ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

ที่ห้องประชุมขนาดเล็กโรงเรียนเปี่ยมคุณ หลังเวทีมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษสลับภาษาไทยขึ้นฟึ่บๆ

“ฟังเสียงจากข้างใน เราจะเข้าใจกันมากขึ้น”

ข้างๆ ห้องประชุมมีป้ายบอกชื่องาน “การอบรมตัวแทนหัวข้อพิเศษ...ฟังเสียงจากข้างใน...เราจะเข้าใจกันมากขึ้น” โดยคุณทรายทิพย์ เปี่ยมคุณ มีผู้ฟังเป็นตัวแทนขายประกันหลายวัยประมาณ 40 คน หนึ่งในนั้นคือ ดุจฤทัยที่นั่งอยู่แถวหน้า

ทรายทิพย์ เปี่ยมคุณ หรือทราย ยืนโดดเด่นอยู่หน้าห้อง เธอยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยน พูดด้วยความเข้าใจในสิ่งที่พูดอย่างมั่นใจ

“จากการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการศึกษารายกรณี ทำให้ดิฉันพบว่า การหย่าร้างของพ่อแม่โดยเฉพาะในคู่ที่มีปัญหาเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง มีผลต่อ IQ และ EQ ของเด็กอย่างมาก”

ทรายพูดถึงตรงนี้ บนเวทีก็ขึ้นตัวอักษร “เชาว์ปัญญา = IQ, เชาว์อารมณ์ = EQ”

“ทางด้าน IQ เด็กในกลุ่มนี้มีพฤติกรรมขาดเรียนมากกว่าปกติ...ขาดสมาธิ และขาดความตั้งใจในการเรียนรู้ ทางด้าน EQ เด็กกลุ่มนี้...จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว มีปัญหาการเข้าสังคมกับเพื่อน ขาดความเชื่อมั่นและมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง”

ระหว่างที่ทรายพูด ก็มีภาพเด็กที่มีปัญหาเหล่านั้นประกอบเป็นระยะ

“แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่ได้สรุปว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวหย่าร้างทุกคนจะมีปัญหา ในกลุ่มวัยรุ่นถ้าเขาค้นพบ ‘คุณค่าในตัวเอง’ มันจะเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป คุณค่าในตัวเองมีผลต่อวัยรุ่น เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวเอง เขาอยากรู้จัก ‘ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง’ อยากรู้ว่าฉันคือใครในสายตาของคน ในครอบครัว”

ข้างหลังทรายมีภาพเด็กที่มีปัญหาเช่น โชกุนเวลาที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ปิ๊กปิ๊กตอนพ่ออยู่กับกิ๊ก และตังเมตอนกินข้าวกับบ้านใหญ่ ด้านหลังขึ้นคำว่า Who am I to my community?

“อยากรู้ว่า ฉันคือใครในสายตาของคนอื่นๆในสังคม โดยเฉพาะสังคมในโรงเรียน ถ้าเด็กรู้จักตัวเองและยอมรับมันได้ เขาจะ ‘มั่นใจ’ และ ‘เห็นคุณค่าในตัวเอง’ ทำให้เขามีภูมิคุ้มกันรับมือกับปัญหาต่างๆ การค้นหาตัวเองจะประสบความสำเร็จ ได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองและครู”

ขณะที่ทรายพูดอยู่บนเวทีนั้น ชวนากร เปี่ยมคุณ หรือกร ผู้อำนวยการโรงเรียน ยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง เขามอง โรงเรียนด้วยความมุ่งมั่น ขณะนั้นครูน้อย ครูใหญ่ของโรงเรียนเดินเข้ามาบอก

“ผอ.ครับ ครูพรรณี รอง ผอ.ฝ่ายวิชาการขอพบครับ บอกว่ามีเรื่องด่วน”

ooooooo

พรรณียืนที่หน้าห้องทำงานของกร หันหลังมองประกาศนียบัตรและรางวัลมากมายที่ติดผนังและวางอยู่ เพียงมองจากด้านหลังก็เห็นความเนี้ยบในการแต่งตัวตั้งแต่หัวจดเท้าของครูพรรณี ในมือถือเอกสารชุดหนึ่งเป็นเอกสาร “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน” (ฉบับร่าง)

“ครูพรรณีครับ...เชิญครับ” ครูน้อยเชิญเมื่อกรกลับมาที่ห้อง

กรเข้ามานั่งที่โต๊ะ ครูน้อยยืนใกล้ๆ ส่วนพรรณียืนตรงข้ามกับกรอยู่หน้าโต๊ะ ถามหน้านิ่งเสียงมีพลังว่า

“โครงการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน! ผอ.คิดจะทำอะไรคะ?” พลางวางเอกสารบนโต๊ะ

ปัญหาระหว่างพรรณี รอง ผอ.กับกร ผอ.โรงเรียนคือพรรณีเป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการที่มีความมุ่งมั่นในการสอนและยึดติดกับการวัดผลด้วยคะแนน เพราะถ้าไม่มีคะแนนเป็นเครื่องชี้วัดจะรู้ได้อย่างไรว่าการสอนสำเร็จหรือไม่

แต่ชวนากร ผู้อำนวยการโรงเรียนมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อลดความกดดันของนักเรียน เปลี่ยนจากการเรียนเพื่อคะแนนมาเป็นการเรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง แต่แนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากทั้งครูและผู้ปกครองหลายคน จึงต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างการยึดติดในแบบเก่าที่ใช้คะแนนเป็นเครื่องวัดผล กับการสอนที่ลดความกดดันนักเรียนมาเป็นการเรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง

กรอธิบายว่าการเรียนการสอนที่ตนเสนอนี้ เป็นการ ‘ทดลอง’ ตนมีครูผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบแผนการสอนและจะมาสอนตั้งแต่ภาคเรียนหน้าเริ่มที่ชั้นประถม 1 แค่ 1 ห้องก่อน พรรณีโต้ว่าการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ต้องเตรียมเด็ก ทำความเข้าใจผู้ปกครองที่เพิ่งได้เอกสารก่อนเปิดเทอมไม่กี่สัปดาห์ ยืนยันเสียงแข็งว่า

