ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

สายวันนี้ ตุ๊ทำลับๆล่อๆ วิ่งจู๊ดเข้ามาในร้านทองประศรี ทุกคนมองกันอย่างแปลกใจ บรรยงถามประสาตำรวจว่าเป็นอะไรทำท่าอย่างกับตีนแมวไปฉกของใครเขามา

ตุ๊ป้องปากบอกว่ามีเรื่องเด็ด ทุกคนหูผึ่ง สิงห์ทองถามว่าเรื่องเด็ดอะไร ตุ๊ทำท่าตื่นเต้นเล่าว่า นังซ่อนกลิ่นลูกสาวผู้ใหญ่ทองกับน้าจิต แอบไปอุ๊บอิ๊บกับหนุ่มเซลส์ขายยา พอมันฟันแล้วทิ้งเลย

สิงห์ทองโพล่งไปทันทีว่าอีหรอบเดียวกับไอ้ทองใบเลย ตุ๊เล่าต่ออย่างมันในอารมณ์ว่า

“อื้อหือ...บ้านแทบระเบิด เพราะไม่ใช่ลูกสาวจะเสียตัวอย่างเดียว ดันโอ้กอ้ากขึ้นมาด้วยน่ะสิ อุตส่าห์ตั้งชื่อลูกสาวว่าซ่อนกลิ่น ตอนนี้ซ่อนไม่ทันแล้วกลิ่นมันหึ่งไปทั้งหมู่บ้านเลย จะออกไปไหนทีแทบต้องเอาปี๊บคลุมหัวแทนหมวกกันเลยล่ะ”

สิงห์ทองคำรามว่า ถ้าเป็นลูกสาวบ้านนี้พ่อจะฆ่าให้ตายคามือเลย คนระดับนี้ถ้ามาข้องแวะกับลูกสาวตน จะจับเจี๋ยนเสียให้เข็ด พูดแล้วของขึ้น ลุกขึ้นคว้าบรรยงไปขึ้นเข่าแทงศอกกระทืบเท้าใส่ แต่พอปล่อยบรรยงก็ร้องหายาดม

ทองประศรีนั่งสะดุ้งเฮือกๆ นึกหวั่นใจขึ้นมา บอกพ่อกับแม่ว่าจะไปสั่งของในเมือง จะรีบไปรีบมา ตุ๊รีบลุกบอกว่าตนก็จะไปซื้อยาพอดี เลยออกไปด้วยกัน

ระหว่างทองประศรีเดินไป สิงห์ทองมองสะโพกลูกแล้วเปรยๆกับคำมาผู้เป็นเมียว่า

“ทำไมสะโพกนังศรีมันผายนักวะ ยังกับโดนของมาแล้วงั้นล่ะ”

ooooooo

อาทิจตั้งหน้าตั้งตาลงหน่อกล้วย ไม่ไปกินข้าวกินปลา จนต๊อด อึ่งกับพันเป็นห่วงเอาข้าวเอาน้ำมาส่ง อาทิจขอบใจบอกให้วางไว้เดี๋ยวจะขึ้นไปกินเอง ให้กลับไปทำงานกันเถอะ

ระหว่างนั้น พันสะดุดตาว่าทำไมหน่อกล้วยที่อาทิจปลูกใบมันลีบก้านมันเล็กอย่างนั้น ถามว่าไปซื้อมาจากไหน

“ไม่ได้ซื้อ มันมีอยู่ในที่คุณย่าเป็นดง แค่ออกแรงขุดเท่านั้นเอง”

ต๊อดนึกออก แต่ไม่ทันพูดอะไร ไพฑูรก็มาเร่งให้กลับไปทำงาน เดี๋ยวทางนี้ตนจัดการเอง ต๊อดยังคันปากยิบๆ ไพฑูรทั้งร้องห้ามและปรามด้วยสายตา แล้วลากทั้งสามไปทำงานที่สวนส้มคุณย่า

ทั้งอึ่ง พัน และต๊อด ต่างไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไพฑูรว่าทำให้อาทิจเหนื่อยเปล่า หน้าแตกด้วย ต๊อดจะไปบอกอาทิจ พันกับอึ่งเอาด้วย ไพฑูรถามว่าสามคนจะเดือดร้อนอะไรนักหนา เรื่องนี้ก็แค่ดรุณีจะแหย่อาทิจเล่นๆ กระทั่งขู่ว่า

