ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สื่อรักสัมผัสหัวใจ2

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ติณห์ตามออกมาขอโทษญาณินแทนมิรันตีแก้ต่างให้ว่าแม่ตนเป็นคนแบบนี้แต่ที่จริงใจดีมาก ถ้าแม่รู้จักเธอจะต้องรักเธอเหมือนที่ตนรัก ญาณินบอกให้เขาไปดูแลมิรันตีเสีย ตนจะไปทำงานต่อ

มิรันตีระแวงว่าถ้าญาณินแต่งงานจดทะเบียนกับติณห์แล้วจะมาแย่งสมบัติ จึงหาทางกีดกันกระทั่งพูดกับติณห์ว่า

“ลูกไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้หญิงหรอก แต่ไม่ต้องห่วง แม่มาแล้ว แม่จะปกป้องลูกและทรัพย์สมบัติของเราเอง”

ญาณินไปดูงานที่รีสอร์ตเธอหงุดหงิดที่คนงานไม่ทำงานตามแปลนจนติณห์ต้องคอยปลอบให้ใจเย็นๆ แต่แล้วก็ยิ่งหงุดหงิดเมื่อกุมาริกามาตามให้ไปที่เรือนไทยเจอมิรันตีกำลังสั่งคนงานให้รื้อ งัด ซ่อมเรือนไทยจะดัดแปลงทำเป็นสปานวดแผนไทย สร้างเป็นห้องอบซาวน่าสมุนไพรไทย

ระหว่างนั้นคุณหลวงเต้นเร่าๆ ให้ญาณินช่วยบอกมิรันตีให้หยุดทำลายเรือนไทยของตน ติณห์เห็นคุณหลวงไม่สบายใจจึงเข้าไปพูดกับมิรันตีโดยมีทนายสมชาติช่วยพูดด้วยว่า ทำแบบนี้คุณหลวงท่านไม่ยอมแน่ๆ มิรันตีหัวเราะเยาะว่าพ่อตายไปนานแล้ว ญาณินตัดสินใจช่วยพูดว่า คุณหลวงอยากเก็บที่นี่ไว้ให้ประชาชนได้ชม

“มีเรื่องอะไรที่แม่ไม่รู้หรือเปล่าติณห์” มิรันตีมองญาณินขวับ ถามติณห์อย่างแปลกใจ

“คืออย่างนี้ครับมัม คุณญาณินเธอมีซิกซ์เซ้นส์สามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณแกรนด์ปาได้ แล้วตอนนี้แกรนด์ปาก็อยู่แถวนี้ด้วย”

ทนายสมชาติช่วยยืนยันอีกคน ถูกมิรันตีด่าว่าทนายเป็นผู้ใหญ่แล้วมาทำเพี้ยนเดี๋ยวจับส่งโรงพยาบาลบ้าเสียเลย

ส่วนมิรันตีก็ยิ่งสงสัย ระแวงว่าญาณินมีแผนมาแย่งสมบัติ ทนายสมชาติก็คงสมรู้ร่วมคิดกับญาณินหลอกจนติณห์เชื่อว่าคุณหลวงมีตัวตน สัญญากับติณห์ว่าจะไม่ทิ้งให้เขาอยู่กับสมบัติมากมายแบบนี้อีกแล้ว ทำเอาติณห์เซ็งพูดไม่ออก

ระหว่างนั้นคุณหลวงพยายามให้ญาณินช่วย ญาณินบอกว่าตนเป็นคนนอกคงช่วยอะไรไม่ได้ มิรันตีมองญาณินอย่างจับผิด ชี้ให้ติณห์ดูว่า

“ดูมันพูดคนเดียว ลูกเชื่อหรือว่ามันพูดกับผีได้ถ้ามันไม่บ้ามันก็เล่นละครหลอกลูกอยู่”

ติณห์กลุ้ม บอกญาณินว่าทางเดียวที่จะทำให้มิรันตีเชื่อเรื่องคุณหลวงคือเธอต้องทำให้แม่เห็นคุณหลวงกับตาตัวเอง หรือติดต่อกันได้ ญาณินขอเวลาคิดหน่อย ติณห์กอดญาณินอย่างมีความหวัง

ooooooo

พงอินทร์ น้องชายของพิมอร ภรรยาสาวสวยนักธุรกิจร้านขายอัญมณีในห้างหรูกลางกรุงที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในรถที่ขับตกคลอง ไม่เชื่อว่าพี่สาวเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ จึงมาหาณัฐเดชและหมอวรวรรธเพื่อขอรื้อฟื้นคดี

เขาไปตามหารถของพิมอรจนเจอในอู่แห่งหนึ่ง รถยังอยู่ในสภาพเดิมจึงถ่ายรูปไว้ จะขอซื้อซากรถจากเจ้าของอู่ กลับถูกไล่ตะเพิดเพราะดูสภาพเขาแล้วคิดว่ามาดูลาดเลาขโมยรถ ขู่ว่าอย่าคิดจะมาขโมยไม่อย่างนั้น คราวหน้าโดนแน่

