กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

มิถิลาตรงไปที่ห้องพักของศิขรนโดม เล่าสิ่งที่ได้ยินมาอย่างตระหนก ทั้งเรื่องอาวุธที่จะขนขึ้นเครื่องบินพระที่นั่งและเรื่องการโอนเงินเข้าบัญชีชื่อคนฮ่องกง

มิถิลายํ้าว่า พวกนั้นขนอาวุธเข้าคีรีรัฐเพื่อยึด

อำนาจรัฐ ศิขรนโรดมถามว่ายึดจากใครมาอีกในเมื่อทุกวันนี้อำนาจก็เป็นของพวกมันอยู่แล้ว มิถิลาถามว่าจะมีการทำสงครามกลางเมืองหรือ

“มันยังเข่นฆ่าผู้คนไม่พออีกหรือ เมื่อ 10 ปีก่อน มีคนต้องตายไปกี่ศพแล้ว มันจะอยากฆ่าใครอีก”

“ต้องไม่ให้การขนอาวุธสำเร็จเพคะ”

ศิขรนโรดมพูดอย่างอัดอั้นว่า “มันจะต้องการอำนาจอะไร อยากได้อะไรเราจะให้พวกมันให้หมด เอาไปให้พอ เราไม่สู้แล้ว ขืนสู้ไปประชาชนก็ต้องตายกันอีก เราไม่ต้องการเห็นใครมาจงรักภักดีต่อเราแล้วพากันไปตาย พอกันที เราจะขอยอมแพ้”

“ฝ่าบาท...ไม่ได้นะเพคะ จะทรงยอมแพ้ไม่ได้!!” มิถิลาเสียงแข็งจนศิขรนโรดมมองหน้า ต่างสะเทือนใจไม่น้อยกว่ากัน

ศิขรนโรดมถามว่า ถ้าชีวิตตนเพียงคนเดียวแลกกับความสุขของประชาชนคีรีรัฐ ทำไมจะทำไม่ได้ มิถิลาย้อนถามว่า

“แต่ประชาชนจะมีความสุขมากขึ้นจริงหรือ ถ้าพวกเขามีเจ้าหลวงที่ทรงยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เขาได้อยู่ใต้อำนาจของทรราช”

ศิขรนโรดมถามว่า ในเมื่อทรราชที่ว่าคือราชิดบิดาของเธอเอง เธอกับอสุนีจะได้กลายเป็นสองพี่น้องที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินเช่นนี้ไม่พอใจหรือ มิถิลาถามว่า “ท่านถามลองใจหรือต้องการคำตอบที่แท้จริง?”

“คำตอบที่แท้จริง เราอยากฟังวิสัยทัศน์ของเจ้า ในเมื่อสถานการณ์ระหว่างเราสองคนมาถึงจุดนี้แล้ว เจ้ามองอนาคตว่าอย่างไร”

“อนาคตของแผ่นดินสำคัญกว่าอนาคตส่วนตัว ถ้าทรงเห็นแก่ประชาชน จะทรงยอมไม่ได้นะเพคะ เพราะหม่อมฉันทราบดีว่าพ่อของตัวเองปรารถนาสิ่งใด เขาจะนำคีรีรัฐไปในทิศทางใด”

ศิขรนโรดมตัดสินใจจะไปคุยกับราชิดเอง มิถิลาขอร้องให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน

“แล้วจะให้เรานั่งรอเวลาไปตามยถากรรมหรือ” มิถิลาถามว่า แจ้งตำรวจดีไหม “แจ้งให้เขามาจับตัวพ่อของเจ้าน่ะหรือ หรือไม่ถ้าพวกฮ่องกงรู้เรื่องอาวุธในเครื่องบินพระที่นั่ง เราเองก็อาจจะโดนจับไปในข้อหาซื้ออาวุธสงคราม น่ะสิ...ต่อรองกับราชิดให้มันจบๆเสียที เราตัดสินใจแล้ว”

ศิขรนโรดมสบตามิถิลาที่นั่งอึ้งอยู่

ooooooo

จ้าวซันคอยอาหลี่จนหงุดหงิด โทร.หาบราลี

ก็ไม่รับสาย ฉุกคิดได้เลยโทร.เข้าบ้านหลินจื้อเหม่ย

“ตายๆๆ คุณชายแน่ๆ แล้วจะตอบว่ายังไงดี ว่าไงดี...โอ๊ย...” หลินจื้อเหม่ยกระวนกระวาย ในที่สุดก็ตัดสินใจรับสาย “เหวยยย ค่ะๆ ใช่ค่ะ...ไม่ทราบค่ะ...

คิดว่าเอาไปด้วยนะคะ”

โทรศัพท์ของบราลีมีแสงวาบๆออกมาเป็นระยะๆ แต่เจ้าตัวยังคงคุยติดพันกับหลวงพ่ออยู่หลังโบสถ์ รบเร้าให้หลวงพ่อบอกเรื่องพ่อแม่ของตน เดาว่าพ่อแม่ตนไม่ได้เป็นชาวเขาจากภาคเหนือประเทศไทยใช่ไหม

หลวงพ่อพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ ขอให้รอหน่อยเพราะมีคนที่อยากจะเล่าให้ฟังอยู่แล้ว แต่บราลีก็รบเร้าถามจนรู้ว่าชาติกำเนิดของตนคือคนคีรีรีฐ พ่อแม่เป็นคนดี หลวงพ่อบอกว่า

“รู้แค่นี้ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ ต่อไปถ้ามีโอกาสก็ลองกลับไปเยี่ยมบ้าน เอาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมากลับไปพัฒนาประเทศ กลับไปทดแทนคุณของแผ่นดิน แล้วก็... จงรักภักดีต่อ... ต่อเจ้าเหนือหัว ที่มีบุญคุณต่อเรา...นะ”

“แน่นอนค่ะ หนูสัญญา” บราลีตอบน้ำตาคลออย่างตื้นตันใจ

ออกมาถึงหน้าโบสถ์ มิถิลาจึงพบว่าโทรศัพท์มี 15 มิสคอล เธอทำหน้าเหวี่ยงนิดๆ แล้วโทร.ออกพูดฉอดๆ ยาวเหยียด พอพูดจบเงยหน้าขึ้นเห็นจ้าวซันมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วเลยทำหน้าไม่ถูก แต่เธอถูกจ้าวซันคว้าแขนลากไปบ้านสี่ฤดูอย่างหมั่นไส้เเกมขำๆ

