ข่าว

วิดีโอ



ดุจดาวดิน

อ่านเรื่องย่อ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ

นักแสดงนำ:

แผนของภูวดลคือ จ้างคนร้ายให้ไปจัดการภาคิน ให้ทำเหมือนปล้นทรัพย์ และถ้าภาคินตายเมื่อไร ปานฟ้าได้บ้าแน่

ดังนั้น วันนี้ขณะที่ภาคินกับบุญทิ้งซื้อขนมมากมายพากันหิ้วไปที่มูลนิธิ ภาคินดูขนมในมือพูดแทนความรู้สึกของเด็กที่มูลนิธิว่า

“วันนี้ เด็กๆที่มูลนิธิได้อิ่มแปล้กันแน่ เสี่ยบุญทิ้ง เอ้ย...ทินภัทรมาเอง ว่าแต่เราเถอะ ทำไมคุณเดือนถึงยอมปล่อยตัวมาได้  ปกติไม่ยอมให้ห่างตา”

“ผมบอกว่าคิดถึงพี่ภาคิน คิดถึงพี่แก้วกับเพื่อนๆ ขอมาเยี่ยม คุณแม่ให้ตังค์มาซื้อขนมเลี้ยงทุกคนครับ ให้มาตั้งหลายพัน แต่ให้มาแค่ชั่วโมงเดียว”

ขณะทั้งสองเดินคุยกันมาอย่างมีความสุขนั่นเอง มีคนร้ายสองคนพรวดออกมาประจันหน้า มันทำทีปล้นเงินแต่พอรู้ว่าบุญทิ้งมีเงินจริงๆ มันก็ตาโตตั้งหน้าตั้งตาค้นหาเงิน เมื่อภาคินเข้าขวางก็ถูกมันรุมทำร้าย ระหว่างนั้นบุญทิ้งเอาขนมใส่ไส้โปะหน้ามันเต็มๆ แล้ววิ่งหนีล่อมันให้ตามตนไป

โชคดีที่หมวดตุลย์มาประสบเหตุ ช่วยภาคินกับบุญทิ้งรอดพ้นจากอันตราย ส่วนคนร้ายขี้เท่อทั้งสอง พอเห็นตำรวจก็โกยแนบ ตุลย์รีบมาดูภาคินกับบุญทิ้งที่ต่อสู้กับคนร้ายจนหมดแรงนั่งเหนื่อยหอบกับพื้น...

ooooooo

มาถึงมูลนิธิไม่นาน ปานฟ้าก็ตามมา เพราะปานเดือนโทร.ถามตลอดเวลาว่าบุญทิ้งกลับหรือยัง ตนบอกไปแล้วว่าไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับบุญทิ้งแน่นอน แต่เห็นทุกคนเงียบผิดปกติ เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า มองสำรวจบุญทิ้งเห็นแผลถลอก ถามว่าไปโดนอะไรมา

บุญทิ้งปดว่า “เมื่อกี้เล่นกีฬากับเพื่อนแล้วสะดุดล้มครับพี่ฟ้า”

ปานฟ้าไม่ติดใจสงสัย บอกให้บุญทิ้งไปรอที่รถเดี๋ยวตนเข้าห้องนํ้าเสร็จจะตามไป พอปานฟ้าคล้อยหลังไป ภาคินถามบุญทิ้งว่า ทำไมไม่บอกปานฟ้าไปตามจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

“ถ้าผมบอกไป ทางบ้านก็คงจะรู้กันหมด แล้วผมก็คงอดมาที่นี่อีก”

“ฉลาดมาก เสี่ยทินภัทร” ตุลย์ยกแม่โป้งให้ ยิ้มกับภาคินแล้วลูบหัวบุญทิ้งอย่างเอ็นดู

ooooooo

วันนี้ อานนท์กับภาคินแต่งตัวเต็มยศ ยกขบวนมาสู่ขอปานฟ้าที่บ้าน มาถึงเจอบุญทิ้งกับไข่ตุ๋นเอาสร้อยทองมากั้นประตูเป็นด่านแรก อานนท์มอง

ผ่านไปข้างใน กระซิบบอกภาคินขำๆว่า “มีกั้นประตูด้วยเรอะ รู้สึกจะมีหลายประตูนะ”

ไข่ตุ๋นออกมาร้องลิเกเสียงเจื้อยแจ้ว...

“ขออภัยนะขอรับ บังเอิญว่าวันนี้เป็นวันพิเศษของคนพิเศษสุดๆ กระพ้มจึงขอโอกาสจัดโปรโมชั่นพิเศษม้าก...ให้ท่านด้วยประการฉะนี้...”

แล้วทั้งไข่ตุ๋นและบุญทิ้งก็ทำเสียงท่อนบรรเลงลิเกปิดประโยคพร้อมกัน ภาคินกับอานนท์หัวเราะชอบใจในความทะเล้นน่ารักของเด็กทั้งสอง อานนท์ควักซองในกระเป๋าให้

แต่พอผ่านด่านนี้ไป ก็เจอด่านตุลย์กับเฟื่องแก้วเข้าอีก ภาคินถามขำๆงงๆว่า

“เฮ้ย นายตุลย์ แก้ว เอากับเขาด้วยเหรอ”

ตุลย์ตอบหน้าตาเฉยว่า วันนี้ถือว่าซ้อมใหญ่ก็แล้วกัน ซ้อมใหญ่ซ้อมจริงเหมือนจริงเลย อานนท์เลยควักซองแจกทั้งสอง

แต่พอผ่านด่านนี้ไปเจอด่านไข่ตุ๋นกับบุญทิ้งอีกแล้ว ทั้งภาคินและอานนท์เลยหัวเราะขำๆ สนุกไปกับเด็กๆ แจกซองไปอีกครั้ง

ระหว่างนั้น ธัญวิทย์นึกอยากจะกั้นประตูบ้าง บ่นว่าไม่รู้จะคู่กับใคร บุญทิ้งเลยชวนมากั้นด้วยกันสามคนเลย ไข่ตุ๋นทำหน้าหน่าย แต่ก็ยอม

ooooooo

ผ่านด่านเข้าไปถึงห้องรับแขก บรรดาผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนั่งบนเก้าอี้ ส่วนภาคินกับปานฟ้านั่งพับเพียบที่พื้นตรงหน้าผู้ใหญ่ ภาคินเอ่ยขึ้นว่า

“ผมกราบขอบคุณท่านมากนะครับ ที่ไว้ใจให้ผมได้ดูแลคุณฟ้า

“สิ่งที่เธอทำพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเธอสามารถปกป้องดูแลลูกสาวฉันได้ดีขนาดไหน” เติมบุญเอ่ยด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้มยินดี แล้วหันไปทางอานนท์ “คุณ อานนท์...เด็กสองคนก็รักกันมานานแล้ว ผมว่าเราอย่าให้เขาต้องเสียเวลาอีกเลยนะ”

“ภาคิน สวมแหวนหมั้นให้ปานฟ้าสิ เตรียมมาด้วย ไม่ใช่เหรอ” อานนท์เตือนลูกชาย

ภาคินตื่นเต้นดีใจจนทำอะไรแทบไม่ถูก ตุลย์ที่ดูอยู่ลุ้นเพื่อนว่า “มันต้องอย่างนี้สิเพื่อน รวดเร็วทันใจ”

พลันทุกคนก็ชะงัก เมื่อเสียงที่ไม่สร้างสรรค์จากปานดาวแทรกขึ้นว่า “ทำอย่างกับท้องโตถึงต้องรวบรัดเสียขนาดนี้” สายอุษาปรามว่าพูดอะไร! ปานดาวยังอวดดีย้อนแม่ว่า “ก็หรือไม่จริงคะ”

“ก็รู้ว่าไม่จริงแล้วพูดทำไมจ๊ะ” ปานเดือนขัดขึ้น ถูกปานดาวเยาะเย้ยประชดว่าหายบ้าเร็วดีจัง

บรรยากาศกร่อยไปทันที แต่ก่อนที่จะเสียบรรยากาศไปกว่านี้ เติมบุญเปลี่ยนเรื่องว่า

“ความจริงใจ สำคัญกว่าพิธีการโก้หรู ทำกันเรียบง่ายอย่างนี้แหละดีแล้ว”

ภาคินบรรจงสวมแหวนหมั้นให้ปานฟ้า เธอยกมือไหว้ สบตากันด้วยความรัก ทุกคนมองอย่างยิ้มแย้มยินดี มีแต่ปานดาวกับภูวดลเท่านั้นที่ปั้นหน้าปึ่งอย่างไม่พอใจ

ooooooo

ไข่ตุ๋นกับบุญทิ้งหลบไปนั่งนับเงินที่ได้จากการกั้นประตูหลายรอบที่มุมบ้าน ปรากฏว่าได้ไปหลายพัน จนไข่ตุ๋นยิ้มร่าบอกว่า ไม่รวยวันนี้แล้วจะไปรวยวันไหน หยุดดีใจจนลืมที่นับไว้ บอกบุญทิ้งให้ช่วยกันนับใหม่

ธัญวิทย์มาก่อกวนอีกจนได้ มาแย่งเงินจากมือบุญทิ้ง อ้างว่าเงินทั้งหมดนี้ต้องเป็นของตนคนเดียว ไข่ตุ๋นไม่ยอม แต่บุญทิ้งขอร้องอย่ามีเรื่องกันเลย ให้ไข่ตุ๋นยอมๆเขาไปเสีย ธัญวิทย์ย่ามใจจะไปแย่งจากมือไข่ตุ๋นอีก ถูกไข่ตุ๋นท้าว่า

“ลองเข้ามาสิ ได้ตาเขียววิ่งร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่แน่”

