ข่าว

วิดีโอ



ฟ้าจรดทราย

อ่านเรื่องย่อ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ

นักแสดงนำ:

ครู่ต่อมา พระชายานำเรื่องขุ่นข้องหมองใจไปฟ้ององค์อาหเม็ดที่ตำหนักหลวงว่า ไม่เคยเห็นใครดื้อรั้นใจแข็ง ยอมหักไม่ยอมงอ ไม่นึกถึงจิตใจคนรอบข้างเท่ากับเจ้าน้าสุไบดา พระองค์ไม่เข้าใจว่าเจ้าน้าไบคานทนอยู่ได้อย่างไร และไม่เข้าใจอีกเหมือนกันว่า เจ้าน้าสุไบดาเป็นคนเยี่ยงนี้แต่ทำไมถึงมีลูกดีเลิศอย่างชารีฟ

“เจ้าน้าสุไบดาพูดคนเดียว เจ้าน้าไบคานฟังอย่างเดียว ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก แปลกใจจริงๆมาเจอกันได้อย่างไร” พระชายาเห็นองค์อาหเม็ดเอาแต่นั่งยิ้ม ตัดพ้อว่าจะไม่พูดอะไรบ้างเลยหรือ

“กำลังนึกอยากจะเปลี่ยนชื่อเป็นไบคาน” องค์อาหเม็ดกระเซ้า พระชายายิ้มเขิน

“แหม...ก็หม่อมฉันเพิ่งกลับจากวังเจ้าน้าสุไบดาเพิ่งเห็นมากับตาว่าเจ้าน้าไบคานน่ะ...”

“ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เจ้าน้าไบคานคงคิดว่าพูดยังไงก็ไม่ทันเจ้าน้าสุไบดา จะแย่งพูดทำไมให้เหนื่อยแถมยังจะโดนดุอีก” องค์อาหเม็ดว่าแล้วเชยคางพระชายาอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่องค์ชายาชิงพูดขึ้นก่อน

“ให้หม่อมฉันทูลก่อนว่าหม่อมฉันมีเรื่องเร่งด่วนเรื่องอะไร”...

ด้านชารีฟพยายามจดจ่อกับงาน แต่ทำไม่สำเร็จผลักเอกสารตรงหน้าออกแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้คิดถึงเรื่องระหว่างตนเองกับมิเชลล์แล้วถึงกับน้ำตาซึม มัวแต่จมอยู่ในความคิดไม่ทันได้ยินเสียงการิมซึ่งทราบเรื่องที่เขาถูกเจ้าหญิงสุไบดาขัดขวางความรักเข้ามาในห้องทำงาน พอรู้สึกตัวรีบปาดน้ำตาทิ้ง

“ประหลาดใจหรือ...หมอ ทหาร รัฐมนตรี...ผู้ชาย แต่ก็เป็นคนไม่ใช่หรือการิม”

“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ทุกอย่างทำท่าจะเรียบร้อย แต่เหตุใดเจ้าหญิงพระมารดาของท่านจึงไม่ยอมเปลี่ยนความ เชื่อ ในเมื่อมันเป็นความสุขของลูกชายคนเดียว”

ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศหมาดๆเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ดี คนที่อยู่ในฐานะอย่างท่านไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อได้ การิมเห็นใจเขามาก อยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป

“การิม อย่าเห็นใจเราเลย คนที่น่าเห็นใจและน่าสงสารที่สุดไม่ใช่เรา” ชารีฟนึกถึงมิเชลล์ขึ้นมาทันที การิมไม่รู้จะช่วยเหลือเจ้านายอย่างไร ได้แต่อวยพรให้เขาพบความสุข แล้วขอตัวออกไป ชารีฟยกแหวนเปียรุสที่สวมอยู่ขึ้นมาจูบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย...

