไม่มีใครอยู่บ้าน

อลินบอกว่าให้เรียนพิเศษ ปราบแย้งว่าลูกเราไม่เรียนหรอก ทั้งสามต่างคิดว่าถ้าเด็กไม่อยากกลับบ้านเขาอยากทำอะไรหลังเลิกเรียน? ต่างมองหน้ากันอย่าง... คิดไม่ออก

ขณะนั้นเองทรายก็ได้รับโทรศัพท์จากครูป้องว่า วันนี้พีทไม่มาโรงเรียนอีกแล้ว

ooooooo

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่พีทเกเร แต่เพราะยายให้ไปแคสติ้งที่สตูดิโอกับอ้อมพร้อมกับเด็กๆอีกหลายคน

พีทแต่งตัวเสร็จ อ้อมชมว่าพอแต่งเต็มที่แล้ว

พีทมีแววซุปตาร์ออร่าแรงมาก พีทเองก็ตั้งใจมาก

ปลาผู้ช่วยอ้อมแจกลูกโป่งให้เด็กทุกคน พีทยื่นมือไปบอกว่าตนจะเอาสีแดง ปลาส่งให้บอกให้ถือดีๆห้ามทำแตกเพราะมีให้คนละใบเท่านั้น พอปลาบอกให้เด็กๆ เตรียมเข้าฉากเล่นกันไปเรื่อยๆเอาแบบสนุกๆร่าเริง เด็กๆ ทุกคนถือลูกโป่งเล่นกันอย่างร่าเริง พีทถือลูกโป่งสีแดงเหวี่ยงไปมาอย่างมีความสุขมาก

ระหว่างนั้นโมโทร.ถามแม่ว่าพีทเป็นยังไงบ้าง แม่บอกว่าน่ารักเรียบร้อยมาก เขาให้อยู่หน้าสุดเลย โมถามอย่างไม่แน่ใจนักว่าพีทน่ารักเรียบร้อยจริงเหรอแม่

ครู่ต่อมามีปัญหาเรื่องแอร์เสียใช้ได้ตัวเดียว เด็กๆที่แต่งตัวใส่เสื้อหนากันเริ่มเหงื่อแตก ซ้ำโดนไฟส่องทั้งร้อนทั้งแสบตา

พีทเหงื่อออกที่คอจนคันก็เริ่มหงุดหงิดเหวี่ยงลูกโป่งไปมาเข้าใกล้บันดอร์ไฟจนลูกโป่งแตกปัง!! พีทหน้าเสียบอกว่าตนไม่ได้ทำอะไรเลยมันแตกเอง

พอลูกโป่งแตกและไม่มีให้ใหม่เพราะปลาบอกแล้วว่ามีแค่คนละลูก พีทก็ยิ่งหงุดหงิดร้องจะเอาลูกโป่งตรงเข้าแย่งของเพื่อน เมื่อไม่ได้ก็กรี๊ดร้องจนหน้าเขียวมือเท้าเกร็ง ยายที่เพิ่งคุยอวดโมว่าพีทเรียบร้อยน่ารักมากเห็นพีทหน้าเขียวมือเท้าเกร็งก็ช็อก! อ้อมกับยายรีบพาพีทส่งโรงพยาบาล

โมรีบมาโรงพยาบาลโทร.เล่าให้ทรายฟัง ถามอย่างกังวลว่าพีทเป็นหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เกรงลูกจะเป็นอย่างนี้อีก ทรายปลอบว่าอาจเป็นเพราะมีปัจจัยหลายอย่างมากระตุ้น แล้วเราค่อยนัดคุยกันอีกที

ทรายส่งคลิปพีทให้ครูป้องดูถามว่าจะทำยังไงต่อ ป้องบอกว่าขอดูคลิปก่อนแต่ตอนนี้เราคงยังทำอะไรได้ไม่เต็มที่ เพราะยายยังไม่ให้ความร่วมมือ

จากการคุยกัน ครูป้องถามทรายว่าเป็นอะไรทำไมดูไม่เป็นตัวของตัวเอง ย้ำกับทรายว่าทรายสอนให้ฟังสิ่งที่ไม่ได้พูด แต่ตอนนี้ร่างกายน้ำเสียงของทรายบอกชัดว่า ทรายมีอะไรบางอย่างที่ทำให้อยู่ๆก็เรียกตนมาบี้งานแบบนี้ เป็นอะไร ทรายจึงตัดสินใจบอกว่า

“คุณแม่กร...ขอให้เราลาออก”

ครูป้องรู้ทันทีว่าทรายเครียดเรื่องนี้ ปลอบใจว่าถ้าตนเจอปัญหาอย่างนี้ก็เครียดเหมือนกัน บอกว่า

