ข่าว

วิดีโอ



สารวัตรใหญ่

อ่านเรื่องย่อ

แนว: แอคชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ภูเขา

กำกับการแสดงโดย: พลชย เมธา

ผลิตโดย: บริษัท ป๊าสั่ง ย่าสอน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช

ใหญ่ตื่นเช้าออกจากโรงแรมมาใส่บาตรพระและเฝ้ามองความวุ่นวายของผู้คนและรถราหน้าตลาดก่อนจะได้รู้ข้อมูลจากบุญค้ำพ่อค้าขายน้ำเต้าหู้ว่า

จ่าตุ๋ยไม่ค่อยทำหน้าที่ดูแลเรื่องจราจรอย่างที่ได้รับมอบหมาย แถมกระซิบบอกด้วยว่าตำรวจเมืองนี้เก่งแต่เรื่องตั้งด่าน

“ที่ตั้งด่านเพราะเพื่อเป็นการปรามไม่ให้คนทำผิดกฎหมาย แล้วก็เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านนะครับ”

“โถ...คุณนี่โลกสวยได้โล่เลย ลองไปถามชาวบ้านดูสิ เวลาเขาเจอด่านตำรวจเขาจะรู้สึกปลอดภัยจริงๆ

หรือรู้สึกตรงกันข้าม”

ใหญ่ฟังแล้วไม่สบายใจ เดินต่อไปโดยไม่รู้ว่ากอบเกียรติจับตามองตั้งแต่แรก พอพิทยาธรโผล่มาเจอก็เลยคุยกันเรื่องสารวัตรคนใหม่

“แกเดินไปร้านข้าวแกงเจ๊พรแล้ว เมื่อกี้ผมเห็นแกใส่บาตรพระด้วยนะ”

“เหรอครับ ท่าทางแกจะเป็นคนดีอยู่เหมือนกันนะครับ”

“ผมอยู่ที่นี่มานาน เปลี่ยนนายมาก็หลายคนแล้ว ผมชินว่ะหมวด”

“ชินยังไงครับ”

“แรกๆมาถึงก็ดีทุกคน แต่พออยู่ไปนานๆลาย

ก็ออก”

“นั่นสิครับ ผมก็หวั่นๆอยู่เหมือนกัน” กอบเกียรติพูดจบก็เดินจากไป ส่วนพิทยาธรตรงมาที่ร้านข้าวแกง เอ่ยปากขออนุญาตเลี้ยงข้าวสารวัตรแต่เจ้าตัวไม่ยอม

“วันนี้ผมว่าง สารวัตรอยากไปที่ไหนบอกได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมขี่รถพาไป”

“ขอบใจมาก ผมกำลังอยากหารถพาไปดูรอบๆเมืองพอดี”

หลวงพ่อพูนเจ้าอาวาสวัดป่าท้ายบ้านเดินบิณฑบาตผ่านไป ใหญ่รีบสั่งอาหารหนึ่งชุดเพื่อตามไปใส่บาตร เล่นเอาพิทยาธรประหลาดใจที่สารวัตรดูจะชอบใส่บาตรเหลือเกิน ทั้งที่เมื่อสักครู่เพิ่งได้ยินว่าใส่บาตรพระไปแล้ว

ใหญ่ถอดรองเท้านั่งคุกเข่าแล้วเอาอาหารจบเหนือหัวก่อนใส่บาตร พิทยาธรเดินมายืนมอง ท่าทางเก้ๆกังๆจะยืนหรือจะนั่งดี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจนั่งคุกเข่ารับพรด้านหลังใหญ่ เมื่อหลวงพ่อให้พรเสร็จก็ถามว่าโยมมาจากไหน

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯครับ วัดท่านอยู่ไหนครับ”

“วัดป่าท้ายบ้าน ถ้ายังไม่รีบก็แวะไปที่วัดบ้างสิ”

“ผมเอารถจักรยานยนต์ไปส่งหลวงพ่อที่วัดไหมครับ วัดหลวงพ่อไม่ใช่ใกล้ๆนะครับ” พิทยาธรเสนอตัวด้วยความปรารถนาดี แต่หลวงพ่อปฏิเสธ บอกว่าอาตมาเดินไหวและเดินทุกเช้า

หลวงพ่อไปแล้ว พิทยาธรถามสารวัตรว่าอยากไปไหน

“ผมอยากดูรอบๆเมือง แล้วก็จุดที่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข”


“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมพาไปครับ” พิทยาธรกระตือรือร้นนำไปที่รถของเขาแล้วพาสารวัตรคนใหม่ตระเวนไปตามเส้นทางต่างๆของเมืองพระลาน

ooooooo

เช้าวันเดียวกัน เจ๊จวบเพิ่งกลับจากจ่ายตลาด ท่าทางแกตื่นเต้นมีข่าวมาเล่าให้มัทนีฟัง

“เมื่อคืนเรื่องที่เอ็งโดนไล่ยิงน่ะ ข้าว่ามันต้องเกี่ยวกันแน่ๆ”

“เกี่ยวกับอะไรเจ๊ เล่าให้รู้เรื่องหน่อยซิ”

“คือแม่นวลเมียผู้ใหญ่สำราญน่ะเขาบอกว่า

เมื่อคืนมีคนโดนรถทับตายที่ถนนหลังวัด แต่ข้าฟังแล้วมันแปลกๆอยู่นะ เพราะถนนแถวนั้นมันไม่ค่อยมีรถวิ่ง แล้วคนที่ไหนมันจะเซ่อซ่าไปเดินให้รถทับตายตรงนั้นวะ”