“ดิฉันทำงานไม่ทันค่ะ!!” พรรณีเลื่อนเอกสารบนโต๊ะคืนให้กรย้ำการปฏิเสธ

กรพยายามชี้แจงว่าโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นตรงกับ ‘ฝ่ายวิชาการ’ ของครู ตนให้ครูน้อย ‘ฝ่ายกิจการนักเรียน’ เป็นคนดูแล แต่พรรณีก็ยังไม่ยอม โต้แย้งว่า

“การสอนแบบให้เด็กเรียนรู้จากการเล่นไม่เน้นสอบเอาคะแนนเป็นเทรนด์การศึกษาที่กำลังมาแรง ใครๆก็อยากทำ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ง่ายๆ”

กรแย้งว่า รู้ว่ามันไม่ง่ายแต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้หลายโรงเรียนก็ทำกันแล้วตนไม่เห็นมีปัญหา

พรรณีโต้ว่า ไม่มีเพราะผู้ปกครองรับรู้นโยบายตั้งแต่ต้น เน้นว่าโรงเรียนเราเด่นเรื่องวิชาการ เด็กของเราทำคะแนนเฉลี่ยสูงสุดของเขตพื้นที่การศึกษา จำนวนเด็กที่สอบติดมหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศ อยู่ๆมาเปลี่ยนนโยบายชั่วข้ามคืนมีปัญหาแน่นอน

พูดเหตุผลทางการศึกษาแล้วเห็นกรนิ่ง พรรณีพูดถึงเหตุที่มาช่วยงานที่นี่ว่า

“ดิฉันยอมลาออกจากโรงเรียนเก่าเพื่อมาช่วยงานที่นี่เพราะคุณแม่คุณขอร้อง เห็นว่าคุณยังใหม่เพิ่งขึ้นมาเป็น ผอ. ดิฉันมาเพราะเคารพนับถือแม่คุณ แต่สิ่งที่คุณทำมันคือการข้ามสายงานและไม่ให้เกียรติดิฉัน” 

กรขอโทษที่ไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นและขอบคุณที่สละงานเก่ามาช่วย ซึ่งคุณแม่ก็ชื่นชมมาก แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก เราจะยึดติดกับการสอนแบบเดิมไม่ได้ สิ่งที่ตนทำวันนี้ก็เพื่อเด็กของเรา ตนอยากให้เขามีความสุขกับการเรียน ไม่เอาชีวิตไปผูกติดกับคะแนน

แต่พรรณีแย้งว่าถ้าสังคมและพ่อแม่ยังวัดคุณภาพคนจากสถาบันและภูมิใจที่ลูกเรียนเก่งสอบได้คะแนนดีๆ เข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ครูกับโรงเรียนก็ต้องสนองความต้องการของสังคมกับผู้ปกครอง ยื่นหน้าย้ำว่า

“ถ้าคิดจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่คนไม่กี่คน”

“ไม่กี่คนก็ยังดีกว่าไม่มีใครลุกขึ้นมาเปลี่ยนเลยนะครับ และนี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เปิดเทอมเมื่อไหร่ผมเตรียมการเปลี่ยนแปลงไว้อีกมาก ผมจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป” กรลุกขึ้นโต้แม้น้ำเสียงปกติแต่แข็งกร้าว

พรรณีไม่เห็นด้วยที่กรจะเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคม ชี้ปรามว่า

“ดิฉันก็ได้แต่หวังว่า ผอ.จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากำลังพาเด็กเดินไปทางไหน เพราะชีวิตของพวกเขาไม่ได้มีไว้ลองผิดลองถูก!!”

พูดจบพรรณีหันหลังเดินออกไปเลย กรถอนใจยาว หนักใจ ครูน้อยเห็นใจกรที่ปัญหามาอีกแล้ว...

ooooooo

ส่วนทรายที่อยู่ในห้องประชุม ยังพูดเรื่อง “ฟังเสียงจากข้างในเราจะเข้าใจกันมากขึ้น” ว่า

“ผู้ใหญ่ก็มีปัญหาแบบผู้ใหญ่...และเราคิดว่าเด็กๆไม่เข้าใจเลยเลือกที่จะไม่แบ่งปันและเก็บปัญหานั้นไว้กับตัวเอง การเก็บยิ่งทำให้เด็กสัมผัสได้ถึงความเครียดของปัญหา และเมื่อเด็กเจอปัญหาเขาจะมีการตอบโต้ออกมาใน 3 รูปแบบ...”

ทรายอธิบายว่า

“รูปแบบแรกคือ Fight สู้กลับ สองคือ Flight หลีกเลี่ยงปัญหา สามคือ Freeze เย็นชา การตอบโต้

เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำความเข้าใจและสู้ปัญหาด้วยความไม่พร้อม ทำให้ขาด ‘ทักษะในการเผชิญปัญหา’ แต่ถ้าพ่อ แม่ ครู ร่วมมือกันฟังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจพวกเขา ได้ยินสิ่งที่เด็กพยายามสื่อและช่วยให้เขาผ่านปัญหาด้วยความเข้าใจ เขาจะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบ ได้พัฒนา ‘ทักษะในการเผชิญปัญหา’ มากกว่าเด็กปกติ เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง...แกร่งจากข้างใน!!”

