ข่าว

วิดีโอ



สารวัตรใหญ่

อ่านเรื่องย่อ

แนว: แอคชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ภูเขา

กำกับการแสดงโดย: พลชย เมธา

ผลิตโดย: บริษัท ป๊าสั่ง ย่าสอน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช

หน้าสถานีตำรวจภูธรพระลาน มนัสกับปรีชาผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์คนละฉบับมาพร้อมกับนักข่าวอื่นๆของสำนักข่าวท้องถิ่น ทั้งหมดกำลังแยกกันสัมภาษณ์ผู้โดยสารที่โดนปล้น ขณะที่ใหญ่นั่งรออยู่กับผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่งหน้าห้องสอบสวน

ประณตเดินเข้ามาหาใหญ่ด้วยท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าที่ควร “ที่คุณจดให้ผมเมื่อกี้ ขอบใจ แต่ผมอยากรู้ว่าคุณรู้ได้ไงว่าคนร้ายใช้ปืน 11 มม. แล้วก็ยังมีระเบิดเอ็ม 26”

“ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาวุธปืนของฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ แล้วอย่างปืนที่เอวจ่าน่ะผมยังรู้เลยว่ามันเป็นปืนอัตโนมัติยี่ห้อโคลต์ ใช้กระสุน 9 มม. เรียกว่าซุปเปอร์โคลต์ เป็นของหายากเพราะตลาดไม่นิยม”

ประณตอึ้งไปนิดกับความรอบรู้ของหนุ่มมาดเข้มคนนี้ “แล้วเรื่องคนร้ายทำไมบอกได้ละเอียด อยู่ใกล้กับมันหรือไง”

“ก็ใกล้พอๆกับคนอื่น เพราะมันเดินมาเก็บเงินจากผู้โดยสารทุกคน”

“แล้วคุณเป็นใครมาจากไหน”

“ผมมาจากกรุงเทพฯ มาธุระที่พระลาน ส่วนที่ถามว่าผมเป็นใคร เดี๋ยวผมก็ต้องให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ยังไงจ่ารอถามพนักงานสอบสวนดูอีกทีก็ได้ ขอตัวนะ ผมจะไปห้องน้ำ”

ใหญ่ลุกเดินไปห้องน้ำ ประณตไม่ค่อยชอบใจกับท่าทางของเขาที่ดูไม่ยำเกรงในความเป็นตำรวจของตน

อเนก ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเดินทางมาพร้อมรองทรัพย์อนันต์ วาริชกับกอบเกียรติรีบออกมาต้อนรับและตอบคำถามของผู้บังคับบัญชาเรื่องตามจับคนร้ายปล้นรถโดยสารว่ากำลังสกัดจับอยู่

“ใครเป็นคนให้รายละเอียด รายงานเบื้องต้นที่ส่งทางวิทยุ”

“จ่าประณตครับ” กอบเกียรติตอบ

อเนกเหยียดยิ้มทันที “ไอ้จ่าประณตเนี่ยนะ มันเก่งขนาดนี้เลยเหรอ”

“ปกติจ่าประณตแกไม่ค่อยเอาไหนเรื่องแบบนี้ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมรายงานได้ชัดเจนฉะฉานมากเลยครับ”

“เดี๋ยวเรียกตัวมันมาถามหน่อย”

ทั้งหมดพากันเดินเข้าไปในโรงพัก นักข่าวเห็นก็รีบผละจากซักถามผู้เสียหายมาจ่อไมค์สัมภาษณ์อเนกทันที

“หวัดดีครับท่าน ขอสัมภาษณ์หน่อยได้ไหมครับ” มนัสเปิดฉาก

“คุณสัมภาษณ์รองทรัพย์แทนแล้วกัน ผมต้องเข้าไปดูรายละเอียดข้างใน”

วาริชกับกอบเกียรติรีบนำอเนกและตำรวจติดตามเข้าไปข้างใน ปล่อยให้ทรัพย์อนันต์ถูกนักข่าวรุมล้อมโดยมีขจรพลขับร่างบึกบึนยืนอยู่ด้วย

“ว่ามาเลยน้อง จะถามอะไรจัดมาเลย” ทรัพย์อนันต์เปิดไฟเขียว ยิ้มแย้มกับนักข่าวอย่างเป็นมิตร

ooooooo

เมื่อกลุ่มของอเนกเดินเข้ามาถึงหน้าห้องสอบสวน กอบเกียรติกวักมือเรียกประณตมาหา จ่ากุลีกุจอมาทำความเคารพทั้งกลุ่ม

“ผู้การอยากรู้รายงานเบื้องต้นทางวิทยุเป็นฝีมือจ่าใช่ไหม”

ประณตนิ่งอึ้งลังเล อยากจะตอบว่าใช่เพื่อเอาหน้า แต่คิดอีกทีกลัวถ้านายชอบเดี๋ยวจะมอบงานเพิ่มให้อีก

งานหนักแต่เงินเดือนเท่าเดิมจึงตัดสินใจตอบไปตามจริง

“เปล่าครับ ไม่ใช่ฝีมือผม”

“งั้นใคร”

 สิ้นคำถามของอเนก ใหญ่เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี ประณตจึงชี้มือไป ทั้งกลุ่มมองชายแปลกหน้า

รู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อนแต่จำไม่ได้ พลันเสียงโหวกเหวกโวยวายหน้าโรงพักก็ทำให้ทุกคนหยุดชะงักกันหมด

“จับได้แล้วครับ...จับได้แล้วครับ”

“เอ้า พวกเราดูหน้ามันไว้ ไอ้นี่แหละโจรปล้นรถเมื่อกี้”

จ่าเฉยกับจ่าบุญเชิดตะโกนลั่น นักข่าวกรูมาถ่ายรูปคนร้าย กลุ่มของอเนกให้ความสนใจตรงมาเหมือนกัน

อเนกจับหน้าคนร้ายให้เงยขึ้นสู้กล้องของนักข่าว “จะหลบกล้องทำไม ไหนๆจะเป็นโจรแล้วก็ต้องให้คนเขาจำหน้าได้หน่อย”

ทรัพย์อนันต์และขจรรีบเดินมายืนข้างอเนก

เพื่อป่าวประกาศผลงานให้เครดิต สภ.พระลาน และ

การดูแลงานของตำรวจระดับจังหวัด

“น้องๆสื่อครับ เรื่องนี้ต้องชื่นชมตำรวจ สภ.พระลานทุกคนครับ ที่เข้มแข็งในการปฏิบัติงานจนสามารถ

จับตัวคนร้ายได้อย่างทันท่วงที และอีกคนที่ต้องขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเลยก็คือท่านผู้การอเนก ที่มาช่วยให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานจนสัมฤทธิผลในครั้งนี้” ทรัพย์อนันต์อวยหัวหน้า

อเนกยิ้มบางๆ แอ็กท่าข้างคนร้ายเพื่อให้สื่อมวลชนถ่ายรูป ทันใดนักข่าวสองสามคนตะโกนด้วยความโมโหคนร้ายและทำท่าจะเข้าไปกระทืบ กอบเกียรติต้องกันออกมา ขณะที่ใหญ่จับตามองแล้วส่งเสียงขึ้น