“โธ่เว้ย! ไอ้พวกดูถูกคน ดูคนจากภายนอก  ไอ้พวก วัตถุนิยม ไอ้ทาสทางอาณานิคม...แล้วเราจะเอาไงดี”

พงอินทร์ด่าแล้วคิดหาทางจะเอารถออกมาให้ได้

ooooooo

ปาร์คจุนจีมาถึงเมืองไทยแล้ว แฟนคลับพากันไปต้อนรับคับคั่ง หลายคนคลั่งไคล้ถึงกับร้องไห้ หนึ่งในนั้นคือกรรัมภา เธอลากสุคนธรสกับไตรรัตน์ไปด้วย เพื่อให้ช่วยถ่ายรูป

กรรัมภาไปรับจุนจีที่สนามบิน ตามไปถึงโรงแรม เหน็ดเหนื่อยจนเป็นลม ไตรรัตน์กับสุคนธรสต้องดูแลวุ่นวาย

จุนจีมีอคติกับพิมพิลาสผู้เป็นย่าจนกลายเป็นเกลียดทุกอย่างที่เป็นไทย แม้แต่อาหารก็ปฏิเสธ ให้ลีจองกุ๊กผู้จัดการส่วนตัวสั่งทางโรงแรมและทุกร้านที่ตนจะไปกินว่าห้ามเสิร์ฟอาหารไทยเด็ดขาด!

ทนายสมชาติ ไปดักพบจุนจีในงานแถลงข่าวละครฟอร์มยักษ์ “มายาร้อยใจ” เมื่อมีโอกาสได้ใกล้ก็รีบบอก

“ผมชื่อทนายสมชาติ เป็นทนายความประจำตัวของคุณพิมพิลาสคุณย่าคุณครับ”

จุนจีหันมองชะงัก และเมื่อพากันไปนั่งคุยในห้องพักโดยมีลีจองกุ๊กอยู่ด้วย ทนายสมชาติบอกว่า พรุ่งนี้จะมีการเปิดพินัยกรรมของพิมพิลาส พ่อเขาคงแจ้งเรื่องการเปิดพินัยกรรมแก่เขาแล้วใช่ไหม จุนจีตอบอย่างเย็นชาว่า “ไม่สนใจ”

ทนายสมชาติพยายามหว่านล้อมให้เขาไปในวันเปิดพินัยกรรมก็ได้รับคำตอบว่า “ผมไม่ไป” ลีจองกุ๊กถามทนายสมชาติว่าถ้าจุนจีไม่ไปล่ะ?

“คงไม่ได้หรอกครับ พินัยกรรมระบุว่าญาติที่มีสิทธิในมรดกต้องมาให้ครบจึงจะเปิดพินัยกรรมได้ และคุณก็เป็นหลานคนเดียวของคุณพิมพิลาส”
จุนจีนิ่งฟังหน้าเครียด พอเข้าห้องน้ำก็บ่นไม่พอใจ “อุตส่าห์ตายไปแล้ว ยังมายุ่งกันอีกทำไม!”

สิ้นเสียงบ่นกระจกห้องน้ำแตกเพล้ง ก๊อกน้ำเปิดเองพุ่งซู่จนเต็มอ่าง จุนจีตกใจแต่ไม่คิดว่าเป็นเรื่องผี

ooooooo

ฝ่ายญาณินกลุ้มใจเรื่องมิรันตีที่เข้ามาวุ่นวายกับงานและความรักของตนกับติณห์ ขับรถกลับที่พักอย่างหงุดหงิดจนเฉี่ยวเบญจาที่กำลังจะข้ามถนนล้มหมดสติ เธอรีบพาส่งโรงพยาบาล แต่พอเบญจาฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นคนความจำเสื่อมจำไม่ได้แม้แต่ว่าตัวเองเป็นใคร ญาณินจึงพาไปอยู่ที่รีสอร์ตเพื่อดูแลรักษาจนกว่าเบญจาจะหาย

แต่เรื่องนี้ กุมาริกาติดใจสงสัยไม่หายว่า ทำไมอยู่ดีๆ เบญจาจึงเดินออกมาให้รถชน ทั้งยังดูท่าทางแปลกๆด้วย

เมื่อพาเบญจาไปที่รีสอร์ต ถูกมิรันตีมาแว้ดใส่ว่าแม่คนเห็นผีพาใครมาอีกแล้ว พอติณห์บอกว่าญาณินขับรถเฉี่ยวเบญจาเลยพามาพักที่นี่เพราะเธอจำอะไรไม่ได้ กลับบ้านไม่ถูก มิรันตีจำต้องยอม แต่ให้ไปพักด้วยกันกับญาณิน

