กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

วันนี้ที่รอคอย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

แม้มิถิลาจะถูกแม่นมมองด้วยสายตาระแวง แต่เธอก็ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อพระเทวี ดูแลปกป้อง เกรงพระเทวีจะถูกจับไปด้วย เสนอให้ทรงหลบอยู่ในห้องด้านในพระตำหนักก่อน

พระเทวีอยู่ในสภาพสิ้นหวัง บราลีเชื่อมั่นว่า น่านปิงนรเทพต้องจัดการได้

ราชิดล็อกคอมาทยาธรลากเข้าไปที่ท้องพระโรง ถูกมาทยาธรถ่มน้ำลายใส่ด่า “ไอ้เนรคุณ”

“ใครกันแน่ที่เป็นผู้เนรคุณ มาทยาธร...เจ้าแย่งชิงบัลลังก์จากพีริยเทพได้ ของแย่งเขามาก็ต้องถูกแย่งไปแบบนี้แหละ”

ศิขรนโรดมวิ่งตามไปเพื่อช่วยเสด็จพ่อ จ้าวซัน

พยายามเตือนสติไม่ให้เสี่ยง ร้องบอกภูสินทรให้พาเจ้าน้องไป

“ไม่...หม่อมฉันต้องไปช่วยเจ้าพ่อ คนอื่นไม่เกี่ยว” ศิขรนโรดมใจร้อนจนขาดสติ วิ่งเข้าไป เลยถูกจัตุรัสเตะปืน กระเด็นและรวบตัวไว้ แล้วนำทั้งมาทยาธรและศิขรนโรดมไป ทหารของราชิดสาดกระสุนใส่พวกจ้าวซันราวกับห่าฝน

“ไอ้จ้าวซัน! อย่าตามมาเด็ดขาด ใครบังอาจฝ่าฝืน มาทยาธรกับศิขรนโรดมตายแน่” โกศินตะโกนแล้วสาดกระสุนใส่อีกชุดจนพวกจ้าวซันต้องหมอบหลบ ราชิดกับจัตุรัสหัวเราะสะใจแล้วรีบลากมาทยาธรกับศิขรนโรดมไป

จ้าวซันกลับไปวางแผนกับภูสินทรและสุริยะ อสุนีที่กำลังให้หมอทำแผลอยู่ถามว่าองค์ชายรัชทายาทอยู่ไหน พอรู้ว่าถูกจับไปแล้ว อสุนีพยายามจะลุกขึ้นเอาเรื่องกับจ้าวซัน

“บังอาจ...เจ้าคู่ควรไหมที่จะแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าองค์น่านปิงนรเทพ” ภูสินทรเข้าขวาง

“องค์ชายน่านปิง!! ทรงจงใจให้เกิดขึ้นเช่นนั้นใช่ไหม หากองค์ศิขรทรงเป็นอะไรไปก็คงเป็นโอกาสดี...ที่...”

“ไอ้คนสามหาว!” พระเทวีตบหน้าอสุนีฉาดใหญ่ “ผู้กระทำการทั้งหมด คือบิดาของเจ้าเอง เช่นนี้ เจ้ายังจะมีหน้ามาให้ร้ายองค์น่านปิงนรเทพอีก”

มิถิลาถลาเข้ามาคุกเข่ากราบแทบเท้าพระเทวีขอให้สงสารพี่ชายด้วย พี่ชายไม่มีเจตนาร้าย อาสาจะไปเจรจากับพ่อเอง จ้าวซันแทรกขึ้นว่า

“เงียบเถอะ จะไม่มีการเจรจาอะไรกับใครอีกแล้ว เราจะกระทำเพียง นำเสด็จทั้งสองพระองค์กลับออกมาอย่างทรงปลอดภัย เพียงเท่านั้น!”

ooooooo

จัตุรัส ราชิด และโกศิน ลากมาทยาธรและศิขรนโรดมมาที่ท้องพระโรง บังคับให้มาทยาธรเซ็นรับรองเอกสารที่พวกตนร่างขึ้นว่า ทรงสละราชสมบัติให้ศิขรนโรดม

ศิขรนโรดมไม่ยอมให้เสด็จพ่อเซ็น ราชิด โกศิน และจัตุรัสทั้งขู่ทั้งหว่านล้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ความสุขสำราญในชีวิตให้ศิขรนโรดมยอมให้พระบิดาเซ็น เมื่อศิขรนโรดมไม่ยอมให้เซ็น จัตุรัสบีบแก้มมาทยาธรขู่

“ถ้าไม่...ฝ่าบาทจะได้ทอดพระเนตรองค์ชายรัชทายาทสิ้นพระชนม์ต่อหน้าพระพักตร์”

“เอาสิ...หากเจ้าหลวงอยากทอดพระเนตรวาระสุดท้ายขององค์ชายศิขรนโรดมก่อนพระองค์เอง...ก็ไม่ต้องเซ็น” โกศินขู่สำทับ

มาทยาธรผงะ นึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นทันที...

เวลานั้น พีริยเทพทรงปกครองคีรีรัฐอยู่ แต่มาทยาธรริษยาที่น้องได้ครองราชย์ เพียงเพราะพระมารดาของน้องเป็นพระเทวีแต่เจ้าแม่ของตนเป็นแค่นางสนม จึงบังคับให้พีริยเทพสละราชบัลลังก์ โดยรับปากจะดูแลพระเทวีและน่านปิงนรเทพอย่างดีที่สุด

“น้องก็แค่เซ็น จม.ขอลาจากพระราชภารกิจทั้งปวง เพราะสุขภาพไม่ดี แล้วน้องก็ดื่มยานี้ ก่อนจะพักผ่อน

ให้สบาย พี่รับรองว่า พวกเราจะช่วยกันบริหารคีรีรัฐให้เจริญรุ่งเรืองกว่าที่น้องทำมามากนัก”

