ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วันนี้ ดรุณีไปดูผลสอบ ปรากฏว่าเธอสอบได้ แต่ทำเป็นตีหน้าเศร้ามาหาคุณย่าที่สวนส้ม พอเห็นหน้าหลานคุณย่าก็โผเข้ากอดปลอบใจว่าไม่เป็นไร ปีนี้ไม่ติดปีหน้าสอบใหม่ก็ได้ หรือไม่ก็หาที่เรียนใหม่

ดรุณียิ่งตีหน้าเศร้า ขอโทษคุณย่า แต่เป็นการขอโทษที่ต้องไปอยู่ไกลหูไกลตาคุณย่า พูดแล้วยิ้มเต็มหน้าอย่างปิดไม่อยู่ บอกคุณย่าว่า

“หนูสอบติดค่ะคุณย่า หนูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วค่ะ”

คุณย่านึกถึงอาทิจทันที อยากให้เขาดีใจด้วย เลยแกล้งใช้ให้เอาเบี้ยเลี้ยงไปจ่ายคนงานที่แปลงสตรอเบอร์รี่แทนย่าที หยอดท้ายว่า “จะได้บอกข่าวดีกับพี่เขาด้วย”

ดรุณีขับรถไปที่แปลงสตรอเบอร์รี่ด้วยหัวใจเบิกบาน แต่ก็กลับคิดหนักว่าจะบอกเรื่องนี้กับอาทิจ

อย่างไรจึงจะแนบเนียนและตื่นเต้น โดยตัวเองก็ไม่ถูกมองว่าอวดเขา แต่จริงๆแล้วอยากอวดและอยากให้เขายอมรับว่าตนเก่ง

ทดลองซ้อมพูดอยู่หลายแบบ คิดละเอียดกระทั่งจะยิ้มอย่างไร ยิ้มแค่ไหนเวลาบอกจะได้ดูดี

แต่ขณะซ้อมยิ้มอยู่นั่นเอง อาทิจมาเจอเข้าถามว่า “มายังไงครับคุณณี” ทำเอาตกใจตั้งตัวไม่ทันตอบพรวดๆว่า

“เอ่อ...ขับรถมา...คุณย่าให้มาจ่ายเบี้ยเลี้ยงคนงาน” อาทิจบอกว่าที่จริงให้คนอื่นมาก็ได้เพราะพรุ่งนี้ก็ยังทัน ดรุณีอึกอักอ้ำอึ้ง เพราะที่จริงคุณย่าอยากให้มาบอกข่าวดีเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วย เลยพูดไม่เต็มเสียงนักว่า “มันก็ใช่...แต่...มันมีเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องที่คุณย่าอยากให้ฉันมาบอกนายด้วย”

อาทิจถามอย่างสนใจ แต่เธอไม่ทันพูด คนงานคนหนึ่งก็วิ่งมาบอกนายอ่องคนงานด้วยกันอย่างตื่นตกใจว่า ยอน เมียนายอ่องกำลังเจ็บท้องคลอดให้รีบไปดู

นายอ่องวิ่งมาหาอาทิจถามว่าจะทำอย่างไรดี เพราะโรงพยาบาลอยู่ไกลถึงในเมือง อาทิจจึงจะไปกับนายอ่อง เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกันได้ ดรุณีเสนอให้เอารถตนไปก็แล้วกันเพราะตนเอารถมา ทุกคนจึงพากันวิ่งไปที่รถ

ไปถึงบ้านพักของนายอ่อง เจอยอนกำลังร้องเจ็บท้องคลอด เพื่อนบ้านมาบอกว่ายอนร้องอย่างนี้เป็นชั่วโมงแล้ว อาทิจบอกให้รีบอุ้มขึ้นรถพาไปโรงพยาบาล

แต่ยอนใกล้คลอดมากแล้ว อาทิจกับอ่องจึงตัดสินใจวางยอนลง อาทิจสั่งเพื่อนบ้านคนหนึ่งให้ไปต้มน้ำ สั่งอ่องให้รีบไปตัดไม้ไผ่มาไว้เตรียมตัดสายสะดือเด็ก ขอผ้าโยงให้ยอนด้วย

