วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใต้ปีกปักษา

อ่านเรื่องย่อ อ่านตอนที่ 1 ทั้งหมด

แนว: โรแมนติก แอคชั่น

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ทิพย์สุดา

กำกับการแสดงโดย: ตระกูล อรุณสวัสดิ์

ผลิตโดย: บริษัท ชลลัมพี โปรดั๊กชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: หลุยส์ สก๊อต, มทิรา ตันติประสุต




หลายปีก่อน...อคินมาอยู่บ้านครูจันทรา เมื่อเพื่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมดแต่อคินสอบเข้าเตรียมทหารไม่ติด จึงไม่อยากอยู่ให้เพื่อนๆต้องมาปลอบใจ เขาตัดสินใจบินไปอังกฤษโดยไม่ได้บอกลาใคร

 ครูจันทรารู้ว่าอคินกำลังตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง ตามหาจนเจอ เมื่อรู้ว่าเขาจะไปอังกฤษ ครูถามว่าไม่คิดจะบอกลาเลยหรือ อคินบอกว่าตั้งใจจะเขียนจดหมายมาหาครูหลังจากไปถึงอังกฤษแล้ว

“แสดงว่าเธอตกลงไปเรียนบริหารตามที่คุณย่าเธอเลือกให้”

“ครับ...ผมต้องไปแล้ว เดี๋ยวคุณย่าจะรอ”

“เดี๋ยวสิ เธอยังติดค้างไม่ส่งเรียงความที่ครูเคยสั่งไว้นะอคิน”

“เรียงความฮีโร่ของฉันน่ะเหรอครับ ผมคงส่งให้ครูไม่ได้หรอกครับเพราะผมไม่มีฮีโร่ที่อยากจะเป็น”

อคินขึ้นรถจะขับไป ครูจันทราตามไปถามว่าอคินว่าไม่มีฮีโร่ที่อยากจะเอาเป็นแบบอย่าง แล้วเขาจะทิ้งความฝันที่อยากขับเครื่องบินจริงๆหรือ อคินบอกว่าตนสอบเตรียมทหารไม่ติด ตนไม่มีที่จะไป และไม่อยากเรียนอะไรอีก ตนถึงกลายเป็นเด็กเลวของทุกคน

“เธอเคยเป็นเหมือนขนนกที่ลอยมาตามลม

จนตกลงมาอยู่กับครูที่นี่ และวันนี้เธอก็จะลอยไปตามลมอีกไปเรื่อยๆไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าวันนึงจะไปตกที่ไหนอีก ครูปล่อยให้เธอเป็นอย่างนั้นไม่ได้อีกแล้วอคิน”

ครูจันทราดึงอคินออกจากรถ บีบไหล่ทั้งสอง

ของเขาแน่น พูดขึงขังจริงจังว่า

 “เธออยากเป็นนักบินรบ อยากทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศ แต่ความจริงแล้ว เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ในฐานะอะไร ทำงานแบบไหน เราก็มีส่วนช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ทั้งนั้น...หยุดเป็นขนนกที่ลอยไปไม่รู้จุดหมายได้แล้วนะอคิน...ถึงเวลาที่เธอจะต้องบินได้จริงๆ เหมือนนกที่นึกจะกางปีกบินไปไหนก็ได้ตามที่ใจเธออยากซะที เธอทำได้นะอคิน ครูเชื่อว่าเธอทำได้”

“ครูครับ...”

อคินสบตาครูที่น้ำตาคลอเบ้า จนตัวเองก็น้ำตาคลอไปด้วย...

ooooooo

วันนี้...อคินในวัย 35 ปี เป็นกัปตันเครื่องบินโบอิ้ง 737 คู่กับธเนศนักบินผู้ช่วย บินอยู่เหนือท้องฟ้าที่มีเมฆมาก อคินทำงานอย่างจริงจัง พูดผ่านเสียงตามสายไปยังผู้โดยสารบนเครื่อง...

“สวัสดีครับท่านผู้โดยสาร ผมกัปตันอคิน

นภประสิทธิ์ ครับ ขณะนี้เรากำลังเริ่มลดระดับลงสู่

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะใช้เวลาในการบินอีก 25 นาที เวลาที่กรุงเทพฯขณะนี้คือ 17.30 นาทีเราได้รับรายงานสภาพอากาศว่า ที่สนามบินมีเมฆฝนและสภาวะอากาศแปรปรวนค่อนข้างรุนแรง ขอให้ทุกท่านนั่งรัดเข็มขัดอยู่กับที่จนกว่าสัญญาแจ้งรัด

เข็มขัดจะดับลง ขอบคุณครับ”

ภายในเครื่อง...สาริศาหรือริศา วัย 25 ปี ลูกสาวคนเดียวของสารัตถ์ กัปตันนักบินพาณิชย์วัยใกล้เกษียณนั่งเครื่องมากับพ่อ ริศานั่งหลับตานิ่งหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม พักเดียวก็อาเจียนใส่ถุง สารัตถ์ถามว่าเป็นอะไรมากไหม ริศาบอกว่าเวียนหัวนิดหน่อย สงสัยเมาเครื่องบิน สารัตถ์ถามว่ากลัวหรือ ให้จับมือพ่อแน่นๆ

สารัตถ์ตกใจเมื่อมองไปที่หน้าต่างเครื่องเห็นควันจากเครื่องยนต์ซ้าย บรรยากาศในเครื่องเริ่มวุ่นวายเมื่อผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งร้องกรี๊ดว่า

“ไฟไหม้!!”


