ข่าว

วิดีโอ



สารวัตรใหญ่

อ่านเรื่องย่อ

แนว: แอคชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ภูเขา

กำกับการแสดงโดย: พลชย เมธา

ผลิตโดย: บริษัท ป๊าสั่ง ย่าสอน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช

คำแพงเกือบตกเป็นผู้ต้องหาขโมยต่างหูของลักษณาเพียงเพราะวิวไม่ถูกชะตาแล้วพยายามโยนความผิดให้ ทั้งที่ความจริงคำแพงเก็บได้และกำลังตามหาเจ้าของเพื่อจะเอามาคืน

แต่เหตุการณ์ก็จบลงได้หลังจากตำรวจเข้ามาสอบสวนจนได้ความจริง คำแพงคือผู้บริสุทธิ์ ขณะที่ลักษณาต้องเสียหน้าอย่างมากเพราะหลายคนในงานเลี้ยง ดูออกว่าต่างหูเพชรนั้นเป็นของปลอมราคาคู่ละไม่ถึงห้าร้อยบาท ไม่ใช่ข้างละเป็นแสนอย่างที่พูดไว้แต่แรก

งานนี้จบลงด้วยความอับอายของลักษณาและความเจ็บใจของวิวที่ต้องเอ่ยปากขอโทษคำแพงต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก และแน่นอนว่าทั้งลักษณาและวิวย่อมไม่ชอบหน้าคำแพงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะย้ายตามสามีที่จะไปเป็นสารวัตรที่พระลานก็คิดหาทางเล่นงานเพราะสามีของพวกตนมีตำแหน่งใหญ่โตในจังหวัดนั้น

ส่วนบุญศรีเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากคำแพงก็โทษตัวเองที่แนะนำให้ลูกไปงานเลี้ยงนั้น แต่คำแพงกลับบอกว่า

“ดีแล้วล่ะค่ะแม่ที่หนูได้ไปเจอเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเอง อย่างน้อยหนูจะได้รู้ว่าสังคมที่หนูจะต้องไปเสวนาด้วยเป็นยังไงกัน”

มานะยิ้มบางๆให้ลูกก่อนเอ่ยว่า “ไม่มีที่ไหน เหมือนจังหวัดเราหรอกคำแพง จังหวัดเราถึงจะเล็ก ไม่เจริญเท่าจังหวัดอื่น แต่คนส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี รักความยุติธรรม ไม่นิ่งดูดายเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“เดี๋ยวแม่คงต้องไปขอบคุณแขกในงานที่คอยช่วยเหลือกันหลังจากเกิดเรื่องกับลูก”

“หนูก็อยากจะขอบคุณพ่อกับแม่ด้วยเหมือนกัน เพราะจริงๆแล้วที่ทุกคนช่วยดูแลหนู ก็น่าจะเป็นด้วยคุณงามความดีของพ่อกับแม่ที่สร้างมา ก็เลยเป็นเกราะคุ้มครองไม่ให้ใครมาทำอะไรหนูได้”

“ต่อจากนี้ไม่ว่าลูกจะไปอยู่ที่ไหน สิ่งที่จะคุ้มครองลูกได้ก็มีแต่ความดีเท่านั้น ความดีถึงแม้จะทำยาก ทำแล้วไม่มีใครเห็น แต่มันสมบูรณ์ในตัวนะลูก เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดให้ใครมายกย่องสรรเสริญ”

“ค่ะพ่อ หนูจะจำไว้” คำแพงยิ้มแย้มกับพ่อแม่... ทุกคนมีความสุขจากภายใน ท่ามกลางชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง

แต่คนที่ไม่พอเพียงคือลักษณา เธอกำลังนั่งหน้า บูดบึ้งไม่สบอารมณ์อยู่ที่โต๊ะอาหารภายในบ้านหลังใหญ่ของสามีที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัด

“เป็นอะไร หน้าบูดเชียว หรือว่ากลุ้มเรื่องขายบัตรการกุศลไม่ออก”

“นั่นก็ด้วยค่ะ”

“ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวรองทรัพย์จะมา ผมจะแบ่งให้เขาไปช่วยขายให้”

“คุณคะ สารวัตรคนใหม่ของ สภ.พระลานเข้ามารับงานหรือยัง”

“ตามกำหนดเดิมก็คงเป็นวันสองวันนี้แหละ มีอะไร”

“ฉันไม่ชอบนังคุณนายสารวัตร”

“อ้าว...เขายังไม่ย้ายมาเลย ไม่ชอบซะแล้ว”

“คอยดูนะ มันย้ายมาเมื่อไหร่ฉันจะเล่นงานมันให้แหลกไปเลย”

สาวใช้พาทรัพย์อนันต์เข้ามาพอดี ลักษณาไม่รอช้าหยิบบัตรการศุลปึกหนึ่งส่งให้ลูกน้องของสามี กำชับว่าต้องขายให้หมดโต๊ะละสองหมื่น

“ทรัพย์อนันต์เก่งอยู่แล้วเรื่องนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก”

“ผมรับรองเลยครับว่าบัตรหมดแน่ คุณนายไม่ต้องห่วง”