มิรันตีพาติณห์ไปดูรูปครอบครัว เป็นรูปที่ถ่ายตอนติณห์ยังเด็กมาก แล้วก็บีบน้ำตารำพึงรำพันว่าถ้าตนไม่มีติณห์คงฆ่าตัวตายแน่ แต่ถ้าติณห์ไม่มีตนก็ยังมีญาณิน

“ไม่หรอกครับมัม อย่าคิดอย่างนั้น ผมจะไปเห็นคนอื่นดีกว่าแม่ตัวเองได้ยังไงกันล่ะครับ” ติณห์ปลอบใจ มิรันตีกอดติณห์ย้ำทันทีว่า พูดจริงนะ ลูกไม่มีวันทิ้งแม่นะ

คุณหลวงนั่งฟังอยู่ถึงกับตบเข่าฉาดว่า “เสร็จกัน! เข้าทางมัน!!”

ฝ่ายญาณินพาเบญจาไปที่เรือนรับรอง เห็นเสื้อผ้าที่เบญจาเอาออกจากกระเป๋าก็ชมว่าสวยดี กุมาริกาก็

พึมพำว่าเสื้อผ้าราคาแพงแสดงว่ามาจากบ้านมีฐานะดี

เบญจาทำหน้าซื่อตาใสอ้อนจนญาณินทั้งรักและสงสาร ญาณินตั้งชื่อให้ แต่ชื่ออะไรเธอก็ไม่ชอบ ญาณินจึงบอกว่ารอเพื่อนๆ กลับมาค่อยตั้ง พอรู้ว่ากลุ่มญาณินมีอยู่ด้วยกัน 5 คน เบญจาบอกว่าตนชอบเลข 5 ญาณินจึงตั้งชื่อให้ว่า “เบญจา”

ooooooo

ที่คฤหาสน์ของพิมพิลาส...พิสมรเลขาของเธอฝันว่า ขณะกำลังเก็บของบนโต๊ะในห้องทำงานของพิมพิลาสนั้น ถูกเธอมาตวัดเล็บจิกที่แก้มพูดอย่างอาฆาตว่า

“ฉันต้องการความยุติธรรม!!”

พอสะดุ้งตื่น พิสมรตกใจเหงื่อแตกพลั่ก รีบไปส่องกระจกดู เห็นที่แก้มมีรอยเล็บข่วนเลือดไหลซิบๆ ก็ตะลึงงัน

ฝ่ายหมอวรวรรธและณัฐเดช เชื่อว่าจากรอยเขี้ยวที่คอพิมพิลาสแสดงว่าเธอถูกงูเห่าหรืองูจงอางกัดตาย แต่จนบัดนี้ยังหาหลักฐานไม่ได้ ณัฐเดชเชื่อว่าสถานที่ปิดแบบนี้งูคงเลื้อยเข้ามาเองไม่ได้นอกจากมีคนจูงมากัดผู้ตายแล้วก็จูงงูออกไป จึงเชื่อกันว่า นี่เป็นคดีฆาตกรรม

“จูงงูเนี่ยนะ...งูนะครับไม่ใช่สุนัข” หมอวรวรรธรับมุกแกล้งดักคอณัฐเดช ถูกผู้การปรามว่า

“อย่าแกล้งโง่สิหมอ กรุณาช่วยไปหาให้เจอได้ไหม ว่ามีใครเลี้ยงงูเห่าหรืองูจงอางเพื่อการแสดงโชว์หรือเลี้ยงไว้ดูเล่นก็ได้ ช่วยไปหากันมาให้ได้เร็วๆหน่อย หาเจอกี่เจ้าก็เอามาสอบปากคำให้หมด เฮ้อ...หัวช้ากันจริ๊ง!”

พูดจบผู้การเดินเข้าห้องไปเลย หมอวรวรรธกับณัฐเดชตามเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามผู้การ ก็ได้รับคำสั่งใหม่ว่า

“วันนี้ที่บ้านคุณพิมพิลาสจะมีการเปิดพินัยกรรม ซึ่งผู้ที่มีสิทธิรับมรดกต้องมากันครบถึงจะเปิดพินัยกรรมฉบับนี้ได้ คนแรกคือลูกชายคนโตของคุณพิมพิลาสชื่อกำธรเสียชีวิตไปนานแล้ว ต่อมาคนที่สองลูกชายคนเล็กชื่อเกรียงไกร ที่...คุณพิมพิลาส ไล่ออกจากบ้านเพราะไม่ชอบลูกสะใภ้ต่างชาติและไม่มีใครได้ข่าวเขาอีกเลย”

ณัฐเดชนึกขึ้นได้ถามว่า “เพราะฉะนั้น มรดกก็น่าจะตกเป็นของคนที่มีสิทธิ์คนสุดท้ายคือคุณอติเทพ สามีคนปัจจุบันที่มีอายุคราวลูก”