ไปถึงบ้าน ปรากฏว่าหลินจื้อเหม่ยมารออยู่แล้วพร้อมข้าวของที่บราลีเก็บใส่กระเป๋าไว้แล้ว พอเห็น หน้าเพื่อน บราลีก็หาว่าเธอรู้เห็นเป็นใจกับจ้าวซันที่จะให้ตนมาอยู่ที่บ้านสี่ฤดู หลินจื้อเหม่ยปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำ บราลีลากเพื่อนออกไปคุยกันข้างนอก

อากงรีบมาบอกจ้าวซันว่า เทเรซ่ามารออยู่หลายชั่วโมงแล้ว ตอนนี้รออยู่ที่ห้องทำงาน

“แล้วห้องพักของ...”

“คุณชายไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว” อากงบอก จ้าวซันยิ้มพอใจแล้วเดินเข้าบ้านไป

อากงมองไปข้างนอก เห็นบราลีกำลังเหวี่ยงใส่หลินจื้อเหม่ยก็ส่ายหน้าถอนใจเบาๆ

ooooooo

เต๋อเป่ายังติดตามการเคลื่อนไหวของไอ้สือ จนเห็นไอ้สือเดินเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามหน้าบ่อน แล้วจึงเดินงุดๆ ข้ามไปยืนโทรศัพท์ รับคำครับๆ แล้วเดินไปมาอยู่แถวนั้น

ครู่หนึ่งเกาเฟยกับโกศินเดินออกมา เกาเฟยพินอบพิเทาโกศินอย่างมากแล้วเรียกรถของบ่อนมารับโกศินไป ไอ้สือเข้าไปรายงานอะไรเกาเฟย ฝ่ายนั้นพยักหน้าหงึกๆ แล้วโบกมือให้ไอ้สือกลับไป ตัวเองเดินคุยโทรศัพท์ครู่หนึ่งจึงโบกแท็กซี่ออกไปอีกคน

เต๋อเป่าถ่ายรูปไว้ทั้งหมด แล้วเรียกแท็กซี่ตามรถเกาเฟยไปจนถึงซุปเปอร์มาร์เกตในห้าง เห็นเกาเฟยเข้าไปยืนโทรศัพท์พลางมองไปรอบๆเหมือนหาใคร เต๋อเป่าหลบแทบไม่ทัน แต่พอโผล่ไปอีกทีเกาเฟยหายไปแล้ว เต๋อเป่าออกเดินหา กลับเจอเหม่ยอิงเข็นรถเลือกซื้อส้มอยู่ เต๋อเป่าหลบแอบดู ครู่เดียวเกาเฟยก็ทำทีไปยืนเลือกส้มอีกด้านหนึ่งแอบคุยกันเบาๆ

เต๋อเป่าเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอีกชุดใหญ่

ooooooo

จ้าวซันต้องปวดหัวอีก เมื่อเทเรซ่ามาบอกว่าเสื้อผ้าที่จะส่งไปออสเตรเลียต้องลงเรือภายในคืนนี้ ถ้าไม่ทันเรือคืนนี้เราอาจส่งไปออสเตรเลียไม่ทันตามที่สัญญาไว้ แล้วทุกอย่างท่ีเราพยายามทำมาก็จะสูญเปล่า

“แต่ผมยังไม่ไว้ใจ ใครบางคนที่จ้องจะเล่นงานให้สื้อฉวนล้มละลาย ผมเลยอยากไปคุมด้วยตัวเอง เปลี่ยนเป็นตอนเช้าไม่ได้หรือ” เทเรซ่าบอกว่าเราต้องโหลดเสร็จตั้งแต่เที่ยงคืน ตนคิดว่าไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรอีก จ้าวซันถามว่า “เรื่องคนร้ายมีอะไรคืบหน้าบ้างไหม ตำรวจเขาว่ายังไง” เทเรซ่าส่ายหน้า “ตำรวจที่เกาะนี้มันทำงานกันยังไงนะจนป่านนี้แล้วหลักฐานก็มี รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นคนในแน่ แต่ทำไมถึงยังจับตัวไม่ได้สักที”

บราลีเหวี่ยงใส่หลินจื้อเหม่ยเสร็จจะมาเคาะประตู ห้องจ้าวซัน พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเทเรซ่ารายงานจ้าวซันว่าผู้กองอเล็กซ์ขอเข้าค้นห้องทำงานเขา จ้าวซันระเบิดอารมณ์ออกมาว่าหลักฐานมันจะอยู่ในห้องตนได้ยังไง บ่นลั่น...

“ทำไมผมถึงต้องซวยขนาดนี้ ทำไมทุกอย่างมันประดังมาเกิดขึ้นตอนนี้!!”

บราลีเห็นบรรยากาศตึงเครียด เปลี่ยนใจไม่เคาะประตูย่องจะกลับ จ้าวซันหูดีได้ยิน ร้องถาม “ใครน่ะ!”

“ฉันเองค่ะ...ว่าจะมาถามอะไรนิดหน่อย แต่...”

เทเรซ่าเลยขอตัวเพราะมีเรื่องต้องทำอีกมาก นัดเจอกันที่งานคืนนี้ก็แล้วกัน แล้วเดินผ่านบราลีออกไป

บราลีมองหน้าจ้าวซันเหมือนจะอ่านใจผู้ชายคนนี้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่??

ooooooo

เหม่ยอิงคุยกับเกาเฟยถึงเสื้อผ้าอีกล็อตหนึ่งที่ตนสั่งตัดด้วยผ้าที่ให้เกาเฟยไปหาซื้อ ตัดแบบเดียวกับของสื้อฉวนไม่มีผิด บอกเกาเฟยว่า ที่สั่งตัดเสื้อผ้าล็อตนี้ก็เพื่อทดสอบความประพฤติของจ้าวซันอีกที

“ยังไงครับ”

“คืนนี้ ฉันจะให้จ้าวซันเลือกอีกที ระหว่างฉันกับนังบราลี แล้วถ้าเขาเลือกฉัน เสื้อผ้าอันที่เป็นตัวจริงจะถูกส่งลงเรือไปให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย แต่ถ้าเขาเลือกนังนั่น!”

