ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ใต้เงาจันทร์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'มาร์กี้' ฮอต! 2 เรื่องในล็อตเดียว! 'ใต้เงาจันทร์' พุธ-พฤหัส ประกบ 'เกรท'



ตึกสูงระฟ้า ผู้คนในเมืองขวักไขว่ รถสปอร์ตหรูแล่นมาติดไฟแดง พบูหญิงสาวสวยแต่งตัวทันสมัย เพียบด้วยของแบรนด์เนมทั้งตัว กำลังแต่งหน้าทาปากไปพร้อมกับการโยกตัวตามจังหวะเพลง ดูเป็นสาวสุขนิยมอารมณ์ดี

ทันใดมีคุณยายหกล้มขณะเดินข้ามถนน พบูตกใจรีบลงจากรถไปพยุงคุณยายข้ามถนน พอดีสัญญาณไฟเขียว รถข้างหลังบีบแตรไล่ เธอหันมาจิกตาใส่ทำนองเห็นบ้างไหมว่าพาคนแก่ข้ามถนนอยู่...ส่งคุณยายเสร็จ พบูกลับมาขึ้นรถมองคันหลังอย่างหัวเสียเหยียบคันเร่งออกรถอย่างแรงผ่านสะพานลอยที่มีข้อความว่า

“สะพานนี้สร้างเพื่อสาธารณประโยชน์โดยบริษัทศศิวงศ์”

บนถนนย่านธุรกิจ อาคารศศิวงศ์ตั้งตระหง่านตึกหรูดีไซน์ทันสมัย...ในโถงอาคาร ศตายุ หนุ่มหล่อ มาดสุขุมลุ่มลึก บุคลิกดีดูเด็ดขาดจริงจังเจ้าระเบียบ ทำให้พนักงานในบริษัทหวั่นเกรง เดินออกมาโดยมีพิมพ์พรรณ เลขาสาวถือไอแพดบอกตารางงานด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ในขณะที่พนักงานอีกคนเดินขนาบข้างคอยส่งเอกสารให้เขาเซ็น บรรยากาศดูวุ่นวาย

ศตายุถามเลขาถึงของขวัญที่เจมี่อยากได้ พิมพ์พรรณ รายงานว่าของเข้าวันนี้พอดี เขาจึงเอ่ยจะจัดการต่อเอง... คนรถขับรถมาจอดหน้าตึกแล้วเปิดประตูด้านคนขับ ศตายุขึ้นขับออกไปเอง ทันทีที่รถแล่นไปพิมพ์พรรณและพนักงานก็ถอนหายใจพรวด คลายความอึดอัดตามๆกัน

ในห้างสรรพสินค้าหรู พบู...เดินช็อปปิ้งอย่างมีความสุข เลือกซื้อของรูดการ์ดอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า ทุกอย่างเป็นแบนด์ดัง จนถุงช็อปปิ้งเต็มมือ...มาถึงร้านกระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง เห็นกระเป๋าลิมิเต็ดที่ตัวเองรอมานานก็ถลาเข้าไปจับ มองอีกใบก็อยากได้จึงเอื้อมมือไปคว้า ทว่าไม่คาดคิดกลับมีมือหนึ่งมาจับใบเดียวกัน เธอเงยหน้ามองพอเห็นว่าเป็นผู้ชาย ก็เข้าใจว่าเขาคงเป็นเกย์ จึงยื้อไม่ยอมปล่อย

“ขอโทษนะคะ ฉันหยิบใบนี้ก่อน” พบูฝืนยิ้มให้ตามมารยาท

ศตายุมองสักพัก ยอมปล่อยพร้อมบอกว่าตนยกให้ พบูเคืองจะมายกให้ได้อย่างไรในเมื่อตนหยิบก่อน เขาขำๆไม่อยากเถียงจึงถาม ตกลงจะเอาใบไหนกันแน่ พบูมองทั้งสองใบในมือ

“ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะเอาใบไหนดี คุณรอแป๊บนะ”

ศตายุหันมาถามพนักงานว่ามีใบอื่นไหม พนักงานตอบว่ามีอย่างละใบเพราะเป็นลิมิเต็ด เขาจึงจำต้องยืนรอให้พบูเลือก...ผ่านไปสักพัก พบูตัดสินใจเลือกไม่ได้ ศตายุเบื่อรอจึงช่วยเลือก

“ใบนี้ก็สีสดใสดีเหมาะสำหรับไปเที่ยว แต่ถ้าคุณ ชอบเรียบๆก็ใบนี้ สีเรียบร้อยแต่ใช้ได้บ่อย ไปได้ทุกงาน เข้ากับทุกชุด”

พบูเห็นจริง ศตายุเร่งให้เลือกเสียทีตนรอนานแล้ว เธอออกอาการหงุดหงิด “แล้วใครใช้ให้คุณรอล่ะ รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอ”

“เรื่องแค่นี้ยังตัดสินใจไม่ได้ ถ้าเจอเรื่องใหญ่กว่านี้ จะทำได้ยังไง” ศตายุแกล้งเปรย

พบูหมั่นไส้จึงบอกว่าไม่เลือกแล้ว ตนเอาทั้งสองใบ และยื่นบัตรเครดิตให้ ศตายุส่ายหน้าไม่ค่อยพอใจ ไม่นานพนักงานกลับมาบอกว่าบัตรรูดไม่ผ่านต้องติดต่อธนาคาร พบูโวย

“เป็นไปไม่ได้ กะอีแค่เงินไม่กี่หมื่น ทำไมจะรูดไม่ได้ เครื่องคุณเสียรึเปล่า”

พนักงานยืนยันว่าเครื่องไม่เสีย พบูแปลกใจเมื่อครู่ยังรูดได้อยู่เลย แต่ด้วยในตัวไม่มีเงินสดกลัวเสียฟอร์ม ทำหงุดหงิดยกเลิกการซื้อ ศตายุแทรก “งั้นผมขอซื้อทั้งสองใบเลยครับ”

พบูมองศตายุยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานอย่างเจ็บใจ เดินฉับๆออกจากร้านครุ่นคิดใครนะมาระงับบัตรเครดิตตน

ooooooo

หน้าบ้าน การเกดกำลังสั่งคนงานเอาต้นโป๊ย-เซียนลงริมรั้ว ท่าทางเธอจู้จี้จุกจิก พบูขับรถเข้ามาอย่างเร็วเห็นแม่เลี้ยงยืนอยู่พอดี ข้างๆมีแอ่งน้ำนองอยู่ ก็นึกถึงคำที่เธอชอบถากถาง

“แกเป็นกาฝากของบ้านแล้วยังไม่รู้ตัวอีกเรอะ แม่แท้ๆยังไม่เอา”

พบูยิ้มเจ้าเล่ห์จะแกล้งขับรถทับน้ำให้กระเซ็นใส่ แต่การเกดหันมาเห็นเสียก่อนโดดหลบไปล้มทับต้นโป๊ยเซียนหนามตำก้น อ้าปากร้อง รถพบูก็ทับน้ำสาดใส่อย่างหมดสภาพ...พบูเลี้ยวรถเข้าจอดในบ้านด้วยความสะใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงมโนของเธอเท่านั้น พบูได้แต่ลงจากรถเดินเข้าไปหาการเกดอย่างจะเอาเรื่อง ชูบัตรเครดิตที่หน้าเธอทำนองทำอะไรกับบัตรตน

