ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ฟ้าจรดทราย

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ฟ้าจรดทราย ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

มิทเชลล์ เดอลาโรนีส์ กำพร้าตั้งแต่ยังเล็กๆ พ่อของเธอเป็นชาวฝรั่งเศสส่วนแม่เป็นชาวตะวันออกไกลตายด้วยสาเหตุเครื่องบินตก แม้ตระกูลเดอลาโรนีส์ทางพ่อของเธอจะร่ำรวย ใหญ่โตและมีชื่อเสียง แต่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับเด็กน้อยที่เกิดจากหญิงต่างชาติ

ทางสถานสงเคราะห์เด็กจึงเห็นควรให้นำตัวเด็กน้อยมาส่งให้คุณแม่อธิการผู้ดูแลรับผิดชอบโบสถ์คาทอลิกเก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศสรับเลี้ยง
มิเชลล์เติบโตขึ้นมาเป็นสาวสวย กิริยามารยาทเรียบร้อย โดยไม่ล่วงรู้มาก่อนว่าตัวเองยังมีญาติอยู่ จนกระทั่ง วันนี้ ฟ้าลิขิตให้มาดามโซฟี เดอลาโรนีส์ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ของเธอนำเงินมาบริจาคให้โบสถ์แห่งนี้ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ทุกปีจะส่งเช็คมาให้ คุณแม่อธิการจึงออกปากชักชวนให้เธอได้พบกับหลานสาว

“หลานของคุณเป็นเด็กน่ารัก เรียนเก่ง ความประพฤติดียอดเยี่ยมและหน้าตาสะสวยมาก” คุณแม่อธิการคุยอวดคุณสมบัติของลูกศิษย์จนมาดามโซฟี คิดคล้อยตาม ครู่ ต่อมา มิเชลล์ซึ่งตื่นเต้นมากที่จะได้พบญาติ มายืนอยู่ตรงหน้ามาดามโซฟี ต่างฝ่ายต่างจ้องกันไม่วางตา

“มิเชลล์ คุณปู่คุณย่าของเธอมาพักผ่อนที่เมืองเซนต์วาเลอรี่ เมืองชายทะเลใกล้ๆ นี่คุณอาสะใภ้ของเธอมาดามเดอลาโรนีส์ จึงนำเงินที่บริจาคให้โบสถ์ของเราเป็นประจำมาให้ด้วยตัวเอง” คุณแม่อธิการอธิบายจบ หันไปทางมาดามโซฟี “มาดามคะเพื่อเห็นแก่พระเจ้า กรุณาให้คุณปู่คุณย่าของมิเชลล์ได้เห็นหน้าเธอสักครั้ง เพียงแต่ให้ท่านรับรู้ว่าหลานกำพร้าของท่านจบการศึกษาแล้ว”

มาดามโซฟีครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่งก่อนจะตกลงใจทำตามคำร้องของคุณแม่อธิการ...

ในเวลาต่อมา มิเชลล์มานั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกของตระกูลเดอลาโรนีส์ที่ทั้งใหญ่โตและสวยงามด้วยความตื่นเต้น พลันภาพตอนเช้าขณะอยู่ที่โรงเรียนผุดเข้ามาในความคิดของเธอ ตอนนั้นเธอกำลังกวาดเหรียญและถ้วยรางวัลใส่กระเป๋าจะเอาไปอวดคุณปู่คุณย่า โดยมีแคชฟียา หรือแคชฟี่เพื่อนสนิทของเธอยืนมองอยู่ใกล้ๆ

“เขาไม่ยอมรับเธอเป็นหลานตั้งสิบกว่าปีแล้ว จะไปทำไม”

“ฉันอยากเห็นท่านและเชื่อว่าท่านอยากเห็นฉันเหมือนกัน” มิเชลล์น้ำเสียงร่าเริง แคชฟี่ติงว่าแค่เห็นหน้ากันจะมีประโยชน์อะไร เธอหวังว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

“เช่นรับเธอไปอยู่ปารีส...รับเธอเข้าในครอบครัวน่ะหรือ”

“ใช่ ฉันเอารางวัลกับเหรียญต่างๆที่ฉันได้ไปให้ท่านดูด้วยนะ วันนี้”

มิเชลล์ตื่นจากภวังค์ มองเหรียญกับรางวัลต่างๆ ในกระเป๋าอย่างมีความสุข แต่แล้วความสุขและความหวังต้องพังทลายเพราะทั้งคุณปู่และคุณย่าของเธอไม่ต้อนรับ แถมยังพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ ที่ต้องให้เธอใช้นามสกุลด้วยก็เพราะเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงแล้วท่านไม่ต้องการให้ตระกูลมีเลือดลูกผสมต่างชาติต่างศาสนา ส่วนเงินบริจาคให้โบสถ์ทุกปีก็ทำเพื่อวิญญาณของลูกชาย และหวังว่าเราคงไม่ต้องพบกันอีก...

ทันทีที่กลับถึงโบสถ์ มิเชลล์ตรงไปคุกเข่าหน้าแท่นบูชา แล้วร้องไห้อย่างขมขื่นใจ คุณแม่อธิการเข้ามาโอบเธอไว้อย่างปลอบประโลม มิเชลล์ถึงกับปล่อยโฮ

“มิเชลล์...แม่ผิดเอง...แม่ผิดเอง” คุณแม่อธิการลูบหัวมิเชลล์ด้วยความสงสารจับใจ โดยมีแคชฟียายืนหน้าเศร้าอยู่ไม่ห่าง หลังจากร้องไห้จนสาแก่ใจแล้ว มิเชลล์กลับห้องพักด้วยแววตาแห้งผาก บ่นให้เพื่อนรักฟังว่าต่อไปนี้เธอเหลือตัวคนเดียวแล้ว แคชฟียาตวาดแว้ด

“จะบ้าหรือ ฉันล่ะ เธอเอาไปไว้ที่ไหน แล้วยังเพื่อนๆ ซิสเตอร์แอน ซิสเตอร์หลุยส์ คุณแม่อธิการล่ะ”

มิเชลล์คิดคล้อยตาม ก่อนจะยิ้มได้ ขอบใจแคชฟียาสำหรับคำปลอบใจ

ooooooo

มิเชลล์สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในกรุงปารีสได้ และภายใน 4 ปี ก็สำเร็จการศึกษา ตลอดเวลานั้นแคชฟียาอยู่เคียงข้างเสมอ แม้จะไม่เรียนเก่งจนสอบได้ทุนเหมือนมิเชลล์ แต่เธอก็มีทุนของพ่อแม่ส่งเสียให้ร่ำเรียนจนจบเช่นกัน

“ชีวิตช่างสมบูรณ์ เรียนจบปริญญาจะได้กลับบ้าน อะไรจะมีความสุขขนาดนี้” แคชฟียายิ้มแย้มแจ่มใส ผิดกับมิเชลล์ลิบลับ แม้จะดีใจ แต่รอยยิ้มกลับดูเศร้าสร้อย จนเพื่อนรักต้องสั่งให้เธอหยุดยิ้มแบบนี้เสียที

“ฉันชวนเธอไปประเทศฉัน ไปช่วยฉันตั้งโรงเรียน สอนภาษาฝรั่งเศสให้เด็กผู้หญิงที่นั่น เธอต้องไปนะ เพราะถ้าเธอไม่ไปกับฉัน เธอจะไปไหน ในเมื่อเธอตัวคนเดียว ไม่มีพ่อแม่พี่น้องที่ไหน ถึงมีเขาก็ไม่ยอมรับ” คำพูดเรื่อยเปื่อยของแคชฟียา แฝงน้ำเสียงดูถูกนิดๆ แต่มิเชลล์ เศร้าใจเกินกว่าจะเอามาใส่ใจ...

ค่ำวันเดียวกัน มิเชลล์แวะไปสวดมนต์ที่โบสถ์ใกล้ๆ หอพัก กว่าจะออกจากที่นั่น รอบๆบริเวณก็ไร้ผู้คน  เธอเร่งฝีเท้าเพื่อกลับที่พัก ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งโผล่พรวดมาดักหน้า มิเชลล์เกรงจะเป็นคนร้าย หันหลังวิ่งหนี เขาไล่ตามจนทัน พร้อมกับยื่นนามบัตรให้ หญิงสาวรีๆรอๆไม่กล้ารับ

“รับไว้เถอะครับ ผมชื่อปิแอร์ ทำงานหนังสือพิมพ์ข่าวแฟชั่น เชื่อใจผมหน่อยครับ ผมมีอะไรบางอย่างจะพูดกับคุณ ผมอยากได้คุณเป็นนางแบบ” ปิแอร์เห็นมิเชลล์อ้าปากจะปฏิเสธ ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “เดี๋ยวครับ โปรดพิจารณาก่อน เพราะนี่คือรายได้พิเศษสุดสำหรับนักศึกษาอย่างคุณ”

“ฉันเรียนจบแล้วค่ะ”

“อ้อ หรือว่าต้องขออนุญาตผู้ปกครองก่อน”

มิเชลล์ออกตัวว่าเป็นเด็กกำพร้า อยู่ในคอนแวนต์ ไม่ต้องขออนุญาตใคร ปิแอร์ขอร้องให้เธอลองพิจารณาข้อเสนอของเขาดูก่อน...

ด้านแคชฟียาถึงกับโวยวายลั่นเมื่อรู้ว่ามิเชลล์ปฏิเสธข้อเสนอของปิแอร์ เพราะคิดว่าการได้เป็นนางแบบ คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา แล้วถามว่าเสนอชื่อเธอให้เขาแทนที่หรือเปล่า มิเชลล์ส่ายหน้า

“ฉันจะเสนอได้ยังไง ก็เรามีงานสำคัญรออยู่ข้างหน้า งานที่เป็นประโยชน์กับเด็กๆที่ประเทศของเธอ”

“เฮ้อ...นั่นคือความจริง  เราต้องกลับบ้าน” แคชฟียาถอนใจ เหนื่อยใจ...

ความรู้สึกเคว้งคว้างที่เรียนจบแล้วไม่มีบ้านให้กลับเหมือนใครต่อใคร ทำให้มิเชลล์เก็บเอาไปฝันว่าหลงทางอยู่กลางทะเลทรายที่อ้างว้าง เห็นเพียงฟ้าจรดทราย อยู่ๆก็มีชายในชุดดำคล้ายพวกอาหรับทั้งหัวและใบหน้าโพกผ้าไว้เห็นเพียงดวงตาปรากฏตัวขึ้นไกลๆ เธอพยายามวิ่งตาม เขากลับค่อยๆเลือนรางลงเรื่อยๆ

“เดี๋ยวท่าน หยุดก่อน หยุด ท่านเป็นใคร บอกฉันก่อน อย่าเพิ่งไป” มิเชลล์วิ่งตามจนล้มลุกคลุกคลาน

ชายลึกลับหยุดกึก หันกลับมา หญิงสาวตามจนทันแต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าของเขาเพราะอยู่ใต้ผ้าโพก เห็นเพียงประกายตาแวววาวคู่นั้น

“ท่านเป็นใครจะมาช่วยฉันหรือ...ช่วยให้ฉันไม่รู้สึกโดดเดี่ยวคนเดียวในโลกใช่ไหม” มิเชลล์พูดไปร้องไห้ไป ชายลึกลับปาดนํ้าตาให้อย่างนุ่มนวล เธอรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก คะยั้นคะยอจะขอเห็นหน้า หรือรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม แต่เขาส่ายหน้าแทนคำตอบแล้วค่อยๆถอยหลังจากไป หญิงสาวขอร้องไม่ให้ไป

“แล้วเราจะพบกันอีก เราจะพบกัน เธอต้องพบ

กับฉันอีก  และเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” ชายลึกลับถอยห่างออกไปทุกที มิเชลล์ตามไปกระชากผ้าโพกหัวของเขาออก ผ้ากลับปลิวมาคลุมตัวเองมืดไปหมด เธอสะดุ้งตื่นเหงื่อท่วมตัว มองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นแค่ความฝัน ในห้องมีเพียงแคชฟียานอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ

ooooooo

ทีแรกที่ได้เจอโรแบร์แฟนของแคชฟียา ในตอนสาย วันรุ่งขึ้น มิเชลล์คิดว่าเขาคือชายลึกลับในฝัน แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตากลับต้องผิดหวังที่ไม่ใช่ โรแบร์ถูกใจความงามของมิเชลล์ตั้งแต่แรกเห็นแต่จำต้องซ่อนความรู้สึกไว้ ยิ่งได้รู้ว่าเธอจะตามไปช่วยสอนหนังสือให้เด็กหญิงในประเทศของแคชฟียา เขายิ่งชื่นชม

“ผมรู้มาว่าในประเทศของแคชฟี่ การศึกษานั้นมีไว้เพื่อเด็กผู้ชายเท่านั้น”

“ใช่ ขณะที่ความก้าวหน้าต่างๆ วิ่งอยู่รอบตัวเรา ชีวิตส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศของฉันยังไปช้าๆ แต่มิเชลล์เป็นคนเก่ง เธอจะช่วยจนงานของฉันสำเร็จจนได้ จริงไหมจ๊ะมิเชลล์”

“จริงที่สุด ฉันมองไปข้างหน้ารู้ดีว่ามีอะไรทำอีกมากมายที่จะทำให้ชีวิตฉันไม่เกิดมาเปล่าประโยชน์ ฉันพร้อมที่จะสู้ให้ชีวิตมีความหมาย ไม่ว่าจะลำบากยากแค้นอย่างไรก็ตาม” นํ้าเสียงของมิเชลล์หนักแน่นจริงจัง...

มิเชลล์ฝันเห็นชายลึกลับคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง ในทะเลทรายเหมือนเมื่อคืนก่อน แต่คราวนี้เขาไม่หนีไปไหน จูงมือเธอพาเดินไปกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และยังรับปากว่าจะดูแลเธอ จะไม่ปล่อยให้เป็นอันตราย

“ท่านเป็นใคร...ท่านชื่ออะไร”

ชายลึกลับที่เห็นเพียงดวงตาคมเข้มยังไม่ทันจะบอกชื่อตัวเอง แคชฟียาเขย่าตัวมิเชลล์ให้ตื่นขึ้นเสียก่อน ถามว่านอนละเมอหรือ เธอเล่าความฝันประหลาดที่ฝันซํ้าๆนั้นให้ฟัง แคชฟียาซักเป็นการใหญ่ว่าชายในฝัน

คนนั้นเป็นใคร ใช่โรแบร์หรือเปล่า มิเชลล์แปลกใจทำไมถึงถามแบบนั้น

“ถ้าไม่ใช่โรแบร์ งั้นใครฮึมิเชลล์ เธอฝันถึงผู้ชายคนไหนซํ้าๆกันทุกคืน เขาจะเป็นใครได้ เธอไม่ยอมสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนสักคน จะเป็นพรินซ์ เป็นชีค เป็นลูกชายมหาเศรษฐีคนไหนๆ พวกนั้นน่ะพร้อมจะทรุดตัวลงแทบเท้าเธอ ฉันว่าถ้าเธอไม่โง่ก็บ้าแล้วที่ไม่ยอมใช้ชีวิตวัยสาวให้เต็มที่”

ooooooo

แคชฟียาใช้ชีวิตวัยสาวอย่างเต็มเหนี่ยวตามที่แนะนำเพื่อนรัก โดยแอบพาโรแบร์เข้าไปพลอดรักกันในบ้านพักทูตของพี่ชายเธอเอง เนื่องจากเขากับพี่สะใภ้ไม่อยู่ไปงานกินเลี้ยง เธอกอดจูบโรแบร์อย่างหลงใหล

“ฉันรักเธอที่สุดนะโรแบร์ ถ้าเธอทรยศฉัน...ฉันจะฆ่าเธอและฆ่าตัวเองด้วย” แคชฟียาขู่ทีเล่นทีจริง

ทั้งคู่มัวแต่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน จึงไม่ได้ยินเสียงโมฮัมหมัดกับโซฟียากลับมาเอาของขวัญที่ลืมทิ้งไว้ เสียงหัวร่อต่อกระซิกทำให้เจ้าของบ้านชะงัก เดินตามเสียงหัวเราะเข้าไปในครัว เห็นน้องสาวตัวเองกำลังนัวเนียอยู่กับผู้ชาย ตรงเข้ามากระชากลากเขาจะเอาไปโยนหน้าบ้าน แคชฟียาตามมายื้อสุดฤทธิ์ โมฮัมหมัดผลักน้องสาวกระเด็น ก่อนจะไล่ตะเพิดโรแบร์ออกจากบ้าน

“ผมทำอะไรผิด ทำไมต้องไล่เหมือนหมาแบบนี้”

“แกเป็นคนนอกศาสนา ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้” โมฮัมหมัดพูดจบหันไปด่าแคชฟียาว่าเป็นคนบาป จะต้องถูกสาปแช่งฐานที่ไปยุ่งกับคนนอกศาสนา เธอไม่สนใจ ผลักอกพี่ชายด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วสั่งห้ามโรแบร์ไปไหนทั้งนั้น โมฮัมหมัดคว้าแขนน้องสาวตัวดีไว้

“มานี่ แกนี่เลี้ยงไม่เชื่องเสียแล้ว จะต้องให้ล่ามโซ่ตีตรวนกันเหมือนทาสใช่ไหม เอาสิได้เลย มานี่เลย” โมฮัมหมัดว่าแล้วลากแคชฟียาที่ร้องกรี๊ดออกไป โรแบร์จะเข้าไปขัดขวาง แต่ถูกโซฟียาห้ามไว้ และขอร้องให้กลับไปก่อน ยิ่งเขาแข็งขืนมากเท่าไหร่ แคชฟียาจะยิ่งโดนเล่นงานหนักมากขึ้นเท่านั้น

“โอเค...ผมจะกลับ แต่ขอบอกให้รู้ไว้ ยิ่งคุณทำอย่างนี้คุณจะยิ่งขวางเราไม่ได้...ไม่ใช่ผมนะ น้องสาวคุณนั่นแหละ” โรแบร์พูดจบ เดินกระแทกเท้าปังๆจากไป ทิ้งให้โซฟียายืนใจคอไม่ดีอยู่ตรงนั้น...