ธัญวิทย์เห็นไข่ตุ๋นเอาจริงเลยยอมถอย พูดยักท่าว่าไม่อยากได้เงินของขอทาน พอธัญวิทย์ไปแล้วไข่ตุ๋นถามบุญทิ้งอย่างไม่เข้าใจว่าไปยอมเขาทำไม บุญทิ้งบอกว่าไม่อยากทะเลาะกันให้คุณตาไม่สบายใจ

“ใจดีแบบนี้ ต่อไปไอ้ตาตี่หัวกลมไม่หยุดแค่นี้แน่” ไข่ตุ๋นฮึดอย่างรับไม่ได้ ทั้งยังเจ็บใจแทนบุญทิ้งที่ถูกข่มเหงด้วย

พิมหลบไปตามที่ภูวดลสั่ง แต่ความคิดถึงธัญวิทย์ให้พิมมาแอบดูเมื่อเห็นปลอดคนจึงเผยตัวออกมา ธัญวิทย์วิ่งเข้าไปหา พิมกอดธัญวิทย์ไว้แนบอก ทีแรกธัญวิทย์ก็ดีใจ แต่อึดใจเดียวก็ผละออก บ่นว่าทำไมตัวเหม็นอย่างนี้ แต่งตัวก็สกปรก ผลักพิมออกไปไม่ให้กอดกลัวกลิ่นจะติดตัว

พิมสะเทือนใจมาก บอกว่าไม่เห็นเหม็นตนอาบน้ำทุกวัน ธัญวิทย์พูดใส่หน้าว่า “เหม็นสาบคนจนไง”

“คุณวิทย์อย่าดูถูกคนจนแบบนี้สิคะ ถ้ามีแม่เป็นคนจนจะทำยังไง”

“แม่ปานดาวออกจะรวย เงินเยอะแยะไม่มีวันจน หรอก ฉันไม่มีทางเป็นลูกคนจนอยู่แล้ว ขืนจนได้ลำบากตาย จ้างก็ไม่เอา” พิมฟังแล้วก็ได้แต่เศร้าใจกับความจริงที่พูดไม่ได้...

ooooooo

หลังจากทำพิธีหมั้นแล้ว ที่บ้านเติมบุญจัดปาร์ตี้เล็กๆ แบบอบอุ่นอย่างกันเอง ในงานนี้ สิริโสภามาเซอร์ไพรส์พร้อมแพทริค หนุ่มชาวต่างชาติสูงหล่อดูภูมิฐานมาแนะนำด้วย

ภาคินแสดงความยินดีกับเธอ สิริโสภาบอกว่าตนคงไม่ได้อยู่ร่วมงานแต่งเพราะเดือนหน้าก็ต้องตามแพทริคไปที่นิวยอร์กแล้ว กว่าจะได้กลับอีกทีก็คงตอนที่ปานฟ้ามีตัวเล็กๆแล้ว

“ฟ้าต้องขอบคุณคุณสิริโสภาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยนะคะ” ปานฟ้าเอ่ยด้วยความซึ้งใจ

ปานฟ้ากลับไปนั่งรวมกลุ่มกับครอบครัวที่มุมหนึ่งของห้องอาหาร ปานเดือนแสดงความยินดีที่น้องได้พบเทพบุตรตัวจริงแล้ว ถูกปานดาวเหน็บแนมว่า ทำเป็นหัวเราะหน้าระรื่น เดี๋ยวก็ได้กลับเป็นบ้าไปอีกหรอก

“พี่ดาวคะ อย่าพูดอย่างนี้อีกเลย พี่เดือนอาการดีขึ้นมากแล้วนะคะ” ปานฟ้าติงอย่างไม่สบายใจ

“จะไปรู้ได้ยังไงว่าคนบ้าหายจากโรคบ้าจริงๆ อาการพวกนี้บางทีมันก็เก็บเอาไว้ ถ้ามีอะไรมากระตุ้นต่อมบ้า มันก็ระเบิดออกมาอีก” ปานดาวไม่ยอมหยุด จนเติมบุญต้องแทรกเข้ามาว่า

“คำก็บ้า สองคำก็บ้า แกเลิกว่าน้องสาวแกได้แล้ว แทนที่จะช่วยกันเยียวยา แต่นี่กลับซ้ำเติม นี่น้องสาวของแกนะ ฉันว่าคนที่เป็นบ้าเป็นแกมากกว่า”

ปานดาวพาลหาเรื่องทันที หาว่าพ่อแม่รักแต่ปานเดือนกับปานฟ้า ตนเหมือนหมาหัวเน่า ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ พูดกระแทกใส่ว่า “ดาวไม่อยู่ขวางหูขวางตาคุณพ่อก็ได้ค่ะ เชิญมีความสุขกันไปเถอะ” ปานดาวลุกสะบัดไป เติมบุญได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจกับลูกสาวคนนี้

ปานฟ้าไม่สบายใจ ลุกตามไปปลอบใจพี่สาวว่า “คุณพ่อคงไม่ค่อยชอบใจที่พี่ดาวพูดแบบนั้น อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์เลยค่ะ” แต่ปานดาวก็ยังฮึดฮัด โทษว่าถ้าไม่มีปานฟ้าเสียคนหนึ่ง พ่อกับแม่ก็ต้องรักตน

“ถ้าตราบใดพี่ดาวยังคิดแบบนี้ ชีวิตพี่ดาวจะไม่มีวันมีความสุขเลย เผลอๆ อาจจะบ้าไปก่อนคนอื่นด้วย”

“นี่แกหลอกด่าฉันเหรอ ทำไมแกต้องคิดมาแย่งทุกอย่างไปจากฉัน ทำไมต้องเรียนเก่ง ต้องดีไปหมดเสียทุกอย่าง ทำไม...ทำไม!”

ปานดาวเดินกระแทกกระทั้นออกไป ปานฟ้าได้แต่มองแล้วถอนใจ...

ooooooo

ปานฟ้าเห็นคล้ายกับมีใครแอบอยู่หลังต้นไม้ จะเดินไปดู แต่เจอสิริโสภาเดินมาแสดงความยินดีด้วยเสียก่อน สิริโสภาบอกว่าเธอโชคดีมากที่เอาชนะใจภาคินได้ พูดอย่างชื่นชมว่า

“ภาคินหนุ่มแสนดีคนนี้ ไม่ปักใจกับใครง่ายๆนะคะ ภาคบกับภาคินมานาน สนิทกันมากรู้ใจเขาดี”

“คุณสิริโสภาโชคดีเหมือนกันเรื่องคุณแพทริค”

“ก็คงงั้นแหละค่ะ ก็ต้องดูใจกันไป แต่ถึงยังไงก็ไม่ดีเท่าภาคินแน่นอน”

สองสาวยิ้มให้กันพลางเดินกลับไปที่หลังต้นไม้ พิมโผล่ออกมามองตามปานฟ้าไปอย่างเคียดแค้นชิงชัง

เมื่อกลับไปที่ห้องโถง ภาคินขอบคุณสิริโสภาที่มาในวันนี้ เธอบอกว่ายินดีที่ได้มาเห็นเขามีความสุข ชมว่าสองคนช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน ถามว่าแล้วเธอเองจะแต่งงานที่ไหน เมืองไทยหรือนิวยอร์ก

สิริโสภาบอกว่าเป็นเรื่องของอนาคต จะแต่งหรือไม่แต่งตนไม่ค่อยสนใจนัก แต่งไปถ้าใจผู้ชายไม่อยู่กับเรามันก็เท่านั้น มัน เป็นแค่พิธีการ แล้วหันไปถามปานฟ้าที่นั่งอยู่ด้วยว่า “คุณฟ้าว่าจริงไหมคะ” แล้วอวยพรให้ปานฟ้ากับภาคินมีความสุขมากๆบอกว่า “แค่ภาเห็นคุณมีความสุข ภาก็สุขด้วย”

สิริโสภารั้งตัวภาคินเข้าไปกอด แม้ว่าจะไม่คิดอะไรแต่ปานฟ้าก็เมินสายตาไปจากภาพนั้นอย่างไม่อยากเห็น แพทริคเองก็มองอย่างดูออกว่าสิริโสภาคิดอย่างไรกับภาคิน...

ooooooo

ปานฟ้ากับอนิรุทธิ์ช่วยกันทำงานที่ห้างสรรพ-สินค้าอย่างทุ่มเท ปานฟ้าขอบคุณอนิรุทธิ์ที่ช่วยงานตนได้มาก ส่วนอนิรุทธิ์ก็ขอโทษปานฟ้าที่เคยเข้าใจเธอผิด เพราะถูกพิมใส่ร้าย ตั้งข้อสังเกตกับปานฟ้าว่า

“แต่พี่ว่า ฟ้าต้องระวังพิมให้มาก ผู้หญิงคนนี้ไม่หยุดแค่นี้หรอก อีกอย่างพี่คิดว่า งานนี้ไม่น่าจะมีแค่พิมกับสามีเขาเท่านั้น” เมื่อปานฟ้าถามว่าหมายความว่าอย่างไร อนิรุทธิ์พูดอย่างมั่นใจว่า “ต้องมีคนอื่นอีก คนที่อยู่เบื้องหลังพิม”

พวกที่คิดร้ายกับปานฟ้าไม่หยุดอย่างที่อนิรุทธิ์พูดจริงๆ วันนี้ ภูวดลนัดพบกับพิมที่ถูกสั่งพักงานอยู่ พิมบอกว่าตนคิดถึงลูก ถูกภูวดลปรามว่าลูกสบายดีอย่าโวยวายนักเลย ส่วนเรื่องจะกลับเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นก็ขอให้ใจเย็นๆ ขืนใจร้อนจะทำให้ทุกอย่างพังหมด