ไม่เป็นไรตนจะช่วย บอกทรายว่า

“เคสใบพัดเดี๋ยวเราเริ่มเลย ส่วนพีทจะเริ่มดูคลิป แล้วมาช่วยคิดหาทางปรับพฤติกรรมและทำให้คุณยายเปิดใจให้ได้” ทรายขอบใจแต่เรื่องนี้ห้ามบอกใครแม้แต่คุณกร

ครูป้องบอกว่าไว้ใจได้ ความลับคือความลับ จับไหล่ทรายบอกว่า ทรายเป็นห่วงและทุ่มเทให้กับเด็กมากตนจะช่วยทรายเอง

กรมาเห็นภาพนั้นพอดี เขาเข้าไปบอกทรายว่าลืมเอกสารไว้ที่รถตนจึงเอามาให้ ป้องปล่อยมือจากทรายบอกเก้อๆว่าเรื่องใบพัดเย็นนี้ตนจะเริ่มเลย มีอะไรอัปเดตจะรีบบอกแล้วเดินเลี่ยงไป

ทรายรับเอกสารจากกรบอกว่าให้เลขาเอามาให้ก็ได้คนยิ่งเม้าท์กันว่า ผอ.นั่งไม่ติดโต๊ะอยู่ แล้วขอตัวไปดูใบพัดเลย กรมองตามทราย ความหนักใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ooooooo

ใบพัดเข้าเรียนโดยมีครูชิชาคอยจับตาสังเกตอยู่หลังห้อง ขณะที่ครูประจำชั้นจะสั่งการบ้าน ใบพัดจะหาสมุดมาจดก็พบว่าบางอย่างหายไปจากกระเป๋า ใบพัดมองหาค้นหากระเป๋าตัวเองจนหมดก็ไม่เจอ

ครูชิชาถามใบพัดว่าหาอะไร ใบพัดบอกว่าสมุดโน้ตที่จะซ้อมเปียโนเย็นนี้ แล้วใบพัดก็เดินขอค้นหาจากโต๊ะอื่น กระเป๋าคนอื่น ซึ่งเพื่อนๆก็ยินดีให้ค้น

แต่ฆ้องวงศ์ทำลับๆล่อๆ ซ่อนสมุดโน้ตของใบพัดให้มิดชิดแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้

ทรายเดินมาบอกใบพัดให้ไปข้างนอกกับครูดีกว่า ใบพัดจึงจำต้องเดินตามทรายไป

ฆ้องวงศ์ยิ้มสมใจที่ทำให้ใบพัดเป็นตัวปัญหาในห้องจนได้ อันยาเห็นยิ้มร้ายนั้นพอดีก็เอะใจ

ขณะครูป้องกำลังคิดกังวลกลัวกรจะเข้าใจผิดตนกับทราย ครูชิชาก็มาบอกว่าพี่ทรายให้ไปช่วยด่วน

เดือดร้อนถึงกองพลต้องขนสมุดโน้ตทั้งหมด

จากบ้านไปให้ใบพัดดูเพราะคิดว่าใบพัดลืมไว้ที่บ้าน ใบพัดดูแล้วบอกว่าไม่ใช่ แต่ครูป้องบอกว่าใบพัดไม่น่าลืมของที่ตัวเองสนใจ

ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น อันยาเข้ามาบอกว่า

“เจอสมุดโน้ตของใบพัดแล้วค่ะ” พลางยื่นให้ดู “ใบพัด เล่มนี้ใช่ไหม”

ใบพัดดีใจมากคว้าไปพลางขอบใจอันยา ยกมือไหว้ทุกคนแล้วขอไปเรียนต่อเลย ทรายถามอันยาว่า

ไปเจอที่ไหน อันยาบอกว่าในถังขยะข้างตึก กองพลบ่นเซ็งๆว่าใบพัดคงถูกแกล้งอีกแล้ว

ทรายขอบใจอันยา อันยาสวัสดีเดินออกมาแล้วหยุดคิดเหมือนมีบางอย่างคาใจอยู่

กองพลสงสารหลานมาก บอกครูป้องว่าถ้าใบพัดโดนแกล้งบ่อยๆแบบนี้ก็ไม่ไหว ถามว่าหาคนผิดมาลงโทษได้ไหม

“ผมจะประสานกับครูน้อยตรวจสอบให้นะครับ แต่การหาคนผิดมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทางที่ดีที่สุดคือต้องสอนให้ใบพัดรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ด้วยตัวเอง” กองพลถามว่าใบพัดจะทำได้หรือ “ถ้าน้องสาวคุณสอนให้ใบพัดมีพัฒนาการอย่างที่เราเห็นตอนนี้ได้ ผมเชื่อว่าคุณกองพลจะฝึกให้ใบพัดรับมือกับการโดนแกล้งได้แน่ครับ”

