ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษชาวดิน

SHARE

วันรุ่งขึ้น สรวิชญ์บอกผู้จัดการโรงแรมว่าถ้าเด็กคนที่ช่วยชีวิตแขกของเราเมื่อคืนมาทำงานให้เรียกไปพบตนด้วย ผู้จัดการบอกว่าเด็กคนนั้นเพิ่งโทร.มาลาออกเมื่อกี๊นี้เอง

สรวิชญ์ตกใจ ผู้จัดการจึงบอกว่า เห็นว่าเมื่อคืนระหว่างทางกลับบ้านเด็กคนนั้นถูกโจรดักปล้นและถูกทำร้าย หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก สงสัยพ่อแม่รู้เรื่องเลยไม่ให้กลับมาทำงานอีก

สรวิชญ์บ่นเสียดาย ผู้จัดการก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะเรามีคนทำงานประจำอยู่แล้ว นี่เป็นแค่นโยบายช่วยเหลือเด็กนักศึกษาที่ต้องการหารายได้พิเศษของโรงแรมเราเท่านั้น

“ผมไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก ผมแค่เสียดายที่จะไม่เจอเขาอีกต่างหาก” สรวิชญ์ถอนใจเดินออกไป ผู้จัดการมองตามอย่างแปลกใจ

เพราะยังคาใจเรื่องพ่อ สองวันต่อมา วศินในชุดนักศึกษามือถือกระดาษที่เขียนบ้านเลขที่ไว้

ไปยืนที่หน้าบ้านของวรกิจตรวจเลขที่บ้านเพื่อ

ความแน่ใจ...เพราะเลขที่บ้านที่ได้มานั้นนานถึง

สิบกว่าปีแล้ว...

เวลานั้นวศินในวัย 9 ขวบเฝ้าแม่ที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ลุงวรกิจเอานามบัตรออกมาจดเลขที่บ้านและเบอร์โทรศัพท์ให้ บอกว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินอะไรให้ไปหาหรือโทร.หาได้ตลอดเวลา

ไม่ต้องเกรงใจ ก่อนกลับลุงวรกิจยังถามว่าจะให้

จ้างพยาบาลพิเศษไหม แม้จะวัยเพียง 9 ขวบ วศินบอกว่า ไม่เป็นไร ตนอยากดูแลแม่เองจะได้

ไม่เปลืองเงินคุณลุงด้วย

เมื่อลุงวรกิจกลับไปแล้ว วศินมองนามบัตรและเก็บไว้อย่างดี จนสิบกว่าปีผ่านไป วันนี้เขาจึงได้นำมาใช้เพราะอยากรู้ความจริงเรื่องพ่อ...

เมื่อเช็กบ้านเลขที่จนแน่ใจแล้ว วศินมองเข้าไปในบ้านอย่างไม่คาดคิดว่าบ้านลุงวรกิจจะหลังใหญ่และรวยขนาดนี้ ขณะกำลังยืนคิดนั่นเอง เสียงใสๆก็ถามขึ้นจากข้างหลัง “มาหาใคร?” วศินหันมองเห็นหนูดีนั่งคร่อมจักรยาน ในตะกร้ามีถุงขนมกำลังจะเข้าบ้าน

เมื่อเห็นหน้ากันจะจะเต็มตาต่างก็อึ้ง หนูดีเห็นหน้าวศินก็ตกใจแต่ทักยียวนตามประสาว่าไปโดนหมาที่ไหนฟัดมา วศินก็ใช่ย่อยตอบยียวนว่าไม่ใช่เรื่องของคุณแล้วถามหาเจ้าของบ้าน

“มีอะไรก็ว่ามา”

“ผมไม่ได้มาหาคุณ”

หนูดีบอกว่าตนก็เป็นเจ้าของบ้านคนนึงเหมือนกัน วศินตกใจแต่ยังไว้เชิงถามยั่วว่าเป็นเจ้าของบ้าน

หรือว่าเป็นเด็กรับใช้ หนูดีฉุนกึกตีหน้ายักษ์ใส่

แต่วศินกลับหัวเราะที่ยั่วหนูดีได้

ขณะทั้งสองกำลังหน้าตึงกันอยู่นั้น วรกิจ

กลับมาพอดีถามหนูดีว่าคุยกับใครอยู่ พอวศินหันมา วรกิจอุทานแปลกใจ

“วศิน!!”