ทรายสรุปก่อนปิดประชุมว่า

“บางครั้งการแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่คือการใส่ใจในสิ่งเล็กๆที่เราต้องใช้หัวใจฟังในสิ่งที่เราไม่ได้ยิน...ฟังเสียงที่ซ่อนอยู่ข้างใน เราจะเข้าใจกันมากขึ้นนะคะ”

ทรายพูดจบ เสียงปรบมือก็กึกก้องทั้งห้องประชุม

เมื่อออกจากห้องประชุม ทรายที่ในมือถือห่อของขวัญและดอกไม้เล็กๆเดินคุยมากับดุจฤทัย

ดุจฤทัยขอบคุณทรายที่รับคำเชิญมาพูดให้ตัวแทนประกันของตนฟัง ทรายยินดีที่ดุจฤทัยให้เกียรติตนมาเป็นวิทยากรถ้ามีอีกชวนมาได้เลย ดุจฤทัยนึกได้แสดงความยินดีที่ทรายสละโสด แล้วถามว่าเป็นยังไงบ้าง ชีวิตครอบครัวใหม่ ปรับตัวได้หรือยัง พูดอย่างเชื่อมั่นว่า

“แต่ระดับครูทราย แก้ปัญหาให้คนอื่นได้ ปัญหาของตัวเองรับมือได้สบายมาก”

“ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะคะ” ทรายตอบยิ้มๆ

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน พอกลับถึงบ้านกรก็บ่นอย่างอารมณ์ค้างกับทรายว่า

“ไม่เข้าใจว่าทำไมครูพรรณีถึงไม่เข้าใจผม” ทรายถามว่าแล้วเขาบอกความหวังดีกับครูพรรณีหรือเปล่า กรบอกว่าไม่ได้บอก ทรายร้องอ้าว ทำไมไม่บอก “ก็มันไม่มีจังหวะจะอธิบาย ครูพรรณีมาถึงก็ใส่เป็นชุด ผมก็มัวแต่คิดว่าจะตอบโต้ยังไง”

ทรายบอกงั้นก็ต้องรอให้อารมณ์เย็นลงแล้วอธิบายดีๆ ครูพรรณีน่าจะเข้าใจ อย่าอารมณ์เสียเลย กรตอบทันควันว่าไม่ได้อารมณ์เสีย แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ทรายนึกหมั่นไส้เลยตัดบทให้มาช่วยกันจัดบ้านดีกว่า

“ทรายอยากจัดอะไรก็จัดไปเลย อยากวางตรงไหนก็วางไปเลย ผมยังไงก็ได้ไม่มีปัญหา” แล้วเดินไป ทรายฟังแล้วรู้สึกดี๊ดีลงมือจัดอย่างสบายใจ แต่พอหยิบรูปแต่งงานปีนเก้าอี้เตรียมจะติด เสียงกรก็ทัก

“ทรายๆตรงนั้นติดไม่ได้” ทรายอึ้ง ร้องอ้าวในใจ กรที่มือถือถ้วยกาแฟเดินเข้ามาบอก “ตรงนั้นผมจะให้ช่างมาทำผนังเพิ่มเต็มพื้นที่เลย”

“อ้อ...โอเค” ทรายปีนลงจากเก้าอี้หามุมอื่นได้ก็จะปีนเก้าอี้ไปติดอีก กรจิบกาแฟอยู่เหลือบเห็นโพล่งว่า

“ทราย! ตรงนั้นก็ไม่ได้ ผมว่าจะเอารูปพ่อกับแม่มาติด สั่งไว้แล้ว” ทรายก็โอเคปีนลงจากเก้าอี้หาที่ใหม่อีก ยังไม่ทันได้ที่เสียงกรก็พูดมาเป็นชุด “ตรงนี้ก็ติดไม่ได้เพราะผมจะวางเครื่องเสียง แล้วตรงนี้ก็ไม่น่าจะติดได้ ทางนี้ก็ไม่ได้ผมจะเอาภาพวาดที่สั่งมาติด แล้วตรงนี้ก็ไม่น่าจะได้เพราะแสงจะเข้าทั้งวันติดไปนานๆรูปจะเสีย”

ทรายวางรูปกับพื้น พูดและชี้ตามจุดที่กรบอก

“ตรงนี้ไม่ได้ ตรงนี้ก็ไม่ได้ ตรงโน้น ตรงนั้น ก็ไม่ได้อีก แล้วที่บอกว่าจะวางของตรงไหนก็ได้ไม่มีปัญหาน่ะ มันคือตรงไหนที่ไม่มีปัญหา?”

“ก็...ตรงไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ตรงนี้ ตรงนั้นแล้วก็ตรงโน้น”

“งั้น...หาที่ติดเอาเอง เอาที่สบายใจเลย ทรายจะได้ไปจัดของที่ห้องครัวค่ะ!!”

ทรายพิงรูปกับผนังแล้วเดินไป กรมองตามแต่ไม่รู้สึกอะไร หันมองรูป บอกว่าวางไว้ตรงนี้ก็ดีนะ ว่าแล้วก็จิบกาแฟต่อ ทรายหันมองกรแล้วมองรูปที่วางพิงผนังที่กรไม่ได้สนใจเลย พูดคำเดียว “จบ” แล้วจะเดินไป

“เอ้อทราย...ลืมบอก วันนี้คุณพ่อคุณแม่ให้ไปทานข้าวที่บ้านใหญ่นะ”  

ทรายบอกว่าแต่เรานัดคุณพ่อคุณแม่ทรายไว้แล้ว พ่อแม่เตรียมอาหารชุดใหญ่ไว้แล้วด้วย กรพูดง่ายๆว่า ผมลืม ทรายถามว่าแล้วจะเอายังไงล่ะ??

ooooooo

ในที่สุดทรายกับกรจึงแยกกันไป ทรายไปที่บ้านหลังใหม่ที่พ่อแม่เพิ่งย้ายมา เป็นบ้านหลังเล็กๆแต่น่าอยู่ แม่เตรียมอาหารไว้เพียบ เป็นอาหารไทยแบบบ้านๆ แต่น่ากิน

 พ่อถามทรายว่า สรุปแยกกันไปคนละบ้าน ทรายบอกว่าไม่อยากยกเลิกบ้านใดบ้านหนึ่ง แม่ชมว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ดีถามว่าที่บ้านใหม่มีอะไรให้แม่ช่วยไหม

“ทรายจัดบ้านเท่าที่ทำได้ ทรายกับคุณกรชอบไม่เหมือนกันไม่อยากมีปัญหา”