“แล้วคนตายเป็นใคร”

“ลุงมานิตผัวป้าสำอางที่อยู่หลังวัด บ้านเดียวกับที่เอ็งเล่าเมื่อคืนไง”

มัทนีอึ้งไปทันที...ทางด้านป้าสำอางที่ได้ดาบนรินทร์ช่วยไว้เมื่อคืน เช้านี้แกเพิ่งรู้จากผู้ใหญ่สำราญว่าลุงมานิตโดนรถทับตาย แกตกใจจนแทบเป็นลมก่อน

จะไปร้องไห้คร่ำครวญกอดศพผัวที่ศาลาวัด ดาบนรินทร์เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน ผู้ใหญ่สำราญแปลกใจถามว่า

“ดาบสงสัยอะไร ทำไมถึงคิดว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ”

“ก็เมื่อคืนมีคนมาทำร้ายป้ากับลุง ป้ากับลุงก็เลยหนี ฉันพาป้าไปหลบ แต่ลุงวิ่งไปที่อื่นแล้วก็ได้ยินเสียงปืน”

“พวกมันฆ่าผัวฉัน มันฆ่าผัวฉัน”

“งั้นป้าต้องไปแจ้งตำรวจนะ ให้ตำรวจเขาช่วย”

ป้าสำอางร้องไห้โฮแล้วนั่งหมดอาลัยตายอยากหน้าโลงศพ มัทนีมาเห็นสภาพแกน่าเวทนาก็เข้าไปแนะนำตัว

“สวัสดีจ้ะป้า ฉันชื่อมัทนี...ฉันอยากจะมาบอกป้าว่าตอนที่ป้ากับลุงโดนพวกมันทำร้าย ฉันเป็นคนที่มาแอบดูแล้ววิ่งหนีไป”

“หนูเห็นใช่มั้ย”

“จ้ะ ฉันเห็นพวกมันทำร้ายป้ากับลุง”

“แล้วหนูเห็นตอนมันฆ่าลุงหรือเปล่า”

“ไม่เห็นจ้ะ มันวิ่งไล่ยิงฉัน ฉันก็เลยหนีไปก่อน ป้าไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ หนูจะเป็นพยานให้ตอนป้าไปแจ้งตำรวจ”

“ป้าคงไม่แจ้งความหรอก”

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“ตำรวจที่นี่พึ่งไม่ได้ ถ้าแจ้งความหนูกับป้าจะเดือดร้อน” ป้าสำอางร้องไห้ด้วยความขมขื่นใจ มัทนีช่วยปลอบโยนด้วยความสงสาร

นอกศาลา ชายคนหนึ่งจับตามองแล้วใช้โทรศัพท์แอบถ่ายรูปมัทนีกับป้าสำอางไว้ พอมัทนีขี่ซาเล้งออกจากวัดไปมันก็รีบติดตาม แรกๆหญิงสาวไม่เอะใจเพราะคิดว่าเป็นชาวบ้านทั่วไปที่ใช้รถใช้ถนนเหมือนกัน แต่นานเข้ามันยังขับตาม ครั้นเธอเร่งเครื่องหนี มันก็ยิ่งไล่บี้


มัทนีแน่ใจว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย เธอหาทางรอดด้วยการเข้าไปหลบในบ้านเจ๊นีเจ้าของร้านเหล้าเบียร์และโชคดีรอดมาได้ แต่ชายคนนั้นโดนเจ๊นีแจ้งตำรวจจับข้อหาบุกรุก แต่แล้วตำรวจก็ปล่อยตัวเพราะกำนันฉลองโชคโทร.มาเคลียร์

หลังจากนั้นเบี้ยวกับปืนเอาโทรศัพท์จากลูกน้องคนนั้นมาเปิดรูปป้าสำอางกับมัทนีให้กำนันฉลองโชคดูและบอกว่าผู้หญิงหัวโล้นคนนี้ตนสงสัยว่าเป็นคนเดียวกับที่แอบดูเมื่อคืน

“มันเป็นใคร”

“ตอนนี้ยังไม่รู้ครับ แต่น่าจะไม่ใช่คนที่นี่ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

“ระวังอย่าปล่อยให้มันมาเป็นปัญหาทีหลัง”

“ครับกำนัน เดี๋ยวผมจะช่วยเคลียร์ให้”

“แล้วเรื่องนังป้าสำอาง ปล่อยมันไปก่อน ตอนนี้คนกำลังสงสัยเรื่องผัวมันตาย อย่าเพิ่งให้ใครมาโยงว่าเป็นประเด็นขายที่ได้”

“ได้ครับกำนัน” ปืนรับคำแล้วกลับออกไปพร้อมเบี้ยว

ooooooo

เหตุการณ์เฉียดตายคืนก่อนกับเหตุร้ายเมื่อเช้าที่โดนนักเลงไล่กวดจนต้องเข้าไปหลบในบ้านเจ๊นี ทำให้มัทนีเชื่อว่าชีวิตตัวเองไม่ปลอดภัยเสียแล้วที่บังเอิญ ไปรู้เห็นเรื่องของป้าสำอางกับลุงมานิต

เมื่อเธอเล่าให้ทั้งเจ๊จวบและเจ๊นีฟัง สองเจ๊จึงฟันธงว่าลุงมานิตไม่ได้ตายเพราะโดนรถชน แต่พอมัทนีจะให้ไปเป็นเพื่อนแจ้งความ สองเจ๊กลับปฏิเสธเสียงหลง