ฝ่ายโมฮัมหมัดลากน้องสาวไปที่ห้องนอน แล้วเหวี่ยงลงไปกองกับพื้น ขู่จะส่งตัวกลับบ้านเกิด แคชฟียา ด่าพี่ชายว่าป่าเถื่อน ไม่มีอารยธรรม เขาต่อว่ากลับว่าเป็นเพราะอารยธรรมตะวันตกนี่เองที่ทำให้เธอเสียคน

“ฉันเสียคนยังไง ฉันทำอะไรผิด ฉันไม่ได้ทำตัวเละเทะสำส่อนสักหน่อย ฉันไม่เคยมีใครเลยนอกจากโรแบร์ แล้วเราก็จริงจังต่อกันด้วย” แคชฟียาเถียงคำไม่ตกฟาก

“ฉันมันผิดเอง เป็นความผิดของฉันเองที่สนับสนุนให้แกได้เรียนสูงๆ ดีล่ะ ฉันจะส่งแกกลับไปล้างบาปที่บ้าน แกจะต้องกลับไปเป็นสุภาพสตรีมุสลิมที่ดี”

แคชฟียาไม่ยอมให้พี่ชายส่งกลับไปนุ่งชุดดำคลุมหน้าอยู่แต่ในห้องแบบนั้นแน่ๆ แล้วอาละวาดตีอกชกตัวร้องกรี๊ดๆ โมฮัมหมัดทนฟังไม่ไหว ออกจากห้องปิดประตูโครม ปล่อยให้แคชฟียาบ้าไปคนเดียว

ooooooo

วันรุ่งขึ้น แคชฟียาแอบหนีออกมาหามิเชลล์ในสภาพตาแดงช้ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนรักฟัง และยังบอกอีกว่าพ่อของเธอขู่ว่า ถ้ายังคบหากันโรแบร์ต่อไป ท่านจะฆ่าเขาทิ้ง

“ฉันไม่มีวันยอมเลิกกับโรแบร์ ฉันรักเขาที่สุด ถ้าบังคับกันมากๆจะฆ่าตัวตายคอยดู” แคชฟียาว่าแล้ว ลุกขึ้นเตะต่อยผนังห้องพักของมิสเชล์อุตลุด จนเจ้าของห้องต้องดึงกลับมานั่งบนเตียง

“อย่านะแคชฟี่ อย่าทำอะไรไร้สติแบบนั้น กลับบ้านไปหาพ่อกับแม่ก่อนนะ”

ยิ่งปลอบ แคชฟียายิ่งร้องไห้ฟูมฟาย คร่ำครวญว่าอยากตายซ้ำๆอยู่อย่างนั้น...

แคชฟียาไม่กล้าไปพบโรแบร์อีก จึงวานให้มิเชลล์นำจดหมายของเธอไปให้ ใจความในจดหมายบอกเพียงว่า แคชฟียาจำเป็นต้องกลับบ้านเกิด และมิเชลล์จะไปกับเธอด้วย ทำให้โรแบร์ประทับใจมิเชลที่ไม่ใช่งามแต่รูป ยังมีจิตใจงามอีกด้วยที่คอยเป็นกำลังใจให้เพื่อนยามที่เธอต้องการใครสักคนคอยปลอบใจ

“บอกแคชฟี่ ผมจะตามไปไม่มีวันเปลี่ยนใจ” โรแบร์ยืนยันหนักแน่น พลอยทำให้มิเชลล์โล่งใจไปด้วย...

ครู่ต่อมา มิเชลล์นำคำพูดของโรแบร์มาถ่ายทอดให้แคชฟียาฟังไม่มีตกหล่น แม้จะดีใจที่เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะจะตามเธอกลับประเทศ แต่แคชฟียาก็อดเป็นกังวลไม่ได้ว่าเส้นทางรักระหว่างเราสองคนคงเป็นไปไม่ได้ มิเชลล์ปลอบว่าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เธอจะได้พบกับโรแบร์อีกแน่ แคชฟียาขอบใจเพื่อนรักมากที่คอยอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจเธอเสมอ...

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไปอยู่กับแคชฟียา มิเชลล์จึงแวะไปลาคุณแม่อธิการ ซึ่งเตือนให้ระวังคนอย่างแคชฟียาไว้ให้ดี เธอเป็นคนดุและเด็ดขาด ถ้าเป็นมิตรแท้ก็จะตายแทนกันได้ แต่หากเป็นศัตรู เธอจะทำอะไรรุนแรงได้ง่ายๆ แล้วอวยพรขอให้พระผู้เป็นเจ้าจงสถิตย์อยู่กับมิเชลล์ตลอดไป

ooooooo

ทันทีที่มาถึงสนามบินเมืองเกซาห์ แคชฟียาเปลี่ยนจากชุดสาวสวยทันสมัยแบบชาวปารีสไปสวมชุดดำคลุมทั้งตัวและใบหน้าแบบสุภาพสตรีชาวมุสลิม แล้วพามิเชลล์มาขึ้นรถที่พ่อของเธอส่งมารับ แล่นผ่านทะเลทรายที่ร้อนระอุมาตามทางพักใหญ่ กว่ารถจะแล่นเข้าไปในตัวเมือง ซึ่งสองข้างทางมีร้านค้าตั้งเรียงราย

“นั่นไงพวกร้านค้า เห็นเก่าๆอย่างนั้น ขายข้าวของชั้นดีที่มีขายในปารีส ลอนดอนหรือที่ไหนๆในโลก”

“ไม่ค่อยมีผู้หญิงเลย” มิเชลล์สีหน้าเป็นกังวลอยู่ตลอด

แคชฟียาว่าผู้หญิงที่นี่จะมาตลาดกันตอนกลางคืนหลังหนึ่งทุ่มไปแล้ว และที่สำคัญอากาศตอนกลางคืน เย็นสบายกว่านี้มาก ไม่นานนัก รถแล่นเข้าไปจอดในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ของบ้านแคชฟียาที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์  คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านรายล้อมด้วยบ้านหลังย่อมๆอีก 3 หลัง

มิเชลล์ก้าวลงจากรถ พยายามระงับสีหน้าไม่ให้ตื่นตาตื่นใจกับความโอ่อ่ากว้างขวางของบ้าน ก่อนจะเดินตามแคชฟียาที่เดินเชิดหน้าคอตั้งเข้าไปในตึกใหญ่ โดยมีพวกคนรับใช้และเด็กๆพากันมาแอบดู...

หลังจากแวะทักทายแม่และน้องสาวทั้งสามคนแล้ว แคชฟียาพามิเชลล์มาตามทางเดินไปยังอีกปีกหนึ่งของคฤหาสน์ โดยถอดผ้าคลุมสีดำออก แล้วพาดไว้ที่แขน พลางชี้ให้เพื่อนรักดูอีกด้านหนึ่งของตัวตึก

“ด้านนอกเป็นที่อยู่ของพ่อกับน้องชายฉัน ในเมืองเราผู้หญิงกับผู้ชายอยู่คนละส่วนแยกกันเด็ดขาด ชายอื่นที่ไม่ใช่พ่อหรือพี่น้องจะไม่มีโอกาสเห็นหน้าผู้หญิงในบ้านเรา...ทางโน้นเป็นบ้านเมียน้อยพ่อ”

“แปลกนะ เขายอมเป็นเมียน้อยได้ยังไงกัน”

แคชฟียาอธิบายว่าผู้หญิงประเทศนี้ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าพ่อแม่ตัวเองยอมยกให้ผู้ชาย มิเชลล์อดถามไม่ได้ว่า ถ้าเป็นแคชฟียาบ้าง จะยอมถูกทำแบบนี้ไหม เธอตอบโดยไม่ต้องคิดว่าไม่มีวันยอมถูกคลุมถุงชนเด็ดขาด

“เธอจะรอโรแบร์หรือ”

“ทำเสียงอย่างนี้หมายความว่ายังไง ฉันไม่ควรรองั้นหรือ” แคชฟียาแหวลั่น มิเชลล์ปฏิเสธว่าไม่ได้หมายความอย่างนั้น แล้วย้อนถามว่าคิดแบบนั้นได้อย่างไร เจ้าของบ้านสาวรีบตัดบท ชวนไปดูห้องที่เตรียมไว้ให้ แล้วเดินนำออกไปทันที มิเชลล์มองตามอย่างไม่ค่อยสบายใจนักกับท่าทีเปลี่ยนไปของเพื่อนรัก

“เพียงวันเดียว แค่วันนี้อะไรๆเปลี่ยนแปลงขนาดนี้เชียวหรือ”

ooooooo

มิเชลล์ต้องเจอเรื่องหนักใจอีกครั้งเมื่อเดินหลงเข้าไปในปีกที่เป็นที่อยู่ของพวกผู้ชาย ซึ่งต่างตกใจเมื่อเห็นผู้หญิงสวมชุดผ้าคลุมมิดชิดแบบอาหรับ เข้ามาเดินในปีกด้านนี้ เธอพยายามจะถามหาแคชฟียา แต่ไม่มีใครยอมตอบคำถามต่างยืนนิ่ง เธอชักรำคาญผ้าที่ปิดหน้าปิดตาจึงปลดออกเพื่อให้พูดได้ถนัด ยิ่งทำให้พวกผู้ชายตกใจ

คนรับใช้ชายออกมาไล่อย่างเสียมารยาท “ออกไป ผู้หญิงเข้ามาในนี้ไม่ได้”

“คือ...ฉันหลงทางค่ะ จะหาแคชฟียา”

คนรับใช้ร่างยักษ์โผล่มาจากไหนไม่รู้ ไล่ตะเพิดมิเชลล์ พร้อมกับตรงเข้ามาหาอย่างเอาเรื่อง เธอกลัวมากรีบวิ่งหนี อารามรีบร้อนจึงชนเข้ากับแคชฟียาและฮานาสาวใช้ซึ่งกำลังออกตามหาเธออยู่พอดี...

เมื่อแม่ของแคชฟียารู้เรื่องที่มิเชลล์หลงเข้าไปในเขตของผู้ชาย โดยไม่มีผ้าคลุมหน้าถึงกับเข่าอ่อน

แคชฟียาต้องเข้าไปประคองไว้ ปลอบว่าคงไม่เป็นอะไรเพราะมิเชลล์เป็นชาวต่างชาติ ไม่รู้ประเพณีของที่นี่ พ่อของแคชฟียาไม่ถือโทษโกรธเคือง แต่ขออย่าให้มีคราวหน้าอีกก็แล้วกัน แคชฟียาหัวเราะชอบใจที่เพื่อนเงอะงะ

“ไม่ใช่เรื่องตลกนะลูก...มิเชลล์จ๊ะ ประเพณีเราไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปในเขตของผู้ชาย ผู้หญิงอยู่ส่วนของผู้หญิง ผู้ชายอยู่ส่วนของผู้ชายไม่ปะปนกัน ผู้หญิงชาวอาหรับจะพูดกับผู้ชายแปลกหน้าจะต้องปิดผ้าคลุมหน้า เวลาออกไปนอกบ้านก็จะต้องปิดผ้าคลุมหน้า หนูแต่งตัวแบบเราแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าพูดกับผู้ชาย ถือว่าเสื่อมเสียเกียรติ คนเขาจะดูถูกเหยียดหยาม สังคมก็รังเกียจ ถือว่าผิดกฎศาสนาอย่างแรงด้วย” แม่อธิบาย

มิเชลล์มองหน้าพ่อของแคชฟียา ก่อนจะรีบเอาผ้าคลุมหน้ามาปิด แคชฟียาหัวเราะขบขัน บอกว่าไม่ต้องปิดหน้าต่อหน้าพ่อของตน เพราะถือว่าเป็นคนกันเอง มิเชลล์เป็นเหมือนลูกสาวคนหนึ่งของท่าน และเตือนว่าถ้าเธออยากจะอยู่แบบพวกเรานุ่มห่มแบบเดียวกันจะต้องอดทน

“ฉันยินดี เพราะฉันอยากอยู่กับเธอแบบพี่น้องไม่อยากเป็นแขกแปลกหน้า” มิเชลล์สีหน้ามุ่งมั่น...

ดึกแล้ว แต่มิเชลล์กับแคชฟียายังนอนไม่หลับ

มิเชลล์หยิบพิณขึ้นมาบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนาน โดยมีแคชฟียากระโดดโลดเต้นไปตามเสียงดนตรี หลังจากจบเพลง มิเชลล์วางพิณแล้วจับมือแคชฟียาไว้

“แคชฟี่ ฉันตามเธอมาเพราะอยากทำให้ความฝันของเธอเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ความฝันของฉันก็จะเป็นจริงด้วย ฉัน...คนที่ไม่มีใครต้องการนี่แหละ จะทำทุกอย่างให้คนเห็นว่าคนไร้ญาติขาดมิตร ไม่จำเป็นต้องขาดใจไปกับความรู้สึกสิ้นหวัง  ฉันจะให้ใครๆ รู้ว่า ฉันเกิดมาตัวคนเดียวอย่างนี้แหละ จะทำประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมโลกได้อีกมากมาย”

แคชฟียาพร้อมจะสู้ไปกับเพื่อนรักเพื่อคนของตัวเอง  มิเชลล์ขอโทษที่เข้าใจผิด คิดว่าเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่กลับถึงบ้าน ความจริงแล้วแคชฟียายังเป็นคนดีอย่างที่เคยเป็นมาตลอด มิเชลล์ตัดสินใจไม่ผิดที่มากับเธอ

ooooooo

ในที่สุดแคชฟียากับมิเชลล์ก็ได้เปิดโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสเล็กๆขึ้น ต่างมีห้องเรียนในความดูแลกันคนละห้อง การสอนของสองสาวต่างกันลิบลับ แคชฟียาสอนแบบเข้มงวด ส่วนห้องเรียนของมิเชลล์เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทำให้เด็กๆมีความสุข การเรียนพลอยลื่นไหลไปด้วย...

ขณะที่นักเรียนของมิเชลล์ก้าวหน้าไปกับการเรียน นักเรียนของแคชฟียากลับไม่ได้อะไรมากนัก เพราะมัวแต่กลัวครูจนไม่เป็นอันทำอะไร แคชฟียาหงุดหงิดมากที่นักเรียนไม่ได้ดังใจ หาทางระบายด้วยการชวนมิเชลล์ไปช็อปปิ้ง กว้านซื้อของแทบจะหมดทุกร้าน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น มิเชลล์รู้นิสัยเพื่อนรักดีว่าต้องมีอะไรมากกว่าเรื่องนักเรียน จึงถามตรงๆว่าอารมณ์บูดเรื่องอะไรกันแน่

“ฉันยอมรับว่าอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดไม่สบายใจเพราะโรแบร์ยังไม่ติดต่อมา ฉันไม่รู้เขาอยู่ที่ไหน”

ooooooo

ในที่สุดโรแบร์เดินทางมาถึงเมืองเกซาห์ แคช-ฟียาดีใจเนื้อเต้นที่จะได้เจอชายคนรัก เนื่องจากประเพณี เคร่งครัด ทำให้ต้องหนีบมิเชลล์ไปด้วยเพราะเธอเป็นต่างชาติคุยกับผู้ชายในที่สาธารณะได้ แคชฟียาใช้เพื่อนเป็นฉากบังหน้า โดยให้เธอทำท่าชี้ชวนโรแบร์ชม ตลาด แต่ความจริงแล้วเขากำลังพูดคุยอยู่กับแคชฟียา

“ผมได้งานที่บริษัทบ่อน้ำมันในเมืองนี้ ผมทำตามสัญญาแล้วนะแคชฟี่”

“โรแบร์ คุณช่างดีเหลือเกิน...ฉันอยากกอดคุณ อยากจูบคุณสักร้อยหน ฉันอยากให้ตัวคุณแนบสนิทกับตัวฉัน ให้คุณกอดฉัน รักฉันโอ...โรแบร์ ฉันปรารถนาในตัวคุณเหลือเกิน”

โรแบร์ต้องเตือนหญิงคนรัก จะพูดอะไรให้เกรงใจมิเชลล์บ้าง เธอกลับไม่สนใจ เขาต้องรีบตัดบทจะขอไปพบพ่อกับแม่ของแคชฟียาเพื่อคุยเรื่องของเรา เธอร้องห้ามเสียงหลง ขืนทำอย่างนั้นจะเป็นอันตรายต่อเราทั้งคู่

“แล้วเราต้องลักลอบเจอกันอยู่อย่างนี้ตลอดไปหรือ”

“ไม่หรอกโรแบร์ ฉันต้องหาทางออกให้ได้ ฉันมีเงินในธนาคารสวิสมากมาย เราจะไปไหนก็ได้ทุกแห่งในโลกนี้” คำพูดของแคชฟียาทำให้มิเชลล์ใจหาย นึกถึงโรงเรียนสอนภาษาขึ้นมาทันที...