ทั้งสองเข้ามาในบ้าน การเกดลอยหน้าลอยตาบอกว่าตนเป็นคนสั่งระงับบัตรเอง พบูโวยเธอไม่มีสิทธิ์ การเกดสวน “ก็สิทธิ์ที่ฉันเป็นแม่เลี้ยงเธอไง เธอเล่นรูดไม่ยั้งจนธนาคารโทร.มาถามว่าบัตรถูกขโมยรึเปล่า...เดือนที่แล้วก็รูดไปตั้งกี่แสน คิดว่าพ่อเธอพิมพ์แบงก์เองได้รึไงยะ”

พบูเหยียดปากไม่สำนึก ยกกระเป๋าอยากจะปาใส่แต่ยั้งไว้เพราะเสียดายราคาแพง จึงโวย “แล้วเธอเกี่ยวอะไรด้วย เงินก็เงินพ่อฉัน พ่อยังไม่ว่าแล้วเธอจะมาเจ๋ออะไรด้วย ทีเธอทั้งโบทอกซ์ทั้งร้อยไหมแต่หน้าก็ยังเหี่ยวเหมือนเดิม ก็ผลาญเงินพ่อฉันเหมือนกัน ฉันยังไม่ว่าอะไรเธอเลย”

การเกดเดือดกำหมัดแน่นแต่พยายามข่มอารมณ์ สรุปความว่าจากนี้ตนจะจ่ายเงินให้รายเดือนเท่ากับบูรพาคือเดือนละหนึ่งหมื่นบาท พบูโวยจะไปพออะไรแค่ซื้อของซุปเปอร์หน้าปากซอยก็หมดแล้ว การเกดยักไหล่ บอกถ้าอยากได้เงินเพิ่มก็ให้ไปฝึกงานที่โชว์รูมหรืออยากเป็นเซลส์ขายรถก็ได้ สวยๆแบบนี้ปะเหลาะลูกค้าได้ไม่ยาก พบูยืดตัวอย่างหยิ่งทะนง

“ฉันเป็นลูกเจ้าของบริษัท จะให้ไปเป็นเซลส์ขายรถเนี่ยนะ โบทอกซ์ขึ้นสมองรึเปล่า ถึงคิดได้แค่เนี้ย”

“เฟลอร์! พอได้แล้ว...หยุดพูดจาแบบนี้กับน้าเกดซะทีเถอะ” เสียงมนูขัดขึ้น...มนูเพิ่งกลับจากทำงาน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ส่วนเรื่องทำงานเป็นความคิดของพ่อเอง คิดดู เราไปเรียนเมืองนอกตั้งเจ็ดแปดปี แต่ก็ไม่จบอะไรสักอย่าง พอกลับมาก็ผลาญเงินเล่นไปวันๆ พ่ออยากให้ลูกสบายแต่ไม่ใช่ชีวิตที่หลักลอยฟุ้งเฟ้อ งานการไม่ยอมทำแบบนี้”

พบูเถียงแล้วพ่อเรียกตนกลับมาทำไม ไม่รอให้เรียนจบก่อน มนูถอนใจ เพราะตนรอมา 8 ปี จนเธออายุ 25 ปีแล้ว พบูชะงักเล็กน้อย มนูเผลอเปรียบเทียบ

“ดูอย่างน้องสิ เลือกเรียนบัญชีเพื่อมาช่วยงานพ่อ แล้วค่าใช้จ่ายน้องก็น้อยกว่าหนูตั้งหลายเท่า ทำไมไม่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องบ้าง”

“พ่อก็ดีแต่เปรียบหนูกับคนนั้นคนนี้ ถ้าหนูเอาพ่อไปเปรียบเทียบกับพ่อคนอื่นบ้าง พ่อจะรู้สึกยังไง” พบูคับแค้นใจน้ำตาคลอ มนูใจอ่อนลง แต่เธอยังต่อว่า “ที่หนูทำตัวแบบนี้ก็เพราะหนูไม่มีแม่ แล้วที่หนูไม่มีแม่ชีวิตต้องมีปมด้อยมันก็เพราะพ่อนั่นแหละ”

“แทนที่แกจะมานั่งโทษพ่อกับแม่ ดูถูกตัวเองว่ามีปมด้อย ทำไมไม่คิดบวก ทำตัวให้มันดีขึ้นล่ะ”

“เก็บคำพูดสวยๆนี้ไว้สอนลูกรักคนใหม่ของพ่อเถอะ” พบูยิ่งเจ็บใจ

มนูโกรธพลั้งปาก “ถ้าแกคิดว่าพ่อเป็นพ่อไม่ดี สอนแกไม่ได้ ไม่พอใจสิ่งที่พ่อให้แกทุกวันนี้ ก็ไปอยู่ที่อื่นเลยไป”

พบูน้อยใจน้ำตาปริ่ม พูดอะไรไม่ออกสะบัดหน้าพรืดรวบถุงของที่ซื้อมาเดินกระแทกเท้าขึ้นข้างบน มนูรู้สึกตัวเรียกลูกสาวอยากขอโทษ แต่เธอไม่ฟังเสียง การเกดยิ้มสะใจ

ผ่านไประยะหนึ่ง พบูนอนร้องไห้ในห้อง มนูเคาะประตูเรียกก็ไม่สนใจ อึดใจมนูโทร.เข้ามือถือพบู หน้าจอขึ้นภาพพบูหอมแก้มมนูดูน่ารักอบอุ่น เธอมองแล้วกดตัดสายทิ้งด้วยยังน้อยใจ

ooooooo

บนดาดฟ้าอาคารศศิวงศ์ ถูกจัดเป็นปาร์ตี้หรูหรา ดนตรีสนุกสนานมีสาวๆเต็มงาน ศตายุเดินเข้ามามองกิจจาเต้นรำอยู่กับบรรดาสาวๆ พอเขาหันมาเจอก็ส่งยิ้มแล้วเดินนำไปนั่งที่โซฟา

“คุณปู่เรียกผมมามีอะไรเหรอครับ” ศตายุตามมานั่งเอ่ยถาม

“ได้ยินว่าอาทิตย์นี้โตประมูลโครงการได้หลายโปรเจกต์เลยเหรอ...ขอบใจมากนะ แกไม่เคยทำให้ปู่ผิดหวังเลย แล้ววันนี้งานยุ่งไหม” กิจจาตบไหล่หลานรักเบาๆอย่างเอ็นดู

ศตายุบอกยิ้มๆว่าเหมือนทุกวัน กิจจาหัวเราะก่อนกล่าว “ปู่มาคิดๆดูแล้ว ไอ้ตำแหน่งประธานบริษัทที่แขวนไว้ลอยๆ จะยกให้โตไปซะที เราว่าไง”

ศตายุตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่...แล้วแต่ปู่...กิจจาต้องถามไม่ตื่นเต้นเลยเหรอที่ตนจะยกตำแหน่งประธานบริษัทให้ เขายิ้มบางๆ

“มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับผมนี่ครับ ทุกวันนี้ผมก็ทำงานแทนคุณปู่ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ผมก็ดีใจที่คุณปู่ไว้ใจผม”