อาทิจจัดการทุกอย่างอย่างคล่องแคล่วทะมัดทะแมงราวกับหมอตำแยมืออาชีพทีเดียว

ส่วนดรุณีก็ช่วยจับช่วยบีบนวดให้กำลังใจยอน จนเมื่ออาทิจคลำท้องเห็นว่าเด็กเอาหัวลงแล้ว เขาบอกยอนให้เบ่ง แล้วทั้งตัวเขาและดรุณีก็ช่วยส่งเสียงเบ่งด้วย จนยอนคลอดลูกสาวออกมา เสียงอุแว้...ของเด็กเหมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้ทุกคนโล่งใจ แต่อาทิจก็ยังบอกให้พายอนกับลูกไปโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย

ดรุณีกับอาทิจเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เป็นปะหล่องสาวปะหล่องหนุ่ม เพื่อพายอนกับอ่องไปโรงพยาบาล

ดรุณีบอกว่าเสื้อผ้านี้เอาไว้ซักแล้วจะส่งมาคืน อ่องบอกว่าไม่ต้องคืน ถือว่าเป็นของเล็กน้อยที่ตนให้ไว้เป็นที่ระลึกที่ช่วยชีวิตลูกเมียตนไว้

อาทิจกับดรุณีให้ยอนกับลูกนั่งข้างหน้าและให้อ่องเป็นคนขับ ส่วนตนสองคนไปนั่งที่กระบะ มีเข่งใส่หน่อไม้ มีใบตองปิดคลุมไว้เต็มท้ายรถเตรียมจะเอาไปส่งร้านในเมือง แต่ยังพอมีที่ว่างให้ทั้งสองนั่งได้

อาทิจกับดรุณีนั่งเอาหลังพิงเข่งหน่อไม้ หันหน้าออกไปทางท้ายรถ ต่างมองหน้าและยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกดีๆเป็นมิตรต่อกันเป็นครั้งแรก

ooooooo

นั่งรถไปครู่หนึ่ง อาทิจนึกได้ว่าดรุณีมีเรื่องจะบอก ดรุณีเองก็มีเรื่องจะถาม อาทิจจึงให้เธอถามก่อน

เธอทึ่งที่เขาทำคลอดได้อย่างทะมัดทะแมง อาทิจ

จึงเล่าให้ฟังว่า ตนเคยทำคลอดให้แม่ตอนแม่เจ็บท้องคลอดและพ่อไม่อยู่ หลังจากนั้นก็ทำคลอดให้น้องอีกหลายคน จึงทำได้อย่างที่เห็น

เล่าเรื่องของตัวเองแล้วถามดรุณีว่ามีอะไรจะบอกหรือ เธอนิ่งไปอึดใจตั้งหลักจะพูดแบบที่ซ้อมไว้ แต่เพราะมัวลีลาเกริ่นว่า “คุณย่าท่านสั่งมาว่า อยู่บ้านเดียวกัน มีเรื่องดีๆก็น่าจะต้องบอกกัน คือ...ฉัน...ฉัน...”

จู่ๆฝนก็ลงเม็ดมาอย่างเร็ว นายอ่องจอดรถลงมาบอกให้ดรุณีไปนั่งข้างหน้า เธอบอกว่าไม่เป็นไรเพราะประเดี๋ยวก็ถึงแล้ว อาทิจเลยหันไปหยิบใบตองมาให้เธอปิดหัว อดพูดเหน็บขำๆ ไม่ได้ว่า

“ประโยชน์อีกอย่างของกล้วย “ร่ม” ครับคุณณี พันธุ์นี้ไม่ได้ใบเรียวเล็กแบบกล้วยป่า รับรองว่ากันฝนพอได้ครับ”

ดรุณีคว้าใบกล้วยไปปิดหัวงอนๆ เป็นจังหวะที่นายอ่องขับรถเลี้ยวหักศอก เลยเหวี่ยงเธอไปเบียดจนกลายเป็นซบไหล่อาทิจ พอตั้งตัวได้รถก็เหว่ียงอีกทีทำให้อาทิจเสียหลักเอนเบียดเธอ เลยยิ้มแหยๆให้กัน และพยายามยึดตัวเองไว้กับรถท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย...

ooooooo

อาทิจขับรถกลับมาที่บ้านคุณย่า หลังจากพายอนกับอ่องส่งโรงพยาบาลและส่งหน่อไม้ที่ร้านในเมืองแล้ว เขาบอกดรุณีให้รีบขึ้นไปอาบน้ำอุ่นและสระผมเสีย ตัวชื้นนานๆจะเป็นหวัดเอา

