ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สื่อรักสัมผัสหัวใจ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

สุคนธรสยิ้มสดชื่นบอกเสี่ยว่า ให้บอกอาตี๋น้อยว่าต้องเป็นเด็กดีอย่าดื้ออย่าซนแล้วพระจะคุ้มครองเด็กดี พูดเสร็จก็ส่งโทรศัพท์ให้ญาณินบอกให้รีบโทร.ไปคุยกับติณห์เดี๋ยวนี้เลย

ญาณินฝืนใจโทร. พอติณห์รับสายเธอบอกว่า พี่ณัฐให้โทร.มานัดเรื่องงาน ที่ไหน เมื่อไหร่ดี?

“ผมมีเวลาแค่วันนี้เท่านั้น” ติณห์ขีดเส้นตาย ญาณิน บอกว่าไม่มีปัญหา “แต่ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯนะ ผมกำลังจะกลับเมืองกาญจน์ คุณตามไปคุยกับผมที่รีสอร์ตผมก็แล้วกัน บ่าย 2 เจอกันที่นั่น แล้วให้ตรงเวลาด้วยล่ะ ถ้ามาช้าผมไม่รอ!”

พอตัดสายวางเครื่อง ติณห์ก็ยิ้มอย่างสะใจที่ได้แก้เผ็ด “ยัยแม่มด” นั่น

ส่วนญาณิน พอวางสายเพื่อนๆก็รุมถามกันว่าเขาว่ายังไง เธอตอบเซ็งๆ ว่า

“ตานั่นบอกให้ตามไปคุยกันที่เมืองกาญจน์ตอนบ่าย 2 พูดเหมือนกับว่าถ้าช้าเขาจะไม่จ้างงั้นแหละ”

พวกเพื่อนๆ ลุกพรวดแยกย้ายไปเตรียมเดินทางกันอย่างเร่งรีบ มีแต่ญาณินที่ยังยืนหน้าตึงอย่างหมั่นไส้ความยโสของติณห์อยู่ตรงนั้น

อึดใจเดียว อุปกรณ์การทำงานก็ถูกลำเลียงขึ้นรถกันอย่างเร่งรีบ ป้าออ ออกมาไหว้ศาลพระภูมิภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ญาณินได้งานที่เมืองกาญ จน์ด้วยเถอะ แล้วอธิษฐานเสียงดังว่า

“ขอให้คุณๆ เธอพูดจาดีๆ ทำตัวดีๆ ไม่ทำอะไรประหลาดๆให้คนจ้างเขาเผ่นหนีไป บริษัทซิกซ์เซ้นส์จะได้มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟคล่องๆเสียที สา...ธุ!”

“โห...ป้า...อธิษฐานได้น่าฟังมากเลยนะ” สุคนธรสปิดกระโปรงรถปัง

กรรัมภาบอกป้าออว่าเดี๋ยวพวกตนจะใช้ความสวยฉลาดและเซ็กซี่ทำให้การไปคุยงาน ครั้งนี้ได้มากกว่าเงินล้านเสียอีก ส่วนเนตรสิตางศุ์ก็เอาคุกกี้พริกสดเมนูใหม่ของตนมาอวด ป้าออรี่เข้าไปดู ชมว่าช่างอัจฉริยะเรื่องอาหารจริงๆ

“เอ้านี่...มัวแต่พูดๆๆๆ เดี๋ยวก็ไปไม่ทันบ่าย 2 พอดี ยัยเจ๊ล่ะ...อยู่ไหนแล้วนี่” สุคนธรสเร่ง กวาดตาหาญาณิน

ปรากฏว่าเจ้าตัวเพิ่งจะเดินซังกะตายออกมา พอสุคนธรสเร่งก็ขอดูไพ่ก่อนว่าไปเที่ยวนี้จะรุ่งหรือจะร่วง พลางหยิบไพ่ยิปซีออกมา สุคนธรสดึงไพ่จากมือลากญาณินไปขึ้นรถ

ไพ่ใบหนึ่งหล่นที่พื้น แต่ไม่มีใครเห็น เมื่อป้าออส่ง 5 สาวขึ้นรถไปแล้วกลับมาจึงเห็น หยิบขึ้นมาดูอุทานอย่างตกใจ

“คุณพระช่วย...อีกแล้วเหรอเนี่ย!” ป้าออเพ่งไพ่เดอะเดธในมืออย่างกังวล

ooooooo

ติณห์กลับถึงบ้านพักที่เมืองกาญจน์แล้ว เพนนีพูดอย่างหงุดหงิดว่าถึงเขาจะเห็นแก่เพื่อนก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ผู้หญิง พวกนั้นถึงขนาดนี้ ติณห์หัวเราะหึๆ บอกว่าพวกนั้นมาไม่ทันบ่าย 2 ชัวร์

เพนนีถามว่าถ้าพวกนั้นมาไม่ทันบ่าย 2 เขาจะทำอย่างไร ติณห์บอกว่า game over! เพนนีดีใจโผเข้ากอดคอเขาถามอย่างลิงโลดว่า

“อย่าบอกนะว่านี่เป็นการเอาคืน” ติณห์เงียบ เธอพล่ามอย่างสะใจว่า “นี่ถ้าเพนนีเป็นแม่คนนั้น เพนนีคงอายจนแทบเอาปี๊บคลุมหัวที่ทำให้สุภาพบุรุษอย่างติณห์ชังน้ำหน้าได้ ขนาดนี้”
ระหว่างนั้นมีโทร.เข้ามือถือเธอ แต่เธอเสียดายไม่อยากผละจากติณห์ จนเขาถามว่าไม่รับโทรศัพท์หรือ เธอจึงรับ

เป็นสายจากพ่อเธอคือเสี่ยปิยะพันธุ์หรือเสี่ยปิง เจ้าของริเวอร์มูนรีสอร์ตที่อยู่ติดกับที่ดินของติณห์นั่นเอง เสี่ยโทร.มาถามอะไรบางอย่างที่เธอไม่สะดวกจะพูดต่อหน้าติณห์ จึงบอกเขาว่าพ่อมีธุระด่วนตนขอกลับก่อน แล้วค่อยเจอกัน

ธุระด่วนที่เสี่ยปิงร้อนใจอยากรู้คือเรื่องการสร้างรีสอร์ตของติณห์นั่นเอง พอรู้ว่าเขากำลังจ้างรายใหม่มาตกแต่งภายในก็พูดอย่างสมเพช

“จะจ้างทำมั้ย...จ้างมากี่เจ้าๆก็ล้มเหลวเหมือนกันหมด หึๆๆ”

เพนนีบอกว่า คราวนี้เป็นคนกันเองเป็นน้องสาวเพื่อน เธอเหยียดยิ้มบอกว่า เพื่อนก็คงอยากให้น้องสาวจับติณห์นั่นแหละ เพราะเห็นติณห์รวย เพนนีจิกตาอย่างพร้อมสู้ตาย เสี่ยปิงยิ้มพอใจความมาดมั่นของลูกสาว เดินมาจับไหล่บอกว่า

“ถ้าสวีตฮาร์ตของลูกเลิกล้มความพยายามที่จะสร้างรีสอร์ตแล้วยอมขายที่ดิน เตี่ยจะซื้อมารวมกับรีสอร์ตของเรา คราวนี้ที่ของเราก็จะเป็นที่ที่สวยที่สุดในเมืองกาญจน์ และเป็นรีสอร์ตที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก ลูกก็จะแต่งงานใช้ชีวิตสวีตหวานสุขสบายอยู่กับติณห์ แล้วเตี่ยจะดูแลลูกๆทั้งสองอย่างดี”