“ถ้าพวกเอ็งบอกก็เท่ากับพวกเอ็งตั้งตัวเป็นศัตรูกับคุณดรุณี เอ็งคิดว่าใครจะขึ้นมาดูแลที่นี่แทนคุณย่า ใครที่จะเป็นคนจ้างพวกเอ็งทำงานต่อไป คิดดูให้ดี”

ถูกไพฑูรเอาไม้นี้มาขู่ ทั้งสามเลยจุกพูดไม่ออก

ooooooo

อาทิจยังปลูกกล้วยอย่างอดทนมุ่งมั่น เวลาพักเหนื่อยก็ไปนั่งเขียนจดหมายที่ใต้ต้นไม้ เล่าถึงการปลูกกล้วยอย่างมีความสุข บอกว่าคุณย่านอกจากสนับสนุนโครงการนี้แล้วยังจะให้เงินเดือนและส่วนแบ่งจากการขายกล้วยให้ตนด้วย ชมทุกคนที่นี่ว่าเป็นมิตร และร่วมแรงร่วมใจทำงานกับตนดีมาก สุดท้ายเขาเขียนว่า

“...นับวันผมยิ่งรักที่นี่มากขึ้นทุกที แต่ก็ไม่มีวันลืมบ้านของเรา บ้านที่มีพ่อ แม่ และน้องรอผมอยู่...คิดถึงคุณพ่อคุณแม่และน้องๆทุกคนสุดหัวใจครับ...อาทิจ”

จนกระทั่งเย็น เลิกงานแล้ว คนงานบ้างเดินบ้างขี่จักรยานกลับบ้าน อาทิจทักทายอย่างอัธยาศัยดีว่าเลิกงานกันแล้วหรือ คนงานเข้ามายืนดูอาทิจที่กำลังปลูกกล้วย แล้วหันมองหน้ากันอย่างงวยงง

แล้วเรื่องก็ถึงหูคุณย่า เมื่อน้าแก้วมาบอกว่า จิ๋วแจ๋วเล่าว่าคนงานคุยกันถึงเรื่องอาทิจเอากล้วยป่ามาปลูกในแปลง

คุณย่าหน้าเครียด ดุทุกคนที่มายืนเงียบกริบอยู่ข้างหลังว่าสนุกมากไหม เห็นหลานตนเป็นตัวตลกหรือไง ปล่อยให้ปลูกกล้วยป่าเป็นไร่ๆ อย่างนี้ได้ยังไง ถามเสียง เครียด “หัวใจพวกแกทำด้วยอะไรหา!!”

อาทิจทั้งเสียใจ เสียความรู้สึก เขาขอโทษคุณย่า สบตาดรุณีแล้ววิ่งหนีไปอย่างสุดที่จะทนกับสายตาของทุกคนได้ คุณย่าเรียกไพฑูรมาดุว่า ให้มาช่วยอาทิจขุด หน่อกล้วยแล้วทำไมไม่บอกว่ามันเป็นกล้วยป่า ไพฑูร อึกอักแล้วโยนกลองว่าดรุณีไม่ให้บอก ทำเอาดรุณีเสียวสันหลังวาบ

“แล้วแกก็บ้าจี้ไปกับเด็กมัน” คุณย่าเอ็ดไวฑูร แล้วสั่งให้ไปซื้อหน่อกล้วยที่หนองสะพือ ให้รื้อและปลูกใหม่ทั้งหมดภายในคืนนี้ ให้ทำคนเดียว ถ้าใครช่วยจะตัดเบี้ยเลี้ยงให้หมดทุกคน พูดให้สำเหนียกว่า “จะได้รู้สึกเสียบ้างว่าการเสียเหงื่อเสียแรงมันเป็นยังไง” แล้วหันเรียก “เจ้าต๊อด เจ้าอึ่ง เจ้าพัน”

ทั้งสามหัวหดยกมือไหว้พร้อมกันบอกว่ากลัวแล้ว คุณย่าสั่งทั้งสามให้ไปดูอาทิจ แล้วสั่งดรุณีเสียงเข้ม

“แม่ณี...ตามย่ามาเดี๋ยวนี้!!!”