กองพลเริ่มมีความมั่นใจขึ้น ฟังครูป้องพูดอย่างตั้งใจ

ครูป้องอธิบายว่าสิ่งที่เราจะฝึกเรียกว่าทักษะสังคม คือความสามารถในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข แล้วอธิบายถึงด้านต่างๆ เช่น การเข้าหาผู้คน การเล่นกับเพื่อน การสร้างเพื่อน การทำงานกลุ่ม แต่พวกนี้ใบพัดไม่ค่อยมีปัญหา เพราะย้ายมาไม่นาน

ก็มีเพื่อน เล่นดนตรีกับวงก็ได้

“แต่สิ่งที่ใบพัดยังไม่มีคือการป้องกันตัวเองและการรับมือจากการถูกแกล้ง รวมถึงการเล่าเหตุการณ์หรือสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้นได้ค่ะ” ทรายเสริม

ฟังจากครูป้องและทรายแล้ว กองพลพยักหน้าบอกว่าตนพอเข้าใจแล้ว ทวนให้ฟังว่า

“เราจะสอนให้ใบพัดรับมือกับการโดนแกล้งให้ได้ และหลังจากนั้นก็สอนให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วเราจะสอนยังไง เมื่อไหร่ครับ”


“ผมจะสอนใบพัดกับคุณกองพลพร้อมๆกัน วันนี้หลังเลิกเรียนครับ” ครูป้องยินดี

ooooooo

หลังจากไออุ่นตัดผมจนหน้าดูบอยๆทะมัด ทะแมงแล้ว ไออุ่นก็หยิบมือถือมาพิมพ์ข้อความถึงแม่ว่า

“อุ่นไปนอนบ้านป๊านะ มีทำรายงานบ้านเพื่อนแถวนั้น”

ขณะนั้นเอง เพื่อนๆพี่ๆทอมในสนามเรียกไออุ่นให้ลงสนามบาสกัน ไออุ่นลงเล่นท่าแมนมาก จนสาวๆ

ข้างสนามถ่ายรูปกันพึ่บพั่บโพสต์ “ทอมหล่อบอกต่อด้วย” “พี่ไออุ่นเป็นหนุ่มแล้ว”

ลูกน้องกวิตาที่ร้านเอารูปไออุ่นไปให้ดูถามว่าไออุ่นใช่ไหม กวิตาตะลึงอึ้งปฏิเสธว่านั่นมันแค่แฟชั่น แต่แอบเอามือถือไปเปิดดูแล้วเจอไลน์ที่ไออุ่นบอกว่า

จะไปนอนบ้านป๊า กวิตารีบโทร.บอกเกริกฤทธิ์ว่า

“เฮีย! คืนนี้อุ่นมันจะไปบ้านเฮีย มันบอกหรือยัง”

“เออ มันเพิ่งส่งข้อความมาเมื่อกี๊นี้เอง ทะเลาะอะไรกันอีก” เกริกฤทธิ์เสียงขุ่น

“ทะเลาะอะไร มันเอาแต่หลบหน้าฉัน ถามคำตอบคำ ทำตัวแปลกขึ้นทุกที เฮียเจอลูกวันนี้ก็ลองคุยๆถามมันดูหน่อยนะ เดี๋ยวจะไปกันจนกู่ไม่กลับ”

ศรเพื่อนรุ่นพี่ที่นั่งดูเมนูอยู่กับเกริกฤทธิ์ที่ห้องอาหาร ฟังการโต้ตอบกันทางโทรศัพท์อยู่

เกริกฤทธิ์โวยว่าตนคุยไม่เป็น โยนกลองว่ากวิตาเป็นผู้หญิงด้วยกันมีอะไรก็คุยกันสะดวกกว่า ปัดว่าตนไม่คุยหรอกเรื่องแบบนี้ไม่รู้จะคุยกันยังไง แล้ววางสายเลย

ศรถามว่าลูกสาวมีปัญหาหรือ พอดีสิงห์เดินเข้ามาในชุดเสื้อลายดอก ผมทรงเดอะทอย สิงห์ไหว้เกริกฤทธิ์ เกริกฤทธิ์ถามแซวว่าวันนี้ว่างมากับเตี่ยได้ไง ศรบอกว่ามันมาประจบขอเงินไปแต่งรถเลยขับรถพาเตี่ยมาหาเพื่อน สิงห์โอดครวญว่าเตี่ยพูดซะเสียหมด แล้วขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

เกริกฤทธิ์ถามศรว่า

“ไอ้ศร ลูกชายเอ็งใส่เสื้อดอกๆ ทำผมทำเผ้า

แถมเจาะหูอีก ถามหน่อย มันเป็นพวกตุ๊ดพวกแต๋วอะไร

หรือเปล่าวะ”

“ไม่เป็น มันแต่งตามนักร้อง เดอะตอย เดอะต๋อยอะไรสักอย่าง วัยรุ่นๆไม่ใช่ตุ๊ด ถามทำไมวะ” ศรหัวเราะขำๆ แต่เกริกฤทธิ์คิดหนักว่าจะเล่าเรื่องไออุ่นยังไง ในที่สุดก็เล่าให้ศรฟัง ศรถามว่าลูกเป็นทอมหรือ?