“แต่งงานเหรอคะ หึ! ทุกวันนี้ติณห์ยังไม่เคยบอกรักลูกเลย”

“ลูกของเตี่ยน่ารักออก เรื่องแค่นี้กล้วยๆน่า...”

ooooooo

5 สาวเดินทางไปเมืองกาญจน์โดยมีญาณิณเป็นคนขับ ที่เหลือก็คอยบอกทางกันเจี๊ยวจ๊าว บอกกันคนละทิศละทางจนคนขับไปไม่ถูก เลยจอดรถบอกให้ไปตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนค่อยมาบอกว่าจะไปทางไหนกันแน่ พูดปลงๆท้าๆว่า

“ยังไงๆเราก็คงไปไม่ทันหรอก ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเราเลตไปสักชั่วโมงนึง เขาจะทำยังไงกะฉัน”

เวลาเดียวกัน ไตรรัตน์อยู่ในห้อมล้อมของสาวสวยหมวยอึ๋มสามคนที่บ้าน สาวๆกำลังแย่งกันว่าใครสวยกว่ากัน เขาจึงให้โอน้อยออก ทั้งกลุ่มเล่นกันอย่างสนุกสนาน จนเสี่ยจำเริญกับเจ๊หญิงดูแล้วส่ายหน้า เสี่ยบ่นเบาๆ

“นี่เหรอวะ จบปริญญาโทจากเมืองนอก อั๊วล่ะเซ็ง”

“เดี๋ยวให้ท่านหมอผูกดวงให้ดีกว่า ว่าเนื้อคู่อยู่ทางทิศไหน” เจ๊หญิงวางแผน

ทันใดนั้น ทุกคนชะงักกึกเมื่อมีเสียงอาอี๊ร้องกรี๊ดๆ จากข้างบนตามด้วยเสียงของอาม่า ไตรรัตน์บอกให้สามสาวกลับไปก่อน แล้วทั้งเขา เสี่ย และเจ๊ก็รีบขึ้นข้างบน

ขึ้นไปเห็นอาม่ากำลังอาละวาดแววตาเหมือนปีศาจด้วยวิญญาณผี อาม่าไม่ยอมกินข้าวที่อาอี๊ป้อนให้ ซ้ำยังหาว่าอาอี๊จะฆ่าตนด้วย

อาอี๊ถูกอาม่าจับแขนบีบอย่างแรง และจ้องด้วยแววตาดุร้าย

“ทำไมไม่กินข้าวล่ะครับอาม่า” ไตรรัตน์วิ่งขึ้นมาถาม

อาม่าหันขวับมองไตรรัตน์ สายตาปะทะกับรัศมีพุทธานุภาพของพระรอดที่ห้อยคอไตรรัตน์ที่สว่างวาบๆขึ้นมา มือปีศาจที่บีบแขนอาอี๊ปล่อยทันที แววตาปีศาจของอาม่าก็หายแว้บกลับมาเป็นแววตาของอาม่าตามปกติ

พอเข้าสู่อาการปกติ  อาม่าก็อ้อนตี๋น้อยว่าเมื่อไหร่อาม่าจะหายเสียที เมื่อไหร่ตี๋น้อยจะพาอาม่าไปเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน เพราะอยู่แต่ในห้องอึดอัดจนเหมือนกำลังจะตายแล้ว อาม่าทำท่าหายใจไม่ออกเหมือนถูกใครบีบคออยู่ ไตรรัตน์ตกใจรีบเข้าไปลูบหลังให้

อาการอาม่าหนักขึ้น เสี่ยถามเจ๊ว่าจะทำยังไงดี เจ๊บอกต้องพาไปหาหมอ ไตรรัตน์ถามว่า “ไปโรงพยาบาลเลยนะครับแม่” ถูกเจ๊ทำตาเขียวใส่ บอกให้พาไปหาหมอสมคิด เพราะเมื่อก่อนอาม่าเป็นหนักกว่านี้ แต่ไปหาหมอสมคิดแล้วอาม่าก็ดีขึ้น

ไตรรัตน์บอกว่าตนรู้จักหมอเก่งๆ จะพาไปรักษาเอง ถูกเจ๊ตวาดแว้ด

“ลูกหยุดพูดเลย นี่ไม่ใช่เวลามาเถียงกัน ถ้าไม่ ช่วยก็หลีกไป”

พาอาม่าไปที่สำนักหมอสมคิด หมอสมคิดมองอาม่าแวบหนึ่งด้วยแววตาแข็งกร้าว เมินไปทางอื่น พอ หันกลับมาอีกทีก็กลายเป็นแววตาที่อ่อนโยนเปี่ยมด้วยเมตตา ถามไถ่อาการของอาม่า ปลอบใจว่าอยู่กับหมอแล้วอาม่าต้องไม่เป็นอะไรแน่

“หึ...อาม่ามีเงินจ่ายซะอย่าง ใครจะปล่อยให้อาม่าเป็นอะไรง่ายๆยังเลี้ยงไข้อาม่าได้ไปอีกนาน” ไตรรัตน์โพล่งขึ้นถูกเจ๊หญิงเอามืออุดปาก สั่งให้หุบปากถ้าไม่หยุดพูดก็กลับบ้านไปเลย

หมอสมคิดจ้องไตรรัตน์เขม็งแล้วก็จำได้ว่าเป็นคนโวยวายเรื่องถูกสุคนธรสแซงคิว แล้วสามสาวก็หนีหายไปท่ามกลางความชุลมุน หมอจ้องหน้าไตรรัตน์ ถามเสี่ยว่าคนนี้ใช่ไหมที่เพิ่งกลับจากเมืองนอก เสี่ยพยักหน้ารับ แต่ไตรรัตน์โพล่งไปว่า

“ใช่...ผมนี่แหละ คนที่มีหมอบอกว่ามีผีตามเอาชีวิตไง มันจะมาเมื่อไหร่ล่ะ ไหนบอกมาสิครับ”

หมอสมคิดจ้องหน้าไตรรัตน์ พลันก็เห็นพระรอดที่คอเขา ทำให้หมอรู้ทันทีว่าเพราะพระรอดนี่เอง ทำให้ผีไอ้มิ่งที่ส่งไปเข้าอาม่าหนีเตลิดเปิดเปิงออกไป หมอสมคิดบอกอาม่าให้ขึ้นข้างบนดีกว่าอาจารย์จะได้ช่วยรักษาให้

เจ๊หญิงเห็นด้วย ไตรรัตน์จะตามขึ้นไปด้วย อาจารย์ไม่อนุญาต บอกให้เจ๊หญิงขึ้นไปคนเดียวพอ เขาเลยได้แต่ยืนมองตามหมอสมคิดไปอย่างหงุดหงิด

ooooooo

5 สาวเดินทางไปเมืองกาญจน์ หลังจากหยุดรถให้เพื่อนๆลงไปเก็บดอกไม้กันแล้ว ญาณินดูนาฬิกา บ่นว่าเหลืออีก 20 นาทีจะบ่ายสองแล้วจะดันทุรังไปต่อทำไมแต่คนอื่นยังยืนยันจะไปต่อ

โชคดีเจอรถกำนันพงษ์ขับมา กรรณากระโดดออกไปขวางถนนเพื่อถามทางไปรีสอร์ตของติณห์ กำนันอาสาขับรถนำไปให้

แต่โชคร้าย ไปถึงกลางทางเจอดินสไลด์พาต้นไม้ลงมาขวางทาง เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ญาณินจะให้ เพื่อนๆถอยอีก สุคนธรสไม่ยอมแพ้ถามกำนันว่าไม่มีทางลัดอื่นอีกหรือ