“คุณจะส่งของก๊อบปี้ไปแทน แต่ว่า...มันต่างกันตรงไหนหรือครับ”

“ต่างกันตรง ผ้าที่สั่งมาแทน มันเป็นผ้าที่ติดไฟง่าย หากเจอความร้อนเพียงเล็กน้อย แม้แต่เวลารีดผ้าด้วยองศาสูงเกินกำหนดไปนิด หรือเดินเฉียดไปใกล้เปลวไฟ มันก็อาจจะลุกติดเปลวไฟขึ้นมาทันที”

เกาเฟยเดาว่าจะเป็นอันตรายกับผู้ที่ซื้อไปใส่ แต่แผนของเหม่ยอิงลึกกว่านั้นคือคนที่รับผลิตเสื้อจะต้องตกเป็นจำเลยโดนฟ้องจนต้องล้มละลายขายตัวกันเลยทีเดียว เกาเฟยติงว่า “แต่...มันจะทำให้คนบริสุทธิ์ตายได้นะครับ”

“ใครจะไปสน...หรือแกสน ฮะ...เกาเฟย!”

เต๋อเป่าแอบดูอยู่กดมือถือถ่ายรูปถี่ยิบ

เกาเฟยถามถึงผลงานของตนนับว่าเรียบร้อยดีใช่ไหม เหม่ยอิงบอกว่าเรียบร้อยดีมาก พรุ่งนี้ฉินเจียงต้องถูกตำรวจจับแน่ บอกให้เขารีบหายหัวไปเสีย ไม่ต้องห่วงทางนี้ตนเอาตัวรอดได้ แล้วเตือนว่าอย่าเอาเงินที่ตนให้ไปผลาญหมดล่ะ

“ไม่มีทางครับ เมียผม...จัดการเงินพวกนั้นอย่างดีมาก เวลานี้พวกเรากลายเป็นคนไทยแล้ว เมียผมซื้อบ้านซื้อท่ีดินไว้ที่เมืองไทย รอผมกลับไป”

“ดีมาก...แล้วพอทุกอย่างสำเร็จ แกจะได้โบนัสอีกก้อนหนึ่ง”

“ชีวิตผม...คงไม่มีวันนี้ หากไม่มีคุณหนู” เกาเฟยมองอย่างซึ้งใจ เหม่ยอิงทำท่าจะเข้าสวมกอด เต๋อเป่าที่จ้องถ่ายรูปอยู่กดชัตเตอร์ของกล้องโทรศัพท์เกิดเสียงดัง ทั้งสองรู้ตัว พอเหม่ยอิงหันเห็นเป็นเต๋อเป่า สั่งเกาเฟยเหี้ยม

“เก็บมันให้ได้เกาเฟย ไม่งั้น ความลับพวกเราแตกแน่”

เต๋อเป่าวิ่งอ้าวไป เกาเฟยไล่ตามไปติดๆ ส่วนเหม่ยอิงรีบขึ้นรถขับออกไปจะได้ไม่ต้องพัวพันกับเรื่องที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าเต๋อเป่าจะวิ่งหนีสุดชีวิตแต่ก็หนีไม่พ้น ถูกเกาเฟยยิงคว่ำ เกาเฟยคิดว่าเต๋อเป่าตายแล้ว ค้นเจอโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปไว้เอาใส่กระเป๋าเดินออกไปหน้าตาเฉย

ไม่นาน ผู้กองเหลียงและอเล็กซ์มาถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเต๋อเป่ายังไม่ตายจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ผู้กองเหลียงจำได้ว่าเต๋อเป่าเป็นคนสนิทของจ้าวซัน จึงไปหาเขาที่บ้านสี่ฤดู จ้าวซันให้ไปรอที่ห้องทำงาน ตัวเองไปอาบน้ำก่อน

ผู้กองเหลียงดูรูปในห้องทำงานจ้าวซันอย่างสนใจ นอกจากรูปเต้ที่แขวนอยู่ เดินดูอีก เห็นรูปเหม่ยอิง ฉินเจียงและจ้าวซันใส่กรอบวางแยกๆ กัน มีรูปจ้าวซันตอนอายุ 12 ขวบจูงมือกับจ้าวฉินเย่ว์ มีหลวงพ่อโจเซฟในวัยหนุ่มยืนอยู่ด้วยด้านหลังเป็นวิวทางภาคเหนือของไทย ผู้กองสงสัยว่าถ่ายกันที่ไหน?

“ผู้กองมาหาผมถึงที่นี่ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่” จ้าวซันเดินเข้ามาทัก

ผู้กองเหลียงไม่อ้อมค้อมบอกเรื่องเต๋อเป่าถูกยิงบาดเจ็บสาหัส เวลานี้อยู่ที่โรงพยาบาลยังไม่รู้สึกตัว จ้าวซันรีบไปที่โรงพยาบาลทันที หมอบอกว่าเต๋อเป่ามาช้าเกินไป เขาเสียชีวิตแล้ว จ้าวซันไม่เชื่อเข้าไปปั๊มหัวใจเต๋อเป่าแต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ จ้าวซันครางออกมาน้ำตาคลอ...