“แค่สงสัย แม่มันก็กลุ้ม ครูที่โรงเรียนก็ดันมาสนับสนุนอีก”

สิงห์กลับมาได้ยินถามว่าลูกอาเกริกชื่อไออุ่นใช่ไหม เกริกฤทธิ์ถามว่าจำได้หรือ

“จำได้ครับ ตอนเด็กๆเคยเล่นกันบ่อยๆ ตอนนี้อยู่ ม.อะไรครับ” พอเกริกฤทธิ์บอกว่า ม.3 สิงห์บอกว่า

“โอ้ยยยย ยังอีกไกลครับคุณอา ตอนผมอยู่มัธยมเพื่อนๆในห้องก็ทอมหลายคน มีสาวๆมากรี๊ดเต็มเลย แต่พอมาเจอกันตอนอยู่มหาวิทยาลัย ผมยาว เป็นสาวสวย มีแฟนเป็นผู้ชายล่ำบึ้กเลย ล่ำกว่าผมอีก”


“อ้าวเหรอ...แล้วสิงห์สนิทกับเพื่อนๆที่เขาเป็นไหม คุยกันได้ไหม” สิงห์บอกว่าทุกวันนี้ก็ยังคุยกันเหมือนปกติ “งั้น...สิงห์ลองคุยกับอุ่นหน่อยได้ไหม อากับแม่มันไม่รู้จะคุยยังไง ตอนนี้มันก็เก็บๆตัวไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา อากลัวว่าเรื่องเล็กมันจะเป็นเรื่องใหญ่ เด็กๆวัยรุ่น

เหมือนกันคุยกันอาจจะรู้เรื่องกว่า นะ...ถือว่าช่วยอา”

“ได้ครับอา...ผมจะลองคุยกับน้องเอง” สิงห์

ยิ้มสดใส

ooooooo

ครูป้องเริ่มสอนใบพัดให้แก้ปัญหาด้วยตัวเองพร้อมๆกับสอนกองพลไปด้วย

ครูป้องรู้ว่าใบพัดทนเสียงดังไม่ได้ก็แกล้งทำ

เสียงดังจนใบพัดร้องบอกให้หยุด หนวกหู

ครูป้องถามว่ารู้สึกยังไง ใบพัดบอกว่าไม่ชอบ ไม่ชอบเลย

“ครูบอกแล้วไงว่าถ้าเจออะไรที่ไม่ชอบ ให้ทำยังไงครับ”

ใบพัดเอามืออุดหู โยกหัวเดินไปมาสั้นๆ เหมือนคนงงๆ

“ใบพัด เวลามีคนมาแกล้ง เราห้ามเขาไม่ได้นะ”

ครูป้องถามว่าเวลาเจอสิ่งที่ไม่ชอบให้ทำอะไร ใบพัดบอกว่าให้ทำสิ่งที่ชอบ ครูป้องถามว่าแล้วอะไรที่ใบพัดชอบ ทำแล้วสบายใจ

ใบพัดบอกว่าเล่นเปียโน ครูป้องถามอีกว่าแล้วตอนนี้ไม่มีเปียโนจะทำยังไง มีอะไรแทนได้ไหม ใบพัดบอกว่ามีเพลงในมือถือ ตนต้องเอามาฟัง

ครูป้องบอกใบพัดว่า

“ครูรู้ว่ามันยาก ใบพัดไม่ชอบเสียงพวกนี้ แต่ครูหวังดีนะ ครูอยากให้ใบพัดรับมือกับอารมณ์ของตัวเองให้ได้” พอใบพัดพยักหน้า ครูป้องถามว่า “อยากลองใหม่ไหม”

ใบพัดพยักหน้าอย่างไม่ค่อยแน่ใจ กองพลกับทรายยืนมองอยู่ห่างๆอย่างศึกษา

พอเริ่มใหม่ ใบพัดก็ทำได้และค่อยสงบขึ้น ครูป้องเดินมาตบไหล่ใบพัดชื่นชม มีความหวังว่า

“เจอสถานการณ์จริงๆต้องทำให้ได้แบบนี้นะ”

ทรายกับกองพลต่างโล่งใจ มีกำลังใจ

เสร็จแล้วทรายกับครูป้องคุยกับกองพลย้ำ

อีกครั้งว่า

“สิ่งที่ผมใช้ฝึกใบพัดเรียกว่า ‘การจำลองเหตุการณ์’ เพื่อฝึกฝนการใช้ทักษะสังคม ผมเลือก ‘เสียง’ มาเป็นตัวสร้างปัญหา เพราะเป็นสิ่งที่ใบพัดอ่อนไหวมากที่สุด”