พ่อพูดขำๆว่าเรื่องปกติ พ่อกับแม่ตอนย้ายมาที่บ้านนี้ก็จุกจิกรายวัน ถกเถียงแทบจะตีกันรายวัน แม่ปลอบว่าชีวิตคู่ก็แบบนี้แหละ มันไม่ได้สวยหรูเหมือนในละคร แต่งงานแล้วปัญหาก็จบ แม่พูดกลั้วหัวเราะว่า

“เปล่าเล้ย!! ปัญหาจริงๆเพิ่งเริ่มจ้า”

“คุณกรเนี่ย เขาลูกแม่จริงๆ เป๊ะเหมือนคุณนพลักษณ์!!” พ่อฟันธงชัวะ

ส่วนกรไปบ้านพ่อแม่ตัวเองที่หรูหรา พ่อแม่นั่งที่โต๊ะอาหาร เป็นอาหารฝรั่งมีแก้วไวน์วางอยู่ข้างๆ เปิดเพลงแจ๊สเบาๆ ต่างกับโต๊ะอาหารบ้านทรายอย่างสิ้นเชิง

นั่งโต๊ะได้ไม่นาน นพลักษณ์ถามกรว่าโครงการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนนี่เป็นความคิดของทรายใช่ไหม กรรีบบอกว่าเป็นความคิดของตน ทรายยังไม่รู้รายละเอียดอะไรเลยด้วยซ้ำ พ่อแซวแม่ว่าเห็นอะไรที่แปลกๆแผลงๆแม่ก็เหมาว่าเป็นความคิดของทรายหมด ติงแม่ว่า “เลิกอคติลูกสะใภ้ได้แล้วนะคุณ”

แม่สวนพ่อทันควันว่าถ้าตนอคติก็ไม่มีวันได้แต่งงานหรอก อดบ่นไม่ได้ว่า

“แต่เอาจริงนะ แม่ว่าแต่งกันเร็วเกินไป” พ่อติงว่าเราสองคนรู้จักกันแค่ปีกว่าก็แต่งแล้ว “ก็ถึงได้ไปด้วยกันไม่รอดนี่ไง!!”

“เถียงกับคุณไม่เคยชนะ! ยอมดีกว่า” แล้วหันบอกกร “ดูแลตัวเองนะลูก”

กรหาเหตุผลมาแย้งแม่ว่าที่ตนแต่งเร็วก็เพราะแม่บ่นว่าเกษียณแล้วเหงาอยากเลี้ยงหลาน ตนเลยรีบแต่งจะได้รีบมีหลานแม่จะได้ไม่เหงา

“งั้นก็ไม่ต้องไปทำงานที่โรงเรียน ให้อยู่บ้านดูแลร่างกายให้แข็งแรงจะได้ไม่ต้องไปรับรู้ปัญหาเด็กๆ ทุกวันมันเครียด ไม่ต้องทำงานน่ะ ทำได้หรือเปล่า”

กรอึ้งเมื่อแม่เสนอเงื่อนไขที่ตนทำไม่ได้

ooooooo

แต่งงานแล้ว ทรายยังขนของไปไม่หมดวันนี้จึงมาจัดของที่เหลือ ทั้งพ่อและแม่ช่วยมาจัดและยกไปรวมกัน บอกว่าดึกแล้วเดี๋ยวคุณกรจะเป็นห่วง ทรายขอบคุณพ่อกับแม่ รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่อยู่กับพ่อแม่

ทรายเก็บของเจอรูปถ่ายตอนกรขอแต่งงานก็เอามาเปิดดู เห็นรูปที่กรเปิดกล่องแหวน กรกอดทราย และพลุสวยงามในวันที่กรขอแต่งงาน อดคิดย้อนไปเมื่อ 6 เดือนก่อนไม่ได้...

วันนั้น...ทรายกับกรนั่งอยู่ที่บาร์เก๋ๆริมทะเล กรก็ถามขึ้นมาลอยๆว่าเคยคิดไหมว่าแก่ๆไปแล้วจะเป็นยังไง ทรายบอกถ้ามีเงินเก็บไม่ได้เดือดร้อนอะไร คงทำงานการกุศล ช่วยเด็กๆไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีแรง

กรตอบทันทีว่าคิดเหมือนกันเลย ถามว่าคบกันปีกว่าๆแล้วรู้สึกยังไง?

กรถามว่ารู้ใช่ไหมว่าตนไม่ใช่คนสวีตหวานแหวว ทรายตอบขำๆว่าไม่รู้ก็บ้าแล้ว

“แล้วรับได้ไหม” ทรายบอกว่าถ้ารับไม่ได้ก็คงเลิกไปนานแล้ว “ถ้ารับได้...เราแต่งงานกันเลยไหม”

“หือ พูดจริงหรือพูดเล่น??” ทรายงงมาก กรถามว่าคนอย่างตนพูดเล่นเป็นเหรอ “แต่...มันง่ายๆกันอย่างนี้เลยเหรอคะ”

กรพูดหน้าตาเฉยว่าก็ไม่เห็นจะมีอะไรยาก ชีวิตจริงเวลาเขาขอแต่งงานกันมันก็ง่ายๆแบบนี้แหละ ไม่ต้องมีเซอร์ไพรส์...เราอยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกสบายใจ มีเป้าหมายในชีวิตเหมือนกัน และก็รับข้อเสียของกันและกันได้ โตๆ กันแล้ว แต่งกันเลยแล้วกัน

ทรายอึ้งแล้วอึ้งอีก กรเปิดกระเป๋าหยิบแหวนออกมาเปิดให้ทรายดู บอกว่าตนเตรียมแหวนมาพร้อม อันนี้วงเล็กๆซ้อมไปก่อน งานจริงเดี๋ยวเอาแหวนแม่มาให้ แล้วรวบรัด

“แต่งงานกันนะ”

“ค่ะ แต่งก็แต่ง” ทรายตอบอึ้งๆปนหัวเราะ

ปรากฏว่าพอกรสวมแหวนให้ก็มีช่างภาพมาถ่ายรูป พลุถูกจุดฟึบๆๆๆ ทรายมองตาค้างถาม

“อย่าบอกนะว่า...”