“เออ...มันเข้าใจตอบ ปู่รู้ว่าโตทำงานหนัก แต่ปู่ก็พึ่งโตได้แค่คนเดียว พ่อแกไม่ต้องพูด ปู่เลิกหวังมานานแล้ว ส่วนอาแกปู่ไม่ไว้ใจขืนแบ่งกันไปไม่นานบริษัทคงเจ๊ง ให้มันเป็นส่วนกลาง บริหารดีๆจะได้มีกินมีใช้กันไปตลอด โตเข้าใจปู่ใช่ไหม” ศตายุพยักหน้ารับ “เรื่องโอนตำแหน่ง ปู่ยังไม่บอกใครตอนนี้หรอกนะ เอาไว้ให้
เอกสารมันเรียบร้อยก่อนค่อยบอก จะได้ไม่วุ่นวาย”

ศตายุเห็นด้วย กิจจานึกได้ถามถึงร้านอาหารที่เจริญรุ่งพ่อของศตายุรับผิดชอบ ได้ยินว่าแผนกธุรการเละเทะไม่เป็นท่า เพราะเขาไม่สนใจงาน ศตายุรับปากจะจัดการให้เอง กิจจาถอนใจทำนองไม่พ้นหลานรักแล้วหันไปหยอกล้อกับบรรดาสาวๆต่อ ศตายุแอบถอนใจมองปู่วัยกลับ...

รุ่งเช้า ศตายุเดินเข้ามาในบริษัท พนักงานต่างยกมือไหว้ เขายิ้มรับอย่างเป็นกันเอง พิมพ์พรรณเดินตามคุยงาน เขาถามเธอถึงความคืบหน้าโครงการร้านอาหารที่อนุมัติงบประมาณไปเดือนก่อน เธอตอบว่าแผนกธุรการยังไม่ส่งเอกสารอะไรมาให้เลย ตนจะตามเรื่องให้อีกที

“ไม่ต้อง เดี๋ยวผมแวะไปถามเอง”

พิมพ์พรรณออกอาการตกใจ สีหน้าเป็นกังวลรีบเดินตามศตายุไปติดๆ...ด้วยบรรยากาศแผนกธุรการมีแต่ความวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ พนักงานจับกลุ่มคุยกัน บ้างก็เล่นเกม เล่นเฟซบุ๊ก บางคนโทรศัพท์ บางโต๊ะว่างไม่มีคนมาทำงาน ศตายุยืนมองสร้อยทิพย์ หญิงกลางคนแต่งตัวเปรี้ยวกำลังแต่งหน้าเขียนคิ้วทาปาก ด้วยสายตาที่เห็นไม่ค่อยชัดเลยเลื่อนกระจกเล็กน้อย ทำให้เห็นหน้าศตายุเต็มๆในกระจก ถึงกับผงะลิปสติกปาดเลยปาก หันมาทำความเคารพ

“คุณโต! มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”

พิมพ์พรรณแอบขำหน้าเลอะเทอะของสร้อยทิพย์ ศตายุตอบนิ่งๆว่าตนมาตั้งแต่เธอเขียนคิ้วเสร็จ...สร้อยทิพย์ยิ้มแหยๆแสดงว่ามานานแล้ว พนักงานคนอื่นหันมาเห็นรีบเก็บของที่เกลื่อนกราดก้มหน้าก้มตาทำงาน ศตายุถอนใจพยายามเก็บอารมณ์แล้วเดินตรงไปยังห้องทำงานเจริญรุ่ง

ศตายุเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามา เจริญรุ่งทำเป็นไม่สนใจแต่แอบปิดเกมการพนันที่กำลังเล่นในคอมพิวเตอร์อยู่ แล้วหยิบแฟ้มงานมากางบนโต๊ะ

“แผนกคุณพ่อครึกครื้นดีนะครับ ผมเดินเข้ามานึกว่าสนามเด็กเล่นดูทุกคนว่างงานกันจัง”

“แกว่างนักรึไง ถึงได้เที่ยวมากระแนะกระแหนฉัน” เจริญรุ่งเงยหน้ามาแขวะ

“ผมจะมาถามความคืบหน้าเรื่องร้านอาหาร ผมอนุมัติโครงการไปเป็นเดือน แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า” ศตายุเริ่มเข้าเรื่อง

“ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะเอายังไงดี เพราะถ้าทำไม่ดีเดี๋ยวมันก็เจ๊งอีก แกไม่ต้องซีเรียสนักหรอกน่ะ ที่ดินนั่นมันก็ของเราเอง ไม่ได้เช่าใคร แกเอาเวลาไปสนใจโครงการร้อยล้านพันล้านของแกดีกว่า อย่ามาเสียเวลากับโครงการกระจอกๆอย่างนี้เลย”

“กระจอกเหรอครับ เนื้อที่ตั้งกว้างอยู่หัวมุมถนน ทำเลดีขนาดนั้น ถ้าคนบริหารเป็นไม่มีเจ๊งหรอกครับ ถึงจะไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ปล่อยทิ้งไว้ก็เหมือนขาดทุนอยู่ดี”

เจริญรุ่งเหลืออดโยนเอกสารลงบนโต๊ะโวยพูดเหมือนตนเป็นคนทำเจ๊ง ศตายุสวนแล้วอีกนานแค่ไหนกว่าพ่อจะคิดออก เขายักไหล่อ้างงานสุมหัวไปหมดจะเอาเวลาไหนมาคิด ศตายุแขวะอย่างสุภาพ “ถ้าคุณพ่อไม่เอาเวลางานไปเข้าบ่อนวันเว้นวันงานก็ไม่สุมขนาดนี้หรอกครับ”

เจริญรุ่งปรี๊ด ตวาดใส่ ตนเป็นพ่อหัดเกรงใจกันบ้าง ศตายุตัดบทบอกรบกวนคุณพ่อให้สร้อยทิพย์เอารายละเอียดความคืบหน้าโครงการไปให้ตนด้วย...พูดจบก็เดินออกไป เจริญรุ่งเหยียดปากหมั่นไส้ลูกชายตัวเอง เพราะใจจริงอยากเอาที่นั้นมาสร้างคอนโด

ในแผนกออกแบบ บุรีสถาปนิกหนุ่มมาดเซอร์ท่าทางขี้เล่น เดินอารมณ์ดีเข้ามา ต๋อยหน้าตื่นร้องเรียก “พี่กั๋นช่วยด้วย ระเบิดลงอีกลูกแล้ว ลูกค้ารายที่ผมปรึกษาพี่น่ะ...”