“เต๋อเป่า...”

ooooooo

เวลาเดียวกัน ที่บ่อนกาสิโน สุริยะถูกซ้อมจนหน้าตาบวมช้ำ หมดสติ ฉินเจียงไม่เชื่อว่าสุริยะสลบจริง เอากาแฟร้อนๆ เทลงไปบนตัว เห็นสุริยะนิ่งจึงเชื่อว่าหมดสติจริงๆ หันไปด่าลูกน้องอย่างหัวเสีย

“บอกแล้วว่าอย่าให้มันหนักมือนัก แล้วอย่างนี้จะไปหาข่าวจากไหนกันล่ะว่ะ” พลันก็นึกอะไรได้เดินไปค้นตัวสุริยะ เอากระเป๋าสตางค์ออกมา มีแต่เศษเงิน เจอโทรศัพท์หยิบมากดดู เจอเบอร์และรูปของบราลี ฉินเจียงยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที

บราลีแต่งตัวในชุดประจำชาติของคีรีรัฐ มีเครื่อง ประดับประจำชาติที่ผิงอันช่วยแต่งให้ สวยงามจนผิงอันบอกว่าเหมือนนางฟ้าบ้าง เหมือนเจ้าหญิงบ้าง นึกขึ้นได้ลากบราลีออกไปบอกว่าจะพาไปอวดพี่ชาย รับรองพี่ชายเห็นต้องตะลึงแน่เลย

แต่พอพาบราลีไปถึงห้องทำงานของจ้าวซัน เคาะประตูไม่มีเสียงตอบรับจึงเปิดประตูเข้าไป ไม่มีจ้าวซันอยู่ในห้องแต่ชุดยังอยู่ ผิงอันบ่น “หมดสนุกเลย พี่ชายใหญ่หายไปไหนก็ไม่รู้”

บราลีหัวเราะเยาะจ้าวซันที่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ตัวเองก็เหลวไหลพอกันนั่นแหละ ผิงอันจะไปดูข้างล่างก่อน พอดีมือถือของบราลีดังขึ้น ผิงอันชะงักเดาว่าต้องเป็นพี่ชายใหญ่แน่เลย

บราลีรับโทรศัพท์ เห็นเป็นเบอร์ของสุริยะ รีบกดรับ ทักอย่างดีใจตื่นเต้น

“ฮัลโหลพ่อเหรอ พ่ออยู่ไหนคะ แล้วคืนนี้พ่อจะมาที่งาน...ฮัลโหล...อะไรนะคะ ฮัลโหล...นั่นใครคะ...ฮัลโหลๆๆ”

“เกิดอะไรขึ้นหรือพี่บรี”

บราลีไม่ทันตอบ เสียงแมสเสสก็ดังขึ้นต่อเนื่องสามสี่ครั้ง บราลีก้มลงกดอ่าน เธอช็อกอุทาน “พ่อ!!”

“ว่าไงครับคุณหนู” ฉินเจียงดัดเสียงถาม เปิดเสียงให้ทุกคนได้ยิน “คุณพ่อของคุณท่าทางไม่ค่อยสบายครับ คงมาพูดสายไม่ได้”

“ฉันจะเชื่อได้ยังไงว่าพวกแกไม่ได้โกหก” บราลีถาม โทรศัพท์เปิดเสียงวางไว้บนเตียง

“ผมส่งรูปสัญญาที่มีลายเซ็นพ่อคุณไปแล้ว ไม่ทราบว่าคุณได้รับหรือยัง”

“เห็นแล้ว...แต่มันเป็นไปได้ยังไงที่พ่อฉันจะไปเล่นการพนัน แล้วติดหนี้เป็นล้านเหรียญเนี่ย”

“เจ็ดล้านเหรียญครับ ยังไม่รวมดอกเบี้ย จะให้ผมคำนวณให้ตอนนี้เลยไหมครับ” ฉินเจียงเก๊กเสียงจนบราลีถามว่า

“ฉันพูดอยู่กับใคร ที่นั่นที่ไหน บ่อนชื่ออะไร ใครเป็นเจ้าของ” ฉินเจียงดัดเสียงบอกให้ทวนคำถามอีกที บราลีโวยว่า “โอ๊ย...เรียกผู้จัดการมาพูดกับฉันหน่อย” ฉิน–

เจียงกวนประสาทว่าที่นี่ไม่มีผู้จัดการเพราะไม่ใช่บริษัทห้างร้าน บราลีโพล่งไปว่า “ฉันจะพูดกับเจ้าของบ่อน!”

ฉินเจียงบอกให้รอเดี๋ยว ครู่หนึ่งจึงเก๊กเสียงบอกว่า “ขอโทษนะครับ คุณชายจ้าวซันไม่ได้เข้ามาที่นี่ครับวันนี้”

บราลีตกใจพอถามอีกที ฉินเจียงย้ำชัดๆ ให้ฟังอีกที ตบท้ายว่า “อ้อ...ลืมไป คุณก็น่าจะรู้จักสินะ เพราะคุณพ่อของคุณเขาก็อ้างว่ารู้จักและสนิทสนมกับคุณชายจ้าวซันเป็นอย่างดี”

“เขาเป็นเจ้าของบ่อนนี้หรือคะ”

“ใช่ครับ...เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของที่นี่ แต่บางวันก็มาคุมบ่อนเองบ้าง ลงมาเล่นเองบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะคอยดูแลลูกค้าที่ “เคย” มีเงินหนาๆ อย่างพ่อของคุณ...แต่ถ้าคุณอยากจะพบเขานั้น...”

บราลีทนไม่ได้คว้าโทรศัพท์มากดปิดทันที ผิงอันบอกว่าเสียงฟังดูคุ้นๆ บราลีโกรธจัด ลุกพรวดจากเตียงสบถ

“จ้าวซัน...คนหน้าเนื้อใจเสือ!”

ooooooo

ที่ห้องชุดของราชิด ศิขรนโรดมเดินไปเดินมาในห้อง พลันก็หยุดหันถามราชิด

“เอ...หรือว่าท่านจอมพลไม่พอใจที่เราจะแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน...บอกเราก็ได้นะ”

“เอ่อ...ตอนนี้หม่อมฉันว่ามันไม่ใช่เวลาที่...”