“ลุยป่าไปทางนั้น” กำนันชี้ให้ดู บอกว่าถ้าไปทางนั้นอีกแค่ 2 กิโลก็ถึงรีสอร์ตแล้ว แต่ตนนำทางไปไม่ได้เพราะต้องรีบไปประชุมที่อำเภอ ถามว่าไปกันเองได้ไหม

“ได้!!” เสียงสี่สาวตอบพร้อมเพรียง เข้มแข็งแต่ญาณินบอกว่าตนไม่ขอลุยป่าไปด้วย สุคนธรสโดดขึ้นรถขับไปเอง

พอรถ 5 สาวลงลุยป่าแล้ว สนลูกน้องกำนันพงษ์เปรยๆว่า “นึกยังไง หนนี้นายฝรั่งข้างรั้วถึงจ้างสาวๆมาทำรีสอร์ต”

“นั่นสิ...สาวๆเนื้อนุ่มๆยังงี้ ผีมันก็ยิ่งชอบใจใหญ่เท่านั้นเอง...หึๆๆ” กำนันส่ายหน้าหัวเราะขำๆ

ooooooo

สุคนธรสตะบึงรถลุยป่าไปอย่างไม่บันยะบันยัง พวกเพื่อนๆนั่งกันหัวโขกหัวชนจนร้องกันไม่ออก โชคร้ายกว่านั้นคือรถติดหล่ม ทั้ง 5 สาวตัดสินใจเดินลุยป่าไป  และก็ไปถึงที่หมายได้ทันก่อนเส้นตายที่ติณห์กำหนดไว้ไม่กี่วินาที ทุกคนเดินลากขาสะบักสะบอมมอมแมมดูกันไม่จืด!

ลงจากรถเห็นติณห์ยืนรอรับอยู่ หน้าหล่อมาดเท่ของเขาทำเอาพวกสาวๆ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง กรรัมภาถึงกับเพ้อ

“แม่เจ้า...นี่เหรอคุณติณห์ หล่อโคตรๆ”

ติณห์แสดงท่าทีไม่แยแสกับพวกเธอ พูดหยามน้ำใจว่าตนไม่ได้บังคับให้มา สุคนธรสกลัวจะเสียงานอีกบอกว่าพวกตนเต็มใจมา เร่งให้คุยกันเลยดีไหม เพราะพวกตนพร้อมแล้ว

ทันใดนั้น กรรณาสะดุ้งกระซิบบอกสุคนธรสว่าตนได้ยินเสียงขู่คำรามของวิญญาณ มีวิญญาณแถวนี้ไม่อยากให้เราเหยียบเข้ามาที่นี่ ถามสุคนธรสว่าได้กลิ่นอะไรไหม สุคนธรสก็ได้กลิ่น เป็นกลิ่นขู่เข็ญกรรโชก กระซิบถามเนตรสิตางศุ์ว่า เห็นอะไรรึเปล่า เธอบอกว่าไม่เห็นอะไร ญาณินแทรกขึ้นว่าไม่ต้องห่วง ถ้ากรรณาได้ยินเสียงผีก็ไม่เคยพลาด

ติณห์เห็นห้าสาวซุบซิบๆกันก็ถามว่ามีอะไรรึเปล่า ญาณินเกือบพลั้งปากไป ถูกเนตรสิตางศุ์ปิดปากแล้ว ตอบแทนว่า

“แฮ่...เราแค่มีปัญหาอยู่นิดเดียวค่ะ คือต้องดูพื้นที่ก่อนคุยงานกันทุกครั้ง”

สุคนธรสเห็นด้วย ติณห์ไม่มีปัญหา เชิญพวกเธอสำรวจได้ตามสบาย แต่ก็งงๆกับท่าทางแปลกๆของพวกเธอ

เมื่อเข้าไปถึงบริเวณพื้นที่รีสอร์ตเจอทั้งเสียงและกลิ่นแสดงความเกลียดชังชัดเจน เข้มข้น จนสุคนธรสต้องเอาผ้ายันต์ออกมาแจกทุกคนเพื่อความปลอดภัย

สุคนธรสได้กลิ่นคาวเลือดเหมือนกลิ่นผีตายโหง ทั้ง 5 สาวเกาะกันขนลุกซู่ กรรัมภาเสนอให้เผ่นเถอะ พลางหันหลังกลับ ถูกญาณินดึงแขนไว้

“นี่คุณน้าย! ลากฉันมาถึงนี่แล้ว จะมาเผ่นง่ายๆ เนี่ยนะ อยากได้งานนี่กันนักไม่ใช่เหรอ ไปเลยแยกย้ายกันไปตามหาวิญญาณเจ้าปัญหานั่นให้พบ ถ้าเราหาทางติดต่อวิญญาณพวกนี้ได้สำเร็จ เราก็อาจจะได้งานตกแต่งรีสอร์ตนี่ง่ายขึ้น”

ญาณินเดินนำไปที่ซุ้มต้นเล็บมือนาง รู้สึกเหมือนมีสิ่งลึกลับดึงดูดให้เดินเข้าไป พอเดินพ้นซุ้มเล็บมือนาง ญาณินถึงกับตะลึง เมื่อเห็นบ้านไม้สักทรงไทยทั้งหลังที่ถูกทิ้งรกร้าง

ในวินาทีที่เงียบงันนั้น ญาณินถอดจิตออกจากร่างดิ่งลึกลงสู่สมาธิ...ทิ้งกายหยาบให้ทรุดนั่งพิงใต้ต้นไม้เหมือนหลับ

จิตญาณินชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกแผ่วๆ เย็นเยือกของคุณหลวง

“แม่หนู...แม่หนูญาณิน ญาณิน...ฉันรอคอยหล่อนมา...นาน...แสน...นาน”

จิตญาณินตัดสินใจเดินเข้าไปและก้าวขึ้นบันไดบ้านทรงไทยช้าๆ ยิ่งเข้าไปลึกจิตวิญญาณเธอก็ค่อยๆ จางหายไป กายหยาบของญาณินยังนั่งพิงต้นไม้เหมือนหลับอยู่ใต้ร่มไม้ครึ้ม...

ooooooo

หมอสมคิดพาอาม่ากับเจ๊หญิงขึ้นไปในห้องพิธี ผีไอ้มิ่งมายืนผมกระเซิงอยู่ หมอสมคิดถามด้วยจิตว่าขัดคำสั่งตนหรือ ผีไอ้มิ่งบอกว่ามันกลัวพระ หมอสมคิดยกกริชขึ้นมา ประกาศิตว่ายังไงก็ต้องฆ่ายายแก่นี่ให้ได้ ไม่อย่างนั้น!!

หมอสมคิดสื่อทางจิตไม่ทันเสร็จ ก็ถูกเจ๊หญิงถามขึ้นว่า อาม่าเป็นอย่างไรบ้าง หมอสมคิดเลยชะงักหันมาทำพิธี ใช้คุณไสย์สะกดจิตอาม่าให้ฝันไปตามเรื่องที่ตนแต่งขึ้น เพื่อให้อาม่ามาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ไปเรื่อยๆ กรรมก็จะค่อยๆน้อยลง

เจ๊หญิงยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้อาม่าหาย เมื่อหมอสมคิดทำพิธีเสร็จ อาม่ากระชุ่มกระชวยลุกเดินลงไปเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทิ้งรถวีลแชร์ที่นั่งมาไว้ที่กลางห้องอย่างลืมไปเลย

ooooooo

จิตญาณินเข้าไปในห้องเก็บของโบราณในบ้านทรงไทย ทันทีที่เข้าไปประตูก็ปิดปัง เธอตกใจตะโกนให้เปิด ไม่ว่าจะทำอย่างไรประตูก็ไม่เปิด จนญาณินสงสัยว่าจะเป็นท่าน ถามว่า ท่านที่บอกว่ารอตนมานานแล้วใช่ไหม รออะไรอยู่หรือ

มีเสียงหัวเราะหึๆ ฟังแล้วขนลุก ญาณินเพ่งมองภาพคุณหลวงเห็นภาพนั้นนูนขึ้น...นูนขึ้น เหมือนจะพุ่งเข้าใส่เธอ ญาณินผงะถอยไปยืนกลางห้อง มีผีอีกตนหนึ่งเดินเท้าลอยจากพื้นเข้าหาทางข้างหลัง ลมพัดแรงบานหน้าต่างปิดเปิดปึงปังผสานกับเสียงหวีดร้องโหยหวนเหมือนเปรตมาขอส่วนบุญ

“พวกมัน...มาแล้ว...พวกมันมาแล้ว...หนีไปซะ!!!” เสียงคุณหลวงเร่ง ไม่ทันที่จิตญาณินจะทำอะไรก็ถูกกระชากอย่างแรงจนผงะ!