“ขอเงินสดนะ ไม่เอาเช็ค มีเบอร์บัญชีฉันแล้วนะ”

ทรัพย์อนันต์ตอบรับ มองบัตรการกุศลในมือแล้วยิ้มอย่างมั่นใจ หลังจากนั้นเขาดำเนินการทันที ตรงดิ่งไปโรงพักพระลานนำบัตรการกุศลมาแจกจ่ายให้ลูกน้องช่วยกันไปขาย โดยอ้างชื่อท่านผู้ว่าฯพิเชษฐ์เพื่อให้ทุกคนยำเกรง แต่ความจริงก็คือบังคับนั่นเอง

ตำรวจแต่ละคนกลัวขายบัตรไม่หมดเพราะยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ทุกคนก็ต้องหาทางออกให้ตัวเอง กอบเกียรติได้มาหลายใบเลยนำมาแบ่งให้พิทยาธรทั้งที่เจ้าตัวบอกไม่ค่อยรู้จักใคร แล้วยังบ่นว่าที่นี่เป็นสถานีตำรวจหรือบริษัทฝากขายตั๋วขายบัตรกันแน่

“นั่นสิ ผมก็ชักไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน...สมองพวกเราแทนที่จะเอามาคิดเรื่องงาน กลับต้องเอามาคิดหาวิธีขายบัตรการกุศลแทน เจริญจริงๆ” กอบเกียรติทิ้งท้ายแล้วผละไป

พิทยาธรเซ็งสุดๆ หมดอารมณ์ทำงาน ไม่ต่างจากตำรวจคนอื่นๆที่พากันจับกลุ่มคุยเรื่องต้องขายบัตรการกุศลให้คุณนายท่านผู้ว่าฯ

ooooooo

ลุงเขียนกับป้าพุดพ่อแม่ของดาบนรินทร์ที่ช่วยชีวิตป้าสำอางไว้เมื่อหลายวันก่อน...วันนี้ลุงกับป้าโดนไอ้เบี้ยวกับไอ้ปืนสองนักเลงสมุนของกำนันฉลองโชคมาข่มขู่เพื่อให้ขายที่ดินเช่นเดียวกับป้าสำอาง ซึ่งลุงเขียนกับป้าพุดไม่ยินยอมจึงมีการทุ่มเถียงกันขึ้น

ระหว่างนี้เองดาบนรินทร์ออกเวรกลับมา สองนักเลงไม่อยากเผชิญหน้าเพราะยังไม่ถึงเวลา เดินหัวเราะสวนออกไป...เมื่อรู้จากพ่อแม่ว่าสองคนนั้นมาบังคับให้ขายที่ นรินทร์จึงไปตามป้าสำอางมาหารือกัน แต่ละคนตกอยู่ในภาวะอัดอั้นที่พวกผู้มีอำนาจทำตามอำเภอใจ ถ้าไม่ทำตามก็คงต้องจบชีวิตเหมือนลุงมานิต

เมื่อป้าพุดชวนไปแจ้งตำรวจ ป้าสำอางค้านว่าตำรวจก็ช่วยเราไม่ได้ ลุงเขียนจึงหันมาที่ลูกชาย

“ไอ้รินทร์ เอ็งก็เป็นตำรวจ มันน่าจะช่วยอะไรได้บ้างสิวะ”

“พ่อ ถึงผมเป็นตำรวจ แต่ก็เป็นแค่ฝ่ายธุรการ แล้วก็ไม่ได้ประจำท้องที่พระลาน แต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องแจ้งความกัน ไม่งั้นผมก็ไม่รู้จะช่วยยังไง”


“ก็ได้ พรุ่งนี้เช้าไปแจ้งความกัน” ลุงเขียนตอบเสร็จ ก็พยักพเยิดกับสองป้า

ครั้นเช้าวันถัดมาทั้งสามคนก็มุ่งหน้าไปโรงพักพระลาน จ่าพจนารถลงบันทึกประจำวันโดยมีหมู่ปราการนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ๆ

“พูดชัดๆอีกทีซิ ตกลงป้าว่าที่ผัวของป้าตาย

ก็เพราะโดนฆ่าใช่ไหม”

“ใช่ ฉันได้ยินเสียงปืน ดาบนรินทร์ก็ได้ยิน”

“ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่อยู่คนละที่กัน เลยเห็นหน้าไม่ถนัด”

“จะมีใคร ก็ลูกน้องกำนันนั่นแหละ ป้าจำได้...