“ฉันกระหม่อมหนาจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก” พูดแล้วยิ้มจริงใจขณะเอ่ยว่า “ขอบใจมากนะที่ช่วยยอนกับลูก พลอยทำให้ฉันได้ช่วยเขาไปด้วย ฉันจะเก็บความประทับใจวันนี้ไว้ในความทรงจำตลอดไป”

“การได้ช่วยเหลือคนทำให้เราอิ่มใจครับ”

“ฉันถือว่านี่เป็นของขวัญที่ทำให้ฉันอิ่มใจที่สุดในชีวิต นอกจากการทำให้คุณย่ามีความสุข” อาทิจบอกว่าคุณย่ามีความสุขเพราะเธอทุกวันอยู่แล้ว ดรุณีจึงบอกข่าวดีของตนผิดจากแบบที่ซ้อมไว้สิ้นเชิงแต่พูดจากหัวใจว่า “วันนี้ท่านอาจจะสุขมากกว่าทุกวัน เพราะฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้”

อาทิจตื่นเต้นดีใจกับเธอมาก ดรุณีบอกว่านี่คือข่าวดีที่ตนจะบอกเขา พูดแล้วแบมือขอของขวัญ เห็นอาทิจงงๆเลยถามว่า ถ้าน้องสาวเขาสอบติดแบบนี้เขาให้อะไรเป็นของขวัญ ตนก็ขอแบบนั้นแหละ

“เออะ...คือ...ผมไม่มีอะไรให้น้องหรอก ผมแค่กอดน้องแน่นๆ แล้วบอกเขาว่าผมรักและภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหน คุณณี...คง...ไม่อยากให้ผมแสดงความยินดีแบบนี้...”

ดรุณีเขินจนหน้าแดง ไม่รู้จะตีหน้าอย่างไร เลยเฉไฉเอาตัวรอดไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องยินดีก็ได้...ฉัน...” ดรุณีรู้สึกมือไม้เกะกะไปหมด ไม่รู้จะหาทางออกยังไง จู่ๆเธอก็จามออกมาเลยยิ้มเจื่อนๆบอกว่า “สงสัยจะเป็นหวัด เข้าไปหายากินก่อนนะ” ว่าแล้ววิ่งจู๊ดเข้าบ้านไปเลย

อาทิจยิ้มมองตามไปด้วยแววตาอ่อนโยนโดย

ไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวก็รีบหุบยิ้ม แล้วเผลอยิ้มออกมา

อีกอย่างไม่อาจห้ามหัวใจตัวเองได้

ooooooo

ที่ห้องพักผ่อนบ้านคุณย่า ดรุณีอาบน้ำสระผมเรียบร้อยแล้ว มาเล่าวีรกรรมหมอตำแยของอาทิจให้คุณย่าฟัง คุณย่าอุทานทึ่งว่า อาทิจเป็นหมอตำแยทำคลอดให้เด็กตั้ง 4 คนแล้วหรือ น้าแก้วถามว่าแล้วตอนอาทิจทำคลอดให้ยอน เธอทำอะไร

“หนูช่วยเชียร์ค่ะ” ดรุณียิ้มแหยๆ แต่ก็ดูภูมิใจเพราะได้ช่วยอุ้มทารกให้ตอนอาทิจตัดสายสะดือ แล้วยังช่วยเอาน้ำอุ่นทำความสะอาดให้เด็กด้วย

“ดีแล้วล่ะลูก การช่วยชีวิตไม่ว่าจะกับคนหรือสัตว์ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น อย่างน้อยก็ทำให้เราสุขใจ”

“สุขแบบทันตาเห็นเลยค่ะคุณย่า”ดรุณีเสียง

แจ่มใส ยิ้มอย่างมีความสุขจริงๆ “นี่หนูก็ขอบคุณหมอตำแยเขาไปที่เขาทำให้หนูได้ร่วมทำบุญใหญ่วันนี้ด้วย พูดแล้วก็ยังตื่นเต้นไม่หาย ใครจะคิดว่าในชีวิตนี้หนูจะมีโอกาสเป็นผู้ช่วยหมอตำแยกับเขาล่ะคะ การช่วยให้เด็กคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกได้นี่ มันสุดยอดจริงๆ”