พวกที่อยู่ข้างนอกต่างเป็นห่วงญาณินที่หายเข้าไปในบ้านนานแล้วไม่ออกมาสักที แต่พวกเธอก็ถูกวิญญาณต่างๆรุมกันเข้ามา ทุกคนใช้ความสามารถพิเศษของตนต่อสู้สุดฤทธิ์ กรรณาพยายามปลุกกายหยาบของญาณินแต่ไม่ได้ผล สุคนธรสเอาขี้เถ้าในย่ามออกมาโปรยเป็นวง บอกเพื่อนๆให้อยู่แต่ในวงอย่าออกมาเด็ดขาด

ติณห์ตามมาเห็นสี่สาวซัดซ้ายซัดขวาตะโกนกันโหวกเหวกเหมือนแต่ละคนกำลังต่อสู้กับอากาศรอบตัว ก็งงว่าทำอะไร

สี่สาวยังพยายามช่วยญาณิน ตะโกนบอกกันโหวกเหวก ติณห์ตะโกนถามว่า “บ้ารึป่าวเนี่ย??”

จิตญาณินเผชิญหน้ากับวิญญาณเหล่านั้น หว่านล้อมว่าอย่าทำบาปอีกเลยไปผุดไปเกิดเถอะ แล้วตนจะทำบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้ วิญญาณเหล่านั้นไม่เพียงไม่หนี หากยังกระโจนเข้าใส่ด้วย สุคนธรสตะโกนบอกญาณิน

พร้อมกับดึงไม้หวายออกมาหวดซ้ายหวดขวา สุดท้ายปักปลายไม้หวายลงพื้น กำจัดวิญญาณเหล่านั้นได้ราบคาบ

พริบตานั้น ร่างหยาบของญาณินฟุบลงทันที กรรณาที่เฝ้าอยู่รับไว้ทันตกใจตะโกน “อ๊าย...ยัยเจ๊เป็นไรเนี่ย!!”

ooooooo

ระหว่างที่อาม่ากับเจ๊หญิงขึ้นไปบนห้องทำพิธีนั้น ไตรรัตน์ฆ่าเวลาด้วยการเดินดูเครื่องรางของขลังที่วางขายอยู่ เขาจับผิดได้ว่า ไข่อีกาที่มาวางขายที่แท้คือก้อนหิน ปากโป้งโพล่งออกไป เลยถูกสมุนหมอสมคิดเข้ามาแย่งคืนหาว่าลบหลู่อาจารย์

เจ๊หญิงแก้ต่างให้ตี๋น้อยว่าเป็นคนขี้เล่นไม่ได้จริงจังอะไร เพราะเจ๊หญิงเป็นลูกค้ากระเป๋าหนัก สมุนจึงยอมปล่อยให้ผ่านไป

ไตรรัตน์เห็นอาม่าเดินปร๋อลงมาก็งงถามว่า อาม่าเดินมาได้ยังไง ไม่ทันหายงงก็ต้องช็อกเมื่อเห็นเจ๊หญิงเซ็นเช็คให้สมุนหมอสมคิดหนึ่งแสนบาท เจ๊รีบเอามือปิดปากตี๋ไว้ไม่ให้โวยวาย หมอสมคิดยืนมองจากหน้าต่างแสยะยิ้มอย่างแค้นใจ

ทันใดนั้น มีเสียงโลหะตกแตกดังสนั่นอยู่ชั้นบน หมอสมคิดรู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องผิดปกติกับวิญญาณผีที่ส่งไปทำงาน หาญวิ่งมากระซิบอะไรบางอย่าง หมอสมคิดหน้าเครียดพรวดพราดตามหาญไปทันที
เปิดประตูเข้าไปในห้องเก็บโกศ และโถโลหะที่ใส่วิญญาณร้ายแต่ละตัวเอาไว้ เห็นสิ่งของเหล่านี้ตกแตกเกลื่อนกระจาย

“โถที่อาจารย์ขังผีเอาไว้ อยู่ๆก็แตกเองเพียบเลยครับ” กล้าถลันมารายงาน หมอสมคิดหยิบเศษโกศขึ้นดูคำราม

“นานมากแล้ว ที่ไม่มีผู้มีวิชามาลองดีกับฉัน มันเป็นใครกัน? ถึงเก่งกาจขนาดบังอาจทำร้ายวิญญาณผีตายโหงที่ฉันส่งไปทำงานได้ ฮึ่ม!”

ooooooo

กายหยาบของญาณินยังฟุบอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง ติณห์เดินมาถามว่าเมื่อกี้ทำอะไรกัน กรรณาบอกว่าไล่ผี ติณห์หาว่าพวกเธอมาไม่ถึงชั่วโมงก็พูดเรื่องผีอีกแล้วหรือ

กำนันพงษ์กลับมาสมทบ บอกติณห์ว่าที่นี่มีผีจริงๆ ถามสาวๆว่ามีของดีอะไรถึงได้ไล่ผีได้ สุคนธรสเกือบพลั้งปากไปแล้ว ดีแต่ยั้งไว้ทัน ปฏิเสธหน้าตาเฉยว่า “เปล่าค่ะ ไม่มี๊ไม่มี ไล่ผีอะไรกันลุงกำนัน”

ติณห์สนใจจี๋ขึ้นมา กรรณาเห็นทีเพื่อนจะถูกต้อนเลยโวยวายว่าญาณินเป็นลมตั้งนานยังไม่ฟื้นเลย ติณห์เลยหันไปอุ้มเธอเดินอ้าวไปทางบ้านพัก พวกสี่สาวทำท่าสยิวร้องกรี๊ดๆอย่างอิจฉาที่ญาณินถูกหนุ่มหล่อล่ำบึ้กอุ้ม แล้วรีบเดินตามไป

“อ้าว...หนู...เดี๋ยวสิ เรื่องไล่ผีน่ะ มันยังไงกัน??” กำนันพงษ์ร้องถามอย่างอยากรู้จริงๆ แต่สาวๆทำหูทวนลมเสีย

กำนันพงษ์เป็นญาติกับติณห์ก็จริง แต่ทำตัวเป็นสายเป็นนายหน้าขายที่ดินของติณห์ให้เสี่ยปิง ค่านายหน้าจำนวนเป็นล้านล่อใจให้หาลู่ทางที่จะทำให้ติณห์ขายที่ให้ได้ แต่ลึกๆแล้วกำนันบอกกับตัวเองว่า “เงินล้านรึ ผมไม่ได้หวังแค่นั้นหรอก”

