ตอนที่ 10
รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่รังสรรค์กลับนัดราเมศว์มาพบกันที่ร้านอาหารและเล่าเรื่องที่เจอกับปราลีให้ฟัง เขาถอนใจเหนื่อยใจรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องระหว่างเขากับเธอมันจบไปแล้ว เตือนรังสรรค์ให้ห่วงเรื่องตัวเองจะดีกว่า รังสรรค์เป็นฝ่ายถอนใจบ้าง เรื่องของตนเองก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเหมือนกัน
“มันจะต้องดีขึ้นเพราะนายไม่ได้มีใคร ส่วนคุณเตือนก็ไม่มีใคร แล้วนายเองก็รักเธอ”
“แต่เธอไม่ได้รักผม”
“เธอรักนายนั่นแหละ” ราเมศว์เห็นรังสรรค์อ้าปากจะเถียงชิงยกมือห้าม “ฟังก่อน ที่สำคัญนายกับคุณเตือนมีลูกด้วยกัน ลูกที่เป็นเหมือนโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่”
“โซ่สนิมเขรอะน่ะสิครับ” รังสรรค์แดกดัน
“แต่ก็ยังแก้ไขได้นี่ นายเองก็ฉลาดสารพัด อ่านคนโน้นคนนี้ออก โดยเฉพาะผู้หญิง แล้วทำไมถึงดูผู้หญิงที่อยู่ใกล้ตัวนายที่สุดไม่ออก” ราเมศว์เห็นน้องชายเอาแต่นั่งเงียบก็ได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ
ooooooo
ปราลีกำลังจะไปสัมภาษณ์งาน ตอนที่พวน หอบหิ้วผลไม้หลายชะลอมแวะมาเยี่ยมเยียน ทั้งคู่ต่างดีใจที่เจอกันโดยเฉพาะพวนโผกอดเธอด้วยความคิดถึง
“โอยกว่าจะหาบ้านคุณเจอ พวนหลงไปหลงมาตั้งหลายซอยแน่ะค่ะ นี่ขนาดคุณบอกไปในไลน์อย่างละเอียดเชียวนะคะ...คุณดูมีน้ำมีนวลขึ้น”
“ก็เพราะไม่ได้อยู่กับพวนไง” ปราลีพูดติดตลก พวนถึงกับทำหน้าไม่ถูก ขอร้องอย่าพูดถึงความหลังครั้งนั้นอีก ปราลีชวนเธอเข้าไปคุยกันในบ้าน พวนเหลือบมองเข้าไปข้างในเห็นเขียนยืนจ้องอยู่อย่างระแวดระวัง ปราลีหันมองตามสายตาเธอเห็นเขียนมองอยู่ก็ยิ้มให้
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พวนเขาเป็นคนช่วยปุ๋มกับลูกหมูไว้”
“แล้วไป” เขียนว่าแล้วเดินกลับเข้าข้างใน พวนไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ ขอร้องให้ปราลีคุยกันข้างนอกนี่ก็ได้ เธอไม่ขัดข้อง เรียกถวิลมายกของฝากพวกนี้เข้าไปเก็บ แล้วเดินนำไปที่โต๊ะสนาม พลางถามว่าตอนนี้พวนอยู่ที่ไหน ได้ความว่าทำสวนผลไม้กับญาติที่จังหวัดตราด
“พวนมานี่ก็เพื่อจะมาเยี่ยมแล้วเอาเงินมาคืนให้คุณ” พูดพลางพวนหยิบซองใส่เงินในกระเป๋าออกมา เป็นเงินที่ปราลีให้เธอวันนั้น เธอเอาไปลงทุนกับญาติ โชคดีจับทางถูกก็เลยได้กำไรมาเยอะ ปราลีขอให้เธอเก็บเอาไว้ มันเป็นเงินของลิ้นจี่ไม่ใช่ของตน ยิ่งพวนรู้ว่าเป็นเงินของยัยคุณนายนั่นก็ยิ่งไม่อยากได้
“ฉันกำลังจะหาวิธีเอาเงินไปคืนเขาเหมือนกัน”
“ดีสิคะ งั้นก็เอาเงินนี่ไปคืนด้วยเลย” พวนว่าแล้วเอาซองเงินวางบนโต๊ะ “ลูกหมูเป็นอย่างไรบ้างคะ”
“อ้วนตุ๊บเลย พวนอยากเห็นไหม” ปราลีขยับจะลุกขึ้นไปอุ้มมาให้ดู พวนจับแขนไว้ วันหลังตนจะมาเยี่ยมใหม่ วันนี้ต้องไปธุระต่อ ปราลีจะออกไปธุระเหมือนกัน อาสาจะไปส่งให้...
จากนั้นไม่นาน ปราลีขับรถมาส่งพวนที่บ้านพี่สาวของฝ่ายหลัง และจะโทร.ติดต่อเธอทันทีที่จัดการคืนเงินลิ้นจี่เรียบร้อย พวนขอร้องถ้าจะโทร.มาหาก็ให้คุยเรื่องอื่น ตนไม่อยากฟังหรือรู้เห็นเรื่องผู้หญิงคนนั้นอีก แล้วขยับจะลงจากรถแต่นึกอะไรขึ้นมาได้หันมาถามปราลีว่าราเมศว์รู้เรื่องลูกหมูไหม
“ฉันบอกพวนไปแล้วนี่ ยังไงเขาก็จะไม่มีวันรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
“เขาควรรู้เพราะเขาเป็นพ่อลูกกัน”
ปราลียืนกรานคำเดิม พวนก็เลยไม่พูดอะไรอีกลงจากรถไปเงียบๆ...