คุณย่าสบตากับแก้วด้วยความรู้สึกเหมือนกันว่า วันนี้ฟังน้ำเสียงดรุณีที่พูดถึง “หมอตำแย” นั้นฟังดูอ่อนโยน สนิทปากมากเป็นพิเศษ

เช้าวันนี้ ขณะทุกคนทำงานกันอยู่ในสวนส้มที่กำลังติดลูกดกสะพรั่งนั้น เกร็งก็เข้ามาพร้อมดรุณี แล้วป่าวประกาศบอกทุกคนว่า วันนี้ทำงานแค่ครึ่งวันพอ เพราะคุณย่าจะเลี้ยงส่งดรุณีไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เชิญทุกคนไปร่วมงานด้วย

ไพฑูรดี๊ด๊าถามดรุณีว่าอยากได้ของขวัญอะไรเดี๋ยวตนจะจัดให้ สามเกลอก็ประสานเสียงว่า พวกตนก็ยินดีจัดให้ ดรุณีขอบใจทุกคน ขอให้ไปร่วมกินข้าวด้วยเป็นของขวัญก็แล้วกัน ต๊อดเลยหันไปถามอาทิจว่า

“แล้วนายล่ะ มีของขวัญพิเศษอะไรจะให้คุณณีรึเปล่า”

เสียงพรรคพวกร้องเชียร์ดรุณีว่าอยากได้อะไรให้ขอเลย  ดรุณีนึกถึงเมื่อวานที่ตนขอของขวัญจาก      อาทิจแล้วก็เขินจนทำหน้าไม่ถูก ตัดบทขอตัวกลับเลย ทุกคนพากันงงกับท่าทีแปลกๆของเธอ มีแต่อาทิจเท่านั้นที่รู้ว่าเธอเขินอะไร...

เมื่อพากันไปตัดผักสลัดที่แปลง ต๊อดก็ยังไม่วายเซ้าซี้ถามว่าตกลงอาทิจมีของขวัญอะไรจะให้ดรุณี อาทิจพูดเลี่ยงๆว่าจะให้อะไรดี ในเมื่อเธอก็มีครบทุกอย่างแล้ว คงไม่ต้องการอะไรจากตนหรอก

อึ่งเสนอว่าน่าจะให้อะไรเล็กๆน้อยๆเป็นน้ำใจ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากก็ได้ แต่เป็นของที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเขา แค่นี้ดรุณีก็ดีใจแย่แล้ว

ต๊อดเห็นอาทิจคิดไม่ออก เลยอาสาจะจัดให้เอง นั่นคือ ตัดผักสลัดสดๆ งามๆจากแปลงจัดใส่ตะกร้าอย่างสวยงามให้อาทิจเอาไปให้ อาทิจมองตะกร้าผักแล้วซ้อมพูดอยู่นาน จนสุดท้ายต้องปลุกใจตัวเองว่าเป็นไงเป็นกันแล้วเดินเข้าบ้านไป

ooooooo

ที่ระเบียงบ้านคุณย่า วิไลลักษณ์ เวทางค์และวิยะดากำลังอวยพรดรุณีกันอย่างยิ้มแย้มยินดี แล้ววิไลลักษณ์ก็เชียร์เวทางค์ให้เอาของขวัญให้น้องเลย

เวทางค์หยิบกล่องมาเปิด เป็นสร้อยประดับด้วยจี้มุกล้อมเพชรเล็กๆ น่ารักออกมามอบเป็นของขวัญที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ดรุณีไม่กล้ารับบอกว่าแค่มาแสดงความยินดีตนก็ดีใจแล้ว

“ไม่ได้สิจ๊ะ หนูณีเป็นคนพิเศษของพ่อเวเขานี่ ยังไงเขาก็ต้องหาของที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดให้หนูณีจ้ะ กว่าจะได้สร้อยมุกเซาท์ซีเส้นนี้มา พี่เขาพาป้าเดินเสียทั่วเมืองเชียงใหม่ ความพยายามเป็นเลิศจริงๆ ลูกคนนี้...สวมสร้อยให้น้องสิจ๊ะตาเว”

วิไลลักษณ์ชงเองชมเอง จนเหมือนทั้งสองมีอะไรเป็นทางการกันแล้ว เวทางค์รับลูกจากแม่จัดแจงเอาสร้อยสวมให้ดรุณี เป็นจังหวะที่อาทิจถือตะกร้าผักสลัดเข้ามาเห็นพอดี เขาชะงัก มองตะกร้าผักในมือแล้วหันหลังเดินออกไป