พิมบอกว่าก้านตายแล้วตนเหลือแต่ลูก ขืนใจเย็นปานฟ้าขนสมบัติไปหมดตนจะไม่ได้อะไรเลย

แต่ภูวดลมีแผนการอยู่แล้ว เมื่อถูกปานดาวโวยวายอีกคน ก็บอกว่า ไม่ต้องห่วง งานนี้เราไม่ต้องเหนื่อยออกแรงเองหรอก

หลังจากนั้นภูวดลกับปานดาวก็นัดพบกับก้องภพที่ร้านอาหาร ฟังภูวดลเล่าแผนการให้ฟังแล้ว ก้องภพถามอย่างรู้ทันว่าจะยืมมือตนกำจัดภาคินเพราะกลัวปานฟ้าจะได้ดูแลสมบัติทั้งหมด แล้วพวกเขาจะได้ส่วนแบ่งน้อยลงใช่ไหม

ปานดาวบอกว่าแล้วแต่จะคิด แต่ตอนนี้เรามีศัตรูตัวเดียวกัน ถ้าไม่มีภาคิน ก็เป็นเรื่องดีของเราทั้งสองฝ่าย ส่วนภูวดลก็พูดทิ้งไว้ว่า “หรือจะไม่ทำ คิดให้ดีๆนะ คุณก้องภพ”

ooooooo

หลังจากนั้น ช้อยที่ไปซื้ออาหารกลับมาบอกบุษบาด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่ามีหนุ่มหล่อมารอ

อยู่ข้างนอก บุษบาดีใจนึกว่าเป็นภาคิน แต่พอออกไปพบจริงๆเธอตกใจแทบช็อกเมื่อไม่ใช่ภาคิน เธอถูกชายหนุ่มคนนั้นเอาปืนจี้เอวบังคับให้ขึ้นรถไป ไข่ตุ๋น

ที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้นเห็นเข้าเต็มตา

เมื่อกลับถึงห้องเช่าได้เวลากินข้าวพอดี ไข่ตุ๋นจะเล่าว่าเห็นบุษบาขึ้นรถไปกับ...ช้อยก็แทรกขึ้นทันทีอย่างหมั่นไส้ว่าไปกับชายหนุ่มรูปหล่อ ทำให้ถมไม่พอใจถึงกับกินข้าวไม่ลง

ooooooo

ตกบ่าย ที่หน้าห้องเช่า บุญทิ้งกับภาคินจะมาส่งบุษบาเดินทางกลับต่างจังหวัด จึงรู้จากไข่ตุ๋นว่า บุษบาไม่อยู่แล้วเห็นออกไปกับผู้ชาย...

ไข่ตุ๋นพูดไม่ทันจบก็พอดีมีโทรศัพท์เข้ามือถือของภาคิน เขายกมือให้ไข่ตุ๋นหยุดเล่าแล้วหันหลังคุยโทรศัพท์ ไข่ตุ๋นเลยไม่ได้เล่าอีกตามเคย

เป็นสายจากก้องภพ พอภาคินฟังปลายสายแล้วเขาหน้าเครียดถามเสียงดัง “อะไรนะ...แม่บุษบา...ที่ไหน...ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

ภาคินวางสายแล้วรีบไปทันที ระหว่างทางเสียงก้องภพที่ย้ำขู่ยังอยู่ในความนึกคิดว่า “ห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้น แม่บุษบาของแกได้กลายเป็นศพแน่!”

บุญทิ้งใจคอไม่ดีคิดว่าต้องมีอะไรกับภาคินแน่ แต่ไข่ตุ๋นบอกว่า

“เอ้อ...ต้องมีอะไรเกิดกับแม่ครูกัญญาแน่ๆเลย” บุญทิ้งตกใจถามว่าอะไรนะ “ก็ไข่พยายามจะบอกว่า แม่ครูกัญญาถูกผู้ชายคนหนึ่งเอาปืนจี้ให้ขึ้นรถไปด้วย” ไข่ตุ๋นถอนใจโล่งอกที่ได้เล่าเสียที

จนเย็น หมวดตุลย์มาที่ห้องเช่า บุญทิ้งเล่าว่าตนได้ยินว่าเป็นก้องภพโทร.มาหาภาคินแน่นอน ไข่ตุ๋นยืนยันอีกคน ทำให้ตุลย์เชื่อ เขาโทร.หาภาคินแต่ทางโน้นไม่รับสาย ตุลย์นิ่งคิดก่อนตัดสินใจโทร.ไปหาอานนท์

“ภาคินออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนบ่าย เห็นว่าจะไปหาผู้หญิงที่ชื่อกัญญา” อานนท์เล่าให้ตุลย์ฟัง แล้วถาม “เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ตุลย์บอกว่าคนที่โทร.มาหาภาคินคือก้องภพงั้นเหรอ?” อานนท์มีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที

ตุลย์บอกว่าจะพยายามหาเบาะแสเพิ่มเติม ไข่ตุ๋นได้ยินรีบรับรองตัวเองว่าที่เล่ามานั้นเป็นความจริง ตุลย์บ่นว่าจะทำยังไงดี เพราะโทร.หาภาคินก็ไม่รับสาย

“พอดีผมแอบได้ยินพี่ภาคินเขาพูดถึงที่ที่นึงครับ มันเป็น...” บุญทิ้งพยายามนึกสถานที่นั้น

ooooooo

ก้องภพพาบุษบาไปที่โรงงานร้าง กล่าวโทษว่าเธอเป็นคนทำให้ครอบครัวตนต้องแตกแยก ฉะนั้นวันนี้ทั้งสองแม่ลูกจะต้องชดใช้ บุษบาอ้อนวอนว่าจะทำอะไรก็ให้ทำที่ตนคนเดียว

มืดแล้ว ภาคินค่อยๆเดินเข้ามาในโรงงานร้างพลางตะโกนถามก้องภพอยู่ตรงไหน ก้องภพเยาะเย้ยว่าพอได้ยินชื่อแม่ก็รีบมาเลยนะ ภาคินตะโกนถามว่า “แกมีลูกเล่นอะไรอีก แม่จริงๆของฉันตายไปแล้ว”

ก้องภพหัวเราะเยาะ พลางกระชากบุษบาออกมาให้ดู ภาคินตกใจถามว่าจับน้ากัญญามาทำไม น้ารู้เรื่องแม่ของตนหรือ

“ฮ่าๆๆ เลิกโง่ได้แล้วไอ้งั่ง แม่บุษบาของแกก็อยู่ตรงหน้าแกนี่แล้วไง”

ภาคินตกใจมองบุษบาอย่างคาดไม่ถึง อุทานเรียก “แม่...” ได้คำเดียวก็นิ่งงันไป ส่วนบุษบาก้มหน้าร้องไห้ ด้วยความเสียใจที่ลูกต้องมารับรู้ว่าตนเป็นแม่ในสภาพนี้...

ooooooo

ที่สถานีตำรวจ หมวดตุลย์กับปานฟ้านั่งจ้อง เครื่องจับสัญญาณเขม็ง ในขณะที่คนอื่นที่เกี่ยวข้องนั่งอยู่ข้างหลังอย่างกระวนกระวายใจเป็นห่วงทั้งบุษบาและภาคิน ครู่เดียวตุลย์ก็จับสัญญาณมือถือของภาคิน ได้ว่าอยู่แถวชานเมืองนี่เอง

หมวดตุลย์บอกทุกคนว่า ตนจะล่วงหน้าไปก่อนแล้วขอกำลังเสริมตามไป ให้ทุกคนรออยู่ที่นี่ ขอให้เป็น หน้าที่ของตำรวจก็แล้วกัน ปานฟ้าชวนรีบไปกันเถอะ บุญทิ้งอ้อนวอนขอไปด้วยบอกว่าตนเป็นห่วงภาคิน ไปๆ มาๆทุกคนขอตามไปด้วย สุดท้ายหมวดตุลย์จำต้องอนุญาตโดยจะเอารถไปสองคัน

จู่ๆเติมบุญก็โผล่มาขอไปด้วยเพราะตอนตนถูกจับภาคินยังไปช่วย คราวนี้ภาคินถูกจับตนจะนิ่งดูดายได้ยังไง

ที่โรงงานร้างที่บุษบากับภาคินถูกก้องภพคุมตัว อยู่...แม้จะตกอยู่ในภาวะอันตราย แต่ความดีใจที่ได้เจอแม่ทำให้ภาคินลืมเรื่องอื่นไปหมด ถามบุษบาอย่างน้อยใจว่าทำไมไม่บอกว่าเป็นแม่ตนตั้งแต่แรก บุษบาบอกว่าตนไม่กล้า กลัวว่าบอกไปแล้ววิมลวรรณจะฆ่าเขา เพราะเคยถูก ขู่ไว้เมื่อครั้งที่ตนคิดถึงลูกและมาแอบดูจนวิมลวรรณจับได้

สองแม่ลูกกอดกันด้วยความสะเทือนใจ ก้องภพมองอยู่ด้วยความหมั่นไส้ แค้นใจ แล้วเดินเลี่ยงไป

ooooooo

หมวดตุลย์นำกำลังมาใกล้บริเวณที่จับสัญญาณโทรศัพท์ได้แล้ว หมวดบอกกับปานฟ้าที่นั่งร้อนใจอยู่ว่า ก่อนอื่นเราต้องหารถของก้องภพให้เจอก่อน

ถมที่นั่งมากับช้อยและคนอื่นๆในรถอีกคัน เห็นท่าทางช้อยที่ไม่อินังขังขอบแล้วก็บ่นว่า มัวแต่นั่งตากแอร์อยู่ได้ไม่ช่วยกันมองหาบุษบากับภาคิน ช้อยบ่นกระปอด กระแปดว่าไม่รู้ว่าหมวดตุลย์มั่วหรือเปล่า เวรกรรมของตนแท้ๆ

