ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

กรกับครูน้อยสำรวจละแวกโรงเรียนแล้วเข้าไปนั่งในร้านน้ำข้างทาง กรเอาชื่อร้านเกมที่จดออกมาดู

“ร้านเกมที่อยู่รอบๆโรงเรียนของเรามีเกือบ 20 ร้าน ตอนนี้เด็กๆมีมือถือ ผมยังนึกว่าเด็กจะเข้าร้านเกมลดลงเสียอีก”

ครูน้อยบอกว่าแต่ก่อนนี้ใช่ แต่ตอนนี้ร้านเกมเริ่มปรับตัวทำตัวเป็นอี-สปอร์ตเซ็นเตอร์ จัดแข่งขันเรียก เด็กๆเข้าร้าน เด็กๆเราก็เลยรวมทีมมาแข่งหลังเลิกเรียน บางส่วนที่ไม่ได้เข้ามานั่งในร้านก็ไปรวมตัวกันเล่นในสวนสาธารณะหรือตามห้างอีกมาก

“ผมรู้แล้วว่าทำไมเลิกเรียนปุ๊บเด็กๆถึงไม่อยู่ในโรงเรียน ออกมาจับกลุ่มเล่นเกมตามที่ต่างๆนี่เอง เราจะทำยังไงให้เด็กๆมีกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง นอกจากการเล่นเกม”

กรปรารภเชิงปรึกษาหาทางออก แต่...ยังหาไม่เจอ

ขณะที่กรกำลังเครียดกับการแก้ปัญหาเด็กเล่นเกมจนลืมที่นัดทรายไว้ว่าจะไปกินข้าวที่บ้านด้วยนั้น พวกทรายก็กำลังอร่อยกับอาหารฝีมือแม่ ครูชิชากินไปชมไปว่า

“อาหารอร่อยมากค่ะ สมคำร่ำลือ เป็นบุญปากชาจริงๆ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ”

“วันหลังมาได้อีกนะหนูชิชา ถ้าทรายงานยุ่งก็ชวนป้องมากันสองคน” น้ำทิพย์ชวน

“อ้าววววว...แม่ขา นี่ลูกแม่นะ” ทรายตัดพ้อแม่จนทุกคนขำ

ทันใดนั้นโทรศัพท์ทรายดังขึ้น ทรายหยิบโทรศัพท์ดูปรากฏชื่อ “ไวทิน” ทรายรีบรับสาย พูดกันไม่กี่คำทรายบอกว่า “โอเคค่ะ ทรายจะรีบไปค่ะ”

ไวทินโทร.มาบอกทรายว่าวีหนึ่งเข้าโรงพยาบาล ทรายหันไปลาพ่อกับแม่ ครูชิชาคว้ากระเป๋า ครูป้องหยิบกุญแจรถกับโทรศัพท์ และพากันลาพ่อกับแม่ไปกับทราย

ทั้งสามรีบไปขึ้นรถอย่างร้อนใจ แม่พูดกับพ่อว่า

“ดีใจที่นักเรียนมีครูอย่างลูกเราเนอะ”

“แต่ก็แอบเห็นใจคุณกรที่มีเมียเป็นลูกเราเหมือนกันนะ ดูสิ ดึกดื่นยังต้องไปทำงาน ไม่รู้จะได้กลับบ้านกี่โมง” พ่อกับแม่มองหน้ากันอย่างหนักใจ

ขณะนั้นเองโทรศัพท์ของทรายที่วางอยู่บนโซฟามีสายเข้า หน้าจอปรากฏชื่อ “ผอ.สามี”

ooooooo

ครูน้อยดูรูปและอ่านข้อความที่ครูชิชาส่งมาแล้วชะงัก เผลอมองกรแว่บหนึ่งแล้วรีบเก็บโทรศัพท์ กรถามว่ามีอะไรไหม ครูน้อยปดว่าไม่มีอะไร กรเห็นพิรุธจึงขอดู ครูน้อยจำต้องส่งโทรศัพท์ให้ดู

ครูน้อยเห็นกรดูแล้วอึ้งก็ปลอบว่าสังคมครูก็เหมือนสังคมอื่น  การนินทาเป็นเรื่องธรรมดา อย่าถือสาเลย กรพูดเหมือนไม่คิดอะไรว่าตนเข้าใจดีและไม่ถือสาเพราะชินแล้ว แต่ในใจลึกๆก็อดหวั่นไม่ได้

ส่วนในไลน์กลุ่ม “เปี่ยมคุณ-ครู” ครูเบญจากับเพื่อนครูดูแล้วพึมพำอย่างไม่สบายใจกันว่า ‘หวานไปหรือเปล่า’ และ ‘ไม่เกรงใจ ผอ.’ แล้วเช้าวันต่อมา ครูเบญจาก็ถามครูชิชาว่าครูทรายกับครูป้องเป็นแค่เพื่อนกันจริงหรือเปล่า เห็นในรูปสวีตกันมาก คนที่เห็นรูปก็ซุบซิบนินทากัน ตนเป็นห่วง

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่เบญ เรื่องไม่จริงเดี๋ยวคนก็เลิกพูดไปเอง ชาขอเอาเอกสารไปส่งฝ่ายพัสดุก่อนนะคะ” ครูชิชาพูดยิ้มๆสบายๆ ครูเบญจายิ้มรับ แต่เป็นยิ้มที่ยังคาใจ...ไม่จบ

ทราย ครูป้องและครูชิชาไปถึงโรงพยาบาล ครูป้องกับครูชิชารออยู่ข้างนอกให้ทรายเข้าไปหาไวทินกับกิ่งแก้วที่เฝ้าวีหนึ่งอยู่ข้างเตียง ไวทินบอกทรายว่า หมอบอกว่าวีหนึ่งอาจเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่พอ นอนให้น้ำเกลือหมดขวดก็กลับบ้านได้

ทรายทักวีหนึ่งว่าเป็นยังไงบ้าง วีหนึ่งบอกว่าดีขึ้นแล้วคงเป็นเพราะอ่านหนังสือมากไป บ่นไวทินว่า พ่อไม่น่าโทร.บอกครูเลย ตนบอกว่าไม่เป็นไรพ่อก็ไม่เชื่อ วีหนึ่งยังขอร้องพ่อกับทรายว่าอย่าบอกแม่ได้ไหมเพราะตนไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ ทรายบอกให้วีหนึ่งพักก่อน เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากันแล้วชวนไวทินกับกิ่งแก้วออกไปคุยกันข้างนอก

กิ่งแก้วเห็นว่าควรบอกเรื่องวีหนึ่งกับจุลมาส เพราะหัวอกของแม่ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไรแม่ก็อยากรู้เป็นคนแรก แต่ไวทินคิดในอีกแง่ว่าถ้าบอกไปวีหนึ่งก็จะยิ่งเครียด กิ่งแก้วถามว่าแล้วจะทำยังไงให้คุณมาสเปิดใจมองเห็นว่าวีหนึ่งต้องการอะไร เพราะปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่