“ท่านราชิดอยากได้ ‘ตำแหน่ง’ ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า” ราชิดขยับจะตอบก็ถูกตัดบท “ยังไม่ต้องรีบให้คำตอบเราก็ได้ กว่าจะกลับไปคีรีรัฐยังมีเวลาคิดทบทวนอีกหลายวัน”

ราชิดบอกว่าตนจะลองเอาไปพิจารณาดู เร่งให้รีบไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ ครั้นศิขรนโรดมถามว่าจะไม่ทันการณ์อะไรหรือ แล้วนึกได้ว่า

“อ๋อ...ใช่...งานเลี้ยงรับรองใช่ไหม เราก็ลืมไปเลย ขอบใจท่านมากนะที่เตือน เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์จริงๆด้วย”

ศิขรนโรดมหันหลังเดินออกไป แต่พอจะออกจากประตู ูจู่ๆ ก็หันมายิ้มให้ราชิดทีหนึ่ง แล้วเดินออกไปเลย ทำเอาราชิดงงมาก เมื่อโกศินเข้ามา ราชิดบอกว่า

“มันรู้แผนการของเราแล้วแน่ๆ” โกศินบอกว่าไม่มีทาง “ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงได้พูดเหมือนว่าจะสละตำแหน่งรัชทายาท เหมือนไม่อยากจะปกครองบ้านเมืองต่ออย่างนั้นแหละ”

โกศินเดาว่าอาจจะทรงใจแตกตามประสาวัยรุ่น พอได้มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาเห็นแสงสีในเมืองเข้าก็ขี้เกียจ หลงแสงสีในเมืองใหญ่ ราชิดฟังแล้วพึมพำว่า เป็นไปได้

“จะอะไรก็ช่าง แต่มันก็ดีกับเราไม่ใช่เหรอ ถ้ารู้ว่าใจแตกง่ายขนาดนี้ ไม่เห็นต้องมาเสี่ยงซื้ออาวุธให้สิ้นเปลือง เงินในคลังเลย” โกศินพึมพำ ราชิดมองหน้าพูดขึงขังว่า

“อย่าลืมสิ...เรายังมีกองทัพของเจ้าหลวงมาทยาทร ที่ต้องจัดการ และอาวุธเหล่านี้จะเป็นเครื่องประดับบารมีของเราต่อไปในอนาคต”

ราชิดหัวเราะในลำคอ ตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง

ooooooo

จ้าวซันนั่งซึมอยู่ในห้องไอซียู ผู้กองเหลียงมองอย่างเห็นใจ เดินเข้าไปนั่งข้างๆ รับปากว่าเรื่องคนร้ายตนสั่งให้คนออกติดตามแล้ว

“ขอบคุณ” จ้าวซันเอ่ย ผู้กองเหลียงหัวเราะพูดขำๆว่า

“ตลกดีเหมือนกัน...ทั้งๆ ที่ผมยังมีคดีค้างกับคุณอยู่สองคดี   แล้วยังจะมารับปากว่าจะหาตัวคนร้ายให้คุณ คุณคงคิดแบบนี้ใช่ไหม”

“คุณคงไม่มีทางรู้ว่าเต๋อเป่าสำคัญกับผมมาก

แค่ไหน” จ้าวซันมองหน้าผู้กองระบายความในใจ “ผมไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจ...ทำไมใครๆที่เป็นพวกผม สนิทใกล้ชิดกับผม ทุกคนต้องมีอันเป็นไป...ผมหมายถึงทุกคนต้องโชคร้ายเสมอ”

ทันใดนั้นเอง ภูสินทรหรือเมืองเทพ เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ตรงไปคุกเข่าตรงหน้าจ้าวซัน เขารีบลุกขึ้นแตะมือเมืองเทพให้ลุกขึ้น เมืองเทพมองผู้กองเหลียงแล้วตามจ้าวซันเดินออกไปคุยกัน

“ภาษาอะไรกัน...” ผู้กองมองเมืองเทพกับจ้าวซันเอาสมุดบันทึกออกมาจดแล้วพึมพำกับตัวเอง “มีตัวละครเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว”

เย็นวันเดียวกัน ฉินเจียงในชุดสูทหรูเท่ ไปหาซูหลิงที่ร้านขายแอนทีค บอกให้เธอแต่งตัวเดี๋ยวจะไปงานคืนนี้ไม่ทัน

“ฉันจะไปเหรอ?? คุณช่วยอ่านแมสเสจที่ฉันส่งไปอีกทีนะว่าฉันตอบกลับไปว่ายังไง” ฉินเจียงไม่ตอบแต่ถามว่าตนจะรอครึ่งชั่วโมงคงแต่งตัวทันใช่ไหม “ฉันไม่มีวันไปงานเลี้ยงบ้าๆอะไรนั่นเด็ดขาด ฉันไม่อยากไปร่วมวงไพบูลย์กับพวกป่าเถื่อน บ้าสงคราม ปล่อยให้ฉันนั่งกินอาหารแช่แข็งอยู่บ้านคนเดียวยังจะดีเสียกว่า”

ซูหลิงเดินเลี่ยงจะเข้าข้างในบอกเขาว่า “ช่วยออกไป แล้วก็ล็อกประตูร้านให้ด้วย” พูดแล้วไม่ได้ยินเสียงฉินเจียง พอหันกลับมาเจอเขาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้ว แหงนหน้ามองเว้าวอน...

“ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ผมสัญญา ผมจะไม่ทำ อะไรที่มันผิดกฎหมายอีก...เพื่อคุณ...เราจะมาเริ่มชีวิต ด้วยกันใหม่ ให้โอกาสผมได้ไหม” เห็นซูหลิงอึ้ง ฉินเจียง อ้อนวอน “ผมขาดคุณไม่ได้...ซูหลิง ผมจะเลิกทำทุกอย่างที่คุณไม่ชอบ ผมสัญญา แต่ว่า...คุณต้องแต่งงานกับผมก่อน”

ซูหลิงตะลึงอึ้ง น้ำตาเอ่อเต็มตา...

ooooooo

บราลีเห็นรูปและฟังฉินเจียงเป่าหูจนทั้งโกรธทั้งแค้นจ้าวซัน ถอดเครื่องประดับที่ผิงอันอุตส่าห์ช่วยติดให้ออกหมด เดินอ้าวออกไป ผิงอันตามขอร้องให้ใจเย็นๆ

“พอกันทีผิงอัน...ชาตินี้พี่จะไม่ขอยุ่งกับพี่ชายใหญ่ของเธออีกแล้ว ฝากคืนของพวกนี้ให้เขาด้วย” บราลีวางข้าวของที่เอามาไว้บนเตียง คว้ากระเป๋ามาสะพายทั้งที่ยังอยู่ในชุดประจำชาติคีรีรัฐจะออกไป ถูกผิงอันกั้นไว้ไม่ให้ออก จนอาม่าได้ยินเสียงถามว่าเอะอะอะไรกัน พอมาเห็นบราลีก็ร้อง