ริศากลัวจนหน้าซีดตัวสั่น สารัตถ์บอกว่าไม่เป็นไร นักบินเขาจัดการได้ เชื่อพ่อนะ

อคินกับธเนศตรวจพบว่ามีไฟไหม้เครื่องยนต์ ระบบเตือนสัญญาณด้วยไฟสีแดงกะพริบส่งเสียงดังลั่น

ที่ภายนอกฝนก็ตกกระหน่ำ ฟ้าผ่าเป็นสายแล้วทันใดนั้นเครื่องก็ตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง ธเนศเหมือนเกิดอะไรช็อตที่หัวอย่างแรงตาลอยกลับขึ้น

“ธเนศ...ธเนศ...” อคินเรียกแต่ยังมีสมาธิคุมเครื่องอย่างดี เมื่อเรียกแล้วธเนศไม่ตอบสนอง อคินจึงกดปุ่มหาหัวหน้าลูกเรือ แจ้งด้วยน้ำเสียงปกติว่าต้องการคนช่วยในห้องนักบินด่วน

ในห้องผู้โดยสารสับสนวุ่นวาย เสียงกรีดร้องตกใจดังลั่น ลูกเรือชายบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามใช้โทรศัพท์เด็ดขาด คาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามลุกจากที่นั่งและปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรืออย่างเคร่งครัด

หัวหน้าลูกเรือหญิงพยายามเดินเกาะมาหา

สารัตถ์ พูดเบาๆไม่ให้คนอื่นได้ยินว่า

“กัปตันสารัตถ์คะ กัปตันอคินให้มาเชิญกัปตันเข้าไปดูสถานการณ์ในห้องนักบินหน่อยค่ะ”

สารัตถ์ตอบรับทันที ปลดเข็มขัดนิรภัยบอกริศาว่าเดี๋ยวพ่อมา ไม่ต้องกลัว  ไม่มีอะไรแน่นอนพ่อรับรอง

เมื่อเข้าไปในห้องนักบิน สารัตถ์ถามว่า “สถานการณ์เป็นยังไง”

“เครื่องยนต์ข้างซ้ายไฟไหม้ ผมจะต้องทำการดับเครื่องยนต์และนำเครื่องลงด้วยเครื่องยนต์ข้างเดียวที่เหลืออยู่ แต่นักบินที่สองไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ต้องรบกวนกัปตันสารัตถ์ด้วยครับ”

เมื่อหัวหน้าลูกเรือกับสารัตถ์ช่วยกันยกธเนศออกไปนั่งในที่นั่งฉุกเฉินแล้ว สารัตถ์เข้าประจำที่บอกอคิน

“เริ่มเลย”

เมื่อช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ครู่หนึ่งสารัตถ์บอกว่าเครื่องกำลังเสียการทรงตัวจนจะควบคุมไม่ได้แล้ว

สารัตถ์ย้ำกับอคินว่า “อคิน ทุกชีวิตขึ้นอยู่กับคุณ”

“ครับผม ผมจัดการได้” อคินมุ่งมั่น แล้วเขาก็ใช้ความสามารถทั้งหมดแก้ไขสถานการณ์จนเครื่องบินกลับมาทรงตัวได้ในระดับปกติ

“คุณเก่งมาก กัปตันอคิน”

เมื่อเครื่องบินทรงตัวได้ในระดับปกติแล้ว อคินแจ้งหอบังคับการบินเพื่อการลงจอดฉุกเฉิน สารัตถ์มองอคินอย่างพอใจ

นับแต่พ่อไปที่ห้องนักบิน ริศาก็ยิ่งกลัว หยิบ

เสื้อนอกของพ่อมากอดแน่นเป็นกำลังใจ เมื่อเครื่องลงแล้วเธอยังนั่งนิ่งคอยพ่อ ลูกเรือมาเชิญให้ไปรอที่ห้องผู้โดยสาร เธออยากรู้ว่าพ่อปลอดภัยหรือเปล่า ลูกเรือจึงพาไปที่หน้าห้องนักบิน โทร.แจ้งข้างใน อึดใจเดียวสารัตถ์ก็เดินออกมา

แว่บเดียวที่ประตูยังไม่ทันปิด ริศามองเข้าไปในห้องนักบินสบตากับอคินพอดี ต่างตกอยู่ในภวังค์

ดุจวินาทีต้องมนตร์

ผู้โดยสารได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่การบินอย่างดี พออคินกับสารัตถ์เดินเข้ามาในเกต เจ้าหน้าที่สนามบินและผู้โดยสารก็ปรบมือและเข้าจับมือแสดงความขอบคุณ

“ขอบคุณพี่สารัตถ์มากนะครับที่มาช่วยผม” อคินเอ่ย

“เอ้ย...ไม่ต้องขอบคุณหรอก ความสามารถของคุณทั้งนั้น เก่งมากๆ”

 ริศาวิ่งเข้ามาหาพ่อ สารัตถ์ถามว่าเป็นยังไง

พ่อบอกแล้วว่าสบายมาก นักบินเราเก่ง แล้วแนะนำ

 “นี่ไงพี่อคิน กัปตันที่พ่อเล่าให้เราฟังบ่อยๆ เออได้เจอกันสักที แต่ไม่นึกเลยว่าต้องมาแนะนำกันในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้”

 อคินขอโทษที่ทำให้น้องริศาตกใจ ริศามอง

อคินเหมือนเทพบุตรที่น่าศรัทธา บอกว่า

“มันเป็นอุบัติเหตุนี่คะ แล้วก็จบลงด้วยดี ทุกคนปลอดภัย กัปตันอคินเก่งเหมือนที่พ่อเล่าให้ฟังเลยค่ะ”


 “เพราะผมมีครูดีครับ คุณพ่อของน้องริศาเป็นครูสอนขับเครื่องบินของผม”

“เฮ้ย...อย่ามัวมายอกันเองเลยน่า พี่ไปก่อนนะ แล้วเจอกัน”

 อคินมองริศาไม่วางตา ประทับใจในความน่ารักอ่อนหวานของเธอ ริศาเองก็มองอคินอย่างชื่นชม

ooooooo

หลายวันต่อมา...สารัตถ์อยู่ในห้องทำงาน

ที่บ้าน เขาเครียดกับข้อมูลบางอย่างที่หน้าจอโน้ตบุ๊ก เป็นไฟล์เอกสารการเงิน ระบุยอดเงินเช่าซื้อเครื่องบินจำนวนเงินหลักพันล้าน

เสียงเคาะประตูดังพร้อมกับเสียงใสๆของริศา “พ่อขา...ไปกันหรือยัง”