มันมาหาป้าตั้งหลายครั้งแล้ว”

“เมื่อวานมันก็มาบ้านฉัน เอาปืนออกมาขู่  บอกว่า ให้ขายที่”

“มีคนนึงชื่อไอ้ปืน ลูกน้องกำนันฉลองโชค ข้าจำได้”

“โอเค สงสัยว่าเป็นนายปืนลูกน้องกำนันนะ”

จ่าพจนารถรับแจ้งความโดยดี พอเสร็จเรื่องก็ยังเดินตามออกมาส่งทุกคน และพูดกับเพื่อนร่วมอาชีพว่า “ดาบรินทร์ไม่ต้องห่วงนะ ยังไงผมจะช่วยดูให้”

“ขอบใจมากจ่า ยังไงจ่าอย่าให้เรื่องมันเงียบนะ คอยเตือนร้อยเวรให้ผมด้วย ผมไหว้ละ”

“ดาบจะมาไหว้จ่าทำไม ไปๆ กลับบ้านไป ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

กลุ่มดาบนรินทร์ชักแถวออกไป ไม่ทันไรหมู่ปราการถือโทรศัพท์มือถือเข้ามาบอกจ่าพจนารถว่ากำนันโทร.มา จ่าถึงกับสะดุ้งโหยงสงสัยว่ากำนันรู้ได้ยังไง

เมื่อจ่าพจนารถรับสาย กำนันก็ซักถามเรื่องราวเล็กน้อยเพราะรู้จากหมู่ปราการหมดแล้ว

“ยังไงผมจะบอกเด็กผมให้ระวังตัวเอาไว้ แต่จ่าคงรู้นะว่าเรื่องนี้ต้องทำยังไง”

“ครับกำนัน ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องนี้เดี๋ยวผมดูให้ครับ” จ่าวางสายสีหน้าหนักใจ ขณะที่หมู่พูดลอยๆว่า

“เรามันต้นหญ้าน่ะจ่า ลมมาจากทิศไหนเราก็เอนตามเขาไป”

“ตามนั้น” จ่าตัดบทสั้นๆ แต่ได้ใจความที่เข้าใจตรงกันชัดเจน

ooooooo

เวลานั้นกำนันฉลองโชคอยู่กับเบี้ยวและปืนที่ร้านข้าวแกงในตลาด พอกำนันบอกลูกน้องว่าเจ้าของที่ดินที่ตนอยากได้พากันไปแจ้งความว่าโดนข่มขู่และพวกมันแน่ใจว่าการตายของมานิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ใช่โดนรถชนตายอย่างที่เป็นข่าว ปืนคาดว่าที่พวกมันกล้าแจ้งความเพราะลูกชายลุงเขียนเป็นตำรวจ

“แต่ไม่ได้อยู่ท้องที่พระลานหรอกกำนัน อยู่อำเภอเมือง” เบี้ยวให้ข้อมูลเพิ่ม...กำนันสบถขึ้นทันทีว่ากระจอก เบี้ยวเลยถามเจ้านายว่า “เด็ดขาดเลยไหมครับ”

“ยังก่อน ถึงเวลาข้าจะสั่งอีกที”


มัทนีใส่หมวกและแว่นตาพรางตัวตามคำเตือนของเจ๊จวบที่ให้ระมัดระวังเดินเข้ามาสั่งแกงใส่ถุง พอ เธอเหลือบเห็นเบี้ยวกับปืนนั่งในร้านก็ก้มหน้าหลบและรีบซื้อรีบไป แต่สองนักเลงตาไวเห็นเธอจนได้ กระซิบกันว่าคุ้นหน้าผู้หญิงคนนั้นก่อนจะลุกมาถามเจ้าของร้านว่า

“เจ๊รู้จักคนที่มาซื้อแกงเมื่อกี้หรือเปล่า”

“ไม่รู้...ไม่ใช่คนที่นี่หรอก”

กำนันจับตามองสงสัย พอออกจากร้านก็ถามลูกน้องว่ามีอะไรกัน

“คือผู้หญิงที่มาซื้อแกงที่ร้านเจ๊พรเมื่อกี้ ฉันสงสัยว่าจะเป็นคนเดียวกับคนที่พวกฉันไล่ยิงเมื่อคืนก่อน”

 “ถึงเห็นหน้าไม่ค่อยชัด แต่ฉันจำรูปร่างมันได้”

“พวกเอ็งไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย ต่อให้มันขึ้นโรงพักไปแจ้งความก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเอ็งแน่”

กำนันย่ามใจแล้วเดินทักทายชาวบ้านต่อไป ทำให้ปืนและเบี้ยวพลอยย่ามใจไปด้วย ส่วนมัทนีที่เดินหนีออกมาอย่างเร็ว เธอตรงไปที่มุมจอดรถเครื่องซาเล้งด้วยอาการหวาดระแวงเกรงจะถูกติดตาม จู่ๆเจ๊จวบเข้ามาตบไหล่ มัทนีสะดุ้งสุดตัวร้องลั่นด้วยความตกใจ

“อย่า! อย่าทำอะไรฉัน ฉันกลัวแล้ว...”

“อะไรของเอ็งนังมัท เป็นอะไร”

“เจ๊เองเหรอ...นี่เจ๊ ฉันเห็นพวกมันอีกแล้ว”

เจ๊จวบหูผึ่ง เหลียวซ้ายแลขวาฟังมัทนีเล่า...แล้วครู่ต่อมาสองน้าหลานก็ไปแอบมองสองนักเลงที่เดินอยู่กับชายอีกคน เจ๊จวบเห็นเต็มตาถึงกับอุทานว่า “ตายแล้ว!!