อาทิจวิ่งเตลิดไป ทั้งอาย เสียใจ และสมเพชตัวเอง ที่เหนือกว่านั้นคือกลัวคุณย่าจะไม่เมตตาและเชื่อถือตนอีกต่อไป

ooooooo

ทองประศรีไปในเมืองกับตุ๊ เห็นตุ๊ไปซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์ คุยอวดทองประศรีอย่างผู้รู้ถึงวิธีเทสต์การตั้งครรภ์อย่างละเอียด ทองประศรีฟังอย่างสนใจ เมื่อตุ๊ซื้อเสร็จออกจากร้าน ก็แอบวกไปซื้อบ้าง ตุ๊ตามไปดูถามว่าซื้ออะไร ทองประศรีบอกว่าซื้อยาแต้มสิว กว่าจะโกหกเอาตัวรอดจากตุ๊ได้ก็เล่นเอาเหนื่อย

กลับถึงบ้าน ทองประศรีเอาชุดทดสอบการตั้งครรภ์ไปแอบทดสอบที่ดงต้นไม้หลังร้าน ผลบอกว่าตั้งครรภ์ ทองประศรีหน้าซีดปฏิเสธว่าไม่จริ๊ง...ไม่จริง

คำมาตะโกนเรียกทองประศรี ถามว่าไปทำอะไรที่นั่น ทองประศรีบอกว่ามาฉี่ ถูกแม่ด่าว่าส้วมก็มีทำไมไม่เข้า สั่งให้รีบกลับมาเพราะยรรยงมารออยู่ที่ร้าน ส่วนตนกับพ่อจะไปจั่ว

“มาทำไมวะ!!!” ทองประศรีฟึดฟัด ก้มมองท้องตัวเองเอามือลูบเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ พอกลับเข้าร้านก็รี่เข้าไปที่โต๊ะยรรยง เวลามาส่งกับแกล้มก็ก้มเสียจนคอเสื้อย้วยมองเห็นเข้าไปเกือบถึงสะดือ ทำเอาพวก

ขี้เหล้าในร้านน้ำลายหกเรียกให้ไปบริการพวกตนบ้าง

ชั่วอึดใจเดียว อาทิจก็เดินอย่างหมดอาลัยผ่านมา คนงานตะโกนเรียกให้กินเหล้าด้วยกัน พอทองประศรีได้ยินชื่ออาทิจก็สนใจจี๋ ประดิษฐ์หน้าให้ดูดีมีสกุล ออกไปส่งเสียงหวาน “เชิญค่า...”

หลังจากนั้นก็ทิ้งยรรยงหันมาเอาใจอาทิจ พอถูกต่อว่าก็สั่งปิดร้านไล่ทุกคนออกไป แต่พออาทิจออกก็ไปดึงกลับมานั่งกินต่อ ซ้ำยังนั่งอ่อยฉอเลาะว่า นั่งเป็นเพื่อน แล้วก็หน้าเจื่อนเมื่ออาทิจบอกว่า

“ฉันอยากอยู่คนเดียว ต้องการเพื่อนเมื่อไหร่แล้วจะบอก”

ooooooo

ดรุณีคลานเข้าไปหาคุณย่าอย่างรู้ชะตาตัวเอง รีบขอโทษคุณย่า บอกว่าที่ทำไปเพียงเพื่อต้องการให้คุณย่าเห็นว่า

“เขาไม่ได้วิเศษกว่าใคร เขาก็แค่คนคนหนึ่งที่ทำอะไรผิดพลาดได้เท่านั้นเอง”

คุณย่าถามว่าบอกด้วยวิธีอื่นไม่ได้หรือ ทำไมต้องทำร้ายความรู้สึกความตั้งใจกันอย่างนี้ด้วย คุณย่าอบรมยาวเหยียดให้เห็นถึงความเหน็ดเหนื่อยของอาทิจที่ต้องสูญเปล่า เสียแรงกายพอได้พักก็มีแรง แต่ถ้าเขาเสียแรงใจอะไรจะเกิดขึ้น? ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราถูกคนมาหัวเราะเยาะในสิ่งที่ทำจะรู้สึกอย่างไร

คุณย่าสอน อบรม จนดรุณีน้ำตาคลอ ยอมรับผิดและขอโทษคุณย่าอีกครั้ง

“ไม่ใช่ย่า หนูต้องขอโทษพี่เขาตอนเขากลับมา เข้าใจไหม” คุณย่าสั่ง ดรุณีไม่ตอบเอาแต่นั่งก้มพยักหน้าหงึกๆ

จนค่ำ ต๊อด อึ่ง กับพัน ที่คุณย่าใช้ให้ไปตามอาทิจยังไม่กลับ คุณย่าเป็นห่วงไม่รู้อาทิจเตลิดไปไหน