ทรายจะลองคุยกับคุณมาสดู แต่ไวทินเห็นว่ามาสเป็นคนมั่นใจในความคิดตัวเองมากไม่เชื่อคนอื่น เขาเป็นคนใกล้ชิดกับวีหนึ่งมากที่สุด ถ้าเขาไม่เข้าใจปัญหา เราก็เข้าไปช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งสามหันมองวีหนึ่งในห้องอย่างหนักใจและสงสาร แต่เมื่อเข้าไปคุยด้วย วีหนึ่งก็หลอกตัวเอง บอกว่าตนไม่เป็นอะไร อยู่กับแม่มีความสุขดี

เมื่อกลับถึงบ้านแม่ถามว่าไปกินข้าวกับพ่อเป็นไงบ้างและทำไมกลับเสียดึก วีหนึ่งก็ต้องเล่นอีกบทปดแม่ว่ากินข้าวแล้วพ่อชวนไปดูหนังต่อ แม่ถามว่าไปกับใครบ้าง ก็ปดอย่างเดาใจแม่ออกว่า ไปกันสองคน น้าแก้วไม่ได้ไปด้วย กอดและพูดเหมือนปลอบใจแม่ว่า “ถึงเขาไปด้วย เขาก็แทนแม่ไม่ได้”

“อยากปลอบใจแม่ล่ะสิ วี...วีเป็นทุกอย่างของแม่นะลูก เป็นชีวิต เป็นความหวัง เราจะต้องมีความสุข ชีวิตเราจะต้องดีขึ้น แม่ฝากความหวังไว้กับวีนะลูกนะ”

แม้จุลมาสจะพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่นแต่วีหนึ่งยิ่งรู้สึกกดดันหนัก ยิ้มให้แม่แต่แววตาแห้งแล้ง

ooooooo

กองพลบอกทรายและครูป้องว่าจะไปเชียงใหม่เพื่อหาสมุดบันทึกของพิณแก้วที่ครูมิลันเอ่ยถึง โดยจะพาใบพัดไปด้วย ถามว่าถ้าใบพัดกลับไปที่บ้านอีกครั้งจะมีอาการอะไรไหม

ทรายว่าดี อาจจะทำให้ใบพัดคลายความคิดถึงพ่อแม่ลงบ้าง ครูป้องก็ว่าจะเกิดอะไรมันก็มาจากการที่เขาพูดความคิดของตัวเองออกมาไม่ได้ซึ่งกองพลก็รู้แล้วว่าจะรับมือกับใบพัดยังไง

“ทำให้เขารู้ว่าเขายังมีผมอีกคน” กองพลตอบอย่างมั่นใจ ทุกคนพยักหน้าให้กำลังใจเต็มที่ มีอะไรให้โทร.หาได้ทันที

เมื่อกองพลกลับไปแล้ว ทรายปรารภว่าเมื่อผู้ปกครองเปิดใจมันก็สบายใจไปครึ่งหนึ่ง การเปิดใจนี่แหละยากที่สุดแล้ว ครูป้องให้กำลังใจทรายที่จะไปคุยกับจุลมาสว่า “เรารู้ว่าทรายทำได้”

กรเดินผ่านมาพอดี เห็นทรายกับครูป้องคุยกันอย่างสนิทสนมก็กอดอกยืนดูหน้านิ่ง

ครูป้องย้ำเตือนทรายว่าเย็นนี้มีไปเยี่ยมบ้านพีท ถ้าตนนัดได้แล้วจะรีบคอนเฟิร์ม ทรายพยักหน้าแล้วแยกย้ายกันไป

เช้าวันเดียวกัน วีหนึ่งไม่ไปโรงเรียน ทรายโทร.ไปหาก็ไม่รับสาย จึงโทร.เช็กกับไวทิน

ไวทินโทร.หาจุลมาส จุลมาสบอกว่าตนออกมาเช็กของที่ร้านแต่เช้า แต่ลูกไม่เคยเหลวไหล ถ้าจะหยุดลูกต้องบอก พอดีมีคนมาซื้อของ จุลมาสจึงวางสาย

 ต่อมาจุลมาสโทร.หาวีหนึ่ง วีหนึ่งบอกแม่ว่าตนหยุดอยู่บ้านอ่านหนังสือเพราะที่โรงเรียนไม่มีวิชาสำคัญ วีหนึ่งปดแม่เพื่อให้สบายใจทั้งที่ตัวเองหยุดเรียนเพราะอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรงโทร.ไปหาพ่อ พอโทร.ไปบอกพ่อ ไวทินบอกให้พักมากๆ มีอะไรให้โทร.หาพ่อได้ตลอด

 กิ่งแก้วถามไวทินว่าคิดว่าหนูวีอยู่บ้านอ่านหนังสือจริงๆหรือ จะไม่โทร.บอกพี่มาสหรือว่าหนูวีมีปัญหาอะไร ไวทินพูดอย่างอ่อนใจว่าตนอยากโทร.แทบแย่ แต่บอกไปกลัวว่าเรื่องจะยิ่งแย่เพราะตนพูดอะไรเขาก็ไม่ฟัง

ooooooo

อลินกับปราบพาบุ๊คกลับบ้านก็สังเกตว่าบุ๊คเห็นห้องที่จัดใหม่แล้วจะมีปฏิกิริยายังไง พอส่งบุ๊คเข้าห้องแล้วก็รีบไปทำอาหารโปรดของบุ๊ค เตรียมให้บุ๊คกินกัน

บุ๊คเข้าไปในห้องเผลอหลับฝันไปว่าตนเข้าไปที่คอมฯ เปิดเครื่องแล้วต่อสู้กับความคิดของตัวเองอย่างหนักว่าจะเลื่อนเม้าส์ไปที่ไอคอนเกมหรือไม่ ในที่สุดก็เลื่อนไปเปิดเกมเล่น ทักทายเพื่อนๆในเกมอย่างตื่นเต้น

แต่ขณะที่บุ๊คกำลังสนุกเต็มที่พ่อกับแม่ก็เข้ามา ทั้งสองโมโหมากจะจับบุ๊คส่งโรงพยาบาลอีก  บุ๊คดิ้นรนโวยวายไม่ยอมไปจนสะดุ้งตื่น พอดีพ่อกับแม่เข้ามาเรียกไปกินข้าว บอกว่ามีไข่ตุ๋นกับหมูก้อนทอดของโปรดของบุ๊คด้วย

บุ๊คเดินไปที่โต๊ะกินข้าวผ่านคอมฯก็อดหันมองไม่ได้ พอหันกลับมาบุ๊คก็โผกอดพ่อกับแม่ จนทั้งสองตื้นตันที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูก แล้วพ่อแม่ลูกก็ชวนกันกินข้าวอย่างอบอุ่น มีความสุข