ภาคินปลอบใจบุษบาว่า ไม่ต้องกลัว ตนจะปกป้องแม่เอง ก้องภพเยาะเย้ยว่าจะพูดอะไรก็ให้รีบพูดเสียก่อนที่จะไม่ได้พูดอีก

“ก้องภพ เลิกทำอะไรแบบนี้เสียที” ภาคินขอร้อง

ก้องภพยังพูดอย่างแค้นใจว่า บุษบากับภาคินทำให้ครอบครัวของตนพัง ด่าบุษบาว่า

“แม่ก็แย่งผัว ลูกก็แย่งคู่หมั้น ฉันคงปล่อยพวกแกไม่ได้หรอก เอาไว้ไปคุยกันในนรกแล้วกันนะ”

ก้องภพเอาไม้ฟาดภาคินจนล้มลง บุษบาอ้อนวอนอย่าทำอะไรภาคินเลย พลางพุ่งเข้าแย่งไม้ ก้องภพผลักบุษบาออกแล้วชักปืนออกมาแทน

ทั้งบุษบาและภาคินต่างบอกก้องภพว่าถ้าจะยิงให้ยิงตน ต่างยอมตายแทนกัน ก้องภพยกปืนเล็งใส่ ทั้งสองมือสั่นเล็กน้อยจนปลายกระบอกปืนส่าย พลางสอดนิ้วแตะไกเบาๆ

เป็นเวลาที่ภูวดลกับปานดาวมาถึงหน้าโรงงานร้างพอดี ภูวดลลงจากรถถามพิมที่วิ่งออกมารับว่า “มันฆ่ากันไปรึยัง”

“ไอ้ลูกแหง่ติดแม่มันไม่ได้เรื่อง มัวแต่เล็งๆ จดๆจ้องๆไม่ยอมยิงเสียที เซ็ง”

“นึกแล้ว...งั้นฉันจัดการเอง” ภูวดลมองเข้าไปในโรงงานร้างยิ้มเหี้ยม

ooooooo

ในโรงงานร้าง บุษบายังเอาตัวบังภาคินไว้หว่านล้อม ก้องภพที่ตวาดให้เธอหลีกไปว่า

“พอเถอะก้องภพ ให้เรื่องมันจบแค่นี้เถอะ ลำพังคดีเก่าเธอก็แย่แล้ว ถ้าฆ่าฉันกับลูกอีกเธอไม่ต้องมีโทษหนักกว่าเดิมหรือ”

“ไม่ต้องมายุ่ง แกคิดจะขู่ฉันรึไง” ก้องภพตวาด แต่มือที่ถือปืนยิ่งสั่น

“ฉันแค่คิดถึงหัวอกคนเป็นแม่ ถ้าลูกของฉันฆ่าคนตายแล้วต้องเข้าคุก ฉันคงไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต ลองคิดดูดีๆ มันคุ้มไหมที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในคุกเพื่อความสะใจแป๊บเดียว”

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันยิงแกแน่” ก้องภพทำเสียงเข้มทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอแล้ว

“เธอไม่ยิงฉันหรอกก้องภพ เธอไม่ใช่ฆาตกร เธอแค่หลงผิดชั่ววูบ อย่าทำร้ายตัวเองเลย อย่าให้พ่อแม่เธอต้องเสียใจ วางปืนเสีย”

ก้องภพมองปืนในมือสลับกับมองหน้าบุษบาอย่างสับสน แล้วเขาก็ค่อยๆวางปืน ทรุดนั่งคุกเข่าก้มหน้าร้องไห้เหมือนเด็ก บุษบาเข้าไปกอดปลอบ ภาคินค่อยๆ เอื้อมมือหยิบปืนไปเก็บไว้ แต่ถูกภูวดลที่เข้ามาพอดีแย่งปืนไปยกเล็งใส่ภาคินทันทีตวาดใส่ว่า

“ไอ้ขี้ขลาด ไม่เอาไหนมันไม่กล้ายิงแก แต่ฉันคนนี้ไม่ปล่อยแกแน่”

“ที่แท้ก็เป็นคุณเอง ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด” ภาคิน

มองทะลุถึงผู้บงการ ภูวดลจ้องภาคินยิ้มเหี้ยม

ooooooo

หมวดตุลย์พาบรรดาพวกที่ตามมาถึงบริเวณรอบนอกโรงงานร้าง บอกให้ทุกคนรอข้างนอกตนจะเข้าไปดู ถ้าเจอก็จะขอกำลังหนุนมาช่วย แต่ปานฟ้าขอเข้าไปด้วย บุญทิ้งอ้อนวอนขออีกคน สุดท้ายทั้งหมดก็ได้ตามหมวดเข้าไป

เป็นเวลาที่ภายในโรงงานร้างกำลังตึงเครียดมาก ภาคินถามภูวดลว่าต้องการอะไร ปานดาวชิงตอบแทนว่า ต้องการเขี่ยเขาออกไปจากกองสมบัติของครอบครัว อย่า หวังว่าเขามาเป็นแฟนปานฟ้าแล้วจะได้ฮุบสมบัติไปด้วย

“ผมไม่เคยอยากได้สมบัติใคร ไม่แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ” เตือนสติภูวดลกับปานดาวว่า “พวกคุณทำแบบนี้ คิดว่าจะรอดหรือ ตำรวจต้องไม่ปล่อยคุณไว้แน่”

“รอดไม่รอดก็ช่าง แต่กว่าพวกมันจะเจอศพแก พวกฉันก็เผ่นไปนานแล้วเว้ย ฮ่าๆๆๆ” ภูวดลยกปืนขึ้นเล็งใส่ภาคิน

ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานนี่เอง ปานฟ้าเดินพลัดหลงกับตุลย์และถูกพิมมาจับตัวพาเข้าไปในโรงงานร้าง หมวดตุลย์เห็นเหตุการณ์ บ่นอย่างกังวลว่าทำไมเป็นแบบนี้ กำลังเสริมก็ยังไม่ทันมาเลย

ปานฟ้าถามปานดาวว่าเราเป็นพี่น้องกัน พี่ทำอย่างนี้ทำไม เตือนสติพี่สาวว่า

“ถ้าพี่ดาวฆ่าพวกเรา ตำรวจต้องตามจับพี่แน่ๆ พี่ดาว อย่าทำอะไรวู่วาม ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป พี่คิดหรือว่าพี่จะได้สมบัติ”

“พวกเธอทำอะไรกัน หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เติมบุญก้าวเข้ามาถาม ปานดาวตกใจ เติมบุญเข้าไปหาภูวดล “หยุดแค่นี้เลยภูวดล ยายดาว แกอย่าทำผิดไปมากกว่านี้เลย”

ภูวดลหัวเราะเยาะ บอกว่าสายไปแล้ว ทีแรกคิดจะเอาแค่สองแม่ลูก แต่เมื่อยกโขยงมากันแล้วก็ให้ถือว่าถึงคราวซวยก็แล้วกัน ถามเติมบุญอย่างหยาบคายเหี้ยม เกรียมว่า

“ไอ้แก่เติมบุญ อยากประเดิมก่อนเลยไหม” ปาน–ดาวทนไม่ได้ร้องห้ามภูวดลพลางเข้าขวางไว้ ถูกสวนมาว่า “ไหนๆก็แก่จวนจะลงโลงแล้วก็ตายตอนนี้เลยแล้วกันถอยไป” ภูวดลตวาดปานดาว

ทุกคนตะลึงงัน ส่วนพิมยืนยิ้มอย่างร้ายกาจ สะใจกับความเหี้ยมของพี่ชาย

ooooooo

ไข่ตุ๋นกับบุญทิ้งหันสบตากัน ถมกับช้อยแอบอยู่ใกล้ๆ มองไปทางด้านในโรงงาน ไข่ตุ๋นถามถมว่า

“คุณตาเสร็จแน่เลยพ่อครู เอาไงดี”

“ไม่เอาไงหรอก ขอข้าคิดหาทางก่อน” ถมตึงเครียด บุญทิ้งมองอย่างเป็นห่วง

ส่วนในโรงงาน ภูวดลเอาปืนจ่อเติมบุญยิ้มเหี้ยม ปานดาวร้องกรี๊ดเข้าไปแย่งปืน ร้องให้หยุด ห้ามทำอะไรพ่อตนเด็ดขาด ภูวดลสะบัดจากปานดาว ตะคอกว่า

“สายไปแล้ว ไอ้แก่นี่มันวอนหาที่ตายเอง ปล่อยไปเราจะไม่รอดแน่”

“อย่านะ นี่พ่อฉันนะ” ปานฟ้าขยับจะเข้าไปช่วย แต่พวกถมเข้ามาถึงก่อน ถมพุ่งเข้าหาภูวดลพยายามแย่งปืน ถูกภูวดลสะบัดจนกลิ้งไป ไข่ตุ๋นกับบุญทิ้งวิ่งไปหาบุษบากับภาคิน ช้อยไม่กล้าเข้าไป แต่ทำปากกล้าว่า

“ไอ้พวกโจรตัวร้าย วันนี้จะเอาให้ตายย่อยยับ แอบมาทำร้ายกันลับๆ นังช้อยจะจับเข้าซังเต...”