กลัวเขาจะหนีกลับบ้าน จนสามคนกลับมาบอกว่าตามหาอาทิจไม่เจอ คุณย่าให้เอารถออกไปหาอีกรอบและคุณย่าจะไปด้วย

ต๊อด อึ่ง กับพัน ต่างก้มหน้าบอกว่าขับรถไม่เป็น น้าแก้วจึงให้ไปตามตาเกร็งมา

“ไม่ต้องไปตามลุงเกร็งหรอก ฉันขับเอง” ดรุณีอาสา หันไปบอกคุณย่าว่า “คุณย่าไม่ต้องไปหรอกค่ะ หนูจัดการเรื่องนี้เอง น้าแก้วหาข้าวให้คุณย่ากินก่อนนะคะ ไม่ต้องรอหนู” แล้วเรียกสามเกลอจอมซ่าให้ไปด้วยกัน

ดรุณี เกร็ง ต๊อด อึ่ง และพัน ตระเวนหาอาทิจไปทั่ว ไปถึงเรือนเพาะกล้าตะโกนเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ ต๊อดฉุกคิดได้ ชวนกันไปที่ร้านทองประศรี

อาทิจเมาอยู่ที่ร้านทองประศรี ถูกพี่น้องสามทองรวมหัวกันจะจับมาเป็นเขยใหญ่ของบ้านให้ได้ พออาทิจเมาหลับไป สามพี่น้องก็ช่วยกันทั้งลากทั้งหิ้วจะพาไปห้องนอนทองประศรี อาทิจเมารู้สึกตัวบ้างไม่รู้สึกตัวบ้าง พอรู้สึกตัวก็ตวัดแข้งขามือไม้เสียสามสาวกระเด็นไปคนละทาง

แต่สามพี่น้องไม่ยอมแพ้ สุดท้ายพาอาทิจขึ้นไปที่ห้องนอนทองประศรีได้สำเร็จ ทองประสานกับทองประสมถูกพี่สาวไล่ออกจากห้อง แต่สองสาวเสนอว่า ต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เลยต้องมาจัดฉากกันบนเตียง

ทองประศรีเปลื้องผ้าอยู่ใต้ผ้าห่มเรียบร้อยแล้ว แต่อาทิจฤทธิ์มากทั้งถีบทั้งถอง จนสุดท้ายสองสาวเจ็บตัวจนยอมแพ้ เลยตกลงว่าถ่ายมันทั้งอย่างนี้แหละ โดยถ่ายให้เห็นทองประศรีเป็นหลัก บังๆคล่อมๆตัวอาทิจไว้ แล้วหันหน้ามองกล้อง จากนั้นก็ถ่ายรูป

ทองประศรีร้องไห้กระซิกๆอยู่ข้างอาทิจเหมือนเพิ่งถูกข่มขืนไปหยกๆ

ooooooo

ฝ่ายพวกดรุณีมาถึงร้านทองประศรีเห็นปิด

ร้านแล้ว ดรุณีคิดว่าอาทิจไม่น่าวิ่งมาถึงที่นี่ เลยชวนกันกลับกลัวดึกเกินไปคุณย่าจะเป็นห่วง

คุณย่ารออยู่จนสามทุ่มก็ยังกินข้าวไม่ลง น้าแก้วปลอบใจว่า อาทิจไม่ใช่คนวู่วามคงไม่ทำอะไรอย่างขาดสติ และดรุณีเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะลุกลามถึงเพียงนี้ เชื่อว่าถ้าอาทิจตั้งหลักได้ก็จะกลับมาเอง คุณย่าอย่าเป็นห่วงมากเลย

คุณย่าคอยจนพวกดรุณีกลับมา เธอบอกว่าช่วยกันตามหาทุกซอกทุกมุมแล้วไม่เจอ อาจเพราะมืดด้วยเลยหายาก บอกคุณย่าว่าพรุ่งนี้จะออกตามหาอีกที ยังไงตนจะต้องพาอาทิจกลับมาหาคุณย่าให้ได้

“ถ้าเขายังอยู่ที่นี่...” คุณย่าเปรยขึ้นเหมือนเสียใจอยู่ลึกๆ ทำให้ดรุณีรู้สึกเหมือนมีอะไรแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่คอ...