วันนี้เป็นวันที่ทรายกับครูป้องนัดไปเยี่ยมพีทด้วยกัน แต่ไม่ทันไรกรก็มาบอกว่าวันนี้คุณแม่นัดเราสองคนทานข้าวบอกให้ครูป้องไปกับครูชิชาแทนก็แล้วกันบอกทรายเลิกเรียนแล้วให้ไปหาตนที่ห้องทำงาน

บ่ายวันนี้เอง ฝ่ายการเงินเชิญครูพรรณีไปที่ห้อง โดยหอบแฟ้มปึกใหญ่เข้ามาบอกว่า

“ตั้งแต่เปิดเทอมมา ผอ.มีโครงการใหม่ๆที่ต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมหลายโครงการ งบพิเศษกำลังจะหมด” ครูพรรณีถามว่าบอก ผอ.ไปหรือยัง “ฉันเคยเกริ่นๆไปแล้วค่ะ ผอ.ก็สวนมาประมาณว่าจ่ายไปก่อน”

ครูพรรณีส่ายหน้าบอกว่านั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง รายจ่ายส่วนใหญ่ก็มาจากการออกไปเยี่ยมบ้านเด็ก ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมเกี่ยวกับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ บ่นว่านี่เราต้องจ่ายไปอีกนานแค่ไหน

“ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยค่ะ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้โรงเรียนเราแย่แน่ๆค่ะ”

พอเย็นครูพรรณีก็เจอเรื่องต้องคิดหนักอีกเมื่อครูเบญจามาเล่าเรื่องครูป้องกับครูทรายและเอารูปในโทรศัพท์ให้ดูมีความเห็นกันเพียบ ย้ำว่า “ตอนนี้เม้าท์กันสนั่น” ครูพรรณีฟังแล้วเงียบแต่ในใจคิดอะไรบางอย่าง

เรื่องถึงนพลักษณ์ เย็นนี้เมื่อกรกับทรายไปทานข้าวกัน ทรายถูกนพลักษณ์ซักถามและเตือนทรายเรื่องความสัมพันธ์กับครูป้อง ซ้ำทรายยังรู้ว่าที่แท้กรเป็นคนนัดแม่มาทานข้าวไม่ใช่แม่นัดกร ทรายงงๆกับเรื่องราวที่รับรู้วันนี้ แต่พอกรถามว่าคุยอะไรกับคุณแม่ ทรายบอกว่าเรื่องทั่วๆไป

ครูป้องกับครูชิชาไปถึงบ้านพีท เห็นเหตุการณ์ที่ทำให้เก็บข้อมูลได้อย่างดี เพราะตาก็ง่วนอยู่กับการเล่นมือถือ ยายก็ง่วนอยู่กับการเรียนทำอาหาร ทั้งครูป้องและครูชิชาไม่ได้รับความสนใจจากใครเลย ซ้ำโมที่พาครูทั้งสองมาก็มีโทรศัพท์เข้ามารายงานเรื่องงานจนต้องวุ่นกับการแก้ปัญหา

พีทที่กำลังเห่อเล่นหุ่นยนต์ใหม่ ครู่เดียวก็ไปดึงตาให้มาเล่นเป็นเพื่อน ตาไม่มาก็ไปดึงยาย ยายก็กำลังเพลินกับรายการทำอาหาร พีทไปดึงโมที่กำลังคุยเรื่องงาน

เลยถูกดุว่าแม่คุยงานอยู่ไปเล่นคนเดียวก่อน

“เล่นกับครูก็ได้ครับพีท ครูเนี่ยแฟนพันธุ์แท้กันดั้มเลยนะ” พีทถามว่าจริงหรือ “จริงคับ” ครูป้องเลียนแบบและทำเสียงเหมือนพีทน่ารักมาก

ครูป้องกับครูชิชาออกจากบ้านพีทพร้อมภาพและเรื่องราวทั้งหมดที่เห็นวันนี้ ทั้งสองเดินคุยกันถึงอาชีพครู ครูป้องคุยถึงความสำคัญของอาชีพครูที่เป็นอาชีพมหัศจรรย์ น้ำใจของเราสามารถสร้างคนที่มีคุณภาพและคนเหล่านั้นจะทำให้โลกเราดีขึ้น แต่ก็อดบ่นไม่ได้ว่าเงินเดือนครูไทยน้อย

ooooooo

กวิตาแปลกใจเมื่อเกริกฤทธิ์มาที่ร้านทำเล็บตำหนิที่เธอไม่รู้เรื่องไออุ่นตัดผมสั้นจนกลายเป็นทอม เสียงเข้มใส่ว่าให้ไปหาเหตุผลมาให้ได้ว่าลูกเป็นอะไร แล้วเราจะรักษายังไง พูดขึงขังแข็งกร้าวว่า

“ฉันรับไม่ได้นะที่ลูกจะมาเป็นผู้ชายทั้งๆที่เป็นผู้หญิง ผิดเพศแบบนี้ฉันรับไม่ได้”

ไออุ่นแอบฟังอยู่เดินกลับไปห้องนอนเครียดหนัก

ฝ่ายวีหนึ่งก็ตกอยู่ในภาวะเครียดหนักกับการคาดหวังของแม่ที่แม้ไม่ได้เคี่ยวเข็ญบังคับ แต่ความคาดหวังของแม่ก็บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ว่าจะต้องไม่ทำให้แม่ผิดหวัง ชีวิตต้องดีขึ้น ความสุขของแม่ ต้องไม่แพ้คนอื่นและต้องสอบติดหมอ

ทั้งไออุ่นและวีหนึ่งต่างจมอยู่ในความคาดหวังของคนอื่นและถูกตีตราอย่างน่าสงสาร...

ดังที่ทรายเขียนไว้ใน “หลุมหลบภัย” ที่ว่า

“ความคาดหวังเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เป็นอันตรายกับเด็กๆอย่างมาก มากจนผู้ปกครองหลายๆ ท่านคิดไม่ถึง

...ความคาดหวังอาจจะมาจากความรัก ความหวังดี ความห่วงใย อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี ประสบความสำเร็จ ลูกอาจจะรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ แต่บางครั้ง ‘ความคาดหวัง’ ก็เป็นเหมือนดาบสองคม ยิ่งรักมาก หวังมาก ยิ่งสร้างความกดดันให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว...อาจจะกล่าวได้ว่า ‘ความคาดหวัง’ คือความรักที่ถูกบิดเบือน”

ขณะเขียนทรายคิดถึงวีหนึ่งที่ในห้องเต็มไปด้วยใบประกาศและถ้วยรางวัล และรูปถ่ายที่พ่อแม่ถ่ายรูปที่วีหนึ่งรับถ้วยรางวัลอย่างภูมิใจ ก็กดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทรายเขียนต่อไปว่า