เจ้าของแหวนเปียรุสวงนั้นมีความรู้สึกไม่ต่างจากชารีฟ ยิ่งเห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ตัวเองทยอยเก็บใส่กระเป๋าเดินทาง ยิ่งเศร้าใจถึงกับร้องไห้โฮ

ooooooo

องค์อาหเม็ดอยากให้ชารีฟสมหวังในความรัก เพื่อตอบแทนที่ช่วยกู้บัลลังก์คืนมา เฝ้าครุ่นคิดแผนการอยู่หลายวัน ในที่สุดก็คิดออก รีบตรงไปหาพระชายาที่ตำหนักใน ไล่พวกนางกำนัลให้ออกไปก่อน พระองค์มีเรื่องเร่งด่วนจะคุยด้วย

“ประทับก่อนเพคะ เดี๋ยวไฟลุกท่วมวังหม่อมฉันหรอก” พระชายากระเซ้าจบ จะลุกไปหยิบน้ำมาถวาย

“ไม่ต้อง...พูดเลย พระชายามานั่งใกล้ๆ เรื่องนี้ต้องกระซิบ” องค์อาหเม็ดดึงมือพระชายาให้ลงนั่ง แล้วกระซิบข้างหูบอกแผนการของพระองค์ให้ฟัง...

พระชายาไม่รอช้าเดินตามแผนการที่องค์อาหเม็ดวางไว้ทันที โดยให้ร้านตัดเสื้อส่งผ้าขาวสำหรับตัดชุดแต่งงานมาที่ตำหนักใน แล้วทำทีเรียกมิเชลล์มาเข้าเฝ้า อ้างว่าจะขอแรงให้ช่วยดูผ้าให้ ผ้าชิ้นนี้สั่งตรงมาจากปารีส มิเชลล์หน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด พระชายาแสร้งถามว่าคิดถึงบ้านใช่ไหม เธอรับคำไม่เต็มปากนัก

“เราดีใจแทนเจ้านะ ที่เจ้าจะได้กลับปารีส ไปถึงโน่นแล้วอย่าลืมกันนะ เราคงคิดถึงเจ้ามาก” พระชายาว่าแล้ว หันไปสนใจผ้าสวยชิ้นนั้นต่อไป ขณะที่มิเชลล์นั่งนํ้าตาซึม

ooooooo

ตั้งแต่คุยกันครั้งล่าสุดเมื่อสองวันก่อน ชารีฟไม่ได้เจอการิมอีกเลย เพิ่งจะได้เจอกันเช้านี้ตอนที่ฝ่ายหลังยืนคอยอยู่หน้าห้องจอมพลมุสกัต เขาเล่าให้ฟังว่าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพันตรีและจะต้องย้ายไปประจำการที่อานาอิชา ชารีฟแสดงความยินดีกับเขาด้วย

“ข้าพเจ้าหวังว่าคำสั่งให้เดินทางคงไม่มาก่อนงานแต่งงานของท่าน”

ชารีฟถึงกับหน้าเครียด ก้าวฉับๆออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก มาถึงตำหนักของเจ้าหญิงสุไบดา เห็นท่านแม่ของตนเองกำลังติชมเสื้อผ้าชุดสวยที่วาง
อยู่ตรงหน้าให้บรรดานางกำนัลฟัง พอหันมาเจอหน้าเคร่งเครียดของลูกชาย เจ้าหญิงสุไบดาโบกมือไล่พวกนั้นให้ออกไปก่อน

“ท่านแม่...ลูกมาถามเรื่องงานแต่งงาน ท่านแม่มีส่วนใช่ไหม องค์อาหเม็ดพระราชทานอนุญาตหรือ”

“แน่นอนสิ...ชารีฟ” เจ้าหญิงสุไบดาเน้นทีละคำอย่างหนักแน่น...