แม้จะแสดงออกต่อหน้ารังสรรค์ว่าไม่สนใจเรื่องของปราลี แต่พอกลับถึงบ้านราเมศว์รีบโทร.ถามวัฒน์ซึ่งตอนนี้อยู่ที่รีสอร์ตว่ารู้จักสามีเก่าของเธอหรือเปล่า เธอเคยบอกไหมว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร วัฒน์เลี่ยงที่จะตอบคำถาม อ้างว่าเราสองคนไม่เคยพูดถึงเรื่องอดีตของกันและกัน ราเมศว์ขอถามอีกข้อหนึ่ง
“แกกับคุณปุ๋มกลับไปบ้านหรือยัง ฉันหมายถึงที่รีสอร์ตน่ะ”
“ถามแปลก ฉันอยู่ที่ไหนคุณปุ๋มก็ต้องอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว อย่าลืมสิว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน” วัฒน์วางสายจากราเมศว์ก็รีบโทร.เตือนปราลีที่เพิ่งกลับถึงบ้านให้ระวังราเมศว์จะบุกไปหา เธอขอบคุณเขามากที่โทร.บอก
“ปุ๋มคิดว่าเขาไม่มาหรอก เรื่องของเขากับปุ๋มจบไปนานแล้ว เขามีภรรยาที่ต้องรับผิดชอบไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นเขาคงคิดเหมือนปุ๋มว่าอย่าพบกันดีกว่า” พูดได้แค่นั้นปราลีรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย รีบวางสายหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา กลัวคนในบ้านจะมาเห็น
ooooooo
ราเมศว์ยังคงนั่งซึมเมื่อนึกถึงคำพูดบาดใจของวัฒน์ที่ว่าเขาอยู่ไหนปราลีก็ต้องอยู่ที่นั่น เสียงร้องเรียกของสุนีรัตน์ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ ไม่ใช่แค่เรียกเฉยๆเธอโดดกอดคอเขาอีกด้วย
“พี่เมศว์ไปไหนมาคะ แถมกลับมาแล้วยังแอบอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปหาน้องรัตน์ ต่อไปนี้น้องรัตน์ไม่อนุญาตให้พี่เมศว์ไปไหนคนเดียวแล้ว น้องรัตน์จะต้องไปด้วย”
แจ่มจิตเตือนให้สุนีรัตน์พูดกับราเมศว์ดีๆ เธอกลับตวาดแว้ดเรื่องของผัวเมียไม่ต้องมายุ่ง ราเมศว์สะดุ้งโหยง ขณะที่แจ่มจิตหัวเราะชอบใจเขาหันมองแจ่มจิตด้วยสายตาตำหนิ แล้วถามสุนีรัตน์ไปจำคำพูดพวกนั้นมาจากไหน เธอดูละครจากในยูทูบ แจ่มจิตรีบออกตัวว่าตนเองเปิดดูแก้เหงาแต่ไม่ได้บ่อย บางทีสุนีรัตน์ก็ไปดูกับน้อยที่ในครัว เขาต่อว่าว่าดูที่ไหนก็ไม่สมควร น้องโตแต่ตัวแจ่มจิตก็รู้ คนถูกว่าได้แต่ก้มหน้างุดๆ...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน แสงรวีเข้ามาเห็นปราลีนั่งหน้าหมองอยู่ในห้องก็พอจะเดาออกว่าเป็นอะไร
“ถ้ายังรักเขาก็ควรจะบอกเขาเรื่องลูกหมู จะได้ให้มันรู้ไปเลยว่าเขาจะรับผิดชอบหรือเปล่า”
ปราลีไม่อยากมีปัญหา แม่ก็รู้อยู่แล้วว่าราเมศว์แต่งงานแล้ว แสงรวีไม่สน แต่งก็แต่งไป ผู้หญิงคนนั้นมาทีหลัง ที่สำคัญปราลีมีลูกกับเขา ถ้าเธอไม่กล้าพูด ท่านจะพูดให้เองจะได้ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์อมโศกอย่างนี้ และถ้าเขายังไม่รับผิดชอบ ท่านจะไปพูดกับพ่อแม่ของราเมศว์
“แม่อย่าลืมสิคะว่าปุ๋มใจกล้าบ้าบิ่นไปยอมรับจ้างเขาเอง”
แสงรวีน้ำตาไหลพรากโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกต้องมีชีวิตแบบนี้ ปราลีเข้าไปกอดแม่ไว้ ปลอบว่าท่านไม่ผิด เธอต่างหากที่รนหาที่เอง แต่ในความทุกข์เราก็ยังมีความชุ่มชื่นอยู่ไม่ใช่หรือ
“เราได้ลูกหมูมา ถ้าปุ๋มไม่บ้าบอคอแตก นายลูกหมูก็จะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”
“แล้วถ้าเขามาเอาคืนล่ะลูก”
ปราลีไม่มีวันยอมเด็ดขาด แสงรวีเองก็ประกาศกร้าวจะไม่ยอมให้ใครมาเอาหลานตัวเองไปเช่นกัน...
ทางด้านลิ้นจี่ต้องการจะได้ลูกของราเมศว์คืนพยายามโทร.หาพวนแต่ไม่มีใครรับสาย ก็เลยไลน์ไปหาแทน สั่งให้เธอมาที่บ้านของตัวเอง พวนอ่านข้อความจบรีบโทร.รายงานปราลี พร้อมกับบอกว่าไม่อยากไป ไม่อยากเสวนากับผู้หญิงคนนี้อีก ปราลีแนะให้ไป เราจะได้รู้ว่าท่านจะทำอะไรกับตนอีก
“จริงสิคะ พวนก็ลืมไป แค่นี้ล่ะค่ะ แล้วพวนจะส่งข่าวไปบอก”
“ขอบใจมาก” ปราลีวางสาย สีหน้าเป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก...