น้าแก้วกำลังเอาน้ำเข้ามาพอดี อาทิจเลยฝากผักกับน้าแก้ว บอกว่าตัดผักมาให้คุณย่าแต่เห็นท่านมีแขกฝากน้าแก้วเอาให้ท่านด้วย

วิยะดากับวิไลลักษณ์ดูเวทางค์สวมสร้อยให้ดรุณีแล้วพากันกรี๊ดกร๊าดว่าบรรยากาศเหมือนงานหมั้นเลย แค่นั้นไม่พอ  วิไลลักษณ์ยังหันไปถามคุณย่าว่าคิดเหมือนตนไหม คุณย่าบอกว่าคิดเหมือนกัน วิไลลักษณ์ยิ้มแก้มแทบปริ แต่พอฟังประโยคต่อไปก็หน้าหุบ เมื่อคุณย่าพูดต่อว่า

“คิดว่า... เราแม่ลูกฟุ้งซ่านมากไปรึเปล่า หายากินหน่อยดีไหม”

ดรุณีเห็นน้าแก้วเอาตะกร้าผักมาวางก็ชมว่าผักงามมาก  น่ากินจัง น้าแก้วบอกว่าอาทิจตัดมา คุณย่าถามว่าแล้วเจ้าตัวอยู่ไหนล่ะ น้าแก้วบอกว่าออกไปเมื่อกี้นี้เอง เห็นบอกว่าไม่อยากรบกวนคุณย่า ดรุณีมองแวบไปที่นอกห้องทันที แต่ไม่เห็นเขาแล้ว

ที่บ้านพักไพฑูร ทองประศรีถูกตุ๊ยุให้ไปแสดงตัวประกาศให้ใครๆรู้ว่าตัวเองเป็นเมียอาทิจ ทองประศรีบอกว่าเขาไม่ได้เชิญ ตุ๊ทำตาโตบอกว่า เขาไม่เชิญเราก็เชิญตัวเองสิ ทองประศรีกลัวๆกล้าๆแต่บ้ายุ เลยไป

ooooooo

ค่ำแล้ว ที่ลานจัดเลี้ยงคนงาน เวทางค์ย่างบาร์บีคิวจานใหญ่มาให้คุณย่า ดรุณีกับวิยะดานั่งอยู่ด้วยกัน ครู่หนึ่ง อาทิจ เกร็ง และสามเกลอก็มาถึง วิยะดาดี๊ด๊าส่งเสียงเรียกอาทิจไปที่โต๊ะ พอเขามาถึงเธอก็เอาเสื้อแจ็กเก็ตให้ บอกว่าตนไปทัวร์ยุโรปกับคุณแม่ ซื้อมาฝากเขา

อาทิจขอบคุณแต่ไม่ขอรับไว้เพราะมันแพงเกินไป วิยะดาอ้อนว่า ตนซื้อมาแล้วก็ต้องรับ ไม่อย่างนั้นคนให้น้อยใจแย่ ทำให้อาทิจต้องรับไว้ เธอจัดแจงใส่ให้เขา ชมว่าใส่แล้วหล่อมาก บอกให้ใส่ไว้ตลอดงานเลย ห้ามถอด ถ้าถอดมีงอน

น้าแก้วบอกให้อาทิจนั่งด้วยกัน อาทิจขอไปนั่งกับพวกคนงานดีกว่า เขามองแวบไปทางดรุณีอีกครั้ง แล้วเดินไปหาสามเกลอที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่เตาบาร์บีคิว

สามเกลอชมว่าใส่เสื้อหล่อมาก ถามว่าใครซื้อให้ แล้วถามต่อทันทีว่าทำไมไม่นั่งกับดรุณี

“เขาคงอยากอยู่กับแฟนเขา เราเข้าไปก็เกะกะเขาเปล่าๆ” อาทิจตอบขรึมๆ  อึ่งกับพันมองไปเห็นเวทางค์ นั่งอยู่กับดรุณีก็ร้องพร้อมกันว่าไม่ใช่ แล้วไล่ให้อาทิจไปนั่งที่นั่น อาทิจไม่ยอมไป ต๊อดเลยส่งสัญญาณให้เกร็งเริ่มแผนการที่นัดกันไว้