บุรีมองไปเห็นหญิงวัยห้าสิบต้นๆกำลังดูแบบบ้านหน้าตาเหวี่ยงๆ โดยมีนัทคอยเทกแคร์ ก็พอเข้าใจสถานการณ์ รับปากจะจัดการให้...บุรีเข้ามาทักทายยิ้มแย้ม พูดจายกยอทำให้ลูกค้าเคลิ้ม แล้วถามถึงสิ่งที่ไม่พอใจ พอลูกค้าบอกว่าอยากได้แบบที่ตนร่างมา แต่ทางนี้ไม่ทำตาม บุรีมองปราด ใช้ความหล่อเหลาปะเหลาะว่า แบบที่เขาเขียนมาก็สวยแต่มันจะทำให้มีปัญหาตามมาเยอะมาก ที่เห็นชัดคือบ้านจะร้อนระอุเพราะไม่ตรงทิศทางลม แถมห้องนอนใหญ่ก็รับแดดเต็มๆ

ลูกค้าสาวใหญ่คิดตามแล้วตั้งใจฟังบุรีอธิบาย และวาดแบบคร่าวๆให้อย่างพอใจ...พอส่งลูกค้ารายนี้กลับ นัทก็เข้ามาขอบอกขอบใจต้องเสน่ห์แรงแบบนี้ถึงจะเอาป้าวัยทองอยู่หมัด แล้วต๋อยก็นึกได้รีบบอกบุรีว่า เจริญรุ่งให้ไปพบที่แผนกธุรการ บุรีทำหน้าแปลกใจ

บุรีได้รับคำสั่งจากเจริญรุ่งออกแบบร้านอาหารให้เสร็จในวันพรุ่งนี้ บุรีตาเหลือกยังไม่ทราบคอนเซปต์ว่าอยากได้แบบไหนเลย เจริญรุ่งให้ดูรูปจากไอแพด เป็นร้านเก่า แถมบอกว่าจะขับรถไปดูเองก็ได้ แล้วพรุ่งนี้เอาแบบไปคุยกับศตายุด้วย บุรีหน้าเจื่อน

“แล้วถ้าผมยังนึกอะไรไม่ออกล่ะครับ”

“ก็พูดอะไรมั่วๆไปก็ได้ นายเป็นสถาปนิกไอเดียกระฉูดอยู่แล้ว...อย่าไปบอกเขาล่ะว่าฉันเพิ่งให้งานวันนี้ แล้วฉันจะบอกให้เจ้านายเราพิจารณาโบนัสปลายปีให้เป็นกรณีพิเศษ”

บุรีพูดไม่ออก ยิ้มแห้งๆด้วยความหนักใจ...

ooooooo

วันนี้พบูตัดสินใจจะมาขอโทษพ่อ แต่พอเดินมาถึงห้องนั่งเล่น ก็ได้ยินเสียงการเกดพูดถึงตน ว่าทนความก้าวร้าวไม่ไหวแล้ว ยิ่งโตยิ่งร้าย เสียงมนูปราม “เอาน่า คิดซะว่าสงสารเด็ก เฟลอร์น่าสงสารโตมากับย่า ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่น พอท่านเสียเฟลอร์ก็เลยเคว้ง”

การเกดเห็นเงาพบูในกระจกก็ฉวยโอกาสถากถางว่าพบูไม่เอาไหนเพราะมีพ่อใจอ่อน มนูขอให้อดทนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่การเกดเหวี่ยงวีนว่าต้องทนอีกนานเท่าไหร่ หาว่าพบูเป็นตัวทำลายความสุขในบ้าน ยังไม่รู้ตัว

พบูเจ็บช้ำน้ำใจที่พ่อไม่ปกป้อง จึงกลับขึ้นห้องเก็บของลงกระเป๋า ยัดทุกอย่างลงไปด้วยความเสียดายถ้าต้องทิ้งไว้ บูรณาเข้ามาเห็นก็ตกใจ รีบถามจะไปไหน พบูบอกน้องสาวว่าตนจะไม่อยู่บ้านนี้แล้ว บูรณารีบบอกพ่อให้ช่วยห้ามพบู

มนูยอมขอโทษลูกด้วยความที่รักลูกมาก แต่พบูก็ดึงดันจะไป การเกดเข้ามาต่อว่าให้เลิกทำตัวเรียกร้องความสนใจเสียที สบประมาทจะไปได้สักกี่น้ำ เงินหมดก็ต้องวิ่งโร่กลับมา พบูโมโหประกาศกร้าวว่าตนจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ขอบคุณมนูที่เลี้ยงดูตนมาและขอรถคันที่ใช้อยู่ถือว่าเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่
ตนขอ...พบูยกมือไหว้แล้วเดินไป นึกอะไรขึ้นมาได้เดินกลับมาพนมมือตรงหน้าการเกดท่องอะไรงึมงำๆ

“ทำอะไรของเธอ” การเกดงงจะมาไม้ไหน

“ฉันแผ่เมตตาให้เธอแล้วก็หวังว่าจะไม่จองเวรกันอีกนะ...เพี้ยง...”

การเกดเอามือปัดทำนองรังเกียจน้ำลายที่กระเด็นออกมา พบูยิ้มๆหันหลังเดินไป การเกดจะโวยแต่บูรณาห้ามไว้ ในขณะที่มนูเป็นห่วงได้แต่หวังว่าลูกคงกลับมาเมื่อเงินหมด

พบูลากกระเป๋าเดินทางสองใบเข้ามาในโรงแรมหรู ส่งบัตรเครดิตให้พนักงานเปิดห้อง ระหว่างรอ มนูโทร.เข้ามือถือ พบูยังงอนกดตัดสาย มนูโทร.เข้ามาอีกครั้ง เพื่อจะบอกเรื่องบัตรเครดิต พบูไม่ฟังให้จบสวนไปว่าตนจะไม่ใช้บัตรของพ่อ ทันใดพนักงานเข้ามารายงานว่าบัตรใช้ไม่ได้ เสียงเล็ดลอดเข้าไปในสาย มนูจึงเอ่ยว่า

“พ่อจะโทร.มาเตือนเรื่องนี้แหละ บัตรของหนูโดนระงับหมดทุกใบแล้ว ทางที่ดีเฟลอร์กลับบ้านดีกว่าลูก”

“ไม่ค่ะ ในเมื่อคุณพ่อทำแบบนี้กับหนูก็ดีเหมือนกัน หนูจะได้ไม่ต้องรบกวนคุณพ่ออีก แค่นี้นะคะ” พบูวางสายแล้วหันมาบอกพนักงานว่าตนเปลี่ยนใจไม่พักแล้ว

มนูพยายามโทร.กลับไปหาพบูอีกแต่เธอไม่ยอมรับ บูรณาเป็นห่วงพี่สาวพอๆกับพ่อ...พบูกลับขึ้นรถ ควักบัตรทุกใบออกมาหักทิ้งด้วยความโกรธ ตั้งปณิธาน ไม่ใช้ ก็ไม่ตาย พลันสายตาเห็นภาพถ่ายตัวเองกับย่าในกระเป๋าสตางค์ก็ให้คิดถึงน้ำตาปริ่มรำพัน

“ถ้าคุณย่ายังอยู่ หนูคงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้หรอก...ต่อให้อดตาย ฉันก็ไม่กลับไปเหยียบบ้านนั้นอีก” พบูฮึดสู้ขึ้นมา ทันใดก็นึกถึงแม่ที่ไม่ได้เจอมานาน