ในที่สุดรังสรรค์ก็สบช่องตอนไปช่วยเตือนตาถอนหญ้าที่สนาม พูดเรื่องที่ตัวเองเชื่อว่าราเมศว์จะต้องเป็นพ่อของลูกหมู เธอว่าเขาว่ารู้ดีไปหรือเปล่าในเมื่อแม่เด็กบอกเองว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ เขาถามหยั่งเชิงว่าไม่อยากเห็นเพื่อนของตัวเองกลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่งหรือ ไม่อยากให้เธออยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกหรือ เตือนตาว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่พูด รังสรรค์ไม่เห็นมีอะไรยุ่งยาก อาจจะง่ายกว่าเรื่องของเราสองคนด้วยซ้ำ
“จะบอกให้ว่าทั้งสองเรื่องไม่มีวันเป็นไปได้เลย” พูดจบเตือนตาจะเดินเข้าบ้าน รังสรรค์คว้ามือไว้
“ถึงเวลาที่เราจะต้องคุยกันด้วยเหตุผลแล้วนะเตือน”
หญิงสาวไม่อยากคุยด้วยสะบัดมือรังสรรค์จนหลุด เขาต่อว่าเธอว่าเป็นคนไม่มีเหตุผล เราถึงต้องต่างคนต่างอยู่แบบนี้ สองคนมีปากเสียงกัน เตือนตาโมโหเดินหนีเข้าบ้าน เขามองตามยิ้มๆ
“อย่างน้อยก็ยังยอมทะเลาะด้วย น่าพอใจในระดับหนึ่ง”
ooooooo
รังสรรค์รู้ว่าเตือนตาจงใจหลบหน้าก็เลยแกล้งเปิดปิดประตูห้องทำเหมือนเขาลงไปข้างล่างแล้ว อึดใจเตือนตาเปิดประตูห้องตัวเองออกมาต้องตกใจที่เห็นเขายืนรอท่าอยู่ หันหลังจะกลับเข้าห้องแต่เขาพูดดักคอเสียก่อนว่านึกแล้วว่าเธอต้องไม่กล้าเผชิญหน้าด้วย เธอหยุดกึกหันขวับ
“ฉันเนี่ยนะไม่กล้าเผชิญหน้าคุณ”
“ใช่ ผมรู้นะว่าคุณนึกว่าผมไปแล้วถึงได้เปิดประตูออกมา”
เตือนตาถูกจี้ใจดำก็ทำเป็นโกรธกลบเกลื่อนตวาดแว้ดทำไมตนต้องทำอย่างนั้น เขายักไหล่ยียวนสงสัยคงชอบมองด้านหลังเขาเพราะเคยมีผู้หญิงบอกเขาว่าแผ่นหลังของเขาเซ็กซี่ เธอถลาเข้ามาทุบอกเขาไม่ยั้งด่าซ้ำว่าไอ้คนหลงตัวเอง ไอ้คนทุเรศ เขาปล่อยให้เธอทุบครู่หนึ่งถึงค่อยรวบมือทั้งสองข้างของเธอไว้ เธอสั่งให้ปล่อย เขาไม่ปล่อยจนกว่าเธอจะสัญญาก่อนว่าเราะจะพูดกันดีๆและมีเหตุผล ห้ามหาเรื่องด่าหาเรื่องทะเลาะ
“ไม่...ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้”
รังสรรค์ยืนกรานคำเดิมต้องให้เตือนตาสัญญาก่อนถึงจะปล่อย เธอพยายามดิ้นหนีแต่เขาจับมือไว้แน่น แล้วบ่นเมื่อยฉุดให้เธอลงนั่งด้วยกัน เธอไม่ทันระวังตัวเสียหลักนั่งบนตักเขา เตือนตาตกใจนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น พอตั้งสติได้รีบขยับไปนั่งกับพื้น สั่งให้เขาปล่อยมือและจะไม่สัญญาอะไรทั้งนั้น
“งั้นก็นั่งกันอยู่อย่างนี้ พอถึงเวลานอนเราก็เข้าไปนอนจับมือกัน”
เตือนตาจำต้องให้สัญญาตามที่รังสรรค์ต้องการ แทนที่เขาจะปล่อยมือกลับบอกว่าจะไปปล่อยในห้องให้เธอเลือกจะเอาห้องไหน ห้องเขาหรือห้องเธอ เตือนตาไม่ตอบเขาเลยอุ้มเธอซึ่งทั้งดิ้นทั้งทุบเข้าห้องเขาใช้เท้าผลักประตูปิดจากนั้นเอาเธอไปโยนไว้บนเตียง เธอถอยกรูดไปจนเกือบจะตกเตียง รังสรรค์นั่งลงบนเก้าอี้ สัญญาจะไม่แตะต้องเธอ นอกจากเธอจะเป็นฝ่ายอนุญาตเอง เธอสวนทันทีชาติหน้าก็อย่าได้หวัง
“ผมจะพูดกับคุณเรื่องปุ๋มกับพี่ชายผมแล้วก็ลูกของปุ๋ม เด็กคนนั้นใช่ลูกพี่เมศว์หรือเปล่า เพราะถ้าใช่พี่เมศว์ก็มีสิทธิ์ที่จะรู้” รังสรรค์คาดคั้น เตือนตาจ้องหน้าเขาเขม็งรู้หรือไม่รู้ก็มีค่าเท่ากัน
“แสดงว่าใช่ลูกพี่เมศว์จริงๆ”
“ห้ามบอกเขาเด็ดขาด เข้าใจไหม” เตือนตาสั่งเสียงเฉียบ รังสรรค์ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ทำไมพ่อถึงจะรู้จักลูกตัวเองไม่ได้ เตือนตาอธิบายว่าราเมศว์มีครอบครัวแล้ว หรือจะให้เขาหย่ากับภรรยามาแต่งงานกับ ปราลี เราต่างก็รู้ดีไม่ใช่หรือว่าเขาไม่มีวันทำอย่างนั้น รังสรรค์เชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะต้องมีทางออก
“พี่เมศว์เป็นพี่ชายเป็นผู้มีพระคุณของผม ส่วนปุ๋มก็เป็นเพื่อนของผม ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเขา” พูดจบรังสรรค์ผลุนผลันออกไปโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของเตือนตาซึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล จากนั้นไม่นาน เธอโทร.บอกปราลีว่ารังสรรค์กำลังไปหาราเมศว์เพราะสงสัยว่าลูกหมูจะเป็นลูกของเขา ปราลีตะลึงไปอึดใจ
“ไม่เป็นไร ปุ๋มจัดการเอง ขอบใจนะที่โทร.มาบอก” ปราลีวางสายแล้วรีบโทร.หารังสรรค์แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ เธอโทร.อยู่หลายครั้งก็ไม่ติด ต้องวางสายอย่างหงุดหงิด
ooooooo
รังสรรค์นัดให้ราเมศว์มาเจอกันที่ร้านอาหาร บอกให้เขาพาลูกหมูไปตรวจดีเอ็นเอ เพราะตนคิดว่าแกอาจจะเป็นลูกของเขา และเขาไม่ต้องไปสนใจว่าปราลีจะพูดอย่างไร ดีเอ็นเอเท่านั้นที่จะบอกความจริง ราเมศว์กลัวเธอจะไม่ยอมให้ตรวจ
“ถ้าเธอไม่ยอมตรวจก็แปลว่าลูกหมูเป็นลูกพี่เมศว์”
“แล้วเธอจะโกหกพี่ไปทำไม”
“เพราะพี่เมศว์แต่งงานแล้ว เพราะเธอแต่งงานแล้ว เพราะเธอโกรธพี่เมศว์ เพราะเธอไม่อยากให้คุณแม่ลิ้นจี่รู้ หรือเหตุผลทั้งหมดรวมกัน...ไม่ว่าผลการตรวจจะใช่หรือไม่ใช่ ผมว่ายังดีกว่าจะปล่อยให้สงสัยเคลือบแคลงใจไปจนตลอดชีวิต”
ราเมศว์มองน้องชายสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บปวด ขณะที่รังสรรค์มองเขาตอบอย่างเห็นอกเห็นใจ...