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ มิเชลล์ไม่รอช้าถามแคชฟียา ว่า จะย้ายไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์จริงหรือ แล้วโรงเรียนสอนภาษาจะทำอย่างไร จะทิ้งไปง่ายๆแบบนี้หรือ แคชฟียาไม่อยากคิดเรื่องอื่นให้รกสมอง ขอแค่ให้ได้เจอหน้าโรแบร์ทุกวันเท่านั้นเป็นพอ แล้วขยับจะไป มิเชลล์เรียกไว้

“แคชฟี่ เธอจ้างฉันมาเป็นครูโดยฉันรับเงินโดยตรงจากคุณพ่อเธอ ฉันไม่สบายใจเลยที่ต้องมารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องไม่สมควรแบบนี้”

“ไม่สมควรยังไง นี่ถ้าเป็นปารีสนะ ฉันจะไปค้างกับเขาก็ได้” แคชฟียาเสียงเขียว มิเชลล์ติงว่า ที่นี่ไม่ใช่ปารีส จะทำอะไรต้องคิดให้ดีก่อน จะเอาเกียรติของพ่อแม่ไปแลกกับความรัก แคชฟียาไม่พอใจที่เธอบังอาจมาสั่งสอน ถ้าตนคิดจะไปกับโรแบร์จริงๆ ก็ไม่มีใครห้ามได้ และถ้าได้แต่งงงานกัน เราสองคนจะไปอยู่ปารีส แล้วทำท่าจะกลับห้อง มิเชลล์ขวางไว้ ขอร้องอย่าเพิ่งล้มเลิกความฝันที่จะสอนภาษาให้เด็กๆ

“เอ๊ะประหลาดจริง ฉันไม่อยู่แล้วไม่ได้ยินหรือ ฉันจะไม่อยู่แล้ว” แคชฟียาเน้นทีละคำอย่างมีอารมณ์ มิเชลล์ดึงแขนไว้ไม่ให้ไป เธอผลักเต็มแรงจนหงายหลังก้นกระแทกพื้น แล้วจากไปอย่างไม่ไยดี

ooooooo

มิเชลล์ยังคงสอนหนังสือตามปกติ แต่ต้องคอยมองไปหน้าห้องเรียนตลอด กลัวแคชฟียาจะเข้ามาอาละวาด ขณะกำลังหัดเขียนภาษาฝรั่งเศส นักเรียนห้องแคชฟียามาแอบมองที่ประตูห้อง มิเชลล์สงสาร พยักหน้า เป็นเชิงอนุญาตให้เข้ามาเรียนหนังสือด้วยกัน เด็กต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจ...

แม้จะมีเรื่องถกเถียงกัน แต่มิเชลล์ยังคงยอมให้แคชฟียาใช้เป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อออกไปพบโรแบร์เป็นประจำ คืนนี้ก็เช่นกัน มิเชลล์อยู่ตรงกลางโดยมีแคชฟียาซึ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีดำปิดทั้งตัวและโรแบร์ขนาบข้าง พอเห็นมีคนมอง แคชฟีย่าสั่งให้โรแบร์จับมือมิเชลล์ไว้ ทำเหมือนเป็นคู่รักกัน

จังหวะนั้นมีเสียงร้องเรียกแคชฟียาดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันมองตามเสียง เห็นน้าสาวโบกมือให้ รีบเดินไปหาเพื่อไม่ให้มีพิรุธ โรแบร์ยังคงจับมือมิเชลล์ไว้ไม่ยอมปล่อย แถมส่งสายตาหวานซึ้งมาให้ เธอต้องขอร้อง เขาถึงยอมปล่อยมือ โรแบร์สบช่องสารภาพให้เธอรู้ว่าแอบมีใจให้ มิเชลล์ไม่สบายใจมาก ห้ามเขาพูดแบบนี้อีก...

การออกไปพบโรแบร์ทุกคืนทำให้พ่อของแคชฟียาสงสัย เริ่มซักโน่นถามนี่ แคชฟียากลับโยนบาปมาให้เพื่อน อ้างว่าเธอเป็นฝ่ายอยากออกไปเที่ยว ตนก็เลยต้องไปเป็นเพื่อน พ่อของแคชฟียาถามมิเชลล์ว่ามีคู่รักหรือถึงได้ออกไปข้างนอกบ่อยๆ เธอจำต้องโกหกว่าใช่

“เราไม่ชอบหรอกนะ แต่เผอิญเธอไม่ใช่คนในปกครองของฉัน ไม่เป็นไร แต่อย่าชักชวนให้แคชฟียาทำอย่างเธอเป็นอันขาด เราพอจะเข้าใจธรรมเนียมของผู้หญิงตะวันตกอยู่หรอก พวกเธอเรียกอิสระ พวกเราเรียกสำส่อน”

มิเชลล์แทบจะกลั้นใจตายด้วยความอับอายให้รู้แล้วรู้รอดไป

ooooooo

ทั้งที่พยายามระวังตัวแจไม่ให้ใกล้ชิดโรแบร์เกินไป แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ คืนหนึ่งขณะที่มิเชลล์และแคชฟียามาหาโรแบร์เหมือนเช่นเคย เจอหญิงชาวบ้านคนหนึ่งถูกมัดติดกับเสาประจานไว้ตรงลานหน้าตลาดฐานมีชู้ ผู้คนที่ผ่านไปมาพากันเอาก้อนอิฐปาใส่ หินก้อนหนึ่งถูกหัวเธอแตกเลือดไหลอาบ

มิเชลล์ทนดูไม่ได้จะเข้าไปช่วย โรแบร์คว้าตัวไว้ แต่เธอดิ้นรนไม่ยอมให้จับ เขาจึงต้องกอดเอาไว้ แคชฟียาหึงหวงกระชากเพื่อนออกจากคนรัก แล้วผลักสุดแรงจนหงายหลัง มิเชลล์ตัดพ้อทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้ เธอไม่ตอบ เดินหน้าหงิกออกมา จนกระทั่งถึงร้านขายของ เห็นมือข้างหนึ่งถูกแขวนเลือดกรังไว้ที่เสาหน้าร้าน

“มือไอ้หัวขโมย มันขโมยของในร้านแน่ๆ เลยถูกตัดมือประจาน” แคชฟียาชี้ให้ดูประกอบคำพูด มิเชลล์กลัวไม่กล้ามอง แคชฟียาจับหน้าเธอบังคับให้หันมาดูพลางหัวเราะลั่น “มองสิ...มอง ใครที่เป็นหัวขโมย ไม่ว่าจะขโมยอะไร ต้องเป็นอย่างนี้ทุกคนจำไว้”

มิเชลล์สวนทันที พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ความหึงหวงทำให้แคชฟียาพูดจาไม่ดีกับเพื่อนรักจนโรแบร์ ต้องปราม เธอกลับหาว่าเขาออกรับแทนมิเชลล์ เขาต้อง

กล่อมอยู่พักใหญ่กว่าแคชฟียาจะเย็นลง...

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนหัวค่ำทำให้มิเชลล์ไม่สบายใจมาก จนเก็บเอาไปฝันว่าเดินหลงทางอยู่กลางทะเลทราย พลันมีมือมากมายโผล่ขึ้นมาจากพื้นฉุดขาไว้ เธอก้มมอง เห็นซากกระดูกมนุษย์ขาวโพลนไปทั่ว ถึงกับกรีดร้องด้วยความตกใจ แคชฟียาเดินเข้ามาหา แทนที่จะช่วยเหลือกลับผลักมิเชลล์ล้มลงไปหามือเหล่านั้น

“แคชฟี่ ทำไม...ทำกับฉันอย่างนี้ ช่วยด้วยๆๆ”

ชายลึกลับในผ้าคลุมสีดำลอยเข้ามาช่วยดึงมือมิเชลล์ไว้ โรแบร์มาจากไหนไม่รู้ กระชากเธอไปจากอ้อมกอดเขา ทั้งคู่ยื้อแย่งหญิงสาวไปมา สุดท้ายเธอหล่นโครมลงไปบนกองกระดูก มิเชลล์กรีดร้องสุดเสียง สะดุ้งตื่นหอบเหนื่อยเหงื่อท่วมตัว อดแปลกใจไม่ได้ทำไมชายลึกลับคนนั้นถึงมาเฉพาะในความฝัน

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น องค์อาหเม็ดเจ้าผู้ครองนครฮิลฟารากลับจากตรวจราชการเข้ามาในท้องพระโรง เหล่าทหารน้อยใหญ่ต่างทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ไม่เห็นเจ้าชายโอมานพระอนุชาต่างพระมารดาอยู่ด้วย จึงหันไปสบตากับพันเอกนายแพทย์ชารีฟอัลฟารัซ หัวหน้าราชองครักษ์อย่างรู้กัน ก่อนจะทำท่าร่าเริง

“ตามมาชารีฟ เราอยากรู้เรื่องนางคนสวยที่เกซาห์”

ชารีฟคำนับ แล้วเดินตามองค์อาหเม็ดไปยังห้องทรงงาน...

หลังจากได้ฟังประวัติคร่าวๆ ของแคชฟียาว่าทั้งสวย การศึกษาดีเรียนจบจากปารีส ฐานะทางบ้านมั่งคั่งตั้งใจจะมาเปิดโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสในบ้าน องค์อาหเม็ดสนใจในตัวเธอมาก สั่งให้ชารีฟไปจัดการทาบทามเธอให้มาเป็นนางสนม เขาไม่รอช้าจัดเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ไปเจรจากับพ่อแม่ของแคชฟียาทันที...

ฝ่ายแคชฟียารู้เรื่องการทาบทามถึงกับโวยวายใส่พ่อกับแม่ลั่น แม่ของเธอกลัวฤทธิ์เดชลูกสาว ถอยห่างออกมา แล้วโยนให้พ่อทำหน้าที่กล่อมลูกแทน เขากลับลุกหนีอ้างว่าเรื่องออกเรือนเป็นหน้าที่ของแม่ซึ่งจำต้องข่มความกลัว เกลี้ยกล่อมให้แคชฟียาตกลงใจไปเป็นสนมขององค์อาหเม็ด

หญิงสาวยืนกรานจะไม่มีวันยอมเป็นนกในกรงทองเด็ดขาด แล้วพกอารมณ์บูดไปลงกับมิเชลล์และเด็กนักเรียน สั่งให้เลิกชั้นเรียน ทั้งๆที่ยังไม่หมดเวลา เด็กๆกลัวลนลานวิ่งกรูออกจากห้องแทบไม่ทัน มิเชลล์ยังไม่ทันจะอ้าปากทักท้วง แคชฟี่ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“มิเชลล์ไปเตรียมตัว ฉันต้องไปพบโรแบร์ให้ได้”...

ครู่ต่อมา แคชฟียาและมิเชลล์มาถึงหน้าร้านขายของ เห็นโรแบร์กำลังบ่ายหน้ามาทางพวกตน ขณะสองสาวกำลังจะเดินไปหาเขา ญาติของแคชฟียาร้องเรียกเสียก่อน แคชฟียาจำต้องปล่อยให้มิเชลล์ไปหาโรแบร์เพียงลำพัง เขาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย สารภาพความในใจที่มีต่อมิเชลล์อีกครั้งหนึ่ง อ้างว่าเพิ่งรู้ตัวว่าหลงรักเธอหมดหัวใจ ชื่นชมในความคิดและความมุ่งมั่นของเธอ

“แล้วแคชฟี่ล่ะ คุณจะเอาแคชฟี่ไปไว้ที่ไหน คุณจะบอกเธอยังไง” มิเชลล์เตือนสติ

“คุณก็รู้ว่าผมกับแคชฟี่เข้ากันไม่ได้ เมื่อแคชฟี่อยู่ปารีส เธอน่ารัก แต่อยู่ที่นี่เธอเจ้าอารมณ์ ชอบใช้อำนาจผมต้องการภรรยาที่มีความคิดว่าสามีภรรยาต้องเท่ากัน”

มิเชลล์เห็นใจโรแบร์ เพราะรู้แก่ใจดีว่าเพื่อนรักเปลี่ยนไปจริงๆ ชายหนุ่มแตะมือเธอเบาๆมองด้วยสายตาลึกซึ้งจนเธอเผลอตัวปล่อยให้เขาแตะมือค้างไว้โดยไม่ล่วงรู้ว่าแคชฟียาแอบมองจากมุมมืดอย่างแค้นใจ...

แคชฟียาเก็บความแค้นที่แน่นอกมาระบายที่บ้าน กวาดเครื่องแก้วเจียระไนของเก่าแก่ประเมินค่าไม่ได้ตกแตกกระจาย ติเยาะหญิงรับใช้เข้ามาเห็นพอดี ตกใจร้องว้ายเบาๆ แล้วรีบเอามือปิดปาก แคชฟียาหันขวับมาถามว่ามีอะไร ติเยาะแจ้งว่านายท่านให้มาตามไปพบ แคชฟียาขอบใจเธอ แล้วเดินยิ้มแย้มออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ติเยาะถอนใจเฮือก โล่งใจที่ไม่โดนเล่นงาน

ooooooo

ตั้งแต่โรแบร์ได้คุยเปิดอกกับมิเชลล์คราวนั้น ก็ไม่ได้เจอหน้าเธออีกเลย ไปยืนรอที่เก่าเวลาเดิมอยู่หลายวันก็ไม่เห็นแต่เงาของมิเชลล์หรือแคชฟียา เขาทนไม่ไหวตัดสินใจเขียนจดหมายฝากให้อาหมัดเด็กชายตัวน้อยลูกของติเยาะเอาจดหมายไปให้มิเชลล์ แต่ถูกแคชฟียาจับได้เสียก่อน

อาหมัดไม่ยอมให้จดหมาย จึงถูกแคชฟียาตบตีจนเลือดกำเดาไหลแล้วแย่งมันไปอ่าน ก่อนจะขยำทิ้งด้วยความแค้น อาหมัดเก็บจดหมายยับยู่ยี่ไปส่งให้มิเชลล์ซึ่งพยายามซักถามว่าไปโดนใครทำร้ายมา เด็กน้อยยัดจดหมายใส่มือเธอแล้วจ้ำพรวดๆจากไปไม่ยอมบอกอะไร มิเชลล์เปิดจดหมายออกอ่าน

ตอนที่ 2

ในเวลาต่อมา มิเชลล์กลับถึงคฤหาสน์ เจอติเยาะกำลังทำความสะอาดพื้นอยู่ ถามว่าอาหมัดเป็นอย่างไรบ้าง ไปต่อยกับใครมาเลือดกำเดาถึงไหลขนาดนั้น ติเยาะน้ำตาไหลพรากด้วยความอัดอั้น ตัดสินใจเล่าความจริงว่าเป็นฝีมือของแคชฟียา มิเชลล์ร้องเอะอะ ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นความจริง

“จริงจ้ะนายหญิง ลูกชายของฉันเป็นคนรับจดหมายมาให้นายหญิง คุณแคชฟียาพบเข้าจะขอดู มันไม่ยอมให้เพราะนายฝรั่งไม่ได้ฝากให้ท่าน คุณแคชฟียาก็เลยตบมันหลายที”

ระหว่างนั้น แคชฟียาเดินเข้ามาทักมิเชลล์ว่า

เพิ่งกลับมาหรือ บอกได้ไหมว่าไปไหนมา มิเชลล์สวนทันทีว่ารู้แก่ใจไม่ใช่หรือว่าเธอไปไหน แคชฟียาโกรธที่ติเยาะปากสว่าง สั่งให้ฮานาไล่สองแม่ลูกออกจากบ้านภายในวันนี้ก่อนตะวันตกดิน โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของใคร...

มิเชลล์สงสารสองแม่ลูกจับใจที่ถูกไล่ออกทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เอาเงินที่สะสมไว้ก้อนหนึ่งให้ติเยาะติดตัวไปใช้ เพราะรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้ทั้งคู่ต้องลำบาก ติเยาะน้ำตาซึมซาบซึ้งใจ

“ฉันจะไม่ลืมความใจดีของนายหญิงเลย อัลหล่าคงจะบันดาลให้ฉันได้ช่วย...”

ฮานาสวนทันที “อัลหล่าคงจะไม่รับฟังหรอก นายหญิงอยู่ถึงในเมือง เจ้านั้นนับวันจะห่างไกลไปจากเมืองทุกที นายหญิง...ติเยาะกับลูกจะกลับไปอยู่กับพี่ชายที่เป็นพวกเบดูอินเร่ร่อนในทะเลทรายจะไม่กลับมาที่นี่อีก”

“ทะเลทราย!...อยู่ได้อย่างไรติเยาะ”

“ชาวเบดูอินคู่กับทะเลทราย อยู่ได้นายหญิง ห่วงแต่ลูกมันจะไม่ได้เรียนหนังสือ” ติเยาะพูดจบจูบมือมิเชลล์อย่างนอบน้อมก่อนจะพาลูกจากไป มิเชลล์หันมาบ่นกับฮานาว่า แคชฟียาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

“ความแค้นทำได้ทุกอย่าง” ฮานาพูดอย่างมีนัย แล้วขอตัวไปทำงานต่อ มิเชลล์มองตามสีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น มิเชลล์มาสอนหนังสือตามปกติ แต่ต้องแปลกใจที่ห้องเรียนว่างเปล่า ไม่มีนักเรียนมาแม้แต่คนเดียว นั่งรออยู่นานสองนาน ตัดสินใจจะออกไปตามลูกศิษย์ แต่แคชฟียาเข้ามาขวางไว้

“ไม่ต้องไปตามหรอก ไม่มีใครมาเรียนแล้ว ฉันสั่งห้ามพวกมัน” แคชฟียาหันไปเห็นเด็กนักเรียนยืนแอบๆอยู่ตรงประตู โวยวายลั่น “มายืนเฝ้าอะไร กลับไปให้หมด...ไป” ไม่พูดเปล่า แคชฟียาคว้าของใกล้มือปาใส่ เด็กๆวิ่งหนีกระเจิง มิเชลล์อยากรู้ว่ามันเรื่องอะไรกันถึงทำแบบนี้ แคชฟียาไม่ตอบหันหลังก้าวฉับๆออกไป มิเชลล์รีบตาม แต่เธอหันมาผลักเต็มแรง

“ไม่ต้องตามฉันมา ฮ่าๆๆรู้ไว้ด้วยว่าเธอเป็นลูกจ้าง ต้องทำตามที่ฉันสั่งทุกอย่าง” แคชฟียาว่าแล้ว เร่งฝีเท้าออกไป มิเชลล์ไม่ยอมแพ้ ไล่ตามไปติดๆจนมาถึงห้องโถงที่พ่อกับแม่ของแคชฟียากำลังคุยกันเรื่องส่งตัวลูกเข้าวัง แคชฟียาหันไปตวาด พร้อมกับชี้หน้าเพื่อนเคยรักอย่างเอาเรื่อง

“ไปให้พ้นหน้า ฉันไม่อยากเห็น”