พิมตบช้อยจนกลิ้งด่าว่าหนวกหู ช้อยเจ็บเลือดขึ้นหน้าพุ่งเข้าหาพิมตะลุมบอนกัน พิมชักมีดออกมาขู่ ถมเห็นช้อยพลาดท่าเลยจะเข้าไปช่วย แต่ถูกก้องภพดึงไว้ ถมเลยหันไปต่อยก้องภพ แต่กลับถูกก้องภพเตะล้ม ทั้งคู่ปล้ำกันอุตลุด

หมวดตุลย์สู้กับลูกน้องภูวดล ส่วนภาคินพยายามลุกไปช่วยแต่ก็เจ็บจนลุกไม่ขึ้น

บุษบากอดภาคินเอาตัวป้องกันเขาไว้ ภูวดลย่างสามขุมเข้าหาเติมบุญ ตะคอกว่าถึงเวลาตายแล้ว ปานดาวร้องห้ามเสียงหลง แต่ภูวดลไม่ฟังเสียงยิงเติมบุญล้มลง ทั้งปานฟ้าและปานดาวร้องสุดเสียง

“คุณพ่อ...”

สองพี่น้องวิ่งไปประคองเติมบุญ ปานฟ้าพร่ำเรียกพ่อไม่ขาดปาก ส่วนปานดาวหันขวับไปทางภูวดล ที่แผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ ตะคอก “ภูวดล...แก...แกฆ่าพ่อฉัน!”

“ป่านนี้แล้ว แค่คนแก่ตายไปคนจะเป็นไรไป” ภูวดลพูดอย่างเลือดเย็น พลางเดินเข้าไปจะยิงซ้ำ ปานดาวพุ่งไปหยิบมีดของพิมที่ทำตกไว้ พุ่งเข้าจ้วงแทงภูวดลจนมิดด้าม ภูวดลสะดุ้งสุดตัวล้มลงทับปานดาว ขาดใจตาย

ปานดาวผลักภูวดลออก ตัวชุ่มไปด้วยเลือดของภูวดล เธอยืนตัวสั่น ร้องอย่างคุมสติไม่อยู่...

“ไม่...ฉันไม่ได้ตั้งใจ คุณภู...ไม่นะ...ไม่...”

พิมได้สติก่อน หันไปคว้ามีดขึ้นมา กระชากปานฟ้าไปเป็นตัวประกัน ประกาศเหี้ยม

“หลบไป ไม่งั้นฉันเชือดนังนี่ทิ้งแน่” ภาคินพยายามหว่านล้อมให้ปล่อยปานฟ้า โทษเธอยังไม่หนักพวกตนจะช่วยเธอ พิมหัวเราะเยาะ พูดใส่หน้าว่า “อย่ามาหลอกนังพิมเสียให้ยากฉันยอมให้พวกแกกดขี่มานานแล้ว คราวนี้นังพิมขอเอาคืนบ้าง” พูดแล้วผลักปานฟ้า “ไป...ถ้าใครตามมา ฉันจะปาดคอมันทิ้งหมกป่า เข้าใจไหม”

พิมลากปานฟ้าออกไป ภาคินมองตามไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

พิมบังคับปานฟ้าเดินไปในป่า เอามีดจ่อจี้ไว้ตลอดเวลา ปานฟ้าดิ้นเลยถูกมีดบาด เธอร้องอย่างเจ็บปวด พิมพูดอย่างแค้นใจว่า

“พวกแกต้องชดใช้ให้ฉันอย่างเจ็บแสบ”

“พวกฉันไปทำอะไรให้เธอ เธอต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง ก่อเรื่องให้ตัวเองต้องเดือดร้อน”

“ทำอะไรเหรอ พวกแกมันเกิดมาสบาย โชคดีกว่าฉันเท่าไหร่ มีกินมีใช้ไม่เคยอดไอ้พวกเศรษฐีอย่างแก มันต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง อย่าพูดมาก ตอนนี้ชีวิตแกอยู่ในมือฉันแล้ว ได้สนุกแน่...นังปานฟ้า...”

ooooooo

หลังจากปานดาวแทงภูวดลจนตายคาอกตัวเองแล้ว ปานดาวคลุ้มคลั่ง เมื่อตุลย์เข้าไปจับไหล่ก็สะบัดดิ้นร้องกรี๊ดๆ ปฏิเสธตลอดเวลาว่า

“ไม่...ฉันไม่ได้ฆ่า ไม่ใช่...เลือด เลือด...ไม่ใช่...”

ส่วนถมเข้าไปหาบุษบาถามอย่างเป็นห่วงว่าเป็นยังไงบ้าง ช้อยหมั่นไส้พูดประชดว่า แม่ครูสุดสวาทของพี่ไม่เป็นอะไรหรอกน่า

“คุณตา...คุณตาเป็นยังไงบ้าง...” บุญทิ้งเข้าประคองเติมบุญที่นอนแน่นิ่ง

เติมบุญลืมตายิ้มให้บุญทิ้ง แล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่ง บุญทิ้งอุทานด้วยความดีใจว่า “คุณตาไม่ตายนี่...”

“ก็ไม่ตายน่ะสิ” เติมบุญยิ้มกว้าง พลางหยิบพระที่ห้อยคอออกมาดู เห็นกรอบพระโดนกระสุนปาดไป เติมบุญบอกว่า “ไม่เป็นไร คุณพระคุ้มครอง กระสุนโดนพระที่ห้อยคอตาพอดี ไม่งั้นป่านนี้คงได้กลับบ้านเก่าแล้ว ทุกคนรีบไปช่วยยัยฟ้าก่อนเถอะ ไม่รู้ว่านังงูพิษพิมมันพาไปไหนแล้ว”

“อุ้ย...พี่ภาคินเขาวิ่งตามไปตั้งแต่มันพาไปแล้วจ้ะ ตา” ไข่ตุ๋นบอก

เติมบุญมองปานดาวที่ตัวเปรอะเลือดเต็มไปหมดอย่างเวทนา ลุกเดินไปจับแขนลูกสาว ปานดาวสะบัดออกอย่างแรงพร่ำพูดแต่ว่า

“ไม่...ฉันไม่ได้ทำนะ...ไม่ได้ทำ...”

เธอเสียสติไปแล้ว...

ooooooo

ภาคินวิ่งตามพิมไปติดๆ พิมในสภาพบ้าเลือดหันมาเห็นภาคินก็ตะโกนขู่ว่า

“ถ้าแกยังตามมา รับรองนังนี่กลายเป็นศพแน่ ถอยไปเสีย”

“อย่า...อย่าทำอะไรบ้าๆนะ ปล่อยคุณฟ้าเดี๋ยวนี้ ที่ผ่านมาเธอก็ผิดมากแล้ว ตอนนี้ยังกลับตัวทัน มอบตัวเถอะพิม”

“บอกให้ถอยไปไง ฉันมันหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกแล้ว นึกเหรอว่าฉันไม่กล้าฆ่ามัน อย่าเข้ามานะ”

ขณะนั้นเอง ตุลย์วิ่งมาหยุดข้างหลังภาคิน เขาจับตาดูการเคลื่อนไหวของพิมทุกฝีก้าวเพื่อหาจังหวะจู่โจม พลางก็หว่านล้อมว่า

“ใจเย็นๆ วางมีดก่อน ไม่มีใครทำอะไรเธอหรอก อย่าวู่วามทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปกว่านี้ ถ้าเธอทำอะไรคุณปานฟ้า”

พิมอยู่ในสภาพกดดันอย่างหนักหันรีหันขวางไม่รู้จะทำอย่างไรดี พอปานฟ้าดิ้นพิมก็กระชับรัดคอเธอแน่นเข้าไปอีก

“อย่าดิ้นสิวะ เดี๋ยวเสียบหลังทะลุเลย” พิมตวาด หันมองตุลย์ ขู่ “ลองเข้ามาสิ อย่างมากก็ตายทั้งคู่ อย่านึกว่าฉันไม่กล้านะ”

เฟื่องแก้วพาธัญวิทย์เข้ามาอีกด้าน ธัญวิทย์ตะโกนถาม “พิม...แกจะทำอะไรน้าฟ้า

พอพิมได้ยินเสียงธัญวิทย์ก็ยิ้มทั้งที่หน้าเครียด

ร้องเรียก “คุณวิทย์...คุณวิทย์ของพิม...”

เฟื่องแก้วหว่านล้อมพิมว่า ถ้าตายไปไม่ห่วงเด็กคนนี้หรือ เพราะตอนนี้เขาไม่มีใครแล้ว ถูกพิมตวาดให้หยุด แสดงอาการคลุ้มคลั่ง จนธัญวิทย์กลัว บอกว่าอย่าเล่นแบบนี้ ตนกลัว...กลัวจริงๆ

ฟังธัญวิทย์แล้ว พิมเกือบจะปล่อยมือจากปานฟ้าเพื่อเข้าไปกอดปลอบใจธัญวิทย์แต่ยั้งไว้ ได้แต่กำมีดแน่นจนมือสั่น

ภาคินที่สงสัยพฤติกรรมของพิมต่อธัญวิทย์ตลอดมา จึงลองเสี่ยงตะโกนไปว่า

“ปล่อยปานฟ้าเสีย หรืออยากติดคุกจนแก่ เธอไม่อยากอยู่กับลูกหรือไง”

พิมถูกถามแทงใจดำถึงกับอึ้งคิดว่าภาคินรู้ความจริงแล้ว พิมสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาคินจับสังเกตได้สำทับว่า

“ฉันจะช่วยพูดกับทุกคนให้ ขอให้เธอเชื่อใจฉัน คนเรากลับตัวกันได้ ขออย่างเดียว อย่าวู่วาม นึกถึงลูกไว้มากๆ”

พิมร้องไห้น้ำตาไหลพราก มองธัญวิทย์อย่างอาลัย พริบตานั้นธัญวิทย์ผละจากเฟื่องแก้ววิ่งไปยืนตรงหน้าพิม ร้องไห้อ้อนวอน

“อย่าทำอะไรน้าฟ้า พิมไม่รักวิทย์แล้วเหรอ ทำน่ากลัวแบบนี้ทำไม”

พิมหมดความอดกลั้น ทิ้งมีดโผเข้ากอดธัญวิทย์ ร้องไห้คร่ำครวญ...