ฝ่ายปราลีร้อนใจเรื่องราเมศว์ไม่รู้จะปรึกษาใครดีจึงโทร.ไปหาวัฒน์ซึ่งบอกให้เธอใจเย็นๆ ตนรู้จักราเมศว์ดีเขาไม่มีวันหักหาญน้ำใจใคร แต่ถ้าเกิดเขาบ้าทำจริงๆก็ให้เธอปฏิเสธ เธอกลัวเขาจะฟ้องร้อง วัฒน์ไม่เชื่อว่าเขาจะกล้า ขืนทำอย่างนั้นเรื่องจะยิ่งอื้อฉาววุ่นวายใหญ่โต ไม่เป็นผลดีกับใคร
“อย่างมากที่สุดที่มันจะทำได้คือคอยวนเวียนถามคุณจนกว่าจะรู้ความจริง”
“นั่นแหละที่ปุ๋มไม่ชอบ ปุ๋มไม่อยากเจอหน้าเขาอีก”
วัฒน์ขอคุยธุระเรื่องบูติกโฮเต็ลก่อน แล้วจะรีบไปหา ปราลีขอบคุณเขามากสำหรับความช่วยเหลือ...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน สุคนธ์เห็นรถของราเมศว์แล่นเข้ามาจอดในบ้าน รีบโทร.ไปบอกให้เขามาพบกับเธอในสวนหน่อย เขารับคำทันทีเพราะมีเรื่องจะปรับทุกข์กับเธอเช่นกัน...
ทางด้านลิ้นจี่ไม่พอใจมากที่ราเมศว์มาถึงบ้านแล้ว แต่ไม่มารายงานตัวกับท่าน ชักจะออกนอกลู่นอกทางใหญ่แล้ว อำไพสาระแนทันทีว่าเป็นเรื่องธรรมดา ตอนยังไม่มีเมียก็จะมารายงานตัวกับแม่ แต่พอมีเมียก็ต้องไปรายงานตัวกับเมียก่อน ลิ้นจี่เริ่มเดือดปุดๆ อำไพรับรู้ถึงพลังอำมหิตรีบถอยห่างอย่างรู้งาน
ลิ้นจี่เอ็ดตะโรลั่นว่าราเมศว์ทำไม่ถูก แม่ต้องมาก่อนเมียไม่ใช่เมียมาก่อนแม่ ตนเป็นคนเก็บมันมาเลี้ยงจากถังขยะที่แม่ใจดำของมันเอามาทิ้ง อุ้มชูจนมันมีทุกอย่าง แถมส่งเสียให้เล่าเรียนและสั่งสอนให้เป็นคนดีมีความกตัญญู และตนอีกเช่นกันที่เป็นคนหาเมียให้มัน
“เมียปัญญาอ่อนด้วยล่ะค่ะ” อำไพหยุดกึกเมื่อเห็นลิ้นจี่หันมาจ้องตาแทบถลน รีบแก้ไขคำพูดใหม่ “เพราะคุณนายหวังดีจะให้เมียคุณเมศว์เป็นคนว่านอน สอนง่ายไม่สร้างปัญหาไงคะ”...
สุนีรัตน์กำลังอาละวาดขว้างปาข้าวของเพราะรอแล้วรอเล่าไม่เห็นราเมศว์กลับมาสักที ทั้งที่รับปากว่าจะไปไม่นาน แล้วลงไปดิ้นพราดๆเป็นเด็กน้อยโดนขัดใจ ร้องจะหาเขาให้ได้ แจ่มจิตขอร้องให้ใจเย็นๆก่อน เดี๋ยวตนจะไปดูให้ว่าเขากลับมาหรือยัง สุนีรัตน์ไล่ให้ไปดูเดี๋ยวนี้เลย
ooooooo
อำไพเห็นแจ่มจิตจะเดินลงบันได ร้องทักว่าจะไปไหน หรือจะหลบออกมาให้เจ้านายได้จู๋จี๋กัน เธอจะลงมาดูราเมศว์ว่ากลับมาหรือยังต่างหาก อำไพถึงกับร้องอ้าวนี่ราเมศว์ไม่ได้อยู่กับสุนีรัตน์หรือ ถ้าอย่างนั้นเขาหายไปไหน สองคนมองหน้ากัน ต่างนึกขึ้นได้ว่าเขาหายไปไหน...
คนที่อำไพกับแจ่มจิตตามหาอยู่ที่สวนสวยข้างบ้านกำลังระบายความทุกข์ใจให้สุคนธ์ฟังว่ารักปราลีกับลูกมากเหลือเกิน รักจนอยากจะแย่งทั้งสองคนคืนมาจากวัฒน์แล้วพาไปในที่ที่ไม่มีใครตามพบ เขาอุตส่าห์ทำแต่ความดีมาโดยตลอด เชื่อฟังคุณแม่ กตัญญูรู้คุณไม่เคยออกนอกลู่นอกทางให้ท่านเสียใจ แม้หลายครั้งที่เขาต้องฝืนใจอย่างที่สุด แล้วนี่หรือคือสิ่งที่เขาได้รับ สุคนธ์มองเขาอย่างเห็นใจ
“ท่านเก็บพวกเราทั้งสามคนมาเลี้ยงไม่ใช่เพื่อเอาบุญ ท่านไม่ได้ทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ พี่รู้ว่าคุณเมศว์ก็รู้พอๆกับพี่ว่าท่านเลี้ยงพวกเราเพื่อตอบสนองและชดใช้แทนท่านในวัยเด็ก ท่านเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงและถูกทำทารุณกรรมต่างๆไม่เคยเป็นตัวของตัวเอง ท่านเคยเล่าให้พี่ฟังถึงความหลังซึ่งท่านไม่เคยลืม”
จากนั้นเรื่องราวในอดีตของลิ้นจี่ก็พรั่งพรูออกจากปากสุคนธ์ว่าเศรษฐินีที่ขอท่านมาเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้า เลี้ยงท่านเหมือนสัตว์เลี้ยงเหมือนหมาตัวหนึ่ง จะได้กินก็ต่อเมื่อทำตามคำสั่งถ้าวันไหนท่านดื้อแพ่งก็เป็นอันว่าอดหรือไม่ก็ถูกเฉดหัวออกไปเหมือนรังสรรค์ แต่ถ้าทำดีก็จะได้รับความเมตตาอุ้มชูแบบราเมศว์
“แกอยากรู้ใช่ไหมว่าในเมื่อฉันเคยตกอยู่ในสภาพเลวร้ายขนาดนั้น แล้วทำไมฉันจึงทำกับพวกแกแบบเดียวกัน...บอกให้ก็ได้ว่าเพราะฉันอยากรู้ว่านังเศรษฐินีนั่นมันมีความสุขยังไงตอนที่มันทำ มันสนุกอะไรหนักหนาที่ได้เห็นความทุกข์ความเจ็บปวดของผู้อื่น พอมันตายฉันได้รับมรดกทั้งหมดเพราะมันไม่มีลูกไม่มีหลานแกเอ๊ย แล้วฉันก็ได้ลิ้มรสความสุขแบบเดียวกัน สุขเหมือนตัวเองได้เป็นพระเจ้าลิขิตชีวิตคนได้ตามต้องการ”