มิเชลล์ยืนตะลึง ก่อนจะวิ่งกลับห้องตัวเอง พ่อของแคชฟียาเรียกลูกให้มาคุยกันก่อน เธอไม่มีอารมณ์จะฟังเรื่องอะไรทั้งนั้น ท่านเตือนว่าปฏิเสธองค์อาหเม็ด จะทำให้ครอบครัวลำบาก ขอให้เธอทบทวนให้ดีๆอีกครั้ง

“คิดดีที่สุดแล้ว พ่ออุตส่าห์ส่งไปเรียนถึงฝรั่งเศสเพื่อให้กลับมาเป็นผู้หญิงที่วันๆคอยว่าเมื่อไหร่สามีจะมานอนด้วยน่ะหรือ หนูไม่ยอมหรอก” แคชฟียาพูดจบสะบัดหน้าจะออกไป พ่อถึงกับปวดหัวจี๊ดซวนเซลงไปนั่ง แม่ตกใจร้องเอะอะว่าเป็นอะไรไป แคชฟียาชะงักหันกลับมามอง แม่มองสบตาพ่ออย่างรู้เท่าทัน

“อย่านะคะ ท่านอย่าคิดเอาใครไปหลอกลวงองค์อาหเม็ดแทนแคชฟียา เท่ากับส่งคนไปตายนะคะ จำไม่ได้หรือคะ นังแม่คนที่มันสับเปลี่ยนตัวเอาหลานสาวไปแทนลูกสาวตัวเอง เจ้าชายโอมานพระอนุชากริ้วจัดสั่งตัดหัวนังตัวปลอมนั่นทันที ไม่ฟังเสียงด้วยซ้ำ”

แคชฟียาคิดแผนชั่วร้ายขึ้นมาได้ทันที ปราดเข้าไปคุกเข่าข้างๆพ่อ “คิดดูอีกที ลูกโง่มากที่ปฏิเสธองค์อาหเม็ด ลูกตกลงค่ะ ขออย่างเดียวอย่าบอกมิเชลล์นะคะ ลูกอาย” จากนั้นไม่นาน แคชฟียาไปหามิเชลล์ที่ห้องพักด้วยสีหน้าร่าเริง

“มิเชลล์ พรุ่งนี้สอนหนังสือเสร็จแล้วเราไปช็อปปิ้งกันนะ ค่ำๆก็ได้ เธอจะได้หายเหนื่อยก่อน” แคชฟียาพูดจบออกจากห้อง มิเชลล์ยังงงไม่หาย จะสอนหนังสือได้อย่างไร ในเมื่อไล่ตะเพิดเด็กๆแตกกระเจิงไปหมดแล้ว

ooooooo

แคชฟียาพามิเชลล์ไปช็อปปิ้งที่ตลาดในเมืองตามแผนการที่วางไว้ เธอแกล้งเลือกผ้าสีสันฉูดฉาดที่ตัวเองไม่ชอบมาหนึ่งชิ้น ทั้งๆที่มิเชลล์ทักท้วงว่าสีสดเกินไป แถมลายก็ไม่สวย แต่เธอยืนยันจะซื้อให้ได้ แล้วแกล้งเอาไปอวดแม่ซึ่งเห็นแล้วทำหน้าสยอง

“มันน่าเกลียดใช่ไหมคะ งั้นหนูจะขอให้มิเชลล์ไปเปลี่ยนให้ดีกว่า”

“ดีแล้ว หนูไม่ต้องไปเองหรอกเพราะใกล้วันมาแล้ว”

แคชฟียาอยากรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง แม่ว่าไม่ต้องทำอะไร แค่ทำตัวให้สวยเข้าไว้ และเมื่อถึงวันนัดหมายจะมีคนมารับเธอไป เธอต้องเงียบที่สุดอย่าส่งเสียงอะไรทั้งสิ้น พวกนั้นจะมารับที่ร้านขายผ้าซึ่งแคชฟียาไปซื้อชิ้นนี้มา และจากนี้อีกสองวันก็จะถึงวันนัดหมาย แคชฟียายิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะคว้าผ้าน่าเกลียดชิ้นนั้นตรงไปหามิเชลล์ที่ห้อง สั่งให้เอาไปเปลี่ยนให้ด้วย มิเชลล์ถามว่าต้องการจะให้ไปเปลี่ยนเมื่อไหร่

“อีก 2 วัน” แคชฟียากระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ อีกไม่กี่วันข้างหน้า ศัตรูหัวใจของตนจะถูกกำจัด

ooooooo

ถึงวันนัดมารับตัว มิเชลล์ซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นพ่อแม่และน้องๆของแคช-ฟียากอดจูบร่ำลาแคชฟียาราวกับจะไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีก ทั้งๆที่แค่จะไปส่งเธอที่ร้านขายผ้าแล้วตัวแคชฟียาเองจะเลยไปเยี่ยมน้าสาวเท่านั้น โดยไม่เฉลียวใจเลยว่ากำลังจะถูกสลับตัวเข้าไปเป็นสนมขององค์อาหเม็ด

แคชฟียาสั่งให้มิเชลล์สวมชุดแบบสุภาพสตรีชาวมุสลิมที่คลุมผ้าดำทั้งตัวเพื่อไม่ให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง เมื่อพามิเชลล์ไปส่งที่ร้านขายผ้า แคชฟียาหลอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากคุยธุระกับน้าสาวเสร็จแล้วจะมารับ เธอหลงเชื่อเดินเข้าไปในร้าน ยังไม่ทันจะเอาผ้าที่จะเปลี่ยนยื่นให้เจ้าของร้าน มีชายฉกรรจ์ 3 คนเข้ามาประกบข้างคว้าแขนมิเชลล์พาออกไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ เธอร้องขอความช่วยเหลือลั่น แต่เจ้าของร้านไม่สนใจ

มิเชลล์ถูกจับยัดใส่รถลิมูนซีน 3 ตอนด้านหลังสุด เธอพยายามจะเปิดล็อกแต่ไม่สำเร็จ หันไปเคาะกระจกที่กั้นระหว่างตอนท้ายกับตอนกลาง ซึ่งชายฉกรรจ์ 3 คนนั่งอยู่ แต่ไม่มีใครสนใจจะเหลียวมองด้วยซ้ำ ทันใดนั้นช่องใต้กระจกมีควันสีขาวพุ่งออกมาฟุ้งไปทั่วทั้งตอนหลัง อึดใจเดียวมิเชลล์ก็หมดสติ ขณะที่รถมุ่งหน้าสู่วังขององค์อาหเม็ดซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทราย...

ในขณะที่มิเชลล์สลบไสลไม่ได้สติ แม่ของแคช-ฟียากับฮานาถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อเห็นแคชฟียาเดินเข้ามาในบ้าน แม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงกลับมา

“เขาเอาตัวมิเชลล์ไปแทนลูก อีกไม่ช้ามันอาจจะต้องโทษถึงประหารฐานตบตาเจ้าผู้ครองนคร หรืออย่าง น้อยมันก็จะถูกขังอยู่ในฮาเล็มนั่นตลอดชีวิต” แคชฟียาแผดเสียงหัวเราะอย่างสาแก่ใจ ก่อนจะเดินลิ่วขึ้นห้องปิดประตูล็อกกุญแจตามหลัง แล้วทิ้งตัวลงบนที่นอน

“โรแบร์ที่รัก โรแบร์คนทรยศ คุณคิดจะทิ้งฉันไปหรือ เสียใจด้วยนะโรแบร์ นังมิเชลล์คนสวยมันไม่มีวันเป็นของคุณอีกต่อไปแล้ว ไม่มีวัน ถ้าคุณรักมันจริงก็ตามมันไปได้เลย ตามไปในรถนั่นเลย” เธอพูดไปหัวเราะไปมีเสียงแม่ของเธอเคาะประตูเรียก แต่แคชฟียานอนหัวเราะอยู่อย่างนั้นไม่ยอมเปิดรับ

ooooooo

มิเชลล์รู้สึกตัวในเช้ารุ่งขึ้นเมื่อรถแล่นมาถึงวังอันโอ่อ่ากลางทะเลทราย ซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวร่มรื่น เธอผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง ขณะที่รถแล่นมาจอดหน้าตึกหลังหนึ่ง ซึ่งมีทหารยืนยามอยู่เป็นระยะๆ มิเชลล์รีบเอาผ้าคลุมหน้าไว้ เป็นจังหวะเดียวกับคนขับรถลงมาเปิดประตูให้ ทันทีที่ก้าวลงจากรถ มีนางกำนัลมารออยู่

“เชิญสิ ขอต้อนรับผู้มาใหม่ นี่คือวังของเจ้าชายโอมาน”

“วังเจ้าชายโอมาน...ทำไมมาที่นี่” มิเชลล์มองไปรอบๆอย่างงงๆ

นางกำนัลจูงมิเชลล์จะพาเข้าไปข้างใน เธอสะบัดมือออกแล้ววิ่งหนี ทหารยืนยามวิ่งไล่ เธอพยายามหนีสุดชีวิต แต่ไปไม่รอด นางกำนัลพาตัวมิเชลล์ไปนั่งรอที่โซฟาในห้องโถงใหญ่ของวัง

“พักที่นี่ก่อนนะท่าน อีกสองชั่วโมงท่านจะได้เฝ้าพระอนุชา เจ้าชายโอมาน ประเดี๋ยวจะมีนางทาสมาช่วยท่านผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะเข้าเฝ้าพระอนุชา”

“เฝ้าทำไม แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหน”

นางกำนัลเอะใจที่มิเชลล์ท่าทางไม่รู้อีโหน่อีเหน่ รีบเปิดผ้าคลุมหน้าดู ถึงกับผงะยกมือทาบอก “หญิงต่างชาติ มีการเล่นตลกอีกแล้ว ท่านมาจากบ้านเศรษฐีแห่งเกซาห์ใช่หรือไม่”

มิเชลล์พยักหน้ารับ นางกำนัลชี้หน้าด่าว่าเลวมาก เธอจะได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสมแล้วเดินจากไป มิเชลล์ทรุดตัวลงนั่งสีหน้ายังคงมึนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น...

ครู่ต่อมานางกำนัลมาถึงห้องประทับของเจ้าชายโอมาน แจ้งต่อซาอิ๊บนายทหารคนสนิทถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาเดินหายไปด้านในสักพัก เจ้าชายโอมานออกมาพบนางกำนัลที่หมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

“เศรษฐีเกซาห์บังอาจขนาดนี้เชียวหรือ ตบตากันอีกแล้วหรือ” เจ้าชายโอมานน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“เพคะ คราวนี้เป็นหญิงต่างชาติเพคะ”

“มันหาที่ตายแท้ๆเชียวนั่น” เจ้าชายโอมานยิ้มเหี้ยม...

ไม่นานนัก นางกำนัลคนเดิมกลับมาที่ห้องโถงใหญ่ซึ่งมิเชลล์นั่งรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ

“คลุมหน้าเสียแม่คนสวยนอกศาสนา น่าเสียดายที่จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียที่นี่ไม่น่าเลยนี่นา”

“หมายความว่าอย่างไร ฉันไม่เข้าใจ จะฆ่าฉันรึ ฉันผิดอะไร”

“น่าเวทนาจริงๆ  แต่พระอนุชากริ้วมากไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก คลุมหน้าซะเถอะน่า ทหารมารอแล้วอย่าขัดขืนดีกว่า ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมเหตุการณ์แบบนี้ถึงเกิดขึ้นอีก เศรษฐีเกซาห์ร่ำรวยมหาศาล ไม่รู้ว่ามีประสงค์อันใดจึงได้หลอกลวงองค์อาหเม็ด...ไป” นางกำนัลสั่งเสียงเฉียบ มิเชลล์ไม่มีทางเลือก ดึงผ้ามาคลุมหน้าแล้วตามนางกำนัลออกจากห้อง เห็นทหาร 3 นายยืนรออยู่ เธอตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ถามว่าจะพาไปไหน

“องค์อาหเม็ดมีรับสั่งให้นำเจ้าขึ้นเฝ้าด่วนที่ที่ประทับส่วนพระองค์ ที่นั่นจะมีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และนายทหารที่จะตัดสินความผิดเจ้า”

ทันทีที่นางกำนัลจากไป ทหารรีบเข้ามาประกบ แล้วสั่งให้มิเชลล์เดินไปอย่าคิดขัดขืน อะมีนาเฝ้ามองเหตุการณ์โดยตลอด รีบไปรายงานเรื่องนี้ให้ชารีฟทราบ จากนั้นหัวหน้าราชองครักษ์เข้าไปพบองค์อาหเม็ดที่ห้องประทับ พระองค์เห็นสีหน้าเขาแล้วถามว่ามีเรื่องใหญ่อะไรหรือ

“เดี๋ยวจะทรงทราบ  สิ่งหนึ่งที่ข้าพระพุทธเจ้าแนะนำคือยับยั้งพระอนุชาโอมานด้วย ข้าพระพุทธเจ้าทูลอะไร ให้ทรงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามนะพระเจ้าข้า”

ooooooo

ซาอิ๊บกับพวกทหารนำตัวมิเชลล์มายังท้อง พระโรงของวังองค์อาหเม็ดซึ่งให้เป็นสถานที่ตัดสินความผิด  ยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์อาหเม็ดที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองและเจ้าชายโอมานที่ยืนอยู่ไม่ห่าง เธอยิ่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วมิเชลล์ถึงกับผงะเมื่อเห็นชารีฟ ชายลึกลับในฝันคนนั้นก้าวตามเข้ามา

หลังจากเจ้าชายโอมานประกาศความผิดที่มิเชลล์ก่อขึ้น โทษฐานหลอกลวงองค์อาหเม็ดมีเพียงสถานเดียวคืนให้ประหารชีวิต แล้วสั่งให้ซาอิ๊บเปิดผ้าคลุม

หน้าเธอออก เขาชักดาบแล้วตรงเข้าหามิเชลล์ที่ยืนอกสั่นขวัญหาย แค่ตวัดดาบครั้งเดียว ผ้าคลุมหน้าและคลุมร่างกายขาดจากกันด้วยคมดาบเผยให้เห็นชุดที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นผ้าบางเบาแนบเนื้อ ร่างได้สัดส่วนและหน้าตาสะสวยของเธอทำให้ทุกคนตะลึง โดยเฉพาะองค์อาหเม็ด

ชารีฟจำเธอได้ทันทีเพราะถูกใจตั้งแต่แรกเห็นในโรงแรมครั้งนั้นแล้ว องค์อาหเม็ดหันมาสบตาชารีฟเป็นทำนองว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เขาเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบกับพระองค์

“นางเป็นคนฝรั่งเศส ไม่น่ากล้าทำอะไรอย่างนี้ สมควรจะสอบถามความจริงจากสถานทูตฝรั่งเศสก่อนพระเจ้าข้าว่านางเป็นใคร รวมทั้งประวัติการเดินทางมาเกซาห์ด้วย”

องค์อาหเม็ดพยักหน้ารับทราบ ชารีฟถวายความเคารพแล้วเข้าไปดึงตัวมิเชลล์มายืนตรงหน้าบัลลังก์องค์อาหเม็ดมองเธอด้วยสายตาพึงพอใจขณะที่เจ้าชายโอมานดูจะไม่ปลื้มกับท่าทีดังกล่าวนัก

“น่าจะมีอะไรเป็นอุบาย โอมาน แม่สาวคนนี้อาจไม่รู้เรื่อง หล่อนเป็นต่างชาตินะ”

เจ้าชายโอมานไม่เชื่อว่าจะเป็นอุบาย หญิงสาวคนนี้น่าจะรับจ้างจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อมาหมิ่นองค์อาห–เม็ด และเร่งให้พระองค์มีคำสั่งประหารชีวิตเธอเหมือนที่เคยประหารรายอื่นๆ มิเชลล์ใจเสีย เหลือบตามองชารีฟที่มองตอบมาเช่นกัน องค์อาหเม็ดยกมือเป็นเชิงห้ามเจ้าชายโอมาน แล้วสั่งให้ชะลอการลงอาญาไว้ 7 วัน พระองค์อยากรู้เรื่องราวให้แน่ชัดเสียก่อน

“มันโกหก เจ้าพี่ยังจะฟังอีกหรือ” เจ้าชายโอมานชักสีหน้าไม่พอใจ องค์อาหเม็ดสวนขึ้นทันที

“เรื่องเท่านี้ เล็กเท่าเม็ดทราย สืบให้รู้ว่ามันเป็นใคร ขอประวัติส่วนตัวและประวัติการเดินทางมาที่เกซาห์ด้วย...ชารีฟ ให้คนของเจ้าไปเกซาห์ด่วน ใช้เครื่องบินส่วนตัวของเราตามตัวเจ้าเศรษฐีคนนั้นมาพบเราให้ได้ ทุกอย่างต้องเสร็จภายใน 3 วัน โอมาน ให้นางผู้นี้ไปอยู่กับเจ้าหญิงฟารีดามเหสีของน้องก่อน”

เจ้าชายโอมานยืนกรานจะให้ประหารชีวิตมิเชลล์เดี๋ยวนี้ตอนนี้เลย ไม่เช่นนั้นจะไม่ยุติธรรมกับพวกที่ตายไปแล้ว ชารีฟมองเจ้าชายอย่างจับพิรุธ ทำไมถึงอยากให้ประหารหญิงคนนี้นัก องค์อาหเม็ดไม่เห็นด้วยที่จะประหารเธอเพราะอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ บางทีเราต้องผูกมิตรกับประเทศอื่นบ้าง

“หม่อมฉันไม่เห็นด้วย ไม่จำเป็น”

“ไม่เป็นไร เพราะฮิลฟาราอยู่ในมืออาหเม็ดไม่ใช่โอมาน” คำพูดขององค์อาหเม็ดทำให้เจ้าชายโอมานเสียหน้า ผละออกไปทันที...