“เอ็งจะบ้าหรือไง เรื่องนี้แจ้งความไม่ได้เด็ดขาด”

“ขนาดป้าสำอางยังไม่แจ้ง แล้วแกจะไปแจ้งทำไม”

“แต่เราจะปล่อยให้โดนกระทำต่อไปแบบนี้เหรอ”

“แล้วเอ็งจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปทำไม โชคดีนะวันนี้ที่ได้ตู้อบสมุนไพรของเจ๊นีช่วยชีวิตเอาไว้ ไม่งั้นแกเสร็จแน่”

“เจ๊ว่านะ ตอนนี้หนูมัทน่ะไม่ปลอดภัยแล้ว ยังไงไปไหนมาไหนก็ต้องระวังหน่อย”

“นั่นสิ หนูว่าที่นี่มันน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้”

“ตายจริง เจ๊ต้องรีบไปแล้ว ต้องไปทวงหนี้” เจ๊นีผลุนผลันออกไป จุดหมายคือบ้านพักสารวัตรวาริชที่กำลังจะย้ายไปประจำที่อื่น

วาริชอยู่กับเมียและลูกที่บ้านพักข้าราชการตำรวจซึ่งปลูกเป็นแถวเรียงราย สองผัวเมียกำลังขนย้ายข้าวของมากองไว้หน้าบ้าน เจ๊นีมาทันเวลาพอดีรีบทวงหนี้หมื่นกว่าบาทแต่วาริชกลับขอดื้อๆให้ถือเสียว่าช่วยกัน

“ของซื้อของขาย อันไหนให้ได้เจ๊ก็ให้นะ แต่อันนี้ซื้อขาย เหล้าแต่ละขวดที่เซ็นไว้ของแพงๆทั้งนั้น เจ๊คงช่วยไม่ได้หรอก”

“แหม...เจ๊ คิดว่าช่วยราชการนะเจ๊นะ เหล้าแพงๆ ที่ขอเจ๊มาก็เอาไปเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ได้กินเอง” ลินดาเมียวาริชอธิบายกึ่งขอร้อง

“ราชการน่ะเจ๊ช่วยทุกเดือนอยู่แล้ว ไม่เชื่อถามตำรวจแถวนี้สิ ไปเซ็นเบิกเหล้าที่ร้านเจ๊ทุกเดือน เจ๊ช่วยแค่นี้พอแล้ว”

วาริชหน้าตึง พูดเสียงแข็งใส่ “ตอนนี้ยังไม่มี”

เจ๊นีเซ็งมาก เดาออกว่ากำลังจะโดนเบี้ยวหนี้แน่นอน แต่แล้วเจ๊ก็หาทางออกบอกว่าไม่มีเงินสดไม่เป็นไร เจ๊เอาเป็นของก็แล้วกัน พูดพลางชี้มือไปที่เครื่องซักผ้า

ลินดาแหวทันที

“ไม่ได้หรอก ซื้อมาตั้งแพง”

“ตอนนั้นแพง แต่ตอนนี้มันเก่าแล้วค่ะคุณนาย ถ้าขายคงได้ไม่เกินห้าพันหรอก เอาเครื่องซักผ้าเนี่ยเจ๊ขาดทุนนะ”

วาริชตัดรำคาญ ตอบตกลงแต่ต้องขนเอาไปเอง แล้วถือว่าหมดหนี้หมดสินกัน เจ๊นีขาดทุนแต่รับได้ รีบเรียกคนงานของตนเข้ามาขนเครื่องซักผ้าไปใส่รถกระบะ ลินดาเบะปากนินทาไล่หลัง

“ตอนอยู่ละก็...คุณนายคะคุณนายขา จะเอาอะไรก็หยิบไปเลย พอรู้ว่าจะย้ายก็รีบมาทวงเงินเชียว”

“ก็บอกเธอแล้วว่าให้เพลาๆมือหน่อย เห็นมั้ยเป็นหนี้ตั้งหมื่นสาม”

“หนี้หมื่นสามน่ะมันเหล้าฝรั่งทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับฉัน คอยดูเหอะให้เครื่องซักผ้ามันไป ต่อไปก็ซักมือเอาเองแล้วกัน” ลินดากระแทกเสียงใส่สามีแล้วเดินขึ้นบ้านไปด้วยความไม่พอใจ

ooooooo

ผ่านไปสักพัก พิทยาธรขับรถมาจอดแถวบ้านพักตำรวจโดยมีใหญ่ซ้อนท้าย สองคนเห็นวาริชกำลังเตรียมขนย้าย ใหญ่จำสารวัตรคนเก่าได้รีบเดินเข้าไปทัก โดยที่พิทยาธรยืนรออยู่ห่างๆ

วาริชกำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะเพิ่งโดนทวงหนี้หยกๆ จึงพูดจาไม่ดีกับใหญ่เพราะคิดว่าเขามาเร่งให้ย้ายออก

“ผมยังเก็บของไม่เสร็จ แต่ก็จะตามกำหนดนั่นแหละ คุณจะมาเมื่อไหร่”

“ผมยังไม่กำหนดหรอกครับ เชิญสารวัตรตามสบายเถอะครับ รวมทั้งเรื่องรับส่งงานด้วย”

ใหญ่ได้กลิ่นห้องน้ำจึงทำจมูกฟุดฟิดพลางหันซ้ายขวามองหาที่มาของกลิ่น วาริชเห็นแล้วยิ่งหงุดหงิด