สุคนธ์เล่ามาถึงตรงนี้ก็หยุดถอนใจ ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือเกลียดท่านดี ราเมศว์เห็นสมควรแก่เวลาจึงขอตัวไปก่อน เธอพยักหน้ารับรู้ เชิญเขาไปได้เลย เธอจะอยู่ตรงนี้อีกสักพัก แล้วแนะเขาว่าเรื่องปราลีกับลูกให้เขาทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง ครู่ต่อมา ราเมศว์แวะมาหาลิ้นจี่ที่ห้องนอน ท่านซักเป็นการใหญ่ว่าไปไหนมาทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ เขาไปกินข้าวกับรังสรรค์มา
“แม่บอกแล้วว่าแม่ไม่ต้องการให้แกคบหาไอ้เนรคุณนั่น เว้นเสียแต่ว่ามันจะยกลูกของมันให้แม่เลี้ยง”
ราเมศว์เตือนว่าปุ้มปุ้ยไม่ใช่ลูกของรังสรรค์คนเดียว ลิ้นจี่ให้เอาเงินฟาดหัวนังแม่ของมันก็สิ้นเรื่อง เขาไม่คิดว่าเตือนตาจะใช้เงินซื้อได้ ลิ้นจี่ยังไม่เคยเจอสักคนที่เงินซื้อไม่ได้ ดูนังอุ้มบุญนั่นเป็นตัวอย่าง เพิ่มเงินให้หน่อยก็ตาโตคว้าแทบไม่ทัน ราเมศว์มองลิ้นจี่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ลิ้นจี่ฉุนขาดที่ราเมศว์บังอาจมองตนเองด้วยสายตาแบบนั้น สั่งให้อำไพไปตามสุคนธ์มาพบ
ooooooo
อำไพเดินตามหาสุคนธ์จนมาเจอเดินอยู่ในสวน รีบนำเรื่องนี้ไปฟ้องลิ้นจี่ ทำให้เธอถูกคาดคั้นว่าไปดักพบกับราเมศว์มาอีกใช่ไหม เธอปฏิเสธว่าเปล่า ลิ้นจี่ไม่เชื่อถามซ้ำอีกครั้งด้วยคำถามเดิม เธอยืนยันคำตอบเดิมเช่นกันว่าเปล่า ท่านตบเธอหน้าหันขู่ซ้ำถ้ายังโกหกอีกจะเฉดหัวออกจากบ้าน สุคนธ์ยืนกรานว่าเปล่า
“ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
สุคนธ์ก้มกราบแทบเท้าลิ้นจี่แล้วลุกออกไป อำไพหน้าตื่น แล้วต่อไปคุณนายจะมีใครให้โขกสับ ลิ้นจี่จะโขกสับเธอแทน อำไพถึงกับขนลุกซู่ด้วยความสยอง...
ราเมศว์เหนื่อยใจเหนื่อยกายมาก กลับถึงห้องแทนที่จะได้พักผ่อนกลับต้องมาปราบพยศสุนีรัตน์อีก กว่าเธอจะยอมให้สัญญาว่าจะไม่ทำฤทธิ์ทำเดชอีก
เล่นเอาเขาน้ำลายเหนียว มีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น สุคนธ์โทร.มาล่ำลา เขาบอกให้รออยู่ตรงนั้นก่อน วางสายแล้วหันบอกสุนีรัตน์ว่าเดี๋ยวมา เธอร้องจะไปด้วย
“น้องรัตน์เพิ่งสัญญากับพี่นะคะ อย่าลืม”
สุนีรัตน์พยักหน้ารับรู้ บอกราเมศว์ให้รีบกลับมาเร็วๆ เขาไม่พูดอะไรเดินลิ่วออกจากห้อง
ไม่นานนักราเมศว์มาถึงหน้าประตูรั้ว เห็นสุคนธ์รอท่าอยู่พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าในมือ เขาบอกให้เธอกลับไปที่ห้องตัวเองก่อน เขาจะคุยกับคุณแม่เอง เธอไม่ต้องการให้เขาไปคุยอะไรกับท่าน ที่เธอโทร.หาเขาก็แค่จะบอกลาเท่านั้น เขาไม่อยากให้เธอออกจากบ้านหลังนี้เพราะเขาเป็นต้นเหตุ
“ผมคิดว่าผมเดาไม่ผิด ต้องมีคนบอกคุณแม่เรื่องเราไปคุยกันในสวน”
“ให้พี่ไปเถอะค่ะคุณเมศว์”
ราเมศว์ขอร้องให้อยู่ต่อไป ถ้าครั้งหน้าสุคนธ์อึดอัดใจจริงๆเขาจะพาไปทำงานกับวัฒน์ แล้วรีบไปหาลิ้นจี่ที่ห้อง กล่อมให้เห็นว่าที่ไม่ควรไล่สุคนธ์ออกเพราะเธอเก่งเรื่องบัญชีและตัวเลข ที่สำคัญท่านคงไม่อยากให้คนนอกที่ไม่คุ้นเคยเข้ามารับรู้เรื่องธุรกิจของเรา ลิ้นจี่คิดอยู่สามตลบก็ยอมตามที่ลูกชายร้องขอ
แต่มีข้อแม้ หากสุคนธ์ขืนมานัดแนะกับเขาอีก ท่านจะไม่ให้อภัย ต่อให้เก่งกาจเชี่ยวชาญแค่ไหนก็ตาม ราเมศว์รีบนำข่าวดีนี้ไปบอกให้สุคนธ์รับรู้ เธอกลับถอนหายใจสีหน้าหนักใจ
“ถ้ามีเหตุผลสักข้อที่ทำให้พี่อยากอยู่ที่นี่ก็คือพี่เป็นห่วงคุณเมศว์”
“พี่สุเป็นห่วงผม ผมก็เป็นห่วงพี่สุเหมือนกันกลับขึ้นไปพักผ่อนเถอะครับ ผมจะไปส่ง”
สุคนธ์ขอไปเองจะดีกว่า ไม่อยากให้มีเรื่องรำคาญใจเขาอีก
ooooooo
ราเมศว์กำลังนั่งทำงานอยู่ตอนที่มีเสียงมือถือดังขึ้น เขาเหลือบมองกล้องวงจรปิดอึดใจรีบลุกออกไปรับสายนอกห้อง รังสรรค์โทร.มาถามความคืบหน้าว่าได้คุยกับปราลีหรือยัง เขายังไม่ได้คุยอ้างไม่มีเวลา
“พี่เมศว์ขี้ขลาด พี่เมศว์ไม่กล้าสู้ความจริง พี่เมศว์ไม่รู้ว่าถ้าเกิดลูกหมูเป็นลูกพี่เมศว์จริงๆ พี่เมศว์จะทำยังไงดีกับยายตุ๊กตานั่นใช่ไหมล่ะ แล้วไหนจะยังคุณแม่สุดรักสุดบูชาผู้แสนดีของพี่เมศว์อีก พี่เมศว์ไม่รู้จะจัดการยังไงใช่ไหม โธ่เอ๊ย รู้จักแยกแยะเสียบ้าง รู้จักตัดสินใจให้เด็ดขาดบ้าง ผมล่ะผิดหวังในตัวพี่เมศว์จริงๆ”
รังสรรค์วางสายอย่างหัวเสีย แล้วหันกลับมาต้องสะดุ้งเมื่อเห็นเตือนตายืนฟังอยู่ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป...