พบูคิดถึงครั้งสุดท้ายที่เจอแม่ตอนอายุ 15 ตนร้องไห้ขอไปอยู่กับแม่ แต่แม่กลับบอกว่าเกรงใจสามีใหม่ แล้วมีเด็กชายวัยรุ่นเข้ามาเรียกมธุรสออกไปบอกว่าพ่อให้มาตาม ทำให้พบูเสียใจปนน้อยใจและเจ็บฝังใจมาจนทุกวันนี้...พบูคิดตัดสินใจโทรศัพท์หามธุรสอย่างไม่มีทางเลือก

ooooooo

บ่ายวันนั้น ศตายุเดินเข้าลิฟต์กับพิมพรรณ มีเพียงพนักงานบริษัทอื่นอยู่ในลิฟต์ เขามองพนักงานบริษัทตัวเองที่ยืนนิ่งไม่กล้าเข้ามา จึงเรียกให้ทุกคนเข้าได้ ทันใดบุรีวิ่งกระหืดกระหอบร้องให้รอด้วย พอเข้ามาในลิฟต์ก็ผงะเล็กน้อย ก้มหัวให้ศตายุแล้วเลี่ยงไปอยู่อีกฝั่ง

ไม่ทันไรพบูวิ่งมากดลิฟต์ให้เปิดออกแล้วก้าวเข้ามายืนอย่างโดดเด่น ด้วยการแต่งตัวทันสมัยและท่าทางของเธอ บุรีมองอย่างถูกชะตา...ต่างจากศตายุที่มองพบูอย่างจำได้ แต่เธอไม่เห็นเขา เธอบอกชั้นที่จะขึ้นคือ 39 ทั้งศตายุและบุรีกดให้พร้อมกัน

ชั้นนี้มีร้านอาหาร พบูนั่งรอมธุรสอยู่มุมหนึ่ง เธอเดินมาในชุดสวยสง่าแบรนด์เนมหัวจดเท้า พบูลุกขึ้นต้อนรับ มธุรสยิ้มดีใจเดินเข้ามาทำท่าจะกอดแต่พบูชิงนั่งลง ทำให้เธอเก้อ

“แม่เกือบไม่รับโทรศัพท์หนูแล้วนะ เห็นเบอร์แปลกๆ ไม่รับล่ะแม่เสียใจตายเลย”

พบูบอกว่าตนเปลี่ยนเบอร์แต่ไม่ได้โทร.บอกเพราะไม่รู้ว่าแม่อยากได้หรือไม่ มธุรสชะงักรู้ว่าลูกน้อยใจ จึงรีบบอกว่าตนอยากเจอลูกเสมอแต่ลูกที่ไม่ยอม พูดกับแม่...พบูตัดสินใจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ อ้างตนออกจากบ้านแต่การเกดระงับบัตรเครดิตทั้งหมด ตนขอให้ช่วยหาที่พักชั่วคราวสักสองสามอาทิตย์ จนกว่าตนจะได้งานทำ

“ถ้าเป็นที่พักชั่วคราว แม่พอหาให้หนูได้นะ แต่คืนนี้หนูต้องไปนอนที่โรงแรมก่อน เดี๋ยวแม่จะออกค่าห้องพักให้”

พบูขอบคุณ มธุรสถามถึงเรื่องงานว่าเรียนจบอะไรมาจะหางานให้ พบูตอบอายๆว่าไม่จบอะไรเลยเพราะพ่อเรียกตัวกลับมาก่อน มธุรสจำได้ว่าเธอไปเรียนนานแล้วยังไม่จบอีกหรือ หรือว่าเรียนโท พบูตัดบทตนไม่จบอะไรเลย ทันใดมธุรสเหลือบไปเห็นศตายุคุยกับลูกค้าในร้านเดียวกันก็ตกใจรีบเอาเมนูอาหารปิดหน้า กระซิบบอกลูกว่า

“นั่นคุณโต ลูกเลี้ยงแม่เอง แม่ไม่อยากให้เขาเห็นแม่...ช่วงนี้ดล...ธราดลน้องชายลูกน่ะ เขาทะเลาะกับคุณโตบ่อยๆ แม่เลยพยายามหลบหน้าเขาอยู่ แม่ว่าแม่ไปก่อนดีกว่าจะได้ถามเรื่องห้องให้หนูด้วย” มธุรสควักเงินในกระเป๋ายัดใส่มือพบูบอกให้เอาไปใช้ก่อนแล้วรีบหลบออกไป

พบูไม่อยากรับเงินแม่แต่จนปัญญา มองไปทาง ศตายุอยากรู้ว่าลูกเลี้ยงแม่หน้าตาอย่างไรพอเห็นก็จำได้ว่าคือคนที่แย่งกระเป๋ากับตนในห้าง...ศตายุหันมาพอดี เธอรีบเอาเมนูปิดหน้า แล้วพยายามหลบออกจากร้าน เช่นเดียวกับแม่ ศตายุเหลือบมองพบูพบว่าเธอหายไปแล้ว

ด้านมธุรสออกจากร้านก็มาหาเจริญรุ่งที่ห้องทำงาน เพื่อขอห้องคอนโดพนักงานให้ลูกสาวพักสักระยะ เจริญรุ่ง รีบร้อนจะออกไปเข้าบ่อนจึงให้โทร.ติดต่อสร้อยทิพย์เพราะเธอเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้...มธุรสติดต่อสร้อยทิพย์ โดยบอกว่าพบูเป็นหลานสาวไม่นานสร้อยทิพย์ก็พามธุรสขึ้นมาบนอาคาร ศศิวงศ์ อธิบายว่าคอนโดพนักงานเต็มหมด แต่ตนมีห้องพิเศษที่พอจะให้หลานสาวพักชั่วคราว มีข้อแม้ว่าต้องปิดเป็นความลับ

ooooooo

ในห้องพักลูกค้าวีไอพีเป็นห้องสูทขนาดใหญ่หรูหรา ธราดลหนีเรียนพาเพื่อนมาขลุกเล่นเกม จนกลายเป็นแหล่งมั่วสุม

หลังจากศตายุคุยกับลูกค้าเสร็จ เข้าลิฟต์เจอเด็กวัยรุ่นสองคนคุยกันว่าตึกบ้านไอ้ดลนี่ใหญ่จริงๆ...ก็รู้ทันที ว่าต้องเป็นเพื่อนธราดลน้องชาย จึงบอกพิมพ์พรรณว่าตนต้องการไปทำธุระชั้นอื่น เธอทำหน้างงเล็กน้อย วัยรุ่นสองคนชะงักเริ่มคุ้นว่านี่คือพี่ชายเพื่อน ก็ทำทีคุยกันว่าจำชั้นผิด แล้วรีบออกจากลิฟต์ไป

ศตายุเปิดประตูผลัวะเข้ามา เห็นสภาพห้องเละเทะเต็มไปด้วยถุงขนมและกระป๋องเบียร์ ก็โวยว่าใครอนุญาตให้มาใช้ห้องลูกค้า พวกเพื่อนธราดลตกใจรีบขอตัวกลับ ธราดลไม่พอใจเถียง เห็นห้องว่างปล่อยไว้ก็เสียดาย ศตายุบอกว่านี่เป็นห้องลูกค้า คนนอกห้ามเข้ามาใช้

“อย่าหวงสมบัติไปหน่อยเลย นี่เป็นบริษัทปู่ผมเหมือนกัน อีกหน่อยบริษัทก็ต้องเป็นของผมด้วย ไม่ใช่ ของพี่โตคนเดียวซักหน่อย”

“ก่อนคิดจะเป็นเจ้าของบริษัท ควรตั้งใจเรียนให้จบ ก่อนดีกว่าไหม ได้ยินว่าโดดเรียน...”