สำหรับ 5 สาวที่จะมาทำงานแต่เจอเรื่องผีเสียก่อนเลยช่วยกันปราบผี พอเสี่ยปิงรู้ก็หัวเราะร่าเชื่อว่า 5 สาวรวมหัวกันมาหลอกติณห์มากกว่า กำนันพูดอย่างมั่นใจว่า

“เสี่ยปิง ยัยเด็กพวกนี้มันก็แค่ขนมขบเคี้ยว...คงทนผีดุๆ ที่นี่ไม่ได้กี่น้ำร้อก”

ooooooo

วางร่างญาณินลงบนโซฟาแล้ว ติณห์รีบไปเอายา สี่สาวห้อมล้อมญาณินด้วยความเป็นห่วง ครู่เดียวติณห์ ก็ถือกล่องยามา จัดแจงเอายาดมรอที่จมูกให้ ญาณินหายใจเฮือกขยับตัว แต่พอลืมตาเห็นติณห์อยู่ตรงหน้าก็โวยลั่น ทั้งผลักทั้งด่าหาว่าเขาขโมยจูบตน

ติณห์ผงะเฮือก เอามือแตะหน้าผากเธอถามว่าลืมกินยาระงับประสาทหรือเปล่า ท่าทางจะอาการหนัก

“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ที่คนงานตกแต่งรีสอร์ตคุณพากันทิ้งงานไปหมดก็เพราะที่นี่มีผีเยอะแยะ ชุมเป็นฝูงลิงเลย”

ติณห์สวนไปทันทีว่าผีไม่มีจริงๆ ญาณินโต้ว่าผีมีจริงๆ เพนนีที่เห็นติณห์อุ้มญาณินมาเพิ่งมาถึง เธอแหวกเข้ามาแหว

“หยุดสร้างเรื่องมาอ่อยเหยื่อเสียที ติณห์เขาไม่เซ่อหลงกลหรอก” เพนนียังกล่าวหาว่าญาณินสำออยหวังจะจับติณห์ไปเป็นสามี

ญาณินยิ้มเยาะบอกว่าอย่างติณห์ไม่ได้อยู่ในสายตาตนเลยแม้แต่นิดเดียว ติณห์เองก็เย้ยคืนว่า อย่างเธอก็ไม่ใช่สเปกตนเหมือนกัน

สุคนธรสได้ทีเสนอว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ก็เยี่ยมเลย ทำงานกันได้สบายหายห่วง ขอให้มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นเด็ดขาด เพนนีถลึงตาใส่ถามว่า “ใครบอกว่าติณห์จะจ้างพวกเธอทำงานหา!”

“ผมจะจ้าง!!” ติณห์บอก เพนนีตกใจ ส่วนสี่สาวกระโดดโลดเต้นดีใจกันยกใหญ่

แต่ติณห์ก็มีแผนแก้เผ็ดอีกตามเคย เขาบอกว่าอยากรู้ฝีมือการทำงานของพวกเธอว่าจะเก่งเหมือนปากหรือเปล่า สั่งว่า

“เอาแบบแปลนของรีสอร์ตไปดู แล้วพรุ่งนี้ 10 โมงเช้า คุณต้องมาพรีเซนต์ไอเดียคุณให้ผมฟัง ต้องการทราบแอตติจูด...เออะ...ทัศนคติของคุณ”

ญาณินอ้าปากค้างกับเวลาที่น้อยนิด ติณห์มองเหยียดๆ บอกว่า “ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็เชิญกลับไปได้”

ooooooo

หลังจาก 5 สาวปรึกษากันแล้ว ญาณินกับกรรณามายืนส่งสามสาวขึ้นรถตู้ของรีสอร์ต กรรัมภาถามญาณินอย่างกังวลว่า แน่ใจหรือว่าอยู่กันสองคนจะระดมไอเดียทันในคืนเดียว

ญาณินส่ายหน้า แต่ยืนยันว่ายังไงก็จะพยายามสุดชีพ เพื่อบริษัทของเรา เนตรสิตางศุ์บอกว่าตนอยากอยู่ช่วย แต่ติดที่ยังไม่ได้บอกพี่ณัฐ ส่วนสุคนธรสก็มีนัด   กินข้าวกับเสี่ยจำเริญไว้แล้ว

“ไม่เป็นไร...ฝากเธอ 3 คนดูออฟฟิศด้วยแล้วกัน ทางนี้ฉันกับยัยกรรณจะเอาชนะตาฝรั่งขี้เก๊กให้ได้” ญาณินมั่นใจ แล้วทั้งหมดก็กำหมัดชูร้องสู้ๆ ให้กำลังใจกัน

ฝ่ายหมอสมคิดฟังกำนันพงษ์รายงานเรื่อง 5 สาวไปปราบผีที่รีสอร์ตของติณห์ ก็ขบกรามอาฆาต

“ผู้หญิงเหรอ! ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย มันมีวิชาอาคมอะไรถึงกับจัดการกับวิญญาณของฉันได้...ตอนนี้พวกมันยังอยู่ที่รีสอร์ตรึเปล่า...อยู่แค่ 2 คนเหรอ...ไม่เป็นไร เว้นช่วงไปก่อนสักพัก ให้มันตายใจไปก่อน แล้วมันจะได้เจอกับของจริง!”

ooooooo

ณัฐเดชกำลังไปที่สถาบันนิติเวช  เพื่อไปทำคดีเกี่ยวกับการตายของนางเอกละครเวที เขาพาเนตรสิตางศุ์ไปด้วย พอเธอก้าวเข้าไปในสถาบันเท่านั้น ก็เห็นวิญญาณในสภาพเละ มีมีดดาบฟันคาหัวเดิน
ผ่านหน้าไป เธอตกใจอุทาน ณัฐเดชถามน้องสาวอย่างเป็นห่วงว่า ที่นี่มีวิญญาณเยอะ ไหวไหม

“ไหวค่ะ เนตรมีแว่นตาลงอาคมที่ยัยรสให้ไว้” เธอหยิบแว่นดำมาใส่อวดพี่ชายว่า “แค่นี้ก็ไม่เห็นแล้วค่ะ”

ณัฐเดชให้น้องนั่งรอข้างนอก ตนจะเข้าไปคุยกับหมอนิติเวชในห้องพิสูจน์ศพ กำชับน้องอย่าไปไหน เดี๋ยวตนก็กลับมา

ขณะเนตรสิตางศุ์ใส่แว่นดำนั่งรออยู่นั้น หมอวรวรรธที่ถูกเรียกตัวมาพบกับณัฐเดชด่วน เดินมาอย่างรีบร้อน พลางล้วงกระเป๋ากางเกงหาของ ทำให้เศษสตางค์หล่นออกมาหลายอัน  เขาไล่เก็บทีละอัน พออันสุดท้ายก็มีมือยื่นเหรียญมาให้  หมอวรวรรธรับไปงงๆ เห็นเธอใส่แว่นดำก็นึกว่าตาบอด ถามว่าทำไมเธอจึงเห็นเหรียญ

เนตรสิตางศุ์โมโหด่าเขาว่าเสียมารยาท  พลางถอดแว่นให้ดูว่าตนไม่ได้ตาบอด แต่พอเธอถอดแว่นออก หมอวรวรรธถึงกับมองตะลึงราวกับถูกศรรักปักอกในฉับพลัน แต่เนตรสิตางศุ์กลับช็อกเมื่อถอดแว่นลงอาคมออกแล้วเห็นวิญญาณมากมายตามมาขอส่วนบุญจากหมอวรวรรธเต็มไปหมด

“ผี!!” เนตรสิตางศุ์ร้องแล้ววิ่งหนี หมอวรวรรธไม่พอใจหาว่าเธอด่าแล้ววิ่งหนีเลยวิ่งตามไปจะเอาเรื่อง