“อ้าว...คุณบราลีไม่ไปงานคืนนี้แล้วเหรอคะ”

“ไม่ไปแล้วอาม่า...อาม่าเห็นคุณชายจ้าวซันไหม” อาม่าถามว่าอยู่ในห้องไม่ใช่หรือ บราลีพุ่งไปที่ห้องปรากฏ ว่าไม่อยู่ อาม่ากับผิงอันตามมาอีก บราลีไม่สนใจมองลงไปเห็นอากงแหงนมองขึ้นมาพอดีเลยถาม “อากงคะ คุณชายจ้าวซันอยู่ที่ไหน” อากงบอกว่าเดี๋ยวคงกลับมาแล้ว “ออกไปข้างนอกเหรอคะ ไปที่ไหนพอจะทราบไหม”
“คุณชายน่าจะกำลังกลับมานะครับ เพราะคืนนี้มีงานเลี้ยงสำคัญต้องไป”

บราลีพยักหน้าแล้วเดินออกไป ผิงอันยังตามวอแว ถามว่าจะไปไหนตนจะไปด้วย ถูกอาม่าตามมารั้งไว้ บราลีเลยเดินออกไป อาม่ากับอากงหันมองหน้ากันแบบไม่รู้จะทำอย่างไร

เมืองเทพหรือภูสินทรขับรถพาจ้าวซันกลับมาถึงหน้าบ้านสี่ฤดู เมืองเทพนั่งพูดในรถกับจ้าวซัน...

“เรายังมีเรื่องสำคัญกว่ารออยู่ข้างหน้า คืนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า องค์รัชทายาทจะทรงปลอดภัยหรือไม่ ส่วนเรื่องคนสนิทของฝ่าบาท ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภูสินทรคนนี้จัดการหาตัวคนร้ายเอง ไม่ต้องทรงเป็นห่วง”

“ขอบใจมาก ส่วนเรื่องงานคืนนี้...” จ้าวซันชะงักกึกเมื่อประตูเปิดผัวะแล้วบราลีก็เดินอ้าวออกมา จ้าวซันรีบลงจากรถไปถาม “บรี...จะไปไหน”

“ไปบ่อน...ที่มาเก๊า” บราลีกระชากเสียง จ้องหน้าจ้าวซัน แค้นจนตบหน้าเขาฉาดใหญ่ จ้าวซันหน้าหันแต่ไม่ว่าอะไร เมืองเทพพรวดเข้ามาจ้าวซันยกมือห้ามและชี้ให้ไปก่อน บราลีเอามือถือขึ้นมาเปิดรูปสัญญาที่ฉินเจียงส่งมาให้ดู พูดประชด “งง...งงเหรอ อ่านซะ แล้วช่วยบอกหน่อยว่าคุณทำแบบนี้กับพ่อฉันได้ยังไง...คุณหลอกให้พ่อฉันมาที่นี่ หลอกให้ท่านเล่นการพนัน แล้วก็ปล่อยให้ท่านมีหนี้สินมากมาย เพราะคุณมีเป้าหมายใช่ไหม?!”

จ้าวซันอึ้งเมื่อเห็นรูปสัญญายอมรับการหนี้บ่อน ที่มีลายเซ็นของสุริยะชัดเจน บราลีตะคอกถามว่าทีนี้จะแก้ตัวว่ายังไง จ้าวซันบอกว่าเธอเข้าใจผิด บราลียิ่งโมโห ตะโกนใส่หน้า

“ใช่...ฉันเข้าใจผิด เข้าใจผิดว่าคุณเป็นคนดี ฉันไม่น่าหลงเชื่อคุณเลย ที่แท้คุณมันก็พวกคนโรคจิต ทำทุกอย่างได้เพื่อสนองตัณหาตัวเอง”

จ้าวซันถามงงๆ ว่าตัณหาอะไร บราลีสาธยายความชั่ว ของเขาว่า เป็นพวกโรคจิตทำทุกอย่างเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง หลอกให้พ่อตนเล่นการพนันจนเป็นหนี้มหาศาลเพื่อบีบพ่อให้ยกตนให้เขา จ้าวซันยืนยันว่าสุริยะเป็นนักพนันจริงๆ บราลีไม่เชื่อหาว่าเขาใส่ร้ายป้ายสีพ่อ เขาหลอกทำดีกับตนหลอกพ่อให้ตกเป็นทาสเขาพร้อมๆกัน ประณามว่า

“ช่างเป็นแผนซื้อใจผู้หญิงที่เนียนมากเลยนะ”

“พอเถอะ...หยุดพูด แล้วก็หยุดจินตนาการด้วย” พูดแล้วตรงเข้าจับแขนบราลีลากหัวทิ่มหัวตำเข้าบ้านไป พูดอย่างกดดันว่า “ความจริง...มันเหนือจริง...มากกว่าที่คุณคิดมากนัก”

“จะทำอะไรน่ะ...ปล่อยนะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” บราลีทั้งดิ้นทั้งร้องแต่ก็ถูกจ้าวซันลากเข้าไปจนได้

ผิงอันตกใจวิ่งมาขอร้องพี่ชายอย่าทำอะไรบราลี ทั้งอากง อาม่า และเมืองเทพต่างมองด้วยความเป็นห่วง จ้าวซันห้ามทุกคนอย่ามายุ่ง เรื่องนี้ตนจัดการเองได้ สั่งเมืองเทพให้รีบไปที่งานเดี๋ยวนี้ ส่วนบราลีก็ยังโวยวายไม่หยุด ตะโกนบอกให้ใครก็ได้ช่วยแจ้งตำรวจที แต่ไม่มีใครขยับ

ooooooo

จ้าวซันลากบราลีเหวี่ยงเข้าห้องแล้วรีบปิดประตูล็อกทันที บราลีตกใจมองตะลึงไม่เคยเห็นเขาดุดันเช่นนี้