“คนนี้ไม่ใช่คนร้ายหรอกครับ พวกคุณจับมาผิดตัวแล้ว”

ทุกคนชะงักหันไปมองเจ้าของเสียงนั้น อเนกกำลังยิ้มให้สื่อมวลชนถ่ายรูป ไม่ค่อยพอใจที่หมอนี่มาขัดจังหวะ

“ลื้อรู้ได้ยังไงว่าจับผิดตัว”

“ใช่ จะจับผิดตัวได้ไง เห็นมั้ยว่าเสื้อผ้ามันตรง

กับที่วิทยุแจ้งมา แล้วนี่เห็นมั้ยในกระเป๋ามันมีอาวุธ” 

จ่าบุญเชิดชูกระเป๋าและปืนให้ทุกคนดู


“ผู้ร้ายตัวจริงรูปร่างไม่ใช่แบบนี้ ผิวดำคล้ำกว่า ตาโปนกว่า ปืนและระเบิดของคนร้ายก็เป็นอาวุธสงคราม ไม่ใช่ปืนยิงนกแบบบ้านๆอย่างนี้”

ใหญ่พูดความจริงออกไปแต่ทำให้ตำรวจแทบทุกคนโกรธที่โดนฉีกหน้า จ้องเขาด้วยสายตาชิงชัง 

แล้วจู่ๆป้าคนหนึ่งที่โดนปล้นก็โพล่งขึ้น

“ฉันก็จำหน้ามันได้ค่ะ คนร้ายมันตบหน้าฉัน รับรองไม่ใช่ไอ้หนุ่มคนนี้หรอก”

“หนูก็เห็นหน้ามันชัดทั้งสองคนตอนโดนจับเป็นตัวประกัน ยังไงก็ไม่ใช่คนนี้หรอกค่ะ”

สองเสียงช่วยกันยืนยัน คนขับรถกับผู้โดยสารอื่นๆ เลยพากันเข้ามาจ้องหน้าคนร้ายก่อนจะส่งเสียงสนับสนุนเซ็งแซ่ว่าไม่ใช่แน่ๆ ทรัพย์อนันต์เห็นท่าไม่ดี รีบไกล่เกลี่ย

“เอาละๆ ขอความสงบหน่อยครับ เรื่องแบบนี้มันผิดพลาดกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร จับได้ก็ปล่อยได้”

ส่วนอเนกก็แก้ต่าง ไม่อยากเสียหน้า “เดี๋ยว...ยังไงปืนที่ไอ้หนุ่มคนนี้พกมันก็เป็นปืนเถื่อน เอาตัวไปขัง

ไว้ก่อน ยังปล่อยไม่ได้”

วาริชปฏิบัติตาม ให้บุญเชิดเอาตัวคนร้ายไปขัง ผู้โดยสารซุบซิบกันใหญ่เพราะสงสารแพะที่ดวงไม่ดีต้องโดนขังในที่สุด

“แล้วเรื่องนี้ยังไงก็ต้องรีบสอบพยานเอาไว้ โดยเฉพาะคุณคนนี้ ดูท่าจะรู้มากกว่าคนอื่น เอาไปสอบก่อนเลย” อเนกพูดพลางมองชายแปลกหน้าที่เข้ามาทำให้เสียเรื่องด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

 ooooooo

ครู่ต่อมาภายในห้องสอบสวน อเนกอยู่กับลูกน้องอีกคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิมพ์คอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกคำให้การกำลังเตรียมพร้อมรอการสอบพยาน

ใหญ่เดินเข้ามายืนนิ่งในห้อง อเนกเพ่งเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ พูดขึ้นในทำนองเย้ยหยัน

“นั่งสิ จะยืนอยู่ทำไม”

ใหญ่ลงนั่งอย่างสำรวมตามคำเชิญ แม้จะรู้ว่า

อีกฝ่ายไม่ค่อยชอบตน แต่ใหญ่ก็ทำให้ดีที่สุดในฐานะที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังไม่เปิดเผยตัว

“ดูคุณจะรู้เรื่องเกี่ยวกับคนร้ายดีนักนะ”

“ผมเป็นผู้โดยสารคนนึงที่ถูกชิงทรัพย์ครับ”

“แน่ใจเหรอว่าเหตุผลของคุณมีแค่นี้”

“ท่านคิดว่าผมจะมีเหตุผลที่มากกว่านี้เหรอครับ”

อเนกโกรธจัดตวาดสวน “ตอบคำถามผม ไม่ใช่ย้อนถาม”

ใหญ่ยิ้มน้อยๆในใจกำลังมองเห็นโทสะที่เกิดขึ้นของฝ่ายตรงข้ามด้วยอาการปลง อเนกเห็นรอยยิ้มนั้นก็ยิ่งบันดาลโทสะคิดว่าเขากำลังยิ้มเยาะตนถึงกับตะคอกใส่

“ชื่ออะไร มาจากไหน แล้วกำลังจะไปไหน”

“ผมชื่อใหญ่ นามสกุลเวโรจน์ มาจากกรุงเทพฯ จะมาที่พระลานนี่แหละครับ”


“มีธุระอะไรที่พระลาน”

“ผมมาดูลาดเลา”

“ลาดเลา? ลาดเลาอะไรของคุณ”

“ลาดเลาเกี่ยวกับงานใหม่ ผมจะมาทำงานที่นี่ครับ”

“งานอะไร”

ใหญ่ชั่งใจเล็กน้อยว่าจะบอกความจริงดีหรือไม่ แต่ที่สุดก็ตัดสินใจบอก “งานตำรวจครับ ผมย้ายสังกัดมารับงานที่ สภ.พระลาน ผม...พันตำรวจตรีใหญ่ เวโรจน์”

ใหญ่ลุกขึ้นทำความเคารพ อเนกผงะไม่คาดคิด

ที่หน้าห้อง จ่าสองคนแอบฟังการสอบสวนได้ยินอย่างนั้นก็สะดุ้ง ประณตแปลกใจรีบเดินมาถามว่ามีอะไร

“ก็ผู้ชายที่อยู่ในห้องสอบสวนคือพันตำรวจตรีใหญ่ เวโรจน์”

“ใครวะ พันตำรวจตรีใหญ่ เวโรจน์”

นายดาบกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่พอดี รีบหยิบมาให้เพื่อนตำรวจดูข่าวหน้าหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน 

ซึ่งเป็นข่าวของใหญ่ที่จับแก๊งค้ายาและช่วยชีวิตคน

ทั้งหมู่บ้าน

ส่วนในห้องสอบสวน อเนกเห็นข่าวนี้แล้วเช่นกันทางโทรศัพท์มือถือ เขาอ่านออกเสียงในทำนองเย้ยเหยียดเนื่องจากใหญ่ย้ายข้ามสังกัดมาแย่งที่นั่งคนในโควตาของเขา