เมื่อกลับไปห้องนอนตัวเอง ดรุณียังไม่อาจนอนหลับได้ ถามน้าแก้วที่มาดูแลว่า รู้ไหมว่าอาทิจหายไปไหน ตนไม่มีเจตนาให้เรื่องมันบานปลายอย่างนี้เลย กลัวเขาได้รับอันตรายถึงชีวิต น้าแก้วเชื่อว่าอาทิจเป็นคนดีพระท่านต้องคุ้มครอง

ทองประศรียังถอดกางเกงอาทิจไม่สำเร็จ คำมาก็กลับมา เข้าไปด่าทองประศรีว่า พอตนไม่อยู่ก็พาผู้ชายมานอน แต่พอรู้ว่าอาทิจเป็นหลานคุณย่าก็เปลี่ยนเสียง ยุให้จับอาทิจให้ได้ แล้วหันไปข่มขู่อาทิจว่าต้องรับผิดชอบลูกสาวตน ไม่เพียงเท่านั้น ยังสั่งให้ทองประสมเอากระดาษมาให้อาทิจเซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย

อาทิจทั้งเมา ทั้งมึน ปวดหัวรุนแรง แต่เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเซ็นรับผิดชอบอะไร บอกว่าตนจะกลับบ้านและจะไม่หนีไปไหนด้วย พูดแล้วลุกเดินโซซัดโซเซออกไป สามสาวกับแม่ได้แต่มองไม่กล้าทัดทานแต่อย่างใด

อาทิจกลับไปถึงสวนส้ม อากาศหนาวเย็นในยามดึกและร่างกายที่อ่อนเพลีย ปวดหัวรุนแรง ทำให้เขาทรุดนอนกับพื้น เพ้อ “เราทำอะไรลงไป คุณพ่อ...คุณแม่

คุณย่า...คุณย่าครับ...ผม...ผมขอโทษ” แล้วเขาก็นอนขดตัวหลับไปอย่างโดดเดี่ยวกลางสวนส้ม...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ต๊อดไปพบอาทิจนอนขดตัวอยู่ในสวนส้ม รีบให้อึ่งกับพันพากลับไปที่ห้อง แล้วรีบไปบอกคุณย่า ทั้งคุณย่า น้าแก้วและดรุณีต่างยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

คุณย่ารีบไปที่ห้องนอนอาทิจที่บ้านพัก พบเขายังนอนหนาวสั่นปากซีดไข้สูงและเพ้อตลอดเวลา คุณย่าโผเข้าหาด้วยความเป็นห่วง สงสาร

อาทิจเพ้อขอโทษแม่ไม่ขาดปาก เพราะจิตใต้สำนึกของเขายังจำคำสอนของแม่ได้เสมอ ทั้งเรื่องการรักษาศีล 5 โดยเฉพาะคือเรื่องดื่ม แม่สอนว่า “แม่ขอให้ลูกดื่มอย่างมีสติ ให้ใจเราเป็นนายเหล้า ไม่ใช่ยอมให้เหล้าเป็นนายเรา รับปากแม่ได้ไหม”

เวลานั้นเขารับปากแม่ว่า “ครับคุณแม่ ผมจะอยู่ห่างมันให้มากที่สุดครับ” แต่วันนี้เขาผิดคำสัญญาที่ให้กับแม่ ยิ่งเมื่อนึกถึงคำข่มขู่ให้รับผิดชอบต่อทองประศรีที่ถูกกล่าวหาว่าเขาข่มขืนขณะเมา อาทิจก็ยิ่งรู้สึกผิดจนเพ้อตลอดเวลา

เมื่อเริ่มได้สติและเห็นคุณย่ามานั่งเฝ้าอยู่ อาทิจเอ่ยอย่างอ่อนล้า “ผมขอโทษ...” แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

คุณย่าตกใจ เอามืออังหน้าผากแล้วบอกดรุณีให้รีบโทรศัพท์ตามหมอ หันไปถามอึ่งกับพันว่าเช็ดตัวให้อาทิจบ้างหรือยัง ทั้งสองบอกว่ายังเพราะไม่กล้า กลัวเขาชัก คุณย่าจึงจะเช็ดตัวให้เอง สั่งต๊อดให้รีบติดไฟต้มน้ำ

เช็ดตัวให้อาทิจแล้ว คุณย่าบอกอึ่งกับพันให้เอาผ้าคลุมตัวอาทิจ แล้วบอกอึ่งกับพันให้ไปทำงานได้แล้ว แต่ให้ต๊อดแวะไปบอกดรุณีให้ทำข้าวต้มกับไข่เจียวมาให้อาทิจด้วย