ตั้งแต่ลูกหมูเข้ามาในชีวิต บ้านของแสงรวีเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและมีความสุข เขียนกับแสงรวีที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ตอนนี้กลับถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยกันเลี้ยงลูกหมู มีเสียงกริ่งประตูรั้วดังขึ้น แสงรวีตะโกนเรียกถวิลไปเปิดประตูหน่อย ใครมาแต่เช้าก็ไม่รู้
“คงจะเป็นพวน ปุ๋มออกไปดูเองค่ะ” ปราลีว่าแล้วเดินไปเปิดประตูรั้วบานเล็กรับแขกผู้มาเยือนต้องแปลกใจที่ไม่ใช่พวน แต่เป็นราเมศว์ซึ่งคาดคั้นให้เธอบอกความจริงว่าลูกหมูเป็นลูกใครกันแน่ เธอยืนยันว่าพ่อของแกตกน้ำตายไปแล้ว เขาไม่เชื่อจนกว่าจะมีการตรวจดีเอ็นเอ ปราลีไม่ยอมให้ตรวจ ไล่เขาออกจากบ้าน แล้วขยับจะไป เขาคว้าแขนเธอไว้
“คุณกล้าสบตาผมโดยไม่หลบแล้วบอกว่าลูกหมูไม่ใช่ลูกผมหรือเปล่า”
ปราลีสะบัดมือเขาออกแล้วยืนประจันหน้า
“ลูกหมูไม่ใช่ลูกของคุณ พ่อของแกเป็นชาวเรือที่ช่วยฉันให้พ้นจากขุมนรกจากการกระทำของแม่คุณ แล้วก็ตัวคุณ รวมทั้งตัวฉันเองด้วย ฉันไม่มีอะไรจะตอบแทนเขานอกจากตัวฉัน ระหว่างที่พาหนีเกิดพายุใหญ่แล้วเขาก็ตกน้ำตายง่ายๆอย่างนั้นแหละ เป็นยังไง ละเอียดดีไหม” ว่าแล้วเธอหันหลังกลับเข้าบ้าน สีหน้าเย้ยหยันเมื่อครู่หายไปน้ำตาไหลพรากลงมาแทนที่...
แสงรวีกับเขียนเห็นปราลีเดินน้ำตานองหน้าเข้ามาอีกทั้งไม่พูดไม่จากับใครเดินขึ้นข้างบนไปเลย เขียนเป็นห่วงบอกให้แสงรวีขึ้นไปดู เธอส่ายหน้า
“ตอนนี้แกอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ แกยังไม่ต้องการใครหรือคำปลอบโยนใดๆทั้งนั้น ฉันรู้ดี”...
ฝ่ายปราลียืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่างห้องนอน มองรถของราเมศว์ที่แล่นออกไปก่อนจะบอกลาเขาทั้งน้ำตา...
ในเวลาต่อมา ราเมศว์แวะมาเจอกับรังสรรค์ที่ร้านอาหารใกล้ออฟฟิศของฝ่ายหลัง และเล่าเรื่องที่คุยกับปราลีให้ฟัง รังสรรค์คาดไว้แล้วว่าเธอจะต้องพูดแบบนั้นราเมศว์น่าจะรู้นิสัยเธอดี
“ปุ๋มเป็นคนดื้อรั้น ชอบประชดประชันแดกดันให้มันสะใจตัวเธอเองแล้วก็คนอื่นด้วย ยิ่งเธอพูดอย่างนี้ผมยิ่งมั่นใจว่าลูกหมูเป็นลูกพี่เมศว์”
ราเมศว์ลุกขึ้นจะกลับแต่ซวนเซจนต้องยึดเก้าอี้ไว้ รังสรรค์เป็นห่วงพี่ชายอาสาขับรถให้ ขอโทร.บอกหัวหน้าก่อน เขาไม่อยากทำให้ใครต้องลำบากเพราะเขา รังสรรค์ได้อู้งานตั้งเกือบสองชั่วโมง ถ้าฟลุกรถติดอาจได้อู้ถึงสามชั่วโมงจะลำบากได้อย่างไร ไม่นานนัก รังสรรค์ขับรถมาจอดหน้าประตูรั้วบ้านลิ้นจี่ ราเมศว์ขอบใจเขามากที่อุตส่าห์มาส่ง รังสรรค์ยังคงยืนยันความคิดเดิมว่าลูกหมูเป็นลูกของราเมศว์
“แท็กซี่มาพอดี ไปละฮะ” รังสรรค์โบกมือเรียกแท็กซี่แล้วขึ้นรถจากไป...
ทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย ลิ้นจี่ซักว่าหายไปไหนมา พอรู้ว่าไปกินข้าวกับรังสรรค์อีกแล้วก็ไม่ค่อยจะพอใจ อดสงสัยไม่ได้ ทำไมพักนี้ถึงได้นัดเจอกันบ่อยนัก เขาไม่ตอบได้แต่ยืนนิ่ง ลิ้นจี่เห็นสีหน้าเขาไม่สู้ดีนักถามว่าไม่สบายหรือเปล่า เขาไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ปวดหัวนิดหน่อย ท่านบอกให้เขาไปนอนพักที่ห้องของท่าน เขาขอไปนอนห้องตัวเองดีกว่า ลิ้นจี่ไม่ยอมให้ไป ขืนไปห้องนั้นคงไม่ได้นอน ถูกแม่ตุ๊กตาเสียกบาลกวนใจแน่ๆ
“ไปนอนห้องแม่น่ะดีแล้ว ไป”
ราเมศว์จำต้องทำตาม ลิ้นจี่อาสาจะไปหยิบยาแก้ปวดมาให้กิน แต่แอบเปลี่ยนเป็นยานอนหลับให้เขากินแทนที่ เขากินอย่างว่าง่ายไม่สงสัยสักนิดว่าถูกวางยา...