ธราดลสวนอย่ามายุ่งกับตน พี่ไม่ใช่พ่ออย่ามาวางอำนาจใส่ ศตายุโกรธตวาดถ้าไม่ใช่น้องก็ไม่อยากจะยุ่ง ธราดลเดินออกจากห้อง ศตายุหันมาสั่งพิมพ์พรรณ เคลียร์ห้องให้ที แล้วเดินตามน้องชายไป...ธราดลเข้าลิฟต์ ในนั้นมีชายร่างใหญ่ยืนบังพบูที่อยู่ข้างหลัง ศตายุ วิ่งตามเข้ามา เห็นว่ามีคนอื่นอยู่จึงยังไม่พูดอะไร พอลิฟต์หยุดชายร่างใหญ่เดินออก ศตายุคิดว่าไม่มีใครแล้วก็ใส่ธราดลไม่ยั้ง

“จะทำตัวเรียกร้องความสนใจไปถึงไหน ทำไมไม่ตั้งใจเรียน โตไปจะได้มีงานมีการดีๆทำ พ่อแม่เลี้ยงนายไม่ได้จนแก่หรอกนะพี่เห็นมาหลายรายแล้ว ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา เรียกร้องความสนใจ สุดท้ายโตมาก็ต้องเกาะพ่อแม่กิน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้”

พบูสะอึกหลายครั้งเหมือนโดนด่า หันมองศตายุ อย่างไม่พอใจ แกล้งหยิบมือถือขึ้นมาทำทีคุยเสียงดัง “อะไรนะ โดนพ่อเทศน์อีกแล้วเหรอ ฉันเข้าใจพวกคนแก่ ก็อย่างนี้แหละ วันๆเอาแต่บ่นๆไม่เคยถามความรู้สึกลูก ว่ารู้สึกยังไง คิดอะไรต้องการอะไร ไม่ต้องเศร้านะแก อย่าคิดมาก”

ศตายุสะดุ้งเมื่อรู้ว่ายังมีคนอยู่ในลิฟต์ พอหันไปเห็นพบูแต่ทักไม่ได้เพราะเธอคุยโทรศัพท์อยู่ ระหว่างนั้น มือถือพบูเกิดดังขึ้นเธอรีบตัดสายหน้าเสีย ทำให้รู้ว่าเธอหลอกด่า พอดีลิฟต์เปิด ศตายุเดินออกหันมาเตือนพบูยิ้มๆ อย่าลืมโทร.กลับไปด้วย...ธราดลรู้สึกถูกชะตากับพบู

พบูเดินหงุดหงิดยังอายไม่หายที่โดนศตายุจับได้ มนูโทร.เข้ามาอีกจึงรับสาย ระหว่างคุยก็หยิบของในร้านสะดวกซื้อมาวางจะจ่ายเงิน นึกถึงคำพูดศตายุเมื่อครู่ จึงบอกพ่อไปว่า

“หนูไม่ได้ประชด และหนูก็ไม่ได้โกรธคุณพ่อนะคะ แต่หนูตั้งใจพิสูจน์ตัวเองให้คุณพ่อเห็นจริงๆ คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ หนูยังรักคุณพ่อเหมือนเดิมค่ะ” พูดจบพบูวางสาย

บุรีซึ่งยืนจ่ายเงินอยู่ข้างๆได้ยินคำสนทนาก็เหล่มองยิ้มๆ พบูเห็นไม่พอใจรวบของเดินไป

ooooooo

ในห้องนั่งเล่น สามพี่น้อง เจริญรุ่ง งามยิ่งและเมฆพัดนั่งถกกัน โดยมีมธุรสนั่งอยู่ใกล้ๆและธราดลซึ่งนั่งเล่นเกมมือถืออยู่ถัดไป ทั้งสามคุยกันเรื่องที่ศตายุไปฉีกหน้าเจริญรุ่งถึงแผนก ไม่เกรงใจว่าเป็นพ่อ หาว่าเป็นเพราะกิจจาที่ยกตำแหน่งให้แก่ศตายุ ข้ามหน้าข้ามตาพวกตน

ทันใดเสียงกิจจาดังขึ้น “ก็เพราะพวกแกมันไม่ได้เรื่องยังไงล่ะ ก่อนจะไปอิจฉาไอ้โต หัดดูตัวเองก่อน ว่าที่ฉันไม่ไว้ใจแกเพราะอะไร” กิจจาเดินเข้ามาพร้อมศตายุ

เมฆพัดชักสีหน้าเพราะโดนด่าบ่อยจนชิน ธราดล ออกอาการเซ็งจนมธุรสต้องปรามให้เก็บอาการ...กิจจาติเรียงตัว เริ่มจากงามยิ่ง ว่าเป็นคนทำงานสุกเอาเผากิน ดีแต่สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน อิจฉาคนอื่นไปทั่ว ส่วนเมฆพัด เป็นคนโง่ชอบอวดฉลาด ทำบริษัทขาดทุนมากี่โปรเจกต์ โชคดีที่ศตายุช่วยแก้ปัญหาได้ทัน เมฆพัดประชดว่าตนเป็นตัวซวยตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว กิจจาสวนรู้ตัวก็ดี เขาจึงหน้าเสียที่พ่อไม่แคร์กันบ้าง

กิจจาหันมาทางเจริญรุ่ง “โดยเฉพาะแก ถ้ายังเอาแต่เข้าบ่อน ซักวันฉันจะไล่แกออก...นี่ขนาดฉันให้ทำงานที่มันง่ายที่สุดแล้วนะ แก่มาครึ่งคนแล้วยังไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรสักอย่าง ไม่อายคนอื่นก็น่าจะอายลูกตัวเองบ้าง”

เจริญรุ่งมองศตายุอย่างไม่พอใจ ธราดลทนไม่ไหวโพล่งขึ้น จะมาดราม่าอะไรกันตอนนี้ น่าเบื่อ...ว่าแล้วก็ลุกเดินไป มธุรสหน้าเสีย กิจจาอ้าปากจะด่าหลาน ศตายุตัดบทชวนทุกคนไปทานข้าวกันดีกว่า กิจจาชะงักเชื่อหลานรักเดินนำไป ที่เหลือมองหน้ากันเซ็งๆ

งามยิ่งยังหงุดหงิดเข้ามาบ่นกับเมฆพัดในห้อง ว่าถ้าแม่ยังอยู่พวกตนคงไม่เป็นแบบนี้ เมฆพัดยักไหล่ “ไม่รู้สิ ถึงแม่พี่อยู่ ผมก็เป็นลูกเลี้ยงหัวเน่าอยู่ดี”

“จะน้อยใจทำไม เมฆก็มีพี่ไง พี่เลี้ยงแกมาตั้งแต่เด็ก รักแกไม่แพ้คุณพ่อรักไอ้โตหรอก”