พอต๊อดบอก ดรุณีโวยวายว่าทำไมต้องเป็นตน โบ้ยว่าน่าจะเป็นน้าแก้ว โยนกลองให้จิ๋วแจ๋ว แต่จิ๋วแจ๋วต้องไปดูแลอาหารให้คนงาน น้าแก้วหว่านล้อมว่า

“ไปต้มข้าวต้มให้พี่เขาเถอะค่ะคุณณี ถ้าคุณณีรู้สึกผิด การทำอาหารให้ก็นับเป็นการขอโทษที่ดีนะคะ”

“ได้...หนูจะทำ แต่ไม่ใช่หนูรู้สึกผิดอะไรกับนายอาทิจนะคะ หนูแค่ไม่อยากรู้สึกผิดถ้าต้องขัดคำสั่งคุณย่าเท่านั้น”

พูดแล้วลุกเดินเชิดออกไป น้าแก้วถอนใจแต่ก็อดยิ้มไม่ได้กับอารมณ์ที่จะเอาชนะคะคานกับอาทิจของดรุณี

ooooooo

หมอมาตรวจอาทิจแล้วบอกให้ต้องพักผ่อน 3–4 วัน ยาฆ่าเชื้อต้องกินให้หมด ส่วนยาตัวอื่นถ้าไม่มีอาการแล้วก็หยุดกินได้

คุณย่าให้น้าแก้วไปส่งหมอ อาทิจมองคุณย่าด้วยแววตาร้อนผ่าว พิษไข้ทางกายแม้จะรุนแรงแต่ก็ยังน้อยกว่าพิษที่ค้างอยู่ในใจมากมายนัก...เขาบอกคุณย่าว่ามีเรื่องที่ต้องสารภาพผิด คุณย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องหน่อกล้วย บอกว่า การที่เราไม่รู้เรื่อง เรื่องอะไรมันไม่ใช่ความผิด

“คุณย่าครับ...มันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น...มัน...”

อาทิจไม่ทันพูดจบ ดรุณีก็เอาข้าวต้มกับไข่เจียวจักรพรรดิเข้ามา คุณย่าเลยบอกให้ลุกขึ้นมากินข้าวต้มก่อน

แล้วดรุณีก็เซ็งสุดๆ เมื่ออาทิจลุกไม่ขึ้น คุณย่าก็ให้มาช่วยประคอง อาทิจกินไม่ถนัดก็บอกให้ป้อน

เธอตักข้าวต้มร้อนๆป้อนก็ถูกคุณย่าบอกให้เป่าก่อน

เธอก็เป่าพรวดๆจนข้าวต้มกระเด็นไปติดหน้าอาทิจ คุณย่าส่งผ้าให้เช็ด เธอก็เช็ดพรืดๆแล้วป้อนใหม่โดยไม่ยอมมองหน้า ทำให้ช้อนกับปากไปกันคนละทิศละทาง จนอาทิจต้องอ้าปากไล่งับช้อนทุลักทุเล

ป้อนเสร็จคุณย่าถามอาทิจว่าอร่อยไหม พออาทิจบอกว่าอร่อย คุณย่าก็สั่งดรุณีให้ทำมาทุกมื้อจนกว่าอาทิจจะหาย ดรุณีเซ็งจนอยากจะกลั้นใจตายเสียตรงนั้นเลย

ข่าวอาทิจข่มขืนทองประศรีไปถึงหูประเวทย์เพราะนายอำเภอโทร.มาบอกด้วยเกรงเรื่องจะกระทบกระเทือนถึงผู้ว่าฯและคุณย่า

วิยะดาไม่เชื่อว่าอาทิจจะหน้ามืดขนาดนั้น ส่วนเวทางค์สะใจเพราะเท่ากับกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจ ตนจะได้จีบดรุณีได้อย่างไร้คู่แข่ง

ooooooo

อาทิจป่วยครั้งนี้ ดรุณีถูกคุณย่าสั่งให้ดูแลเขาทุกอย่าง ตั้งแต่เช็ดตัวจนซักเสื้อผ้าให้ เมื่ออาทิจแข็งแรงขึ้น คุณย่าเรียกทั้งสองมานั่งซ้ายคนขวาคน อบรมว่า