“บ้านนี้ห้องน้ำชำรุด ส้วมเต็ม ยังเบิกค่าซ่อมไม่ได้ อาบน้ำได้ แต่ถ้าจะเข้าส้วมต้องไปเข้าที่โรงพัก”

“อ๋อครับ”

“จะเอาครอบครัวมาอยู่ด้วยหรือเปล่าล่ะ”

“มาครับ ผมกับภรรยามีกันแค่สองคน ยังไม่มีลูก”

พูดถึงลูกปุ๊บ ลูกสาววัยรุ่นของสารวัตรวาริชชื่อปักเป้าท่าทางก๋ากั่นเดินลงมาจากบ้านพอดี และได้ยินเสียงลินดาด่าตามหลังลูกที่ขี้เกียจไม่ช่วยเก็บข้าวของ ปักเป้าไม่สนใจเสียงด่าของแม่ ถามพ่อว่าแม่หงุดหงิดเรื่องอะไร วาริชอายสารวัตรคนใหม่ ไม่ตอบคำถามลูกแต่บอกให้ขึ้นไปช่วยแม่เก็บของ

“ก็มาด่าหนูก่อน หนูไม่ช่วยหรอก”

“ขึ้นไปช่วยแม่เดี๋ยวนี้” วาริชดุเสียงดัง แต่ลูกสาวยังลอยหน้าไม่กลัว ใหญ่รู้สึกว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้จึงขอตัว

“ผมไปก่อนนะครับ ตามสบายครับ ไม่ต้องรีบ”

ใหญ่เดินออกมา ปักเป้ามองตามด้วยความเข้าใจผิด พูดโพล่งด้วยน้ำเสียงเกินเด็ก

“ใครเนี่ย คงเป็นเจ้าหนี้ แหม...พอรู้ว่าจะย้ายก็มากันไม่ซ้ำหน้าเลยนะ ตอนที่พ่อฉันอยู่...ทำหงอ”

“ยายเป้า” วาริชขึ้นเสียงดุแล้วกระชากลูกเข้าไปในบ้าน แล้วจากนั้นก็ได้ยินเสียงทะเลาะด่าทอกันเอ็ดอึง

พิทยาธรพาใหญ่เดินเรื่อยไปทางบ้านจ่าบุญเชิด เจอแอ๋วเมียจ่ากำลังคุยอยู่กับลูกค้าสามคน แอ๋วทำอาชีพขายตรง ขายทุกสิ่งอย่างเรียกว่าเป็นเจ้าแม่ขายตรงประจำโรงพัก ซึ่งใหญ่ถือเป็นเรื่องดีเพราะตำรวจชั้นผู้น้อยเงินเดือนไม่มาก ถ้าครอบครัวไม่ช่วยเหลือกันคงอยู่ยาก

ถัดจากบ้านพักตำรวจเป็นลานเล่นกีฬาซึ่งมีลูกตำรวจชั้นผู้น้อยทั้งเด็กและวัยรุ่นมาชุมนุมเป็นประจำ ส่วนอีกทางเป็นบริเวณแหล่งสังสรรค์ที่ตกเย็นมักมีตำรวจหลายคนมาดื่มกินกันโดยไม่ต้องนัดหมาย ใหญ่เห็นขวดเหล้าเบียร์ระเกะระกะก็เดาทันทีว่ากินกันแล้วไม่เก็บ

“พอดีตรงนี้เป็นส่วนกลาง ใครต่อใครมากินแล้วก็เกี่ยงกันเก็บ สรุปก็ไม่มีใครเก็บ ทิ้งไว้ดูต่างหน้า”

“นั่นสินะ พื้นที่ส่วนกลางมีไว้สำหรับทิ้งขยะ”

“มุมกินเหล้า นอกจากที่นี่ก็ยังมีที่บ้านผู้ใหญ่สำราญอีกที่ครับ”

“ผู้ใหญ่สำราญ?”

“ใช่ครับ แกเป็นผู้ใหญ่บ้านแถวนี้ ที่บ้านแกเปิดเป็นร้านของชำ แล้วก็ขายเหล้าไปด้วย พวกที่กินเหล้าชอบไปนั่งเพราะเมียแกทำกับแกล้มอร่อย”

“เอาละ ผมคงต้องกลับแล้ว คุณช่วยไปส่งผมที่ท่ารถที”

“รถเที่ยวต่อไปออกบ่ายสอง ถ้าสารวัตรไปตอนนี้ต้องรออีกสี่ชั่วโมงเลยนะครับ ถ้าจะพาไปเที่ยวน้ำตกก็อยู่ห่างตั้ง 40 กิโล มันไกลไปหน่อย เอ...ไปไหนดีนะ”

“แล้ววัดป่าท้ายบ้านล่ะ ไกลไหม”

ใหญ่ยิ้มน้อยๆเพราะอยากไปที่วัดมากกว่าที่อื่น ขณะที่พิทยาธรอ้าปากค้างคาดไม่ถึง

ooooooo

ภายในบริเวณวัดร่มรื่นไปด้วยต้นไม้...หลวงพ่อพูนต้อนรับผู้มาเยือนด้วยน้ำหนึ่งเหยือก ใหญ่รีบนั่งลงกราบ เบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง พิทยาธรทำตามอย่างประดักประเดิดเนื่องจากไม่ทันตั้งตัว

“ทานน้ำกันก่อนสิโยม แล้วนี่กินข้าวกันมาหรือยัง ยังไงก็เชิญที่ศาลาตรงโน้นนะ เดี๋ยวจะให้เขาจัดให้”