ทางฝ่ายมิเชลล์ถวายบังคมต่อหน้าองค์อาหเม็ด และถือเป็นพระกรุณาของพระองค์อย่างยิ่งที่ทำให้เธอรอดพ้นจากโทษประหาร พระองค์สนใจใคร่รู้ว่าเธอมาจากไหน พ่อของเธอเป็นใคร มิเชลล์แนะนำตัวเองและทูลว่าพ่อของเธอคือนายแพทย์ปิแอร์ เดอลาโรนีส์ องค์อาหเม็ดพยักหน้ารับรู้ แล้วหันไปเรียกชารีฟเข้ามาหา กระซิบบางอย่างด้วยพลางปรายตามองมาที่มิเชลล์ ก่อนจะลุกออกไป ชารีฟหันมาทางเธอ

“เตรียมตัวไปวังเจ้าหญิงฟารีดานะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของชายหนุ่มทำให้มิเชลล์อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก...

ครู่ต่อมา ทหารนำตัวมิเชลล์ไปให้ซาฟิน่าหัวหน้านางกำนัลของเจ้าหญิงฟารีดาซึ่งพาเธอไปพบเจ้าหญิงอีกทอดหนึ่ง มิเชลล์กำลังจะถวายบังคม แต่เกิดวิงเวียน หน้ามืดเนื่องจากเจอเรื่องหนักๆมาตลอดทั้งวัน ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เจ้าหญิงฟารีดาสั่งให้คนไปตามตัวชารีฟมาดูอาการ...

มิเชลล์ถูกนำตัวมาไว้ที่ห้องพักโดยมีอะมีนา ถือยาดมอังที่จมูกให้ สักพักเธอเริ่มได้สติ ขยับจะลุกขึ้นอะมีนากดไหล่เธอเบาๆให้ลงนอนตามเดิม มิเชลล์หลับตาลงอีกครั้งก่อนจะสะดุ้งตื่นเมื่อมีมือของใครบางคนมาจับชีพจรที่ข้อมือ เห็นชารีฟสวมหูฟังของหมอตาจับจ้องที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง อึดใจก็เงยหน้ามองมิเชลล์

“มีอะไรที่เธอตกใจเมื่อเข้าเฝ้าเจ้าหญิงฟารีดาจึงเป็นลม”

“ไม่ใช่ค่ะ ตกใจตั้งแต่เข้าเฝ้าองค์อาหเม็ดแล้วค่ะ แล้ว...ดิฉันไม่รู้ตัว มันวูบไป”

“เล่าประวัติของเธอมาสิ มาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีส์ ตั้งแต่เดินทางมาเกซาห์จนถึงวันที่ทหารไปรับตัวเธอมา” นัยน์ตาคมกริบของชารีฟมองมิเชลล์เขม็ง เธอเล่าประวัติให้ฟังเริ่มตั้งแต่จบการศึกษาจากที่ไหนและเดินทางมาทำอะไรที่เกซาห์

ooooooo

ขณะที่มิเชลล์รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แคชฟียาเขียนจดหมายถึงโรแบร์ไปพลางหัวเราะสะใจไปด้วย จนกระทั่งเขียนเสร็จ พับใส่ซองจะเอาไปส่ง มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น แม่กับพ่อของเธอสั่งให้เปิดประตูเดี๋ยวนี้ แคชฟียารีบลุกไปเปิดให้แล้วแก้ตัวน้ำขุ่นๆว่ามิเชลล์อยากจะเป็นนางสนม เธอเลยเสียสละให้ไปแทนที่

“ช่วยไม่ได้จริงๆที่มันจะต้องถูกประหาร ลูกบอกมันแล้ว มันอยากไม่เชื่อลูกเอง”

“แคชฟียา แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง รู้ไหมว่าองค์อาหเม็ดรับสั่งให้พ่อเข้าเฝ้าด่วน”

“โธ่...ไม่มีอะไรหรอกพ่อจ๋า จะทรงให้พ่อไปรับศพนังฝรั่งเศสนั่นเท่านั้นเอง” แคชฟียาพูดไปหัวเราะไปเหมือนคนไม่อยู่กับร่องกับรอย พ่อเหลือบไปเห็นจดหมายจ่าหน้าซองเป็นภาษาฝรั่งเศสคว้าติดมือออกมาด้วยโดยมีแม่รีบเดินตาม แคชฟียาพยายามจะขอจดหมายคืนแต่พ่อเดินลิ่วไปแล้ว.....

ด้านพ่อของแคชฟียาถึงกับนั่งกุมขมับมองจดหมายตรงหน้าไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตั้งข้อสังเกตว่าจดหมายถึงคนต่างชาติฉบับนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของมิเชลล์ แม่ซักว่าลูกเขียนว่าอย่างไรบ้าง

“ปัดโธ่ ฉันจะรู้ได้ไง อ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก แต่คราวนี้องค์อาหเม็ดคงพิโรธมาก เราต้องเดือดร้อนแน่ๆ เพราะเธอตามใจลูก จะส่งลูกไปถวายตัว ทำไมไม่ตามควบคุมให้ดีปล่อยให้เกิดการสับเปลี่ยนตัวได้อย่างไร”

ต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมา แต่พ่อดูจะกลุ้มหนัก เพราะอาจโดนประหารไปด้วย องค์อาหเม็ดเหี้ยมโหดแค่ไหนใครๆก็รู้กันทั้งนั้น คราวนี้เราอาจถูกประหารทั้งครอบครัวก็ได้ แม่ถึงกับปล่อยโฮ...

ในระหว่างที่พ่อและแม่ของแคชฟียาร้อนใจกับภัยที่จะมาถึงตัว มิเชลล์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ชารีฟฟังจบพอดี เขาสรุปว่าถ้าเป็นอย่างที่เธอเล่าก็แสดงว่าเธอถูกเพื่อนที่ชื่อแคชฟียากลั่นแกล้ง

“นางผู้นั้นคงเจ็บแค้นในเรื่องคนรัก เมอร์สิเออร์– โรแบร์...และคิดว่าเธอจะถูกประหารทันทีโดยไม่มีการไต่สวนดังเช่นหญิงหลอกลวงรายอื่น มันก็น่าโกรธหรอกนะ คนรักของเขาทั้งคน”

มิเชลล์อธิบายว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ชารีฟคิด แล้วถามอย่างขลาดๆว่าเหตุใดองค์อาหเม็ดจึงไม่ประหารชีวิตเธอเหมือนคนอื่นๆ ชารีฟเล่าว่าคนอื่นไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์เพราะเจ้าชายโอมานชิงสั่งประหารชีวิตก่อนทุกครั้ง นับว่ามิเชลล์โชคดีที่ได้เข้าเฝ้าก่อน เธออยากรู้ว่าใครทูลพระองค์เรื่องของเธอ ใช่เขาหรือเปล่า

“ฉันมีเหตุผลอะไรที่จะขอชีวิตเธอ ช่างเถอะ อีกไม่นานเรื่องต่างๆจะคลี่คลาย เราจะได้รู้ว่าคำพูดที่เธอบอกเรามาเมื่อครู่นี้จริงหรือไม่”

มิเชลล์ยืนยันว่าเป็นความจริง ชารีฟขอให้เธอมั่นใจถ้าหลักฐานต่างๆพิสูจน์ได้ เธอก็จะพ้นผิด มิเชลล์อยากรู้ว่าเขาเชื่อคำพูดของเธอหรือเปล่า เขาเชื่อเรื่องที่เธอเล่ามาทั้งหมด แล้วเสเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“องค์อาหเม็ดรับสั่งว่าทรงเคยได้ยินชื่อสกุลของเธอเมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองนีซเมื่อหลายปีมาแล้ว ยังทรงเคยเสด็จไปเสวยพระกระยาหารที่คฤหาสน์ของสกุลเดอลาโรนีส์ด้วย”

ยิ่งได้ยินเรื่องเกี่ยวกับญาติของตัวเอง มิเชลล์ยิ่งขมขื่นใจ ปฏิเสธทันควันว่าคนเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย เธอไม่มีญาติที่ไหน ส่วนโรแบร์ก็ไม่ใช่คนรัก ของเธอเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น

“ฉันตัวคนเดียว ไม่มีใคร ถ้ามีความสุขฉันจะยิ้มและหัวเราะคนเดียว ถ้าต้องตายฉันก็ตายคนเดียว ไม่มีใครเสียใจ” มิเชลล์พยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ข้างใน ชารีฟมองเธอด้วยความสงสาร แต่พอเธอหันมองเขารีบเปลี่ยนท่าทีเป็นปกติ บอกว่าตอนนี้หมดหน้าที่ของเขาแล้ว ต่อไปคือการรอคอย อีกสองวันเราก็จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ระหว่างนี้เจ้าหญิงฟารีดาจะเป็นผู้ดูแลมิเชลล์ระหว่างอยู่ที่นี่ แล้วอวยพรให้เธอโชคดี...

ความผิดร้ายแรงที่ลูกสาวก่อไว้ทำให้พ่อของแคช-ฟียากลัวตายลนลานเตรียมจะหนีไปจากาเซห์ แต่ยังไม่ทันขับรถออกจากบ้าน รถทหารหลายคันแล่นมาขวางทางไว้  เขาตกใจ ลงจากรถวิ่งกลับมาที่ตัวบ้าน ตะโกนบอกให้เมียรักไปหยิบจดหมายที่จ่าหน้าถึงโรแบร์มาให้ เธอรีบวิ่งเข้าไปข้างใน โดยที่แคชฟียายืนนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก ทหารวิ่งตามมา ยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ไม่ให้หนี พ่อยกมือสองข้างขึ้นเป็นทำนองยอมจำนน

“ผมแค่จะเอาหลักฐานชิ้นหนึ่งไปด้วย”

แคชฟียาหันไปเห็นแม่วิ่งชูจดหมายออกมาหน้าตื่นโผเข้าไปจะแย่ง แต่เธอโยนมันให้ทหารรับไว้เสียก่อน พ่อขอร้องให้แคชฟียายอมรับผิดในสิ่งที่ทำ ถ้าองค์อาหเม็ดได้อ่านจดหมายฉบับนี้ อาจจะเห็นใจและให้อภัยก็ได้

ooooooo

ท่านเศรษฐีพ่อของแคชฟียาถูกนำตัวมาเข้าเฝ้าองค์อาหเม็ดในวันรุ่งขึ้นโดยมีหลักฐานสำคัญคือจดหมายฉบับนั้นมาถวายด้วย พระองค์เปิดอ่านในใจ

“โรแบร์ที่รัก ฉันเสียใจกับคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่มันปฏิเสธคุณ นังมิเชลล์มันไม่ใช่คนธรรมดาแบบเราๆหรอกนะโรแบร์ มันเป็นนางฟ้า บริสุทธิ์ประดุจแม่พระผู้ไร้มลทิน มันไม่คู่ควรกับคุณหรอก เพราะคุณเป็นแค่มนุษย์ต้อยต่ำ ฉันก็เลยส่งมันให้กลับสู่สวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อคุณได้รับจดหมายฉบับนี้ นังมิเชลล์คงถูกตัดหัว...จากแคชฟียา สุดที่รักของคุณ” องค์อาหเม็ดอ่านจดหมายจบ หัวเราะลั่น มองตรงมาที่ท่านเศรษฐีซึ่งกลัวตัวสั่น

“ได้โปรดเถิดพระเจ้าข้า หม่อมฉันไม่ทราบจริงๆว่าในจดหมายนั้นเขียนว่าอะไร ภาษาฝรั่งเศสหม่อมฉันอ่านไม่ออก แต่เพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์ของครอบครัว หม่อมฉันยินดีเปิดเผยทุกอย่าง ขอพระองค์ทรงไว้ชีวิต

ลูกเมียหม่อมฉันด้วยเถิด หม่อมฉันและภรรยามีความ

จงรักภักดีต่อพระองค์ไม่เคยคิดลบหลู่ ขอทรงเมตตาด้วย”

องค์อาหเม็ดส่งจดหมายให้เจ้าชายโอมานอ่านต่อ พออ่านจบก็ส่งคืนให้ และขอไม่ออกความเห็นใดๆ สุดแล้วแต่พระองค์จะพิจารณาก่อนจะขอตัวกลับวัง องค์อาหเม็ดมองตามส่ายหน้าอย่างระอาใจ แล้วหันไปบอกท่านเศรษฐีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไร พระองค์จะมอบหมายให้เขากลับไปลงโทษลูกสาวตัวเองแล้วส่งจดหมายให้ชารีฟ สั่งให้แปลข้อความเหล่านี้ให้ท่านเศรษฐีพ่อฟังด้วย ก่อนจะลุกออกไป

“พระอาญาไม่พ้นเกล้า” ท่านเศรษฐีทำความเคารพองค์อาหเม็ดซ้ำๆอยู่อย่างนั้นด้วยความโล่งใจ...

ทางฝ่ายแคชฟียาแทบเป็นบ้าเมื่อรู้จากพ่อตัวเองว่ามิเชลล์ไม่ได้ถูกประหารชีวิตอย่างที่วางแผนไว้ ยิ่งได้รู้ว่าองค์อาหเม็ดอาจส่งเพื่อนเคยรักกลับฝรั่งเศส เธอคิดไปกันใหญ่ว่านังนั่นจะได้ไปครองรักกับโรแบร์ ถึงกับคลุ้มคลั่งเอาหัวโขกเสา ร้องไห้โฮๆ แต่อยู่ๆก็ตะโกนสั่งให้ฮานาเอาจดหมายที่เธอเขียนถึงแบร์ไปส่งเดี๋ยวนี้ เขาจะได้คิดว่ามิเชลล์ถูกตัดหัวไปแล้ว พ่อกับแม่ถึงกับกุมขมับเมื่อเห็นอาการคุ้มดีคุ้มร้ายของลูกสาว

ooooooo

นอกจากมิเชลล์จะได้รับข่าวดีจากชารีฟว่าผลการสอบสวนออกมาแล้วว่าเธอพ้นผิด องค์อาหเม็ดยังอนุญาตให้เธออยู่ในวังต่อไปได้  อีกทั้งเจ้าหญิงฟารี-ดามเหสีเอกของเจ้าชายโอมานยังต้องการให้เธอสอนภาษาฝรั่งเศสให้ และยังเมตตาเรียกเข้าไปพบเพื่อมอบเครื่องประดับให้ด้วย

“ฉันให้ไว้แต่งตัว ทั้งๆที่เธอสวยมากแทบจะไม่ต้องใช้เครื่องประดับเลยก็ย่อมได้...อะมีนา คอยดูแลครู มิเชลล์ให้รู้วิธีปฏิบัติตัวในวังด้วย”

อะมีนารับคำแล้วช่วยมิเชลล์สวมเครื่องประดับ ก่อนจะพาออกไปเดินเล่น เธอชมคุณครูคนใหม่ไม่หยุดปากว่าแต่งกายประจำชาติของตนแล้วงดงามราวกับนางในเทพนิยายอาหรับราตรี ทันใดนั้น เหล่านางกำนัลพากันแตกฮือเข้ามา พร้อมกับร้องบอกว่าเจ้าชายโอมานเสด็จ อะมีนากับมิเชลล์รีบดึงผ้ามาคลุมหน้า เป็นจังหวะเดียวกับเจ้าชายมาถึงพร้อมทหารติดตามพอดี จ้องมองสองสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ตรงเข้ามาถามอะมีนาอย่างหาเรื่องว่าพ่อของเธอสบายดีหรือ พอรู้ว่าเขาสบายดีแกล้งซักอีกว่าเธอรู้ได้อย่างไร

“พ่อลูกกันถึงอย่างไรก็ต้องหาทางติดต่อกันจนได้เพราะถึงแม้พ่อหม่อมฉันจะถูกอำนาจลึกลับขับไสไล่ส่งไปอยู่ถึงชายแดนก็ตาม” อะมีนาโต้อย่างไม่เกรงกลัว เจ้าชายโอมานไม่พอใจที่เธอปากกล้า แกล้งเอามือลูบไล้ไปตามเนื้อตัวอย่างกักขฬะ อะมีนาอ้าปากจะโวยวาย เขาเอามืออีกข้างหนึ่งบีบปากเธอไว้ไม่ให้พูด แล้วโน้มตัวเขาไปใกล้ทำท่าเหมือนจะก้มลงจูบ แต่กลับผลักเธอกระเด็น มิเชลล์รีบเข้าไปประคองไว้

“ทำไมทรงรังแกผู้หญิงอย่างนี้เพคะ”

“อย่าบังอาจ นังผู้หญิงต่างชาติชั่วร้าย อย่าบังอาจถามอะไรเราทั้งสิ้น” เจ้าชายโอมานโวยจบ ผละจากไปมิเชลล์ยังคาใจไม่หาย หันไปถามอะมีนาว่าทำไมเจ้าชายถึงทำกับเธออย่างไม่สมควรแบบนี้

“เพราะพระอนุชาเกลียดพ่อของอะมีนา นายพลมุสกัตพ่อของอะมีนาเป็นคนที่รู้ทันพระอนุชาที่สุด พ่อเห็นพระอนุชามาตั้งแต่เด็กๆ รู้ว่าพระองค์เป็นเด็กมีปัญหาเพราะแม่ของพระองค์เป็นหญิงพื้นเมืองแท้ๆ เป็นลูกเจ้าครองนครแต่ก็เล็กมาก แต่แม่ของพระองค์อยากเป็นพระราชินี เมื่อไม่มีทางได้เป็นก็ยุยงลูกชายให้คอยแย่งจากพี่ชาย พระองค์เกิดมาเพื่อแย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากพี่ชาย ตอนนี้เหลือสิ่งสุดท้ายคือ ราชบัลลังก์”

มิเชลล์รีบเอามือปิดปากของอะมีนาไว้ เตือนจะพูดอะไรต้องระวังตัวให้มากๆ เธอไม่กลัวที่จะพูดก็เพราะรู้ว่าครูมิเชลล์ไว้ใจได้และไม่เป็นอันตราย คุณครูคนสวยสงสัยไม่หายถ้าพ่อของอะมีนารู้เท่าทันเจ้าชายโอมาน ทำไมถึงยอมไปอยู่ชายแดน อะมีนาเองก็ไม่แน่ใจ คนที่รู้เหตุผลของพ่อคงมีแต่ท่านราชองครักษ์ชารีฟเท่านั้น

ooooooo

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่วังของเจ้าหญิงสุไบดาแม่ของชารีฟ เจ้าหญิงสุไบดาแจ้งกับลูกชายที่เพิ่งกลับจากเฝ้าองค์อาหเม็ดว่าพักหลังๆมานี่วังของเจ้าชายโอมานมีการเคลื่อนไหว ผิดปกติ มีทหารหน้าตาแปลกๆ เหมือนพวกมาจากชายแดนเดินกันให้พลุกพล่าน ชารีฟพยักหน้ารับรู้

“ตัวโอมานก็ดูท่าทางหยิ่งผยองขึ้นทุกวัน ลืมกำพืดเดิมเสียสิ้น กำเริบเสิบสานเหมือนแม่ไม่มีผิด”

ไบคานพ่อของชารีฟต้องปรามเจ้าหญิงสุไบดาก่อนจะปล่อยให้แม่ลูกได้พูดคุยกันตามลำพัง

“นั่นคือพ่อของลูก คนธรรมดาสามัญที่ชนะใจเจ้าหญิงอย่างแม่ เป็นคนดีที่สุดที่เคยพบมา พ่อของลูกบอกแม่ว่า ไม่สำคัญว่าใครจะมาจากไหน ไม่ใช่ประเด็น แต่ที่สำคัญคือนิสัย แม่โอมานเป็นผู้หญิงทะเยอทะยานมากเท่าที่แม่เคยพบ เธอไม่เคยคำนึงว่าสิ่งที่เธออยากน่ะ  จะเป็นไปได้ไหม พอไม่สมใจก็มาปลูกฝังความทะเยอทะยานให้กับลูก โอมานน่ะโชคร้ายที่มีแม่อย่างนี้ ต่อไปนี้ลูกจะทำอะไร ระวังโอมาน...”