นั่นมันคนของกำนันเลยนะนั่น”

“กำนันอะไร”

“กำนันฉลองโชค คนที่ยืนอยู่นั่นไง”

“งั้นเจ๊ฟ้องกำนันให้หน่อย กำนันจะได้ลงโทษพวกมัน”

“ลงโทษกะผีน่ะสิ กำนันนี่แหละตัวเอ้เลย...ต่อไปเอ็งจะไปไหนมาไหนอย่างแต่ก่อนไม่ได้แล้วนะนังมัท”

มัทนีพยักหน้ารับแต่ไม่วายยกโทรศัพท์มาแอบถ่ายภาพกำนันกับลูกน้องไว้เป็นหลักฐาน เจ๊จวบบ่นว่าหาเรื่องใส่ตัว เร่งให้รีบกลับพร้อมดึงหลานสาวมาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหรือรถเครื่องซาเล้งของตัวเอง


แต่แล้วสองฝ่ายเกือบจ๊ะเอ๋กันตรงด่านตรวจ จ่าตุ๋ยเรียกซาเล้งของเจ๊จวบไว้และเขียนใบสั่งบอกว่าผิดกฎหมาย ถ้าจะต้องใช้จ่ายตลาดบรรทุกของอย่างที่เจ๊ว่าให้ไปออกรถกระบะ เจ๊จวบท่าทางหัวเสียเพราะค่าปรับตั้งห้าร้อย แต่ไม่มีเวลาต่อรองหรือต่อว่าเพราะพวกกำนันมาจอดรถต่อท้าย

กำนันฉลองโชคลงมาคุยกันจ่าตุ๋ยและดาบหมู

ที่ด่าน ถามเรื่องสารวัตรคนใหม่ที่ได้ข่าวว่าเจอกันแล้ว

เป็นยังไงบ้าง


“ท่าทางไม่เบาเลยกำนัน ยังไงกำนันก็เตือนพวกลูกน้องให้เพลาๆลงหน่อยนะครับ เดี๋ยวจะมีปัญหา”

“ของแรงแบบนี้ ผมชอบ”

กำนันพูดแล้วหัวเราะชอบใจ ขณะที่เบี้ยวกับปืนมองตามรถของเจ๊จวบที่พุ่งออกไปฝุ่นตลบด้วยความสงสัย

ooooooo

ใหญ่พาคำแพงมาที่พระลานในบ่ายวันนี้ด้วยรถยนต์ สองคนเข้ามาที่บ้านพักตำรวจพร้อมกระเป๋าเดินทางคนละใบ ซึ่งใหญ่ออกตัวว่าบ้านโทรมไปหน่อยแต่ตนจะทาสีและซ่อมแซมให้น่าอยู่ขึ้น

“ค่ะ คำแพงอยู่ที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว ขอให้คุณใหญ่อยู่ด้วยก็แล้วกัน”

“มีอีกเรื่องนะ ช่วงแรกๆคงต้องใช้ห้องน้ำที่โรงพักไปก่อน เพราะห้องน้ำที่บ้านน่าจะมีปัญหาต้องรอซ่อมก่อน”

“ได้ค่ะ เข้าไปสำรวจข้างในกันดีกว่า”

ภายในบ้านสภาพทรุดโทรมไม่ต่างจากข้างนอกและข้าวของถูกทิ้งไว้ระเกะระกะ พิทยาธรขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านเห็นคำแพงก็ตะลึงในความสวยและซักถามโดยไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร กระทั่งใหญ่ออกมาแนะนำตัวภรรยาคนสวย ผู้หมวดถึงกับแอบสะดุ้งรีบปรับสีหน้าท่าที

“ขอโทษครับสารวัตร พอดีผมไม่ทราบว่าเป็นภรรยาของสารวัตร นึกว่าคนอื่น”

ใหญ่ยิ้มบางๆ หันมาที่ภรรยา “คำแพง นี่หมวดพิทยาธร”

“สวัสดีค่ะ”

“ครับ สวัสดีครับ...มีอะไรให้ช่วยขนไหมครับ”

“ไม่มีหรอกค่ะ เรามีกระเป๋าแค่คนละใบ ไม่ได้ขนอะไรมา”

“พอดีกำลังจะไปตลาดหาซื้อพวกน้ำยาทำความสะอาด คุณไม่ต้องห่วงนะผมรู้จักพื้นที่แล้ว ไปกันเองได้”

“ครับผม แต่ถ้าขาดเหลืออะไรบอกผมได้นะครับ ผมยินดีครับ บ้านผมอยู่ตรงโน้นเองครับ”

สองสามีภรรยายิ้มรับแล้วเดินไปขึ้นรถ พิทยาธร มองตามประทับใจในความสวยของคำแพงเอามากๆ มากถึงขนาดเก็บเอามานั่งใจลอยบนโรงพักจนโดน กอบเกียรติเข้ามาแซว

“วันนี้เป็นอะไร ดูเหม่อลอยชอบกล”

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร นี่ผู้กอง...สารวัตรใหญ่

กับคุณคำแพงย้ายมาแล้วนะ”

“คุณคำแพง...ใคร?”