สารัตถ์บอกว่าขอเก็บของสำคัญก่อนแล้วเอาโมเดลเครื่องบินตั้งไว้บนโต๊ะ ริศาบอกว่าหวงขนาดนั้นตนจะขโมยไปเก็บไว้ที่อื่น สารัตถ์บอกว่าไม่ดี นางฟ้าน้อยๆของพ่อจะทำแบบนั้นไม่ได้ ริศาบอกว่าล้อเล่น

สารัตถ์เลยถามว่า

“นางสาวสาริศา อักษรศาสตรบัณฑิต...เอกอังกฤษ โทญี่ปุ่น หนูอยากทำงานอะไร”

ริศาบอกว่าตนอยากทำสิ่งที่ตนไม่ได้เรียน สารัตถ์บอกว่า

“นั่นคือการทำกับข้าวให้พ่อกินนั่นเอง...ลูก

ทำทุกอย่างอร่อยมาก พ่ออยากให้คนอื่นได้ชิมฝีมือลูกแล้วทุกคนจะมีความสุขเหมือนพ่อ เอางี้ พ่อจะลาออก


จากงานแล้วเรามาทำร้านอาหารกัน”

ริศาถามว่าพ่อจะลาออกจากงานที่พ่อรักมาทำไม สารัตถ์บอกว่าถึงรักแต่ก็ไม่เท่ากับรักลูกและอาหารที่ลูกทำ ริศาไม่แน่ใจถามว่า “แต่...ริศาจะทำได้หรือคะ”

“ได้สิ เราสองพ่อลูกช่วยกันไงคะ”

ริศาดีใจโผกอดพ่อ สารัตถ์มองผ่านไหล่ริศาไปที่เครื่องบินจำลองที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างกลุ้มใจ

ooooooo

ที่คฤหาสน์ของศรุต ประธานบริหารของสายการบิน Blue Kite Airline กำลังมีงานเลี้ยงฉลองสายการบินครบรอบ 10 ปี เขาขึ้นกล่าวกับทุกคนในงานด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ เล่าถึงความเป็นมาของสายการบินว่า

เมื่อ 10 ปีก่อนระหว่างทำการบินเขารู้สึกอิ่มตัวพอแล้วกับการเป็นนักบินรับจ้างคนอื่น ตนอยากทำสายการบินของตัวเอง ศรุตเล่าว่า

“แต่ลำพังผมคนเดียวคงทำไม่ได้ ผู้ช่วยนักบินของผมสองคนตอนนั้น ที่ตอนนี้กลายมาเป็นครูและกัปตันอาวุโสของพวกเรา พวกเขาบอกว่าถ้ากัปตัน

บ้าพอที่จะทำแบบนั้น พวกเขาก็พร้อมลาออกไปลุยเอาดาบหน้ากับผม”

ศรุตเล่าอีกว่า “ถึงวันนี้สายการบินเราเปิดมาครบ 10 ปี และล่าสุดเราเพิ่งจะได้รับเสียงชื่นชมจากวีรกรรมที่กัปตันรุ่นใหม่ของเราได้สร้างชื่อเสียงด้วยความสามารถรักษาชีวิตผู้โดยสาร 138 คนให้ปลอดภัย ผมอยากให้ทุกคนปรบมือเป็นเกียรติให้กับ...กัปตันอคิน นภประสิทธิ์ ครับ”

ทุกคนปรบมือชื่นชมรวมทั้งริศาด้วย เธอมองเขาดวงตาสุกใส สารัตถ์มองลูกสาวที่มองอคินอย่างพอใจ ศรุตเดินไปโอบบ่าอคิน พยักหน้าให้พูดอะไรกับทุกคนหน่อย อคินขอบคุณทุกคน แต่ที่ตนผ่านอุบัติเหตุครั้งนี้มาได้ไม่ใช่ความสามารถของตนคนเดียวแต่ต้องขอบคุณกัปตันสารัตถ์ ที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์ และขอเสียงปรบมือให้กัปตันสารัตถ์ด้วย ทุกคนปรบมือชื่นชม

สารัตถ์ยกแก้วขึ้นเป็นเชิงขอบคุณทุกคน

“ผมมีวันนี้ได้เพราะคำสอนของครูฝึก...ที่ย้ำเสมอว่านักบินต้องคิดถึงชีวิตของผู้โดยสารเป็นลำดับแรก ขอบคุณพี่สารัตถ์ ขอบคุณพี่วิสสุต ที่เป็นครูที่ดีของผมมาตลอดครับ”


“ยินดีด้วยครับทั้งกัปตันมือเก่าและมือใหม่” เสียงศรันย์ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของศรุตดังแทรกเสียงปรบมือแล้วไปยืนแทรกติดกับพ่อ เบียดอคินกระเด็นไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น อคินอึ้งๆแต่ยอมถอยเพราะไม่อยากแข่งกับใคร ศรันย์ยิ้มให้ริศาแล้วฉวยมือขึ้นมาจูบ

ริศาตกใจทำตัวไม่ถูก เผลอหันมองอคินว่าเขาเห็นหรือเปล่า ศรันย์หัวเราะร่วน ขอโทษทุกคนที่มาร่วมงานช้าไปหน่อยเลยทำให้พ่อลำบากดูแลทุกคนอยู่คนเดียว แล้วพูดอวดบารมีประกาศศักดาว่า

“อีกไม่นาน...หลังจากคุณพ่อวางมือแล้ว ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลบุคลากรทุกท่านแทนคุณพ่อครับ”

ทุกคนในงานอึ้ง ศรุตสีหน้าไม่พอใจแต่เกรงใจลูกเลยตัดบทชวนทุกคนตามสบาย สารัตถ์พยายาม

จะสบตาศรุต แต่เขาหลบตาตลอด สารัตถ์ได้แต่อึ้งๆ เห็นศรุตเดินเลี่ยงไปทางหนึ่งจึงส่งสายตาให้อคินมาอยู่เป็นเพื่อนริศา แล้วสารัตถ์ก็เดินไปคุยกับศรุตที่มุมหนึ่ง