ทรายทบทวนให้ฟังว่าครั้งแรกที่ตนเจอใบพัดเขาก็มีอาการแบบนี้และไม่ยอมเข้าบ้าน กองพลจำได้ว่าแต่พอคุณกรเปิดเพลงที่ใบพัดชอบใบพัดก็เข้าบ้านและสงบลง

“ใช่ครับ หลักการเดียวกัน แต่ตอนนี้เรากำลังฝึกให้เขาเปิดเพลงเองหรือหาทางออก รับมือกับอารมณ์ที่ไม่ชอบ ความกังวล ความสับสน ความวุ่นวายในใจ พอเราฝึกแบบนี้เรื่อยๆก็อาจจะเปลี่ยนจาก ‘เสียงที่ไม่ชอบ’ เป็นปัญหาอื่นๆ พอเขาเริ่มจับแบบแผนหรือแพตเทิร์นได้ เขาจะเอามันมารับมือกับปัญหาต่างๆได้เอง”

“ครับ” กองพลรับคำอย่างมั่นใจ


“แต่อย่างที่ผมบอก เราต้องย้ำ ต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอนะครับ”

“ได้ครับ ผมจะฝึก จะย้ำใบพัดทุกวันเลยครับ” กองพลมุ่งมั่น

ครูป้องกับทรายยิ้มให้กันที่เห็นกองพลมีความมุ่งมั่นกว่าเดิม

กองพลนั่งดูใบพัดนั่งฟังเพลงรออยู่...ตอนสงบ ใบพัดก็ดูเหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแต่มืออยู่

ไม่นิ่ง ขยับเหมือนกำลังเล่นเปียโนอยู่

ทรายมองกองพลแล้วมีกำลังใจมาก ส่วนครูป้องมองทรายแล้วยิ้ม นึกรู้ว่าทรายคิดอะไร

ooooooo

วีหนึ่งกลับมายืนอยู่หน้าบ้านมองตัวบ้านด้วยสายตาหวาดกลัว กังวล คิดถึงไลน์ของแม่และคำพูดของทรายแล้วต้องหายใจลึกๆก่อนตัดสินใจเดิน

เข้าบ้าน

เมื่อเข้าไปเห็นแม่กำลังนั่งทำบัญชีร้านอยู่ พอเห็นวีหนึ่งเข้ามาจุลมาสก็วางมือจากงานถามว่า ได้รับข้อความแม่หรือเปล่า พอวีหนึ่งบอกว่าได้รับก็ถามทันทีว่า

แล้วทำไมไม่ตอบ

วีหนึ่งบอกว่าพอดีมีประชุม เรียนและสอบติดๆกันเลยไม่ได้ตอบ จุลมาสลุกขึ้นมองหน้าถามย้ำว่ามีอะไรหรือเปล่าทำไมปิดบังแม่ วีหนึ่งใจเริ่มสั่น จุลมาสเดินเข้าคาดคั้นให้พูด...พูด!

“หนูเครียด!! หนูอ่านหนังสือไม่ได้ หนูไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร หนูอยากร้องไห้ อยากร้องไห้ตลอดเวลาไม่อยากเจอใครเลย ไม่อยากพูดกับใคร หนูไม่อยากคุยกับเพื่อน ไม่อยากเจอเพื่อน!! หนูไม่อยากเจอหน้าแม่ ไม่อยากเห็นแม่ผิดหวังที่หนูเป็นแบบนี้!!”

วีหนึ่งพรั่งพรูออกมาจากหัวใจ มองหน้าแม่แล้วยิ่งเจ็บ พูดเสียงเครือ

“หนูรักแม่...แต่หนู...หนูไม่ดีพอที่จะเป็นลูกแม่ ไม่ดี...เหมือนที่แม่ตั้งใจ หนู...หนูไม่อยากทำให้แม่ผิดหวัง” วีหนึ่งร้องไห้โฮเมื่อความอัดอั้นทะลักออกมาทั้งหมด...

แต่นั่นเป็นแค่ในความคิดที่วีหนึ่งอยากระบาย แต่ความจริงวีหนึ่งยืนมองหน้าแม่นิ่งจนจุลมาสคาดคั้น

“วี!! วี!!! แม่ถามทำไมไม่ตอบ...แม่พูดได้ยินหรือเปล่า ตกลงวีมีอะไรหรือเปล่าลูก วีพูดกับแม่ได้ทุกเรื่องนะวี”

วีหนึ่งรู้สึกตัว ยิ่งเห็นความรักความห่วงใยของแม่ก็ยิ่งพูดไม่ออก เก็บกดไว้ ยิ้มเนียนพูดเหมือนเดิมว่าไม่มี ตนแค่อ่านหนังสือมากไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้นอน ถามแม่ว่าทำไมแม่ถึงถามอย่างนี้ มีอะไรหรือเปล่า จุลมาสจึงเล่าว่าจู่ๆเมียใหม่ของพ่อก็มาบอกแม่ว่าให้ดูแลวีให้ดี ให้คุยกับวี เหมือนวีมีอะไรไม่บอกแม่ แม่เลยเป็นห่วง