“พ่อแม่คาดหวังกับลูกเพราะรัก...ลูกอยากตอบแทนความรักด้วยการทำให้พวกเขาได้รับสิ่งที่คาดหวัง ทำให้กดดันตัวเองเพื่อทำให้ได้ และความกดดันเป็นต้นเหตุของความเครียด...เครียดเพราะกลัวจะทำให้ผิดหวัง เครียดเพราะกลัวว่าพ่อแม่จะไม่มีความสุข”

เมื่อทรายคิดถึงไออุ่นที่ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ามองชุดกระโปรงที่แม่ซื้อมาให้ด้วยแววตาผิดหวัง กดดันตัวเอง...ทรายบรรยายว่า

“โดยเฉพาะพ่อแม่ที่คาดหวังโดยไม่รู้จักตัวตนจริงๆของลูก เป็นความคาดหวังที่ไม่มีทางเป็นจริง เหมือนการเดินอยู่ในอุโมงค์ที่ไร้แสงสว่างและไม่มีทางออก ความคาดหวังไม่ได้มีในครอบครัว แต่ในสังคมเรามักถูกความคาดหวังจากคนอื่นเสมอ การรับมือกับการถูกคาดหวังที่ดีที่สุดคือ...รู้จักตัวเอง รู้ว่าเรามีศักยภาพแค่ไหน”

ทรายคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้งการฝากเด็กเข้าเรียนพร้อมของกำนัล และคำพูดของนพลักษณ์ที่มีรูปครูป้องกับทรายสนิทสนมกัน เตือนให้ระวังมากกว่าปกติเพราะตัวเองเป็นภรรยาของ ผอ.โรงเรียน แล้วพิมพ์ต่อ

“ใช้ความคาดหวังเป็นพลังขับเคลื่อนทำให้เราพัฒนาตัวเอง แต่ไม่ปล่อยให้มันมากดดันจนกลายเป็นความเครียด รับมือกับความคาดหวังหาสมดุลให้เจอและเราจะอยู่กับมันได้อย่างไม่เครียด ลองดูนะคะ”

พิมพ์เสร็จก็กดโพสต์ฟึ่บ!!! ทรายปิดโปรแกรมที่หน้าจอ วอลเปเปอร์ในคอมเป็นภาพท่านพุทธทาสมีตัวหนังสือว่า

“อันตรายที่สุด คือความหวัง”

ทรายอ่านเตือนสติก่อนที่จะปิดคอมฯ

ooooooo

ที่เชียงใหม่ เช้าวันนี้กองพลพาใบพัดไปหาครูมิลัน ครูมิลันพาไปที่บ้านพูดออกตัวว่าบ้านเล็กไปนิด แต่กองพลชมว่าบ้านน่าอยู่มากกว่า พอดีเห็นใบพัดเริ่มกวนครูมิลัน กอดอ้อนจะไปเล่นเปียโน

กองพลดุใบพัดว่าอย่าเพิ่งกวนครูแล้วไปกอดครูอย่างนั้นได้ไงโตแล้วไม่ใช่เด็กๆ ครูมิลันบอกว่าไม่เป็นไรและกอดใบพัดไว้อย่างเอ็นดูถามว่า “สบายดีไหมครับใบพัด”

ใบพัดไม่ตอบแต่พูดในสิ่งที่ตัวเองสนใจ คุยเรื่องเปียโนอย่างมีความสุข...

“ครูมิลันครับ ใบพัดไปเรียนเปียโนกับครูโจ ครูโจเก่งมาก เก่งกว่าครูมิลันอีกนะครับ”

กองพลฟังแล้วสะอึก แต่ครูมิลันไม่ได้รู้สึกอะไร ฟังใบพัดคุยแล้วเอ่ยทึ่งว่าใบพัดกระโดดไปเล่นเพลงของเกรด 8 เลยหรือ เก่งจัง

“ใช่ครับ ครูโจบอกว่าใบพัดเก่งครับ ไปเล่นเปียโนกันครับ” ใบพัดชวนครูมิลันไปเล่นเปียโนกับตนอย่างกระตือรือร้นแต่ไม่สบตาครูเหมือนพูดกับตัวเอง และพยายามลากครูมิลันไปเหมือนเด็กๆ

ครูมิลันบอกกองพลตามสบาย กองพลจึงขอเดินดูที่บ้านแก้วก่อน ฝากใบพัดไว้กับครูด้วย

“ยินดีค่ะ เย็นๆมาทานข้าวด้วยกันนะคะ”

ครูมิลันเดินไปเล่นเปียโนกับใบพัด กองพลมองเพลินเขาไม่เคยเห็นมุมน่ารักของใบพัดอย่างนี้มาก่อน

ooooooo

กองพลไปที่บ้านพิณแก้วน้องสาวตัวเอง เข้าไปมองสำรวจเห็นสภาพบ้านที่ว่างเปล่า ข้าวของถูกเก็บบรรจุกล่องไว้เรียบร้อยกองอยู่ที่มุมห้องมีผ้าคลุม กองพลเดินไปเปิดผ้าคลุมที่มีฝุ่นหนาออกดู แต่ละกล่องมีกระดาษเขียนติดไว้ต่างกัน เช่น “ของเล่นใบพัด” “ของคุณพิณแก้ว” ในกล่องนี้มีรูปสามคนพ่อแม่ลูก และมีหนังสือเกี่ยวกับการดูแลเด็กออทิสติกเป็นสิบเล่ม และเห็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเขียนว่า “บันทึกของใบพัด”

กองพลพลิกสมุดดูเป็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือ นับแต่ใบพัดเกิดเขียนไว้พร้อมกับมีรอยเท้าของใบพัดเมื่อแรกเกิดว่า “วันแรกของใบพัด 22 กันยายน2545”

กองพลเอาบันทึกไปนั่งอ่านทีละหน้า...

“นับจากวันที่ใบพัดเกิด ทุกอย่างก็ดูเหมือนปกติ จนลูกอายุได้ 5 เดือน แม่รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ใบพัดไม่สบตาแม่ ไม่ส่งเสียงสื่อสารใดๆ ตอนนั้นแม่คิดว่าลูกเป็นเด็กที่มีพัฒนาการช้า

จนใบพัด 2 ขวบแล้วก็ 3 ขวบ ใบพัดก็ยังพูดไม่เป็นประโยค ไม่สนใจ ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้าง แต่จะชอบมองกังหันลมที่ปักอยู่ที่ประตูบ้าน และพัดลมที่หมุนไปมา...

แม่กับพ่อพาใบพัดไปหาหมอ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับลูกของแม่ คุณหมอบอกว่าใบพัดมีอาการออทิสติก ความรู้สึกแม่ตอนนั้นคือเสียใจที่สุดในชีวิต เครียด ร้องไห้กับลูกทุกวัน แม่โทษตัวเอง...