“คุณวิทย์...คุณวิทย์ของพิม...ลูก...”

“ทำแบบนี้แกติดคุกแน่ๆ ปล่อยน้าฟ้าเถอะ” ธัญวิทย์บอก พิมพยักหน้ากอดธัญวิทย์ร้องไห้อย่างหนักจนพูดไม่ออก

ภาคินรีบเข้าไปพยุงปานฟ้าที่ทรุดลงแทบจะหมดสติ ส่วนตุลย์เข้าไปจับตัวพิม เฟื่องแก้วยังคงคอยดูแลธัญวิทย์อย่างเป็นห่วง

ooooooo

ปานฟ้าถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เธอฝากภาคินให้ช่วยดูแลคุณพ่อด้วย ตนบาดเจ็บไม่มาก ไม่นานคงกลับบ้านได้แล้ว

“เจ็บขนาดนี้ ห่วงตัวเองบ้างเถอะ เรื่องทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวผมดูแลจัดการให้ คุณพักผ่อนเถอะ หมดเรื่องแล้ว”

ปานฟ้ามองภาคิน ยิ้มอย่างอบอุ่นใจขณะเอ่ย... “รู้ไหมคะ ทุกครั้งที่เกิดเรื่องกับฟ้า...ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน แต่ฟ้ารู้ว่าจะต้องไม่เป็นไร จะผ่านมันไปได้ เพราะสุดท้าย ฟ้าก็จะได้เห็นหน้าและรอยยิ้มแบบนี้ของคุณเสมอ”

“รอยยิ้มและสายตาแบบนี้ของคุณก็เหมือนกัน ผมจำได้ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน มันมีความหมายมากสำหรับผม ขอบคุณมากนะ ที่คอยให้กำลังใจกันมาตลอด...ฟ้าครับ ผมรักคุณ...รักคุณมาก...”

“ฟ้าก็รักคุณค่ะ...ภาคิน...”

ภาคินก้มจุมพิตที่หน้าผากปานฟ้าที่นอนอยู่บนเตียงพยาบาลอย่างแสนรัก

“ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลแล้วค่ะ” พยาบาลเดินเข้ามาบอก

ภาคินละมือจากปานฟ้า ยิ้มให้อย่างอบอุ่น ย้ำกับเธอว่า “ผมจัดการอะไรทางนี้เสร็จ จะรีบตามไปที่โรงพยาบาลเลยนะ”

ปานฟ้าพยักหน้า หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า แต่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุขและรอยยิ้มที่มีความรักอยู่ในหัวใจ...

ooooooo

ที่โรงงานร้าง...

ก้องภพถูกตำรวจจับตัวพาออกไป อานนท์ และวิมลวรรณมาถึงพอดี ทั้งสองตกใจ วิมลวรรณวิ่งเข้าไปกอดก้องภพร้องไห้อย่างหนัก ร้องโวยวายใส่ตำรวจว่า...

“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ นี่ลูกฉัน คุณหญิงวิมลวรรณ ลูกฉันผิดอะไร จับเขาด้วยข้อหาอะไรมิทราบ...”

“นี่มันเรื่องอะไรกันครับ จับเขาด้วยเรื่องอะไร แล้วภาคินล่ะ” อานนท์ถาม

“เอาตัวไปสอบสวนที่โรงพัก มีอะไรตามไปที่นั่นครับ” ตำรวจตอบสั้นๆแล้วคุมตัวก้องภพออกไป วิมลวรรณถลาตามไปติดๆ ส่วนอานนท์ก็ถามหาภาคินว่าหายไปไหน

อานนท์ออกเดินตามหาภาคิน มาเจอบุษบาข้างนอก ต่างมองกันอึ้ง อย่างไม่คาดฝันว่าจะได้เจอกันที่นี่ พอรู้ตัวบุษบาก็หันหลังเดินหนี อานนท์ปราดเข้าไปคว้าแขนไว้ เขามองเธออย่างปลื้มปีติ

บุษบาดีใจไม่น้อยกว่ากัน แต่เพราะถูกวิมลวรรณขู่ไว้จึงไม่กล้าแสดงออก

ooooooo

เมื่อพากันไปคุยยังอีกมุมหนึ่งของโรงงานร้าง อานนท์พร่ำรำพันความรัก ความคิดถึง และความห่วงใยที่มีต่อเธอตลอดสิบแปดปีที่จากกัน บุษบามีความรู้สึกไม่ต่างกัน แต่เวลาที่ห่างกันนานมาก ทำให้เธอมีท่าทีห่างเหินจนอานนท์ตัดพ้อ

อานนท์กุมมือบุษบาไว้ด้วยความรัก เธอค่อยๆดึงออกอย่างสุภาพ ขอตัวไปดูแลภาคินก่อน แต่พอเธอเดินไป อานนท์ทำใจไม่ได้ตามไปจับแขนเธอไว้อีก

เป็นจังหวะที่ถมมาเห็นพอดี ถมเมินจากภาพนั้นไปด้วยความปวดร้าว บุษบาหันมาเห็นพอดีรีบเรียก

“พี่ถม...พี่ถม...เดี๋ยวก่อน...”

อานนท์ไม่สนใจ ชวนบุษบาว่า ตอนนี้หมดเรื่องร้ายๆแล้ว กลับบ้านเรากันเถอะ ตนกับลูกรอเธออยู่

“บ้านเรา...เคยมีบ้านเราที่ไหน มีแต่บ้านคุณกับคุณหญิง”

อานนท์อึ้งพูดไม่ออก มองบุษบาที่เดินออกไปเศร้าๆ พอดีภาคินเดินมา บุษบาเข้าไปถามภาคินว่า

“ลูก...ไปส่งแม่ได้ไหมจ๊ะ”

“ได้สิครับ ผมรอวันนี้มานานแล้ว” พูดแล้วเดินโอบบุษบาออกไป

อานนท์ถูกทิ้งให้ยืนอยู่ตรงนั้น เขามองบุษบาที่เดินจากไปเหมือนสิ้นเยื่อใยแล้วยิ่งเจ็บปวด...

ooooooo

ปานดาวต้องอยู่โรงพยาบาลประสาท เธอเกรี้ยวกราดอาละวาดหวาดกลัว ระแวงว่าคนจะมาแย่งสมบัติไป ขู่จะให้ภูวดลมาฆ่าทุกคนที่จะมาแย่งสมบัติ พยาบาลเอายาให้กินก็ไม่ยอมกินกลัวถูกวางยา

เติมบุญกับสายอุษาเห็นสภาพของปานดาวแล้วเศร้าเสียใจมาก แต่ระหว่างที่มาเยี่ยมปานดาว ก็ได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพล่ามอาละวาดของปานดาว เธอจำพ่อแม่ไม่ได้ ชี้หน้าเติมบุญกับสายอุษา สั่งอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“แกสองคนไปตามนางพิมมา ฉันใช้มันไปทำงาน คว้าน้ำเหลวตลอด สั่งให้จัดการทินภัทร เด็กตัวแค่นั้น มันก็ไม่มีน้ำยา ตอนแรกกะจะแบ่งสมบัติให้มัน...แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

สายอุษาสงสารปานดาวจนร้องไห้ บอกเติมบุญว่าอาการหนักกว่าปานเดือนเสียอีก คร่ำครวญอย่างทำใจไม่ได้ว่า

“ทำไมชีวิตลูกๆของเราต้องเผชิญชะตากรรมที่หนักหนาสาหัสขนาดนี้”

“ชีวิตคนเราเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ถึงแม้เราเป็นพ่อแม่ก็รับกรรมแทนลูกไม่ได้ กรรมที่ลูกดาวสร้างไว้กับลูกเดือน ลูกดาวก็ต้องเป็นคนชดใช้เอง มันก็เป็นอย่างที่เราเห็นนี่แหละ”

ooooooo

ธัญวิทย์ เด็กน้อยที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ที่ชั่วร้าย เป็นคนที่ในครอบครัวเติมบุญต้องปรึกษากันเพื่อจัดการให้ดี

เติมบุญเห็นว่า แม้จะรู้ว่าธัญวิทย์ไม่ใช่สายเลือดของครอบครัวก็ตาม แต่ด้วยความผูกพันที่เลี้ยงมาแต่เล็กจนโต ความรู้สึกในวันนี้ ก็ยังเห็นว่าธัญวิทย์เป็นหลานคนหนึ่ง

“ฟ้าเห็นด้วยค่ะ ตอนนี้วิทย์ไม่มีใคร ไม่มีที่ไปแล้ว ทุกอย่างผู้ใหญ่เป็นคนทำทั้งนั้น วิทย์ก็แค่เป็นเหยื่อคนหนึ่ง”

แต่สายอุษาทำใจไม่ได้ แม้จะสงสารเด็กมากก็ตาม อนิรุทธิ์เสนอว่าให้เลี้ยงไว้เอาบุญ ช่วงนี้จิตใจของธัญวิทย์อยู่ในสภาพแย่มาก เราอย่าไปซ้ำเติมเด็กอีกเลย ปานฟ้าเอ่ยกับสายอุษาที่ยังคิดไม่ตกว่า

“ถึงจะรักอย่างหลานไม่ได้ แต่ก็ขอให้สงสารเถอะนะคะคุณแม่”

สายอุษามองหน้าปานฟ้าอย่างพยายามทำใจก่อนพยักหน้ารับปลงๆ

ooooooo

หมวดตุลย์นำเอกสารเกี่ยวกับการฟ้องร้องก้องภพมาให้ภาคินดู บอกว่าหลักฐานแน่นขนาดนี้ พยานแวดล้อมอีก คุกเห็นๆ