“พันตำรวจตรีใหญ่ เวโรจน์ วีรบุรุษตำรวจตระเวนชายแดนคนล่าสุด นำกำลังตำรวจเข้าทลายแหล่งผลิตเฮโรอีนที่ใหญ่ที่สุด ปะทะต่อสู้กับกำลังคุ้มกันของผู้ค้ายาเสพติดจนตัวเองได้รับบาดเจ็บ กรมตำรวจปูนบำเหน็จให้โดยแต่งตั้งให้มาเป็นสารวัตรประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระลาน...นี่คุณหายดีแล้วเหรอ”

“ครับ”

“คงได้รางวัลจากการยึดเฮโรอีนของกลางมา

ไม่น้อยเลยสินะ”

ใหญ่นิ่งเงียบไม่ตอบ ทำให้อเนกยิ่งอยากรู้

“ว่าไง ได้มาเท่าไหร่ นึกไม่ออกหรือไง”

“ศาลยังไม่ตัดสินคดีครับ แต่ถึงตัดสินแล้วก็ยังต้องแบ่งกันหลายคน”

อเนกพยายามหาช่องโจมตีเขาต่อ “เอาละ ถ้างั้นตอบผมมาหน่อยซิว่าคุณเป็นตำรวจประสาอะไร คน

ถูกปล้นทั้งคันรถ แต่คุณกลับนั่งเฉยๆ ทำไมไม่ต่อสู้ขัดขวาง ปล่อยให้ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อโจรอย่างเลือดเย็น”

“ผมไม่กล้าต่อสู้หรอกครับ”

“อ้าว...ไหนว่าเป็นวีรบุรุษ ตชด. ผ่านมาตั้งหลายศพ หรือว่าไอ้ศพที่คุณสังหารน่ะคุณเอาแต่แอบซุ่มยิง ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามเขาต่อสู้ใช่ไหม”

ใหญ่พยายามใจเย็นตอบนิ่มๆ ไม่ก้าวร้าว แต่ก็ไม่ยอมแพ้แม้แต่ประเด็นเดียว

“ผมไม่กล้าต่อสู้ก็เพราะฝ่ายผู้ร้ายมีทั้งระเบิด


ทั้งปืน และถ้าผมบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป คนที่จะได้รับเคราะห์ก็ต้องเป็นชาวบ้านแน่นอน และอีกอย่างนะครับ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ มีแต่สื่อมวลชนเขาขนานนามให้ และการปราบปรามยาเสพติดที่เป็นข่าวนั้นไม่ใช่การซุ่มยิง แต่เป็นการปะทะต่อสู้กับหมวดของผม ผมและเพื่อนๆก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกันครับ”

อเนกกัดกรามกร้วม ที่สารวัตรคนใหม่ยอกย้อนกลับมาในทุกประเด็นที่เขาพูดไป ในที่สุดเลยหาประเด็นใหม่มาเล่นงาน


“แล้วคุณคิดว่าไอ้โจรปล้นรถมันจะเดินนวยนาดกลับมาให้คุณจับหรือไง บอกมาซิว่าคุณมีแผนล้ำลึกอะไรที่จะไปตามจับตัวมัน”

“ขอโทษครับ ผมแค่มาดูลาดเลา ยังไม่ได้รับงานตามตำแหน่งใหม่ของผม หน้าที่รับผิดชอบตอนนี้น่าจะเป็นของสารวัตรคนเก่า แล้วก็...ของท่านผู้การต่างหาก”

อเนกโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง แสดงร่างของนักเลงออกมาข่มขวัญโดยการยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ๆ

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเส้นใหญ่มาจากไหน แต่ผมจะบอกให้รู้ตัวไว้นะว่าคนที่นี่ไม่มีใครเขาต้องการคุณ วันนี้คุณจะอยู่ในฐานะพยาน แต่ถ้ารับตำแหน่งเมื่อไหร่มันเป็นหน้าที่ที่คุณต้องลากคอคนร้ายออกมาให้ได้ 

และถ้าผมยังอยู่ คุณจะไม่มีวันสบายเป็นอันขาด”

“ขอบคุณครับ ผมคิดว่าผมคงจะไม่ทำให้ท่าน

ผู้การลำบากใจนักหรอกครับ เพราะผมไม่ได้ตั้งใจที่จะมาสบายที่นี่”

อเนกขยุ้มกระดาษบนโต๊ะด้วยความโกรธแล้วขว้างลงพื้น ใหญ่นิ่งไม่สะทกสะท้านและไม่กลัว แต่ก็ไม่ก้าวร้าว ค่อนข้างไปทางปลงกับการกระทำของคนที่ปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่

 ooooooo

ประตูห้องสอบสวนเปิดออก ใหญ่ก้าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ แต่บรรดาจ่าทั้งหลายต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป บางคน

ทำความเคารพ ขณะที่บางคนยังคงนิ่งทำอะไรไม่ถูก

จ่าประณตยืนแอบมองอยู่ เมื่อใหญ่หันมาสบตาจ่าก็รีบเดินหลบมุมไม่อยากเผชิญหน้า ใหญ่ยิ้มน้อยๆ

แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่วางไว้มุมหนึ่ง

กอบเกียรติยืนอยู่กับพิทยาธร เมื่อใหญ่เดินผ่านกอบเกียรติรีบทำความเคารพ พิทยาธรงงๆเพราะเพิ่งกลับมาจากข้างนอก แต่ก็ทำความเคารพด้วยเช่นกัน แล้วเริ่มบทสนทนากับกอบเกียรติหลังจากใหญ่เดิน

คล้อยหลังไป


“คนนี้เหรอครับ ที่จะมาแทนสารวัตรวาริช”

“ใช่ คุณเพิ่งรู้เหรอ”

“ผมไปตั้งจุดสกัด เพิ่งถอนกำลังกลับมา”

“ท่าทางแกดูดีนะ แต่ไม่น่าปอดแหกเลย”

“ปอดแหกยังไง”

“ก็แกอยู่บนรถที่โดนปล้น แต่กลับไม่ยอมทำอะไรเลย”

พิทยาธรรับฟังแต่ยังไม่ตัดสินว่าสารวัตรใหญ่เป็นยังไง...เวลานั้นใกล้ค่ำแล้ว ใหญ่ตั้งใจไปหาที่พักค้างคืน จู่ๆพิทยาธรในชุดครึ่งท่อนวิ่งตามมาทำความเคารพและรายงานตัวอย่างฉะฉานก่อนจะถามว่า

“สารวัตรกำลังจะไปไหนครับ ผมจะขับรถไปส่ง”

“ไม่ต้องหรอก ตลาดอยู่ใกล้ๆนี่เองไม่ใช่เหรอ”

“ก็ไม่ใกล้หรอกครับ ถ้าเดินไปก็เอาการอยู่ครับ แล้วอีกอย่างผมเกรงว่าที่นอนที่สารวัตรต้องการก็จะหาไม่ได้ง่ายๆหรอกครับ”

“แต่ผมนอนได้ทุกแห่งและไม่เลือกสถานการณ์”

“แต่ถ้าไม่มีคนพื้นที่แนะนำ ผมเกรงว่าสารวัตรจะเสียหายได้ครับ”

“เสียหาย?”