“ทานกันมาแล้วครับ พอดีผมกำลังจะกลับ แต่ยังมีเวลาก่อนรถออกหลายชั่วโมง ก็เลยแวะมากราบท่าน”

“ถ้างั้นก็พักผ่อนกันตามสบายนะ เมื่อถึงเวลาก็กลับกันได้” หลวงพ่อพูดจบก็เดินจากไป

พิทยาธรนิ่วหน้างงๆ แอบบ่นว่าทำไมท่านทำอย่างนั้น ใหญ่ไม่เข้าใจถามว่าทำอย่างไร

“ก็ทำเหมือนไม่เต็มใจต้อนรับเรา เดินหนีไปโน่นแล้ว”

“ท่านก็อุตส่าห์ยกน้ำมาให้เราดื่ม จะเรียกไม่เต็มใจได้ยังไง”

“แต่ท่านจะไม่ถามเราสักคำเหรอครับว่ามาธุระอะไร”

“ท่านก็รู้อยู่แล้วนี่คุณ ว่าเรามาธุระอะไร”

“ท่านรู้ได้ยังไงล่ะครับ สารวัตรยังไม่ได้บอกอะไรเลย”

“ทำไมจะไม่บอก คุณนั่นแหละฟังไม่ถี่ถ้วน เมื่อกี้ผมเป็นคนเรียนหลวงพ่อเองว่ากำลังจะเดินทางกลับ แต่ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงเลยแวะมากราบ แล้วเมื่อกี้เราก็กราบกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

พิทยาธรยิ้มแหยๆ พูดเสียงอ่อยว่า “แต่ว่าหลวงพ่อท่านก็น่าจะอยู่คุยกับเราสักหน่อยนะครับ”

“ก็ผมไม่ได้บอกท่านนี่ว่าอยากจะคุย ท่านก็เลยบอกให้เราพักผ่อนตามสบาย”

ระหว่างนี้ เด็กวัดเอาเสื่อกับหมอนมาให้หนึ่งชุด พิทยาธรทักท้วงเพื่อจะเอาสองชุดเพราะมาสองคน แต่ใหญ่บอกให้เขาพักผ่อนไปตามสบาย ส่วนตัวเองนั่งหลับตาทำสมาธิ พิทยาธรเห็นแล้วอึ้งเนื่องจากไม่คุ้นเคยกับการเข้าวัดและไม่เคยเห็นคนในอาชีพตำรวจเช่นเดียวกับตนชอบเข้าวัดนั่งสมาธิแบบนี้

ขณะที่ใหญ่นั่งสมาธิ พิทยาธรลุกไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อนตำรวจชื่อก้องภพ “จริงๆแกให้ผมขับรถพาดูเมือง ไปดูบ้านพัก เสร็จแล้วก็มาที่วัด มาถึงก็นั่งหลับตาเข้าสมาธิไปเลย”

“เจริญละทีนี้”

“นั่นสิ ถ้า สภ.พระลานมีสารวัตรชอบเข้าวัด ไม่สนใจทางโลกแบบนี้ พวกเราจะทำยังไง”

“มันก็ไม่ต่างอะไรจากสารวัตรที่ยอมเป็นพวกเดียวกับผู้มีอิทธิพลหรอกหมวด บ้านเมืองถูกปล่อยปละละเลยเหมือนกัน”

“เมื่อไหร่จะมีปาฏิหาริย์ซักทีนะ”

“ปาฏิหาริย์อะไร”

“ก็ปาฏิหาริย์แบบว่าบ้านเมืองของเรามีคนดีๆมาปกครองไงครับ เพราะตอนนี้เราอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน คิดแล้วกลุ้มจริงๆ เพราะผมทำอะไรไม่ได้เลย อยากแก้ปัญหาก็แก้ไม่ได้ ไม่เอาแล้วครับ ไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว...มันเครียด...ยังไงผมฝากผู้กองสืบเรื่องที่ดินของป้าสำอางที่ผัวแกตายเมื่อคืนให้ผมด้วยนะครับ”

“โอเค เดี๋ยวสืบให้ ได้ความยังไงจะรีบบอก เออ แล้ววันนี้สารวัตรคนใหม่จะขึ้นรถกี่โมง”

“บ่ายสองครับ”

“พอดีพวกตำรวจที่ยังไม่เคยเจอสารวัตรเขาอยากจะไปทำความรู้จักแนะนำตัวกันที่ท่ารถน่ะ... โอเคแล้วเจอกัน”

เป็นอันว่าก่อนบ่ายสองวันนั้นตำรวจโรงพักพระลานนับสิบคนพากันมาที่ท่ารถเพื่อส่งสารวัตรคนใหม่กลับบ้าน ทุกคนตั้งท่าแนะนำตัวแต่ใหญ่กลัวรถจะออกเสียก่อนจึงบอกให้เอาไว้คุยกันอีกทีตอนตนมารับตำแหน่ง

เมื่อใหญ่ผละไปที่รถ พิทยาธรเดินตามประกบ ใหญ่สบโอกาสหันมากระซิบว่า

“หมวด...ผมอยากจะแนะนำคุณบางอย่าง สมาธิเป็นการบริหารจิตเหมือนการออกกำลังกาย ต้องทำสม่ำเสมอใจจะได้แข็งแรง สมบูรณ์ พอใจแข็งแรงสมบูรณ์แล้วคุณก็จะได้รู้ว่าคุณทำอะไรได้แค่ไหน และนั่นก็คือปาฏิหาริย์”