ด้านสุนีรัตน์ไม่เห็นราเมศว์มาสักที ปลุกแจ่มจิตที่แอบงีบหลับให้ไปดูให้หน่อย เธอขี้เกียจไปตามอ้างโน่นอ้างนี่ สุนีรัตน์ขู่ถ้าไม่ไปดูจะร้องไห้ให้ลั่นบ้าน แจ่มจิตรีบออกไปทันที
ooooooo
อำไพเห็นแจ่มจิตเที่ยวถามหาราเมศว์ไปทั่วบ้านก็หมั่นไส้ เข้าไปถามว่ามีธุระอะไรกับเขาหรือ แจ่มจิตถามหาเขาตามคำสั่งของสุนีรัตน์ที่ต้องการจะเจอสามีของเธอ อำไพหัวเราะเยาะเย้ยเสียงลั่น
“อย่างคุณเมศว์กับน้องรัตน์เนี่ยเขาเรียกว่าเป็นสามีภรรยาโดยนิตินัย เคยดูละครหรือเปล่า พระเอกนางเอกที่แต่งงานโดยไม่ได้มีอะไรกัน เขาเรียกว่า...”
“ไปแอบอยู่ใต้เตียงเขาเหรอถึงได้รู้ว่าเขาไม่มีอะไรกัน” แจ่มจิตชักฉุน อำไพลอยหน้ายียวนไม่เห็นต้องไปอยู่ใต้เตียงก็รู้ว่ายังไม่มีอะไรกัน ถ้ามีป่านนี้สุนีรัตน์ท้องป่องเหมือนอีกคนหนึ่งไปนานแล้ว แจ่มจิตตะลึงก่อนจะซักเป็นการใหญ่ว่าหมายถึงใครที่ป่องกับราเมศว์ อำไพรู้ตัวว่าปากเปราะรีบกลบเกลื่อน
“เปล่า ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย หาความ” อำไพว่าแล้วสะบัดหน้าใส่เดินจากไป แจ่มจิตไม่รอช้ารีบโทร.รายงานคุณหญิงเจริญศรีซึ่งถามย้ำว่าไม่หูฝาดใช่ไหม เธอยืนยันไม่ได้หูฝาด คุณนายลิ้นจี่กับคนบ้านนี้ต้องช่วยกันปิดบังความลับเรื่องราเมศว์มีเมียอีกคนแน่ๆ
“ฉันจะต้องพูดกับราเมศว์ให้รู้เรื่อง มิน่าถึงได้ไม่ยอมแตะต้องน้องรัตน์” คุณหญิงเจริญศรีเสียงกร้าว...
ลิ้นจี่รู้เรื่องอำไพปากเสียก็ไม่พอใจ ขู่จะตัดลิ้นให้รู้แล้วรู้รอด เธอไหว้ปลกๆขอโทษที่เผลอตัว แต่อดหมั่นไส้แจ่มจิตไม่ได้ที่ทำท่าเหมือนสุนีรัตน์เป็นเจ้าของราเมศว์ มีเสียงมือถือของราเมศว์ดังขึ้น ลิ้นจี่สั่งให้อำไพหยิบมือถือของเขามาให้ พอเห็นเบอร์โทร.ของคุณหญิงเจริญศรีโชว์อยู่หน้าจอ ปล่อยให้ดังอยู่อย่างนั้นจนสายตัดไปเอง คุณหญิงเจริญศรีขัดอกขัดใจมาก ต้องไปคุยกันต่อหน้าให้รู้เรื่อง...
สุนีรัตน์ต้องการจะเจอราเมศว์ให้ได้จึงบุกไปที่ห้องของลิ้นจี่ เคาะประตูเรียกให้เขามาเปิด ลิ้นจี่หมุนล้อ
รถเข็นไปที่ประตูแล้วเปิดแง้มแค่ความกว้างของรถเข็น เอ็ดสุนีรัตน์มาเอะอะอะไรแถวนี้ ราเมศว์นอนหลับอยู่ไม่ต้องการให้ใครรบกวน จะไปเล่นหม้อข้าวหม้อแกงอะไรก็ไป แล้วมองไปที่แจ่มจิต
“ดูแลเจ้านายของเธอให้ดีด้วย” ลิ้นจี่พูดจบปิดประตูใส่ แจ่มจิตทำอะไรไม่ได้ ชวนสุนีรัตน์ลงไปรอคุณแม่ข้างล่าง สุนีรัตน์ตบมือดีใจที่แม่จะมา...
ครั้นเห็นหน้าแม่ สุนีรัตน์ฟ้องว่าเดี๋ยวนี้ลิ้นจี่ดุมากไม่เหมือนเมื่อก่อน คุณหญิงเจริญศรีแก้ตัวให้ลิ้นจี่ที่ท่านดุ
ก็เพราะเมตตาอยากให้เธอเป็นเด็กดีมีระเบียบวินัย เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ อยากกลับไปอยู่บ้านและจะให้ราเมศว์ไปด้วย คุณหญิงเจริญศรีจะลองขออนุญาตลิ้นจี่แล้วลูบผมลูกอย่างรักใคร่...
ไม่นานนัก ลิ้นจี่มาพบคุณหญิงเจริญศรีที่ห้องรับแขก เธอไม่รอช้าขอคุยธุระกับเจ้าของบ้านเป็นการส่วนตัว ทั้งอำไพ แจ่มจิตและสุนีรัตน์จึงต้องออกไปรอข้างนอก เมื่อได้อยู่กันตามลำพังคุณหญิงเจริญศรีถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าราเมศว์มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งหรือ ลิ้นจี่ปฏิเสธว่าไม่มี ถ้าท่านไม่เชื่อจะเรียกคนบ้านนี้มาถามเรียงตัวเลยก็ได้ ท่านไม่อยากถามคนอื่น แต่อยากจะถามเจ้าตัวมากกว่าตอนนี้ราเมศว์อยู่ไหน
“เมศว์ไม่ค่อยสบายค่ะ นอนหลับพักผ่อนอยู่เอาไว้พรุ่งนี้ดิฉันจะให้เขาไปพบคุณหญิงที่บ้าน” ลิ้นจี่เห็นคู่สนทนานิ่งเงียบ ก็ปลอบว่าทำใจให้สบายราเมศว์ไม่มีผู้หญิงอื่นนอกจากน้องรัตน์เท่านั้น
“คุณหญิงต้องหนักแน่นคนที่ไปบอกคุณหญิงอาจจะเข้าใจผิดแล้วก็เลยเอาไปบอกคุณหญิงผิดๆ”
“อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เอ้อ ถ้าอย่างนั้นน้องจะขอรับน้องรัตน์ไปค้างที่บ้านสัก 4-5 วันได้ไหมคะ”
ลิ้นจี่ไม่ขัดข้องเข้าใจดีว่าคุณหญิงเจริญศรีมีลูกคนเดียวย่อมต้องคิดถึงเป็นธรรมดา...