จนพ่อเตือนสติให้แม่ลุกขึ้นสู้และเลี้ยงดูใบพัดให้เหมือนเด็กปกติที่สุด มีแต่คนบอกว่าเด็กที่มีภาวะออทิสติกจะอยู่กับคนอื่นไม่ได้ แต่แม่จะทำให้ใบพัดอยู่กับคนอื่นและอยู่บนพื้นโลกนี้ด้วยตัวเองให้ได้...แม่สัญญา”

จากนั้นพิณแก้วก็ศึกษาหาข้อมูลและเขียนบันทึกเกี่ยวกับออทิสติกอย่างจริงจัง พิณแก้วบันทึกไว้ว่า

“แม่เริ่มเข้าใจในโลกของออทิสติกและเริ่มศึกษาทดลอง บันทึกทุกอย่างในสมุดและถ่ายวิดีโอเก็บไว้อย่างละเอียด นับจากนี้ทุกวินาทีในชีวิตของแม่มีให้ใบพัดเท่านั้น”

กองพลลุกจากที่นั่งอ่านบันทึกเดินไปเปิดกล่องอื่นๆ เห็นกล่องวิดีโอวางอยู่กับซีดีบันทึกมากมาย กองพลหันไปเห็นคอมพิวเตอร์ เอาแผ่นซีดีลงไปในถาดแล้วคลิกเม้าส์ดูที่หน้าจอ เปิดโฟลเดอร์ที่เขียนว่า พัฒนาการของใบพัด ปรากฏคลิปเต็มไปหมด เขียนกำกับไว้หมดทุกอัน เขาเลือกเปิด “ใบพัดกินข้าวเอง”

ในคลิปพิณแก้วพยายามให้ใบพัดในวัย 5 ขวบหัดกินข้าวเอง เป็นข้าวไข่เจียวมะเขือเทศ พิณแก้วสอนใบพัดอย่างอดทนใจเย็น ทำไม่ได้ก็สอนใหม่ พอใบพัดทำได้ก็ชมว่าเก่งมาก

พอใบพัดอายุ 7 ขวบ พิณแก้วเรียกให้กินข้าว ใบพัดไม่สนใจเอาแต่เล่นเปียโน พิณแก้วบอกว่าแม่จะนับหนึ่งถึงสาม นับถึงสามแล้วใบพัดก็ยังไม่สนใจ พิณแก้วไปหยิบมือใบพัดออกและปิดฝาแป้นลง ใบพัดพยายามจะเปิดฝาเปียโน พิณแก้วเอามือกดไว้ ใบพัดโมโหร้องกรี๊ดอารมณ์ร้ายมาก ซ้ำหันมาตีมือแม่อย่างแรง พอพิณแก้วดุและจะตีกลับ ใบพัดก็เริ่มโยกตัว แกว่งแขน ร้องเสียงดังซ้ำเอาหัวโขกกับเปียโน

พิณแก้วตกใจเรียกพ่อให้มาช่วยจับใบพัดไว้

กองพลดูคลิปแล้วเครียด สงสารน้องสาว แล้วหยิบคลิป “สอนใบพัดเข้านอน” มาเปิดดู

เวลานั้นใบพัดอายุ 5 ขวบ ถูกพิณแก้วจับให้นั่งบนเตียงกอดหอมแล้วบอกว่า

“นอนได้แล้วนะครับ 4 ทุ่มแล้ว แม่รักใบพัดนะครับ อ่ะ พ่อกอดบ้าง” พ่อบอกใบพัดว่าพ่อก็รักลูกนะ

พิณแก้วอวยพร “ฝันดีนะครับ” แล้วปิดไฟ ใบพัดปฏิบัติตามอย่างว่านอนสอนง่าย

กองพลเปิดดูคลิป “ใบพัดเรียกลุงพลวันแรก” เห็นใบพัดในวัย 5-6 ขวบ พิณแก้วเรียกใบพัดให้มองตนแล้วชี้ที่ตัวเองถามว่า “นี่ใคร”

“แม่”

“เก่งมากครับ แล้วนี่ใคร” พิณแก้วเรียกความสนใจจากใบพัดแล้วชี้ไปที่พ่อที่กำลังถ่ายวิดีโออยู่ถามว่า

“ใครครับ คนนี้ใคร”

“พ่อ”

“เก่งมากครับ เก่งมาก” พิณแก้วก็หันไปหยิบรูปกองพลขึ้นมาถาม “แล้วคนนี้ล่ะครับใคร คุณอะไรนะ...” ใบพัดมองนิ่งอยู่นานจึงตอบ

“คุณลุง คุณลุงกองพล”

“ใบพัดเก่งที่สุดเลย ใบพัดต้องจำไว้นะครับว่านี่คือลุงพลเป็นลุงของใบพัด ใบพัดต้องรักคุณลุงเหมือนที่รักพ่อกับแม่นะครับ”

กองพลดูคลิปนี้แล้วอึ้ง เพิ่งรู้ว่าน้องสาวให้ความสำคัญกับตนมากขนาดนี้ เริ่มนึกได้ว่าใบพัดจำตนได้เพราะการปลูกฝังของพิณแก้วนี่เอง

กองพลดูภาพต่อไปเป็นภาพผ่านหลังใบพัดวาดรูปผู้ชายกับเด็กจูงมือกัน เขียนด้วยตัวหนังสือโย้เย้ว่า

“ใบพัดรักลุงพล”

กองพลเห็นและอ่านลายมือใบพัดแล้วถึงกับน้ำตาซึม

ooooooo

เจอสมุดบันทึกของพิณแก้วแล้ว กองพลโทรศัพท์บอกทราย ทรายถามว่าใบพัดเป็นยังไงบ้าง กองพลบอกใบพัดกำลังเล่นเปียโนกับครูมิลันอย่างสนุกสนาน

กองพลเล่าอย่างตื่นเต้นว่า นอกจากตนเจอสมุดบันทึกแล้วยังมีซีดีคลิปใบพัดตอนเด็กๆ ตนดูแล้วยอมรับเลยว่าน้องสาวกับน้องเขยทุ่มเทให้ใบพัดมาก กว่าจะมีพัฒนาการแบบปัจจุบันเรียกว่า...มาไกลมาก! และที่ใบพัดเปิดปิดไฟตอน 4 ทุ่ม เป็นเพราะน้องตนสอนไว้และเขาคงคิดถึงแม่ตามที่ครูทรายบอกไว้จริงๆ

“ผมรู้แล้วว่าทำไมใบพัดถึงสอนให้อยู่กับผมได้ทั้งๆที่เพิ่งเจอกัน น้องผมสอนให้เขารู้จักผมมาตั้งแต่เด็กๆ เขาคงเตรียมตัวกันมาอย่างดี เผื่อจะเกิดเรื่อง