พิทยาธรอึ้งเล็กน้อย แต่ก็ทำความเคารพและมองตามใหญ่ที่หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไปโดยมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินตัวเปล่าตามหลังไป

พอรถแล่นออกจากท่า ก้องภพและเพื่อนตำรวจก็เข้ามารุมล้อมพิทยาธร อยากรู้ว่าเมื่อสักครู่สารวัตรกระซิบอะไร

“อ๋อ...ไม่มีอะไร แค่สั่งธุระส่วนตัวนิดหน่อย”

“อ้าว เป็นคนสนิทแล้วเหรอ” ก้องภพแซว คนอื่นๆ ผสมโรงกันสนุกสนาน...พิทยาธรอมยิ้มภูมิใจที่ทุกคนเข้าใจว่าเขาสนิทกับเจ้านายคนใหม่

ooooooo

ตอนขามาใหญ่เจอคนร้ายปล้นรถโดยสาร ขากลับไม่ทันจะพ้นเขตพระลานก็โดนตำรวจประจำด่านขึ้นมาตรวจค้นกระเป๋าอย่างไร้มารยาท โดยที่ด่านมีตำรวจอีกสามคนนั่งคุยกันเฮฮา

เมื่อโดนขอค้นกระเป๋า ใหญ่ถามตำรวจว่าหาอะไร ดาบหมูไม่พอใจตอบห้วนๆว่าหาของผิดกฎหมาย... แล้วทิ้งท้ายว่า ข้องใจอะไร

“เปล่าครับ ผมแค่อยากรู้”

“ไม่ต้องพูดมาก ส่งกระเป๋ามา”

ใหญ่หยิบกระเป๋าส่งให้ ดาบหมูค้นไม่เจออะไรผิดปกติเลยไปเรียกร้องจากเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆ แต่เขามาตัวเปล่าจึงไม่มีกระเป๋าจะให้ค้น

“อะไรวะ เดินทางประสาอะไรไม่มีกระเป๋า ถุงล่ะ ถุงกระดาษ ถุงพลาสติกที่ใส่ของส่วนตัวน่ะอยู่ไหน”

“ไม่มีครับ”

“ไม่มีได้ไง”

ใหญ่เริ่มทนไม่ได้จึงช่วยเด็กยืนยัน “ผมขึ้นรถมาก่อน น้องคนนี้ขึ้นมาทีหลัง แกมาตัวเปล่า มือเปล่า ไม่มีถุงอะไรติดมาด้วยหรอกครับ”

จ่าหมึกยืนถัดไปจากดาบหมูได้ยินรีบเดินมาสมทบ “ลื้อเป็นญาติไอ้นี่หรือไง”

“ผมไม่ได้เป็นญาติหรอกครับ”

“ไม่ได้เป็นญาติ ถ้าอย่างงั้นก็อย่าสอด หุบปากแล้วก็นั่งเฉยๆ”

“ผมไม่อยากจะสอดหรอกครับ แต่พอดีผมรู้เห็นว่าน้องเขาไม่มีกระเป๋าอะไรติดตัว แล้วผมก็ช่วยยืนยัน เพราะเห็นน้องเขากลัวพวกคุณ”

ดาบหมูกับจ่าหมึกมองชายหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ก่อนที่จ่าหมึกจะขึ้นเสียงสั่ง “งั้นลื้อนั่นแหละลงมาข้างล่างเดี๋ยวนี้...ลุกขึ้น แล้วก็ลงมาดีๆ”

“คุณจะให้ผมลงไปทำไมไม่ทราบ”

“มึงไม่ต้องถาม กูบอกให้ลงมึงก็ต้องลง เดี๋ยวก็รู้เองว่าทำไม”

ใหญ่ลุกขึ้นโดยดีแต่ชักช้าไม่ทันใจจ่า ก็เลยโดนกระชากแขนแต่ใหญ่บิดแขนออกทำให้จ่าวืดและโมโหง้างหมัดจะต่อย แต่ไม่สำเร็จอีกเพราะโดนใหญ่ล็อกแขนไว้ก่อน ดาบหมูเห็นเพื่อนเสียท่าจึงชักปืนออกมาเล็งจะยิง

เสียงผู้โดยสารร้องวี้ดว้ายหวาดเสียว หญิงคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า

“ท่านคะ ทำไมไม่บอกตำรวจพวกนี้ไปว่าท่านเป็นใคร ถ้ามีการยิงกันขึ้นมาจะตายกันเปล่าๆนะคะ”

จ่าและดาบชะงัก ถามหญิงคนนั้นว่ารู้จักหรือว่าชายคนนี้เป็นใคร

“ไม่รู้หรอกค่ะ แต่ก่อนที่รถจะออกจากท่าเมื่อกี้มีนายตำรวจที่โรงพักมาส่งกันตั้งหลายคน หมวดพิทยาธรก็เดินมาส่งถึงบันไดรถเลย”

ดาบหมูกับจ่าหมึกหน้าถอดสี ถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ท่านเป็นใครครับ”

“ลงไปข้างล่าง เดี๋ยวผมจะตามลงไปบอก”

สองตำรวจเดินตัวลีบลงจากรถ ใหญ่พูดกับผู้โดยสารทั้งหมดว่า

“ผมขอโทษทุกท่านด้วยครับ จำเป็นต้องทำความเข้าใจกัน แต่ผมจะไม่ทำให้เสียเวลามากนัก”

ooooooo

ข้างถนนซึ่งเป็นด่านตรวจ ตำรวจทุกคนยืนเข้าแถวสีหน้าไม่สู้ดีเนื่องจากรู้ตัวว่าพลาดครั้งใหญ่