เกร็งขึ้นไปเป็นตัวแทนคนงานแสดงความยินดีที่ดรุณีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วให้อาทิจมาเป่าแคนเพื่อแสดงความรักที่มีต่อดรุณี อาทิจถูกมัดมือชกจำต้องขึ้นไปเป่าแคน เขาเป่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ ต๊อดเห็นว่าบรรยากาศขึ้นแล้วก็ไปแย่งแคนจากอาทิจไปเป่าและให้อาทิจไปโค้งดรุณีเปิดฟลอร์เพื่อคนอื่นๆจะได้ออกมาเต้นกันบ้าง

เสียงเชียร์เสียงยุดังเป็นจังหวะ จนอาทิจต้องลุกไปโค้งดรุณีออกไปเซิ้งกัน วิยะดาบอกดรุณีว่าเดี๋ยวตนขอแตะมือต่อ

ขณะบรรยากาศกำลังสนุกสนานนั่นเอง ทองประศรีกับตุ๊และไพฑูรก็มาถึง ตุ๊ยุทองประศรีให้ไปชิงอาทิจ มาเต้นกับตัวเอง ทองประศรีเต้นเข้าไปเบียดวิยะดา ถูกวิยะดากระแทกกระเด็นออกมา ทองประศรีพุ่งเข้าไปจะเล่นงานวิยะดา พลันก็ทำท่าพะอืดพะอมแล้วอ้วกพุ่งใส่วิยะดา เวทางค์เข้ามาเอาเรื่อง ก็ได้เรื่องสมใจ ถูกทองประศรีอ้วกใส่ไปอีกคน

วงแตกทันที อาทิจไล่ทองประศรีว่ามาทางไหนไปทางนั้นเลย ตุ๊เห็นท่าไม่ดีเลยลากทองประศรีออกจากงานไป

ส่วนวิยะดากับเวทางค์ก็รีบกลับบ้านไปล้างอ้วก ตัวเองก็เหม็นจนเกือบอ้วกไปด้วย

ไพฑูรกับตุ๊นึกว่าทองประศรีไปแอบกรึ๊บที่ไหนมาจนอ้วก ถามไปถามมาเลยรู้ว่าทองประศรีแพ้ท้อง!

ooooooo

อาทิจแสดงความรับผิดชอบทองประศรีที่ได้ชื่อว่าเป็นเมียตนมาก่อเหตุ คุณย่า น้าแก้วและดรุณีบอกว่าทุกคนเข้าใจเขา แล้วคุณย่าก็เอาซองที่ค่อนข้างหนาให้อาทิจ บอกว่าเป็นเงินเดือนของเขา ย่าให้เดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ส่วนโอทีไม่ได้ให้ แต่จะให้เป็นผลกำไรที่ได้จากการขายผลผลิตในส่วนที่อาทิจทำไว้แทน ถามว่าพอใจไหม

อาทิจก้มกราบแทบเท้าคุณย่า บอกว่าเกิดมาตนยังไม่เคยจับเงินหมื่นเลย พรุ่งนี้ตนจะไปดูอะไหล่ปั๊มน้ำในเมือง และจะเอาเงินที่ได้นี้ฝากไปให้ที่บ้านด้วย คุณย่าถามว่าแบ่งให้เท่าไร เขาตอบทันทีว่า

“ให้หมดเลยครับ น้องๆที่บ้านไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเหมือนผม เงินเดือนผมคงจะทำให้คุณพ่อคุณแม่กับน้องๆสบายขึ้นบ้าง”

คุณย่าลูบหัวอาทิจอย่างเมตตา อวยพรให้จำเริญๆ

ถามว่าแวะเข้าเมืองแล้วไปไกลกว่านั้นได้ไหม อาทิจบอกว่าได้ ถามว่าคุณย่าจะให้ไปไหนหรือ

“ไปส่งแม่ณีที่กรุงเทพฯน่ะพ่อ”

อาทิจหันมองดรุณีทันที รู้สึกใจหายวาบ เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้เธอก็จะไปแล้ว...