“แล้วเราก็จะคุ้มครองพระชายาและองค์ชายน่านปิง อย่างดีให้มีความสุขทุกอย่าง มากกว่าตอนฝ่าบาททรงคุ้มครองเสียอีก” ราชิดเอ่ยแทรก

“ถ้าหม่อมฉันไม่ยอมล่ะ”

“น้องก็คง...จะต้องเสียใจนิดหน่อย เพราะเราก็คงต้องทำสงครามกลางเมืองกัน ประชาชนและทหาร รวมทั้งข้าราชการและเสนาบดีก็คงต้องมีคนเสียเลือดเนื้อ และล้มตายกันไม่น้อย แล้วสุดท้าย...ในเมื่อพี่มีราชิด โกศินและจัตุรัสสนับสนุน น้องก็จะแพ้ ถูกจับสำเร็จโทษและศุลีมานกับน่านปิงก็คงต้องตาย ตายให้น้องเห็นด้วยตาตัวเองก่อนน้องตายเสียอีก” มาทยาธรพูดเหี้ยมอย่างเลือดเย็น

คิดถึงอดีตที่ตัวเองเคยทำกับน้องแล้ว มาทยาธรยอมเซ็น ราชิด โกศิน และจัตุรัสมองหน้ากันแสยะยิ้มสมใจ

เมื่อมาทยาธรเซ็นชื่อแล้ว ก็ถูกพวกราชิดบังคับให้ดื่มยาพิษเช่นเดียวกับที่มาทยาธรเคยทำกับพีริยเทพ มาทยาธรรับถ้วยยาพิษ ราชิดยังพูดสะกิดแผลว่า

“ดื่มซะ คีรีรัฐไม่ต้องการพระองค์อีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาที่พระองค์จะต้องทรงสละราชสมบัติที่ไม่ใช่ของพระองค์แต่แรกแล้ว”

“สูงสุดคืนสู่สามัญ จบเพื่อเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างคือกงกำกงเกวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักจบจักสิ้น” มาทยาธรปลง

ราชิดตวาดให้รีบดื่ม ศิขรนโรดมโวยวายไม่ให้ดื่ม ถูกโกศินกับจัตุรัสจับตัวไว้

“ศิขร...ถึงเวลาที่พ่อจะต้องชดใช้กรรมของพ่อแล้ว พ่ออยากให้เจ้าจำเอาไว้ โลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืนการปล้นฆ่าต่อสู้ด้วยยุทโธปกรณ์ร้ายแรงแค่ไหน สุดท้าย สิ่งที่เราได้มาครอบครองมันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่มี อะไรอยู่กับเราตลอดไป อย่าหลงระเริงกับอำนาจ อย่าลุ่มหลงในสิ่งจอมปลอม เพราะมันจะเป็นตัวกลับมาทำร้ายเจ้าเอง”

มาทยาธรถือจอกยาพิษจ่อที่ปากแต่ยังไม่ดื่ม ราชิดตวาดให้ดื่ม เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เข้าไปใช้มือดันก้นจอก ทันใดนั้น มาทยาธรตวัดกลับสาดยาพิษใส่หน้าราชิดจนร้องจ๊ากล้มดิ้นทุรนทุราย ศิขรนโรดมถีบทหารที่คุมอยู่วิ่งไปดูมาทยาธร ถูกจัตุรัสชักปืนจะยิง

พริบตานั้น จ้าวซันที่แอบมุดมาตามท่อระบายอากาศโผล่มาจากช่องใต้บัลลังก์ปัดปืนจัตุรัสแล้วแทงท้องจนมิดด้าม จัตุรัสทรุดลงไปกองข้างๆราชิด โกศินจะเข้าเล่นงานจ้าวซันก็พอดีภูสินทรถีบประตูนำสุริยะและทหารเข้ามาไล่ยิงทหารของราชิดที่ไม่ทันตั้งตัวล้มตายเกลื่อน

อสุนี มิถิลา บราลี สิริวาระตีและแม่นมต่างพากันตามเข้ามา อสุนีสั่งโกศินให้ยอมมอบตัวเสียแต่โดยดี โกศินจะวิ่งหนี อสุนีเข้าขวาง

“เห็นแก่พ่อเจ้า หลีกทางให้ข้า!!” โกศินตวาด

อสุนีไม่หลีก ทั้งมิถิลาก็เข้าช่วยพี่ชาย ตะโกนบอกโกศินว่า “พวกข้าไม่ใช้กบฏ พวกข้าไม่เหมือนพ่อ และท่านต้องรับโทษ” แต่อสุนีกับมิถิลาก็พลาดให้กับเสือเฒ่า โดนโกศินเตะและชกกระเด็น แต่พอโกศินจะหนี ภูสินทรจะยิง จ้าวซันร้องห้ามแต่ช้าไปแล้ว โกศินถูกยิงตายคาที่

เหลือแต่จัตุรัสที่ยังแค่ถูกแทงบาดเจ็บ จ้าวซันสั่งให้จัตุรัสไปตามหมอหลวงมา จัตุรัสหัวเราะในลำคอแล้วกัดลิ้นตัวเองตายต่อหน้าจ้าวซัน! สามทหารแก่สิ้นลายตายเคียงกัน...