“เราสองคนเป็นคนที่ย่ารักมาก ถึงจะเป็นหลาน

แต่ย่าก็รักเหมือนลูก หวังจะปลูกฝังให้เป็นหลักเป็นฐานมั่นคงต่อไป เราสองคนเป็นรุ่นสุดท้ายปลายแถวแล้ว

ต้องช่วยกันเก็บและกวาด แบ่งงานแบ่งหน้าที่กันสองคนเมื่อย่าเป็นอะไรไป”

“คุณย่าอย่าพูดอย่างนั้นสิคะ” ดรุณีใจคอไม่ดี

คุณย่าบอกว่า เราต้องยอมรับความจริงว่าคนเราไม่อาจอยู่ค้ำฟ้าได้ บอกอาทิจว่า

“พ่ออาทิจเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็จริง แต่ย่าก็เห็นแก่พ่อของหลานที่ไม่ได้อะไรจากย่าเลยนอกจากเงินที่ขโมยไปเท่านั้น ลูกคนอื่นๆเขาได้กันจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าพ่ออาทิจทำตัวดี ก็จะได้ส่วนที่พ่อเราเขาจะได้แทน ส่วนแม่ณี...ย่าเลี้ยงมากับมือ ย่าก็รักเหมือนลูก”

ดรุณีโผกอดคุณย่าพูดน้ำตาคลออย่างซาบซึ้งว่า “หนูก็รักคุณย่าค่ะ”

คุณย่าสั่งเสียว่า ย่าตายอยู่กับใครคนนั้นก็จะได้ทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ไปดูแล คุณย่าชี้แจงว่า

“มันไม่ใช่เงินทองมหาศาล แต่มันเป็นที่ดินทำกินซึ่งถ้าเราดูแลดีๆมันก็จะอยู่กับเราต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน เวลานี้ย่าก็เห็นแต่เราสองคนที่จะช่วยกันปกป้องดูแลคนในบ้านและคนงานให้อยู่เย็นเป็นสุขแทนย่าได้ ย่าขอให้เราสองคนปรองดองกันหน่อยได้ไหม ย่าขอร้อง แม่ณีก็อย่าอิจฉาพี่เขาเลย ถึงย่าจะแบ่งสมบัติให้พี่เขาไปแล้ว ในส่วนที่เป็นของเราจะกินไปจนตายก็ไม่หมด”

ดรุณีทำหน้างอนๆ บอกว่าตนไม่ได้อิจฉาอาทิจ แค่กลัวคุณย่าจะรักเขามากกว่าตนเท่านั้น อาทิจจึงเอ่ยขึ้นว่า

“คุณย่าครับ รักผมให้น้อยกว่าคุณณีสักนิดหนึ่งก็ได้ครับ ให้คุณณี 99% ผมขอแค่ 1% ก็พอ”

เห็นทั้งสองอ่อนข้อให้กัน คุณย่าบอกดรุณีให้ขอโทษอาทิจเรื่องหน่อกล้วยป่าเสีย ดรุณีจำใจยกมือไหว้แบบขอไปที กระชากเสียง “ขอโทษ” คุณย่าอบรมเรื่องมารยาทอีกเล็กน้อยแล้วกำชับว่า ต่อไปให้เรียกอาทิจว่าพี่ เพราะตัวเองเป็นน้องแล้วมาเรียกเขาว่า “นายอาทิจ” มันไม่เหมาะ ทำเอาดรุณีแทบจะร้องไห้ออกมาทำท่าจะโต้แย้ง อาทิจสงสารเลยตัดบทว่า

“เอาเถอะครับคุณย่า คุณณีถนัดจะเรียกผมยังไงก็แล้วแต่สะดวกเถอะครับ อย่าบังคับเธอเลย ถ้าวันหนึ่งผมทำให้คุณณีเรียกผมว่า “พี่” ได้อย่างสนิทใจ เธอจะเรียกเองครับ”

ดรุณีค้อนงอนๆ แต่รู้สึกดีที่เขาไม่ถือโอกาสบังคับตน ส่วนคุณย่าโอบกอดทั้งสองไว้ ยิ้มพอใจที่หลานรักทั้งสองอ่อนข้อและเริ่มญาติดีต่อกัน

น้าแก้วเห็นคุณย่าอารมณ์ดีก็เดาว่าอาทิจอาการดีขึ้นแล้วใช่ไหม คุณย่าร้อยมะลิเสร็จพอดี วางใส่ถาดบอกน้าแก้วว่า