ขณะที่ชารีฟเพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังจะแต่งงาน ที่ตำหนักใน พระชายากำลังแนะนำให้มิเชลล์ได้รู้จักกับชาลิตา ลูกสาวคนสวยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของฮิลฟารา เพิ่งจบมาจากอังกฤษ เป็นญาติห่างๆขององค์อาหเม็ด และกำลังเตรียมตัวจะเป็นเจ้าสาว พระองค์ถามชาลิตาว่าตื่นเต้นไหม

“เพคะ ใครบ้างล่ะเพคะจะไม่ตื่นเต้นกับการเป็นเจ้าสาวของชารีฟ”

มิเชลล์ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางหัวใจ ยิ่งได้รู้ว่าชาลิตารู้จักมักคุ้นกับชารีฟมาตั้งแต่เด็ก แถมเธอเพิ่งจะไปพบเขามาเมื่อครู่นี้เอง มิเชลล์เหมือนจะตายเสียให้ได้ จังหวะนั้น  นางกำนัลเข้ามาแจ้งชาลิตาว่าเจ้าชายอับดุลลาแห่งอิชฟาอัคมารับ พระชายาทำทีไม่รู้เรื่อง ถามว่านัดกันไว้หรือ

“เพคะ เจ้าชายจะให้หม่อนฉันดูรายชื่อหนังสือที่จะทรงสั่งไปไว้ที่ห้องสมุดของอิชฟาอัคเพคะ” ชาลิตาพูดจบ ยิ้มให้พระชายาอย่างรู้กัน ก่อนจะผละจากไป มิเชลล์มองตามด้วยหัวใจแทบแหลกสลาย โดยที่ไม่ร่วงรู้เลยว่าชาลิตาและเจ้าชายอับดุลลาร่วมมือกับองค์อาหเม็ดด้วย พระชายาเดินตามแผนการขั้นต่อไปทันที

“มิเชลล์ เราสั่งให้จัดตั๋วเรือบินให้เจ้าแล้วนะ สายการบินแอร์ฟรานซ์ เฟิร์สคลาส แต่เราขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม ขอให้เดินทางหลังงานแต่งงานของชารีฟ ขอให้ร่วมงานแต่งงานก่อน เชื่อว่าชารีฟคงดีใจมาก...ว่าไงมิเชลล์ เราจะได้สั่งการเรื่องตั๋วเรือบิน” สิ้นเสียงพระชายา มิเชลล์รับคำเสียงแผ่วแทบจะกระซิบ...

ในระหว่างที่มิเชลล์เดินมาตามทางในตำหนักของพระชายา ชารีฟเดินสวนมาจากอีกด้านหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างชะงัก หญิงสาวขยับจะเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง เขาตามไปคว้าตัวมากอดไว้แน่น มิเชลล์กอดตอบอย่างลืมตัว พอได้สติรีบดันเขาออกห่าง ก่อนจะเดินหนี ชารีฟร้องเรียกให้หยุดก่อน เธอตัดพ้อต่อว่าว่าเขาไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้

“มิเชลล์ ฉันมีสิทธิทุกประการ เธอคือภรรยาฉัน”

มิเชลล์ไม่อยากได้ยินชารีฟพูดแบบนี้กับตัวเองอีก ต้องไปบอกชาลิตาถึงจะถูก ชารีฟงง ผู้หญิงคนนั้นเกี่ยวอะไรด้วย มิเชลล์มองเขาอย่างชอกช้ำใจที่เสแสร้งไม่รู้เรื่อง

“เธอรู้อะไร....ชาลิตาทำไม อ๋อ...นี่แปลว่าฉันจะแต่งงานกับชาลิตาหรือ”

หญิงสาวทนฟังต่อไปไม่ไหวหันหลังวิ่งหนี โดยไม่สนใจฟังคำอธิบายใดๆของชารีฟ....