ไม่คาดฝันขึ้น ผมทึ่งน้องสาวกับน้องเขยมากจริงๆครับ”

“เพราะความรักของพ่อแม่ไงคะ ทรายเชื่อว่าคุณกองพลก็ทำได้นะคะ”

“ขอบคุณครูทรายที่เชื่อใจผม ผมบอกกับตัวเองแล้วว่า ต่อไปนี้ผมจะดูแลใบพัดให้ดีกว่าที่ผ่านมา...ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุดครับ”

ใบพัดเดินมาได้ยินกองพลพูดพอดี แม้ใบหน้าใบพัดจะนิ่งเฉย แต่แววตามีประกายดีใจอย่างเห็นได้ชัด

วันเดียวกันกวิตากับเกริกฤทธิ์ก็มาหาทรายที่ห้องทำงาน พอมาถึงกวิตาก็ดุเดือดเลือดพล่านใส่ทรายว่า อย่ามายุ่งกับลูกสาวตนอีก หาว่าที่ไออุ่นตัดผมสั้นและต่อยตีกับผู้ชายเพราะการแนะนำของทราย ก่อนที่จะคุยกับทราย ไออุ่นไม่เคยเป็นแบบนี้!

ทรายถามว่าไออุ่นบอกคุณแม่ว่ามาคุยกับตนหรือ กวิตานิ่งไป

ที่แท้ไออุ่นไม่ได้บอก แต่กวิตาบังเอิญได้ยินไออุ่นคุยกับแอนเน่ทางโทรศัพท์ขณะอยู่ในห้องน้ำ เพราะแอนเน่โทร.มาปรึกษาเรื่องที่มีปัญหาเหมือนกับไออุ่นว่าจะแนะนำให้ไปคุยกับทรายดีไหม

“ฉัน...รู้สึกว่าครูเขาเข้าใจฉันว่ะแก เวลาคุยกับครูทรายฉันพูดในสิ่งที่ฉันอยากจะพูดได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญนะเว้ย ครูทรายทำให้ฉันกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง ถ้าไม่ได้คุยกับครูทราย ฉันคงยังงงๆอยู่ที่ไหนสักที่”

กวิตายอมรับว่าถ้าตนไม่ได้ยินโดยบังเอิญตนก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกตน แล้วหันไปปรามเกริกฤทธิ์ว่าต่อไปก็เลิกมาด่าว่าตนเลี้ยงลูกให้ผิดปกติได้เลย

“อุ่นไม่ได้ผิดปกตินะคะ เขากำลังค้นหาตัวเอง สิ่งที่ทรายทำคือรับฟังและให้ความมั่นใจในสิ่งที่เขาเป็น”

เกริกฤทธิ์ย้อนแย้งว่าฟังดูเหมือนดีแต่ผลออกมาตนรับไม่ได้ ถามว่าไอ้ที่ครูบอกว่ามัน ‘มั่นใจ’ ในสิ่งที่มันเป็น รู้ได้ยังไงว่ามันอยากเป็นแบบนี้ มันทำตามกระแสตามแฟชั่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วไอ้เพื่อนกะเทยนั่นอีกคน คบกันไปคบกันมา เลยติดกันหรือเปล่าก็ไม่รู้

“เรื่องทางเพศไม่ได้เป็นโรคติดต่อนะคะ” ทรายติง ถูกกวิตาสวนทันทีว่าทำไมจะไม่ติด ตนไม่เชื่อว่า เด็กอายุเท่านี้จะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เกริกฤทธิ์ตัดบทว่าต่อไปนี้ถ้าอุ่นมาปรึกษาอะไรก็บอกให้ไปคุยกับแม่มัน เพราะตนจ่ายเงินให้เลี้ยงมันเดือนละหลายหมื่น เรื่องของผู้หญิงๆ ตนไม่อยากไปยุ่ง!

ไออุ่นเดินมากับแอนเน่จะไปโรงอาหาร แอนเน่ชวนกินข้าวแล้วไปงีบกันในห้องสมุดหน่อย ไออุ่นบอกตนนัดกับครูทรายไว้ ให้แอนเน่ไปรอที่นั่น เสร็จแล้วเดี๋ยวตามไป

ทรายพยายามจะอธิบายกับเกริกฤทธิ์แต่เขาบอกว่าครูไม่ต้องพูดแล้ว เพราะถ้าได้ผลมันคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ กวิตาเห็นด้วยบอกทรายว่า ครูไม่ต้องพูดอะไรแล้วและไม่ต้องมายุ่งกับลูกสาวตนอีก แล้วคว้ากระเป๋าตามเกริกฤทธิ์ออกไป

กวิตาบอกเกริกฤทธิ์ว่าต่อไปก็เลิกด่าตนได้แล้วว่าเลี้ยงลูกไม่ดีแต่เป็นเพราะยัยครูนั่นต่างหาก เกริกฤทธิ์ตัดบทว่ารู้แล้ว ตนไม่ยอมให้ลูกเป็นอย่างนี้แน่ จะพาไปหาหมอหรือทำอะไรก็รีบๆทำให้มันหาย เพราะโตกว่านี้จะยิ่งรักษายาก

ทั้งสองเดินโต้เถียงกันผ่านมุมตึกไปโดยไม่เห็นไออุ่นที่ยืนอยู่และได้ยินพ่อกับแม่โต้เถียงกันเรื่องตน

ไออุ่นเจ็บจี๊ด เมื่อเข้าไปหาทรายที่ห้อง ไออุ่นถามอย่างอึดอัดไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ต้องโยนความผิดให้ครูแบบนี้ด้วย ทำไมเขาต้องคิดว่าตนป่วย ยืนยันว่าตนไม่ได้ป่วย กินยา บำบัดยังไงมันก็ไม่หาย

ทรายถามไออุ่นว่าก่อนมาเจอครูไออุ่นใช้เวลานานไหมกว่าจะยอมรับตัวเองได้แบบนี้และยากไหมกว่าจะเข้าใจตัวเอง ไออุ่นรับว่านานและยาก ทรายจึงขอให้ไออุ่นให้เวลากับพ่อแม่ทำความเข้าใจและยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นบ้าง ไออุ่นถามว่าให้เวลาและโอกาสแล้วพ่อกับแม่จะยอมรับตนได้หรือ

ทรายไม่ตอบ แต่มองไออุ่นอย่างต่างก็รู้ว่า...ไม่มีใครรู้

ส่วนกรไปคุยกับบุ๊คที่บ้านถามความรู้สึกของบุ๊คตอนเล่นเกมว่าเป็นยังไง ทำไมบุ๊คกับเพื่อนๆถึงชอบเล่นเกม บุ๊คบอกว่าตนตอบแทนทุกคนได้เลยว่า มันก็แค่อยากเล่นเพราะว่ามันสนุก ยิ่งเล่นก็ยิ่งสนุก เวลาเล่นก็คิดแต่ว่าทำยังไงให้ชนะ และกับเพื่อนที่เล่นเกมก็คุยและเข้ากันได้มาก คงเป็นเพราะชอบเหมือนกัน

“แล้วถ้าครูหาอะไรให้ทำ...ได้ความรู้ทุกอย่างเหมือนเล่นเกม บุ๊คจะทำไหม”

“ถ้าเป็นสิ่งที่ผมสนใจ ผมว่าผมก็ทำนะครับ”

กรคิด ‘สิ่งที่ผมสนใจ’ ที่บุ๊คพูดคืออะไร?