“เปล่า...ผมไม่ได้เตรียมพลุนะ มันบังเอิญ...ส่วนช่างภาพก็คนรู้จักกันอยู่เลยชวนมาถ่ายรูปให้หน่อยเก็บไว้เป็นหลักฐาน” กรโบกมือให้ช่างภาพช่างภาพโบกมือตอบ ทรายก้มหน้าพูดยิ้มๆเหวอๆ

“นี่คือ...เราจะแต่งงานกันจริงๆใช่ไหมคะ”

กรยิ้มแทนคำตอบ...นี่คือการขอสาวแต่งงานแบบของกร

อีกสามเดือนต่อมา ย้อนหลังจากวันนี้ไปสามเดือน กรกับทรายก็แต่งงานกันที่ชายหาดจัดเป็นงานเล็กๆในครอบครัวและคนรู้จักกับเพื่อนๆ

แม่น้ำทิพย์รำพึง เมื่อมาดูรูปแต่งงานของทราย

“น่าใจหายเนอะ อยู่ๆลูกสาวแม่ก็โตจนแต่งงานมีครอบครัวของตัวเอง ภาพลูกสาวที่เครียดกับการเรียนปริญญาโท วิ่งแก้ปัญหาเด็กๆ แก้ปัญหาตัวเอง ยังติดตาแม่อยู่เลย”

“ทรายก็ใจหายค่ะแม่ เปิดเทอมนี้จะเป็นเทอมแรกที่ทรายต้องทำงานโดยมีความเป็น ‘ภรรยาท่าน ผอ.’ พ่วงท้าย ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”

“การเป็น ‘ภรรยาที่ดีของผู้นำ’ ต้องวางตัวให้เหมาะสม...ยิ่งเราอยู่ในที่สูง ยิ่งต้องทำตัวให้ติดดิน ผู้ใหญ่ที่สูงยิ่งต้องทำตัวให้ติดดิน ผู้ใหญ่เมตตา ลูกน้องรัก และที่สำคัญ...ความในอย่าเอาออก ความร้อนใจจากข้างนอกอย่านำเข้าบ้าน สามีภรรยาทำงานด้วยกันมันไม่ใช่เรื่องง่าย ทรายต้องค่อยๆศึกษาและปรับตัวไปนะลูกแม่เชื่อว่า ลูกแม่ทำได้”

“ขอบคุณค่ะแม่ ทรายจะพยายาม” ทรายโผกอดแม่ซึ้งใจในคำสอน

ทรายดูรูปแต่งงานเมื่อสามเดือนก่อน สูดลมหายใจลึกๆอย่างเตรียมพร้อมรับมือบททดสอบยิ่งใหญ่ที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว...

ooooooo   

ก่อนเปิดเทอมหนึ่งสัปดาห์ เจ้าหน้าที่และพนักงานซ่อมบำรุงทำความสะอาดและปรับปรุงตบแต่งทั่วทั้งโรงเรียนเตรียมรับวันเปิดเทอม

ชวนากร ทรายทิพย์ และครูสมานหรือครูน้อย เข้ามาในห้องทำงาน ทรายมองไปรอบห้องอย่างคุ้นชินด้วยความคิดถึง เพราะก่อนหน้านี้กรจะให้ทรายย้ายไปอยู่ห้องใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิมแต่ทรายขออยู่ห้องเดิม

“ทรายไม่ต้องการห้องใหญ่เลยค่ะ ขนาดนี้กำลังดี ใช้มาแค่สองปีเอง ทรายขอใช้ห้องเดิมดีกว่าค่ะ”

ครูน้อยถามว่าครูทรายไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าเป็นภรรยา ผอ.แล้วได้ห้องใหญ่ใช่ไหม กรติงว่าไม่แน่ใจว่ารอบคอบหรือคิดมาก แต่ก็ตามใจ ทรายยิ้มขอบคุณที่เข้าใจ กรมองอย่างพอใจในความไม่เยอะของทราย ส่วนครูน้อยมองอย่างชื่นชม

ทรายมองห้องทำงานเตรียมจัดของเล่นเด็กมาเพิ่ม ขณะนั้นเองมีเสียงเรียกหอบๆ ตื่นเต้น

“ครูพี่ทรายคะ”

“ครูชิชา” ทรายหันเห็นชิชาอยู่ในชุดครู แบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ลุยๆ ใส่รองเท้าผ้าใบเหงื่อชุ่มหน้า รีบวางกระเป๋าเป้ไหว้ทราย บอกว่าเพิ่งมาจากต่างจังหวัด รถติดมากพอลงจากรถเลยนั่งมอเตอร์ไซค์มาเลย ทรายบอกให้เอาของไปเก็บก่อนแล้วจะพาไปดูโต๊ะทำงาน อธิบายเรื่องงานให้ฟัง

ชิชาขอเวลาแป๊บเดียว ก็ปรับตัวเองเปลี่ยนรองเท้า เช็ดเหงื่อ รวบผม บอกทรายว่า

“ครูชิชาพร้อมค่ะ”

ทรายพาชิชาเดินผ่านแผนกต่างๆ เห็นครูทำงานกันง่วน พาชิชาไปดูโต๊ะทำงานในห้องฝ่ายแนะแนว ชิชาถามว่าครูที่มาทำงานก่อนเปิดเทอมเขาต้องทำอะไรกันบ้าง ผ่านมาเห็นแต่ละคนยุ่งมาก

พอฟังทรายอธิบาย ชิชาถามทึ่งว่าทั้งหมดนี้ต้องทำภายในสองสัปดาห์ก่อนเปิดเทอม จะทันหรือ? ทรายบอกว่าไม่ทันก็ต้องทัน แล้วชวนไปดูโครงสร้างการบริหารในโรงเรียนกัน