อคินเดินไม่ทันถึงริศาก็ถูกศรันย์โผล่มาตัดหน้า ตัดพ้อต่อว่าที่ริศาไม่ค่อยตอบไลน์ตน ริศาสงวนท่าทีและถ้อยคำ ศรันย์คุยโวอวดมั่งอวดมีถามว่าริศาชอบนาฬิกาไหม ตนสะสมนาฬิกา ยกมือให้ดูบอกว่าเรือนนี้ยี่สิบล้าน มียี่สิบเรือนในโลก จะสั่งทำให้ริศาเป็นพิเศษ

ริศาบอกว่าตนไม่ชอบนาฬิกาก็เปลี่ยนเป็นเสนอเครื่องประดับ ถามว่าตุ้มหูเพชรน่าจะดีไหม ถือวิสาสะหยิบปอยผมริศาทัดหู ริศาอึดอัดมากพยายามหาทางหนีออกจากเขา

กิตติ ช่างนิสัยเหลือขอที่สารัตถ์ช่วยให้ทำงานที่บลูไคท์แต่ติดนิสัยขี้จิ๊ก ยืนอยู่ไม่ไกลจากศรันย์กับริศานักได้เห็นและได้ยินศรันย์คุยโว ริศามองหาอคินซึ่งเขาก็ยืนดูเหตุการณ์อยู่อย่างไม่พอใจ ริศามองอย่างขอความช่วยเหลือ แต่อคินเห็นสายตาท้าทายของ

ศรันย์ก็ทำไก๋หันไปเลือกอาหาร ศรันย์หันไปเอาอกเอาใจริศา ถามว่าอยากทานอะไรบ้าง ตนช่วยถือให้และชวนไปนั่งด้วยกัน

ooooooo

สารัตถ์คุยกับศรุตอย่างเคร่งเครียด บอกว่าตนดูงบประมาณการเช่าซื้อเครื่องบินลำใหม่มันสูงผิดปกติ ถามว่าเขาตรวจสอบหรือยัง ศรุตบอกว่าเรื่องนี้ตนให้ศรันย์ดูแล แต่มันก็ไม่น่าจะมีอะไร

“ศรุต ผมรู้ว่าคุณรักลูกมาก แต่ถ้าปล่อยให้ศรันย์ทำงานอย่างนี้ต่อไป ไม่นานมันคงพัง ผมมองอนาคตบริษัทแล้ว ผมวางมือไม่ลงเลย”

 ศรุตตกใจถามว่าพูดอย่างนี้ได้ไง เราสู้กันมา

ตั้งเท่าไหร่แล้ว

“ใช่...ผมปลุกปั้นปลุกปล้ำกับบริษัทนี้มานาน จนไม่อยากอยู่จนถึงวันที่มันจะล่มจม มันหลายครั้งแล้วที่ผมเห็นความผิดปกติ เมื่อไหร่มีเวลาเราต้องคุยกันเรื่องนี้ ผมมีหลักฐานอยากให้คุณดู”

“มีหลักฐานด้วยเหรอ” ศรุตเสียงไม่ปกติ

ทันใดนั้น The fox เดินเข้ามาทักศรุตว่า “ผมตามหาเจ้าภาพเสียทั่วงานเลย คุณศรุต” ศรุตตกใจเล็กน้อยแต่กลบเกลื่อนได้ทันที ยิ้มทัก...

“อ่อ...คุณเฟอร์ดินาน ยินดีที่มางานนี้ได้ครับ” แล้วแนะนำแก่สารัตถ์ว่าเฟอร์ดินาน ซาลองยา มิสเตอร์เอฟ เป็นนักธุรกิจการบินจากประเทศเพื่อนบ้าน”

“ผมต้องขอขโมยตัวคุณศรุตไปหน่อยนะครับ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” The fox เอ่ยแล้วลูกน้องก็ล้อมหน้าล้อมหลังศรุตพาออกไปอีกทาง สารัตถ์มองตามด้วยความสงสัย

ริศาพยายามเดินหนีศรันย์ที่ตามตื๊อบอกว่าจะไปหาคุณพ่อหน่อย ศรันย์บอกว่าอย่าไปกวนผู้ใหญ่เลย แล้วจับมือพาออกไปจากงานเลี้ยง ไปดูคอลเลกชันเครื่องประดับเพชรกัน ทันใดนั้นอคินก็ขึ้นเวทีประกาศว่า

“ทุกท่านครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับให้กับคุณศรันย์กับบทเพลงพิเศษที่จะมอบให้ทุกคนด้วยครับ”

ศรันย์ชะงัก จะไม่ขึ้นไปร้องเพลงก็กลัวเสียหน้า พอขึ้นไปร้องเพลง อคินก็รีบพาริศาออกไปจากงาน

ศรันย์มองอย่างโกรธแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะต้องรักษาหน้าบนเวที

ริศาบอกอคินว่าตนไม่อยากกลับเข้าไปในงานแล้ว ตนไม่ชอบที่นี่เลย ขอร้องว่า

“พี่อคิน พาริศาไปไหนก็ได้ พ่อไม่ว่าหรอกค่ะ ริศาไม่อยากเข้าไปเจอคุณศรันย์อีกแล้ว ริศาเกลียด”

“ได้เลยครับ” อคินยิ้มแล้วจูงมือริศาออกจากงานไปเลย

พอศรันย์ร้องเพลงจบก็เดินหงุดหงิดเข้าห้องน้ำใหญ่ซึ่งกิตติยืนฉี่อยู่พอดี ศรันย์ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ถอดนาฬิกาล้างหน้าล้างมือดับอารมณ์แล้วเดินปึงปังออกไป

กิตติมองตามขำๆ พอหันมองที่อ่างล้างหน้า

อีกทีก็ผงะ ตาโตเมื่อเห็นนาฬิการาคายี่สิบล้านของศรันย์วางอยู่ตรงนั้น!

ooooooo

กิตติเดินผิวปากอารมณ์ดีออกทางประตูเล็กด้านข้าง ข้อมือใส่นาฬิกาหรู ในกระเป๋าจิ๊กของกินมาเพียบแต่เดินไม่ทันพ้นประตู ศรันย์ก็ตะโกนโวยวายมาจากในบ้านให้จับขโมย มันขโมยนาฬิกาตนไป