“ใช่ครับ โรงแรมที่นี่คนขับรถบรรทุกจะนิยมมาใช้เป็นที่พักเพราะมีบริการหลายอย่าง ทั้งยาเสพติด แล้วก็ผู้หญิง...ไปกับผมเถอะครับ ผมจะช่วยหาโรงแรมที่เหมาะสมให้ พอดีผมพอจะรู้จักผู้จัดการโรงแรม ถ้าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักผม ผมมักจะพาไปพักที่นี่ครับ”

“ก็ได้”

“งั้นเชิญทางนี้ครับ” พิทยาธรเดินนำออกไป

“เดี๋ยวนะ รถที่จะขับไปส่งเป็นรถหลวงหรือรถส่วนตัว”

“รถส่วนตัวครับ แม่ซื้อให้ผมเป็นรางวัลที่สอบไล่ปีสุดท้ายได้”

“คุณจบจากที่ไหน”

“โรงเรียนนายร้อยตำรวจครับ...ถึงแล้วครับ” พิทยาธรขึ้นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องแล้ว

ส่งหมวกกันน็อกให้...ใหญ่รับมาใส่ก่อนขึ้นซ้อนท้าย รู้สึกสบายใจเล็กๆ อย่างน้อยก็มีมิตรอยู่บ้าง

 ooooooo

ถึงโรงแรมกลางเมือง พิทยาธรพาใหญ่มาพบผู้จัดการเพื่อติดต่อเช่าห้องพัก แต่ผู้จัดการให้อยู่ฟรี บอกว่าสำหรับตำรวจพระลานเรายินดีต้อนรับและมีห้องไว้ให้เสมอ

“ไม่ได้ครับ จะให้พักฟรีไม่ได้ ไม่งั้นคุณจะขาดรายได้”

“แต่เรากันห้องเอาไว้สำหรับช่วยราชการแล้วค่ะ ตำรวจพระลานใครๆก็มาใช้ห้องฟรีกันทั้งนั้น”

“งั้นให้ถือซะว่าผมเป็นตำรวจคนแรกที่ได้รับเกียรติอุดหนุนโรงแรมคุณ จะให้เกียรติผมได้ไหมครับ”

ผู้จัดการลังเล มองหน้าพิทยาธรเพื่อถามความเห็น แต่ผู้หมวดกลับไม่พูดอะไร ใหญ่จึงรวบรัด

“ถ้าผู้จัดการไม่ยอมรับค่าห้อง ผมจะถือว่าไม่ให้เกียรติและคงต้องไปพักที่อื่น”

“งั้นก็ได้ค่ะ แต่คงต้องขอเก็บครึ่งราคานะคะ”


“อ้าว ทำไมล่ะครับ”

“คือเราลดพิเศษให้แขกของหมวดพิทยาธรเสมอค่ะ เพราะเป็นแขกประจำ”

“ใช่ครับ เป็นโปรโมชันของที่นี่ครับ ถ้าแนะนำแขกมาพักบ่อยๆก็จะได้ห้องพักราคาพิเศษ แผนการตลาดของเขาแหละครับ”

ใหญ่พยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็จ่ายเงินแล้วลงทะเบียนตามระเบียบ...เสร็จเรื่อง ใหญ่ให้พิทยาธรกลับได้เลย เขาขึ้นลิฟต์ไปหาห้องเอง จังหวะนี้พนักงานของโรงแรมผ่านมาเห็นก็รู้ว่าเป็นลูกค้าใหม่จึงเข้ามาเสนอตัวพาไปโดยไม่รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ

เมื่อถึงห้องพนักงานไขกุญแจเปิดประตูให้และพูดจาเป็นกันเอง “เฮียจะเอาหมอนวดมั้ย มีหลายรุ่นแล้วแต่เฮียชอบนะ เด็กๆก็มี รุ่นใหญ่ก็มี”

ใหญ่คาดไม่ถึง แต่ก็ถามออกไป “รุ่นเด็กอายุเท่าไหร่”

“14-15 เด็กมัธยมแท้เลยเฮีย ตอนเช้าเฮียไปส่งหน้าโรงเรียนได้เลย ถ้าไม่ชอบเด็ก รุ่นใหญ่ก็มีหลายอายุ ถ้าจะเอาแบบนวดเฉยๆก็ต้องพวกรุ่นป้า 40-50”

ใหญ่อึ้งกิมกี่ หลอกถามข้อมูลไปเรื่อย “พวกนี้พักในโรงแรมหรือว่าต้องไปตามข้างนอก”

“เด็กบางคนกินอยู่ในนี้แหละครับ แต่ถ้านักเรียนต้องโทร.ไปตาม เฮียยังไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ เอาเบอร์ผมไว้นะ ดึกๆค่อยโทร.ก็ได้” พนักงานจดเบอร์โทร.ใส่กระดาษส่งให้ แถมพูดพ่วงท้ายว่า “ยาก็มีนะเฮีย มีทุกอย่าง เฮียจะ

เอาอะไรบอกมา เดี๋ยวหาให้ ไม่แพง”

ใหญ่อึ้งแล้วอึ้งอีก ไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากคำว่าขอบใจ...

 ooooooo

หลังจากนั้นใหญ่โทร.หาคำแพงที่รอสายจากเขาครึ่งค่อนวันด้วยความเป็นห่วง เธอดีใจมากรับสายสามีเสียงใส “สวัสดีค่ะคุณใหญ่”

“คำแพงกำลังทำอะไรอยู่ครับ”

“ดูข่าว แล้วก็รอโทรศัพท์อยู่ค่ะ”

“ขอโทษนะที่ผมโทร.มาช้าไปหน่อย พอดีเพิ่งถึงห้องพัก”

“ที่โน่นเป็นไงบ้างคะ”

“ถ้าผมมาอยู่ก็คงมีหลายเรื่องให้จัดการเลย แค่มาพักโรงแรมก็เจอทั้งเรื่องขายบริการ แล้วก็ยาเสพติด งานที่นี่คงไม่สบายนักหรอก”

“งานหนักแค่ไหนคำแพงก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณค่ะ แล้วนี่ทานข้าวหรือยังคะ”

“จริงสิ ลืมไปเลย”

“คุณใหญ่ไปหาอะไรทานก่อนนะคะ นี่ก็เลยเวลาแล้ว เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะ”

“ครับ งั้นถ้าทานข้าวเสร็จจะโทร.มาใหม่นะ”

คำแพงรับคำแล้ววางสาย เป็นจังหวะที่บุญศรีพาเพื่อนคนหนึ่งเข้ามาในบ้าน คำแพงยกมือไหว้เพื่อนแม่อย่างนอบน้อม

“จำคุณนายสมรเมียผู้กำกับวิชัยได้ไหมลูก เมื่อก่อนอยู่บ้านที่หน้าตลาดไง”

“จำได้ค่ะ สบายดีนะคะ”

“จ้ะ เนี่ยน้าเพิ่งรู้ว่าคุณใหญ่แฟนของคำแพงย้ายสังกัดไปเป็นสารวัตรตำรวจภูธร ลงข่าวใหญ่โตเลยนะหนู”

“ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณใหญ่ไม่อยู่ เดินทางไปธุระยังไม่กลับมาเลยค่ะ”

“แม่พาสมรมาแนะนำคำแพง เรื่องที่ต้องเข้าสังคมเมียตำรวจน่ะลูก”

“ใช่จ้ะ คำแพงอยากรู้เคล็ดลับอะไรเกี่ยวกับการเป็นเมียตำรวจบ้างไหมจ๊ะ เดี๋ยวน้าจะได้เล่าให้ฟัง”

“เคล็ดลับ เอ๊ะ เป็นเมียตำรวจต่างจากเมียคนธรรมดายังไงหรือคะ”

“ต่างจ้ะ คนเป็นเมียตำรวจน่ะจะต้องทำงานหลังบ้านเพื่อช่วยสามีให้เจริญก้าวหน้า จะอยู่บ้านเฉยๆ แบบแม่บ้านทั่วไปไม่ได้”

“ทำงานหลังบ้านยังไงคะ”

“อ้าว...ก็แฟนเราจะก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า ส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากคนเป็นเมียคอยวิ่งเต้นให้นะหนู อย่างน้าน่ะตอนแต่งงานใหม่ๆก็ทำอะไรไม่เป็นเหมือนกัน แต่ตอนหลังปรับตัวได้ก็เลยพอจะรู้อยู่บ้าง”

“คำแพงลองฟังน้าเขาดูก่อนนะ อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ธรรมเนียมว่าพวกเมียตำรวจเขาต้องทำอะไรกันบ้าง”

คำแพงไม่ปฏิเสธที่จะฟังทั้งที่รู้สึกแปร่งๆพิกล

“เป็นเมียตำรวจภูธร หนูจำไว้เลยนะ คนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดก็คือผู้ว่าฯ แล้วก็พวกนายตำรวจผู้บังคับการจังหวัด ฉะนั้นถ้ามีโอกาสหนูจะต้องเข้าไปแนะนำตัวให้เมียของคนใหญ่คนโตพวกนี้รู้จัก”

“แต่อำเภอที่คุณใหญ่ไปประจำการไม่ใช่อำเภอเมือง คงจะหาโอกาสยากนะคะที่จะเข้าไปพบ”

“เราก็ต้องคอยดูสิจ๊ะว่าคุณนายพวกนี้เธอทำงานสังคมสงเคราะห์อะไรกันอยู่ เวลามีงานเราก็เสนอตัวเข้าไปช่วยแล้วค่อยหาโอกาสทำความรู้จักสนิทสนม”

“เพื่ออะไรคะ”

“แหมหนู...ก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของสามีเราไงจ๊ะ เพราะเวลามีการแต่งตั้งโยกย้ายอะไร ถ้าเราไปสนิทกับเมียท่าน เราก็จะได้ฝากสามีเราได้ก่อนไง”

“แต่คำแพงเขาเป็นคนเงียบๆ เข้าสังคมก็ไม่เก่ง”

“พูดไม่เก่ง เข้าสังคมไม่เก่งก็ไม่เป็นไร ของฝากไง หาของฝากติดไม้ติดมือไปด้วยบ่อยๆ ไม่นานก็จะสนิทกันเอง เชื่อน้าเถอะ เป็นเมียตำรวจน่ะจะอยู่กับบ้านเฉยๆไม่ได้ ต้องเข้าสังคม ดูน้าสิ วันๆอยู่บ้านที่ไหน ตระเวนไปบ้านนาย ไปช่วยเมียนายขายบัตรการกุศล ไปเป็นเพื่อนซื้อผ้าไหม ช่วยถือกระเป๋าเข้าร้านเสริมสวย ทำตัวน่ารักๆ เพื่อส่งเสริมสามีของเรา”

“ต้องทำถึงขนาดนี้คงไม่เป็นตัวของตัวเองเลยนะคะ”

“เป็นตัวเองน่ะเป็นเมื่อไหร่ก็ได้ ลองคิดดูนะว่า การแลกตัวตนของเราเพื่อส่งเสริมให้สามีของเราก้าวหน้า บางทีมันก็คุ้มที่จะทำนะหนู”

ยิ่งฟังคำแพงยิ่งรู้สึกอึดอัด ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการทำแบบนี้ แต่ก็รักษามารยาทด้วยการยิ้มน้อยๆ บุญศรีเข้าใจความรู้สึกลูก ส่งยิ้มให้กำลังใจ

ooooooo

หลังจากสมรกลับไปได้สักครู่ สองแม่ลูกเข้าห้องพระสวดมนต์ก่อนนอนตามปกติ เสร็จเรียบร้อยบุญศรีเริ่มสนทนากับลูกสาว

“แม่รู้ว่าหนูอึดอัด แต่ที่แม่พาสมรมาคุยด้วยก็เพื่อที่จะให้หนูรู้ข้อมูลก่อนที่จะต้องเจอกับของจริง”

“หนูไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าค่ะแม่ เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน”

“แม่ฟังแล้วก็หนักใจแทนหนูเหมือนกัน แต่บางครั้งมันก็จำเป็นเหมือนกันนะ เพราะถ้าเราไม่ทำ เราก็จะกลายเป็นตัวถ่วงของสามี”

“ค่ะแม่ ยังไงหนูจะลองปรึกษากับคุณใหญ่ก่อน ถ้าคุณใหญ่เห็นด้วยหนูก็จะทำค่ะ”

“จ้ะ ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องใส่บาตรแต่เช้า”

สองแม่ลูกไม่ทันขยับไปไหน ได้ยินเสียงหมาเห่าดังหน้าบ้าน ไม่ช้าขโมยก็ก้าวเข้ามาพร้อมมีดในมือ มานะกับลำดวนช่วยกันเล่นงานมันแต่เกือบโดนมันทำร้ายถึงเลือดตกยางออกถ้าคำแพงไม่ยิงปืนโดนมือมันจนมีดหล่น

“ถ้าลองทำอะไรพ่อฉันอีก แกตายแน่” คำแพงเล็งปืนขู่


หัวขโมยเห็นท่าทางของคำแพงแม้จะเป็นผู้หญิงบอบบาง แต่การถือปืนเหมือนได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี มันขยาดค่อยๆถอยแล้วรีบวิ่งหนีออกไป คำแพงยิงอีกนัดไล่หลังเพื่อขู่ ขณะที่บุญศรีรีบเข้าไปดูสามีและสาวใช้ที่บาดเจ็บกันเล็กน้อย

“พ่อไม่นึกมาก่อนเลยว่าคำแพงลูกพ่อจะยิงปืนได้คล่องแคล่วขนาดนี้”

“โชคดีที่คุณใหญ่ช่วยฝึกให้ค่ะพ่อ ก็ฝึกแค่พอเป็น ไม่ได้เก่งกาจอะไร”

“ลำดวน เธอยังเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า”

“ไม่เจ็บแล้วค่ะคุณ ทายาก็หายแล้วค่ะ”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ใหญ่โทร.มาหาคำแพงอีกครั้งหลังจากรู้ว่าเกิดเหตุขโมยขึ้นบ้านพ่อตาแม่ยาย