ไม่ง่ายอย่างที่คิด สุนีรัตน์ยืนกรานจะไม่ไปไหนทั้งนั้นถ้าไม่มีราเมศว์ไปด้วย แจ่มจิตปรึกษาคุณหญิงจะทำอย่างไรดี ท่านแนะให้ไปบอกเธอว่าพรุ่งนี้ราเมศว์จะตามไปค้างกับเธอด้วย ลิ้นจี่ไม่เห็นด้วยที่จะไปโกหกสุนีรัตน์ ดูเหมือนตนเคยบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าราเมศว์ไม่เคยไปค้างที่อื่น ตนเลี้ยงให้เขาอยู่ติดบ้าน
“แต่บ้านของน้องก็เหมือนบ้านราเมศว์”
“ไม่เหมือนแน่นอนค่ะ อีกอย่างตาเมศว์เป็นห่วงพี่มาก เขาไม่มีวันทิ้งพี่ไปไหนเด็ดขาด”
ooooooo
เตือนตากำลังนั่งมองลูกเล่นของเล่นอยู่แต่ใจลอยไปไหนก็ไม่รู้ รังสรรค์กลับจากทำงานเข้ามา เห็นก็ร้องทักทำไมวันนี้บ้านเงียบนัก ได้ความว่าป้าวิไลไม่อยู่ไปวัด เขาเดินเลยไปล้างมือแล้วกลับมาจะหอมแก้มปุ้มปุ้ย เตือนตาห้ามเสียงลั่นว่าอย่าเพิ่งให้ไปอาบน้ำก่อน เด็กๆภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง เขาหันไปหอมเธอหนึ่งฟอด
“งั้นจูบผู้ใหญ่แทนก็ได้ ผมจะขึ้นไปอาบน้ำก่อนเดี๋ยวจะได้มาจูบลูกให้ชื่นใจหลังจากจูบแม่แล้ว” รังสรรค์เดินขึ้นบันไดไปหน้าตาเฉย เตือนตาได้แต่มองค้อน...
ในเวลาต่อมา ระหว่างกินมื้อค่ำด้วยกัน เตือนตาเล่าให้รังสรรค์ฟังว่าวันนี้ปราลีโทร.มาปรึกษาว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้กับลิ้นจี่ แต่ไม่รู้จะคืนอย่างไรให้สืบหาตัวคนคืนไม่ได้เพราะเงินจำนวนมาก เขาแนะว่าไม่ต้องคืนเก็บเอาไว้ใช้ให้คุ้มกับความทุกข์ทรมานที่ได้รับ เตือนตาไม่คิดว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่ได้
“แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย” รังสรรค์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าให้เตือนตาฟังว่าเขาติดต่อราเมศว์ไม่ได้เลยทั้งวันซึ่งแปลกมากเพราะมือถือก็เปิดแต่ไม่มีคนรับสาย พอโทร.ถามพี่สุก็อึกๆอักๆชอบกล ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่รับสายอีก เขาจะบุกไปดู เตือนตาสงสัยเขามีธุระอะไรกับราเมศว์หรือ
“ผมนัดพบเขาเพื่อบอกให้พาลูกหมูไปตรวจดีเอ็นเอ เขาดูเครียดแล้วก็ไม่สบายใจมาก ผมเลยไปส่งเขาที่บ้าน หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้เลยอย่างที่เล่าให้ฟัง”
“คุณลองติดต่อกับพี่สุอีกครั้งสิ”
รังสรรค์ทำตามที่เตือนตาแนะนำแต่สุคนธ์ไม่รู้อะไรมากนัก รู้แค่ว่าราเมศว์ไม่สบาย นอนพักผ่อนอยู่ในห้องคุณแม่ ขนาดสุนีรัตน์จะเข้าไปเยี่ยมก็ไม่ได้ มีแต่ท่านกับอำไพเท่านั้นที่เข้าไปได้ รังสรรค์สงสัยทำไมโทร.ไปหาเมื่อตอนกลางวันเธอถึงไม่รับสาย สุคนธ์ต้องระวังตัวเพราะในห้องทำงานมีกล้องวงจรปิด
“โอเคแค่นี้ล่ะครับ” รังสรรค์วางสายแล้วหันบอกเตือนตาว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ พรุ่งนี้เขาจะต้องเข้าไปดูพี่ชายของเขา...
ด้านลิ้นจี่ส่อแววอาการทางจิตกำเริบต้องการจะเก็บราเมศว์ไว้กับตัวเองจึงคอยเอายานอนหลับให้เขากินเพื่อที่เขาจะได้อยู่ในสายตาของตัวเองตลอดเวลา
ooooooo
ปราลีพยายามหาทางคืนเงินให้ลิ้นจี่ จำได้ว่ามีเบอร์โทร.ของสุคนธ์ก็เลยโทร.ไปหา สุคนธ์ต่อว่าว่าไม่ควรโทร.มา เธอโทร.มาเพื่อขอเลขที่บัญชีของลิ้นจี่ จะได้โอนเงินค่าจ้างอุ้มบุญคืนให้ พยายามคิดมาหลายวิธีแล้วนี่เป็นวิธีดีที่สุด สุคนธ์ท้วงไม่กลัวคุณแม่ตามรอยพบหรือ
“ทีแรกก็กลัว แต่พอหาทางออกได้ก็ไม่กลัวแล้ว คุณช่วยส่งเลขที่บัญชีมาให้ฉันก็แล้วกัน”
“ฉันว่าคุณเอาเก็บไว้ใช้ดีกว่า คุณราเมศว์คงต้องการอย่างนี้” สุคนธ์วางสายทันที ปราลีชักสีหน้าใส่ราวกับปลายสายมายืนอยู่ตรงหน้า
“ถือว่ารวยนักเหรอไง”
ooooooo