ผู้การถามว่าแน่ใจหรือว่าเหลืออติเทพคนเดียวที่มีสิทธิรับมรดกพันล้านนี้ หมอวรวรรธถามว่าหรือผู้การรู้อะไรมา? กลับถูกผู้การย้อนถาม “พวกคุณบอกว่าคดีนี้น่าจะเป็นการฆาตกรรมมากกว่าการถูกงูกัดธรรมดาไม่ใช่หรือ”

“ผู้การถึงอยากให้ผมทั้งสองคนไปร่วมสังเกตการณ์การเปิดพินัยกรรมนี้ เพราะเราอาจจะได้เบาะแสหรือหลักฐานอะไรเพิ่มเติมแบบคาดไม่ถึงใช่ไหมครับ” ณัฐเดชเดาใจผู้การ แต่พอมองไปรอคำตอบ ก็พบว่าผู้การกำลังพยายามเพ่งกระแสจิตเพื่อให้ของบนโต๊ะลอยขึ้นมา ทำเอาทั้งสองนั่งทำหน้าหมดแรงกัน...

ooooooo

วันนี้...กรรณา กรรัมภา สุคนธรสและก๊องพากันไปหาบ้านแผนยุทธ ไปตามบ้านเลขที่ พบเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ก๊องถามว่าเรามาผิดบ้านหรือเปล่า

เมื่อเช็กสถานที่และบ้านเลขที่แล้วไม่ผิด มองไล่ลงมาจากป้าย “บ้าน ณ เวียงทับ” จึงมั่นใจว่า มาถูกบ้านแล้ว

ประตูมหึมาเปิดออกโดยอัตโนมัติด้วยรีโมต กรรัมภาขับรถเข้าไปกลัวๆกล้าๆพอถึงตัวคฤหาสน์ก๊องลงไปกดออด ครู่หนึ่ง มูมู่ สาวใช้ในชุดดำแง้มประตูออกมา แสยะยิ้ม ต้อนรับ กรรณาบอกว่า

“พวกเรานัดกับด็อกเตอร์แผนยุทธเอาไว้ค่ะ!”

“เชิญค่าคุณ...” มูมู่ยืนโค้งก้มหัวผายมือให้อย่างอ่อนช้อยแสดงถึงได้รับการอบรมวิชาชีพมาอย่างดี เมื่อพาเข้าไปในห้องรับแขกแล้ว มูมู่บอกว่า “เชิญพวกคุณนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณผู้ชายก็จะลงมา”

กรรณาแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงวิญญาณอะไรเลย สุคนธรสก็ไม่ได้กลิ่นสาบของวิญญาณเลยเช่นกัน

สามสาวมองสำรวจ เจอรูปพิมอรสวยสง่าที่ติดอยู่กลางบ้าน กรรณาเอ่ยกับเพื่อนๆว่า

“ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นเมียตาด็อกเตอร์นะ สวยสง่า ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วมาก”

“อีตาด็อกเตอร์ดูไม่สมกะเขาเลยแฮะ” กรรณาเปรียบเทียบ สุคนธรสบอกว่า

“เขาคงมีอะไรดีบ้างล่ะ ถึงทำให้ผู้หญิงสวยขนาดนี้ตามหึงหวงแม้จะตายไปแล้วก็ตาม”

ระหว่างนั้นก๊องอยู่ไม่สุขเดินสำรวจขึ้นไปถึงชั้นบน แล้วก็ตกใจกลิ้งตกบันไดลงมาเมื่อเจอกับจารุณีสาวใหญ่ในชุดดำอุ้มแมวดำในมือออกมาถามว่า “แกเป็นใคร เข้ามาในบ้านนี้ทำไม!” ทุกคนตกใจนิ่งงัน “ฉันถามว่าเข้ามาในบ้านนี้ทำไม ฉันรัก ฉันหวง ฉันเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้”

จารุณีประกาศลั่น แมวดำในมือแยกเขี้ยวใส่ก๊องราวกับจะกระโจนเข้าขย้ำคอ!

ooooooo

มิรันตีเดินหน้าสั่งคนงานเองตามใจชอบ วันนี้ก็สั่งตัดต้นไม้ใหญ่ จนติณห์กับญาณินต้องมาสั่งไม่ให้คนงานตัดต้นไม้ใหญ่ไม่ว่าต้นไหน ญาณินก็กำชับคนงานไม่ต้องทำอะไรที่ไม่ได้อยู่ในแปลนแต่แรก

ไม่เพียงเท่านั้น มิรันตียังประกาศสมัครบรรดาสาวๆมาแคสติ้งเพื่อคัดเข้าทำงานสปา คุณหลวงมองอย่างคับอกคับใจ พอเห็นญาณินก็บ่นให้ฟังว่า รับไม่ได้ที่มิรันตีทำราวกับเรือนไทยของตนเป็นสำนักโคมเขียว