 วีหนึ่งบอกว่าน้าแก้วคงเห็นตนเครียดๆและ

ผอมลงเลยเป็นห่วง พูดกลบเกลื่อนขำๆว่า ตนจะกินให้เยอะจะได้อ้วนทุกคนจะได้แฮปปี้

 จุลมาสลูบหัวลูกด้วยความรัก ฝากความหวังว่าอดทนอีกนิดเดี๋ยวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้คณะดีๆ


อย่างที่เราตั้งใจก็หายเครียดไปเอง แต่หารู้ไม่ว่ากลับทำให้วีหนึ่งยิ่งเครียดหนัก

ooooooo

หลังจากกองพลได้สัมผัสกับความจริงของใบพัด ได้อ่านบันทึกและดูวิดีโอที่น้องสาวและน้องเขยได้บันทึกไว้ และได้รับการช่วยเหลือแนะนำจากทรายและกรแล้ว เขาสงสารหลานสุดหัวใจ มุ่งมั่นที่จะดูแล

ใบพัดให้ดี ให้อยู่ได้ด้วยตัวเองเมื่อไม่มีตน

กองพลคิดจะลาออกจากงานเพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการดูแลใบพัด หาข้อมูลจากกูเกิลเกี่ยวกับเด็กออทิสติก กระทั่งอยากเข้ากลุ่มกับผู้ปกครองเด็กออทิสติก จดรายชื่อแล้วส่งไปให้ทรายช่วยแนะนำ

 ฝ่ายเกริกฤทธิ์หลังจากคุยกับสิงห์แล้วก็คุยอย่างอารมณ์ดีกับไออุ่นขณะนั่งกินข้าวด้วยกันที่บ้านให้ไปกินข้าวกับเพื่อนป๊า เพื่อนชอบคุยยาวให้ไออุ่นไปนั่งทำหน้างอป๊าจะได้หาข้ออ้างกลับ ไออุ่นนิ่งคิดแล้วบอกว่าป๊าจะให้ไปวันไหนก็บอกแล้วกัน...

หลังจากครองพรเห็นพีทร้องไห้จนหน้าเขียวจะขาดใจก็สะเทือนใจมาก บอกธรรมชนะว่าตนทนเห็นหลานเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ธรรมชนะได้จังหวะบอกว่า

“งั้น...มันคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปิดใจยอมรับว่าพีทมันต้องการคนช่วย เราดูแลกันเองไม่ได้” พอเห็นครองพรท่าทีอ่อนลงก็หว่านล้อม “พีทมันเป็นแบบนี้

โตไปมันจะเป็นยังไง เราอยู่ตามใจมันตลอดไปไม่ได้หรอกนะ เราต้องช่วยให้พีทมันอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้”

ในที่สุดครองพรก็เปิดใจยอมไปพบทรายกับ

ธรรมชนะ ทรายดีใจมากที่ผู้ปกครองพีทยินดีให้ความร่วมมือทั้งสามคนแล้ว คุยกับครูป้องและครูชิชาว่าเราต้องทำให้พีทเปิดใจเพราะตอนนี้พีทยังมีกำแพงอยู่

ทรายเร่งทำงานแข่งกับเวลา วันนี้ก็ไปที่บ้านบุ๊ค พอดีปราบพาบุ๊คออกไปซื้อของ ทรายจึงคุยกับอลินที่ตั้งใจฟังและจดอย่างละเอียด ทรายคุยสองเรื่องคือ 1.การสร้างระเบียบและวินัย 2.การทำกิจกรรมร่วมกับลูก

อลินบอกว่าตนจะรีบคุยกับปราบแล้วเริ่มฝึกบุ๊คเลย ที่สำคัญคือไว้ใจเขา เขาจะได้ภูมิใจในตัวเอง

ทรายย้ำก่อนกลับว่าที่สำคัญอย่าลืม I-message/

You-message/They-message อลินบอกว่าเกือบลืม ไม่เคยนึกเลยว่าการเลี้ยงลูกสมัยนี้ พ่อๆแม่ๆต้องเข้าใจหลักจิตวิทยามากมายขนาดนี้

ทั้งสองหัวเราะกันกับความจริงที่คนเป็นพ่อแม่ในยุคนี้จำเป็นต้องรู้

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อทรายเจอครูป้องที่โรงเรียน ครูป้องถามว่าทรายได้คุยกับคุณกรเรื่องต้องเร่งปิดงานและต้องลาออกหรือยัง ทรายส่ายหน้าเกรงว่าบอกไปแล้วแม่ลูกเขาจะทะเลาะกัน ครูป้องถามว่าเก็บไว้แบบนี้จะดีหรือ ทรายนิ่งพูดไม่ออก