วรกิจพาวศินเดินไปที่เก้าอี้สนามในสวน หนูดีมองตามอย่างงงๆ ภัสสรเดินมาถามหนูดีว่าดูอะไรอยู่ มองไปเห็นวรกิจกำลังคุยกับวศินก็ถามว่าพ่อเรา

คุยกับใครอยู่ หนูดีบอกว่าตนก็ไม่รู้เหมือนกัน ภัสสรจ้องมองพึมพำว่าท่าทางจ๊นจน...พลันก็นึกได้หันขวับไปมองตาโต อุทาน...“หรือว่าจะเป็น...?”

ooooooo

วรกิจคุยกับวศินจนรู้ว่าเขาไปทำงาน

ที่โรงแรมศิริเสนี ขากลับบ้านถูกปล้นและถูกทำร้าย แต่ปัญหาคือพอแม่รู้ก็สั่งห้ามไปทำงานที่นั่นอีกเพราะอันตราย

วรกิจบอกว่าแม่เขาพูดถูก ถ้าวศินอยาก

ทำงานพิเศษจริงๆ ก็มาทำงานที่บริษัทลุงดีกว่า วศินส่ายหน้าบอกว่าที่ตนมาหาคุณลุงไม่ใช่เพราะอยากได้งาน แต่เพราะอยากรู้ความจริงเรื่องพ่อ ถามตรงๆว่า

“เจ้าของโรงแรมนั่นใช่พ่อของผมรึเปล่าครับ” วรกิจถามว่าทำไมถึงคิดว่าเขาเป็นพ่อล่ะ “ก่อนที่ผมจะหมดสติไป ผมได้ยินคนร้ายพูดว่าผมเป็นลูกของเขาครับ”

“แล้วแม่ว่าไง?”

วศินอึ้งกับคำย้อนถามของวรกิจ เล่าถึงที่เคยคุยกับแม่ก่อนหน้านี้ แม่พูดอย่างไม่พอใจว่าพ่อตายแล้ว...อย่าถามคำถามนี้กับแม่อีก พอวศินจะพูดก็ตัดบทอย่างไม่พอใจว่า

“ลูกมีแค่แม่คนเดียวไม่มีความสุขใช่ไหม

ถึงได้อยากมีพ่อ” วศินบอกว่าไม่ใช่ “ถ้างั้นก็ทำตามที่แม่บอก อย่าไปทำงานที่โรงแรมนั่นอีกได้ยินไหม เราไม่เห็นต้องมีพ่อก็มีความสุขได้”

พูดจบแม่ก็เดินออกไปเลย ปล่อยให้วศิน

ค้างคาใจกับคำตอบที่ไม่เคลียร์ของแม่...

วศินบอกวรกิจที่นั่งคุยกันอยู่ว่า ที่จริงตนไม่อยากรบกวนคุณลุงจนเกินไป วรกิจถามว่าแสดงว่าเรื่องนี้สำคัญกับเขามากสินะ วศินบอกว่า “ผมแค่อยากรู้ความจริง”

“ถ้างั้นลุงขอถามเธอว่า ถ้าวศินรู้ความจริง จะยอมรับความจริงได้ไหม?”

“เอ่อ...ผมยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นเลยครับ”

“ถ้าอยากรู้ความจริง ก็ต้องเตรียมใจยอมรับความจริงให้ได้เสียก่อนวศิน เพราะบางครั้งความจริงก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวด การไม่รู้เสียอีกอาจจะมีความสุข

มากกว่า...บางทีสิ่งที่แม่วาดทำอาจจะดีที่สุดสำหรับวศินแล้วก็ได้นะ ลุงพูดได้เท่านี้แหละ”

วศินอึ้ง เพราะวรกิจพูดเท่านี้ เขาก็ได้รับ

คำตอบแล้ว!


Powered by Froala Editor

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แต้ว" โกรธโดนขโมยหอมแก้ม "เจมส์จิ" เจ้าเล่ห์อยากฟื้นอดีตรัก

"แต้ว" โกรธโดนขโมยหอมแก้ม "เจมส์จิ" เจ้าเล่ห์อยากฟื้นอดีตรัก
30 มี.ค. 2563
08:01 น