แนวคิดของมิรันตีกับติณห์และญาณินต่างกันสุดขั้ว มิรันตีต้องการปรับเรือนไทยให้เป็นโมเดิร์นสปา แต่ติณห์กับญาณินต้องการทำเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของตระกูล และที่สำคัญนี่เป็นบ้านของแกรนด์ปา

มิรันตีอ้างว่าตนไม่ได้ทำอะไรเสียหาย รูปคุณตาก็ยังอยู่ที่เดิม ทั้งยังอ้างว่า “ที่สำคัญแกรนด์ปาของแก เป็นคนที่ชอบเรื่องพรรค์นี้อย่างมาก ท่านเจ้าชู้ มีเมียน้อยนับไม่ถ้วน เห็นสาวๆเป็นไม่ได้ ชีวิตของท่านที่จบลงอย่างที่แกเล่า ก็เพราะหลงผู้หญิงไม่ใช่หรือ คุณยายของแกถึงต้องเผ่นไงล่ะ เพราะทนคุณตาไม่ได้” มิรันตีใส่เป็นชุด ทำเอาคุณหลวงที่ฟังอยู่น้ำตาไหลพราก ครวญว่า

“แกเลือกจำแต่เรื่องเลวๆของฉัน แต่ความดีที่ฉันเคยทำ แกเลือกที่จะลืม”

ญาณินปลอบคุณหลวงอย่าคิดมาก มิรันตีแว้ดใส่ว่าแกล้งพูดกับผีเพื่อขู่ตนหรือ ญาณินสวนไปอย่างไม่เกรงใจว่าตนไม่ได้เล่นบทอะไร ตนทำทุกอย่างเพื่อรีสอร์ต เพื่อคุณหลวง โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ติณห์ช่วยยืนยันว่าแกรนด์ปามีจริง มิรันตีท้าให้พิสูจน์ ญาณินเห็นคุณหลวงเดินไปนั่งร้องไห้ที่มุมหนึ่ง อึดใจเดียวมิรันตีก็ปวดท้องอย่างแรง

ติณห์รีบพามิรันตีกลับบ้าน แต่พอกลับไปไม่นานมิรันตีก็หายปวดท้องเป็นปลิดทิ้ง เบญจาถามญาณินว่าคุณตาของติณห์มีจริงหรือว่าทำหลอกมิรันตี ญาณินจึงเล่าความจริงให้ฟังว่าตนกับเพื่อนๆมีซิกซ์เซ้นส์จริงๆ และตนก็คุยกับคุณหลวงในรูปที่เรือนไทยได้จริง พูดไปก็คงไม่มีใครเชื่อ เบญจาจึงเสนอให้พิสูจน์ แต่ตนไม่อยากเห็นผีไม่ต้องเรียกผีมาพิสูจน์ก็ได้

“ผีเขาไม่ไปไหนมาไหนแบบไม่มีเหตุผลหรอกจ้ะ แล้วผีก็ไม่ได้มีพิษภัยเท่าคนหรอกนะ  คนสิหลอกคน ทำร้ายคน ผีน่ะพูดแต่ความจริงนะ”

“เหรอคะ” เบญจาทำตาโตทึ่ง

ooooooo

ที่คฤหาสน์พิมพิลาส การเปิดพินัยกรรมเริ่มขึ้นเมื่อปาร์คจุนจีเดินทางมาถึงพร้อมลีจองกุ๊กผู้จัดการส่วนตัว

ทนายสมชาติแนะนำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแก่หมอวรวรรธและณัฐเดช รวมทั้งอติเทพสามีต่างวัยของพิมพิลาสที่ยังหนุ่มหล่ออยู่ในวัยเดียวกับหมอวรวรรธและณัฐเดช

จุนจีหรือที่ทนายสมชาติเรียกว่าคุณจักร เขามาอย่างไว้ตัว มองทุกคนอย่างห่างเหิน พอเห็นคฤหาสน์เขาก็นึกถึงอดีตที่เจ็บปวด เวลานั้นเขาเพิ่งมีอายุ 7-8 ขวบ กลับมาพร้อมเกรียงไกรผู้เป็นพ่อและคองลีซองผู้เป็นแม่ แต่ถูกพิมพิลาสออกมาไล่

“แกมันลูกเนรคุณ  แกรักนังเมียเกาหลีนี่มากกว่าฉัน ก็หอบลูกหอบเมียแกไปอยู่ที่อื่น แล้วฉันจะไม่ให้แกเลยสักสตางค์แดงเดียว ไปเลย!  ไสหัวไปให้พ้นจากบ้านของฉัน ฉันเกลียดพวกแก!”