“แฟนสารวัตรไง ชื่อคำแพง สวยมาก”

“แสดงว่าสวยจริง ร้อยวันพันปีผมไม่เคยเห็นหมวดชมผู้หญิงคนไหนเลย นี่เป็นครั้งแรกนะ”

“ผมก็มีมาตรฐานของผม”

“ว้าว...อย่างงี้คนที่จะมาเป็นแฟนหมวดก็คง

ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานสินะ”

พิทยาธรเขินไม่อยากต่อความยาว เปลี่ยนไปพูดเรื่องบัตรการกุศลที่ยังขายไม่ได้สักใบ กอบเกียรติบอกอันนี้เรื่องใหญ่เพราะตนก็เพิ่งขายได้แค่ใบเดียว

กอบเกียรติกลับมาที่โต๊ะรับแจ้งความเห็นบันทึกประจำวันที่ป้าสำอางมาแจ้งความไว้ เมื่อเขาเอ่ยปากด้วยความสนใจ จ่าพจนารถถามว่ารู้จักป้าสำอางด้วยหรือ

“ไม่รู้จักหรอก พอดีพวกมูลนิธิมาแจ้งเรื่องที่ผัวแกโดนรถชนตาย แต่ผมสงสัยว่าไม่น่าจะเป็นคดีอุบัติเหตุธรรมดา กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ ยังไงผมขอไปอ่านก่อน”

กอบเกียรติหยิบเอกสารแจ้งความไป จ่าพจนารถหันมาสบตาหมู่ปราการที่อยู่แถวนั้น แล้วหมู่ก็แอบ

เยาะหยันว่า “ปล่อยให้แกแอ็กชันของแกไปก่อนเหอะ จ่าไม่ต้องพูดอะไรหรอก เดี๋ยวก็เจอตอเองแหละ”

หลังจากอ่านเอกสารแจ้งความแล้ว กอบเกียรติตั้งใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ใหญ่สำราญถึงร้านขายของ

“ผมก็นึกว่าคดีนี้จะไม่มีใครสนใจซะแล้ว”

“พอดีป้าสำอางแกเพิ่งไปแจ้งความน่ะผู้ใหญ่ 

ผมก็เลยมาลองถามผู้ใหญ่ดูเผื่อมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม”

ผู้ใหญ่มองซ้ายขวาระแวงว่าจะมีคนอื่นได้ยิน จากนั้นก็เปิดโทรศัพท์มือถือให้ดูภาพถ่ายศพลุงมานิตเห็นร่องรอยกระสุนปืนชัดเจน

“ผมมีภาพจากหมอที่มาชันสูตรแกถ่ายเอาไว้ ผู้กองอย่าบอกใครนะ เห็นไหมครับ”

“รอยกระสุนปืน...”

“อย่าดังไปครับ คดีนี้มันไม่ใช่เรื่องรถชนธรรมดาหรอกครับ เสียดายที่ป้าสำอางแกรีบเผาศพไปซะก่อน”

“ส่งภาพเข้าเครื่องผมหน่อย”

“ได้...แต่ผู้กองอย่าอ้างผมนะ ผมจะไม่รู้ไม่เกี่ยวอะไรทั้งนั้น”

ผู้ใหญ่สำราญกดส่งภาพเข้าเครื่องกอบเกียรติแต่ไม่ยอมบอกว่าใครเป็นหมอชันสูตร ให้เขาไปสืบเอาเองเพราะตนไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว

ooooooo

เมื่อรู้ข่าวว่าสารวัตรคนใหม่มาประจำที่โรงพักพระลานแล้ว เสี่ยน้อยสั่งนวคุณสมุนมือขวาจัดของ

กำนัลไปให้เป็นรถกระบะป้ายแดงจากร้านของ

ธำรงเจ้าเดิม

นวคุณรีบทำตามคำสั่งโดยบอกผ่านไปทาง

ธำรงเหมือนเดิม แล้วธำรงก็มีหน้าที่นำรถคันนั้นไปส่งให้สารวัตรถึงบ้านพัก แต่ปรากฏว่าเขามาทีหลังเจ๊นี

ที่ขนเหล้า เบียร์ และน้ำอัดลมมาเต็มรถ แล้วโดนใหญ่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลจนแกไม่กล้าเซ้าซี้และต้อง

ขนของกลับ

ธำรงรู้ข้อมูลจากเจ๊นีแต่ไม่เปลี่ยนใจ เดินหน้าเข้ามายกมือไหว้สารวัตรกับคุณนายโดยที่เจ๊นียังจับตามอง

“สวัสดีครับ ผมธำรงนะครับ ทำศูนย์รถอยู่ตรงถนนใหญ่ ได้ข่าวสารวัตรเพิ่งย้ายมาก็เลยจะมาช่วยราชการ”

“ช่วยราชการยังไงครับ”


“พอดีเสี่ยน้อยแกจะขอบริจาครถกระบะมาไว้ให้สารวัตรใช้ส่วนตัว เลยใช้ให้ผมเอารถมาส่งก่อน แล้วเดี๋ยวยังไงเสี่ยน้อยเขาจะมาเยี่ยมสารวัตรอีกที นี่ครับกุญแจ”

“ผมรับไม่ได้หรอกครับ คุณเอาคืนไปเถอะ”