เมฆพัดเยาะตนไม่น้อยใจถ้าพ่อรักแล้วมีคนเกลียดทั้งบ้านแบบศตายุตนก็ไม่เอา งามยิ่งเปรยขนาดพ่อตัวเองยังไม่ชอบขี้หน้า เมฆพัดเห็นจริงทำไมเจริญรุ่งถึงเกลียดอย่างกับศตายุไม่ใช่ลูก งามยิ่งนึกถึงอดีต “มันก็อาจจะไม่ใช่ลูกจริงๆก็ได้ เพราะตอนเกิดไอ้โตก็มีเรื่องแปลกๆอยู่”

เมฆพัดถามอย่างอยากรู้ แต่งามยิ่งปัดเรื่องมันนานมาแล้ว อย่าไปรู้เลย ยิ่งทำให้เขาสงสัย

หลังทานอาหารเสร็จ ศตายุเห็นธราดลนั่งอยู่ที่ระเบียงก็เข้ามาถาม คิดเรื่องไปเรียนเมืองนอกอยู่หรือ เรียนจบเมื่อไหร่ตนจะส่งไปแน่ ธราดลหน้านิ่วสวน เลิกสร้างภาพเป็นพี่ที่แสนดีได้แล้ว เพราะไม่ได้อยู่ต่อหน้าปู่ ศตายุชะงักรู้สึกเสียใจที่ในบ้านมีแต่คนเกลียดตน

ooooooo

คืนนั้น มธุรสโทร.บอกพบูเรื่องที่พัก...รุ่งเช้าพบูขับรถมาที่อาคารศศิวงศ์ วนหาที่จอดจนเห็นมีรถจอดขวางอยู่คันหนึ่ง จึงลงไปเข็น บุรีขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดเห็นพบูตัวบอบบางพยายามเข็นรถจึงเข้ามาช่วย พอเห็นหน้าเธอก็จำได้แต่พบูจำเขาไม่ได้

บุรีจึงแกล้งดัดเสียงพูดตามที่เธอคุยกับพ่อในโทรศัพท์ที่ร้านสะดวกซื้อ พบูนึกออกว่าเขาคือคนที่หัวเราะเยาะก็ชักสีหน้าใส่ บุรีกล่าวขอโทษ พบูแกล้งบีบแตรไล่จะถอยรถเข้าจอด เขาตกใจกระโดดหลบ...

หลังจากนั้น พบูมาพบมธุรส สร้อยทิพย์พาขึ้นไปดูห้องพัก พบูเดินสำรวจอย่างพอใจ มธุรสกระซิบถามใช่ห้องที่ธราดลพาเพื่อนมามั่วสุมหรือเปล่า สร้อยทิพย์ตอบว่าไม่ใช่ ห้องนี้แขกเพิ่งออกไป รับรองไม่มีใครสนใจห้องนี้แน่ มธุรสถามย้ำไม่มีปัญหาแน่นะ

“ไม่ต้องห่วงค่ะ สร้อยทำแบบนี้ประจำ ขอแค่คุณรสเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ อย่าบอกใคร แม้แต่คุณรุ่งก็บอกไม่ได้นะคะ รับรองไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” สร้อยทิพย์ทำท่ารูดซิปปาก

“คุณสร้อยก็ต้องห้ามให้เฟลอร์รู้เหมือนกันนะคะ ถ้าเฟลอร์รู้ว่าแอบมาพักห้องคนอื่น คงไม่ยอมอยู่ที่นี่แน่ๆ”

สร้อยทิพย์รับปาก พบูเดินมา ทั้งสองถามเธอชอบไหม เธอพยักหน้ายิ้มๆ สร้อยทิพย์สาธยายว่าอาคารนี้ไม่ใช่แค่สำนักงาน มีแบ่งพื้นที่ให้บุคคลภายนอกมาเช่าอาคารด้วย อย่างเช่นห้องที่เธออยู่ มธุรสเสริมว่าชั้นบนเป็นห้องชุดหรูของคนในตระกูล เสียดายไม่ค่อยมีใครมาอยู่ พบูถามถึงชั้นที่สร้อยทิพย์ทำงานเผื่อจะแวะไปหา เธอตอบว่าอยู่ชั้น 20 และยังบอกอีกว่า ชั้น 17 มีห้องอาหารสวัสดิการพนักงาน มีฟิตเนส จะลงไปเล่นก็ได้ พบูทึ่งที่มีครบวงจร มธุรสชื่นชม

“คุณโตแกเก่ง หัวนักธุรกิจน่ะ บริษัทเลยยิ่งโตขึ้นๆ นี่ก็กำลังจะทำร้านอาหารด้วยนะ”

พบูเอ่ยจะลงไปขนกระเป๋าขึ้นมา ทั้งมธุรสและสร้อยทิพย์ร้องห้ามพร้อมกัน ให้รอตอนกลางคืนพนักงานกลับกันไปก่อน อ้างว่าคนใช้ลิฟต์กันเยอะ พบูพยักหน้างงๆ ทันใดสร้อยทิพย์ได้รับโทรศัพท์ให้ตามตัวสถาปนิกไปพบศตายุ เธอจึงรีบขอตัว

สร้อยทิพย์รีบโทร.หาบุรีเอาแบบร้านไปคุยกับศตายุภายในสิบนาที บุรีตาโพลงรีบร่างแบบลายเส้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเอาไปรับหน้าศตายุก่อน

บุรีเอาแบบร่างมาอธิบายแก่ศตายุเป็นฉากๆว่าตนได้คิดเอาไว้จะทำเป็นสไตล์โมเดิร์น เพื่อให้ลูกค้าใช้นัดคุยงานได้ ศตายุพอใจในแบบแต่ก็รู้ทันว่าเขาเพิ่งเขียนเสร็จ บุรีจ๋อยแก้ตัวไม่ออก สร้อยทิพย์จึงออกรับแทนว่า บุรีเพิ่งได้รับคำสั่งจากเจริญรุ่ง...ศตายุสวน

“แล้วทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่จัดการ คุณเป็นผู้จัดการที่บริษัทจ้างคุณก็เพื่อให้คุณคอยจัดการทุกเรื่องเกี่ยวกับแผนกธุรการ ผมจำได้ว่าคุณเองก็เข้าประชุมด้วย เพราะฉะนั้นถ้าพ่อผมไม่ได้สั่ง คุณก็ไม่ควรนิ่งดูดายแบบนี้”

สร้อยทิพย์จ๋อย ศตายุรุกถามว่าวันก่อนตนแวะไปดูร้าน เห็นร้านโล่งข้าวของหายไปไหนหมด ถ้ามีการขายก็ต้องมีเอกสารมาให้ตน แล้วกำชับเธอให้ไปจัดการหารายละเอียดทั้งหมดมา

“ผมจะเอาร้านอาหารนี้มาทำเองและอยากให้คุณเป็นคนรับผิดชอบร้านอาหารนี้ เดี๋ยวผมจะหาผู้จัดการมาช่วยคุณอีกแรง” ศตายุบอกบุรี เขารับคำอย่างพอใจ

จากนั้นศตายุก็ลงมาหากิจจาที่ร้านอาหารชั้นล่าง แซวว่าทำไมวันนี้ปู่ถึงมาได้ กิจจาตอบยิ้มๆมาคุยเรื่องโอนตำแหน่งประธานให้เขา แล้วถามถึงเรื่องร้านอาหาร กิจจาเผยความรู้สึกกับหลานรัก ว่าร้านนี้เป็นกิจการแรกที่ตนทำจนตั้งตัวได้ อยากรักษาเอาไว้เหมือนเดิม ไม่อยากให้ใครเอาไปทำเป็นคอนโด ศตายุจึงรับปากว่าร้านนี้จะเสร็จภายในสองเดือน