หมอวรวรรธไล่ตามไปทัน คาดคั้นให้บอกมาว่าหนีตนทำไม พยายามจะดึงแว่นออกจากหน้าเนตรสิตางศุ์ เธอปัดป้อง ก็พอดีณัฐเดชเดินมาเจอ เขาพุ่งเข้าชกหมอวรวรรธ  ดีที่หมอจับหมัดไว้ทัน พอเผชิญหน้ากันก็จำกันได้ ถึงความไม่พอใจในอดีตที่เคยแข่งกันจีบดาวมหาวิทยาลัยกันมาก่อน

ณัฐเดชถามน้องสาวว่าถูก “ไอ้ตาหนู” มันทำอะไร บอกมาเดี๋ยวนี้

“เปล่าค่ะ...แค่เข้าใจผิดกันน่ะค่ะ พอดีเนตรเห็นวิญญาณผีรอบตัวเขา เนตรก็เลยวิ่งหนี เขาก็เลยสงสัยวิ่งตามมาถามว่า เนตรวิ่งหนีเขาทำไม”

หมอวรวรรธขำก๊าก  ถามว่าเมื่อกี้เธอเห็นวิญญาณหรือ ณัฐเดชตาขวางปรามว่าห้ามหัวเราะเยาะน้องสาวตน

หมอวรวรรธหน้าเจื่อนเมื่อรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของณัฐเดช รีบขอโทษเธอ แนะนำตัวเองว่าเป็นรุ่นน้องของพี่ณัฐ แล้วจะแยกไป บอกว่ามีงานด่วน ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้เสียเวลา

“ไอ้จอมดอด...ไอ้ย่องตอด...ไอ้แมวขโมย!!” ณัฐเดชด่าเบาๆอย่างหัวเสีย

เพื่อความปลอดภัย ณัฐเดชให้เนตรสิตางศุ์เข้าไปในห้องพิสูจน์ศพด้วย เขาเข้าไปครู่ใหญ่จึงเห็นหมอวรวรรธใส่เสื้อกาวน์เดินเข้ามา ณัฐเดชเซ็งจนบอกไม่ถูก เมื่อรู้ว่าหมอวรวรรธมาชันสูตรศพคดีเดียวกัน

เนตรสิตางศุ์เข้าไปเห็นศพของใบหม่อนที่ซีดจนเขียวก็เบือนหน้าหนีอย่างสยอง ณัฐเดชย้ำกับน้องว่าอย่าถอดแว่นออกเป็นอันขาด

หมอวรวรรธเปิดแฟ้มดูผลผ่าชันสูตรที่เขาเพิ่งผ่าไป เอ่ยเบาๆ

“เธอชื่อใบหม่อน สาเหตุการตายที่ทีมสอบสวนเดิมสรุปไว้คือ หัวใจวายตาย แต่เมื่อวานที่ผมผ่าชันสูตรศพ พบหลักฐานใหม่ที่ค้านกับสาเหตุการตายเดิมที่ทีมสอบสวนเก่าทำไว้”

สรุปจากการชันสูตรคือเธอถูกฆาตกรรม ยาพิษทำให้ระบบหายใจและการไหลเวียนหัวใจล้มเหลว

เนตรสิตางศุ์ฟังอยู่ สงสัยว่ายาพิษอะไรน่ากลัวจัง พลันที่หางตานอกกรอบแว่น เธอเห็นเส้นผมสีดำของใบหม่อนค่อยๆไล้ผ่านไหล่เธอไป เนตรสิตางศุ์หลับตาปี๋ทันที

ooooooo

โกลเด้นท์เบบี้ที่มาช่วยญาณินกับกรรณาทำงาน มาถึงก็เที่ยวเล่น หยอก แหย่สองสาวอย่างคึกคะนองจนญาณินไล่ให้รีบไปทำงาน ไม่อย่างนั้นจะตีด้วยก้านมะยมเสก งานที่สองสาวมอบให้โกลเด้นท์เบบี้ไปทำคือ ไปสืบสถานการณ์สิ่งเหนือธรรมชาติที่นี่ว่ายังมีอะไรที่เราต้องระวังกันอีก

ไปอึดใจเดียว โกลเด้นท์เบบี้ก็แอบไปได้ยินติณห์

คุยโทรศัพท์กับมอมที่ต้องการให้เขากลับเมืองนอก เขายืนยันจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะทำบิสซิเนสนี้สำเร็จด้วยความสามารถของตัวเอง พอติณห์วางสายก็ตะโกนอย่างกดดันลั่นห้อง

“คุณตา! คุณตาตายไปหลายปีแล้ว คุณตาไม่มีตัวตนแล้ว เลิกหลอกหลอนผมเสียที ถึงคุณตาจะเคยทำอะไรไว้กะใคร หรือแม้กระทั่งทำร้ายชีวิตตัวเองจนตาย ไอด้อนแคร์...ยูโน้ววว”

ขณะโกลเด้นท์เบบี้เริ่มลำดับเรื่องราวของติณห์ได้นั่นเอง สมชาติ ทนายความประจำตระกูล ก็ถือกระเป๋าเดินเข้ามาขอโทษที่นัดเย็นแต่มาดึกไปหน่อย เพราะมัวรวบรวมทุกอย่างที่เขาต้องการมาให้ครบถ้วนแล้ว

“จริงเหรอครับ great! Cool! how nice! ดีจังเลยครับ” ติณห์ดีใจจนเกินเหตุ ทนายมองอย่างไม่เข้าใจ

เมื่อเอาพินัยกรรมของคุณหลวงพิชัยให้ดู ท่านระบุว่ายกทรัพย์สินทั้งหมดให้เขาคนเดียว ติณห์สั่งทันทีว่าให้เอาทรัพย์สินทั้งหมดนี้ไปบริจาคให้หมด ตนไม่เอาเงินสกปรกพวกนั้น นอกจากที่ดินเดิมของคุณยายคือที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างรีสอร์ตเท่านั้น

ทนายพยายามจะท้วงติง ติณห์ตัดบทถามว่าจะค้างที่นี่หรือจะกลับ พร้อมทั้งบอกว่ามีผู้รับเหมาเจ้าใหม่จะมาตกแต่งรีสอร์ต วันนี้มาเป็นวันแรกและเป็นผู้หญิงชื่อ ญาณิน

“ญาณิน...ผู้หญิงเหรอครับ เฮ้อ...ชั่วโมงนี้เก่งไม่เก่งไม่สำคัญเท่าขอให้คุณญาณินมีจิตแข็งๆก็พอครับ” ทนายเอ่ย

โกลเด้นท์เบบี้ในร่างจิ้งจกเกาะอยู่บนเพดานห้อยหัวเลียนแบบตุ๊กแกกายกรรมยอดฮิต ฟังแล้วครุ่นคิด ทบทวนหาข้อสรุป...

“คุณฝรั่งคนนี้มีความเจ็บปวดใจเกี่ยวกับคุณตา... คุณตา...คือใคร ตายแล้วยัง...แล้วทำไมพี่ญาณินถึงต้องจิตแข็ง เกี่ยวอะไรกับคุณตา หรือจะไม่เกี่ยว หรือว่า...คุณตา ...เป็นผี!!!”