ขณะเดียวกัน ที่ห้องประทับของเจ้าหญิงฟารีดา เจ้าชายโอมานบ่นให้มเหสีเอกฟังด้วยความเจ็บใจว่า นังแหม่มนั่นต้องมีความสัมพันธ์กับชารีฟแน่นอน

“คงไม่ใช่หรอกเพคะ ท่านพี่”

“ตอนนี้ไอ้ชารีฟกำลังจะเดินทางไปชายแดน มันอ้างว่าจะไปสร้างขวัญกำลังใจทหารชั้นผู้น้อย แต่มันจะไปพบกับไอ้นายพลมุสกัตพ่อของนังอะมีนา แล้วอย่าคิดนะว่าพี่จะอยู่เฉยๆ คอยดูนะฟารีดา คอยดู”

“เสด็จพี่จะทำอะไรเพคะ อย่าทำเลยนะเพคะ”

“ไม่ทำอะไรมากหรอกแค่ฆ่าไอ้ชารีฟเท่านั้น ฆ่าเงียบๆกลางทะเลทรายนั่นแหละ” เจ้าชายโอมานยิ้มเหี้ยม

ooooooo

ตอนที่ 3

ขณะที่มิเชลล์ยืนน้ำตาคลออย่างอับจนหนทาง องค์อาหเม็ดก้าวออกมาจากหลังม่าน เดินเข้าไปเลิกผ้าคลุมหน้าเธอออก มิเชลล์สั่นไปทั้งตัวก้มหน้าไม่กล้าสบตาด้วย พระองค์เชยคางเธอขึ้น

“เจ้า เป็นผู้หญิงที่งามยิ่ง ความงามของตะวันตกและตะวันออกผสานกันอย่างพอดิบพอดี ดวงตาของเจ้าทำให้ผู้ชายคลั่งไคล้ โหรยังทำนายอีกว่าเจ้าจะมีลูกชายถึง 6 คนในอนาคต และลูกชายเจ้าจะมีความสำคัญยิ่งต่อฮิลฟารา...น่าเสียดายที่เจ้าเป็นสตรีต่าง ชาติต่างศาสนา ลูกที่เกิดมาจะไม่มีสิทธิ์ในการเป็นกษัตริย์ที่นี่ แต่ฉันก็ยังอยากจะได้เจ้ามาเป็นของฉันอยู่นั่นเอง”

องค์อาหเม็ดเห็น มิเชลล์อิดออด จึงทวงบุญคุณว่าเป็นคนคืนชีวิตให้ เธอจะปฏิเสธพระองค์หรือ แล้วพาเธอไปยังห้องข้างๆ ส่วนที่หน้าห้องประทับนั้น ชารีฟยืนจ้องประตูอยู่อึดใจ ก่อนจะเดินจากไปอย่างปวดใจ...

ฝ่ายมิ เชลล์ถึงกับตัวแข็งทื่อเมื่อเข้ามาเห็นเตียงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง องค์อาหเม็ดเห็นท่าทางของเธอแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู บอกว่าไม่ชอบบังคับฝืนใจใคร ถ้าเธอมีคนอื่นอยู่ในใจก็ขอให้บอก มิเชลล์อ้อนวอนขอความเมตตาให้เวลาตนไตร่ตรองสักสามวันก่อนได้หรือไม่ องค์อาหเม็ดชักจะไม่พอใจทำไมถึงต้องให้รอ

“หม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์ ไม่โปรดฝืนใจสตรี พระกรุณาธิคุณในข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไปนับตั้งแต่หม่อมฉันเหยียบย่างมา ที่นี่ ด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงปรารถนาจะขอเวลาเพื่อตัดสินใจว่าจะสนองพระประสงค์ของ พระองค์หรือไม่” มิเชลล์อธิบาย องค์อาหเม็ดไม่ขัดข้อง อนุญาตให้เธอกลับไปคิดดูก่อน...

ครู่ต่อมา ชารีฟพามิเชลล์มายังรถที่จอดรออยู่ อดถามไม่ได้ว่าเหตุใดต้องรออีก 3 วัน หญิงสาวปลดผ้าคลุมหน้าออก หันมาเผชิญหน้าด้วยบอกว่าเธอเป็นคนทูลพระองค์เองว่าต้องการเวลาตัดสินใจ

“ดิฉัน หวังว่าอาจมีปาฏิหาริย์หรือมีใครมาช่วยดิฉัน หรือ...ให้องค์อาหเม็ดลืมเลือนเรื่องนี้ไป...ท่านราชองครักษ์ ท่านจะช่วยดิฉันเหมือนที่ท่านช่วยไม่ให้ดิฉันโดนประหารได้หรือไม่”

ชารีฟไม่ยอมช่วยเพราะครั้งนี้ไม่ใช่โทษประหาร มิเชลล์จ้องเขานิ่ง อ่านสีหน้าไม่ออกว่าเขารู้สึกอย่างไร...

หลัง จากส่งมิเชลล์เรียบร้อยแล้ว ชารีฟมายังตึกบัญชาการของตน เพื่อปรึกษากับการิมและนายทหารคนสนิทเรื่องวางกองกำลังป้องกันการก่อการกบฏ แต่อดไม่ได้ที่จะแขวะเจ้าชายโอมานที่หมกมุ่นอยู่กับการตั้งกองทหารกองใหม่ ทั้งๆที่ตัวเองกำลังจะก่อการกบฏ การิมไม่เข้าใจ เจ้าชายโอมานได้ทุกอย่างเท่าเทียมหรืออาจจะมากกว่าองค์อาหเม็ดด้วยซ้ำ เหตุใดจึงทะเยอทะยานอยากจะก่อกบฏอีก ชารีฟอธิบายว่า

“พระเจ้าตาของ โอมานขึ้นเรืองอำนาจในแคว้นชายแดนเล็กๆเพราะฆ่าพี่ชายแท้ๆของตัวเอง...การิม จัดการหน่วยราชองครักษ์เต็มรูปแบบเข้าอารักขาตำหนักขององค์อาหเม็ดตลอดเวลา นับแต่นี้เป็นต้นไป”...

ในเวลาเดียวกัน เจ้าชายโอมานไม่พอใจมากเมื่อรู้จากมเหสีเอกว่ามิเชลล์เข้าเฝ้าองค์อาหเม็ด ด่าว่าเธอต่างๆนานาหาว่ารู้เห็นเป็นใจให้นังนั่นไปเป็นพระสนม ไม่รู้หรือว่ามิเชลล์จะมีลูกตั้ง 6 คน เจ้าหญิงฟารีดาทราบดีเรื่องนี้ ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น เจ้าชายโอมานเข้ามาจับไหล่เธอเขย่าแล้วเหวี่ยงลงกับพื้น

“โง่บัดซบ มีโอกาสที่จะได้เป็นราชินี ยังไม่รู้จักสกัดกั้นขวากหนาม ถึงเวลาหรือไม่เราก็จะไม่รออีกต่อไป มือของเราทั้งสองมือนี่แหละจะฝืนโชคชะตาของฮิลฟาราเอง” เจ้าชายโอมานประกาศก้อง

ooooooo

ตั้งแต่เข้าเฝ้าพระองค์อาห เม็ดครั้งนั้น มิเชลล์มีสีหน้าหม่นหมองตลอด พิณที่เคยบรรเลงเพลงหวานกลับฟังแล้วเศร้าจนอะมีนาอดถามไม่ได้ว่าเกิดอะไร ขึ้น เธอคิดหนักถึงเรื่องที่ต้องไปเป็นพระสนมเพราะประเพณีของประเทศเธอ สามีมีภรรยาคนเดียว ผู้ชายและผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่เหมือนที่นี่ซึ่งผู้ชายกุมอำนาจทุกอย่าง

“ผู้ชายไม่ได้เลือกภรรยา ฝ่ายเดียว ผู้หญิงก็เลือกสามีเหมือนกัน เมื่อแต่งงานกันแล้ว สามีภรรยามีสิทธิหน้าที่เท่าเทียมกันในครอบครัว เช่นผู้หญิงอาจจะทำงานหาเงิน ผู้ชายทำงานบ้านเลี้ยงลูก ทั้งสองฝ่ายต้องซื่อสัตย์ต่อกัน ถ้าใครนอกใจมีคนอื่นถือว่าผิดประเพณีอย่างแรง อีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้”

“ถ้าอย่างนั้น ครูจะตัดสินใจยังไงหรือคะ”

ซา รีฟแอบฟังอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ต้องการได้ยินคำตอบของมิเชลล์ หันหลังจะกลับ แต่อะมีนาเหลือบไปเห็นเรียกไว้ก่อน เขาจึงต้องเดินเข้ามาหา ฝากความระลึกถึงให้พ่อของอะมีนาด้วย เธอยิ้มรับอย่างรู้กัน

“เจ้าค่ะ ท่านราชองครักษ์ พ่อส่งข่าวว่าหมู่นี่ลมแรงเหลือเกินพ่อจะหลบลมเข้ามาที่ฮิลฟาราไม่ช้านี้ เจ้าค่ะ” อะมีนาว่าแล้วลุกออกไป ชารีฟแจ้งมิเชลล์ว่าได้เวลาตามนัดแล้ว คืนนี้จะมารับไปเฝ้าองค์อาหเม็ด เธอทราบอยู่แล้ว เขาไม่เห็นต้องลำบากมาบอกด้วยตัวเอง

“ฉันเต็มใจจะลำบาก เพราะมันเป็นหน้าที่ ไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็นเช่นไร มาบอกเท่านี้” ชารีฟพูดจบก้าวฉับๆออกไปทันที ทิ้งมิเชลล์ให้ยืนน้อยใจอยู่ตรงนั้น...

ทาง ฝ่ายองค์อาหเม็ดร้อนใจต้องการฟังคำตอบจากมิเชลล์ถึงขนาดเลื่อนการเดินทางไป อิชฟาอัคออกไป ทั้งที่กำหนดจะไปตั้งแต่วันก่อน แต่ก็คุ้มค่าเมื่อหญิงสาวตอบตกลงจะเป็นพระสนมของพระองค์

“พรุ่งนี้ เราจะเดินทางไปอิชฟาอัค เมื่อกลับมาเราจะให้พันเอกชารีฟเข้าไปรับเจ้า หวังว่าจะไม่มีการปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง” องค์อาหเม็ดใช้สองมือประคองใบหน้ามิเชลล์แล้วจุมพิตมัดจำที่หน้าผากหนึ่งที จากนั้นจึงพาไปส่งให้ชารีฟซึ่งรออยู่หน้าห้อง

“นำนางผู้นี้กลับไป ตำหนักเจ้าหญิงฟารีดาได้แล้ว ส่งหีบของขวัญตามไปมอบให้นางวันพรุ่งนี้ กลับจากอิชฟาอัคเราจะมีพิธีรับพระสนมคนใหม่ แจ้งให้ทราบทั่วกันด้วยนะชารีฟ”

ชารีฟโค้งรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะพามิเชลล์ไปส่งยังตำหนักของเจ้าหญิงฟารีดา ขณะที่เธอกำลังจะ

เดินเข้าข้างใน ชารีฟพูดไล่หลังว่าไม่รอปาฏิหาริย์แล้วหรือ หญิงสาวหันขวับ

“ตอนที่ดิฉันพูดถึงปาฏิหาริย์ ดิฉันก็รู้แล้วว่าไม่มี” น้ำเสียงของเธอคล้ายจะตัดพ้อ

“องค์อาหเม็ดไม่บังคับเธอแน่นอน ฉันรู้ว่าทรงถามย้ำว่าเธอเต็มใจหรือเปล่า”

“ใช่ และดิฉันก็ทูลว่าดิฉันเต็มใจ คุณอาจอยากจะรู้เหตุผลหรืออาจไม่อยากรู้ แต่ดิฉันจะบอก ถ้าดิฉันปฏิเสธ ดิฉันคงถูกส่งกลับฝรั่งเศส ดิฉันไม่อยากอยู่ที่นั่น แต่ถ้าถามว่าจะไปไหน ดิฉันกลับบอกไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปไหน สุดท้ายดิฉันไม่อยากใช้นามสกุล เดอลาโรนีส์ ไม่อยากเกี่ยวข้องกับสกุลอันยิ่งใหญ่ของพ่อ”

จากนั้น ความอัดอั้นตันใจทั้งหลายก็พรั่งพรูออกจากปากของมิเชลล์ ทั้งเรื่องที่ปู่กับย่าไม่ต้อนรับเด็กเลือดผสมอย่างเธอเป็นหลาน ที่ท่านให้ใช้นามสกุลก็เพราะเป็นไปตามกฎหมาย เล่าไปก็ร้องไห้ไปด้วยความสมเพชเวทนาตัวเอง ชารีฟสงสารและเห็นใจเธอมาก ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่เป็นกำลังใจให้

ooooooo

แคชฟียา ถึงกับร้องกรี๊ดๆเมื่อรู้ข่าวว่ามิเชลล์จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสนมใน องค์อาหเม็ดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ไม่เข้าใจทำไมคนทรยศอย่างนั้นถึงได้ดิบได้ดี แม่ของเธอว่าเป็นพระประสงค์ขององค์อาหเม็ด

“ไม่จริง  มันไปหว่านเสน่ห์   คนอย่างมันโปรยเสน่ห์ไม่เลือกว่าเป็นใคร โรแบร์ของลูกมันก็แย่งไป ไม่เคยคิดสักนิดว่าเป็นผัวเพื่อน” คำพูดพล่อยๆของแคชฟียาทำให้แม่ถึงกับเข่าอ่อน ท่านเศรษฐีรีบเข้าไปประคองไว้ ก่อนจะหันไปเอ็ดลูกสาว พูดจาอะไรให้ระวังปาก มีคู่รักได้แต่ทำไมต้องมีผัว

“แหมพ่อเจ้าขา คู่รักกับผัวก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ ไม่เห็นหรือคนที่รีบแต่งงานน่ะท้องทุกคน”

ท่านเศรษฐีทนไม่ไหวที่ลูกพูดจาไม่เป็นกุลสตรีทั้งด่าทั้งสาปแช่งสารพัด แต่เธอไม่สนใจกลับหัวเราะใส่หน้าเขาอย่างท้าทาย...

อาการไม่อยู่กับร่องกับรอยของแคชฟียาหนักข้อขึ้นตั้งแต่รู้ข่าวมิเชลล์ แต่งเนื้อแต่งตัวแบบเว่อร์ๆ แถมยังพูดโทรศัพท์กับโรแบร์เป็นตุเป็นตะทั้งที่ไม่มีสายสัญญาณ บางทีก็ร้องไห้ อยู่ๆก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะ ท่านเศรษฐีกับภรรยาถึงกับกุมขมับด้วยความกลุ้มใจ...

ขณะที่แคชฟียาเริ่มสติแตก ชารีฟนำหีบเครื่องเพชรจะมามอบให้มิเชลล์  แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเธอกำลังดีดพิณอยู่ที่สวนข้างตำหนัก รีบหลบเข้าพุ่มไม้จ้องมองภาพงดงามตรงหน้าตาไม่กะพริบ มัวแต่มองเพลิน ไม่ทันได้ยินเสียงซาฟีน่าหัวหน้านางกำนัลของที่นี่เข้ามาด้านหลังจนเธอกระแอมให้รู้สึกตัว เขาจึงหันมามอง

“ท่านราชองครักษ์ อัญเชิญหีบพระราชทานมาแล้วหรือเจ้าคะ”

มิเชลล์ได้ยินเสียงก็เหลียวมอง พอเห็นชารีฟมารีบหยุดบรรเลงพิณ ค่อยๆดึงผ้าคลุมหน้ามาปิด เป็นจังหวะเดียวกับท่านราชองครักษ์เข้ามาคุกเข่าเอาหีบเครื่องเพชรมาวางตรงหน้า แจ้งว่าเป็นหีบพระราชทานจากองค์อาหเม็ด สำหรับวันถวายตัว อีก 3 วันข้างหน้าหลังเสด็จกลับจากอิชฟาอัค

“วันนั้นเวลา 4 ทุ่ม ฉันจะเข้ามารับเธอ...เธอรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ชารีฟแดกดันจบลุกออกไป

ooooooo

เจ้าชายโอมานเรียกประชุมเหล่าทหารคนสนิทซึ่งประกอบด้วยซาอิ๊บ มุสตาฟาและหะยีเป็นการด่วนเมื่อทราบว่าองค์อาหเม็ดเสด็จไปอิชฟาอัคโดยไม่มีกำหนดการมาก่อน สอบถามทั้งสามคนแล้วไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุใดพระองค์ถึงเสด็จไปที่นั่นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ เจ้าชายโอมานไม่สบอารมณ์ตบโต๊ะเปรี้ยง

“โง่จริงๆ...ซาอิ๊บ สั่งการไปถึงคนของเราที่อิชฟาอัคให้ตามเรื่องด่วน”

ซาอิ๊บแจ้งว่าสายของเราทางโน้นทราบแล้วอีกไม่ช้าก็คงรายงานเข้ามา เจ้าชายโอมานอยากรู้ว่าสายของเราเป็นใคร ตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน พอรู้ว่าเขาเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของเจ้าชายอับดุลลาเจ้าผู้ครองนครอิชฟาอัคถึงกับยิ้มพอใจ...