“คนที่คอยแก้ปัญหาให้คนอื่น เวลาตัวเองมีปัญหาบางทีก็ไม่รู้จะทำยังไง ถือว่า...ฟังเราในฐานะเพื่อนก็แล้วกัน

...ทรายน่าจะบอกเรื่องนี้กับคุณกร มันเป็นเรื่องใหญ่ไม่ว่าจะในฐานะลูกน้องหรือภรรยา คุณกรควรจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและทรายกำลังทำอะไรอยู่ บอกก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายมากไปกว่านี้”

ครูป้องเตือนทรายแล้วเดินไปเลย ทรายอึ้ง คิดหนักว่าจะทำยังไงดี

กรเห็นความผิดปกติของทราย เมื่อทรายไม่เปิดเผยเขาจึงไปถามพ่อแม่ทรายที่บ้านว่าช่วงนี้ทรายดูแปลกๆ เหมือนมีอะไรที่ไม่บอกตน ถามว่าคุณพ่อคุณแม่ทราบไหมและทรายเคยมาปรึกษาอะไรบ้างหรือเปล่า

น้ำทิพย์บอกว่าเห็นทรายบ่นแต่เรื่องงานว่า

ไม่คืบหน้าและอยากช่วยคุณกรทำงานให้เสร็จ ส่วนสักทองบอกว่าตอนนี้ตนไม่ค่อยสบายหน้ามืดบ่อยๆทรายเลยไม่ค่อยเล่าอะไรให้ฟัง กรถามว่าแล้วครูป้องมาที่นี่บ่อยไหม น้ำทิพย์บอกว่าไม่ แต่เห็นคุยกับพ่อถูกคอ

กรผิดหวัง แต่พยายามไม่คิดอะไรมาก บ่นว่าไม่สบายใจที่ทรายเป็นแบบนี้ รู้สึกว่าทรายไม่ใช่ทรายที่ตนรู้จักมาก่อน

ooooooo

วีหนึ่งที่พยายามปกปิดอาการเครียดของตัวเองให้ภายนอกเห็นว่าตนปกติไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร แต่วันนี้ก็พลาดเมื่อฟังฝ่ายวิชาแนะแนวเปิดสอบ Pre–Test BMAT แล้วเครียดต้องรีบลุกไปอาเจียนในห้องน้ำรีบจนลืมถุงผ้าใส่ยาไว้ที่เก้าอี้

โอ๋เอ๋เห็นถุงผ้าจึงหยิบดูเห็นยาแก้ปวด ยาแก้แพ้และยาคลายกล้ามเนื้ออยู่เต็มถุงจึงเอาไปให้ทราย บอกทรายว่าวีหนึ่งบอกว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะแต่ทำไมมียาพวกนี้อยู่เต็มถุง

ทรายจึงตามไปที่ห้องน้ำได้ยินเสียงวีหนึ่งอาเจียนหนักมาก พอวีหนึ่งออกมาจึงขอคุยด้วย วีหนึ่งเห็นถุงยาของตนในมือทรายก็ตกใจ หน้าซีดกว่าเดิมถาม “ครูเอายามาจากไหนคะ”

แต่เมื่อไปนั่งคุยกันในห้องทำงานทราย ทรายถามว่าวีคุยกับคุณแม่หรือยัง วีหนึ่งเริ่มใจสั่นไม่กล้าสบตาทราย แต่ก็ยังปดว่าตนไม่เป็นอะไร และยาพวกนี้ก็เป็นยาธรรมดาไม่ต้องบอกแม่ก็ได้และตนก็กินตามอาการเท่านั้น ทรายพยายามหว่านล้อมจนวีหนึ่งซาบซึ้งในความรักความเป็นห่วง ขอบคุณครูที่เป็นห่วง พยายามฝืนตัวเองบอกว่า หนูจะพยายามดูแลตัวเอง หนูต้องผ่านมันไปให้ได้ หนูต้องไม่เป็นอะไร แล้วไหว้ลาเลย

ทรายได้แต่มองตามวีหนึ่งไปอย่างเป็นห่วง

จุลมาสกังวลเรื่องวีหนึ่งจนถึงกับไปที่โรงเรียนฝากครูพรรณีดูแลวีหนึ่งด้วยเพราะใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว บอกว่าไม่อยากให้ลูกผิดหวัง ครูพรรณีรับปากว่าทางโรงเรียนดูแลเด็กทุกคนอย่างดีอยู่แล้ว แต่พอจุลมาสเดินผ่านบอร์ดที่ติดผลการเรียนของเด็ก เดินเข้าไปดู