“ผมประสานกับตำรวจท้องที่แล้วนะ คืนนี้เขาจะส่งตำรวจสายตรวจมาดูเรื่อยๆทุก 3 ชั่วโมง ได้ยินเขาบอกว่าคนร้ายน่าจะเป็นแก๊งขโมยต่างถิ่น คืนนี้มันแอบเข้าไปขโมยมาหลายบ้าน ได้ของแล้วก็ขับรถหนีไปจังหวัดอื่น”

“คุณใหญ่ไม่ต้องห่วงทางนี้นะคะ คำแพงดูแลได้ ทุกคนในบ้านกำลังใจดีมาก ไม่กลัวอะไร”

“ยังไงผมจะวานลูกน้องให้คอยมาเป็นหูเป็นตาให้บ่อยๆ ถ้ามีอะไรดึกแค่ไหนคำแพงอย่าเกรงใจ โทร.มาได้เลย”

“ค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ”

“ครับ แล้วผมจะรีบกลับนะ”

“ค่ะ สวัสดีค่ะ” คำแพงวางสายแล้วสำรวจประตูหน้าต่างบ้าน...ฝ่ายใหญ่ออกจากโรงแรมเดินไปทางตลาดโต้รุ่งที่อยู่ไม่ไกล

ooooooo

ใหญ่สั่งน้ำเต้าหู้ที่ร้านรถเข็นของบุญค้ำมากิน... ด้วยความไม่คุ้นหน้าทำให้บุญค้ำทักเขาว่า “เป็นเซลส์เหรอ”

“แสดงว่าเมืองนี้มีแต่เซลส์มาพักกันเหรอครับ”

“ก็ทั้งสิบล้อ ทั้งเซลส์นั่นแหละ ไปพักที่ไหนก็ไม่เหมือนที่นี่ มีทั้งยามีทั้งผู้หญิงมาเสนอกันถึงห้อง นี่ถ้าจะเข้าบ่อนนะ ไม่ต้องไปไหนไกลหรอก หลังโรงแรมนั่นแหละ”

“บ่อนใคร”

“บ่อนเสี่ยน้อย หลังตลาดโน่นยังมีอีกบ่อนนะ แต่เล็กกว่า”

“ตำรวจไม่จับเหรอ”

“อย่าให้พูดเลย รู้ๆกันอยู่นะ” บุญค้ำตัดบทเดินกลับไปรับลูกค้าที่เพิ่งเข้ามา ใหญ่นั่งกินน้ำเต้าหู้พลางมองไปยังจุดที่เป็นบ่อนซึ่งพ่อค้าน้ำเต้าหู้ให้เบาะแส

บริเวณหน้าบ่อนมีคนเดินเข้าออกกันคึกคักไม่มีนักเลงคุม เนื่องจากบ่อนนี้ย่ามใจและมีอิทธิพลมาก สักพักใหญ่เดินมายืนสังเกตการณ์ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปข้างใน โดยไม่รู้ว่าพิทยาธรซุ่มตามดูพฤติกรรมของเขาเพื่อศึกษานิสัยใจคอคนที่จะมาเป็นหัวหน้า

ภายในบ่อนมีโต๊ะการพนันแบ่งเป็นโซน ชาวบ้านรุมล้อมเล่นกันอย่างครึกครื้น นักเลงยืนดูแลประปราย ใหญ่เดินเข้ามาสังเกตไปเรื่อย ในมุมหนึ่งโจเดินนำเสี่ยคัคนานต์ กำนันฉลองโชค เสี่ยจาตุรนต์ และเสี่ยน้อย สี่ผู้ยิ่งใหญ่ของจังหวัดเข้ามาโดยมีนักเลงคุ้มกันห้อมล้อม

“เอ้าหลบๆ ถอยๆ” โจส่งเสียงไล่นักพนันที่ยืนขวางเพื่อเปิดทางให้สี่ผู้มีอิทธิพลผ่านไปด้านในโดยไม่มีใครรู้ว่ากำลังเดินผ่านสารวัตรตำรวจคนใหม่ของพระลาน

ใหญ่จับตามองเงียบๆ สักครู่พิทยาธรปรากฏตัวด้านหลังโดยใส่หมวกพรางหน้า ส่งซิกกับใหญ่แล้วเดินไปหลบมุมคุยกัน

“พวกนี้เป็นใคร” ใหญ่ถาม

“คนนั้นชื่อเสี่ยคัคนานต์ครับ เป็นเจ้าของโรงแรมใหญ่ของที่นี่ เสี่ยเป็นคนสนิทนักการเมือง แล้วก็เป็นหุ้นส่วนของบ่อนเกือบทุกบ่อนในอำเภอนี้ครับ แล้วคนถัดไปกำนันฉลองโชค เป็นเจ้าของพระลานคาเฟ่ แล้วก็เป็นนักค้าที่ดินที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอครับ”

“แล้วคนโน้นล่ะ”

“เสี่ยจาตุรนต์ครับ เป็นหุ้นส่วนของพระลานคาเฟ่อีกคนนึงครับ แกเป็นเจ้าของตลาด ใครๆพูดกันว่าแกเค็ม แล้วก็ขี้เหนียวมาก...คนสุดท้ายคือเสี่ยน้อย เจ้าของกิจการรถบรรทุกใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ บรรทุกทุกอย่างทั้งถูกและผิดกฎหมาย เห็นยิ้มๆแบบนี้ตัวจริงโหดมากเลยครับ บ่อนตรงนี้ด้านหลังจะมีห้องประชุม พวกมันใช้เป็นแหล่งพบปะพูดคุยกันเกือบทุกเดือน”

ใหญ่กับพิทยาธรสังเกตการณ์ต่อไปเงียบๆอีกสักพักก็พากันกลับออกมาด้านนอก ใหญ่สงสัยว่าทำไมบ่อนถึงเปิดเสรีไม่เห็นมีใครจัดการ พิทยาธรบอกว่าตำรวจทำอะไรไม่ได้เพราะหุ้นส่วนบ่อนนี้เป็นคนสนิทของนักการเมือง

“แต่เปิดกันโจ๋งครึ่มแบบนี้เหมือนตบหน้ากันชัดๆ”

“เรื่องนี้พูดยากครับ ผมเป็นเพียงตำรวจชั้นผู้น้อย”

“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจคุณ แล้วยังมีแหล่งไหนอีกบ้างที่ทำผิดกฎหมาย”

“ก็เยอะครับ ถ้าผมพาไปคืนเดียวคงไม่หมด แล้วอีกอย่างตอนนี้ผมเป็นตัวอันตรายของพวกมันเพราะเพิ่งไปจับบ่อนสิบล้อมา ผมเกรงว่าจะพลอยทำให้สารวัตรเดือดร้อน”

“งั้นรอให้ผมมารับตำแหน่งคงต้องพึ่งข้อมูลของคุณในเรื่องนี้”

“ยินดีครับผม”