“นี่รถป้ายแดงเลยนะครับ สารวัตรไม่ต้องห่วงเรื่องทะเบียนเดี๋ยวผมให้เด็กมาช่วยจัดการ จะโอนเป็นชื่อคนอื่นก่อนก็ได้ สารวัตรจะได้สบายใจ”

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ไปบอกเสี่ยน้อยของคุณด้วยว่าผมไม่รับของกำนัลส่วนตัว แต่ถ้าอยากจะบริจาคผมว่าคุณควรไปที่โรงพัก ทำเรื่องบริจาคตามระเบียบราชการ ไม่ใช่บริจาคแบบส่วนตัวแบบนี้”

“สารวัตรคงไม่เข้าใจ คือแบบว่าเสี่ยแกอยากให้โดยเสน่หา แกทำแบบนี้กับสารวัตรทุกคนที่เพิ่งย้ายมา ไม่เห็นคนอื่นมีปัญหาเลยนะครับ”

“แต่สำหรับผม ผมยืนยันคำเดิม เอาเป็นว่า

ผมขอตัวนะครับ ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ”

“เดี๋ยวครับ ถ้าสารวัตรไม่ชอบกระบะ งั้นเดี๋ยวผมเปลี่ยนเป็นรถเก๋งรุ่นใหม่ให้ก็ได้นะครับ คุณนายจะได้มีรถใช้ไงครับ”

“ฉันมีรถใช้แล้ว อย่าลำบากเลยค่ะ”

“แต่ว่า...”

“หยุดเถอะครับ ไม่ต้องเอาอะไรมาให้ผมอีกทั้งนั้น ผมเป็นข้าราชการ กินอยู่แค่พอกินพอใช้ ไม่ต้องการ ของกำนัลพวกนี้” ใหญ่เริ่มเสียงแข็งแล้วพาคำแพงเข้าบ้าน ทิ้งให้ธำรงยืนอ้าปากค้าง เจ๊นีเดินเข้ามาบ่นเบาๆ

“เหล้าเบียร์เจ๊เอามาให้ก็ไม่ยอมรับ แปลกคน”

“ทำตัวแบบนี้ท่าจะไม่รุ่ง”

แล้วสองคนก็พากันกลับไป แอ๋วเมียจ่าบุญเชิดแอบมองด้วยความสนใจ หลังจากนั้นก็นำเรื่องนี้มาขยาย

ที่ร้านของนวลกับผู้ใหญ่สำราญ นวลได้ฟังก็พูดโพล่งว่า

“โง่จริงๆ เอารถกระบะมาให้ก็ไม่เอา”

“ได้ยินเสี่ยธำรงแกบอกจะเปลี่ยนเป็นรถเก๋งให้ ก็ไม่เอาอีกนะ”


“หรือว่าแกจะเป็นคนซื่อสัตย์”

“คนซื่อสัตย์น่ะตายไปหมดแล้ว” ผู้ใหญ่สำราญแทรกขึ้นมา

“นั่นสินะ กี่คนๆที่ย้ายมามันก็อีหรอบเดียวกันทั้งนั้น แต่คนนี้แปลก”

“มาใหม่ๆคงจะเขิน รอดูไปก่อนเหอะ” ผู้ใหญ่สำราญพูดยิ้มๆ นวลกับแอ๋วเงียบไป แต่ยังไงก็ไม่เชื่อว่าสารวัตรคนใหม่จะเป็นคนดี

ไม่ทันข้ามวันเรื่องนี้แพร่สะพัดไปถึงโรงพัก บรรดาตำรวจจับกลุ่มนินทาสารวัตรคนใหม่ที่ไม่รับของกำนัลว่าวางฟอร์มเป็นคนดี แต่อยู่ไปเดี๋ยวลายก็ออก หรือถึงจะเป็นคนดีจริง แต่ดียังไงก็แพ้เงินจนได้

 เสี่ยน้อยเองก็บ่นกับนวคุณว่าสารวัตรคนนี้มาแปลก แต่นวคุณคาดว่าเขาคงอยากได้มากกว่าของที่เสนอไป


“งั้นแกลองหาโอกาสไปถามมันดูซิว่า มันอยากได้อะไร อั๊วไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครโง่ไม่เอาเงินเอาของที่

ได้มาฟรีๆ เพียงแต่สิ่งที่เราให้มันอาจจะน้อยกว่าที่มันคาดเอาไว้”

“ได้ครับเสี่ย เดี๋ยวผมจัดการให้”

ooooooo

ใหญ่พาคำแพงไปกราบหลวงพ่อที่วัดป่า

ท้ายบ้าน หลวงพ่อยินดีต้อนรับสารวัตรคนใหม่และคาดหวังว่าอำเภอนี้จะได้มีการเปลี่ยนแปลงเสียที

“แล้วที่ผ่านมามีอะไรบ้างครับที่หลวงพ่ออยากให้มีการปรับเปลี่ยน”

“เรื่องนี้อาตมาตอบไม่ได้หรอกโยม ไม่มีความรู้ แต่อาตมาเชื่อว่าโยมน่าจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นได้”

“ผมจะพยายามครับ”