“ผู้นำฝ่ายกบฏเสียชีวิตหมดแล้ว พวกเจ้าที่อยู่ตรงนี้ ยังยืนยันจะแปรพักตร์หรือไม่” ภูสินทรถามทหารของพวกราชิด พวกนั้นพากันวางปืนยอมสวามิภักดิ์ทุกคน

อสุนีกอดปลอบมิถิลาที่เห็นพ่อตายต่อหน้า ต่างหันมองจ้าวซันอย่างสับสน...

ooooooo

เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว มาทยาธรนอนให้หมอหลวงตรวจอาการอยู่ ศิขรนโรดมเอ่ยขึ้นว่า

“ทั้งหมดเป็นเพราะความปรีชาสามารถของเจ้าพี่ ที่มองการณ์ไกลและอ่านเหตุการณ์ออก เราถึงได้สามารถกำราบพวกกบฏในครั้งนี้ได้”

“น่านปิง...” สิริวาระตีเอ่ย “ป้าต้องขอบใจหลานมาก ที่ช่วยปกป้องราชบัลลังก์ไว้โดยไม่คิดถึงเหตุการณ์ในอดีต”

“น่านปิง...ลุง...ลุงขอโทษ ถ้าตอนนั้น ลุงไม่หลงเชื่อคำยุแยงของเจ้าราชิด ละโมบหิวโหยอำนาจ จนก่อการกบฏปล้นราชบัลลังก์จากอนุชาของตนเอง ครอบครัวหลานก็คงมีความสุขไม่ต้องระหกระเหเร่ร่อนไปเติบใหญ่ในดินแดนต่างบ้านต่างเมือง...เจ้าด้วย...ม่านฟ้า ข้าขอโทษ ทุกสิ่งที่กระทำกับครอบครัวของเจ้าเช่นกัน ถึงลุงจะไม่รู้ว่าหลานต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง แต่ลุงก็รู้ว่ามันต้องไม่ง่ายแน่ๆ บาปกรรมที่ลุงได้ก่อเอาไว้ ลุงขออโหสิกรรมให้ด้วย”

“หม่อมฉันไม่เคยนึกอาฆาตใดๆต่อพระองค์เลย” จ้าวซันเอ่ย

“หม่อมฉันก็เช่นกันเพคะ สิ่งใดผ่านไปแล้ว ล้วนย้อนกลับคืนมาไม่ได้เพคะ” บราลีพูดต่อ

“น่านปิง ลุงยินดีจะคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของหลาน ลุงจะสละตำแหน่งคืนให้หลาน หลานคือเจ้าหลวงตัวจริงของคีรีรัฐ” จ้าวซันไม่ต้องการ บอกว่าผู้ที่คู่ควรกับบัลลังก์คือเจ้าน้องต่างหาก ให้เหตุผลว่า

“เพราะถ้าเจ้าน้องเป็นเจ้าหลวง บ้านเมืองจะต้องสงบสุข เพราะน้องจะเห็นแก่ประโยชน์สุขของผู้อื่นก่อนตัวเองเสมอ พี่เชื่อว่าน้องทำได้...พี่ฝากคีรีรัฐด้วย”

“น่านปิงนรเทพ...ถ้าเจ้าพ่อเจ้าแม่ของหลานยังอยู่ จะต้องภาคภูมิใจในตัวหลานอย่างมาก” สิริวาระตีผู้เป็นป้าชื่นชม

อสุนีและมิถิลา ต่างกลับไปที่บ้าน คุกเข่าลงตรงหน้ารูปราชิดผู้เป็นพ่อ มิถิลาพร่ำขอโทษพ่อ อสุนีปลอบน้องว่า

“มิถิลา...จำคำที่พ่อเคยสอนได้ไหม สิ่งใดที่เราตัดสินใจเลือกทำแล้ว สิ่งนั้นดีที่สุด จงยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรี...เจ้าอย่าเสียใจเลย พ่อไปสงบแล้ว ไม่ต้องดิ้นรนในวังวนกิเลสอีกแล้ว...เราควรช่วยกัน ส่งพ่อให้ไปสู่สุคติครั้งสุดท้าย”

มิถิลาปาดน้ำตา สูดลมหายใจเข้มแข็งขึ้น ถามพี่ชายว่า

“แล้วต่อจากนั้น...เราสองคน...จะอยู่ในฐานะ ใดอีกพี่”

“ในฐานะ...ผู้จงรักภักดีต่อองค์ศิขรนโรดม...แต่ผู้เดียวเท่านั้น” อสุนีตอบแววตากร้าว

ooooooo

หลังจากซูหลิงประกันตัวฉินเจียงออกมาอยู่ที่คอนโดฯ กันอย่างมีความสุขไม่นาน ฉินเจียงก็คิดจะกลับไปทำงานที่ฉินเย่ว์กรุ๊ป พอรู้จากซูหลิงว่าเหม่ยอิงเข้าทำงานแทนจ้าวซันแล้ว ฉินเจียงโทรศัพท์ไปที่ฉินเย่ว์กรุ๊ปทันที

ฉินเจียงโทร.ไปเรียกเกาเฟยออกมาพบตน แต่เมื่อถึงเวลานัด กลับกลายเป็นเหม่ยอิงมาถึงก่อน ฉินเจียงถามว่ามาได้ไง ตนนัดพบกับ...

“เกาเฟย คนรู้ใจ” เหม่ยอิงบอกฐานะที่เปลี่ยนไปของเกาเฟย ทั้งยังพูดให้เจ็บใจว่า “ตอนนี้เขาไม่ใช่คนของพี่อีกต่อไปแล้ว ถ้าจะพูดกันแบบตรงไปตรงมา เกาเฟยไม่เคยเป็นคนของพี่มาตั้งนานแล้ว”

“แกเพ้อเจ้ออะไร”

“เหมือนกันหมด ผู้ชายตระกูลจ้าว ในที่สุดก็ต้องประสบหายนะเพราะมองข้ามศักยภาพของเพศหญิง”

ระหว่างนั้นเกาเฟยขี่มอเตอร์ไซค์มา ฉินเจียงรับรู้ด้วยความเจ็บใจจากเกาเฟยว่า ตลอดมาเกาเฟยไม่เคยเห็นเขาเป็นเจ้านายเลย ที่แล้วมาตนยอมทุกอย่างก็เพื่อรอวันนี้ ซ้ำยังพูดให้เจ็บใจว่า

“พอดีผมชอบทำงานกับนายผู้หญิงมากกว่านายผู้ชายครับ”

ฉินเจียงหันหลังกลับไปมึนๆ เหม่ยอิงกับเกาเฟยเลิกคิ้วสบตากันกับปฏิกิริยาของฉินเจียง...