ขณะที่เจ้าชายโอมานกับพวกประชุมกันอยู่ที่ฮิลฟารา องค์อาหเม็ดกับเหล่าคนสนิท รวมทั้งเจ้าชายอับดุลลาผู้เป็นหลานและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกำลังประชุมอย่างเคร่งเครียดไม่แพ้กันอยู่ที่อิชฟาอัค เมื่อองค์อาหเม็ดประมวลหลักฐานที่ได้จากชารีฟจนแน่ใจว่าเจ้าชายโอมานคิดจะก่อกบฏหลังจากพระองค์กลับถึงฮิลฟารา จึงแต่งตั้งให้เจ้าชายอับดุลลารับตำแหน่งแทนเจ้าชายโอมาน

“หลานเต็มใจสนองพระคุณเสด็จอา”

“ชารีฟ เมื่อกลับไปเราจะรับพระสนมใหม่เสียก่อน หลังจากนั้นอีกสามวันเราจะสำเร็จโทษโอมาน”

สายของเจ้าชายโอมานซึ่งร่วมประชุมอยู่ด้วย ลอบออกมาสั่งการให้ม้าเร็วนำจดหมายของตนที่รายงานเรื่องดังกล่าวไปส่งให้เจ้าชายโอมานด่วนที่สุด...

ทันทีที่ได้รับจดหมายจากสาย เจ้าชายโอมานสั่งการให้ทหารของตนเตรียมพร้อม องค์อาหเม็ดกลับถึงฮิลฟาราเมื่อไหร่ให้ปลงพระชนม์ได้เลย โดยจะส่งคนไปลอบฆ่าทหารยามที่เฝ้าวังหลวงทั้งหมดก่อน แล้วจัดทหารของตนไปยืนยามแทน ซาอิ๊บทักท้วงว่าทหารรักษาพระองค์ทั้งกองเฝ้าระวังวังหลวงอยู่คงไม่ง่ายที่จะทำตามแผน เจ้าชายโอมานด่าว่าไอ้ขี้ขลาดแล้วหันไปถามมุสตาฟาว่าจะทำอย่างไรดี

“ทหารของเราส่วนหนึ่งให้หัวหน้านางกำนัลที่ชื่อซาฟีน่า นางเป็นพวกเรา รับเข้าไปแฝงตัวอยู่ในวัง องค์อาหเม็ดเสด็จเมื่อไหร่ ทหารของเราข้างนอกจะเข้าประชิด ข้างในจะออกมาประกบและฆ่าให้หมดพระเจ้าข้า”

เจ้าชายโอมานเห็นชอบด้วย อีกทั้งจะให้ซาฟีน่าจัดนางกำนัลที่เป็นพวกของเราอยู่เวรบริเวณชั้นใน และให้ซาอิ๊บกับมุสตาฟาเข้าไปรอที่วังหลวง ใครขัดขืนไม่ต้องไว้ชีวิต ซาอิ๊บและมุสตาฟารีบไปทำตามสั่งทันที...

ไม่นานนัก ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่เจ้าชายโอมานและพวกวางไว้ ซาฟีน่าจัดให้นางกำนัลที่เป็นพวกของตัวเองเข้าประจำที่ตามจุดสำคัญๆรอบตำหนักชั้นใน จากนั้นจึงเปิดทางให้ซาอิ๊บและมุสตาฟาเข้ามาเตรียมพร้อมรอการกลับมาขององค์อาหเม็ด

ooooooo

เมื่อองค์อาหเม็ดเสด็จมาถึงวังหลวง เจ้าชายโอมานทำทีมารอต้อนรับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระองค์เดินทางกลับมาเหนื่อยๆจึงอยากจะพักผ่อน แต่ไม่ลืมกำชับชารีฟว่าอย่าลืมไปรับมิเชลล์ให้ด้วย แล้วเสด็จขึ้นตำหนัก ชารีฟพยักหน้าเรียกผู้บังคับกองราชองครักษ์เข้ามาหา

“ฉันมีราชการด่วนต้องทำ จะกลับมาอีกทีค่ำๆ” ชารีฟสั่งเสร็จหันไปส่งสัญญาณให้การิมรออยู่ตรงนั้นแล้วตัวเองขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว...

ในขณะเดียวกัน รายานางกำนัลซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยตามมาหาซาฟีน่าที่หน้าห้ององค์อาหเม็ดเพื่อจะขอแลกเวรกันเนื่องจากพรุ่่งนี้เธอมีธุระ ซาอิ๊บไม่ต้องการให้มีอะไรผิดพลาดจำต้องสังหารรายาแล้วลากศพไปซ่อนไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่องค์อาหเม็ดจะเสด็จมาถึงห้องประทับ พวกนางกำนัลฝ่ายเจ้าชายโอมานรีบออกมารับเสด็จ รอจนพระองค์เข้าห้องจึงเปิดทางให้ซาอิ๊บและมุสตาฟาตามเข้าไป

องค์อาหเม็ดไม่ทันระวังตัวถูกซาอิ๊บเอายาสลบโปะหน้าจนแน่นิ่งไป พลันมีเสียงร้องของนางกำนัลดังขึ้นหน้าห้อง ซาอิ๊บตกใจรีบนำร่างองค์อาหเม็ดวางบนเตียงแล้วออกไปดู เจอนางกำนัลเพื่อนของรายาร้องเอะอะว่ารายาตายแล้ว เธอเจอศพอยู่ด้านโน้น ซาอิ๊บจะเข้ามาจัดการจากด้านหลังแต่เธอรู้ตัวเสียก่อน จะวิ่งหนี เขาตะครุบตัวไว้ แต่เธอดิ้นหลุด วิ่งหนีพลางส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไปไม่รอดถูกมุสตาฟาเชือดคอตายสนิท

นางกำนัลสองคนที่คอยเปิดทางให้เห็นการฆ่ากันโวยวายลั่นไหนว่าจะไม่มีใครตาย ทำไมต้องฆ่าแกงกันด้วยแล้วถามถึงองค์อาหเม็ดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซาอิ๊บแสยะยิ้ม

“เดี๋ยวก็สิ้นพระชนม์ โดนยาสลบไปแล้ว”

พวกนางกำนัลถึงกับร้องไห้ฟูมฟายไม่คิดเลยว่าเรื่องร้าวจะร้ายแรงถึงขนาดลอบปลงพระชนม์ ซาอิ๊บกับมุสตาฟาเห็นท่าไม่ดี เกรงทั้งคู่จะทำแผนการพัง จึงสังหารให้สิ้นซาก...

ขณะที่ภายในตำหนักหลวงตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ที่ด้านหน้าตัวตำหนักทหารสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด ทหารขององค์อาหเม็ดจำนวนน้อยกว่า ถูกทหารฝ่ายเจ้าชายโอมานสังหารล้มตายจำนวนมาก มิเชลล์ซึ่งอยู่ที่วังของเจ้าชายโอมาน แต่งตัวสวยเตรียมจะเข้าถวายตัวต้องตกใจเมื่ออะมีนาเข้ามาแจ้งว่าพระอนุชาก่อการกบฏ เวลานี้กุมอำนาจทหารไว้หมดแล้ว องค์อาหเม็ดอยู่ในอันตราย

นายพลมุสกัตพ่อของเธอกำลังลอบเข้าไปในวังหลวงด้วยทางลับใต้ดินเพื่อไปอารักขาองค์อาหเม็ด ส่วนท่านราชองครักษ์อยู่ที่ตึกเหลืองด้านหน้า จะต้องมีคนออกไปตามแต่ไม่มีใครออกไปได้ มิเชลล์อาสาจะไปตามชารีฟเอง จะใช้ข้ออ้างที่เป็นชาวต่างชาติผ่านพวกทหารออกไปให้ได้ แล้วคว้าเสื้อคลุมมาสวม

“อะมีนาจะไปอยู่กับเจ้าหญิงฟารีดา ที่นั่นคง ปลอดภัย”

มิเชลล์เตือนอะมีนาให้ระวังตัวด้วย ไปตามชารีฟได้แล้วจะรีบไปหา สองสาวกอดให้กำลังใจกันโดยไม่ล่วงรู้เลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากแยกทางกัน อะมีนาถูกหะยีฆ่าตาย...

ด้านเจ้าหญิงฟารีดาถึงกับเข่าอ่อนเมื่อทราบว่าเจ้าชายโอมานก่อการกบฏและองค์อาหเหม็ดสิ้นพระชนม์แล้ว เจ้าชายอ้างว่าพระองค์หัวใจวายเอง เจ้าหญิงฟารีดาไม่เชื่อ รู้แก่ใจดีว่าเป็นฝีมือของเขา ทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหว ขอลา กลับบ้านที่เกซาห์ เจ้าชายโอมานโวยวายลั่นว่าตำแหน่งพระราชินีแห่งฮิลฟารากำลังรอเธออยู่ เจ้าหญิงไม่ขอรับตำแหน่ง ขอถวายคืน เจ้าชายจอมโหดไม่ยอม

“ให้แล้ว ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ถ้ายังไม่อยากตาย นังอะมีนาน่ะถูกปาดคอห้อยรุ่งริ่ง อยากจะเป็นอย่างนั้นรึ”

เจ้าหญิงฟารีดาถึงกับปล่อยโฮ แล้วนึกถึงครูมิเชลล์ขึ้นมาได้ก็ถามหา ได้ความว่าเธอคงมีชะตากรรมไม่ต่างจาก อะมีนา เจ้าหญิงคร่ำครวญจะต้องฆ่าใครอีกกี่คนถึงจะสาแก่ใจ...

ในเวลาไล่เลี่ยกันทหารฝ่ายเจ้าชายโอมานสองนายซึ่งถูกสั่งให้เฝ้าพระศพอยู่หน้าห้องถึงกับตาเหลือก เมื่อเข้าไปตรวจดูข้างในห้องพบว่าพระศพหายไป ต่างมองหน้ากันเหมือนรู้ในชะตากรรมของตัวเอง

ตอนที่ 4

ชารีฟนั่งประคองมิเชลล์ที่ยังไม่รู้สึกตัวหลบอยู่หลังเนิน ทรายเพื่อบังแสงแดดที่แผดเผา นึกขึ้นได้ว่าร่างที่อยู่ในอ้อมแขนไม่ใช่เด็กชายสกปรกที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมา ค่อยๆเขี่ยไรผมที่หลุดออกจากผ้าโพกหัวให้ ฉุกคิดถึงเธอตอนที่อยู่ในชุดผ้าบางเบา หน้าตางดงามของเธอขณะนั้นต้องใจเขายิ่งนัก

ชายหนุ่มเผลอก้มลงจะจูบ แต่แล้วชะงักได้สติเสียก่อน เอื้อมไปหยิบถุงหนังบรรจุนํ้ามาจ่อที่ริมฝีปากแห้งแตกระแหงของมิเชลล์ ค่อยๆเทนํ้าให้จิบช้าๆ แล้วเอาถุงหนังนั้นหนุนหัวให้...

เมื่อมิ เชลล์แข็งแรงพอจะนั่งอูฐได้ ชารีฟออกเดินทางต่อ พักใหญ่ก็ถึงโอเอซิสอีกแห่งหนึ่ง ทีแรกมิเชลล์ไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดไปอีกหรือเปล่า รีๆ รอๆ ไม่กล้าชักอูฐไปทางนั้น แต่คราวนี้ชารีฟก็เห็นเช่นกัน จึงมั่นใจว่าไม่ใช่ภาพ ลวงตา ทั้งคู่กระตุ้นอูฐให้เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปที่นั่นทันที...

มิเชลล์ กระโจนใส่แอ่งนํ้าของโอเอซิสอย่างมีความสุข แถมวักนํ้าสาดชารีฟและชวนให้ลงมาเล่นนํ้าด้วยกัน เขาส่ายหน้าไม่เอาด้วย เธอวิ่งไปลากเขาลงนํ้า สองคนสาดนํ้าใส่กันอย่างสนุกสนาน ชารีฟสาดนํ้าเล่นได้พักเดียวก็ขอตัวขึ้นก่อน มิเชลล์แหวกว่ายนํ้าอย่างมีความสุข พลางตะโกนถามเขาว่าไม่อาบนํ้าหรือ เขาไม่ตอบก้มหน้าก้มตาตั้งกระโจมแล้วขนของเข้าไปเก็บ เธอเห็นเขาไม่สนใจ จึงสอดเสื้อออกมาซักตากแดด แล้วคว้าผ้ากัฟฟีเยมาคลุมตัวไว้นั่งหลบๆอยู่ในกอหญ้าริมนํ้า ชารีฟเดินเข้ามาหาโดยไม่รู้ว่าเธอมีผ้าผืนเดียวห่อตัวอยู่

หญิงสาว ร้องเอะอะห้ามไม่ให้เข้ามา แต่ช้าเกินไป เขาเห็นเข้าก็โวยวายลั่น ทีหลังอย่าสวมแค่ผ้าบางๆ แบบนั้น แดดกำลังร้อนเดี๋ยวจะไม่สบาย แล้วโยนเสื้อตัวเอง ไปคลุมตัวเธอไว้ และกำชับว่าอย่าให้ตัวเองเจ็บป่วย กลางทะเลทรายเป็นอันขาด จะทำให้ยุ่งยาก แม้จะอยู่กับเขาซึ่งเป็นหมอก็ตาม มิเชลล์แกล้งว่าถ้าไม่มีฝีมือรักษาก็ให้บอกมาตรงๆก็ได้ ชารีฟดึงแขนเธอเข้ามาใกล้ก้มลงกระซิบข้างหู

“ไม่มีฝีมือหรือ...อยากให้ฉันมีฝีมือหรือไม่”

มิเชลล์ผลักชารีฟออก กระชับเสื้อคลุมที่เขาโยนให้ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนี...

ระหว่างตั้งค่ายพักอยู่ที่โอเอซิส ชารีฟสอนให้

มิ เชลล์ได้เรียนรู้หลายอย่าง เช่น ยิงปืน เป็นต้น เผื่อภายภาคหน้าเธออาจจำเป็นต้องช่วยเขา ทีแรกเธอไม่ยอมเรียน อ้างว่าไม่เคยยิงใครมาก่อน ชารีฟถามอย่างยียวนว่าเคยโดนจูบมาก่อนหรือเปล่า หญิงสาวอายหน้าแดง อ้อมแอ้มว่าไม่เคย

“วันหนึ่งก็ต้องเคย ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกทั้งนั้น” ชารีฟพูดจบส่งสายตาลึกซึ้งมาให้

มิ เชลล์ไม่กล้าสบตาด้วย ได้แต่พยักหน้ารับคำ ชารีฟสอนท่ายิงให้แล้วเข้าโอบด้านหลังเธอช่วยจับปืน แต่กลับไม่ยอมให้ลั่นไก เพราะเกรงพวกทหารกบฏ จะได้ยินเสียงแล้วตามมาเล่นงานเอา จากนั้น ชารีฟสอนวิธีสวดมนต์ตามแบบศาสนาอิสลามให้เธอดู เพราะต้องปฏิบัติตัวให้เหมือนกับชนพื้นเมืองแถวนี้ จะได้ไม่มีใครสงสัย...