ครู่ต่อมา ชารีฟซึ่งร้อนใจมากมาขอเข้าเฝ้าองค์อาหเม็ด กล่าวหาอย่างไม่เกรงกลัวอาญาว่าพระองค์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องแต่งงานของเขากับชาลิตาใช่ใหม องค์อาหเม็ดยิ้มอารมณ์ดี

“เอ...ข้าเป็นจำเลยของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ข้าพระองค์ไม่ไช่ตุ๊กตา อย่ามาทรงจับข้าพระองค์ไปวางบนตั่ง ทำพิธีจับผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นเมีย ไม่น่าจะทรงไม่รู้นะว่าคนอย่างชารีฟไม่ยอมให้ใครมาทำอย่างนั้น ได้ยินไหมว่าข้าพระองค์ไม่ยอม แล้วขอบอก...ข้าพระองค์คิดว่าชาลิตาก็คงไม่ยอม” ชารีฟพูดจบ ทำความเคารพแบบกระแทกกระทั้น แล้วพุ่งออกไปราวกับพายุ

องค์อาหเม็ดมองตามยิ้มๆ ก่อนจะตะโกนเรียกให้ชารีฟกลับมาก่อน มีอะไรจะเล่าให้ฟัง รัฐมนตรีหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกลับมาหา....

ด้านพระชายายังคงเดินตามแผนการที่วางไว้ สั่งให้ฟาราห์ไปนำชุดของมิเชลล์มาให้ช่างเสื้อฝีมือเยี่ยมที่พระองค์เรียกตัวมาพบ เพื่อให้นำไปวัดสัดส่วนสำหรับตัดชุดแต่งงาน แต่ทำทีจะตัดแค่ชุดไปร่วมงาน ขณะที่ช่างตัดเสื้อยกชุดของมิเชลล์ขึ้นมากางดู เจ้าของชุดมาเฝ้าพระชายาพอดี ร้องทักว่านั่นชุดของตนเองไม่ใช่หรือ

“ใช่ เสื้อของเจ้ามิเชลล์ เราจะให้ช่างตัดชุดที่เจ้าจะใส่ในงานแต่งงานของชารีฟกับชาลิตา อ้อ...ช่าง เจ้าตัวมาแล้ว ช่างไม่ต้องวัดจากเสื้อหรอก วัดจากตัวเธอเลย”

มิเชลล์ทนเห็นชายที่ตัวเองรักแต่งงานกับหญิงอื่นไม่ได้ ขออนุญาตไม่ไปร่วมงาน พระชายาไม่อยากทำร้ายจิตใจมิเชลล์มากไปกว่านี้จึงบอกช่างให้วัดสัดส่วนจากเสื้อก็แล้วกันจะได้ไม่ต้องรบกวนเจ้าตัว

“ได้เพคะพระชายา รูปร่างอย่างนี้ตัดเสื้อผ้าไม่ยากเพคะ เพียงแต่อาจจะไม่ฟิตพอดีทุกส่วน”

มิเชลล์ไม่อยากทำตัวให้ยุ่งยาก “วัดก็ได้เพคะ”

“ขอบใจเจ้ามากมิเชลล์ ขอให้รับรู้ด้วยนะว่าเราเห็นใจเจ้ามากที่สุด ถ้าเป็นเจ้า ความสุขใจของเราจะสมบูรณ์เต็มร้อย แต่นี่....เหลือเพียงครึ่งหรือไม่ยังไม่รู้เลย” คำพูดของพระชายาทำให้มิเชลล์ซาบซึ้งใจน้ำตาซึม....

หลังจากทราบแผนการทั้งหมดแล้ว ชารีฟเล่นไปตามบทบาทที่องค์อาหเม็ดกำหนดให้ ไม่มีฮึดฮัดขัดขืนใดๆอีก แม้รู้ดีว่าการสวมบทว่าที่เจ้าบ่าวของชาลิตาจะทำให้มิเชลล์ร้าวรานใจ แต่เพื่อให้แผนงานแต่งของเขากับหญิงคนรักสำเร็จลุล่วง ชารีฟจำต้องเก็บความสงสารเอาไว้....