“งั้นผมไปนอนก่อน...พรุ่งนี้ถ้าคุณตื่นเช้าค่อยมาเจอกัน”

“ได้ครับ” พิทยาธรรับคำแล้วพึมพำลับหลังใหญ่ว่า “มาใหม่ๆก็ดูกระตือรือร้นดี แต่อยู่ๆไปจะท่าดีทีเหลวหรือเปล่านะ”

ooooooo

ภายในห้องประชุมหลังบ่อน สี่ผู้มีอิทธิพลกำลังประชุมกันตามปกติ ทุกคนมีเอกสารรายได้ส่วนแบ่งในมือ แต่เดือนนี้ได้น้อยกว่าเดือนที่แล้วเพราะบ่อนโดนจับไปหนึ่งบ่อนโดยหมวดพิทยาธร เสี่ยน้อยไม่พอใจถึงกับเอ่ยปากว่า

“สงสัยไอ้นี่คงอยู่ไม่นาน”

กำนันฉลองโชคเสริมว่า “ตอนนี้นายมันเคลียร์ไปแล้วนี่ ต่อไปไม่น่ามีปัญหาอีก”

“แต่อย่าลืมว่าที่นี่กำลังจะมีสารวัตรคนใหม่มาแทนที่ สารวัตรวาริช” คัคนานต์ทักท้วง เสี่ยน้อยพอจะได้ข่าวมาบ้าง ถามว่าใช่คนที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวหรือเปล่า “ใช่ ได้ยินว่ามันมาที่นี่แล้วด้วย”

“ข่าวไวเหมือนกันนี่เสี่ย ผมก็ได้ยินแบบนี้เหมือนกัน”

“แล้วมันมาทำอะไร” จาตุรนต์ข้องใจ กำนันฉลองโชคตอบยิ้มๆว่า

“มันบอกว่ามาดูลาดเลา แต่รู้ไหมว่าดวงมันซวยแค่ไหน รถประจำทางมีตั้งหลายคันไม่ขึ้น ดันไปขึ้นคันที่โดนปล้น ตัวมันก็เลยโดนปล้น”

“เสียฟอร์มจริงๆ เป็นตำรวจแต่โดนปล้น” พูดแล้วจาตุรนต์หัวเราะสะใจ

“ยังไงก็ดูๆมันหน่อย ย้ายมาวันไหน ผมเสนอว่าควรจัดของเอาไปแสดงน้ำใจสักเล็กน้อย จะได้เอามาเป็นมือเป็นตีนได้วันหลัง”

เสี่ยน้อยนำเสนอ คนอื่นๆเห็นด้วย แต่ไม่ให้รถเก๋งเหมือนที่ผ่านมา ให้แค่รถกระบะป้ายแดงก็พอ

“ลองเชิงมันด้วยรถกระบะไปก่อน ถ้ามันยึกยักเรียกร้องอยากได้มากกว่าค่อยเอารถเก๋ง”

“คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่ดิน กำนันฉลองโชคว่าไง ไร่ของนังป้าสำอางเมื่อไหร่จะจบซะที”

“ตอนนี้ไอ้เบี้ยวกับไอ้ปืนกำลังเจรจาครั้งสุดท้ายกันอยู่ ยังไงต้องจบภายในวันนี้พรุ่งนี้แน่” กำนันฉลองโชคยิ้มอย่างมีเลศนัย

เวลาเดียวกันนั้นเบี้ยวกับปืนกำลังไปข่มขู่ป้าสำอางกับลุงมานิตถึงบ้านโดยมีลูกน้องอีกหลายคนถือปืนกันหรา แต่ไม่ว่าพวกมันจะพูดยังไงลุงกับป้าก็ไม่ตกลงขายที่ดิน โดยเฉพาะลุงบอกว่าตายเป็นตาย

ขณะที่นักเลงจะเล่นงานคนแก่ถึงตาย เสียงโทรศัพท์ใครคนหนึ่งดังขึ้นแต่ไม่ใช่ของพวกมันหรือของลุงกับป้า พวกมันจึงรู้ว่ามีคนแอบดู รีบเร่งให้ค้นหา

มัทนีนั่นเอง เธอผ่านมารู้เห็นโดยบังเอิญแล้วเกือบโชคร้ายโดนนักเลงเล่นงานถึงตายถ้าไม่ได้พิทยาธรที่กำลังจะขี่มอเตอร์ไซค์กลับที่พักผ่านมาประสบเหตุ เขาพาเธอซ้อนท้ายหลบลูกกระสุนพวกนักเลงหนีไปได้อย่างหวุดหวิดโดยที่สองคนยังไม่เห็นหน้าตากันและกัน จนกระทั่งไปจอดรถส่งเธอที่หน้าร้านเจ๊จวบถึงจำได้กัน

หญิงสาวหัวเหม่งตั้งท่าจะวิ่งหนีแต่โดนหมวดหนุ่มคว้าตัวเอาไว้อย่างเร็ว

“ปล่อยฉันนะ...วิ่งหนีเสือแต่ดันมาปะเอาจระเข้”

“ไม่ใช่ไอ้เข้ แต่เป็นเจ้าหนี้ เธอทำรถฉันเป็นรอยต้องชดใช้”

“ฉันไม่มีตังค์ ปล่อยฉันนะ ปล่อยสิ”

“ไม่มีตังค์ก็ไปตกลงที่โรงพัก ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อน”

“ฉันไม่ไป ปล่อยนะ ฉันบอกให้ปล่อย”

เสียงเอะอะโวยวายทำให้เจ๊จวบที่นอนในร้านต้องเดินออกมาเมียงมอง พอเห็นว่าเป็นหมวดหนุ่มรูปหล่อก็ปรี่เข้าใส่ พูดจาประจ๋อประแจ๋แถมเอาน้ำอัดลมออกมาเลี้ยง

พิทยาธรเล่าเหตุการณ์วันก่อนที่โดนซาเล้งตัดหน้าจนรถของเขาสีถลอก เจ๊จวบรับทราบและบอกว่าจะหักเงินเดือนหลานสาวมาผ่อนใช้ให้ ถ้ามันหนีอีกเจ๊จะตามลากไส้ถึงบ้านเลย

“ความจริงเรื่องรถชนเรื่องเล็กครับ ผมแค่ไม่ชอบที่เขาวิ่งหนี ขอโทษสักคำก็ไม่มี ก็เลยอยากจะสั่งสอนให้รู้สำนึกเอาไว้ เรื่องหักเงินค่าซ่อมอะไรนั่นไม่ต้องหรอกครับ”

“ไหว้ขอโทษแล้วก็ขอบคุณหมวดเขาสิยะ อย่ามัวแต่ยืนซื่อบื้ออยู่ได้”

มัทนีเพิ่งรู้ว่าชายคนนี้เป็นตำรวจรีบยกมือไหว้ขอโทษตามคำสั่งของเจ๊จวบ

“เอ้า ขอโทษแล้วก็นั่งลงสิ จะมายืนโชว์หัวเหม่งอยู่ทำไม...เชิญหมวดสอบสวนหลานเจ๊เรื่องที่มันโดนไล่ยิงได้เลยจ้ะ ถ้ามันดื้อหรือไม่ตอบอะไร เจ๊จะช่วยเค้นความจริงให้ ถือว่าเจ๊เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานนะคะ”