“เอาล่ะ ทีนี้ตั้งสติ แล้วฟัง” จ้าวซันสั่ง บราลียังโวยวาย เลยถูกจับสองไหล่เขย่าอย่างแรง “หยุด!! บอกให้หยุด หยุดบ้าได้แล้วม่านฟ้า พี่ไม่ทำอะไรเธอหรอก ถ้าจะมีใครทำร้ายเธอ พี่คือคนสุดท้าย จงจำใส่ใจไว้ว่า เจ้าพี่ของเธอ คือคนที่รักเธอที่สุด”

บราลีมองหน้าจ้าวซันทำตาปริบๆพึมพำ “ม่านฟ้าเหรอ...เจ้าพี่เหรอ...” จ้าวซันมองหน้าบราลีเอ่ยแววตาเศร้า

“พี่ไม่รู้ว่า ระหว่างให้เธอไม่รู้ความจริง กับให้เธอรู้ทุกอย่าง อะไรที่จะทำให้เธอเกลียดพี่มากกว่ากัน...” เห็นบราลี สงบลง จ้าวซันบอกความจริงเธอสั้นๆแต่กระจ่างชัด “คุณแม่ผู้ให้กำเนิดเธอ เคยเป็นนางกำนัลคนสนิทของแม่ของพี่... พระเทวีศุลีมาน...ท่านชื่อจันทร์แรม ส่วนคุณพ่อเธอ เป็นราชองครักษ์ของเจ้าหลวงพีริยเทพ...เจ้าพ่อของพี่ ท่านชื่ออินปง”

บราลีตะลึงงันกับความจริงที่เธอเฝ้าสอบถามค้นหามาแสนนาน มันคือสายใยที่ทำให้เธอรู้ถึงชาติกำเนิดของตัวเอง

ooooooo

เหม่ยอิงในชุดราตรีดำโก้หรู สวมเครื่องเพชรของจ้าวไทไท รองเท้าส้นสูง เดินลงจากชั้นบนห้องเสริมสวยหรู มีพนักงานถือกระเป๋าใบใหญ่และถุงต่างๆตามมา

คุณนายหวังที่นั่งให้พนักงานปัดขนตาอยู่เหลือบมองอุทานว่างามสง่าราวกับราชินีแห่งอาณาจักรอะไรสักแห่ง คืนนี้ต่อให้มีเจ้าชายเจ้าหญิงมากันสักกี่องค์ ก็คงต้องพ่ายจ้าวเหม่ยอิงคนนี้แน่ เหม่ยอิงชมกลับไปว่า คุณนายหวังเองแต่งชุดนี้ก็ดูสูงศักดิ์ขึ้นมา ราวกับฮองเฮาของจักรพรรดิสักองค์ทีเดียว

ต่างปากหวานป้อยอกันแล้ว คุณนายหวังเห็นเครื่องเพชรที่เหม่ยอิงใส่ ทักว่านั่นมันเครื่องเพชรของจ้าวไทไทไม่ใช่หรือ มันคือเครื่องเพชรในตำนานที่คนฮ่องกงไม่ได้เห็นกับตามานานแล้ว งามจริงๆ ล้ำค่าที่สุด

“พี่ชายใหญ่ยกให้ฉัน” เหม่ยอิงปดหน้าตาเฉย คุณนาย หวังตาโตถามว่าจริงหรือ พูดอย่างผู้รู้ตำนานเพชรชุดนี้ว่า

“ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง เพราะมันหมายความว่า คุณชายจ้าวซันขอคุณแต่งงานแล้วนะคะ” เหม่ยอิงถามงงๆ ว่าอะไรนะ คุณนายหวังเล่าว่า “จ้าวฉินเย่ว์ขอจ้าวไทไทแต่งงานด้วยเครื่องเพชรชุดนี้ มันไม่ใช่ของพี่ให้น้องหรือของที่ใครจะยกให้ใครง่ายๆ นอกจาก...เขาจะยกเธอขึ้นเป็นไทไทของเขาน่ะสิคะ”

“โอ๊ว...นั่นมันของแน่อยู่แล้วล่ะ” เหม่ยอิงทำเป็นยิ้มในหน้าทั้งที่ตัวเองขโมยมาใส่แท้ๆ ขณะนั้นเองโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอดูเบอร์แล้วชะงัก แต่ทำเป็นตื่นเต้นบอกคุณนายหวังว่า “ขอโทษนะคะ พี่ชายใหญ่โทร.มาเร่งฉันแล้ว” พูดแล้วรีบเดินห่างออกไป ทันทีที่กดรับสายเธอถามหน้าเครียด “เกาเฟย...ว่าไง”

เกาเฟยโทร.มารายงานว่า ตนนึกว่าเต๋อเป่าตายแล้ว แต่ที่จริงยังไม่ตาย ตอนนี้นอนเป็นผักเหี่ยวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ตนได้ริบโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปเราไว้แล้ว

“บัดซบ! ถ้างานนี้ไม่จบ แกอย่าหวังว่าจะได้เงินก้อนสุดท้าย แค่นี้นะ” เหม่ยอิงกดปิดโทรศัพท์หน้าเครียด พอดีคุณนายหวังดี๊ด๊ามาบอกว่า ตนเสร็จแล้วชวนรีบไปงานกัน เห็นเหม่ยอิงหน้าเครียดถามว่ามีอะไรหรือ เหม่ยอิงฉีกยิ้มพูดอย่างอวดโอ่ว่า “พี่ชายใหญ่น่ะสิคะ งอน...หาว่าฉันไม่ยอม ไปงานพร้อมเธอ บ้าจริงๆพวกผู้ชายนี่ประสาทที่สุด เขาหึง... ถ้าฉันจะไปปรากฏตัวในงานก่อน แล้วจะไปโปรยเสน่ห์ใส่พวกผู้ชายที่นั่น” พูดแล้วทำเชิดระเหิดระหง ราวกับนางพญา

“แหม...คุณชายจ้าวซันนี่...น่ารักจริงๆนะคะ” คุณนายหวังหัวเราะคิกคัก เหม่ยอิงหัวเราะผสมโรงแต่แอบเครียด

ooooooo

จ้าวซันประคองบราลีที่ช็อก งง พาไปนั่งที่เก้าอี้ เธอพึมพำเหมือนอยู่ในความฝัน...อินปง...กับจันทร์แรม...