ooooooo

เมื่อถูกเหม่ยอิงกดขี่ข่มเหงจนทนไม่ได้ ผิงอันเริ่มคิดถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

วันนี้ก็ให้อากงและอาม่าเอาหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษไปอ่านเพื่อค้นคว้าการเคลื่อนไหวของบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปอย่างจริงจังเพื่อรอวันที่จ้าวซันกลับมาจะได้รายงานได้ทันที บอกกับอากงว่า

“ผิงอันจะไม่ยอมเป็นเด็กเบบี้ให้พี่เหม่ยอิงกดขี่ตลอดไปหรอกค่ะ”

พลันทั้งผิงอันและอากง อาม่าก็สะดุ้งตกใจ เมื่อจ้าวไทไทลืมตาขึ้นเอ่ยชื่อ “ฉินเจียง...” ต่างนึกว่าพวกตนเสียงดังทำให้จ้าวไทไทตื่น อาม่าคิดว่าจ้าวไทไทละเมอ แต่ไม่ใช่

“ไปตามฉินเจียงมา” จ้าวไทไทสั่ง ผิงอันบอกว่าฉินเจียงยังอยู่ในคุก “มันออกมาแล้ว ออกจากคุกมาแล้ว ไปตามมันมาพบฉันเดี๋ยวนี้ ฉันต้องพบมันด่วน ไปตามมันมา!!” เห็นทุกคนยังลังเล จ้าวไทไทเสียงดัง “ไปตามฉินเจียงมา ไป!!”

ทุกคนตกใจกับความเด็ดขาดดุดันของจ้าวไทไท

ooooooo

ฉินเจียงเดินออกจากเกาเฟยและเหม่ยอิงเหมือนคนไร้ชีวิตจิตใจ เกาเฟยยังตามมาเยาะเย้ยว่าถ้ามีความลำบากอะไรให้บอกแม้แต่เรื่องการเงินตนก็ช่วยได้

“ไอ้เลว!!” ฉินเจียงหันชกเปรี้ยงจนเกาเฟยที่ไม่ทันระวังตัวกระเด็นแล้วตามไปกระทืบไม่ยั้ง แต่เขาต้องหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงแกร๊ก! ข้างหลังพร้อมกับเสียงเหม่ยอิงตวาด

“พอได้แล้วพี่รอง พี่รองชอบลุแก่โทสะอยู่เรื่อย นิสัยนี้มันห่วยมากเลยนะ เลิกซะทีเถอะ สมัยยังรุ่งอยู่คนอื่นเขาจำเป็นที่จะต้องยอมให้พี่ แต่เวลานี้ ขืนพี่ยังทำกร่างไม่เลิก เผลอๆ จะตายอยู่ข้างถนนจับมือใครดมไม่ได้”

ไม่เพียงเท่านั้น เหม่ยอิงยังสั่งเฉียบขาดว่า“ต่อไปนี้ ไม่ว่าพี่จะอดอยากขาดแคลนอะไรก็ตาม อย่าได้เดินมาที่บ้านสี่ฤดู หรือบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปอีก เรื่องต่อสู้คดี ทางเราก็จะไม่ซัพพอร์ตพี่แล้ว ทนายของบริษัทน้องจำเป็นต้องให้ไปทำอย่างอื่นพี่ก็ไปใช้พวกทนายของรัฐบาลที่มีไว้ช่วยคนอนาถาก็แล้วกัน แล้วก็รู้จักทำมาหากินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองบ้าง จะได้รู้จักประหยัด ไม่ดีแต่ล้างผลาญเงินกงสีอีก”

ฉินเจียงจ้องเหม่ยอิงตาแทบปะทุ แต่เธอไม่แยแสหันไปสบตาเกาเฟยยิ้มเลือดเย็นให้กัน

ฉินเจียงกลับไปถึงร้านของซูหลิงอย่างเสือสิ้นลาย จนแทบจะกลายเป็นคนเสียสติ ซูหลิงสงสารมากเธอโทรศัพท์หาจ้าวซันเพื่อปรึกษาแต่ติดต่อไม่ได้ เธอพึมพำอย่างกังวล

“ปิดเครื่อง...แต่คุณชายไม่เคย...เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ...”

ooooooo

หลังจากปราบกบฏจนราบคาบแล้ว บราลีถามว่าเขาจะทำอะไรต่อไป จ้าวซันย้อนถามว่า แล้วเธอล่ะอยากให้ทำอะไรต่อไป

บราลีบอกว่าตนไม่มีความต้องการสำหรับตัวเองแต่อยากให้เขาพักเหนื่อย ปล่อยวางจากทุกๆภาระหน้าที่ อยากให้เขายิ้ม หัวเราะ ไม่เศร้า ไม่เครียด ไม่อยากให้รับผิดชอบอะไรมากมายอีก จ้าวซันติงว่าแต่คีรีรัฐเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา  เราต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด

“อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวของน้องมาเป็นสาระเลยค่ะ เจ้าพี่อยู่ไหนน้องก็อยู่ด้วย...เจ้าพี่ก็คือเจ้าชีวิตของน้อง ชีวิตน้องเกิดมาเพื่อรับใช้พี่ หากพี่เห็นดีที่จะกระทำสิ่งใด ขอให้รับทราบว่า น้องจะรับสนองพระบัญชาให้ถึงที่สุด ไม่ว่าทุกข์ สุข ไม่ว่าเสี่ยงอันตรายหรือสะดวกสบายสำหรับน้องขอให้ได้อยู่เคียงข้างพี่ก็พอค่ะ”

จ้าวซันจับบ่าบราลีให้หันมาสบตา...