สองสามีภรรยาสนทนากับหลวงพ่ออย่างไม่เคอะเขินเพราะคุ้นชินกับการเข้าวัดอยู่แล้ว แต่คำแพงสังเกตเห็นป้าคนหนึ่งรีรอเหมือนอยากจะเข้ามาหาหลวงพ่อ จึง ชวนใหญ่ไปเดินชมวัดและร่วมเรียนกรรมฐานซึ่งมี

หนุ่มสาวให้ความสนใจแต่ล้วนแล้วมาจากต่างถิ่นทั้งนั้น

ป้าสำอางเข้ามาปรับทุกข์กับหลวงพ่อเรื่องสามีถูกฆ่าตาย แจ้งความแล้วแต่ยังเงียบและตัวเองก็กลัวจะไม่ปลอดภัยหากกำนันรู้ว่าตนคิดสู้

“เอางี้นะโยม เห็นผู้ชายที่มากับผู้หญิงที่เพิ่ง

ลุกออกไปใช่ไหม”

“เห็นค่ะ”

“นั่นแหละสารวัตรคนใหม่ของ สภ.พระลาน อาตมาคิดว่าโยมน่าจะพึ่งท่านได้ ลองเอาเรื่องไปปรึกษา

ดูสิ อาตมาคิดว่าท่านน่าจะหาทางออกให้โยมได้ไม่มาก ก็น้อย”

ป้าสำอางนิ่งฟัง แต่รู้สึกยังไม่มั่นใจในตัวสารวัตรคนใหม่จึงเลือกที่จะไม่ปรึกษา...

ทางด้านพิทยาธรที่พยายามจะขายบัตรการกุศลให้ได้ เขาต้องมาปากหวานหว่านล้อมเจ๊นีอยู่นานพอสมควรกว่าแกจะยอมช่วยซื้อไว้หนึ่งใบ หลังจากนั้นเขา

มุ่งหน้าไปกินข้าวที่ร้านเจ๊จวบ พอดีเจอมัทนีแต่งเติมใบหน้าให้มีฝ้ากระตามที่เจ๊จวบแนะนำเพื่อความปลอดภัย หมวดหนุ่มทั้งตกใจและขำก๊ากในความอัปลักษณ์จนหญิงสาวแอบเคืองและหาทางเอาคืนด้วยการใส่น้ำปลาลงในแก้วน้ำดื่มของเขา แต่เจ๊จวบไม่ดูตาม้าตาเรือมารับเคราะห์แทน

การมากินข้าวของพิทยาธรไม่เสียเที่ยว แม้จะมีปากเสียงกับมัทนีพอแสบๆคันๆ แต่หมวดก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับเรื่องป้าสำอางแจ้งความไว้ เพราะเจ๊จวบเล่าให้ฟังว่า มัทนีเพิ่งเจอนักเลงที่ข่มขู่ป้าสำอางแล้วแอบถ่ายรูปพวกมันมา พิทยาธรจึงขอรูปนั้นแล้วนำไปให้กอบเกียรติที่กำลังตามคดีนี้อยู่


“นี่ครับ ผู้ต้องสงสัย พอดีพยานที่แอบถ่ายรูปเขายืนยันว่าไอ้สองคนนี่แหละครับที่วิ่งไล่ยิงพยาน ตอนพยานไปแอบดูเหตุการณ์ที่บ้านป้าสำอาง”

“หมวดแน่ใจนะ”

“แน่ใจครับ เพราะผมเป็นคนช่วยพาพยานคนนี้หลบหนีก่อนจะมีคนพบศพลุงมานิต”

 “แสดงว่าเรื่องนี้กำนันฉลองโชคต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง”

หมู่ปราการทำทียืนโต๋เต๋อยู่แถวนั้นแอบฟังหูผึ่ง หลังจากนั้นก็รีบโทร.หาใครบางคนเพื่อส่งข่าว

“ตอนนี้ผู้กองกอบเกียรติกับหมวดพิทยาธรกำลังตามเรื่องนี้กันอยู่ ผมได้ยินชัดสองรูหูเลยครับ...โอเคครับ งั้นเดี๋ยวผมไปหา”

หมู่ปราการวางสาย เป็นจังหวะที่ดาบศรีเดินมากับจ่าบุญเชิดและจ่าประณต ทุกคนเลิกงานกำลังจะกลับบ้านจึงเข้ามาชวนหมู่ปราการกินเหล้า แต่หมู่บอกว่าวันนี้ออกตรวจ

“โธ่...ออกตรวจหรือออกไปกินเหล้าฝรั่ง” ประณตแซวอย่างรู้ทัน ปราการไม่ปฏิเสธแถมยังชวนจ่าไป

เจอกันที่พระลานคาเฟ่ แต่ประณตบอกว่าตนชอบ

เหล้าไทยมากกว่า ดาบศรีกับจ่าบุญเชิดก็ปฏิเสธ สรุปคือมีแค่หมู่ปราการกับจ่าพจนารถไปกันสองคนทั้งที่

เข้าเวรปฏิบัติงาน

ooooooo

ค่ำแล้ว ใหญ่กับคำแพงเพิ่งกินอาหารมื้อเย็นเสร็จ ใหญ่บอกภรรยาว่าเขาจะออกตระเวนดูในเมือง