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำให้อิ่มใจที่สุดคือการได้คุยกับหลานสองคนพร้อมหน้าพร้อมตา ฉันอยากให้สวน

คุณย่าอยู่คู่กับคนในครอบครัวจนชั่วลูกชั่วหลานก็เลยขอให้พ่ออาทิจกับแม่ณีปรองดองกันเพื่อรักษาสวนคุณย่าไว้”

แต่คุณย่าก็ปรารภว่า สำหรับอาทิจนั้นไม่มีปัญหาอะไรเพราะชอบทำกินกับผืนดินอยู่แล้ว แต่เขาจะอยู่ที่นี่ได้นานได้ทนหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับดรุณี แต่ดูๆแล้ววันนี้ท่าทีดรุณีก็อ่อนลงมาก ยอมขอโทษอาทิจตามที่สัญญากับตนไว้ น้าแก้วบอกว่าไม่เพียงแค่นั้น ยังซักเสื้อผ้าให้อาทิจด้วย คุณย่าชมว่า

“ข้อดีของแม่ณีคือรู้ตัวว่าทำผิดแล้วยอมรับผิด” น้าแก้วบอกว่าอาทิจคงสบายใจขึ้น คุณย่าเปรยขึ้นว่า “ฉันก็ได้แต่หวัง” แต่พอน้าแก้วถามว่าหวังอะไร คุณย่ากลับบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก เอาไว้ถึงวันนั้นก่อน แล้วแกก็จะรู้เอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆฉันคงได้นอนตายตาหลับล่ะคราวนี้...”

น้าแก้วมองคุณย่าที่ยิ้มอย่างมีความหวังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คุณย่าคิดอะไรอยู่...หวังอะไรไว้...

ooooooo

วันต่อมา เมื่อเวทางค์มารู้เรื่องอาทิจขุดกล้วยป่าไปปลูกก็หัวเราะเยาะอย่างขบขันที่นักเรียนเกษตรดูกล้วยป่าไม่ออก ในขณะที่ดาริกาสงสารอาทิจที่วิ่งเตลิดไปด้วยความเสียใจและอับอายจนเป็นไข้ รำคาญเวทางค์ที่เยาะเย้ยอาทิจไม่เลิกเลยชวนดรุณีไปเยี่ยมอาทิจกันดีกว่า

แต่ไม่ทันไปกัน จิ๋วแจ๋วก็วิ่งมาบอกดรุณีว่ามีคนมาหาคุณย่า ทุกคนจึงพากันออกไปหน้าบ้าน เจอสิงห์ทอง คำมาและทองประศรี หน้าตาเอาเรื่องยืนอยู่ ดรุณีถามว่า “มีธุระอะไรหรือจ๊ะ”

สิงห์ทองถามว่าคุณย่าอยู่ไหน ดรุณีบอกว่าไม่อยู่มีธุระอะไรฝากตนไว้ก็ได้ สิงห์ทองถามกวนๆว่าเป็นคุณย่ารึเปล่า

“ไม่ใช่คุณย่า แต่เป็นหลานคุณย่า เป็นลูกผู้ว่าฯด้วยเว้ย มีอะไรไหม” เวทางค์สะอึกออกไปตวาดถาม

สิงห์ทองนึกว่าเป็นอาทิจ แต่ทองประศรีบอกว่าคนนี้ไม่ใช่อาทิจ เวทางค์สะดุดหูถามว่าทำไมต้องเป็นอาทิจ สิงห์ทองตัดบทว่า ในเมื่อเขาไม่ใช่อาทิจ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคุยด้วย แล้วทำเสียงเข้มถามดรุณีว่า “ว่าไงคุณย่าอยู่ไหน”

“ก็บอกว่าไม่อยู่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง”  วิยะดาเริ่มโมโห

“รู้เรื่องโว้ย แต่ไม่อยากคุยกับเด็ก อยากคุยกับคนแก่หัวหงอกด้วยกัน จะได้พูดทีเดียวจบ บอกมาสิว่า... คุณย่าอยู่ไหน!”

คุณย่าเดินออกมาพร้อมน้าแก้ว มองสามพ่อแม่ลูกหน้านิ่ง ถามเรียบๆแต่น้ำเสียงทรงอำนาจน่าเกรงขามว่า

“ฉันอยู่นี่ มีอะไรก็ว่ามา”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:31 น.