ทรายพาชิชาไปยืนที่หน้าบอร์ด อธิบายนับแต่ฝ่ายวิชาการมีรูปครูพรรณี ฝ่ายกิจการนักเรียนมีครูน้อย ฝ่ายแนะแนวของครูชิชาและฝ่ายกิจกรรมพิเศษของตนก็อยู่ในฝ่ายนี้ ชิชาถามว่าฝ่ายพัฒนาศักยภาพผู้เรียนคือ อะไร ทรายบอกว่าตนก็เพิ่งเห็น สงสัยเพิ่งจะมี แต่พอทรายเห็นชื่อ “ครูป้องเกียรติ” ก็ชะงัก

พอดีป้องเกียรติมา ทรายดีใจมาก เพราะนับแต่จบ ม.6 แล้วไม่ได้เจอกันเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป้องเกียรติ

เป็นครู ทรายพาชิชากับป้องเกียรติไปนั่งคุยกันที่โรงอาหาร

“เราก็ไม่รู้ว่าทรายเป็นครู รู้แต่ว่าเรียนเกี่ยวกับจิตวิทยา ตอนเห็นรูปทรายที่บอร์ดก็ตกใจเหมือนกัน แต่ตกใจกว่าตอนที่เห็นนามสกุล”


ชิชาตกใจเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องทำงานกับภรรยาเจ้านาย ทรายพูดเขินๆว่าไม่ต้องตกใจ ยังไงตนก็เป็นแค่ครูธรรมดา ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น สบายใจได้ ขนาดโครงการพิเศษของป้องตนยังไม่รู้มาก่อนเลย

ชิชาที่เพิ่งมาเป็นครูเลยถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่ทั้งสอง ป้องเกียรติบอกว่าที่ผ่านมาตนก็แค่ช่วยกรยกร่างหลักสูตร วันนี้ก็เป็นวันแรกที่มาเริ่มงานอย่างจริงจังแล้วลุกขึ้นฝากเนื้อฝากตัวกับ “ครูเพื่อนทราย”

“เฮ้ย เดี๋ยวๆๆ” ทรายตกใจลุกขึ้น “ทรายก็เพิ่งเริ่มไม่นานนี้เอง...เอาเป็นว่าเราสามคนเป็นทีมเดียวกัน มาลุยไปด้วยกันนะ ลุย!!”

ทรายยื่นมือออกไป ป้องเกียรติยิ้มวางมือบนมือทราย ชิชายิ้มกว้างวางมือทับอีกที แล้วทั้งสามก็พูดพร้อมกัน

“ลุย!!!”

บ่ายวันนี้มีการ “ประชุมรับนโยบายประจำปีการศึกษา” บรรดาครูที่ห่างหายไปในช่วงปิดเทอมต่างทักทาย บ้างมีของฝากมาให้กัน

กรกับครูน้อยเดินมา บรรดาครูต่างยกมือไหว้แหวกทางให้ กรมองหาทราย ทรายเดินมากับป้องเกียรติและชิชาพยายามทำตัวลีบเล็กมาเซ็นชื่อแบบครูธรรมดา กรเห็นพอดีร้องเรียก “ทราย” ครูทุกคนเลยหันมองทรายและยกมือไหว้ในฐานะภรรยา ผอ. ทรายรีบยกมือไหว้ตอบ กลายเป็นไหว้กันไปมาดูวุ่นวาย ป้องเกียรติกระซิบบอกชิชาว่า

“เราว่า...ถึงทรายจะอยากเป็นครูธรรมดาๆ แต่ในสายตาคนอื่น เราว่าไม่ธรรมดา”

กรเดินมาหาทรายแต่ถูกบรรดาครูที่ยกมือไหว้ขวาง กรมาเผชิญหน้ากับพรรณี กรยกมือไหว้พรรณีตามมารยาท พรรณีไหว้ตอบแล้วเปิดฉากปะทะทันที

“วันนี้ดิฉันเตรียมเปิดใจมาเต็มที่เลยนะคะ ทราบว่า ผอ.ชอบการเปลี่ยนแปลง ดิฉันก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น มากกว่าสับสนยิ่งกว่าเดิม”

 กรสะอึก มึน งง พรรณียิ้มด้วยสายตาเชือดเฉือนแบบผู้ใหญ่ปรามเด็ก ซ้ำย้ำว่าเดี๋ยวพบกันในห้องประชุม

แล้วก็เดินเชิดเข้าห้องประชุมไปท่ามกลางความมึนงงของกร

ทรายเห็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติก็เดินไปหากร แต่ไม่ทันถึงก็ชะงักเมื่อเสียงหนึ่งแหลมเข้ามาอย่างเอาเรื่อง

“ครูทรายทิพย์!!! ฉันมาหาครูทรายทิพย์!! ครูทรายทิพย์อยู่ไหน???”

ทรายชะงักกึก เห็นอลินกำลังโวยวายเข้ามาในชุดและสัมภาระที่เพิ่งเดินทางไกลมาจากต่างประเทศ

อลินถามหาแต่ครูทราย พอเจอก็ระบายความไม่พอใจ พูดเกือบไม่ได้หายใจ

“ทำไมโรงเรียนไม่ดูแลลูกฉัน ปล่อยให้มีปัญหาแบบนี้ได้ยังไง ฉันทำงานหนักส่งเงินจากนิวยอร์กมาจ่ายค่าเทอมแพงหูฉี่ แทนที่ครูจะสอนให้ลูกฉันเป็นเด็กดี ไม่มีปัญหา แล้วนี่มันอะไร!! กลับมาถึงบ้านก็มีแต่ปัญหา!! ปัญหา!!! ปัญหา!!!!”