ไม่ได้มีเพียงมิเชลล์เท่านั้นที่ถูกหลอกให้เข้าใจผิด ชารีฟ ชาลิตาและเจ้าชายอับดุลลาร่วมมือกันทำให้เจ้าหญิง สุไบดาเชื่อสนิทใจว่าลูกชายจะเข้าพิธีแต่งงานกับชาลิตาด้วยความเต็มใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว ชาลิตากับเจ้าชายอับดุลลาต่างหากที่มีจิตผูกพันรักใคร่กันและมีกำหนดจะเข้าพิธีแต่งงานกันในภายหน้า ดังนั้น เวลาที่ชารีฟไปไหนมาไหนกับชาลิตาจึงมักจะมีเจ้าชายอับดุลลาอยู่ด้วยเสมอ เพื่อกันข้อครหาในภายหลัง

ooooooo

เจ้าของร้านตัดเสื้อนำชุดเเต่งงานลูกไม้สีขาว สวยงามมาส่งที่ตำหนักใน พระชายาถึงกับตะลึงในความงามเลิศของชุด ชมไม่หยุดปากว่าเจ้าของร้านเสื้อเป็นช่างตัดเย็บที่เก่งที่สุดในฮิลฟารา

“เราตัดสินใจไม่ผิดที่ไม่ส่งเสื้อไปตัดเย็บที่โอต์กูตูร์ของเเบรนด์ดังๆ ในปารีส” พระชายาตรัสจบ หันไปหยิบซองใส่เงินค่าชุดให้ช่างตัดเสื้อ เเล้วเหลือบมองซองอีกหนึ่งซองซึ่งมีตราสายการบินเเอร์ฟรานซ์ที่วางอยู่ นึกถึงมิเชลล์ขึ้นมาทันที...

คนที่องค์ชายานึกถึงกำลังดูเเลคนงานจัดสวนข้างตำหนักใน สำหรับงานเเต่งงานที่จะมีขึ้น มิเชลล์ยืนมองความงดงามของสถานที่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย อีกไม่กี่วันชายที่เธอรักหมดหัวใจจะเเต่งงานกับหญิงอิื่น ครู่ต่อมา มิเชลล์เข้ามารายงานพระชายาว่างานตกเเต่ง สวนเสร็จเรียบร้อยเเล้ว พระองค์ขอบใจเธอมากที่เป็นธุระเรื่องนี้แทนที่ฟาราห์ ทรงตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ เฉพาะเจ้าบ่าวเจ้าสาวเเละญาติสนิทในสวนเเห่งนี้

“เราจะเชิญมาดามเดอลาโรนีส์มางานนี้ด้วย อย่าทำหน้าเเปลกใจอย่างนั้นสิมิเชลล์ มาดามญาติของเจ้าเป็นคุณหญิงทูตฝรั่งเศส ทำไมจะไม่เชิญเธอล่ะ เราจะจ่าหน้าซองด้วยลายมือของเรา เธอจะได้มาเห็นเจ้าด้วยตาเธอเอง” องค์ชายาว่าเเล้วมองมิเชลล์ยิ้มๆ เธอคิดว่าไม่จำเป็น เพราะเธอคงไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นชัดๆ

“ไม่ได้ เจ้าต้องร่วมในขบวนอยู่เเล้ว ญาติของเจ้าจะได้เห็นว่าเจ้าน่ะสวยงามสมกับสกุลอันยิ่งใหญ่ของเธอเเค่ไหน เเล้วที่เธอมารังเกียจเจ้าน่ะ เธอคิดผิดอย่าง ไม่น่าอภัย มิเชลล์ เจ้าจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น เเม้ชาลิตา ก็จะสวยไม่เท่าเจ้า เรารับรอง” พระชายาลูบหัวมิเชลล์ อย่างเอ็นดูรักใคร่

“ต่อไปนี้คงยุ่งอีกสองวันเท่านั้น หม่อมฉันคงไม่ได้พบพระชายาอีก ขอพระอนุญาตให้หม่อมฉันลาวันนี้ได้ไหมเพคะ” มิเชลล์สีหน้าหมองเศร้า พระชายาชะงักไปอึดใจ ก่อนจะอนุญาต

ooooooo

ในที่สุดวันงานเเต่งงานก็มาถึง ทุกอย่างถูกตระเตรียมไว้พร้อมสรรพ เช่นเดียวกับเเผนการขั้นสุดท้าย ซึ่งองค์อาหเม็ดต้องออกโรงเเสดงบทนี้เอง โดยเสด็จไปพบเจ้าหญิงสุไบดาที่ตำหนักของท่าน เจ้าหญิงทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ เหตุใดพระองค์จึงเสด็จมาที่นี่ เเต่เเล้วก็คิดเหตุผลออก