วันนี้ทรายคุยกับครูชิชาเรื่องอัปรูปทรายกับครูป้องลงไอจีจนเป็นเรื่องเป็นราว ครูชิชาขอโทษบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ

“อาชีพครูเป็นต้นแบบของเด็กๆ เราต้องระวังให้มากขึ้น” ทรายเตือน 

ครูชิชาขอบคุณทราย รับปากว่าตนจะระวังให้มากขึ้น รู้สึกแย่กับสิ่งที่ทำโดยไม่คิดจนเป็นเรื่องเป็นราว แล้วไล่ลบไอจีทั้งรูปทรายกับครูป้องและรูปอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมออกทั้งหมด

ooooooo

เพื่อนของธรรมชนะที่เห็นพฤติกรรมของพีทในวันนั้น ไลน์มาถามด้วยความเป็นห่วงว่าพาหลานไปหาที่ปรึกษาหรือยังและส่งรูปเด็กฝรั่งที่ร้องกรี๊ดๆแล้วลงไปชักดิ้นชักงอจนต้องส่งไปหาหมอมาให้ดู เตือนว่า

“อย่าคิดว่าโตแล้วจะหายนะ ถ้าไม่ปรับตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็ยังเหมือนเดิม หวังดีนะเพื่อน”

คำเตือนของเพื่อนทำให้ธรรมชนะได้คิด เมื่อโมจะไปหาทรายเพื่อคุยเรื่องพีทจึงขอไปด้วย แต่ด้วยความมีอคติกับทราย เมื่อไปถึงก็ให้โมเข้าไปคุยกับทรายเองส่วนตัวเองไปนั่งเล่นเกมรออย่างไว้ฟอร์ม

พอทรายรู้ว่าธรรมชนะขอมาเองก็ดีใจที่เขาเปิดใจบ้างแล้ว ทรายกับครูป้องจึงคุยกับโมเสียงดังอย่างตั้งใจให้ธรรมชนะได้ยินด้วย

ครูป้องพูดถึงเคสของพีทว่า จากการเก็บข้อมูลในห้องเรียน ที่บ้านและการพูดคุยกัน ทำให้เห็นว่าพีทมีพฤติกรรมที่กรีดร้องอาละวาดเมื่อไม่ได้ดังใจหรือโดนขัดใจ

ธรรมชนะได้ยินแว่วๆก็เริ่มเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ ได้ยินครูป้องบอกว่าอาการนี้จะเป็นกับเด็กอายุ 2-3 ขวบ โตขึ้นจะหายเองแต่พีทยังเป็นอยู่ทำให้เราต้องหาสาเหตุเพื่อนำไปสู่การปรับพฤติกรรม ธรรมชนะก็โพล่งว่าแล้วเราจะปรับยังไง? เลิกเล่นโทรศัพท์ขยับเข้ามาร่วมวงด้วย

ทรายดีใจที่คุณตาร่วมมือในการปรับพฤติกรรมของพีท ย้ำว่าไม่ใช่แค่คุณโมคนเดียว ต้องทุกคนด้วย

ธรรมชนะบอกว่าตนอยากให้พีทกรี๊ดน้อยลงเพราะพีทกรี๊ดทีไรมันบีบหัวใจคนเป็นตาอย่างตนมาก ครูป้องอธิบายว่า เพราะพีทเคยชินแล้วว่ากรี๊ดแล้วได้สิ่งที่ต้องการเลยเลือกใช้วิธีนี้

ทรายถามว่าเป็นไปได้ไหมที่จะให้คุณยายมาคุยด้วย โมบอกว่าคงยาก แต่ตาบอกว่าตนจะลองดู

การเปิดใจของธรรมชนะ ทำให้ทรายกับครูป้องมีความหวังขึ้นมาก

ooooooo

เลิกเรียนแล้ว แอนเน่กับไออุ่นคุยกันถึงเรื่องความเป็นจริงของตัวเองกับความเข้าใจของครอบครัว ไออุ่นถามแอนเน่ว่าถ้าที่บ้านรู้ว่าลูกชายอยากมีผัวแกจะยังโลกสวยแบบนี้ไหม

แอนเน่บอกว่าเขาก็คงจะตงิดๆบ้าง แต่ตนก็จะทำตัวตามปกติแบบนี้ ไม่ได้สาวแต๋วแตก แล้วก็ไม่แอ๊บด้วย แต่ถ้าวันไหนเขาถามก็จะตอบไปตรงๆ ไออุ่นถามว่าแล้วเขาจะรับได้หรือ แอนเน่ตัดบทไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก แต่จะพาไออุ่นไปตัดผมใหม่ ไหนๆจะเปลี่ยนลุคก็ต้องเอาให้ปังไปเลย

พอเข้าร้าน แอนเน่บอกช่างว่าอันเดอร์คัตเลยพี่เอาหล่อๆคลีนๆ แต่ครูเห็นแล้วไม่วี้ดใส่ได้ไหม

“จัดไป” ช่างจับจัดการทันทีครู่เดียวบอกว่าเสร็จแล้ว แอนเน่ดูแล้วถึงกับตะลึงในความเท่ของไออุ่นในลุคใหม่ ไออุ่นลุกขึ้นส่องกระจกดูตัวเองที่แมนและเท่มาก ก็รู้สึกดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วันนี้ทรายกับครูป้องไปคุยกับแหม่มแม่ของอันยาที่บ้าน ครูป้องถามว่าทิวเดนไปโรงเรียนปกติหรือว่าไปโรงเรียนเฉพาะทาง

แหม่มบอกว่าไปโรงเรียนปกติเพราะตอนนั้นโรงเรียนเปี่ยมคุณยังไม่มีโครงการรับเด็กพิเศษแต่สุดท้ายก็ได้เข้าโรงเรียนที่เขารับเด็กพิเศษก็สบายใจขึ้น แต่ทิวเดนเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล เด็กโตมาด้วยกันจึงไม่มีใครคิดว่าเพื่อนผิดปกติ

ครูป้องขอเล่น Scrabble กับทิวเดน แหม่มจึงให้อันยาพาไป ส่วนตัวเองไปหาของว่างให้ทานกัน