อยากรู้ว่าพวกสายตรวจทำงานกันยังไงบ้าง

“ได้ค่ะ ยังไงคำแพงจะรอนะคะ”

“คงกลับประมาณสี่ทุ่ม”

“ไม่ต้องห่วงค่ะ คำแพงไม่เหงา มีหนังสือต้องอ่านอยู่หลายเล่มเลย”

คำแพงลุกขึ้นหยิบจานชามที่กินแล้วออกไปเตรียมล้าง ใหญ่คว้าผ้าขี้ริ้วมาช่วยทำความสะอาดโต๊ะอาหาร คำแพงหันมาเห็นรีบร้องห้าม

“คุณใหญ่ไม่ต้องทำค่ะ มันเป็นหน้าที่คำแพง”

“งานบ้านไม่ใช่หน้าที่คนใดคนหนึ่งนะ อะไรทำได้ก็ต้องช่วยๆกัน...นอกบ้านผมเป็นยังไง ในบ้านผมก็เป็นอย่างนั้น”

ใหญ่เช็ดโต๊ะอย่างทะมัดทะแมง คำแพงยิ้มบางๆ ชื่นชมในความดีงามของสามีที่คงเส้นคงวาไม่เคยเปลี่ยน

เสร็จภารกิจในบ้านใหญ่ขับรถเรื่อยไปทางบ้านพักตำรวจเห็นเด็กวัยรุ่นเล่นกีฬา ส่วนตำรวจที่ออกเวร

นั่งก๊งเหล้าคุยกันสนุกสนานเฮฮา ใหญ่สังเกตพฤติกรรมของตำรวจชั้นประทวนเหล่านั้นด้วยความหนักใจ

สักพักรถแล่นไปจอดหน้าโรงพัก ใหญ่ขึ้นไปเห็นตำรวจหลายคนปฏิบัติหน้าที่ ทุกคนรีบทำความเคารพสารวัตร และกล่าวทักทายก่อนที่ก้องภพจะถามว่า

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับสารวัตร”

“พอดีผมอยากจะดูเส้นทางของพวกสายตรวจ คุณมีใช่ไหม”

“มีครับ”


“เดี๋ยวผมไปหยิบให้ครับ” พิทยาธรอาสาแล้วกลับมาพร้อมกระดาษแผนที่เส้นทางสายตรวจ “นี่ครับ จุดที่เป็นตู้แดงจะทำเครื่องหมายกากบาทไว้ครับ”

“ขอบใจ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะลองสำรวจเส้นทางดูหน่อย”

ก้องภพกับพิทยาธรมองหน้ากันนิ่งๆ แต่จ่าเฉยตกใจพูดพรวดออกมา

“ไม่ได้นะครับ”

“มีอะไร” ใหญ่สงสัย แต่จ่าเฉยอึกอักเอ้ออ้า

ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ก้องภพเลยบอกว่า

“ไม่มีอะไรหรอกครับ จ่าแกกะเปิ๊บกะป๊าบ

อย่างงี้แหละครับ เรื่องปกติ”

“สารวัตรจะให้ผมไปเป็นเพื่อนไหมครับ” พิทยาธรถามกึ่งเสนอตัว

“ไม่ต้อง ผมไปคนเดียวดีกว่า” ใหญ่เดินไปหยิบวิทยุสื่อสาร “ตัวนี้ผมขอใช้นะ”

“เชิญครับ”

พอสารวัตรคล้อยหลัง ก้องภพเม้าท์ทันทีว่า “นี่ขนาดเพิ่งย้ายมาวันแรกไฟแรงจริงๆ คอยดูเหอะไอ้พวกนั้นเสร็จแน่”

“หมู่ปราการกับจ่าพจนารถใช่ไหมครับ”

“นั่นแหละ”

จ่าเฉยได้ยินแล้วเครียด กลัวเพื่อนโดนสารวัตรจับได้ว่าแอบไปกินเหล้า

ใหญ่ขับรถไปตามถนนในเมือง สักครู่ก็ได้ยินเสียงวิทยุสื่อสารดังไม่ค่อยชัดนักว่า “พ่อมึงมาๆ” เขาหยิบมาดูแล้วนิ่วหน้าแปลกใจ...ส่วนจ่าเฉยที่กำลังบีบจมูกพูดส่งสัญญาณเตือนเพื่อนๆ แต่พูดเป็นนัยๆเพราะ

พูดมากกว่านี้ไม่ได้ ก็โดนพิทยาธรดุเสียงเขียวว่าพูดอะไร

จ่าเฉยยิ้มแหยๆ ตอบเสียงอ่อยว่า “โทษทีครับหมวด พอดีผมอยากเตือนไอ้พวกที่แอบไปกินเหล้าให้มันรู้ตัว”

พิทยาธรส่ายหน้าแล้วเดินหนี ไม่อยากรับรู้การทำผิดระเบียบวินัยของเพื่อนร่วมงาน

ooooooo


ละครสารวัตรใหญ่ ตอนที่ 4 อ่านสารวัตรใหญ่ติดตามละครสารวัตรใหญ่ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช 12 ม.ค. 2562 10:50 2019-01-14T03:03:53+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