แล้วโกลเด้นท์เบบี้ก็ไปจ้องรูปคุณตา ประสานสายตากับรูป แต่ดูเหมือนคุณตาจ้องตอบและกลอกตาเผชิญหน้ากัน!!

ooooooo

ญาณินไม่มีสมาธิในการคิดงาน เพราะสมองพะวักพะวนอยู่กับเรื่องที่ตนถอดจิตไปเจอวิญญาณคุณหลวง และท่านบอกว่าเธอคือคนที่ท่านคอยมานาน บางครั้งก็พึมพำออกมา จนกรรณาต้องเอาหูฟังครอบไว้เพื่อตนจะได้มีสมาธิทำงาน

ไม่นานโกลเด้นท์เบบี้ก็กระโดดแผล็วมาเรียกญาณินให้รีบไปดูอะไรกัน เร่งรัดเสียจนญาณินต้องวิ่งตามไป

ญาณินถูกโกลเด้นท์เบบี้หลอกให้ไปที่บ้านติณห์ ซึ่งเจ้าตัวกำลังอาบน้ำอยู่ ญาณินตกใจเมื่อเห็นติณห์นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวหัวเต็มไปด้วยฟอง ติณห์เองก็ตกใจแต่แล้วก็พูดยั่วว่า เธอมาเพราะเป็นห่วงตนใช่ไหม ติณห์แกล้งดึงญาณินเข้าไปใกล้

เพนนีโผล่พรวดมาเห็นพอดี เธอด่าว่าโวยวายลั่นบ้านว่าญาณินวางแผนมาจับติณห์จริงๆด้วย ถูกญาณินคุยทับว่าระดับติณห์ไม่อยู่ในสายตาตนหรอก แล้วเอ่ยชื่อพระเอกดังๆมาคุยอวดว่า พากันนัดตนกินข้าวจนตนสับหลีกแทบไม่ทัน

เพนนีตะโกนว่าไม่เชื่อ พอหันมาเห็นติณห์หายไปแล้วก็วิ่งตามขึ้นไปที่ห้องนอน อ้อนว่าคืนนี้จะนอนที่นี่เพราะกลัวผีไม่กล้ากลับ ติณห์ขอให้ทนายสมชาติไปส่งก็ไม่เอา เมื่อติณห์ไม่ไปส่งจริงๆ เธอก็เดินกระแทกเท้าออกไป พอพ้นแสงไฟในบ้านก็วิ่งอ้าวข้ามสะพานข้ามลำธารกลับบ้านตัวเอง

ญาณินจับได้ว่าถูกโกลเด้นท์เบบี้หลอกให้ไปหาติณห์ จะทำโทษ โกลเด้นท์เบบี้อ้างว่า

“คุณตาบอกว่า รอพี่ญาณินมานานแล้ว อยากให้หลานท่านได้สะใภ้แบบพี่ ไม่เชื่อก็ตามใจ ขึ้นคานแล้วอย่ามาหาว่ากุมาริกาไม่เตือน”

คำบอกเล่าของโกลเด้นท์เบบี้ ทำให้ญาณินเอาไปคิดจนนอนฝันว่าเจอคุณหลวง ท่านขอให้เธอสร้างรีสอร์ตให้สำเร็จ ย้ำว่า “อีกอย่างฉันไม่ได้ฆ่าตัวตาย”

ญาณินถามว่าที่ท่านบอกว่ารอตนนั้น รอทำไมหรือ?

“ลบคำครหาให้ฉัน...ฉันถูกใส่ร้าย...ฉันถูกฆาตกรรม!!!” คำสุดท้ายคุณหลวงตะโกนออกมาด้วยความแค้น

ญาณินสะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นนั่ง เหงื่อผุดเต็มหน้า มองไปเห็นกรรณาใส่หูฟังยังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ...

ooooooo

ส่วนพวกสามสาวที่กลับกรุงเทพฯก่อน วันนี้ต่างแต่งตัวสุดฤทธิ์ตามแบบของตัวเอง ไปพบเสี่ยจำเริญตามนัด

เสี่ยดีใจมากรีบแนะนำแก่เจ๊หญิงว่าสุคนธรสกับเพื่อนๆนี่แหละ ที่ให้พระรอดตี๋น้อย เจ๊หญิงมองสแกนสามสาวไปทีละคน ไปหยุดที่สุคนธรสแล้วเดินมาคล้องแขนพาเข้าข้างใน ปล่อยสองสาวยืนโด่เด่ อึดใจจึงรีบตามเข้าไปกันเอง

ที่รีสอร์ตของติณห์ วันนี้ญาณินตื่นสายผิดปกติ พอนึกได้ว่าจวนได้เวลานัดของติณห์แล้วก็ลุกพรวดไปหาเขา ปรากฏว่าติณห์ยังอยู่ในชุดนอน ญาณินโมโหคิดว่าเขาแกล้ง รํ่าๆจะทะเลาะกัน กรรณากลัวไม่ได้งานรีบแทรกเข้าไป

“ยัยณิน พอๆไม่เป็นไรค่ะ คุณติณห์ตามสบายเลยนะคะ พวกเราไม่รีบ แล้วแต่ความสะดวกของคุณเลยค่ะ”

“คุณนี่ พูดจารู้เรื่องดี ไม่เหมือนเพื่อนคุณเลย” ติณห์หางตาไปทางญาณินคว้าผ้าขนหนูผืนเมื่อคืน “ผมขอตัวไปทำธุระด่วนก่อนนะ” เขาสะบัดผ้าขนหนูผืนนั้นเย้ยญาณินจนเธออดเขินไม่ได้

“เก่งนะ ผู้หญิงสองคนแต่อยู่ได้ข้ามคืน” ทนายสมชาติเอ่ย แนะนำตัวเองว่าเป็นทนายประจำตระกูลของที่นี่ แล้วบอกสองสาวยิ้มๆ “เอ่อ...ระหว่างรอ คุณก็ดูแลความเรียบร้อยตัวเองนิดนึงก็ดี”

ญาณินหน้าหงิกที่ถูกแกล้ง กรรณปลอบให้ใจเย็นๆ พลางเข้าไปถักเปียให้

ooooooo

สุคนธรสได้รับความเมตตาและโอ๋จากเจ๊หญิงมากมาย จนกรรัมภากระซิบถามเนตรสิตางศุ์ว่าเจ๊แกถูกชะตากับรสมากไปไหม เนตรสิตางศุ์เห็นว่าสมเหตุ
สมผลเพราะสุคนธรสให้พระรอดองค์นั้นราคาตั้งกี่แสนก็ต้องเอาใจเป็นธรรมดา

ระหว่างคุยกัน สุคนธรสถามถึงอากงอาม่า เจ๊หญิงบอกว่าอากงเสียไปเมื่อไม่นานนี้เอง ส่วนอาม่าไม่ค่อยแข็งแรงนอนพักอยู่แต่ในห้องข้างบน

“งั้นพวกเราควรไปกราบท่านหน่อยรึเปล่าคะ” เนตรสิตางศุ์ถาม เจ๊หญิงบอกว่าทานอาหารเสร็จค่อยไปก็ได้ แล้วหันไปชวนสุคนธรสคุยอีก ถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครหรือ

พอเจ๊หญิงรู้ว่าพ่อแม่เธอทำโรงสีข้าวอยู่ที่สำเภาล่มอยุธยาก็ตาโต “โรงสี...ก็รวยน่ะสิ”

“อ๋อ...จนหรือรวยไม่ทราบนะคะ ทราบแต่ว่าพวกเราพอเพียง ไม่มีอะไรขาด ไม่มีอะไรเกินค่ะ”

เสี่ยจำเริญถามหยอกว่าคนกรุงเก่านี่ดุมากใช่ไหม กรรัมภากับเนตรสิตางศุ์พูดพร้อมกันว่า “ดุมากกกกกก”

เจ๊หญิงบอกว่าแถวนี้มีคนที่ควรดุมากๆอยู่คนหนึ่ง สุคนธรสเดาว่าคงเป็นตี๋น้อย พูดอย่างมั่นใจว่า