อคินกับริศาเดินเล่นอยู่แถวนั้น ริศาตกใจแอบหลังอคิน แขกเหรื่อในงานแตกตื่นตกใจ ศรันย์ทั้งเตะทั้งถีบกิตติ จนสารัตถ์เข้ามาแยกบอกศรันย์ให้พอแล้ว ศรันย์ฟ้องว่ากิตติขโมยนาฬิกาที่ตนลืมไว้ในห้องน้ำ

ยุอย่างวางอำนาจให้สารัตถ์ไล่มันออกเลย ขี้ขโมยขนาดนี้เอามันมาทำงานได้ยังไง

สารัตถ์ถามกิตติว่าทำอย่างนี้ได้ยังไง กิตติแก้ตัวว่าตนเห็นนาฬิกาในห้องน้ำกลัวมันหายเลยใส่ออกมาตั้งใจจะเอามาคืนคุณศรันย์นี่แหละ สารัตถ์สั่งให้เอานาฬิกาคืนคุณศรันย์ไป ศรันย์บอกให้ใครก็ได้โทร.เรียกตำรวจที สารัตถ์สั่งกิตติให้กราบขอโทษคุณศรันย์เดี๋ยวนี้

ศรันย์ยืนกรานต้องไล่ออกเท่านั้น ถามว่าทำงานแผนกไหนตนจะไล่เอง กิตติหน้าเหลือสองนิ้วทรุด

พนมมือแต้ขอโทษ สัญญาว่าจะไม่ทำอีก อ้อนวอนขอโอกาสตนด้วย ศรันย์ใส่นาฬิกาแล้วตะเพิดไปให้พ้นหน้าตนเดี๋ยวนี้ กิตติรีบไหว้ขอบคุณทั้งศรันย์และสารัตถ์

“ไม่ต้องขอบคุณ นายต้องโดนลงโทษแน่ ไป...

กลับไปก่อน แล้วเจอกันที่บริษัทพรุ่งนี้เช้า มาให้ตรงเวลาด้วย”

กิตติรับคำเดินก้มหน้างุดออกไป ศรันย์เห็นอคินกับริศาใกล้ชิดกันมากก็จ้องตาแทบถลน ริศารีบจูงมืออคินออกไปจากบริเวณบ้าน

กิตติยังไม่ยอมกลับ ยืนตั้งหลักแล้วย้อนกลับไปในบ้าน ขึ้นไปเดินหาจนเจอห้องศรันย์ที่ไม่ได้ล็อก เดินเข้าไปหานาฬิกาเรือนละยี่สิบล้านจะขอแบ่งไปใช้มั่ง

แต่แล้วกิตติก็ได้ยินเสียงดังจากหน้าห้อง เป็นเสียงกร้าวของเดอะฟ็อกซ์ถามว่าเมื่อไหร่จะทำตามที่สัญญา เพราะตนจ่ายเงินให้หมดแล้ว มีเสียงตอบงึมงำฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร แล้วเดอะฟ็อกซ์ก็ถามว่าจะเข้าไปตกลงกันในห้องนี้หรือ กลัวมีใครมาเจอเราคุยความลับกันหรือ

ประตูห้องเปิดออก กิตติรีบมุดไปซ่อนที่ห้องแต่งตัว แอบดูเห็นเดอะฟ็อกซ์กับลูกน้องอีกสองคนแต่ไม่เห็นอีกคนที่อยู่ในมุมที่ถูกบัง เดอะฟ็อกซ์ผลักชายอีกคนเข้าไปเห็นแต่เงาไม่เห็นหน้าตาและเสื้อผ้า


“จะบอกอะไรให้นะ” เสียงเดอะฟ็อกซ์เข้ม เหี้ยม “ถ้ายังเลื่อนออกไปอีกละก็...ผมคงไม่ใจดีกับคุณอีก และผมตกลงใจแล้วว่าจะส่งคนขึ้นไปไฮแจ็กตอนคุณให้คนไปรับเครื่องบินลำใหม่ คุณเตรียมให้สัมภาษณ์ข่าวเรื่องการก่อการร้ายดีๆ เสียใจด้วยที่บลูไคท์ของคุณจะต้องสูญเสียนักบินหนุ่มมือดีที่กำลังเป็นฮีโร่ไป แต่มันก็ยังดีกว่าที่คุณจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ใช่หรือ”

กิตติตาเหลือกกลัวจนแทบไม่กล้าหายใจ เปิดประตูแง้มดูไม่เห็นใครก็เดินออกมาบอกตัวเองว่ามีก่อการร้าย มีไฮแจ็กแบบสมรู้ร่วมคิด มีแผนสังหารนักบิน งึมงำว่าไม่ต้องรอให้ไล่ออกหรอกเดี๋ยวตนออกเอง พอดีเจอเดอะฟ็อกซ์เดินออกมาเห็นเข้าพอดี กิตติเผ่นทันทีเดอะฟ็อกซ์กระซิบลูกน้อง

“จับมันมา”

กิตติวิ่งเตลิดไปถึงแม่น้ำที่ติดกับบ้าน กระโดดลงไปแต่ชะงักเมื่อเห็นหมาเน่าลอยอยู่ แต่พอถูกลูกน้องเดอะฟ็อกซ์ยิงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาก็ตัดสินใจโดดลงไปเจอหมาเน่าดีกว่าเจอลูกปืน ลูกน้องเดอะฟ็อกซ์ตามมายิงลงไปอีกหลายนัดแต่เห็นเงียบคิดว่ากิตติไม่มีทางรอดแน่เลยกลับไป

ooooooo

อคินพาริศาไปที่สนามบินฝึกบิน ถามริศาว่ากลัวการบินใช่ไหม วันนี้ต้องเป็นนักบินผู้ช่วยของตน ริศาบอกว่าตนทำไม่ได้หรอก อคินบอกว่า “อยู่กับพี่ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”

อคินพาริศาขึ้นเครื่องบินเล็ก อธิบายปุ่มต่างๆให้ริศาฟัง ริศาบอกว่าแค่เห็นปุ่มคอนโทรลตนก็มึนแล้วระหว่างขับเครื่องบิน อคินก็เปิดเพลงรักหวานๆคลอเบาๆ บางครั้งก็บินโฉบแสดงความสามารถด้านการบินแต่ริศากลัว เกร็ง อคินเอื้อมมาจับมือริศาบีบเบาๆ ปลอบว่า

“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีอะไรที่ริศาต้องกลัวเลยครับ”

อคินมองริศาอย่างชื่นชอบ ส่วนริศามองเขาอย่างประทับใจ...