ระหว่างเดินออกมาที่หน้าบ้านด้วยกันนั้น อาทิจเอ่ยขึ้นว่า เธอน่าจะเอารถไปใช้ที่กรุงเทพฯด้วย ดรุณี

หันขวับพูดอย่างระแวงว่า ถ้าเขาไม่อยากไปตนจะให้คุณย่าเปลี่ยนเป็นเกร็งหรือใครก็ได้ไปส่งแทน อาทิจตอบทันทีว่าอยากไป เพราะจะได้แวะไปหาลูกค้าที่สั่งผักกับผลไม้จากเราด้วย

ดรุณีเล่นแง่อีกว่า ถ้าไม่มีเรื่องงานเขาคงไม่เสียเวลาไปใช่ไหม

“การไปส่งคุณณีและดูแลให้ถึงที่ ไม่ได้ทำให้

ผมเสียเวลา มีอย่างอื่นที่ทำให้ผมเสียเวลามากกว่านี้” ดรุณีถามว่าอะไร “อย่างเช่น นั่งคิดทั้งวันว่าจะพูดแสดงความยินดีกับคุณณีว่ายังไงดี”

ดรุณีหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา อ้อมแอ้มว่าพรุ่งนี้มีเวลานั่งรถไปด้วยกันทั้งวัน คืนนี้ไปคิดก่อนก็ได้ พรุ่งนี้อยากบอกตอนไหนก็บอก พูดแล้วตัดบทกลบความเขินว่า ไปนอนเสียพรุ่งนี้ต้องขับรถทั้งวัน

หนุ่มสาวแยกไปกันละทางด้วยความรู้สึกเคอะเขิน ร้อนผ่าวๆ ซาบซ่าในอารมณ์...

ooooooo

รุ่งขึ้น อาทิจเตรียมตัวเตรียมใจมาทั้งคืนว่าวันนี้ไปส่งดรุณีและจะได้แสดงความยินดีที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า เวทางค์กับวิยะดาจะเดินทางกลับไปเรียนที่กรุงเทพฯเหมือนกัน วิไลลักษณ์พาลูกมารับดรุณีแต่เช้า

คุณย่ากำลังมาส่งดรุณีที่หน้าบ้าน อาทิจยืนอยู่ข้างรถพร้อมออกเดินทางแล้ว ทั้งหมดชะงักเมื่อวิไล–ลักษณ์ลงจากรถหรูมาบอกคุณย่าว่า

“ตาเวกับยายวิจะไปกรุงเทพฯวันนี้ เลยแวะมารับยายณีไปส่งที่คอนโดฯน่ะค่ะ จะได้รู้จักที่พักกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือดูแลกันได้”

“ไม่เป็นไรมั้งแม่วิไล แม่ให้พ่ออาทิจไปส่งยายณี เพราะพ่ออาทิจต้องลงไปทำธุระให้แม่อยู่แล้ว”

วิไลลักษณ์บอกว่าให้เวทางค์ไปส่งดีกว่า อยู่ทางโน้นจะได้คอยรับส่งดรุณีไปมหาวิทยาลัยด้วย แล้วจัดแจงให้เวทางค์เอากระเป๋าของดรุณีไปที่รถเลย คุณย่าเลยต้องให้ดรุณีไปกับเวทางค์

อาทิจยืนเก้อ แสนเสียดายที่อุตส่าห์คิดคำอวยพรทั้งคืนแต่ไม่มีโอกาสได้บอกเธอ...

แต่เหมือนโชคช่วย เมื่อาทิจไปที่ธนาคารระหว่างทางเจอดรุณีเพราะเวทางค์ลืมของไว้ที่ร้านตัดเสื้อผ้าแถวนั้น อาทิจจึงได้อวยพรเธอด้วยคำพูดที่เรียบเรียงมาทั้งคืนว่า

“ผมยินดีด้วยนะครับคุณณี คุณเก่งมาก ผมรู้ว่าคุณย่าภูมิใจในตัวคุณมากแค่ไหน”

เป็นคำอวยพรที่สมใจดรุณีมาก เพราะเขายอมรับแล้วว่าตนเก่ง เธอยิ้มเต็มหน้าด้วยความภูมิใจ...

ooooooo

หลังจากรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยแล้ว ดรุณีเขียนจดหมายเล่าให้คุณย่าฟังว่าสนุกมาก เล่าถึงเพื่อนใหม่ที่คณะ โดยเฉพาะคือได้เพื่อนบัดดี้เพื่อดูแลกันเป็นที่ถูกใจมาก เธอชื่อตุลยานีหรือเรียกกันสั้นๆว่าตุ่น