“ตี๋น้อยเหรอคะ...เดี๋ยวรสช่วยกำราบให้เองค่ะ เรื่องจัดการพวกเด็กๆตัวแสบๆรสถนัด ไอ้พวกเด็กวัดรุ่นใหม่ๆดื้อๆซนๆ รสปราบมาซะนักต่อนักแล้ว แล้วนี่ตี๋น้อยอยู่ไหนคะ”

ตี๋น้อยเดินมาจากข้างหลังเธอพอดี เจ๊หญิงพูดอย่างเอ็นดูว่า “ตัวแสบ พูดถึงก็มาพอดี”

สุคนธรสหันมองระดับสายตาประมาณเด็ก 6-7 ขวบ แต่ที่แท้ตี๋น้อยคือไตรรัตน์นั่นเอง สายตาเธอเลยพุ่งเป๋งไปที่เป้ากางเกงเขาพอดี ไตรรัตน์หนีบขาเบี่ยงตัวเอามือปิดเป้าโวยวายว่ามามองเป้าตนทำไม

พอเห็นหน้ากันชัดๆว่าใครเป็นใครเลยเป็นเรื่อง เสี่ยจำเริญบอกลูกชายว่า หนูรสคนนี้แหละที่ยกพระรอดกรุมหาวันให้ ไตรรัตน์ทำหน้ารังเกียจ บอกว่าถ้ารู้ว่าเป็นพระจากยัยทอมนี่ให้ตายตนก็ไม่สวมหรอก

“ถ้าฉันรู้ว่าอาตี๋น้อยคือนาย ฉันก็ไม่มีวันยกของฉันให้หรอก ไอ้ปากเสีย แล้วก็อย่ามาเรียกฉันว่าทอมเพราะฉันไม่ใช่!”

ทั้งสองโต้เถียงเหมือนอยู่กันตามลำพัง สุคนธรสถูกเขาปรามาสว่าแบนเป็นกระดานอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าทอมได้ไง ทำให้เธออายมาก ลุกขึ้นเดินออกไปทันที เจ๊หญิงหันไปดุลูกชายว่าไม่มีมารยาทแล้วรีบตามสุคนธรสไป

เจ๊หญิงพาสุคนธรสกลับมาบังคับให้ตี๋น้อยขอโทษเธอ ระหว่างนั้นมีสองสาวอวบอั๋นเดินเข้ามา เจ๊หญิงไล่ตะเพิดบอกว่าถ้าตนไม่อนุมัติห้ามใครเข้าบ้าน บอกสองสาวอวบอั๋นว่า

“คนที่จะเป็นลูกสะใภ้ของตลาดหญิงจำเริญได้ ต้องผ่านการเห็นชอบจากฉันเท่านั้น!!”

สองสาวพากันหัวหด ร้องคร่ำครวญโหยหวนขณะพากันออกไป ส่วนสามสาวได้ยินเจ๊หญิงพูด ต่างอุทานพร้อมกัน

“เจ้าของตลาด???!!!”

ooooooo

ที่เมืองกาญจน์ เมื่อญาณินพรีเซนต์งาน เธออธิบายการจัดตกแต่งรีสอร์ตตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งติณห์ไม่เข้าใจเลย เมื่อเพนนีมาฟังก็ดูถูกว่า พูดแต่ภูมิปัญญาโบราณครํ่าครึ ยุติณห์ว่ายังจะเชื่อพวกนี้พูดอีกหรือ

“รีสอร์ตก็เหมือนคน อยากจะทำให้สวยยังไงก็ทำได้ ศัลยกรรมทีสองทีก็สวยได้ แต่เรื่องของจิตวิญญาณหรือจิตใจที่ดีมันสร้างกันไม่ได้” ญาณินพูดต่อ

“ว่าใคร” เพนนีมองขวับ

“สิ่งที่พวกเราทำ ไม่ใช่แค่การออกแบบสิ่งที่สัมผัสจับต้องได้ แต่เราออกแบบไปถึงจิตวิญญาณของสถานที่ด้วย ซึ่งถ้าคุณจะหลงอยู่แต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ลืมหูลืมตา ก็...สวัสดี...จบการพรีเซนต์” เธอปิดฝาโน้ตบุ๊กอย่างแรง

เจ๊หญิงพาสามสาวมาที่โต๊ะอาหาร ไตรรัตน์มองอาหารบนโต๊ะ ถามแม่ว่าเลี้ยงอาหารดีไปหรือเปล่า

“อาหารนี่กับพระรอดกรุมหาวันที่หนูรสให้มาช่วยคุ้มครองชีวิตแก เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด”

ส่วนเสี่ยจำเริญก็บอกว่าเขาติดหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงของหนูรส ไตรรัตน์ทำหน้าเบื่อหน่ายขอให้เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีไหม สุคนธรสแทรกขึ้นว่า

“เสี่ยคะ เจ๊คะ ไม่เป็นไรค่ะ หลวงปู่สอนว่าทำบุญอย่าหวังผล ใครไม่เห็นค่าก็อย่าไปบังคับเขา”

ไตรรัตน์มองหน้าสุคนธรสนิ่ง พลันก็ยกมือไหว้ท่วมหัว พูดปาวๆว่า

“บุญคุณของคุณล้นฟ้าล้นดินมากๆ ผมซึ้งสุดยอด... ขอบคุณนะ...ขอบคุณมาก ขอบคุณที่สุดในโลก รับรองจะไม่ลืมเลย!!”

สามสาวพากันหัวเราะคิกคักกับอาการล้นๆเหมือนเด็กเกเรของไตรรัตน์ เสี่ยหัวเราะหึๆ แล้วชวนทานข้าวกัน

ไม่ทันไร เสียงอาอี๊ก็ลั่นจากข้างบนเรื่องอาม่าไม่ยอมกินข้าวทั้งยังอาละวาดใส่ อาอี๊ตะโกนว่าตนไม่ไหวแล้ว ต่อไปก็ให้ลูกรักมาดูแลกันเองก็แล้วกันเพราะตนเป็นคนนอก ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกันทั้งนั้น ทำไมต้องให้ตนทำหน้าที่นี้ด้วย

เมื่อบรรยากาศไม่ดีเช่นนี้ สามสาวขอตัวกลับ เสี่ยจำเริญขอโทษสามสาว บอกให้ขึ้นไปดูอาม่าหน่อย บอกตี๋น้อยให้พาไปที ตนกับม้าจะได้ดูแลอาอี๊ ไตรรัตน์จึงเดินนำขึ้นไป

ส่วนเสี่ยกับเจ๊หญิงรีบเข้าไปดูอาอี๊ในครัว เจ๊บอกว่าถ้าเหนื่อยก็ไปเที่ยวพักผ่อนบ้างก็ได้ เดี๋ยวตนจะดูแลอาม่าเอง

“ทำไมคนที่ไม่มีใคร คนที่ไม่มีความสุข ต้องเป็นฉันด้วย...คนที่ควรจะต้องมีสภาพแบบนี้ต้องเป็นเจ๊ ไม่ใช่ฉัน เชิญไปมีความสุขกับ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ๊ขโมยฉันไปเถอะ!”

อาอี๊หรือเสาวภาเดินหนีไป เจ๊หญิงเรียก “เสาวภา...” มองตามไปเซ็งๆ ส่วนเสี่ยจำเริญได้แต่ยืนก้มหน้า...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แจ๊ค ซู-จีน่า" ตื่นเต้นเข้าพิธีวิวาห์ “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”

"แจ๊ค ซู-จีน่า" ตื่นเต้นเข้าพิธีวิวาห์ “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”
19 พ.ค. 2564

02:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2564 เวลา 03:26 น.