อันยาพาครูป้องไปเล่นกับทิวเดนอย่างสนุกสนานมีความสุข อันยาพิมพ์แคปชันในไอจี

“วันนี้ทิวเดนสนุกมาก ขอบคุณครูทรายกับครูป้องมากนะคะ...น้องชายเรามีความสุข เราก็มีความสุข...น้องชายออทิสติกที่ฉันรัก”

อันยากดโพสต์รูปลงไปในโลกออนไลน์ เพื่อนๆในห้องได้ดู ผู้ปกครองได้ดู ครูๆได้เห็น โดยเฉพาะครูพรรณีดูแล้วคิดหนัก...เป็นห่วง

เย็นนี้เองเรื่องก็ถึงนพลักษณ์ นอกจากครูพรรณีจะพูดถึงเรื่องรูปของทรายกับครูป้องว่าพวกครูพูดถึงรูปนี้ไปในทางชู้สาวแล้วยังเล่าเรื่องที่ฝ่ายการเงินมาปรึกษาอย่างไม่สบายใจเรื่องโครงการพิเศษของ ผอ.ที่มีค่าใช้จ่ายสูง อยากให้นพลักษณ์ช่วยดูแลเพื่อเตือน ผอ.บ้าง เล่าในตอนท้ายที่ทำให้นพลักษณ์กังวลมากว่า

“นอกจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มเด็กที่จะเข้ามาเรียนอาจจะน้อยลง เพราะปีนี้ ผอ.สั่งลดการส่งเด็กแข่งขันทางวิชาการ งดการส่งโรงเรียนประกวดผลงานปีนี้คงไม่หวือหวา ประกอบกับข่าวรับเด็กออทิสติกและเพิ่มห้องเรียนแบบเน้นเล่นไม่เน้นวัดผล ผู้ปกครองหลายคนไม่ค่อยเห็นด้วย อาจจะไม่เอาลูกหลานมาเรียนที่นี่”

เล่าแล้วเห็นนพลักษณ์คิดหนักก็ตอกย้ำอย่างห่วงใยว่า

“รายรับลดลงแต่รายจ่ายเพิ่มจากโครงการใหม่รายวัน แล้วยังข่าวชู้สาวอีก...ตอนนี้ ผอ.โดนรุมเร้าหลายปัญหา น้องกลัวว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในตัวผู้นำนะคะ”

ooooooo

เพียงเย็นนี้นพลักษณ์ก็โทรศัพท์ไปหาทราย

กรบอกว่ายังไม่กลับ จึงฝากบอกว่ากลับมาแล้วบอกด้วยแม่จะไปหา มีเรื่องจะคุยกับทรายเป็นการส่วนตัว

นพลักษณ์ต้องการให้ทรายลาออกจากงาน อ้างว่าตนอยากอุ้มหลาน ให้ทรายมาทำหน้าที่แม่บ้านและให้ปรึกษาหมอเพื่อมีหลานให้แม่เร็วๆ ทรายพยายามจะอธิบายแต่ถูกนพลักษณ์ตัดบทดักทางไว้หมดซ้ำห้ามบอกกรเด็ดขาดว่าตนมาคุยเรื่องอะไร ตอนจะลาออกก็ให้บอกว่าเป็นความคิดของทรายเอง

ทรายน้ำท่วมปาก เมื่อกรถามจึงปดว่าแม่เตือนเรื่องสุขภาพและให้ดูแลเขาด้วย กรไม่เชื่อแต่ก็ไม่คาดคั้น บอกว่าถ้ามีเรื่องใหญ่กว่านี้ต้องบอกตน ห้ามปิดบัง

ทรายเล่าให้แม่ตัวเองฟังบอกว่าตนคงต้องลาออกจริงๆ แต่ต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน พรุ่งนี้จะลองไปต่อรองอีกที

รุ่งขึ้นทรายไปคุยกับนพลักษณ์ขอปิดเคสเด็กทั้ง 5 คน ก่อนลาออก นพลักษณ์ยอม แต่ให้เวลาแค่เทอมนี้เทอมเดียว ทำเอาทรายเครียด เวลาแค่เทอมนี้จะทำได้ทันหรือ

เมื่อคุยกับกร เขาแปลกใจว่าทำไมต้องมาเร่งรีบตอนนี้ ทั้งที่ทรายเคยบอกว่าโครงการนี้ต้องใช้เวลา ทรายจึงต้องปดไปเรื่อยเพื่อไม่ให้เขารู้ความจริง จึงกลายเป็นต้องยิ้มแย้มอ่อนโยนทั้งที่ในใจลำบากเหลือเกิน

เมื่อธรรมชนะยอมเปิดใจที่จะร่วมกับทางโรงเรียนเพื่อช่วยพีทแล้ว ก็ไปหว่านล้อมครองพร ชวนไปรับพีทเย็นนี้และไปหาครูทรายกันด้วย ครองพรยังอคติถามว่าไปหาทำไม หาว่าโดนโมล้างสมองมาแน่ บอกว่าตนไม่ไป เสียเวลา ไร้สาระ ขณะธรรมชนะจะพูดต่อนั้น เสียงโมก็กรี๊ดเข้ามา

“นังอ้อม...กรี๊ดดด!!”

โมรากุลดีใจสุดขีดที่อ้อมเพื่อนรักสมัยเรียน ม.ปลายมาหาหลังจากห่างหายกันไปนาน หลังจากสวัสดีพ่อกับแม่แล้ว โมชวนอ้อมคุยต่อ ถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่

“ฉันทำโมเดลลิ่งเด็ก เน้นงานเด็กๆนะ พวกงานโฆษณา หนัง ละคร เอ็มวี เอาหมด”

โมถามว่ามีเด็กในสังกัดกี่คนเผื่อมีงานจะได้เรียกใช้ อ้อมบอกว่า 20-30 คน หลากหลายวัย ครองพรบอกว่าเอาพีทไปอยู่ในสังกัดด้วยคนสิ แล้วเอารูปพีทมาอวด อ้อมดูแล้วชมว่าหน้าตาดีบอกให้ถ่ายรูปไว้เลยตนจะดูแลเอง ธรรมชนะถามว่าจะดีหรือเดี๋ยวทำคนอื่นเสียงาน พีทไม่ได้พูดง่ายๆนะ ครองพรค้านทันทีว่าพีทเป็นเด็กปกติ เร่งให้อ้อมไปถ่ายรูปบอกว่าแม่จะพาไปเอง โมพูดเบาๆว่า “จะไหวเหรอแก”

“ก็แค่แคสเองแก ไม่ต้องคิดมาก” แล้วถามแม่ว่า “เอาอยู่ใช่ไหมคะแม่” ครองพรรับรองเอาอยู่แน่ โมกับพ่อได้แต่มองหน้ากันพูดไม่ออก ต่างคิดว่า...เอาอยู่จริงอ่ะ????

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 10 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 11 เม.ย. 2562 09:42 2019-04-13T03:37:12+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