ถึง เวลาบ่ายซึ่งแดดร้อนจัด ชารีฟกับมิเชลล์นอนพักผ่อนเอาแรง ชายหนุ่มหลับสนิทไปพักใหญ่แล้ว แต่เธอยังนอนไม่หลับ พลิกตัวกลับมานอนตะแคงมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้า ทบทวนความรู้สึกที่มีต่อเขา บางทีก็หมั่นไส้ บางทีก็กลัวความเด็ดเดี่ยวของเขา แต่บางครั้งเขากลับทำให้เธอหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก

“ท่านราชองครักษ์พันเอกชารีฟ” มิเชลล์เผลอตัวพึมพำเบาๆ เขาลืมตาทันที เธอตกใจถึงกับลุกพรวด

“ทำไม ไม่นอน เราต้องนอนเอาแรง เพราะคืนนี้ต้องเดินทางกันอีก อยู่ทะเลทรายต้องพยายามฝึกตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง ตามหลักของคนทะเลทราย กลางวันแดดร้อนเราต้องนอน กลางคืนเย็นสบายเราก็เดินทาง อย่าโง่ฝืนวิถีชีวิตของชาวทะเลทราย...นอนซะ ตื่นขึ้นมาจะมีของอร่อยให้กิน” ชารีฟพูดจบดึงมิเชลล์ลงนอน

ooooooo

ของ อร่อยที่ชารีฟว่ามิเชลล์ไม่อร่อยด้วย อีกทั้งไม่ยอมแตะเพราะมันคือเนื้อกระต่ายย่าง เขาบังคับให้กินด้วยนํ้าเสียงดุกร้าว เธอจำต้องยัดใส่ปาก เคี้ยวได้ไม่กี่คำก็พะอืดพะอมวิ่งออกไปอาเจียน แล้ววักนํ้าในแอ่งนํ้าบ้วนปาก เหลือบเห็นมีดสั้นที่ชารีฟใช้ชำแหละเนื้อกระต่ายลืมทิ้งไว้ หยิบขึ้นมาเหน็บเอว เดินกลับไปที่กองไฟ

“คนยุโรปนี่โง่จริงๆ นะ กินอะไรไม่เป็นเสียเลย” ชารีฟแดกดัน

“พวก เราไม่โง่อย่างท่านว่าหรอก พวกท่านนะสิป่าเถื่อน ดุร้าย โหดเหี้ยม แย่งชิงสมบัติกัน แม้กระทั่งพี่น้องยังฆ่ากันเอง” มิเชลล์ต่อว่าอย่างมีอารมณ์ ชารีฟโกรธจัดดึงเธอมากอดแล้วระดมจูบอย่างไม่ปรานีปราศรัย โทษฐานปากไม่ดี ยิ่งเธอดิ้นหนีมากเท่าไหร่เขายิ่งจูบรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น พอสาแกใจก็ปล่อยเธอเป็นอิสระ

หญิงสาวทั้งโกรธทั้งอับอายนํ้าตาคลอ เบ้า หันหลังจะเดินหนี เขาไม่วายเย้ยหยัน ถึงตนจะเป็นคนป่าเถื่อน ก็จูบคนศิวิไลซ์อย่างเธอได้ไม่แพ้พวกผู้ชายชาวยุโรป มิเชลล์หยุดกึก หันขวับพร้อมกับชักมีดสั้นขึ้นมาถือไว้

“ดิฉันไม่ตบหน้าท่านหรอกพัน เอกชารีฟ เพราะนั่นเท่ากับเร่งให้ท่านทำอะไรเลวๆมากขึ้นอีก ท่านมันคนป่าเถื่อน การทรมานผู้หญิงเป็นความสุขของท่านใช่ไหม อย่านึกว่าดิฉันจะให้อภัยท่าน ต่อไปนี้เราจะไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน มีดเล่มนี้จะเสียบหัวใจท่านทันที ถ้าท่านกำแหงทำอุกอาจ เพราะถือว่าดิฉันเป็นผู้หญิงที่อยู่กลางทะเลทรายลำพังกับผู้ชายอย่าง ท่าน...ท่านจะเรียกร้องบุญคุณด้วยวิธีแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด จำไว้”

ชา รีฟสั่งให้คืนมีดสั้นมาแล้วจะเข้าไปแย่ง มิเชลล์หลบไม่ยอมให้ พร้อมทั้งขู่ว่ามีดเล่มนี้จะอยู่กับเธอตลอดไป ถ้าโดนเขารังแกอีก เธอยอมตายดีกว่าจะตกเป็นของเขา แล้วคว้าปลอกมีดที่วางอยู่แถวนั้นมาจับมีดยัดใส่ก่อนจะเหน็บไว้ที่เอว ชารีฟหงุดหงิดไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้...

ในระหว่างที่ชารีฟกับมิ เชลล์รอนแรมอยู่กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เจ้าหญิงฟารีดายังคงต่อต้านการก่อกบฏขององค์โอมานอย่างไม่เกรงกลัว โทษว่าเป็นเพราะท่านแม่ของเขาพูดใส่หูตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ให้เขาคอยแย่งชิงบัลลังก์จากพระเชษฐา เขาถึงได้ทะเยอ ทะยานแบบนี้ องค์โอมานไม่พอใจมากตบหน้าเจ้าหญิง ฟารีดาล้มลงไปกองกับพื้น สั่งห้ามพูดจาบจ้วงถึงท่านแม่ของตนอีกไม่เช่นนั้นได้เห็นดีกัน

“จะฆ่าหม่อมฉันหรือ ฆ่าเลย หม่อมฉันไม่กลัวตาย”

“ฆ่าเจ้าหรือฟารีดา เราไม่ฆ่าเจ้าหรอก เรามีวิธีที่จะให้เจ้าแค้นใจจนกระอักออกมาเอง” องค์โอมานว่าแล้ว ตบมือสามครั้ง สักครู่มีสาวสวยสามคนในชุดวาบหวิวออกมาร่ายรำด้วยท่าทางยั่วยวน เจ้าหญิงฟารีดาทนดูไม่ได้ขยับจะไป เขาขู่ฟ่อขืนขยับแม้แต่ก้าวเดียวจะสังหารนังสามคนนี่ทิ้ง เธอจำใจนั่งต่อไป...

หลังจากกลั่นแกล้งมเหสีเอกจนหนำใจแล้ว องค์โอมานปล่อยเธอกลับตำหนักตัวเอง เจ้าหญิงเห็นซาฟีน่ามาเดินเตร่อยู่แถวห้องบรรทม จึงเรียกมาสอบถามว่าทำความดีความชอบอะไรถึงถูกส่งมารับใช้ตน ทั้งๆ ที่ควรอยู่ที่วังหลวง เธอปฏิเสธทันทีว่าไม่ทราบไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แค่ทำตามคำสั่งของกษัตริย์โอมานที่หนึ่งเท่านั้น

“ถ้าไม่รู้ ก็รู้ไว้เดี๋ยวนี้ ว่าเจ้าถูกส่งมาให้คอยจับตาดูเรา แล้วเอาไปบอกพวกทหารของเจ้าพี่ เพื่อจะทูลขึ้น

ไปถึงเจ้าพี่อีกที ทำไมซาฟีน่า เบี้ยหวัด เงินปีที่ได้รับไม่พอใช้หรือ ถึงต้องทำตัวเป็นนกสองหัว คนชั่วอย่างเจ้า เราไม่ชอบ เราไม่ขอเห็นหน้าให้เป็นเสนียดกับสายตา เจ้าเตรียมตัวไปจากที่นี่ได้ ที่นี่เป็นที่ที่คนดีๆ เขาอยู่กัน”

ซาฟีน่าจำต้องกลับวังหลวง เพื่อรายงานให้องค์โอมานทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น...

ขณะที่ซาฟีน่าหมดโอกาสที่จะสอดแนมความเป็นไปของเจ้าหญิงฟารีดา ชารีฟกับมิเชลล์เตรียมออกเดินทางต่อไป เขาอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นมิเชลล์หยิบแหวนวงที่เข้าชุดกับสร้อยอุบะที่ห้อยเครื่องราง ซึ่งเจ้าหญิงฟารีดามอบให้ขึ้นมา คล้องเชือกแล้วนำมาสวมคอไว้ ร้องถามว่าเอาแหวนเปียรุสมาสวมทำไม เธออ้างคำของเจ้าหญิงฟารีดาว่ามันเป็นเครื่องรางสำหรับปกป้องคนร้าย คนคิดไม่ดีอย่างเขา ชารีฟไม่อยากเถียงด้วยหันไปตรวจความเรียบร้อยของสัมภาระ มิเชลล์อยากให้พักอยู่ที่นี่อีกสักวันสองวัน แต่เขาสั่งให้ออกเดินทางต่อ

“ไม่ ฉันจะพัก ยังไม่หายเหนื่อย ท่านไปคนเดียวสิ ดิฉันจะไปทางโน้น ท่านอย่าตามมาก็แล้วกัน ดิฉันไม่ไว้ใจท่านแล้ว” มิเชลล์แข็งขืนได้ไม่กี่นํ้า สุดท้ายต้องทำตามคำสั่งของชารีฟ...

องค์โอมานยังไม่ยอมรามือ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ตัวชารีฟกลับมา โดยจับเมียและลูกของอับดุลมาทรมานให้อับดุลบอกความจริง แต่เขาปิดปากเงียบ ยอมตายทั้งครอบครัวดีกว่าจะเผยที่ซ่อนตัวของชารีฟ

ooooooo

ชารีฟเดินทางทั้งคืนจนมิเชลล์เหนื่อยอ่อน แทบจะหลับบนหลังอูฐ แต่แล้วเธอกลับตาสว่างเมื่อเห็นพายุหมุนก่อตัวขึ้นที่ปลายฟ้า ซึ่งพระอาทิตย์เริ่มทอแสงรำไร ครู่เดียวพายุพัดตรงเข้ามา ชารีฟสั่งให้ลงจากอูฐแล้วใช้มันเป็นที่กำบังพายุ เธอรีบทำตามสั่งด้วยความหวาดกลัว เขาโอบกอดเธอไว้เพื่อปกป้องทรายจากพายุ

“เอาผ้าปิดปาก ปิดจมูกเดี๋ยวทรายเข้า”

สิ้นเสียง พายุพัดทรายฟุ้งกระจายเข้ามา ชารีฟกอดมิเชลล์ไว้แนบกับตัว ความใกล้ชิดทำให้หญิงสาวอดหวั่นไหวไม่ได้ พักใหญ่กว่าพายุจะสงบ เขาจึงคลายอ้อมกอดออก มิเชลล์ยังคงครางอู้อี้พร้อมกับไขว่คว้าดึงเขามากอดไว้แน่น สักครู่ถึงได้รู้สึกตัว ลืมตามองเห็นเขาจ้องอยู่ อับอายมากลุกพรวดเสมองไปรอบๆ แก้เขิน ก่อนจะพบว่าภูมิประเทศที่เห็นก่อนเกิดพายุเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เนินทรายที่เคยอยู่ตรงหน้าหายไปหมด

ชารีฟจัดแจงทำที่บังแดดบนหลังอูฐ แล้วสั่งให้มิเชลล์ขึ้นประจำที่ และเตือนว่าต่อไปนี้จะไม่มีแหล่งน้ำที่ไหนอีกจนกว่าจะถึงที่พักใหญ่ของพวกเบดูอิน กลางทะเลทรายลึก จะใช้น้ำต้องระมัดระวัง...

คำเตือนของชารีฟเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แสงแดดที่แผดเผาทำให้มิเชลล์ซดน้ำยิ่งกว่าอูฐ เขาต้องคว้าถุงใส่น้ำของเธอไปเก็บไว้เอง เธอค้อนขวับด้วยความไม่พอใจ...

ด้านองค์โอมานไม่รอช้า สิ่งแรกที่ทำทันทีที่ขึ้นครองอำนาจคือสั่งให้พระคลังหลวงขูดภาษีจากราษฎรเพิ่มขึ้น จึงเป็นการเปิดช่องให้ข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง เรียกสินบนจากพ่อค้าที่ไม่ต้องการเสียภาษี

เงินที่ได้จากการค้าน้ำมันและรีดภาษี องค์โอมานนำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากพ่อค้าอาวุธที่มีชื่อมิสเตอร์โจชัวร์ ซึ่งคุยอวดว่าอาวุธของตนนำสมัยและมีประสิทธิภาพไม่มีประเทศใดในภูมิภาคนี้จะทัดเทียมได้ พระองค์พอใจมาก แต่ไม่วายถามซาอิ๊บว่าตนคงตัดสินใจไม่ผิด เขายืนยันไม่ผิดแน่นอน ฝรั่งคนนี้ไว้ใจได้

“แสนยานุภาพของเราจะต้องยิ่งใหญ่ที่สุดและในไม่ช้านี้ผืนทรายทั้งหมดในคาบสมุทรนี้จะต้อง

เป็นของข้าแต่ผู้เดียว เออ...ว่าแต่ว่าอย่าลืมไอ้ชารีฟกับ

นางสนมฝรั่งเศส อย่าลืมว่าเรายังต้องการตัวมันอยู่ ไม่ได้กลัวว่ามันจะมาทำอะไรหรอก แต่แค้นมัน...เจ้าได้ตัวมันไอ้ชารีฟ มีดเล่มนี้จะแล่เนื้อมันออกเป็นชิ้นๆเลย” องค์โอมานว่าแล้วหยิบมีดสั้นมาตวัดไปมา ด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม...

ทางฝ่ายมิเชลล์โวยวายลั่นที่ชารีฟให้พักแค่ครู่เดียวแล้วให้เดินทางต่อไปทั้งๆที่แดดเปรี้ยงและควรจะเป็นเวลาได้นอนพัก อีกทั้งยังให้จิบน้ำแทนที่จะได้ดื่มให้สมกับความกระหาย ชารีฟไม่พอใจต่อว่ากลับที่เธอเห็นเขาเป็นศัตรูใจทรามถึงได้ไม่ไว้ใจกัน ขนาดจะกินจะนอนต้องพกมีดติดตัวไว้ตลอด ทั้งๆที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ตั้งสองครั้งสองครา ทีกับองค์อาหเม็ดกลับยอมตกปากรับคำเป็นสนม โดยอ้างว่าพระองค์มีบุญคุณ

“ฉันไม่ได้คิดจะทำบัดสีอะไรกับเธอ แต่ฉันไม่เข้าใจผู้หญิงยุโรปอย่างเธอจริงๆ ถ้าเธอบอกรักองค์อาหเม็ดสักคำฉันจะไม่สงสัยเลย นี่...มันก็เรื่องหลอกลวงนั่นแหละ”

มิเชลล์ขอร้องให้หยุดดูถูกกันได้แล้ว ถ้าไม่หยุดจะโดดลงจากหลังอูฐ ชารีฟท้าทายให้กระโดด อยากรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงยุโรปจะใจเด็ดแค่ไหน เธอโกรธมากโดดลงมากระแทกพื้นหมดสติเนื่องจากอ่อนแรงเป็นทุนเดิม ชารีฟตกใจผวาลงไปประคองเธอไว้แนบอก ปากก็พร่ำบอกว่าทีหลังจะไม่ทำอย่างนี้กับเธออีก...

ชารีฟต้องตั้งกระโจมเพื่อค้างแรมไปโดยปริยายเพราะมิเชลล์หมดสติไม่รู้สึกตัว โชคดีที่ไม่มีส่วนใดหัก แค่ฟกช้ำ กว่าเธอจะฟื้นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เขารีบเข้าไปง้อเอาอกเอาใจ เธอปล่อยโฮอย่างหมดความอดกลั้น ชารีฟทำอะไรไม่ถูก ดึงเธอมากอดไว้อย่างปลอบโยน

ooooooo

มิเชลล์ตื่นขึ้นตอนเช้าของวันใหม่ด้วยอาการมึนหัวเล็กน้อย แต่แล้วต้องตกใจเมื่อพบว่าตัวเองนอนหลับอยู่ข้างๆชารีฟ รีบสำรวจเนื้อตัวแล้วถอนใจโล่งอกที่ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ มองชายหนุ่มที่นอนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น แล้วค่อยๆลุกออกไปเตรียมมื้อเช้าให้

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นปลุกชารีฟให้ตื่นจากหลับใหล แต่อดปากเสียไม่ได้ว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่รอนแรมด้วยกันมาเพิ่งได้ดื่มกาแฟจากฝีมือของคนศิวิไลซ์อย่างเธอ

“พรุ่งนี้เย็นเราจะเข้าสู่เขตภูเขาที่ตั้งจาอุฟเมืองกลางทะเลทรายอีกแห่งหนึ่ง ที่นั่นจะสบายไม่ต้องเร่ร่อนเราจะพักที่นี่จนกว่าอาทิตย์จะตกดิน เมื่อถึงจาอุฟเธอต้องระวังตัวให้มากขึ้น ที่นั่นเป็นชุมชนใหญ่ของพวกเบดูอิน มีทั้งคนดีคนชั่วและโจรปะปนกัน แล้วก็มีเรื่องแก่งแย่งชิงอำนาจของพวกที่พยายามเป็นใหญ่แทนชีค...

ชีคคือตำแหน่งหัวหน้าของเบดูอินกลุ่มใหญ่ซึ่งมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่ตามเมืองโบราณในทะเลทราย”

ชารีฟอธิบายเสร็จหยิบสร้อยห้อยตราประจำราชวงศ์กษัตริย์ที่สวมติดตัวออกมา “พวกเบดูอินร้ายกาจ อย่างไรก็ไม่กล้าทำร้ายทหารของพระราชา เธอไม่ต้องกลัวนะ”...

ในที่สุดชารีฟและมิเชลล์มาถึงเมืองจาอุฟ ที่ซึ่งตัวตึกทั้งหลายสร้างขึ้นจากดินเหนียวและหิน มีกระโจมของพวกเบดูอินตั้งกระจัดกระจายอยู่เป็นกลุ่มๆรอบเมือง ทั้งคู่เดินตรงไปยังตึกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าซึ่งเป็นที่อยู่ของชีคอัสมันซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับชารีฟ แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวตึก กาเซ็มซึ่งเมามายเดินมาชนมิเชลล์

เต็มแรงจนเซจะล้ม เขาคว้าตัวเธอไว้ทัน ก่อนจะร้องเอะอะว่านี่คือผู้หญิง แล้วกอดไม่ยอมปล่อย

ชารีฟปรี่เข้ามากระชากไอ้ขี้เมาเหวี่ยงไปกองกับพื้น นะหมัดรีบเข้ามาขอโทษแทนน้องชาย ชารีฟได้ทีตวาดกลบเกลื่อนว่าเมาจนขาดสติขนาดเห็นผู้ชายเป็นผู้หญิง แล้วติงว่าสุราเป็นของต้องห้ามทำไมยังดื่มกันอีก นะหมัดรับปากว่าจะพยายามหักห้ามใจไม่ให้ดื่ม...

ครู่ต่อมา ชารีฟเดินนำมิเชลล์ในคราบตาฟามาถึงหน้าตึกใหญ่ เขาฝากรหัสคำว่า “อวีเซ็นน่า” ให้ยามเฝ้าระวังหน้าตึกไปแจ้งต่อชีคอัสมัน ยามหายเข้าไปข้างในพักหนึ่งก็กลับออกมาเชิญทั้งคู่เข้าพบชีคอัสมันได้ แล้วเดินนำไปยังห้องโถงใหญ่ซึ่งมีเหล่านักรบเบดูอินยืนถือปืนเรียงรายกันเป็นระยะๆ ส่วนที่มุมห้องซึ่งเป็นพื้นยกสูงมีเด็กหนุ่มสองคนนั่งเฝ้าชีคอัสมันที่นอนร้องโอดโอยอยู่ แต่พอเห็นชารีฟเท่านั้น ร้องทักด้วยความดีใจ

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:05 น.