ภาคินบอกว่าตนเบื่อเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลเต็มทีแล้ว และตนกับก้องภพก็เป็นพี่น้องกัน บอกหมวดว่าอย่าจริงจังนักเลย

“เฮ้ย...พูดแบบนี้ อย่าบอกนะว่าจะไม่ฟ้องไอ้ก้องภพ” หมวดทำเสียงมีปัญหา แต่พอภาคินพยักหน้า หมวดก็ได้แต่ถอนใจแรงๆอย่างขัดใจ

ส่วนพิม ถูกจับขังอยู่ในโรงพัก ก็เอาแต่นั่งเศร้าคิดหนัก วันนี้ปานฟ้ามาเยี่ยม หว่านล้อมว่า

“เรื่องนี้ต้องเป็นคดีอีกนาน ถ้าเธออยากผ่อนหนักให้เป็นเบาก็ต้องสารภาพความจริงออกมาทั้งหมด”

“บอกก็ได้ แต่มีข้อแม้ ขอให้คุณวิทย์ยังคงเป็นหลานของครอบครัวต่อไป เพราะคุณวิทย์ไม่ได้ทำผิดอะไร”

“นี่เธอยังคิดต่อรองอีกเหรอ ถ้าเธอจะบอกความจริงก็เพราะเธอควรจะสำนึกผิด ไม่ใช่มาบังคับข่มขู่อะไรอีก ถ้าไม่นึกถึงตัวเองก็นึกถึงลูก...เหลือความดีให้วิทย์เห็นบ้าง”

พอปานฟ้าพูดถึงลูก พิมก็คอตกมือสั่น มือที่เกาะลูกกรงบีบแน่น ครู่เดียวก็ร้องไห้แล้วรูดตัวนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง...

หมวดตุลย์ในฐานะเจ้าของคดี มารายงานความคืบหน้าของคดีให้ทุกคนที่บ้านเติมบุญฟัง หมวดปรารภว่า ทำคดีมาก็มากแต่คดีนี้ซับซ้อนและโยงใยกันหลายคน คนที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นคนใกล้ตัวทั้งสิ้น

แล้วหมวดก็เล่าถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันของผู้ต้องหาทั้งหมดว่า

“ความจริงพิมก็คือน้องสาวแท้ๆของภูวดลครับ สองพี่น้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ลักพาตัวทินภัทรไปตอนแบเบาะ ทำให้คุณปานเดือนแทบเสียสติ และเกือบทุกเรื่อง คุณปานดาวก็รับรู้ด้วย”

ปานฟ้ารันทดใจอย่างคิดไม่ถึง สายอุษาที่เลี้ยงลูกมาแต่อ้อนแต่ออก พูดอย่างแม่ที่เข้าใจลูกว่า ความจริงแล้ว ปานดาวเป็นเด็กน่ารักแต่คงจะเพราะได้คู่ครองที่...

ปานเดือนขัดขึ้นว่า “คนตายไปแล้ว อโหสิกรรมให้ภูวดลเถอะค่ะคุณแม่ เดือนไม่นึกเลยว่าเงินทองจะทำให้พี่น้องฆ่ากันได้”

“ตอนที่ภูวดลทำร้ายฉัน ลูกดาวนี่แหละที่เข้ามาช่วยชีวิต จนต้องแทงภูวดลตาย...โธ่...ไม่น่าเลยลูกดาวของพ่อ...” เติมบุญพูดถึงจิตใต้สำนึกที่ดีของปานดาวอย่างสะเทือนใจ

ooooooo

ที่ห้องเช่าของบุษบา อานนท์ไปนั่งคุยกันอย่างเป็นการเป็นงาน หว่านล้อมให้เธอกลับไปอยู่ด้วยกัน รำพันความรักความคิดถึงตลอดเวลาที่จากกัน ตัดพ้อที่เธอไม่ยอมติดต่อกลับมาเลย ปล่อยให้ตนรอคอยอย่างทรมานถึง 18 ปี

บุษบาชี้แจงว่าที่ตนต้องไปโดยไม่บอกกล่าว เพราะถ้าบอกกล่าวก็คงไม่ได้ไป แต่ตลอดเวลาที่จากไปนั้น ตนได้ติดต่อกับป้านุ่มไม่ได้ขาด จึงรู้เรื่องของเขากับภาคินตลอดมา ยอมรับว่า...

“เคยแอบหวังว่าคุณจะออกตามหา แต่ไม่มีเลย มันเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดแย่งสามีของคนอื่น”

“โธ่...บุษบา ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว ก็หาเธอนะ แต่ทั้งงานทั้งที่บ้านมันยุ่งจนบางทีแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง”

“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ เพราะดิฉันไม่สำคัญพอต่างหาก แต่ดิฉันไม่ถือโทษโกรธคุณนะคะ เข้าใจและยอมรับในสภาพของตัวเอง” แม้จะบอกว่าไม่ถือโทษ แต่น้ำเสียงก็แฝงไว้ด้วยความน้อยใจ

ooooooo

ที่บ้านภาคิน สามพ่อแม่ลูกคือ อานนท์ ก้องภพ และวิมลวรรณ อยู่ในห้องนั่งเล่น ทุกคนสีหน้าครุ่นคิด เครียด กังวล โดยเฉพาะวิมลวรรณนั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาอานนท์อย่างรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองที่ผ่านมา

ก้องภพยอมรับว่าที่ผ่านมาตนทำแต่เรื่องให้พ่อต้องร้อนใจ เขากราบขอโทษ วิมลวรรณสำนึกผิดและขอโทษที่ทำสิ่งไม่ควรกับอานนท์และภาคิน สัญญาว่า ต่อจากนี้ไปจะเป็นภรรยาที่ดีไม่ก่อเรื่องใดๆอีกแล้ว

“ฉันก็อโหสิให้เธอเหมือนกันวิมลวรรณ ต่อไปอย่าผูกใจเจ็บอีกเลย เรื่องอะไรแล้วก็แล้วกันไป ไฟแค้นไม่ได้เผาไหม้ใครเลย นอกจากตัวคนคนนั้น” อานนท์เอ่ยด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง

“ที่ผ่านมา ฉันไม่ได้อยากเลว ไม่ได้อยากเป็นคนร้ายกาจ ที่ทำลงไปเพราะอยากให้คุณอยู่กับฉัน รักฉันบ้าง... คุณอย่าทิ้งฉันกับลูกไปเลยนะคะ...เราสองคนขอร้อง...”

อานนท์มองวิมลวรรณอย่างเห็นใจ ลุกขึ้นไปจับไหล่เธอบีบเบาๆอย่างปลอบโยน

ที่หน้าห้อง ภาคินผ่านมาได้ยินที่วิมลวรรณพูดพอดี เขาได้แต่ส่ายหน้า...ถอนใจ...และเดินผ่านไป...

ooooooo

ธัญวิทย์ ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจนเสียเด็ก เมื่อไม่มีทั้งพ่อ แม่ และพี่เลี้ยงที่คอยโอ๋เอาใจและยุยงให้ก้าวร้าวแล้ว ก็กลายเป็นเด็กเงื่องหงอย ซึมเศร้า

วันนี้ ธัญวิทย์เตะบอลอยู่คนเดียว ปานฟ้าเก็บลูกบอลที่กลิ้งไปเอามาให้ ธัญวิทย์บอกปานฟ้าว่า ตนคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ และคิดถึงพิมด้วย

“แม่ของวิทย์ไม่สบายนะ เดี๋ยวค่อยยังชั่วก็จะกลับบ้าน ตอนนี้วิทย์ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณตาคุณยายแล้วก็น้าฟ้า ส่วนเรื่องคุณพ่อ ไว้วิทย์โตกว่านี้น้าค่อย

เล่าให้ฟัง พิมของวิทย์ก็เหมือนกัน สักวันเขาก็จะกลับมา เขารักวิทย์มากนะ”

“รักแล้วทำไมต้องทิ้งผม ตอนนี้ผมไม่มีใครเลย ไม่มีใครรักผมแล้ว...” พูดแล้วทำท่าจะร้องไห้

“มีสิจ๊ะ ลืมน้าฟ้าแล้วเหรอ คุณตา คุณยาย ก็รักวิทย์มากนะ”

ธัญวิทย์พยักหน้าเศร้าๆ ในยามนี้ก็มีแต่น้าฟ้าเท่านั้น ที่คอยดูแลและปลอบโยน...

ooooooo

บุญทิ้งกับไข่ตุ๋นกลายเป็นครูสอนลิเกแก่เด็กๆ ในมูลนิธิภาคินไปแล้ว โดยมีบุษบานั่งดูและคุยอยู่กับภาคินอย่างชื่นชม

“ผมดีใจที่สุดที่วันนี้ได้นั่งใกล้ๆแม่ ผมรอวันนี้มาทั้งชีวิต หวังว่าสักวันเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันสามคน พ่อแม่ลูก”

“แม่มีความสุขที่สุดในชีวิตเลย ไม่มีอะไรต้องการมากเท่าได้พบได้เจอได้นั่งใกล้ๆลูกแบบนี้ ตลอดมา แม่ทรมานใจมากถึงรู้และเห็นแต่ก็เข้าใกล้ไม่ได้เหมือนยิ่งรู้สึกเจ็บ แม่เสียใจนะ ที่ทำให้ชีวิตภาคินต้องขาดแม่มาตลอด...ยกโทษให้แม่ด้วยนะ”

“แม่อย่าพูดแบบนี้สิครับ ต่อไปนี้ ผมจะดูแลแม่เอง แม่จะได้เห็นผมทุกวันแล้วครับ แม่กลับมาอยู่กับเรานะ”