ระหว่างคุยศตายุเห็นพบูนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่ง กิจจามองตามสายตาหลานแล้วยิ้มที่หลานยังสนใจผู้หญิงอยู่บ้าง...พบูกำลังกดสมาร์ทโฟนหางาน พอดีเด็กยกอาหารมาเสิร์ฟ ด้วยความที่ถือมาหลายจานจึงทำหกราดแขนพบู เธอตกใจร้องว้าย...เด็กเสิร์ฟหน้าเสียขอโทษขอโพย กิจจากับศตายุหันมองว่าเกิดอะไรขึ้น พบูเอากระดาษเช็ดแขนแล้วพูดเป็นกันเองกับเด็กเสิร์ฟ

“เป็นเด็กใหม่ล่ะสิ...พี่เข้าใจตอนพี่ทำงานที่เมกาก็เคยทำจานแตกแบบนี้เหมือนกัน ข้อมือเราเล็กรับน้ำหนักจานใหญ่ๆไม่ไหวหรอก ต้องจับให้ถูกวิธีแบบนี้” ว่าแล้วพบูก็สอนวิธีถือจานสามใบควรวางบนข้อมือและใช้นิ้วจับอย่างไรให้ถนัดและไม่หล่น แถมเดินโชว์ให้ดู

กิจจากับศตายุประทับใจและชื่นชมในตัวพบูอย่างมาก

ooooooo

เย็นวันนั้น บุรีต้องก้มหน้าทำงานออกแบบร้านให้เสร็จ เพื่อนๆต่างพากันไปเที่ยวต่อ กว่างานจะเสร็จก็ค่ำพอดี...สร้อยทิพย์ช่วยพบูลากกระเป๋าสองใบมารอลิฟต์ พบูเกรงใจให้เธอกลับบ้าน ตนลากขึ้นไปเองได้ สร้อยทิพย์ลังเลแต่ก็อยากกลับ

บุรีออกจากลิฟต์มาเห็นพบูกำลังลาสร้อยทิพย์ก็มองอย่างสงสัย พบูหันมาขอให้เขาช่วยกดลิฟต์ไว้ให้แล้วลากกระเป๋าสองใบอย่างทุลักทุเล ด้วยความที่อัดของแน่น พอกระเป๋าล้มซิปจึงแตกของหกกระจาย บุรีหลุดขำออกมา พบูอายรีบเก็บของอัดกลับเข้าไปแต่มันปิดไม่ได้แล้ว บุรีเข้าช่วยค้นของในกระเป๋า พบูโวย เขาจึงบอกว่าต้องหาผ้ามามัดกระเป๋าไว้แทนซิปที่แตก บุรีหันไปเจอชุดชั้นในที่ตกอยู่ก็เก็บส่งให้ พบูรับมาอย่างอายๆ

ระหว่างที่พบูจัดของในห้อง บูรณาโทร.มาถามอย่างห่วงใยว่าอยู่ที่ไหน พบูไม่ยอมบอกเพราะรู้ว่าพ่อคงให้มาหลอกถาม ให้บอกพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ตนอยู่เองได้... พอวางสาย มนูหน้าเครียดห่วงลูก การเกดเข้ามาเหน็บ ปล่อยให้ใช้ชีวิตเองเสียบ้าง อยู่สบายมานานจะได้รู้ว่าความลำบากเป็นอย่างไร มนูมองภรรยาด้วยความเซ็ง

หลังจัดของเสร็จ พบูนับเงินที่เหลือมีเพียงสามพันกว่าบาท ไม่พอใช้แน่ ตัดสินใจจะลงขายกระเป๋าในเว็บ แต่เลือกแล้วเลือกอีกก็เสียดายทุกใบ

รุ่งเช้า พิมพ์พรรณรายงานศตายุว่าวันนี้มีอะไรต้องทำบ้าง เขาเห็นไม่ค่อยมีอะไรสำคัญ จึงบอกจะขึ้นไปตรวจห้องพัก พนักงานที่ได้ยินตกใจรีบโทร.ไปเตือนสร้อยทิพย์ เธอตาโพลงคว้าคีย์การ์ดไปรอรับ พิมพ์พรรณเดินมากับศตายุ แปลกใจที่สร้อยทิพย์มาเอง เธอบอกถือเป็นการตรวจความเรียบร้อยไปในตัว ศตายุเข้าไปสำรวจห้องที่กำลังจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ สร้อยทิพย์โล่งใจไม่ใช่ห้องที่พบูอยู่ และภาวนาขออย่าให้พบูออกมาจากห้องตอนนี้

ขณะเดียวกัน พบูแวะเอาขนมมาฝากสร้อยทิพย์ที่แผนก เห็นมีการรับสมัครผู้จัดการร้านอาหารจึงถือโอกาสกรอกใบสมัครไว้...พอดีเจมี่หรือชคันภาเดินหงุดหงิดรอพ่อเข้าประชุมอยู่ เจมี่เป็นสาวอวบแต่งตัววัยรุ่นแบรนด์เนมหัวจดเท้า แต่ดูจะเยอะมีทั้งแว่นและหมวก พบูสะดุดตากับกระเป๋าที่เธอถือเป็นใบเดียวกับที่ศตายุแย่งกับตน เผอิญเจมี่เดินเหวี่ยงไปมาชนเข้ากับพบูแถมบ่นว่ามายืนเกะกะอะไรตรงนี้ พบูไม่พอใจกับความไม่มีมารยาทของเธอ

“เดี๋ยว! น้องตุ้ยนุ้ย”

เจมี่ปรี๊ดหันขวับมาถามใครตุ้ยนุ้ย พบูตอบก็น้องนั่นแหละ เดินมาชนตนตามมารยาทควรจะขอโทษ เจมี่สวนว่าช่วยไม่ได้มายืนผิดที่เอง พบูตอกกลับ

“พี่ยืนของพี่ดีๆ แต่น้องนั่นแหละที่ผิด เดินฟาดงวงฟาดงาไปทั่ว”

เจมี่กรี๊ดตนไม่ใช่ช้าง พบูล้อยกแขนทำท่างวงช้างใส่ พนักงานแถวนั้นหัวเราะกันครืน เจมี่ปรี๊ดใส่ทุกคนก่อนจะรีบเดินหนีไปอย่างอารมณ์เสียปนอาย

พอชัชชัยประชุมเสร็จ เจมี่ก็ยังไม่ยอมกลับจะขอไปหาศตายุก่อน ชัชชัยเกรงใจเพราะเป็นเวลาทำงาน แต่ขัดใจลูกสาวไม่ได้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เข้ม-อ๊อฟ" ขอบคุณแฟนละคร “เผาขน” ฟาดเรตติ้งเปิดตัวสูงสุดของปี

"เข้ม-อ๊อฟ" ขอบคุณแฟนละคร “เผาขน” ฟาดเรตติ้งเปิดตัวสูงสุดของปี
17 พ.ค. 2564

12:00 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 23:27 น.