“ส่วนพี่ ก็มีสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อแม่น้องที่พวกท่านสละชีวิตเพื่อพี่ ว่าพี่จะต้องทำให้น้องมีความสุข และปลอดภัยเสมอ และพี่ก็จะต้องทำให้ได้เหมือนกัน”

จ้าวซันตัดสินใจจะมอบพระราชลัญจกรแก่มาทยาธร แต่ทั้งมาทยาธรและพระเทวีไม่ทรงรับ อีกทั้งมาทยาธรยังประกาศสละราชสมบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และ ขอแต่งตั้งให้จ้าวซันเป็นเจ้าหลวงองค์ใหม่ของนครคีรี–รัฐสืบต่อไป

จ้าวซันจะไม่รับ แต่ศิขรนโรดมเอ่ยแสดงความยินดีด้วยทันทีและขอให้รับไว้เพราะทุกอย่างเหมาะสมตามสมควรแล้ว พูดแล้วคุกเข่าลงกับพื้นเอ่ย “ถวายบังคมองค์เจ้าหลวง” แต่จ้าวซันยังยืนกรานไม่รับตำแหน่งเจ้า หลวงแห่งคีรีรัฐ

“ใช่...ยังไม่ใช่ตอนนี้ คงต้องรอให้มีการสถาปนาเจ้าหลวงองค์ใหม่เกิดขึ้นก่อน ซึ่งถ้าดูตามฤกษ์แล้ว...” มาทยาธรเอ่ยมองไปทางโหร

“อีกสามวันที่จะถึง เป็นวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำเหมาะกับการจัดงานมงคลเป็นอย่างยิ่งพะย่ะค่ะ” โหรรายงาน

“ดี...ตกลงว่าอีกสามวัน นครคีรีรัฐของเราจะมีเจ้าหลวงองค์ใหม่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ” มาทยาธรประกาศ มองหน้าจ้าวซันเอ่ยอย่างจริงจัง “ให้เราได้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควรสักเรื่อง ก่อนที่เราจะสิ้นลมบ้างแล้วกัน”

จ้าวซันอึ้งหนักใจแต่พูดไม่ออก ส่วนอสุนีที่ฟังอยู่ด้วยไม่พอใจหันสบตากับมิถิลาแต่เธอก้มหน้าลง พอเงยขึ้นเห็นบราลีมองอยู่เลยปรบมือแสดงความยินดี กลบเกลื่อนตามคนอื่นไปด้วย

ooooooo

อากงไปบอกฉินเจียงให้ไปพบจ้าวไทไทที่บ้านสี่ฤดู ฉินเจียงมีอคติว่าจ้าวไทไทเกิดรักและสงสารตนหรือ  เวลานี้ตนเป็นแค่ตัวตลกตัวหนึ่งเท่านั้นใครจะมาต้องการทำไม

เมื่อฉินเจียงไปหาจ้าวไทไท ก็ได้รับมอบหีบสมบัติที่จ้าวฉินเย่ว์ซื้อให้ผู้หญิงอังกฤษคนนั้น ซึ่งก็คือแม่ของฉินเจียง แต่ตนขัดขวางไว้ ถามว่าตนมีสิทธิ์ใช่ไหมในเมื่อตนเป็นเมียหลวงที่ถูกสามีทรยศ จ้าวไทไทบอกฉินเจียงว่า เขาทำร้านขายของเก่าอยู่ ของพวกนี้เป็นของเก่าแก่เผื่อจะเอาไปขายกินได้ หรือเอาไปสู้คดีซึ่งกว่าจะชนะของพวกนี้ก็คงมีประโยชน์ถ้าอยู่กับเขามากกว่าอยู่กับตน

ฉินเจียงยโสไม่ยอมรับ จนจ้าวไทไทต้องให้อากงอุ้มหีบสมบัติตามไป พอดีเจออาหลี่ อากงเลยฝากอาหลี่ให้ไปส่งฉินเจียงและเอาหีบสมบัตินี้ไปให้ด้วย

ฉินเจียงถามอาหลี่ว่าจ้าวซันจะกลับเมื่อไร เขาไปประเทศคีรีรัฐใช่ไหม อากงกับอาหลี่สะดุ้งถามว่ารู้ได้ยังไง

“ฉันอาจจะโง่หลายๆเรื่องในสายตาพวกแก แต่ก็มีหลายเรื่องที่ฉันพอจะปะติดปะต่อเชื่อมโยงได้ จ้าวซันมีสายสนกลในเกี่ยวกับเมืองคีรีรัฐถึงได้เดือดร้อนนักเรื่องที่ฉันค้าขายกับนายพลพวกนั้น”

ฉินเจียงยังรู้อีกว่าจ้าวซันไปกับบราลี หัวเราะอย่างแค้นใจถามว่า จ้าวซันไปทำงานการเมือง ทำธุรกิจที่คีรีรัฐและฉวยโอกาสไปฮันนีมูนกับบราลีด้วยใช่ไหม

เหม่ยอิงแอบฟังอยู่ เธอผงะ หน้าซีด ช็อก  พาลหา เรื่องกับทุกคน โดยเฉพาะผิงอันหาว่าเป็นคนพาบราลีมารู้จักกับจ้าวซัน ผิงอันยืนยันว่า

“เขารักกัน บรีรักพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็รักบรีมาก แม่ใหญ่...จ้าวไทไทก็รักบรี สั่งเสียให้บรีเป็นคนดูแลพี่ชายใหญ่ด้วยซ้ำ”

เหม่ยอิงพลอยแค้นจ้าวไทไทไปอีกคน จนแม่สี่เตือนว่าให้ทำใจเถิด เพราะจ้าวซันก็มองเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆคนหนึ่ง แบบนี้ก็ดีแล้ว แทนที่เหม่ยอิงจะเข้าใจ ทำใจ เธอกลับหาว่าทุกคนรวมหัวกันเป็นฝ่ายจ้าวซันเพราะอิจฉาตน เกลียดตน อยากให้ตนผิดหวัง กล่าวอาฆาตว่า “คอยดู...คอยดู! ทุกคนจะต้องชดใช้!” แล้ววิ่งร้องไห้ออกไป