ไม่เห็นชื่อวีหนึ่งขึ้นบอร์ดเลยก็คิดหนัก

ooooooo

เพราะครองพรทนเห็นพีทกรี๊ดจนชักเกร็ง

ไม่ได้จึงยอมไปคุยกับทรายและครูป้องพร้อมกับ

ธรรมชนะและโมรากุล แต่ก็ยังตั้งป้อมว่าหลานตนไม่เป็นอะไร จนทรายต้องเอาคลิปที่พีทอาละวาด

เมื่อไม่ได้ดั่งใจให้ดูก็ชะงัก

ครูป้องอธิบายว่าพีทในวัย 4-5 ขวบ น่าจะมีพัฒนาการที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้ว แต่พีทยัง

ทำไม่ได้เพราะถูกเลี้ยงมาแบบถือตัวเองเป็นหลัก

ไม่ได้มีการฝึกทักษะการเข้าสังคม เราจำเป็นต้องสอนให้พีทฝึกการควบคุมอารมณ์ตัวเองเพื่อเขาจะได้เข้าสังคมได้

ครูป้องและทรายยังเอาคลิปของกำปั้นใน

วัยเดียวกันแต่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้และ

แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ ไม่มีอาการหงุดหงิดอาละวาดหรือกรี๊ดอย่างพีท ทรายกับครูป้องช่วยกันชี้ว่า

“เด็กสองคนนี้อายุเท่ากัน มีพัฒนาการทางร่างกายใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่ต่างกัน คือภาวะทางอารมณ์ค่ะ”

“เราจะค่อยๆปรับพฤติกรรมของพีท เริ่มจากสอนให้พีทเรียนรู้ทักษะการจัดการและควบคุมอารมณ์

ของตัวเอง เมื่อพีทรู้และควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

ได้แล้ว เราจะสอนการคิดและการแก้ปัญหาให้กับพีทครับ”

ฝ่ายไออุ่นเมื่อตัดผมสั้นหล่อเท่จนนักเรียนหญิงทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องพากันคลั่งไคล้จนถือเป็นเน็ตไอดอลคนล่าสุดไปแล้ว แต่ก็ถูกพวกนักเรียนชายเขม่นหมั่นไส้และแกล้งแรงๆเจ็บๆจนไออุ่นถามทรายว่า เมื่อก่อนตอนเป็นผู้หญิงปกติไม่เห็นโดนแกล้งแบบนี้ ทำไมมาโดนตอนนี้

“ใครคิดยังไงกับเรา อุ่นไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ ที่สำคัญคืออุ่นต้องถามตัวเองว่าเรารู้สึกยังไงที่โดนกระทำแบบนี้”

อุ่นบอกว่าโกรธ ไม่ชอบ ที่ถูกมองเป็นตัวตลก

แม้แต่แอนเน่ก็โดนเหมือนกัน ถามทรายว่าพวกเรา

ต้องโดนแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรือ

ทรายถามว่าการที่เขาล้อเรามันทำให้เราเปลี่ยนไปได้ไหม อุ่นต้องเชื่อในคุณค่าของตัวเอง เชื่อในสิ่งที่เราเป็น ทุกครั้งที่โดนล้อโดนแกล้ง เราต้องกลับมาดูที่ตัวเอง สิ่งที่เขาทำมันไม่สามารถลดคุณค่าในตัวเราลงได้...เราเปลี่ยนวิธีคิดของคนอื่นไม่ได้ แต่เรารับมือกับมันได้ อธิบายแล้วทรายบอกให้ไออุ่นลองทำดู

เมื่อกองพลตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็น ‘ลุงเต็มเวลา’ ให้ใบพัดแล้วก็พยายามค้นคว้าหาวิธีช่วยใบพัดจนครูป้องจะแนะนำให้รู้จักกับคุณแหม่ม

แม่ของอันยาที่เป็นบัดดี้ของใบพัดและมีน้องเป็นออทิสติกแต่คุณแหม่มก็ฝึกจนเข้าเรียนกับเด็กปกติได้ นอกจากนี้ก็ประสานกับครูป้องช่วยทำให้ใบพัดสามารถแก้ปัญหาที่เผชิญด้วยตัวเองจนใบพัดทำได้ กองพลลุ้นว่าถ้า

เจอสถานการณ์จริงขอให้ใบพัดทำให้ได้อย่างนี้...


วันนี้ทรายกลับบ้านดึก เธอรู้สึกผิด ขอโทษกรเพราะมัวเคลียร์งานคุยทั้งหมด 4 เคส กรกลับบอกว่า

ตนรู้สึกผิดที่ให้เธอทำงานหนักเกินไป ทรายอึ้งเหมือนโดนสะกิดแผล ขอไปอาบน้ำก่อน กรบอกว่าตน

มีเรื่องจะคุยด้วยแต่ให้ทรายไปอาบน้ำให้สดชื่นก่อน

แล้วค่อยคุยกัน

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 11 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 13 เม.ย. 2562 10:37 2019-04-16T02:07:56+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