ใหญ่ลงมายืนต่อหน้าทุกคน แล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงปกติ สีหน้าเรียบนิ่ง

“เอาละ ยืนตามสบาย...ผมคือพันตำรวจตรีใหญ่ เวโรจน์ สารวัตรคนใหม่ของพวกคุณ ผมยังไม่รับงาน แต่เดินทางมาพระลานเพื่อจะมาศึกษาสถานการณ์ก่อนที่จะมารับตำแหน่ง ผมเสียใจนะที่เราต้องมาพบกันและรู้จักกันในสถานการณ์อย่างนี้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นประโยชน์ที่จะทำให้ผมได้รู้ว่าพวกคุณทำงานยังไง”

ดาบหมูพูดอ้อมแอ้มแก้ตัวว่าพวกเราไม่รู้จักสารวัตรและไม่รู้ว่าสารวัตรจะมา

“แน่ละ ถ้าคุณรู้จักผมหรือรู้ว่าผมจะมา คุณก็คงไม่ต้อนรับผมแบบนั้น ก่อนอื่นขอบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้โกรธ หรือคิดว่าจะลงโทษลงทัณฑ์พวกคุณเลย ผมรู้ว่าคุณขึ้นไปบนรถด้วยเจตนาดี คุณขึ้นไปเพื่อที่จะทำหน้าที่ป้องกันอาชญากรรมด้วยการตรวจหาคนหรือของที่ผิดกฎหมาย แต่พวกคุณบกพร่องในสองประการด้วยกัน...”

“ประการที่หนึ่ง คุณปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูกกฎหมาย ผมไม่ทราบว่าคุณจำกันได้หรือเปล่า มาตรา 93 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ห้ามมิให้ค้นของใครๆในที่สาธารณสถาน นอกจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าใครมีของอยู่ในครอบครองเพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือเป็นของที่ได้มาโดยกระทำผิด หรือเป็นของที่มีไว้แล้วกฎหมายถือว่าเป็นความผิด...คุณขึ้นไปบนรถแล้วค้นดะไปเลย โดยไม่ปรากฏชัดว่าคุณมีเหตุอันควรสงสัยยังไง ข้อไหน คุณค้นสุ่มๆไปเผื่อเจอะเท่านั้น หรือใครจะเถียงว่าที่ผมพูดไปนี่ผิด”

ตำรวจทุกคนนิ่งเงียบยอมรับ ใหญ่จึงร่ายยาวต่อไป

“บางทีพวกคุณบางคนอาจจะได้รับรายงานว่าผู้โดยสารมีของที่เตรียมไปประกอบอาชญากรรมหรือของที่ลักขโมยเขามา หรือของผิดกฎหมาย มีไหมครับ มีใครได้รับรายงานหรือเปล่า”

ไม่มีคำตอบจากทุกคน ใหญ่ถอนใจหนักๆ ก่อนจะอธิบายกึ่งตำหนิ

“ข้อบกพร่องประการที่สอง คุณมากันแค่หยิบมือเดียว แล้วคุณก็ตามกันขึ้นไปบนรถเหมือนเล่นงูกินหาง คุณรู้ได้ยังไงว่าบนรถจะมีผู้ร้ายหรือไม่มี และถ้ามีแล้วมันก็มีปืนอย่างผม”

ใหญ่ชักปืนออกมาประกอบคำพูด ตำรวจทุกคนจับตามองด้วยความรู้สึกทึ่งจัด

“มันจะยิงพวกคุณตายหรือเจ็บกันทั้งหมด การปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองไว้ทุกลมหายใจเข้าออก คุณต้องรู้ว่ากว่าคุณจะโตมาเป็นนายดาบ นายสิบตำรวจกันอย่างนี้ กรมตำรวจลงทุนลงแรงไป คิดเป็นจำนวนไม่น้อย และทุกบาททุกสตางค์มันก็คือภาษีอากร หยาดเหงื่อของประชาชน คุณต้องถนอมและรักษาชีวิตและร่างกาย จะเสี่ยงก็ต่อเมื่อจำเป็นหรือคำนวณดูแล้วว่ามันคุ้มที่จะเสีย และหากคุณเดินลอยชายด้วยความชะล่าใจเข้าไปให้ผู้ร้ายยิงตายหรือบาดเจ็บ ถึงแม้จะได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นวีรบุรุษ แต่คุณจะภูมิใจได้อย่างไร เพราะคำว่าวีรบุรุษมันมาจากความประมาทเลินเล่อ คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวคุณน่ะรู้ดี...”

“เมื่อกี้สิ่งที่คุณควรทำก็คือแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งขึ้นไปบนรถเพื่อตรวจค้น อีกส่วนหนึ่งคอยอยู่ข้างล่าง และไม่ใช่มัวแต่คุยกันหรือเพลิดเพลินชมนกชมไม้ เล่นโทรศัพท์ แต่จะต้องคอยระวังคุ้มกันป้องกันพวกที่ขึ้นไปบนรถ และเมื่อไม่มีเหตุอันควร คุณก็ไม่ควรจะค้นเพราะอาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คุณควรจะเดินตรวจเฉยๆ และเมื่อใดที่ปรากฏพิรุธหรือพบร่องรอยอะไรที่เป็นเหตุชวนสงสัย คุณจึงจะมีสิทธิ์ค้นได้...”