ดรุณีเล่าถึงตุ่นอย่างมีความสุขว่า เป็นเพื่อนที่เข้ากันได้ดี คุยกันได้ทุกเรื่อง ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด จะมีเบื่อบ้างก็ตอนมีหนุ่มๆตามจีบเพียบเท่านั้น

จดหมายรำพันความคิดถึงคุณย่า แอบเลยไปถึงอาทิจและสามเกลอด้วย แต่สุดท้าย ก็ ป.ล.บอกคุณย่าว่าอย่าบอกอาทิจว่าตนถามถึงเขา

“ไม่ทันแล้ว” คุณย่าพูดยิ้มๆเพราะท่านให้อาทิจเป็นคนอ่านจดหมายให้ฟังนั่นเอง

หนึ่งในหนุ่มที่มาจีบตุ่นคือเวทางค์ เขาคุยโวโอ้อวดความร่ำรวยและของใช้ราคาแพงเรียกความสนใจจากตุ่น แต่ตุ่นไม่แยแสเธอบอกว่าของพวกนี้ตนไม่สนใจเพราะมีใช้ตั้งแต่เกิดแล้ว เวทางค์เลยหน้าม้านไปแต่ยังมุ่งมั่นที่จะจีบเพราะความสวย มีเสน่ห์ของเธอ

ooooooo

หนึ่งปีผ่านไป ดรุณีจบปี 1 แล้ว เธอกลับมากราบคุณย่าด้วยความคิดถึง ทั้งคุณย่าและน้าแก้วต่างมองดรุณีอย่างชื่นชมที่เธอเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เป็นเด็กท่าทางโดกเดก กลายเป็นอ่อนโยน อ่อนน้อม นุ่มนวล และยังโตขึ้นมากด้วย

เมื่อไปดูแปลงกะหล่ำที่อาทิจและสามเกลอกำลังตัดใส่เข่งกันอยู่อย่างขะมักเขม้น เธอตื่นเต้นกับแปลงกะหล่ำปลีที่กว้างขวางสวยงามมาก ส่วนอาทิจและสามเกลอถึงกับมองตะลึง ที่ดรุณีโตขึ้น สวยขึ้น และที่สำคัญเธอร่าเริงอ่อนโยน เธอเอ่ยกับอาทิจอย่างปลื้มใจแทนเขาว่า

“ที่นี่สวยมากจริงๆที่สวยเพราะมันไม่ใช่ที่ที่จะมานั่งนอนมาวิ่งเล่นอย่างเดียว แต่มันสวยด้วยประโยชน์ของสิ่งที่ปลูกขึ้นมาด้วยความใส่ใจ จริงไหมคะพี่อาทิจ”

อาทิจตะลึงอึ้ง ไม่ใช่เพราะคำชมแต่เพราะได้ยินเธอเรียกว่า “พี่” ดรุณีเดาใจเขาออกบอกว่า

“ณีอยากเรียกพี่อาทิจว่าพี่ตั้งแต่วันที่ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯแล้วค่ะ แต่ณีไม่กล้า ไม่แน่ใจด้วยว่าพี่อาทิจจะอยู่ให้เรียกจนวันที่ณีกลับมาวันนี้รึเปล่า”

“ผม...เอ่อ...ก็อยู่นี่ตลอดเวลา” อาทิจยังเก้อๆเขินๆ ยิ่งเมื่อดรุณีชมความมานะพยายามของเขาที่ทำให้สวนคุณย่าสมบูรณ์สวยงาม บอกเขาว่าคนที่ทำงานหนักและทำได้ดี สมควรที่ตนจะเรียกว่าพี่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำและเต็มใจ ทั้งยังบอกให้เขาเรียกตนว่าน้องณีด้วยความสนิทใจ

“เราจะช่วยกันดูแลสวนคุณย่าด้วยกันนะคะพี่อาทิจ” ดรุณียื่นนิ้วก้อยไปให้สัญญา อาทิจเกี่ยวก้อยเธอเขินๆ รับคำอย่างหนักแน่นด้วยเสียงประหม่านิดๆว่า

“ครับ...สัญญา...”

ทั้งคู่เกี่ยวก้อยกันมองกะหล่ำปลียักษ์เป็นสิบๆไร่บนเนินอย่างมีความสุข...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:37 น.