จนวันนี้...ภาพและเสียงขับไล่ไสส่งของพิมพิลาสยังเหมือนสดๆที่บาดลึกเจ็บร้าวอยู่ในความจำของจุนจี!
ก่อนเปิดพินัยกรรม ทนายสมชาติให้จุนจีตรวจพินัยกรรมที่แปลเป็นภาษาเกาหลีก่อน จุนจีตอบทันทีว่า

“ไม่ต้อง!! ผมไม่สนใจ ผมไม่ได้ต้องการอะไรจากผู้หญิงคนนั้น ไม่ว่าเงินทอง ที่ดิน บ้านช่อง ใครอยากได้ก็เอาไปให้หมด ผมมาแค่เพื่อทำให้ทุกอย่างมันจบ ผมจะได้ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับคนในบ้านหลังนี้อีก!”

ทนายสมชาติพยายามหว่านล้อมให้จุนจีลืมเรื่องในอดีตเสีย เขาสวนทันควันว่า คิดว่าที่พ่อแม่ตนถูกเฉดหัวไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ แล้วตัดบทจะทำอะไรก็รีบทำ ตนจะได้กลับไปพักผ่อนเสียที

เมื่อทนายสมชาติอ่านพินัยกรรมเสร็จ จุนจีลุกขึ้นจะกลับทันที พิมพิลาสที่มาฟังการอ่านพินัยกรรมรีบเข้าขวางเกิดลมพัดจนเสื้อผ้าและผมของจุนจีปลิวสะบัด พลันเสียงพิสมรก็ดังขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ดิฉันคัดค้านค่ะ! ดิฉันขอคัดค้าน เพราะการตายของคุณผู้หญิงไม่ใช่อุบัติเหตุค่ะ มีคนตั้งใจฆ่าท่าน!”

หมอวรวรรธและณัฐเดชสนใจจี๋ และเป็นครั้งแรกที่ทำให้จุนจีขมวดคิ้วมองพิสมรอย่างสนใจ

ooooooo

ที่บ้าน ณ เวียงทับ กรรณา สุคนธรส กรรัมภา และก๊อง ต้องเผชิญหน้ากับจารุณีที่วางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับเป็นเจ้าของบ้าน จนเมื่ออติเทพลงมาเขาบอกสามสาวว่า จารุณีเป็นแม่บ้านแต่อยู่นานจนเผลอคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

เพราะแผนยุทธไม่บอกความจริง ทำให้สามสาวเชื่อว่าผีช่อฟ้าคือผีพิมอร กรรัมภาถามแผนยุทธว่า

“คุณเคยได้ยินภรรยาคุณ...กับ...แม่บ้านจารุณี มีปากเสียงอะไรกันบ้างไหมคะ”

แผนยุทธยอมรับว่ามีบ้าง โดยเฉพาะระยะหลัง ก๊องรำคาญที่แผนยุทธลีลามากเลยยุสุคนธรสให้คุณพิมอรเข้าสิงร่างเสียเลย ใครอยากรู้อะไรก็ถามตามสบาย กรรัมภากับกรรณาหันมองสุคนธรสทันที เจ้าตัวโวยลั่น

“ไม่เอ๊า...ฉันไม่ยอม!!”

แต่สุดท้ายสุคนธรสก็ยอมเพื่องาน เธอใส่ชุดของพิมอรเพื่อวิญญาณจะได้คิดว่าเป็นตัวเอง จุดธูปเชิญวิญญาณของพิมอรเข้าร่างตน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุคนธรสจึงให้กรรณาฟังดูว่าวิญญาณนั้นยังอยู่แถวนี้หรือเปล่า

ปรากฏว่าเรียกผิดตัว เพราะผีที่อาละวาดอยู่นั้นคือช่อเพชร ไม่ใช่พิมอร สุคนธรสตัดสินใจบอกกล่าวว่า

“คุณผีคะ คุณแรงนักเหรอ ได้ข่าวว่าปากจัดนักถ้าอยู่แถวนี้ มา! คุณมาสื่อสารกับเพื่อนๆผ่านตัวฉันนี่เลย” แล้วพนมมือว่าคาถาบางอย่าง อึดใจเดียวก็เหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งกระแทกเข้าหน้าผากจนหงายล้มลงไปนอนแน่นิ่ง ทุกคนตกใจมาก

ที่แท้ผีช่อเพชรเข้าสิงแล้ว เธออาละวาดด่าทอว่าพวกสาวๆมายุ่งกับสามีตน กรรณาถามว่าใครเป็นคนฆ่าคุณผู้หญิง

“นังทรยศที่ไอ้หัวงูมันไปมีความสัมพันธ์ด้วยน่ะสิ”

จารุณีโผล่พรวดมาด่าพวกสามสาวว่าเป็นแก๊งหลอกลวงต้มตุ๋น ตวาดว่า เอาชุดของพิมอรมาใส่ทำไม ใครอนุญาต แผนยุทธถูกด่าก็อับอาย หาว่าพวกกรรัมภาเป็นพวกหลอกลวง ผีที่เข้าสิงไม่ใช่เมียตน ช่อเพชรที่เข้าสิงสุคนธรสอยู่หวีดร้องขึ้น