“ผมเดาเอาว่าคงจะไม่เคยมีใครแนะนำคุณอย่างนี้ และคงจะไม่มีเวลาพลิกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อทบทวนความรู้เดิมๆของคุณ เคยทำกันยังไงก็ทำไปอย่างนั้น แต่ต่อจากนี้ไปขอให้พิถีพิถันกว่าที่แล้วมา และผมจะคอยช่วยแนะนำให้ วันนี้ผมขอตัวไปก่อนเพราะเสียเวลาผู้โดยสารอื่นมาพอแล้ว คงจะได้พบพวกคุณในอีกไม่ช้า”

ตำรวจทุกคนทำความเคารพพร้อมเพรียง ใหญ่ตอบรับแล้วหันกลับไปขึ้นรถ

ooooooo

บ่ายวันนี้สมรมารับคำแพงไปงานเลี้ยงสโมสรประจำจังหวัดเพื่อจะแนะนำให้รู้จักคุณนายลักษณาภรรยาท่านผู้ว่าฯพิเชษฐ์ที่มางานนี้ด้วย แต่คำแพงทำหน้างงๆ ทวนชื่อคุณนายเหมือนจะถามว่าเป็นใคร บุญศรีเลยตอบลูกเสียเองว่า

“ก็คุณนายผู้ว่าฯของจังหวัดที่หนูจะย้ายไปอยู่กับคุณใหญ่ไงลูก ไหนๆท่านก็ผ่านมาทางนี้ แม่ว่าก็ดีเหมือนกันที่หนูจะเข้าไปแนะนำตัวเอาไว้ก่อน”

“ไปเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวไม่ทัน เราต้องไปก่อนเวลา ไปรอคุณนายท่าน”

“แม่รออยู่บ้านนะ คำแพงไปกับสมรนะลูกนะ ฝึกเอาไว้”

คำแพงรับคำทั้งที่ไม่ค่อยเต็มใจ พอไปถึงในงานสมรก็แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าซื้อบัตรสองใบโดยให้คำแพงเป็นคนจ่ายเงินสี่พันบาทแต่ลงชื่อตัวเองซื้อเพื่อสะสมคะแนนไว้ไปเที่ยวญี่ปุ่นตามกติกา คำแพงได้ยินกับหูตอนเจ้าหน้าที่แซวสมรก็รู้สึกหน้าชาเพราะเหมือนเสียรู้โดนหลอกให้มางานโดยสมรเป็นคนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

นอกจากจะเสียรู้แล้ว คำแพงยังโดนคุณนายวิวเมียอเนกซึ่งเป็นคนสนิทของคุณนายลักษณาดูแคลนอย่างไม่ถูกชะตา แล้ววิวยังไปเสี้ยมลักษณาให้ไม่ชอบคำแพงไปด้วย พอมีโอกาสที่จะพูดจาให้คำแพงขายหน้าสองคนจึงไม่รั้งรอ แต่สมรไม่รู้อะไรก็พยายามแนะนำคำแพงตามที่รับปากบุญศรีมา

“คนนี้แหละค่ะ ภรรยาของสารวัตรคนใหม่ที่จะย้ายไปอยู่ที่จังหวัดของคุณนาย ชื่อคำแพง...คำแพงจ๊ะ นี่คุณนายลักษณาภรรยาท่านผู้ว่าฯ แล้วนี่ก็คุณนายวิวภรรยาของท่านผู้การ อีกหน่อยก็จะย้ายไปอยู่จังหวัดเดียวกันแล้ว สมรก็เลยพาน้องให้มารู้จักคุณพี่เอาไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ใช้สอยกันได้”

“งั้นก็ดีเลย...คุณพี่คะ กระเป๋าของคุณพี่น่ะให้คำแพงเขาถือสิคะ”

“จริงสิ อ้ะ ช่วยถือให้หน่อย”

ลักษณาส่งกระเป๋าให้คำแพง จากนั้นลักษณากับวิวก็เดินออกไป สมรกระซิบคำแพงให้รีบตามไปดูแลและบริการให้ประทับใจ

“แต่ว่า...” คำแพงจะบอกว่าตนเก็บต่างหูข้างหนึ่งได้แต่สมรไม่สนใจ เอาแต่รุนหลังเธอให้รีบตามคุณนายท่านผู้ว่าฯไป

ครู่ต่อมา ลักษณาเพิ่งรู้ว่าต่างหูของตนหายไป วิวพลอยตกใจ ขณะที่เจ้าตัวทำท่าจะเป็นลมบอกว่าต่างหูข้างละเป็นแสน วิวเสียดายยิ่งแตกตื่นบอกคนอื่นๆให้ช่วยกันหา พอดีคำแพงเดินเข้ามาได้ยินถามว่า

“อันนี้หรือเปล่าคะ”

ลักษณาตอบรับด้วยความดีใจ แต่วิวตะโกนลั่นว่า

“แกขโมยมันไป ช่วยด้วยค่ะๆ มีคนขโมยต่างหู”

เสียงตะโกนลั่นงานเลี้ยงขนาดนั้น แน่นอนว่าทุกสายตามองมาที่คำแพงเป็นจุดเดียว

ooooooo


ละครสารวัตรใหญ่ ตอนที่ 3 อ่านสารวัตรใหญ่ติดตามละครสารวัตรใหญ่ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช 10 ม.ค. 2562 09:10 2019-01-12T03:50:04+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