อลินหยุดฮุบอากาศเพราะจะขาดใจ ทรายถามว่าเมื่อกี๊คุณแม่บอกว่าส่งเงินมาให้จากนิวยอร์ก คุณแม่ทำงานอยู่ที่นั่นหรือ อลินบอกว่าใช่ ตนต้องยืนหน้ามันอยู่หน้าเตา ยืนขาแข็งล้างจานทั้งวันทั้งคืนเพื่ออะไร พูดแล้วไอแค่กๆคว้าน้ำมาดื่มอั้กๆรวดเดียวหมดขวด

ทรายบอกว่าคุณแม่เพิ่งลงจากเครื่องร่างกายอาจขาดน้ำทำให้เพลียได้ ถามคุณแม่ชื่ออะไร

“อลิน...เรียกลินก็ได้” ทรายถามว่าคุณลินรู้จักตนได้ยังไง อลินบอกว่าจากกลุ่มไลน์ผู้ปกครองตนเข้าไปโวยวายเรื่องลูก คุณดุจฤทัยเลยแนะนำให้มาหาครูทรายทิพย์ ทรายถามว่าลูกชายคุณลินชื่ออะไร เรียนชั้นไหน

“บุ๊ค...ชื่อบุ๊ค มหาสมุทร อยู่ ม.4...4/5”

“แล้วที่คุณแม่บอกว่า ‘น้องบุ๊ค’ มีปัญหา ทำไมคุณแม่ถึงคิดว่าเขามีปัญหาคะ??”

ทรายถามอย่างใจเย็น สบายๆ แต่อลินฟังแล้วทั้งเครียดทั้งเศร้า

ooooooo

ระหว่างที่ทรายนั่งแท็กซี่ไปกับอลิน ชิชาก็ส่งไลน์พร้อมรูปของบุ๊คมาให้บอกว่าได้รูปของนายมหาสมุทรที่ทรายให้ขอจากครูประจำชั้นมาแล้ว ทรายเอารูปให้อลินดูถามว่านี่คือมหาสมุทรใช่ไหม

“ใช่ค่ะ” อลินพยักหน้าเศร้าๆ

ทรายมองภาพนั้นอีกครั้ง บุ๊คมีชื่อยิ่งใหญ่มากว่า มหาสมุทร แต่รูปติดบัตรคือเด็กชายหน้าเล็ก ตอบ หัวเกรียน แววตาเหม่อลอย

บุ๊คในความเป็นจริงคือวัยรุ่นหน้าซีดอยู่ที่บ้านกำลังดิ่งลึกในโลกของเกมเทพโอเชี่ยน ตาจ้องจอหน้านิ่งมีแต่มือกับสายตาที่บ่งบอกว่าไม่ใช่หุ่น

“บุ๊ค!!! บุ๊ค!!!! พ่อเรียกไม่ได้ยินหรือไง ไอ้บุ๊ค!!!!!!”

ปราบพ่อของบุ๊คในชุดคอลเซ็นเตอร์กรมทางหลวงเดินหน้าง่วงเข้ามาถามเสียงแทบเป็นตะโกนว่า “พ่อเรียกไม่ได้ยินหรือไงหะ??” บุ๊คยังคงนั่งจ้องที่เกมส่งเสียง “หะ...” อย่างเลื่อนลอย ปราบตะคอกถามว่ากระเป๋าที่วางอยู่เป็นของใคร

ไม่ว่าปราบจะเรียก จะถามอะไร บุ๊คก็ส่งเสียง “หะ...หะ” คำเดียว ไม่แม้แต่จะหันมอง พอถูกปราบคาดคั้นหนักก็ตอบอย่างขอไปทีว่า “เป๋าไร” และ “ไม่รู้”

“ไม่รู้ก็หันมาดูหน่อยสิ ยังไม่ดูเลยบอกไม่รู้แล้ว!!! เล่นอยู่ได้เกมบ้าๆเนี่ย หยุดสักสองสามวินาทีหันมาดูหน่อยมันจะตายไหม!!!”

ปราบตะโกนหัวเสียมาก พอดีอลินมาถึงหน้าบ้านได้ยินเสียงปราบก็พรวดเข้าไป ทรายตามไปติดๆ

ปราบโมโหบ่นว่าพูดไปก็เหมือนพูดกับต้นเสา พุ่งไปคว้ากระเป๋า “โยนทิ้งมันไปให้หมดเลย!!”

“อย่าทิ้งนะ!!!”

เสียงอลินแผดดังกว่าพรวดเข้ามา ทรายตามมายืนข้างๆ ปราบช็อกถามว่ามาได้ไง แล้วนี่ใคร อลิน


บอกว่าครูทรายทิพย์ ครูโรงเรียนบุ๊ค ทรายจะยกมือไหว้เอ่ยสวัส...แค่นั้นก็ถูกปราบถามสวนว่ามาทำไม ทรายเลยยกมือค้าง อลินเสียงกระด้างว่า “ก็มาดูลูกไง รู้หรือเปล่ามันเล่นแต่เกม”

อลินกับปราบเริ่มเปิดฉากทะเลาะกัน ทรายค่อยๆ กวาดตามองหาบุ๊ค เห็นสภาพบ้านที่รก เสื้อผ้าจานชาม รุงรังเกลื่อนกลาดไปหมด

อลินกับปราบพอเจอหน้ากันก็เหมือนขมิ้นกับปูน ทะเลาะกันเรื่องเลี้ยงดูลูก อลินถามว่าเลี้ยงลูกยังไง ตนกลับมาลูกไม่สนใจเลย ตามองแต่เกมไม่แม้แต่จะมองแม่ ปราบอ้างว่าก็เธอทิ้งลูกไปทำงานเมืองนอกตั้งแต่มันยังเด็ก ปีๆกลับมาแค่ไม่กี่วัน มันไม่คุยจะไปโทษเกมได้ยังไง

อลินปรี๊ดแตกเมื่อถูกหาว่าทิ้งลูกไป ลำเลิกว่าตนไม่ได้ทิ้งแต่ตนเสียสละ ถามว่าถ้าตนไม่ไปใครจะหาเงินผ่อนบ้าน แล้วไหนจะค่า...