“โอ...ไม่ใช่นะเพคะ ไม่ใช่”

“ใช่สิ ต้องใช่อย่างที่เจ้าน้าคิดไม่ผิดเลย ไม่อย่างนั้นหลานจะมาด้วยตัวเองหรือ เอาล่ะเจ้าหญิงสุไบดา ท่านยอมรับผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสะใภ้ของท่านไม่ได้ เเต่เราอาหเม็ดที่ 3 ยอมรับมาดมัวเเซลล์เดอลาโรนีส์เป็นคุณหญิงของรัฐมนตรีต่างประเทศเเละนายพลชารีฟเเห่งกองทัพบกฮิลฟาราเเละเป็นภรรยาเพียงคนเดียวได้”

เจ้าหญิงสุไบดาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวเเรง...

ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักใน ฟาราห์และนาง กำนัลเข็นหุ่นซึ่งสวมชุดเจ้าสาวไปยังห้องพักของมิเชลล์ ปรากฏว่าเจ้าของห้องหอบเสืิ้อผ้าข้าวของหนีไปเเล้ว

ฟาราห์ไม่รอช้า รายงานพระชายาทันที

ไม่นานนัก ชารีฟเเละการิมขับรถมาจอดหน้าสนามบินเเล้ววิ่งไปยังประตูทางออกที่จะนำไปยังเครื่องบินแอร์ฟรานซ์ เเต่พนักงานที่ยืนเฝ้าไม่ยอมให้ผ่าน แม้จะเป็นถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ต้องมีคำสั่งอนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้อำนวยการท่าอากาศยานก่อน เเละต้องรีบๆ ด้วยเพราะเครื่องจะออกในอีก 15 นาทีการิมเกรง จะไม่ทันกาล ขอให้พนักงานอะลุ่มอล่วย แต่เธอยืนกรานต้องมีหนังสือจากท่านผู้อำนวยการฯ ชารีฟยอมรับสภาพ

“พอเถอะการิม เราจะไปซื้อตั๋วเครื่องบินไฟลท์หน้า จะวิตกไปทำไมการิม โลกเราแคบนิดเดียวเท่านั้น”...

ขณะที่ชารีฟหมดหวังที่จะตามตัวมิเชลล์กลับมา พระชายา ชาลิตาและเจ้าชายอับดุลลาต่างนั่งคอตกอยู่ต่อหน้าองค์อาหเม็ด เพราะแผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า เจ้าสาวชิงหนีไปเสียก่อน พระชายาขออภัยองค์อาหเม็ดที่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น พระองค์ไม่ถือสาแต่ขอให้จำบทเรียนครั้งนี้ไว้ว่า

“คนเราทุกคนมีโอกาสจะทำผิดพลาดได้ ไม่เว้นแม้แต่กษัตริย์ แต่ความผิดพลาดของกษัตริย์นั้นยิ่งใหญ่นัก ฉะนั้นใครก็ตาม เมื่ออยู่ ณ ตรงนี้ ตรงที่ที่เรายืนจึงต้องระมัดระวังตัวและคิดอยู่เสมอว่าความผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิดจะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก” องค์อาหเม็ดตรัสจบ สั่งให้มหาดเล็กต่อโทรศัพท์สายตรงให้...

ระหว่างมิเชลล์กำลังรอให้เครื่องบินขึ้น กัปตันประจำเครื่องบินเดินมาหา แล้วกระซิบบางอย่างด้วย...