เหม่ยอิงเตลิดไปตามที่ต่างๆที่เคยไปกับจ้าวซัน ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นยิ่งเจ็บปวด จนกระทั่งไปนั่งในร้านกาแฟ จู่ๆเกาเฟยก็มาหยิบเสื้อคุลมของเธอมาคลุมให้ พอเห็นเกาเฟยเหม่ยอิงก็ทำคอแข็งวางท่าราวกับนางพญาขึ้นทันที

เหม่ยอิงพูดประชดตัวเองว่าตนไม่หนาวแต่ถ้า ตายเสียก็ดี ถามเกาเฟยว่า ถ้าตนตายจะมีใครเสียใจไหม

“คุณหนูต้องไม่ตาย จะตายทำไม คนอื่นสิต้องตาย คุณหนูต้องอยู่ อยู่อย่างดี อยู่อย่างผู้ชนะ” เหม่ยอิงจิกตาพูดว่า คนอื่น...ต้องตาย เกาเฟยย้ำเหี้ยมว่า “ใครที่ทำให้คุณหนูเจ็บ มันต้องตาย!”

“ตายมันง่ายไปเกาเฟย...ต้องตายทั้งเป็นสิ มันถึงจะสาสม”

“ต้องอย่างนั้นสิครับ” เกาเฟยเป่าหูยุยงเหม่ยอิงเต็มที่

ooooooo

วันเวลายิ่งผ่าน จ้าวซันก็ยิ่งเครียด สับสน

ภูสินทรมาเสนอว่า ควรฟื้นพระเกียรติภูมิขององค์เจ้าหลวงพีริยเทพให้กลับมาอีกครั้ง แก้ไขประวัติศาสตร์เสียที จ้าวซันถามว่าจะแก้อย่างไร ก่อนหน้านี้ในประวัติ- ศาสตร์เขาว่าอย่างไร

“เขาบอกว่า เพราะหม่อมฉัน พาเจ้าแม่ของพระองค์หนีไป ทำให้เจ้าหลวงเสียพระทัยจนเสวยยาพิษปลงพระชนม์ตัวเอง เขาเขียนกันแล้วประกาศเรื่องนี้ออกไป ทำให้คนอื่นเชื่อเช่นนั้น”

“เลวมาก!” จ้าวซันสบถ ปรารภว่า ตนจากที่นี่ไปนานมันคงไม่ง่ายที่จะสะสางความผิดพลาดในอดีตทั้งหมด แต่ภูสินทรเชื่อว่า หากพระองค์จะทำมันก็ไม่มีอะไรยากเกินไป

จ้าวซันกับภูสินทรไปหาพระครูเพื่อขอคำปรึกษา เมื่อพระครูฟังทั้งสองแล้วติงว่า

“เรามีวันนี้ได้มันก็ดีพออยู่แล้ว ขอร้องล่ะ อย่าได้รื้อฟื้นเรื่องบาดหมางกันขึ้นมาอีกเลย”

ภูสินทรชี้แจงว่า ตนไม่ได้คิดจะทำอะไรใคร แต่มีหลายอย่างที่เราควรแก้ไข หมอหลวงถามว่า เช่นเรื่องอะไรบ้าง

“เช่นราชิด โกศิน จัตุรัส ปลดคนในสกุลที่จงรักภักดีต่อเจ้าหลวงพีริยเทพไปหมด หรือกลั่นแกล้งส่งไปในถิ่นทุรกันดาร แล้วตั้งพรรคพวกของตัวเองมาแทน เวลานี้ พวกนั้นต่างลำบากยากแค้น เราต้องช่วยเขา”

หมอหลวงถามว่า แล้วพวกที่ภักดีต่อมาทยาธรล่ะ ภูสินทรบอกว่า ใครที่เป็นพวกของ 3 คนนั้น เราก็ต้องปลดออก สุริยะถามว่า ทั้งหมดเลยหรือ ภูสินทรบอกว่า “ก็แล้วแต่ เราก็ต้องดูเป็นรายๆไป”

พระครูติงว่า ทำแบบนั้นเราก็คงจะไม่ต่างอะไรจากพวกนั้น

“แต่เราต้องเอาคนของเรากลับมา ไม่งั้น จะมั่นใจได้อย่างไรว่าราชบัลลังก์ขององค์น่านปิงจะไม่มีใครมาคอยเป็นหอกข้างแคร่ในอนาคต”

จ้าวซันที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งฟังแล้วคิดหนัก เมื่อกลับมาห้องพัก จ้าวซันมองพระจันทร์รำพึง...

“ใกล้วันเพ็ญแล้วสินะ...เจ้าพ่อเจ้าแม่ ช่วยชี้ทางให้ลูกด้วย...”

ooooooo

รุ่งขึ้น จ้าวซันชวนศิขรนโรดมไปเฝ้าพระสังฆราช ศิขรนโรดมกำลังจะไปแจกผ้าห่มแก่เด็กยากจน จึงให้อสุนีไปแทน และตัวเองไปกับจ้าวซัน บอกว่าตนก็ไม่ได้เฝ้าพระสังฆราชนานแล้วเหมือนกัน

อสุนีไม่พอใจ มิถิลาที่มาเห็นพอดีก็มองอย่างข้องใจ เมื่อสองพี่น้องได้คุยกัน อสุนีย้ำกับมิถิลาว่า จ้าวซันกลับมาก็เพื่อมาเป็นเจ้าหลวงเสียเอง คำพูดหรูหราต่างๆ ของเขาเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ย้ำว่า

“พี่คิดอะไรแล้วไม่เคยผิด พี่ไม่เข้าใจเลย พระเทวีทำไมรักคนอื่นมากกว่าลูก มากกว่าพระสวามี”

แต่มิถิลาเห็นต่าง คิดว่าองค์ชายศิขรนโรดมทรงมีความสุขที่เป็นเช่นนั้น อสุนีเสียงเข้มว่า “พี่ไม่ยอม...มันไม่ยุติธรรม” มิถิลามองพี่ชายบอกว่า “ถ้าทรงพอพระทัยแล้ว เราก็ต้องร่วมยินดีกับพระองค์ ไม่มีอย่างอื่น”