อลินชะงักเมื่อทรายมาขอเข้าไปคุยกับบุ๊ค

เป็นการส่วนตัว ปราบระแวงถามว่าจะคุยอะไร ถูกอลินแหวใส่ว่าไม่ต้องยุ่ง แล้วเชิญทราย บอกว่าจะคุยอะไร จะทำยังไงก็ได้ให้บุ๊คหยุดเล่นไอ้เกมบ้าๆเนี่ย

“ระหว่างที่ทรายคุยกับน้อง คุณพ่อคุณแม่กรุณาเงียบๆสักพักนะคะ...ได้ไหมคะ”

ทีแรกทั้งสองก็มองหน้ากันจะทะเลาะกันต่อ แต่พอทรายถามย้ำว่าได้ไหม ก็จำต้องพยักหน้า

ooooooo

เมื่อทรายเข้าไปเคาะกระจกเบาๆเรียกบุ๊ค

ขอเข้าไปคุย บุ๊คไม่สนใจ ทรายพูดเองเออเองว่าไม่ปฏิเสธแปลว่าครูเข้าไปได้ แล้วเปิดประตูเข้าไป ลากเก้าอี้มานั่งข้างๆชวนคุย

“ครูชื่อทรายทิพย์นะคะ บุ๊คเคยได้ยินชื่อครู

หรือเปล่าคะ” บุ๊คเงียบเล่นเกมต่อ ทรายพูดต่อน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณแม่เป็นห่วงบุ๊คนะคะ เขาไปหาครู ขอให้ครูมาคุยกับบุ๊ค คุณแม่อยากคุยกับบุ๊คนะคะ ไปคุยกับคุณแม่กันไหม?”

บุ๊คยังคงเล่นเกมต่อไม่หือไม่อือด้วย ทรายเริ่มคิดหนัก...

พอทรายไม่อยู่ปราบกับอลินก็ทะเลาะกันต่อ อลินถามปราบว่าวันๆทำอะไรไม่ดูแลปล่อยให้ลูกติดเกม ปราบอ้างว่าลูกแค่เล่นเกมผ่อนคลายนิดๆหน่อยๆเท่านั้นจะอะไรนักหนาเชียว

ปราบอ้างตนเข้ากะดึกตั้งแต่ทุ่มนึง กว่าจะออกจากงานก็เช้า นี่ออกมายังไม่ได้นอนเลยแล้วทำท่าจะไปนอนขี้เกียจทะเลาะกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง

“เดี๋ยว! ยังไปไม่ได้ ยังคุยกันไม่จบ” อลินพรวดตามไป

ทรายยังพยายามชวนบุ๊คคุย ถามว่านี่เกมอะไรรูปสวยดี บุ๊คตัดบทว่าครูไม่รู้จักหรอก ทรายบอกว่าก็อธิบายมาสิครูจะได้รู้จักไง

แต่พอบุ๊คขยับปากจะบอก เสียงทะเลาะกันจากข้างนอกก็ลั่นเข้ามา...


“เป็นแบบนี้ทุกที มีปัญหาก็หนี ไม่เคยคิดจะแก้ไข มีแต่ฉันแก้อยู่คนเดียว บ้านก็ฉันผ่อน ลูกก็ฉันส่งเสีย  แล้วดูสิส่งเงินมาตั้งมากมาย เลี้ยงยังไงไม่ได้เรื่อง!!!”

“ไม่ได้เรื่องก็เอาไปเลี้ยงเองสิ เอาไปเล้ย!!!”

บุ๊คได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกันเรื่องตนก็ยิ่งเครียด จ้องลึกเหมือนจะมุดเข้าไปในเกมแล้วยิงๆๆๆๆ ปิดประตูใส่โลกแห่งความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ใจเจ็บจี๊ดแต่ต้องกดไว้ กดให้มันชา จะได้ไม่รู้สึกอะไร

ทรายสัมผัสถึงความเจ็บปวดของบุ๊ค มองด้วยความเข้าใจ ทรายรู้ว่าบุ๊คปิดประตูใส่ตน บอกบุ๊คว่า

“วันนี้บุ๊คคงไม่อยากคุยกับครู เอาไว้เราค่อยคุยกันวันหลังนะคะ”

บุ๊คเงียบ แต่ในความเงียบนั้นมีสิ่งที่รอระเบิดอยู่ข้างใน ทรายบอกปราบกับอลินว่า

“จริงๆแล้วเด็กที่ชอบเล่นเกมไม่ได้แปลว่า ‘ติดเกม’ ทุกคน” ปราบรีบพยักหน้า “คุณลินเพิ่งเดินทางมา พักผ่อนก่อนดีกว่า ถ้าอยากศึกษาเพิ่มเติม พาบุ๊คไปหาทรายที่โรงเรียนได้เลย ทรายกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”

ทรายหันไปมองบุ๊คอีกครั้งอย่างคาใจ แต่รู้ว่ายังทำอะไรไม่ได้ตอนนี้เลยตัดใจเดินออกไป

พอทรายออกไปแล้ว ปราบพูดใส่อลินว่า “คุณไปเองนะ ผมไม่ไป ไร้สาระ! แล้วเรื่องลูกไม่ต้องมาจับผิดกันเลยนะ เลิกกันแล้วก็ต้องช่วยกันเลี้ยง ไม่ใช่ทิ้งให้เป็นภาระของผมคนเดียว”

ทั้งสองยังโต้เถียงกันจนปราบไล่อลินว่า ถ้าจะมาด่ากันแบบนี้ก็กลับนิวยอร์กไปเลย รำคาญ!!

บุ๊คทนฟังไม่ได้เอาหูฟังมาใส่ เสียบเข้าคอมฯ ปิดตัวเองไม่อยากรับรู้สิ่งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน แต่น้ำตาคลอเจ็บอยู่ข้างใน ทรายสรุปสภาพของบุ๊คว่า

“ถ้าพ่อแม่ทำบ้านเป็นสนามรบ ลูกๆต้องมี ‘หลุมหลบภัย’ ของตัวเอง หลุมหลบภัยที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ปกป้องไม่ให้หัวใจเจ็บปวด”

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 1 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 22 มี.ค. 2562 09:28 2019-03-23T03:03:52+00:00 ไทยรัฐ