“ฉันนี่เหรอไม่ใช่เมียคุณ ถ้างั้นใคร ใครเป็นเมียคุณ ใคร! อีหน้าไหนในห้องนี้!!” ผีช่อเพชรกระโดดบีบคอกรรณาจนไอแค่กๆ กรรัมภากับก๊องเข้าช่วยก็ถูกผีช่อเพชรหันมาบีบคอกรรัมภาแทน ก๊องรีบดึงสุคนธรสออกแต่ถูกเหวี่ยงกระเด็น แผนยุทธจะย่องหนี ช่อเพชรเห็น กรรณาฉวยจังหวะนั้นหยิบของมีอาคมพุ่งเข้าคล้องคอสุคนธรสจากด้านหลังทันที

ผีช่อเพชรที่สิงร่างสุคนธรสร้องโหยหวน ครู่เดียวสุคนธรสก็อ่อนยวบหงายหลัง ดีที่กรรณาประคองไว้ทัน

ooooooo

ที่คฤหาสน์พิมพิลาส วิญญาณพิมพิลาสชมพิสมรที่ฮึดขึ้นมาประกาศว่าคุณหญิงของตนถูกฆาตกรรม และให้บอกจักรหรือจุนจี ช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนด้วย

พิสมรถูกอติเทพด่าว่าพูดอะไร ไม่มีหลักฐาน พิสมรยืนยันว่า รู้แต่ว่ามีคนเอางูเข้ามาปล่อยฆ่าคุณท่านในเรือนกล้วยไม้ อติเทพตวาดว่า โกหกสร้างเรื่องแบบนี้ต้องการอะไร

“ดิฉันไม่ได้โกหก ดิฉันพูดความจริง ไม่เชื่อถามวิญญาณคุณท่านสิ ท่านยังอยู่ตรงนี้ดิฉันรู้สึกได้” พิสมรท้า

ทนายสมชาติก็เตือนพิสมรว่าถ้าไม่มีหลักฐานก็ถอยไปเสียเพราะตัวเองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสมบัติทั้งหมดนี้

พิสมรยืนยันว่าคุณท่านมาเข้าฝันตนว่าพินัยกรรมระบุไว้ว่าทุกอย่างจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้รับพินัยกรรมทั้งสองฝ่ายยินยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมรับหรือคัดค้านต้องมีการสอบสวนก่อน

แต่จุนจีไปแล้ว ทนายสมชาติรีบตามไปเรียกจุนจี เขาตอบสวนมาอย่างไม่แยแสว่า

“เอาละเชิญ...เชิญเถียงกันให้พอ ผมจะกลับแล้ว!”

วิญญาณพิมพิลาสตามขอร้องให้จุนจีช่วยตนด้วย พลังแค้นของพิมพิลาสและสายเลือดเดียวกันทำให้จุนจีรับรู้ได้ถึงความพยายามของพิมพิลาส เขาเกิดมึนหัว เวียนหัว แต่ก็ยืนกรานไม่ยอมรับรู้อะไรเกี่ยวกับพินัยกรรมและชะตากรรมของย่าจนพิมพิลาสตามด่า

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้หยุดไอ้หลานใจดำ ฉันถูกฆาตกรรม แกต้องช่วยฉัน ได้ยินไหม แกต้องช่วยฉัน!!”

อารมณ์รุนแรงของพิมพิลาสทำให้จุนจีปวดหัวจนร้องลั่น หมอวรวรรธและณัฐเดชที่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับผีและวิญญาณมานานดูออกว่าต้องเกี่ยวกับวิญญาณแน่ๆ จุนจีปวดหัวรุนแรงจนในที่สุดหมดสติ ลีจองกุ๊กต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล

ระหว่างที่จุนจียังไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น พิมพิลาสยังตามไปเข้าฝันขอร้องให้ช่วยตนด้วย บอกว่าตนเห็นรองเท้าฆาตกรที่ยืนซ่อนดูตนตายอยู่ในนั้นด้วย แต่จุนจียังแค้นไม่หาย ปฏิเสธว่า “ไม่ช่วย!”

กรรัมภาคลั่งไคล้จุนจี จนปลอมตัวเป็นพยาบาลแอบเอาตุ๊กตาหมีไปให้เขาพร้อมกับเอาหน้าแนบหน้าเขาใช้มือถือถ่ายรูปไว้ เป็นความสุขที่สุดในชีวิตของเธอที่ได้อยู่ใกล้ชิดขวัญใจตัวเองขนาดนี้

ณัฐเดชช่วยเฝ้าจุนจีให้ลีจองกุ๊ก จนเช้าวันใหม่ลีจองกุ๊กกลับมา ณัฐเดชบอกว่าหมออนุญาตให้จุนจีออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว จุนจีดีใจมาก ลีจองกุ๊กถามจุนจีว่า แล้วเสียงที่เขาได้ยินก้องในหูจนกะโหลกจะแตกจะอธิบายว่าอย่างไร

จุนจีอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเพราะตนอยู่กับเสียงที่ดังหลายๆเดซิเบลทำให้ได้รับคลื่นเสียงถี่ๆหูเลยเพี้ยนหวีดขึ้นมาเอง แต่ลีจองกุ๊กเชื่อว่าเขาโดนของ จุนจีไม่เชื่อเรื่องนี้บอกว่าถ้าลีจองกุ๊กไม่หยุดพูดเรื่องไสยศาสตร์ไร้สาระต่อไปตนจะเรียกเขาว่าไอ้กุ๊กไก่ พูดอย่างเห็นเป็นเรื่องขำว่า “ไสยศาสตร์มีจริงที่ไหน อย่ามาเพ้อเจ้อ” แล้วทำเสียงเรียกไก่ กุ๊กๆๆๆ ล้อลีจองกุ๊ก

“ตามใจ! เกิดนายถูกผีเข้าขึ้นมาอย่ามาง้อฉันแล้วกัน” ลีจองกุ๊กตัดบทแล้วเลิกพูดเรื่องนี้เลย

ณัฐเดชเห็นทั้งสองโต้เถียงหยอกล้อกันจึงค่อยๆหลบออกจากห้องไป ลีจองกุ๊กจัดข้าวของให้จุนจีเตรียมกลับ เห็นตุ๊กตาหมีใส่ถุงมือที่กรรัมภาวางไว้ข้างหมอนจึงจับโยนให้จุนจี พอจุนจีรับตุ๊กตาหมีก็แว่บๆขึ้นมาคลับคล้าย คลับคลาว่าเมื่อคืนตนเจออะไรมาบ้าง...นึกเห็นภาพกรรัมภาประคองหน้าเขาแต่กลายเป็นหน้าพิมพิลาส จุนจีโยนตุ๊กตาหมีทิ้งอย่างสยอง!

ooooooo

ญาณินคิดหนักที่ถูกมิรันตีกีดขวางความรักของตนกับติณห์ เธอจึงไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะเชื่อว่า เมื่อสติมาปัญญาจะเกิด ติณห์อยากนั่งสมาธิเป็นเพื่อนแต่ทำไม่สำเร็จ

ติณห์กลับไปหายากันยุงที่บ้านเพื่อเอามาจุดให้ญาณิน เบญจาเลียบเคียงถามว่าญาณินคงมีเรื่องทุกข์ใจจึงนั่งสมาธิ

“เรื่องแม่พี่มันหนักหนามากจริงๆแต่พี่รู้ว่าญาณินเขาเข้าใจและจะต้องหาทางผ่านมันไปจนได้” หลังจากที่เขานั่งสมาธิเสร็จ เบญจาจึงขอไปเป็นกำลังใจให้ญาณินด้วย

คุณหลวงเห็นทั้งสองสนิทสนมกันก็บ่นกับกุมาริกาว่ามันชักจะยังไงๆเสียแล้ว

ทั้งสองปูเสื่ออยู่เป็นเพื่อนญาณิน จนเมื่อเธอลืมตาขึ้น เบญจากับติณห์วิ่งเข้าไปหา ติณห์ถามว่าเป็นยังไงบ้าง

“ติณห์...ฉันคิดออกแล้วว่าจะทำยังไงถึงจะเอาชนะใจแม่ของคุณได้”

ติณห์พยายามถามว่าจะทำอย่างไร ญาณินบอกว่าเขาไม่ต้องทำอะไร ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันแล้วบอกให้เขาไปพักผ่อนที่บ้านเสียเพราะป่านนี้แม่เขาคงรออยู่ เบญจาแอบบอกติณห์ว่าตนจะเป็นสายลับให้ถ้าได้ข้อมูลแล้วจะรีบโทร.รายงาน

คุณหลวงกับกุมาริกาตามมาส่งญาณินด้วย  พอติณห์แยกไปคุณหลวงก็แยกจากกุมาริกาไป กุมาริกาถามว่าจะไปไหน

“ไปทำจิตภาวนา...ต้องจัดระเบียบจิตด่วน ฟุ้งซ่าน ปั่นป่วน เตลิดกระเจิดกระเจิง เกินจะทนไหวแล้ว”

“เห็นไหมล่ะ...ถ้าไม่เกิดความทุกข์ ก็ไม่หันหาธรรมกัน” กุมาริกาแก่แดด

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"คิมเบอร์ลี่" วางแผนกำจัด "กอล์ฟ” ปะทะ "น้ำหนึ่ง" บนตึกร้าง ใน "สองเสน่หา"

"คิมเบอร์ลี่" วางแผนกำจัด "กอล์ฟ” ปะทะ "น้ำหนึ่ง" บนตึกร้าง ใน "สองเสน่หา"
12 พ.ค. 2564

08:17 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 08:38 น.