เช่นเดียวกับพวกในวัง ก็มีความชื่นชมต่างกัน

บ้างชื่นชมจ้าวซันที่เก่งกาจกล้าหาญปราบพวกกบฏจนราบคาบ แต่บ้างก็ชื่นชอบศิขรนโรดมว่าทรงไม่ถือพระองค์และดำรงอยู่อย่างคนคีรีรัฐโดยแท้

ฝ่ายอสุนีกับมิถิลา อสุนีไม่พอใจจ้าวซัน แต่มิถิลาไม่ชอบบราลีเพราะฝ่ายนั้นเหนือกว่าตนทุกอย่าง เมื่อสบโอกาสจึงหาเรื่องพูดกระแนะกระแหนจนบราลีเหนื่อยใจกับท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ของมิถิลา

ไม่เพียงแต่ในวังที่มีความเห็นต่างกรณีจ้าวซันจะมาเป็นเจ้าหลวง แม้แต่ในหมู่ชาวบ้านก็มีทั้งเสียงสดุดีด้วยความปีติแต่ก็มีเสียงที่ไม่เห็นด้วย ถือข้างศิขรนโรดม จนเกิดโต้เถียงกัน

พวกนางในก็พากันซุบซิบนินทาจ้าวซันว่า สำรับขององค์ชายน่านปิงต้องเป็นแบบฝรั่งทุกวัน บ่นว่าทั้งแพงทั้งต้องสั่งซื้อจากเมืองไทย เป็นเจ้าหลวงคีรีรัฐแต่เสวยอาหารประจำชาติของเราไม่เป็น องค์ชายศิขรนโรดม

น่ารักกว่าเยอะทรงโปรดอาหารคีรีรัฐที่สุด

บราลีทนฟังไม่ได้ ก้าวออกไปชี้แจงว่า

“ที่จริงองค์ชายน่านปิงไม่เคยเรื่องมาก และโปรดอาหารคีรีรัฐที่สุด ถึงจะทรงเติบโตที่อื่น แต่ก็มีคนคีรีรัฐหลายคนที่ตามไปถวายรับใช้ ใครเป็นคนบอกให้พวกเธอทำอาหารฝรั่ง ที่จริงไม่จำเป็นเลย คนที่นี่รับประทานอะไรกัน องค์ชายน่านปิงก็เสวยได้ทั้งนั้น”

แม่นมมาได้ยินพอดีถามว่าอะไรกัน พอบราลีเล่าให้ฟัง แม่นมปรามนางในเหล่านั้นว่า อย่าให้รู้นะว่าใครนินทาองค์ชายจะลงโทษให้หนักเลยทีเดียว พวกนางในพากันแยกย้ายไปทำงาน บางคนทำเป็นซุบซิบกันขณะเดินผ่านบราลีว่าเรื่องแค่นี้ก็ต้องฟ้อง อีกคนทำท่าหวาดกลัวเกินเหตุถามว่า หาเรื่องคอขาดรึไง! บราลีฟังแล้วทั้งเซ็งทั้งฉุน

ooooooo

นับวันมิถิลาก็ยิ่งมีอคติกับบราลีและจ้าวซัน จนบางครั้งใช้วาจาจาบจ้วงจนศิขรนโรดมไม่พอใจเรียกไปตำหนิตักเตือน ทำให้มิถิลายิ่งไม่พอใจ

มิถิลาริษยาที่ตัวเองด้อยกว่าบราลีทุกด้าน แต่ลึกๆกว่านั้นคือ มีตราบาปในใจที่คิดว่าตนเป็นลูกกบฏ เธอประณามทั้งบราลีและจ้าวซันว่าเป็นคนลวงโลก ทำทีว่ามาช่วยศิขรนโรดมปราบกบฏ แต่สุดท้ายก็ต้องการเป็นเจ้าหลวงเสียเอง ทั้งสองดีแต่แย่งของของคนอื่น

“เจ้าพี่น่านปิงไม่ใช่คนแบบนั้น เธอกำลังเข้าใจผิด” บราลีโต้

“ใช่...พวกเราเข้าใจผิด เข้าใจผิดคิดว่าจ้าวซันเป็นคนดี ที่แท้ก็ทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นและเอาคืน!”

ด่าว่าอย่างสะใจแล้วมิถิลาวิ่งหนีไป บราลีอึ้ง

คิดหนัก เดินไปนั่งริมธารเล็กๆที่ไหลสู่แม่น้ำเวียงสาย จนจ้าวซันตามเจอ บอกว่าถ้ามิถิลาไม่บอกตนก็คงหาเธอ

ไม่เจอ พอได้ยินจ้าวซันเอ่ยถึงมิถิลา เธอก็ชะงักชักสีหน้าเล็กน้อย

“จะว่าไปก็น่าสงสาร เด็กผู้หญิงคนนี้ กลับต้องมาแบกรับปัญหาอะไรไม่รู้” จ้าวซันเอ่ย บราลีเมินไปทางอื่นพูดงอนๆว่า ตนก็ต้องแบกรับปัญหาไม่ต่างกัน จ้าว-ซันเอามือลูบหัวอย่างเอ็นดู บอกว่า “เธอต้องทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่กว่ามิถิลาสิ เพราะเธอต้องเป็นพี่สะใภ้ของเขา” เห็นบราลีนิ่งไป จ้าวซันถามอีก “องค์ชายน่านปิงนรเทพแห่งคีรีรัฐ กับคุณชายจ้าวซันแห่งอาณาจักรจ้าวฉินเย่ว์ สองคนนี้เธอรักใครมากกว่ากัน”

บราลีตอบงอนๆว่า หม่อมฉันไม่ทราบ จ้าวซันถามอีกว่าถ้าตนได้เป็นเจ้าหลวงขึ้นมาจริงๆ เธอจะยอมมาเป็นพระเทวีไหม บราลีจึงระบายความอัดอั้นกังวลของตนว่า