“ใช่...อินปงกับจันทร์แรม ท่านทั้งสองเสียชีวิตพร้อมกันบนหน้าผา แม่น้ำเวียงสาย แม่น้ำชายแดนแผ่นดินคีรีรัฐ”

จ้าวซันเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาเห็นกับตาขณะลงเรือหนีมากับม่านฟ้าและพระเทวี...เล่าถึงนาทีที่จันทร์แรมยื่นทารกน้อยให้พระเทวีเอ่ยน้ำตาอาบหน้า “จันทร์แรมฝากม่านฟ้าด้วยเพคะ”

เวลานั้น จ้าวซันยังเป็นน่านปิงนรเทพ จำได้ฝังใจว่า พระแม่เทวีบอกแก่จันทร์แรมและอินปงว่า

“หน้าที่ของเราคือปกปักรักษาและทำนุบำรุงน่านปิงนรเทพ จันทร์แรม...อินปง...ข้าให้สัญญาว่าจะดูแล ม่านฟ้าของเจ้าให้เหมือนกับเลือดเนื้อของข้า เพื่อตอบแทน ความภักดีของเจ้าทั้งสอง เจ้ามอบชีวิตให้ข้ากับลูกชาย เพราะนั้น ข้าขอสาบานชีวิตข้ากับน่านปิงนรเทพ จะเป็นของม่านฟ้าด้วย”

จันทร์แรมกับน่านปิงสละชีวิตของตนล่อพวกทหารราชิดกับโกศินที่ตามไล่ล่าพระเทวีกับน่านปิงนรเทพ ให้ตามตนทั้งสองขึ้นไปบนเนินเขาและถูกสังหาร จนปกปักรักษาพระเทวีและน่านปิงนรเทพรวมทั้งม่านฟ้าให้หนีได้รอดปลอดภัย...

“ภาพสุดท้ายที่พี่เห็นแผ่นดินคีรีรัฐ ก็คือภาพการ พลีชีพของคุณพ่อคุณแม่ของน้อง...ท่านตาย...เพื่อช่วยชีวิตพี่กับเจ้าแม่...พี่จะไม่มีวันลืม...” จ้าวซันมองหน้าบราลีน้ำตาไหลเป็นทาง...

“คุณ...คือ...” บราลีมองหน้าจ้าวซัน งัน ซีด

“น่านปิงนรเทพ ที่ควรจะตายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว...” บราลีถามถึงเจ้าหลวง จ้าวซันต้องตั้งสติข่มความเศร้า เล่าด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “เจ้าพ่อเสวยยาพิษสิ้นพระชนม์ไปก่อน พระองค์ทรงวางแผนไว้แล้ว ที่จะให้เจ้าแม่กับพี่ หนีไป ทรงสละบัลลังก์ให้เจ้าลุงขึ้นครองคีรีรัฐ เพื่อป้อง กันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ทรงเสียสละพระชนม์ชีพ เพื่อรักษาชีวิตผู้คนและชีวิตเมียกับลูก แต่...ทรงพระราชทาน ตราพระราชลัญจกรให้พี่มา เพื่อทำให้อำนาจของคนพวกนั้น ไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายของคีรีรัฐ”

จ้าวซันลุกไปยืนนิ่งที่หน้าต่าง บราลีพยายามลำดับเรื่องราวในความทรงจำค่อยๆปะติดปะต่อ...จำได้ถึงชีวิตวัยเยาว์ ที่อยู่กับหลวงพ่อและเรียนหนังสือ ได้ฟ้อนโชว์จำเพลงที่ฟ้อนได้ฝังใจท่องเนื้อเพลงออกมาก่อนขับร้องช้าๆ...

“ไม่ผัน ไม่แปร ความรักที่แน่แก่ใจ ไม่มีรักใด ดังรักของน้อยใจยา...”

จ้าวซันดีใจมากที่บราลีจำเพลงได้ เธอยังจำวัน สุดท้ายที่จากจ้าวซันมากับหลวงพ่อได้ เธอวิ่งมาลงเรือกับหลวงพ่อดีใจที่จะได้ไปแอ่วเวียง ไปกินไอติม ไปดูการ์ตูนเรื่องซินเดอเรลล่า เธอกิ๋วๆเจ้าพี่ที่ต้องเฝ้าบ้าน วิ่งลงเรือไปอย่างเริงร่า ในขณะที่น่านปิงนรเทพน้ำตาไหลพรากเพราะรู้ว่า น้องต้องจากไปอยู่ที่อื่นแล้ว...ไปอย่างไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกหรือไม่

เมื่อรู้ความจริงแล้ว บราลีก้มกราบแทบเท้าจ้าวซัน ขอพระราชทานอภัยที่ตนโง่เขลาทำสิ่งที่ไม่บังควรมากมาย

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วว่า อะไรเป็นอะไร คุณพ่อสุริยะคือผู้มีพระคุณที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ปกครองหม่อมฉันมาจนโต ชีวิตของหม่อมฉันแต่เริ่มต้นจนเล่าเรียนจบมาถึงบัดนี้ ที่แท้อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระองค์มาโดยตลอด องค์รัชทายาททรงเมตตาข้าราชบริพาร ข้ารองพระบาทเล็กๆคนนี้อย่างดีที่สุดแล้ว...”

“เมย...เจ้ามีความหมายต่อพี่...มากกว่านั้น...”

“หม่อมฉันคือข้ารองพระบาทพระองค์จริงๆ เพคะ และจากนี้ หม่อมฉัน ขอถวายชีวิตแด่พระองค์ตลอดไป จะขอทำทุกอย่าง...เพื่อให้พระองค์ได้กลับไปครอบครองบัลลังก์คีรีรัฐให้ได้ แม้ว่าตัวจะตาย ชีวิตจะหาไม่ เช่นเดียวกับพ่อคำปงและแม่จันทร์แรมเพคะ” บราลีเงยหน้ามองจ้าวซันด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่แล้วก้มกราบอีกครั้ง

จ้าวซันประคองบราลีขึ้นมากอดไว้แนบแน่น...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.