“ครับ ยินดีครับ”

มัทนีลงนั่งหน้าง้ำไม่ชอบใจที่น้าสาวเจ้ากี้เจ้าการออกนอกหน้า

“อย่างแรกนะครับ ผมอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นนักเลงพวกนั้นถึงได้ไล่ยิงคุณ”

มัทนีมองหน้าหมวดแวบหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง

ooooooo

ทางด้านป้าสำอางกับลุงมานิตพยายามจะหลบหนีพวกนักเลงในช่วงที่พวกมันไล่ล่าใครบางคนไป แต่ลุงกับป้าไปได้ไม่ไกลพวกมันก็ย้อนกลับมาอีก

พวกมันโหดมากฆ่าลุงมานิตตายเพราะแกไม่ยอมขายที่ดินให้ ส่วนป้าสำอางโชคดีได้ดาบนรินทร์มาช่วยพาหนีไป ซึ่งความจริงนักเลงก็ตั้งใจจะเก็บป้าไว้เพื่อเซ็นเอกสาร คิดว่าผัวแกตายยังไงแกต้องหวาดกลัวจนยอมขายที่ดินแน่ แต่สำหรับศพลุงมานิต พวกมันต้องจัดฉากให้เหมือนโดนรถชนตาย

ฝ่ายพิทยาธรรู้เรื่องจากมัทนีก็กลับไปที่โรงพัก ขอให้ลูกน้องออกตรวจพื้นที่ จ่าประณตกับอีกหลายคนหงุดหงิดถามกันเซ็งแซ่ว่าจะให้ไปไหนดึกดื่นป่านนี้

“เห็นหมวดแกบอกว่ามีนักเลงไล่ยิงผู้หญิงแถววัดป่าท้ายบ้าน”

“ทำไมวันนี้มีเรื่องไม่หยุดไม่หย่อนเลยวะ”

พิทยาธรเดินเข้ามาได้ยินประณตโวยพอดี

“ขอโทษที่ต้องขอกำลังเสริมกลางดึกแบบนี้ พอดีผมประสบเหตุร้ายด้วยตัวเอง คิดว่าควรออกไปตรวจพื้นที่อีกที อย่างน้อยก็เพื่อป้องปรามพวกคนร้ายไม่ให้เกะกะระรานพวกชาวบ้าน ไปเร็ว ขึ้นรถ”

พิทยาธรและตำรวจทั้งหมดพากันขึ้นรถ มนัสกับปรีชาขอไปด้วยประสาเหยี่ยวข่าวประจำโรงพัก

เมื่อถึงบ้านป้าสำอางตามเบาะแสที่ได้จากมัทนี กลุ่มตำรวจร้องเรียกแต่ไม่มีเสียงขานรับจึงบุกเข้าไปภายใน

“ไม่เห็นมีใคร”

“บางทีสองคนนั้นอาจจะหนีไปที่อื่นแล้วครับหมวด”

“งั้นลองไปเดินส่องไฟดูรอบๆบ้านเผื่อเจอหลักฐานอะไรบ้าง”

ตำรวจพากันเดินส่องไฟฉายตามมุมต่างๆ มนัสกับปรีชาตามประกบ สักครู่จ่าเฉยวิ่งนำทุกคนไปมุมหนึ่งที่มีกระเป๋าตกอยู่ ประณตคว้ากระเป๋าใบนั้นมาเปิดค้นดูแล้วบอกว่า

“ก็แค่กระเป๋าเสื้อผ้า ไม่เห็นมีอะไร”

“จ่า ผมว่าทีหลังคุณไม่ต้องรีบเดินเข้าไปแตะต้องหลักฐานนะ”

“ทำไมล่ะหมวด”

“รอยเท้ากับลายมือของจ่าน่ะมันไปทำลายสภาพแวดล้อมหมดแล้ว”

ประณตชักสีหน้าไม่พอใจ แกล้งทิ้งกระเป๋าลงกับพื้นแรงๆ พิทยาธรรู้แต่ข่มอารมณ์เอาไว้

เมื่อทั้งหมดออกมาขึ้นรถเพื่อกลับโรงพัก มนัสพูดโพล่งว่าคืนนี้เหนื่อยเปล่า พิทยาธรสวนทันทีว่าเรื่องแค่นี้ไม่เหนื่อยหรอก ส่วนปรีชาคาดเดาว่าที่มีเรื่องกันน่าจะเป็นเรื่องซื้อที่ดิน นักเลงคงมาบีบเจ้าของบ้าน

“ครับ แต่ยังไงพรุ่งนี้ผมก็คงต้องเข้ามาสอบถามเจ้าของบ้านแถวนี้อีกที”

ฟังหมวดแล้วลูกน้องทุกคนออกอาการเซ็งเพราะไม่ชอบงานหนัก เมื่อรถแล่นไปได้สักพัก นายดาบที่เป็นคนขับตะโกนบอกหมวดว่ามีคนนอนกลางถนน

ครั้นรถจอดสนิททุกคนกรูลงไปที่ศพ ทำลายหลักฐานต่างๆโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มนัสกับปรีชาเหยียบย่ำเดินไปทั่วพื้นที่เพื่อถ่ายรูป ส่วนจ่าทั้งหลายพลิกศพไปมาแล้วพูดกันเซ็งแซ่ว่ารอยยางรถกลางตัวโดนรถชนแน่ๆ ไส้แตกด้วย

“ใครมีวิทยุ เรียกพวกมูลนิธิมาหน่อย”

“เดินเซ่อซ่ายังไงให้รถชนวะ”

พิทยาธรยืนมองด้วยความหงุดหงิดแล้วส่ายหน้าพูดอย่างเอือมระอา “นี่...เมื่อกี้ผมบอกไปแล้วนะครับว่าถ้าเจออะไรแบบนี้อย่าเพิ่งรีบเข้าไปแตะต้อง รู้ไหม

ตอนนี้พวกคุณกำลังทำลายหลักฐานหมดแล้ว”

“เห็นๆอยู่ว่าโดนรถชนตายจะเอาหลักฐานอะไรอีกล่ะหมวด” ประณตยอกย้อน

บุญเชิดเสริมว่า “ใช่ครับหมวด พวกเรารีบเข้ามาเพื่อช่วยนะครับ ถ้ายังไม่ตายจะได้ปฐมพยาบาลไงครับ”

“เฮ้ย...เรียกมูลนิธิมาหรือยัง” ดาบศรีเร่งยิกๆ

ทุกคนตะโกนกันโหวกเหวกโวยวาย พิทยาธรเซ็งและขี้เกียจเถียง ยืนมองลูกน้องทำตามใจชอบอย่างขาดระเบียบวินัย

ooooooo


ละครสารวัตรใหญ่ ตอนที่ 2 อ่านสารวัตรใหญ่ติดตามละครสารวัตรใหญ่ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช 7 ม.ค. 2562 09:59 2019-01-10T03:17:01+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