แต่แล้วสภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อคินบอกริศาว่าวิทยุการบินแจ้งว่ากำลังมีกลุ่มเมฆ

ก่อตัวเป็นพายุเข้าข้างหน้า เห็นทีเราต้องกลับ ไว้โอกาสหน้า เราค่อยมาบินกันใหม่

อคินบังคับเครื่องบินให้บินผ่านเข้าไปในกลุ่มเมฆสีขาว เครื่องบินถูกกลุ่มเมฆปกคลุมจนมิด ริศามองออกไปนอกหน้าต่าง ทันใดก็ได้ยินเสียงเรียกเบาๆ

“ริศา...ริศา...ริศา...”

ริศานึกว่าอคินเรียกพอถามเขาบอกว่าไม่ได้เรียกแต่บอกว่าจะบินผ่านกลุ่มเมฆไปเครื่องอาจจะสั่นบ้างแต่ไม่ต้องตกใจ ทันใดเครื่องก็โคลง สั่น ริศาตกใจเผลอเอื้อมจับชายเสื้ออคินกำไว้เบาๆ


เครื่องบินยังบินอยู่ในกลุ่มเมฆทึบ เครื่องเริ่มสั่นมากขึ้น เสียงเรียกริศาเบาๆก็แว่วขึ้นอีก ริศามองออกไปเห็นเครื่องบินรบสมัยสงครามเวียดนามบินออกจากกลุ่มเมฆแล้วโฉบคู่ขนานกับเครื่องบินเล็กของอคิน

“พี่อคิน!!!” ริศาตกใจมากคว้าแขนอคินจับแน่น อคินถามว่ามีอะไรหรือ “ริศา...เอ่อ...ริศาเห็นเครื่องบินรบบินอยู่ข้างๆเราเมื่อกี๊นี้ค่ะ”

อคินบอกว่าถ้ามีเครื่องบินรบเข้ามาใกล้เรา

ขนาดนั้นตนต้องเห็นแล้ว และตนเช็กเรดาร์แล้ว แถวนี้มีเรา บินอยู่ลำเดียว ริศายืนยันว่าตนเห็นจริงๆ พลันก็ชี้ให้ดูแต่เขาก็ไม่เห็นอะไร

“นั่นไงคะ...มันกำลังจะชนเราแล้ว...หลบเร็วค่ะพี่อคิน...กรี๊ดดดดด” ริศากรี๊ดแล้วหมดสติไปทันที

“ริศา...ริศา!!!”

ooooooo

เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่บ้านสวนของปู่สันติ...

สาริศาอายุ 10 ขวบนั่งดูหนังสือตำราอาหารที่พ่อซื้อมาให้อย่างสนใจรอสารัตถ์ที่เพิ่งเสร็จจากการจัดงานศพของพ่อ และกำลังจัดการธุระที่บ้านสวนกับป้านิ่ม


ป้านิ่มแม่บ้านเก่าแก่ที่ดูแลริศามานานจนเหมือนญาติผู้ใหญ่ของริศา ถามสารัตถ์ว่าบ้านสวนหลังนี้จะทำอย่างไรต่อไป สารัตถ์บอกว่าพ่อรักบ้านหลังนี้มาก สั่งไว้ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลว่าห้ามขายเด็ดขาด ข้าวของทุกชิ้นก็ต้องให้อยู่ที่เดิม ป้านิ่มบอกว่าตนจะหมั่นมาดูแลทำความสะอาดให้

สารัตถ์บอกว่าป้าช่วยตนดูแลริศาก็ยุ่งจะแย่แล้วตนจะจ้างคนมาดูแลเอง ป้านิ่มถามว่าจะจ้างใคร ตนหาให้ดีกว่า ป้านิ่มหันไปมองริศา ปรากฏว่าหายไปแล้ว

“มาบ้านสวนทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที” สารัตถ์บ่นลูกสาวยิ้มๆ

สาริศาถือหนังสือตำราอาหารเดินดูของสะสมของปู่มาตามทางเดิน ระหว่างนั้นมีลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง พัดใบไม้ปลิวผ่านหน้าริศาไปหยุดที่หน้าห้องของปู่สันติแล้วประตูก็ค่อยๆเปิดออก ริศามองเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าลังเล ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปที่โต๊ะเขียนหนังสือและตู้เก่าๆที่ตั้งอยู่มุมห้อง ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อตนแว่วๆอยู่ข้างหู...

“ริศา...ริศา...ริศา”

ริศาหันมองก็ไม่เห็นใคร แต่เสียงเรียกยังดังแว่วๆ ริศาเดินตามเสียงไปจึงรู้ว่าเสียงมาจากตู้เก็บของใกล้โต๊ะทำงานที่มุมห้อง เสียงเรียกจึงเงียบหายไป

ริศามองของที่อยู่ในตู้ด้วยความสนใจเห็นกล่องเหล็กเล็กๆมีคราบสนิมเกาะแสดงว่าไม่มีใครสนใจเปิดมานาน ริศาเปิดกล่องเห็นจี้พร้อมสร้อยคอเส้นหนึ่งที่แม้จะเก่าแต่ลวดลายที่เป็นรูปนกกางปีกบินยังสวยงาม และที่ด้านหลังสลักตัวอักษรว่า “Forever”

“ริศา...ช่วยฉัน...ช่วยฉันด้วย...”