บุษบาเห็นภาคินพูดด้วยสีหน้าจริงจังก็พูดไม่ออก

คุยกับภาคินแล้ว บุษบาเดินไปหลังโรงลิเก เห็นถมกำลังเก็บเสื้อผ้าข้าวของใส่ถัง ถามว่าจะไปไหน จะย้ายโรงลิเกหรือ

“ไม่รู้ ก็ไปมันเรื่อยๆ ชีวิตฉันมันก็แค่ลิเกเร่ร่อน มันก็ต้องร่อนเร่พเนจรร่ำไป ส่วนเธอ...ก็คงไม่คิดถึงโรงลิเกอีกแล้วสินะ”

“ใช่จ้ะพี่ ฉันเจอสิ่งที่ฉันคิดถึงมากที่สุดแล้ว”

ถมผิดหวังเสียใจกับคำตอบของบุษบามาก บ่นตัวเองว่าไม่น่าถามเลย บุษบารู้ว่าถมน้อยใจ เสียใจ ถามว่าตอนนี้ถมเข้าใจตนแล้วใช่ไหม ว่าตนไม่ได้ชอบกินเด็ก และจะไม่กลับไปอยู่กับพ่อของภาคินอีก ไม่เคยคิดไปทำลายครอบครัวเขา บอกถมว่า

“ฉันจะขออยู่ใกล้ๆ ลูกแบบนี้ แค่นี้ก็สุขใจแล้ว”

ถมสดชื่นขึ้นมาทันที ย้ำถามจนบุษบายืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ถมบอกว่า ถ้าอย่างนั้นตนก็จะไม่ไปไหนแล้ว อยู่มันที่นี่แหละ

ส่วนช้อยก็เอาแต่นั่งซึมเศร้าข้าวปลาไม่ยอมไปกิน ไข่ตุ๋นกินข้าวอิ่มลงมาเจอก็แซวว่า จะนั่งแช่ในท่านี้อีกนานไหม ช้อยบ่นว่าถมกับบุษบาคุยอะไรกันหนักหนาไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง บ่นว่าคิดๆ แล้วเบื่อโลกจริงๆ ไข่ตุ๋นทำหน้าทะเล้นแนะว่า

“เบื่อโลกมันต้องกินเป๊ปซี่ น้าไม่รู้เหรอ แล้วมันจะทำให้เราซาบซ่าไง” ช้อยเลยไล่ให้ไปเอามา ไข่ตุ๋นวิ่งไปครู่หนึ่งก็วิ่งกลับมาบอกว่า “เป๊ปซี่หมด...เหลือแต่น้ำใบบัวบก” ส่งน้ำใบบัวบกให้แล้วไข่ตุ๋นวิ่งจู๊ดให้พ้นรัศมีมือเท้าช้อยไปอย่างรู้แกว

ooooooo

วันนี้ ปานดาวสงบขึ้นเพราะมีของเล่นที่นางพยาบาลเอามาให้ ปานดาวเล่นเพลิน เห็นทุกอย่างเป็นสมบัติที่ได้รับมา จะแบ่งให้คนโน้นคนนี้ เธอเพลินและมีความสุขกับการนับสมบัติ เลยทำให้นางพยาบาลหายห่วง

ปานเดือนมาเยี่ยม เธอบอกปานดาวทั้งที่ฝ่ายนั้นไม่รับรู้อะไรว่า

“เดือนให้อภัยพี่ทุกอย่างนะ อโหสิกรรมให้หมดแล้ว พี่ดาวหายเร็วๆนะ”

ส่วนพิมถูกย้ายที่ฝากขังไปที่เรือนจำ ระหว่างไปขึ้นรถ ได้เจอกับธัญวิทย์ที่ปานฟ้าพามาเยี่ยม ธัญวิทย์เห็นพิมถูกใส่กุญแจมือ พอธัญวิทย์ถามก็บอกว่า ตนกำลังเล่นเกมกันอยู่ พิมร้องไห้โผเข้าหาธัญวิทย์ด้วยความอาลัย แต่ในที่สุดก็ถูกเอาตัวไป ทั้งพิมและธัญวิทย์ต่างร้องไห้ โดยเฉพาะพิม ร้องไห้ปานจะขาดใจ...

อานนท์ไปที่มูลนิธิขอคุยกับบุษบาอย่างจริงจังอีกครั้ง ถามว่าเธอไม่มีเยื่อใยกับตนเลยหรือ

“กลับไปอยู่กับครอบครัวของคุณเถอะค่ะ ดิฉันทำร้ายคุณหญิงกับก้องภพมานานแล้ว สิ่งที่ผ่านมาถือว่าชดใช้ให้แล้ว ต่อไปขออยู่อย่างสงบสุขเป็นแม่ที่ดีของลูก” อานนท์ตัดสินใจถามว่าเธอรักถมใช่ไหม บุษบาตอบอย่างซาบซึ้งใจว่า “เกือบยี่สิบปี พี่ถมคอยดูแล ดีกับฉันมาตลอด คงไม่มีใครรักและดีกับฉันเท่าพี่ถมอีกแล้ว”

เป็นคำตอบที่อานนท์จำต้องถอยไปอย่างเจ็บปวด

ooooooo

หลังจากนั้นไม่นาน บุษบาก็เจอข่าวน่ายินดีในหนังสือพิมพ์ เอาไปให้ภาคินกับปานฟ้าดู ปานฟ้ารับไปอ่าน อุทานอย่างตื่นเต้น

“โอ้โห...นายถมทอง เจ้าของคณะลิเกชื่อดัง ผู้ปั้นลิเกเด็ก จอมทอง ศิษย์ถมทอง โด่งดังทั่วประเทศ ได้รับการแต่งตั้งจากกรมศิลปากรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนาฏศิลป์ไทย”

ภาคินชมว่าถมเก่งจริงๆ บุษบาจึงเล่าอย่างภูมิใจว่า “แม่เพิ่งโทร.ไปหาเมื่อกี้ ช้อยก็ได้งานเป็นอาจารย์สอนด้านลิเกด้วยนะ เห็นข่าวนี้แล้ว แม่ชื่นใจจริงๆ เดี๋ยวต้องไปเลี้ยงฉลองสักหน่อย ไม่ได้ไปหานานแล้ว”

ภาคินถามอำๆว่านานที่ไหน วันอาทิตย์ที่แล้วแม่ยังไปหาน้าถมอยู่เลย ปานฟ้าผสมโรงว่า ภาคินเล่าว่าแม่ตื่นตั้งแต่ตีห้าทำกับข้าวไปฝากน้าถมด้วยไม่ใช่หรือ

“ล้อเล่นกับผู้ใหญ่เดี๋ยวเถอะ ว่าแต่...” บุษบายิ้มเขินๆก่อนถามว่า “ลูกทั้งสองจะรังเกียจพี่ถมไหม เขาเป็นแค่ลิเกจนๆคนนึง”

“แม่ครับ คนเราวัดค่าความเป็นคนที่จิตใจ นิสัยใจคอนะครับ ผมไม่เคยรังเกียจน้าถม ดีใจด้วยซ้ำที่น้าถม ช่วยดูแลแม่ แม่อยู่กับใครแล้วมีความสุข ผมก็รักคนนั้นด้วย” ภาคินตอบมองแม่อย่างยินดี

“แม่ก็เหมือนกัน ลูกอยู่กับใครแล้วมีความสุข แม่ก็รักคนนั้นเหมือนกัน”

บุษบาโอบภาคินกับปานฟ้าเข้าหากัน ทั้งสามหัวเราะกันอย่างสดชื่น...มีความสุข...

ooooooo

งานแต่งงานระหว่างภาคินกับปานฟ้าจัดขึ้นที่โรงแรมหรู วันนี้เจ้าสาวแสนสวยและเจ้าบ่าวสุดหล่อ ในวันสำคัญนี้ ภาคินเอากิ๊บติดผมของปานฟ้าที่เขาเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันมาวางในพานของหมั้น ปานฟ้าก็เอากุหลาบแห้งสีน้ำตาลเข้มที่เก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบภาคินมาวางไว้ในพานของหมั้นเช่นกัน เป็นเสมือนหนึ่งสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อกัน

งานนี้ บุญทิ้งกับไข่ตุ๋นลิเกเด็กชื่อดังออกมารำและร้องลิเกอวยพรคู่บ่าวสาวกันอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

บุญทิ้งร้องขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงแจ่มใส “จะกล่าวฝ่ายเจ้าชายภาคินและเจ้าหญิงปานฟ้า คืนนี้มาอภิเษกสมรส ความหวานดุจน้ำตาลจากอ้อยสด...”

ไข่ตุ๋นที่นั่งอยู่ข้างๆร้องต่อว่า “ช่างหวานหอม... จับใจ...ขอให้ทั้งคู่สดชื่น ทุกวันคืนไม่มีลด มีลูกหลานให้ปรากฏทั้งหัวปีท้ายปี”

บุญทิ้งร้องรับอย่างเหมาะเจาะว่า “ในนามเจ้าภาพคืนนี้ ขอกราบลาด้วยจุมพิต ที่ฟ้าได้ลิขิตทั้งคู่สองมาครองเรือน...”

เตร็ง...เตรง...เตร่ง...เตร้ง...ลิเกเด็กทั้งสองร้องพร้อมกันแทนเสียงดนตรี

“ทั้งคู่จูบกันได้แล้วครับ ลิเกจะได้ปิดม่าน” เสียงธัญวิทย์บัญชามาจากหลังม่าน

ภาคินมองปานฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดในชีวิต ปานฟ้ายิ้มเขินๆอย่างเต็มใจให้จูบ...

ooooooo

–อวสาน–


ละครดุจดาวดิน ตอนที่ 14(ตอนจบ) อ่านดุจดาวดิน ติดตามดุจดาวดิน ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย 13 ก.พ. 2555 08:00 2012-02-19T00:20:34+00:00 ไทยรัฐ