ในเวลาต่อมา ชารีฟมาเข้าเฝ้าองค์อาหเม็ดรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าหมอง พระองค์ตบไหล่เขาเบาๆเพื่อปลอบโยน ก่อนจะหันไปพยักพเยิดให้มหาดเล็กอย่างรู้กัน แล้วโอบไหล่ชารีฟเดินไปที่ประตูห้อง

“เรามีแขกพิเศษ เขาตั้งใจมางานแต่งงานของเจ้ากับมิเชลล์ เสียดาย เจ้าสาวหนีไปเสียแล้ว บอกกับแขกพิเศษของเรานะว่าเจ้าจะไปตามเจ้าสาวที่ฝรั่งเศสในวันรุ่งขึ้น” องค์อาหเม็ดพาชารีฟมาหยุดตรงประตูห้อง เป็นจังหวะเดียวกับบานประตูเปิดออกเผยให้เห็นมิเชลล์ยืนอยู่ ชารีฟตะลึง ขณะที่องค์อาหเม็ดยิ้มพอใจ

“แต่เราใจร้อนกว่าเจ้า เราตามให้วันนี้และไม่ต้องไปถึงฝรั่งเศสด้วย” องค์อาหเม็ดตบไหล่ชารีฟอีกครั้งแล้วผละจากไป ชารีฟกับมิเชลล์มองสบตากันนิ่งงัน ก่อนจะโผกอดกันแน่น

“ฉันขอโทษนะมิเชลล์ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นจะไม่มีโอกาสเตรียมงานแต่งงาน เพราะเธอไม่ยอมแต่งกับฉันแม้ว่าฉันจะสัญญาว่าเธอจะเป็นภรรยาคนแรกและคนสุดท้ายของฉัน”

“แต่เจ้าหญิงพระมารดาของท่าน....” มิเชลล์พูดยังไม่ทันจบ ชารีฟใช้นิ้วแตะปากให้หยุด

“เชื่อฉันนะ เธอจะเป็นภรรยาคนเดียวของฉันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ชารีฟกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น...

พิธีแต่งงานซึ่งตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรักก็ถูกจัดขึ้นตามกำหนด ในงานเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ ทั้งองค์อาหเม็ดและพระชายา เจ้าชายอับดุลลาพร้อมด้วยชาลิตา เจ้าหญิงสุไบดารวมทั้งพระญาติ และบรรดาทูตานุทูต งานจัดอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานแต่งงานของวีรบุรุษแห่งฮิลฟารา มิเชลล์งามสง่าในชุดเจ้าสาวผ้าลูกไม้สีขาวปักเลื่อมมีผ้าลูกไม้โปร่งสีเดียวกันคลุมหน้าไว้ ส่วนชารีฟอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสุดหล่อ

พอเสร็จพิธี เจ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวแล้วจุมพิตหน้าผากตามธรรมเนียม จากนั้นทั้งคู่นั่งลงบนตั่งซึ่งประดับไปดอกไม้สวยงาม เจ้าหญิงสุไบดาซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายเดินนำบรรดาพระญาติมาจุมพิตหน้าผากเจ้าสาวและเจ้าบ่าว ปิดท้ายด้วยแขกคนสำคัญของมิเชลล์ คือคุณหญิงของท่านทูตฝรั่งเศสเข้ามาจุมพิตหน้าผากเจ้าสาว พร้อมกับอวยพรให้

“มิเชลล์ โชคดีนะหลานรัก ป้ามาแทนปิแอร์และแม่ที่หาชีวิตไม่ของหลาน”

มิเชลล์ปลื้มใจน้ำตาคลอเบ้า หลังผ่านการผจญภัยมาสารพัด ในที่สุดชีวิตของเธอก็เข้าที่เข้าทางเสียที

ooooooo
­­
–อวสาน–


ละครฟ้าจรดทราย ตอนที่ 12(ตอนจบ) อ่านฟ้าจรดทราย ติดตามฟ้าจรดทราย ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย 5 ก.ย. 2556 09:03 2013-09-07T02:03:09+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