“คนที่ยังจงรักภักดีต่อองค์ชายศิขรนโรดมมีอยู่มากมาย ถ้าสักวันมีคนมาปองร้ายเจ้าพี่ขึ้นมาอีก...เรื่องยุ่งยากวุ่นวายคงมีมาให้แก้ไขไม่เว้นแต่ละวัน” แต่เมื่อจ้าวซันทักท้วงว่า ไหนเธอเคยบอกว่าพร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน บราลีพูดอย่างตัดใจว่า “น้องคงไม่สามารถไปบังคับจิตใจเจ้าพี่ได้ แล้วแต่เจ้าพี่ก็แล้วกันเพคะ” พูดแล้วลุกไปงอนๆ จ้าวซันได้แต่พึมพำ

“ไม่เข้าใจอะไรเล้ยยย...”

ooooooo

เหม่ยอิงยังคงไล่บี้ฉินเจียงไม่เลิก นอกจากลดหุ้นของเขาเหลือเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้ว ยังปลอมแปลงเอกสารว่าซื้อที่ดินที่ตั้งร้านขายของเก่าที่จ้าวซันช่วยเปิดให้ และไล่ซูหลิงออกจากที่นั้นด้วย

เมื่อกลับมาที่บ้านสี่ฤดู ก็วางอำนาจบาตรใหญ่เดินผ่านอากงที่อยู่หน้าห้องจ้าวไทไทจนเกือบชน

เมื่อเข้าไปในห้องจ้าวไทไทก็ตะคอกถามว่าจ้าวซันใกล้จะกลับมาหรือยัง จ้าวไทไทตอบอย่างชิงชังครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ไม่รู้” เหม่ยอิงเจ็บใจเห็นไม่มีใครอยู่ในห้อง จึงชักมีดออกมาตะคอกถาม

“จ้าวซันจะกลับมาเมื่อไหร่!”

“อีโง่!” จ้าวไทไทด่า เหม่ยอิงเงื้อมีดขู่  เลยท้า “ฆ่าสิ ฆ่าเลย กล้าหรือเปล่า อีโง่ น้ำหน้าอย่างแกเป็นใหญ่ไม่ได้หรอก โหงวเฮ้งมันไม่ให้” เหม่ยอิงตวาดให้หุบปาก จ้าวไทไทยังพูดต่อ “หน้าผากแบบนี้ คิ้วแบบนี้ ไม่ตายโหงก็ตายในคุก เอาสิฆ่าเลย...ฆ่าเลย!”

เหม่ยอิงสืบเท้าเข้าไปจะฆ่าจริงๆ พอดีอากงเข้ามาถามว่าจะทำอะไร เหม่ยอิงทิ้งมีดลงพื้นแล้วเดินเชิดออกไปอย่างยโส จ้าวไทไทหัวเราะด่าไล่หลัง...

“อีโง่...แน่จริงกลับมาฆ่าข้าสิ!”

เหม่ยอิงเดินพรวดๆลงบันได เจอผิงอันก็ตะคอกถามว่า “พี่ชายกะอีนั่นจะกลับเมื่อไหร่” ผิงอันตอบอย่างไม่เกรงกลัวว่า เลิกยุ่งกับพี่ชายใหญ่เสียที ตนไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไร รู้แต่ว่าทันทีที่กลับมาก็จะแต่งงานกับพี่บรีทันที ทำให้เหม่ยอิงยิ่งคลั่ง ขู่ไม่ได้ผลก็ทำร้าย ดีที่อาม่ามาเจอเลยเข้ากันผิงอันไว้บอกให้รีบขึ้นห้องเสีย แล้วยืนเผชิญหน้าท้า

“คุณหนูใหญ่จะทำอะไรอาม่า ก็เชิญเลย”

เหม่ยอิงจ้องอย่างอาฆาต แล้วออกไปหาเกาเฟยที่วัดชินหลิน จนเกาเฟยแปลกใจถามว่า

“นัดผมมาที่แบบนี้ ไม่สมกับเป็นคุณหนูใหญ่เลยนะครับ...คุณหนูคิดแผนการดีๆออกแล้วใช่ไหมครับ”

เหม่ยอิงบอกว่าแผนชั่วต่างหาก ในเมื่อทำดีไม่ได้ดีก็ต้องเปลี่ยนใจมาทำชั่ว

“คุณชายจ้าวซันยังไม่รีบกลับมาใช่ไหมครับ”

“ไม่กลับมาก็ช่าง จะไปขึ้นเขาลงห้วยกับอีนังแพศยาที่ไหน นานเท่าไหร่ก็เชิญ แต่กลับมาเมื่อไหร่ เขาจะไม่มีที่ยืนในฮ่องกงอีกต่อไป”

“คุณจะได้เป็นไท้เผ่งอย่างถาวร”

“แล้วฉันจะทำลายมันให้เป็นเสี่ยงๆ โดยมีแกช่วย แกอาจจะไม่ต้องเสี่ยงตายเหมือนครั้งก่อนๆแล้ว”

“ผมจะได้แต่งชุดนักธุรกิจหรูๆหรือเปล่า” เกาเฟยตาเป็นประกาย เหม่ยอิงหัวเราะหึๆในลำคอ บอกว่า

“แกจะได้แต่งแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า แกคอยดูวันที่จ้าวเหม่ยอิงคนนี้ครอบครองทุกอย่าง และก็ยิ่งใหญ่กว่าผู้หญิงคนไหนๆที่แกเคยรู้จักมาทั้งชีวิต”

เหม่ยอิงยิ้มเหี้ยม ประกายตาเพชฌฆาต!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา

“จั๊กจั่น” ใจหายตกใจกอด “กอล์ฟ” แน่น “อั๋น-ไอซ์” เห็นภาพบาดตา
10 ธ.ค. 2562
08:10 น.