เสียงแว่วขึ้นมาอีก ริศาหันมองก็ไม่เจออะไร แต่ที่ข้างฝาด้านหลังริศา “อัศนี” ในชุดนักบินสมัยสงครามเวียดนามมองมาที่ริศาพร้อมกับยื่นมือออกจากภาพเพื่อสัมผัส

ขณะที่มือของอัศนียื่นออกจากรูปใกล้ริศาเข้ามาทุกทีจนดูน่ากลัวนั้น เสียงเรียกของเด็กๆในละแวกบ้านก็เรียกริศาให้ออกมาเล่นกัน ริศาวิ่งออกไปอย่างสดใสร่าเริงทั้งที่มือยังถือจี้กับสร้อยแต่ลืมตำรากับข้าวไว้ตรงนั้น...

ริศาวิ่งออกมาเห็นเพื่อนๆกำลังวิ่งไปลงเรือเพื่อพายออกไปเก็บดอกบัวกัน ริศาร้องบอกเพื่อนให้รอด้วย... รอด้วย พลางเอาสร้อยกับจี้ที่ถือสวมคอแล้วลงเรือไปกับเพื่อนๆ อีกสองสามคน

ลงเรือไปแล้วริศาหันมาบ๊ายบาย เพื่อนถามว่าริสาบ๊ายบายใคร ริศาบอกว่าคุณอาคนนั้นไง เพื่อนมองไปไม่เห็นใคร ริศาลุกยืนเพื่อชี้ เรือก็โคลงจนเด็กๆประคองไม่อยู่ ริศาเสียหลักตกลงไปในบึงจมหายไป เสียงเด็กๆ

กรีดร้องได้ยินไปถึงบ้านสวน สารัตถ์และผู้ใหญ่แถวนั้นต่างวิ่งมาช่วย

ริศาทะลึ่งพรวดขึ้นมาร้องขอความช่วยเหลือแล้วจมลงอีก สารัตถ์พุ่งลงในบึงว่ายไปช่วยริศาสุดชีวิต

ริศาจมน้ำ สร้อยจี้ที่ห้อยคอหลุด ค่อยๆจมลงสู่พื้นโคลนก้นบึงช้าๆ

ที่ก้นบึงอัศนียืนมองสารัตถ์พาริศาขึ้นฝั่งที่พยายามผายปอดช่วยริศา อัศนีทำอะไรไม่ได้ ร่างเขาค่อยๆหายไปพร้อมกับจี้ที่จมลงแตะพื้นโคลนในบึง...

“ริศา...ริศา...” เสียงอัศนีแผ่วหายไปพร้อมกับตัว

ooooooo

ที่ห้องริศาในปัจจุบัน...ริศารู้สึกตัวได้ยินเสียงพ่อเรียก ริศา...ริศา...เธอลืมตาเรียกพ่อมึนๆ สารัตถ์ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เธอบอกว่ายังมึนหัวนิดหน่อย


สารัถต์ถามว่าหัวไปกระแทกอะไรหรือเปล่า เธอไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง บอกว่าตนแค่หน้ามืดเท่านั้น แต่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย...

สารัตถ์ออกมาบอกอคินว่าริศารู้สึกตัวแล้ว บอกว่าเธอแค่เป็นลมหน้ามืดเท่านั้นและฝากขอโทษด้วยที่ทำ

ให้เขาตกใจ สารัตถ์บอกว่าไว้ริศาหายดีแล้วค่อยไป

บินกันใหม่ก็ได้ นึกได้บอกอคินว่ามีบริษัทอื่นเขารับสมัครนักบินนะ น่าจะลองไปสมัครดู อคินตอบทันทีว่าไม่ เพราะตนอยากทำงานกับบลูไคท์มากกว่า

สารัตถ์บอกว่าอีกไม่นานตนคงวางมือไม่บินกับบลูไคท์แล้ว เพราะรู้สึกอิ่มตัวกับงานนี้และอยากลองไปทำอะไรเล็กๆกับริศามากกว่า บอกอคินว่า

“คุณเป็นคนเก่ง อนาคตไกล คุณมีทางเลือก

มากกว่าสายการบินเล็กๆอย่างบลูไคท์ คุณน่าจะลองดูนะ อย่าอยู่ที่เดิมเลย คิดซะว่าเป็นคำแนะนำจากครูบาอาจารย์อย่างผมก็แล้วกัน”

อคินรู้สึกแปลกๆแต่ก็พยักหน้ารับ

ริศาบอกป้านิ่มว่าก่อนที่ตนจะหมดสติ ได้ยินเสียงคนนั้นอีกแล้ว ป้านิ่มตกใจถามว่าเสียงที่เคยได้ยินตอนเด็กๆหรือ เสียงเดิมหรือเปล่า ริศาบอกว่าไม่แน่ใจเพราะมันนานมากแล้วแต่ก็คล้ายมาก

“โอ๊ย...นึกว่าพ้นเคราะห์พ้นโศกไปตั้งแต่ตอนจมน้ำรอบนั้นแล้ว ยังตามมาหลอกหลอนกันอีกเหรอนี่ ไปค่ะ พรุ่งนี้ป้าแอบพาไปรดน้ำมนต์เหมือนตอนเด็กๆนะคะ” ริศาบอกว่าไม่ต้องเพราะตนอาจหูแว่วไปเอง “ถ้ามีอะไรรีบบอกป้าเลยนะ ป้าล่ะห่วงหนูจริงๆ เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ คุณสารัตถ์ไม่ยอมเข้าใจหรอก”

ป้านิ่มบ่นไม่สบายใจ ริศาได้แต่นิ่งคิด

เย็นวันเดียวกันที่ท่าน้ำวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะเด็กวัดกำลังสุมหัวกันแอบเล่นไพ่อยู่นั้น กิตติก็ตะเกียกตะกายขึ้นจากแม่น้ำ มีผักตบชวาห้อยรุ่งริ่งมาตามตัว พวกลูกศิษย์วัดร้องโวยวายกันว่าตัวเงินตัวทอง ตัวใหญ่มากเลย กิตติลุกขึ้นสลัดผักตบชวาออก ตะโกน

“คนเว้ย...กูคน...”

ooooooo

วันนี้อคินในชุดกัปตันกำลังจะออกไปทำงาน ถูกย่าเอมอรจับมือจูงไปดูการตบแต่งบ้านเดี่ยวโดยมี

อยุทธลูกชายเดินตามไปห่างๆ

“ย่าครับ วันนี้ผมต้องไปขับเครื่องบินลำใหม่จากเมืองนอกกลับมา เอาไว้ถึงแล้วผมค่อยกลับมาดูก็ได้ครับ” แต่เอมอรก็คะยั้นคะยอให้ไปดูเพื่อให้แน่ใจว่าถูกใจคนอยู่ อคินเกรงใจย่าบอกว่าไปดูแป๊บเดียวนะครับ

ขณะย่าเอมอรพาอคินดูการตบแต่งบ้าน เท้าเหยียบผ้าพลาสติกที่ปูขั้นบันไดลื่นตกลงมา เมื่อพาส่งโรงพยาบาลปรากฏว่าสะโพกหัก อยุทธบอกว่าอคินติดบินไม่ใช่หรือ ไม่ต้องห่วงพ่อจะอยู่ดูแลเอง รีบไปรีบกลับก็แล้วกัน

อคินบอกว่าตนอยากให้คนอื่นบินแทนแต่ไม่มีใครว่างเลยนอกจากพี่สารัตถ์ แต่ตนเกรงใจไม่อยากรบกวน ขณะนั้นเองพยาบาลมาบอกว่า

“คุณอคินคะ คุณเอมอรเรียกหาคุณค่ะ”

คุณย่าบอกอคินว่าย่ากลัวจะไม่ฟื้นไม่อยากเข้าห้องผ่าตัด อคินปลอบว่าคุณย่าต้องฟื้น เพราะคุณย่าพูดตลอดมาว่าจะรอเจอหน้าหลานสะใภ้ รออุ้มหลานก่อน ย้ำทวงสัญญาว่า

“ตั้งแต่ผมโตมาย่าพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้นตลอด”

“งั้นรับปากย่า อยู่รอจนย่าผ่าตัดเสร็จ ย่าอยากตื่นขึ้นมาแล้วเจอหลาน”


อคินรับปากคุณย่า คิดหนักเรื่องจะหาคนมาบินแทน

วันนี้เป็นวันหยุด สารัตถ์ถามริศาว่าเชฟใหญ่จะทำอะไรให้พ่อกิน ริศาอวดว่าจะทำไก่งวงอบเกาลัด สารัตถ์บอกว่าวันนี้พ่อจะเป็นลูกมือให้เอง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สารัตถ์รับสายอุทานว่าร้ายแรงมาก รับปากปลายสายว่า

“ได้ๆไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมไปแทนให้เอง”

เมื่อบอกและอธิบายปัญหาให้ริศาฟังแล้ว ริศาบอกว่าพ่อไปแทนเถอะ เดี๋ยวตนจะจัดการเจ้าไก่งวงเอง

สารัตถ์บอกอคินว่าบินกลับมาแล้วมีเรื่องอยากปรึกษาหน่อยเรื่องสำคัญมาก แต่บอกตอนนี้ไม่ได้เพราะมีเอกสารต้องให้ดูด้วย กลับมาค่อยคุยกันที่ห้องทำงานตนน่าจะปลอดภัยที่สุด

สารัตถ์สัญญากับริศาว่ากลับมาจะกินไก่งวง

ไม่เหลือแม้แต่ก้นไก่ งานนี้ให้ป้านิ่มช่วยไปก่อน กลับมาแล้วจะเป็นลูกมือให้เต็มที่เลย จากนี้ไปพ่อจะอยู่ใกล้ลูกตลอดไป

“งั้นหนูสัญญาว่าหนูจะทำไก่งวงเกาลัดให้อร่อยที่สุดในโลกจนพ่อกินแล้วตะลึงเลย”

สองพ่อลูกหัวเราะกันอย่างมีความสุขกับเวลาที่จะกลับมากินไก่งวงอบเกาลัดด้วยกัน

ขณะริศากำลังเอาไก่งวงเข้าเตาอบและตั้งเวลาอบแล้ว เธอแว่วเสียงเรียก

“ริศา...ริศา...ริศา...”

ริศาหันมองไม่เห็นใคร ได้ยินเสียงประตูห้อง

ทำงานพ่อดังเอี๊ยด...พอหันมอง เธอตะลึงงัน เมื่อเห็นชายชุดนักบินรบสมัยสงครามเวียดนามกำลังเดินเข้าห้อง

ทำงานของพ่อต่อหน้าต่อตา!

“ใครน่ะ!! ใคร!!!” ริศาถาม ตัดสินใจเดินตามไปดู “คุณ...คุณเป็นใคร คุณเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง”

ชายคนนั้นไม่ตอบ ริศาเดินเข้าใกล้เพื่อดูหน้าให้ชัดเห็นใบหน้าที่คมเข้มของชายคนนั้น แต่แววตาเศร้า เขาไม่พูดอะไรแต่ชี้ไปที่รูปของสารัตถ์ พอริศามองไปชายคนนั้นก็กลายเป็นหมอกจางๆแล้วเลือนหายไป ริศาตกใจมองไปที่รูปพ่อเห็นไฟไหม้จากหน้าแล้วแผ่เป็นวงกว้าง ริศาร้องกรี๊ด

ริศาตกใจตื่น ที่แท้เป็นความฝัน ดูนาฬิกาตั้งเวลาทำอาหารครบชั่วโมงพอดี ริศาลุกขึ้นไปเปิดเตา เอาไก่งวงออกมา ป้านิ่มได้ยินเสียงกรี๊ดของริศารีบมาดู  ริศาบอกว่าตนฝันร้าย ป้านิ่มถามฝันว่าอะไร ริศาไม่ตอบวิ่งจากครัวไปที่ห้องทำงานของพ่อ แล้วก็ตกใจสุดขีดสังหรณ์ไม่ดี เมื่อเห็นรูปพ่อถูกไฟไหม้จริงๆ!

“พ่อ...”

ooooooo


ละครใต้ปีกปักษา ตอนที่ 1 อ่านใต้ปีกปักษาติดตามละครใต้ปีกปักษา ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย หลุยส์ สก๊อต, มทิรา ตันติประสุต 18 ส.ค. 2561 12:30 2018-07-28T00:44:56+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