ข่าว

วิดีโอ



สารวัตรใหญ่

อ่านเรื่องย่อ

แนว: แอคชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ภูเขา

กำกับการแสดงโดย: พลชย เมธา

ผลิตโดย: บริษัท ป๊าสั่ง ย่าสอน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช

บริเวณหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยกลางป่าซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ถูกกองกำลังยาเสพติดยึดครอง เด็กชายเครียววัยสิบขวบกำลังแอบถ่ายภาพขบวนการค้ายาเสพติดอยู่ในมุมลับตาโดยไม่มีใครสังเกตเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งโดนบังคับให้บรรจุยาเสพติดใส่หีบห่อเพื่อเตรียมขนย้ายโดยมีชายฉกรรจ์ถือปืนยืนคุมและสั่งงาน เครียวแอบถ่ายอยู่สักครู่ได้ยินเสียงคนเดินมาก็รีบเก็บโทรศัพท์ซ่อนแล้วแกล้งนอนหลับ

หนานเอ็ม ผู้คุมหน้าโหดถือปืนเดินมาเห็นเด็กชายนอนหลับจึงเอาปืนเขี่ยให้ตื่น เครียวแสร้งงัวเงียลุกขึ้นงงๆ

“มานอนทำไมตรงนี้ ไปให้พ้น...ไป๊”

เครียวทำท่าจะเดินไปแต่โทรศัพท์มือถือร่วงลงพื้น หนานเอ็มคว้ามันขึ้นมาพร้อมส่งเสียงตวาดอย่างไม่พอใจ

“ข้าบอกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามเอามือถือเข้าหมู่บ้าน”

“คือว่า...” เครียวอึกอัก หนานเอ็มไม่รอช้าเปิดดูภาพในโทรศัพท์พบว่าเป็นภาพแอบถ่ายสิ่งต้องห้ามก็ยิ่งหัวเสียถึงกับด่าลั่น

“ไอ้เด็กเวร...นี่คิดจะหักหลังข้างั้นรึ”

หนานเอ็มกระชากแมกกาซีนเตรียมจะยิงเด็กชายทิ้ง แต่เครียวรีบวิ่งหนีออกไปโดยมีเสียงปืนดังไล่หลังพร้อมเสียงตะโกนของหนานเอ็มที่บอกพรรคพวกให้ฆ่ามัน!

กะยอพี่สาวของเครียวอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่โดนบังคับให้บรรจุยาเสพติด เธอรู้เห็นเหตุการณ์สุดระทึกนั้นด้วยความหวาดกลัวและเป็นห่วงน้องชาย แต่เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้แถมยังโดนขุนส่าหัวหน้าขบวนการค้ายาเสพติดยิงข่มขู่จนหวาดผวาไปทั้งกลุ่ม

เครียววิ่งหนีไม่คิดชีวิต กระทั่งไปเจอกลุ่มตำรวจตระเวนชายแดน เด็กชายจึงรอดตาย พร้อมกันนี้ก็ขอร้องให้ตำรวจช่วยชาวบ้านทุกคนที่โดนบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย

“ได้สิ แต่เธอต้องบอกพวกเราว่าทางเข้าหมู่บ้านมีกี่ทาง”

“ครับๆ ได้ครับ”

กลุ่มตำรวจตระเวนชายแดนนำโดยผู้กองใหญ่ที่มาพร้อมหมวดชาติและลูกน้องอีกจำนวนหนึ่ง ทุกคนวางแผนเตรียมประจัญบานกับคนร้ายอย่างไม่ขลาดกลัว

เมื่อขุนส่าได้รับรายงานจากลูกน้องว่ามีกลุ่มตำรวจตระเวนชายแดนช่วยเครียวไว้และกำลังจะบุกเข้ามาในหมู่บ้าน ขุนส่าก็เตรียมตั้งรับและสู้ไม่ถอย โดย จับกะยอเป็นตัวประกันและหากจนแต้มก็จะระเบิดหมู่บ้านนี้ทิ้งทันที

ใหญ่กับชาติต้องวางแผนกันอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้มีการสูญเสีย ซึ่งพวกเขาสามารถช่วยตัวประกันสำเร็จและจัดการกับเหล่าร้ายได้ราบคาบ แต่ใหญ่ก็พลาดท่าเสียทีโดนขุนส่ายิงบาดเจ็บก่อนที่มันจะสิ้นใจ

 ooooooo

เพียงวันถัดมา...หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว “วีรบุรุษ ตชด. จับตายแก๊งค้ายาช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน”

คำแพงรับรู้ข่าวนี้จากบุญศรีผู้เป็นมารดาก็ตกใจถึงกับทำแจกันในมือหล่นแตกกระจาย

“คุณใหญ่!”

“ทำใจดีๆลูก หายใจลึกๆ ตอนนี้พ่อใหญ่ไม่เป็นอะไรแล้ว”

“แล้วตอนนี้คุณใหญ่อยู่ที่ไหนคะแม่”

“ที่โรงพยาบาลจ้ะ”

“หนูจะไปหาคุณใหญ่ค่ะแม่”

“จ้ะๆ ลำดวนเก็บให้หน่อย” บุญศรีเรียกสาวใช้มาเก็บเศษแจกันแล้วเดินตามคำแพงออกไปหน้าบ้านซึ่งมานะรออยู่อย่างกระวนกระวาย

“ขึ้นรถเลยลูก เดี๋ยวพ่อไปส่ง...พ่อโทร.ไปถามหมวดชาติแล้ว พ่อใหญ่เสียเลือดมากก็เลยช็อกสลบไป ตอนนี้พวก ตชด.กำลังแห่ไปบริจาคเลือดให้อยู่”

“รีบไปเถอะพ่อ ฟังแล้วใจคอไม่ดีเลย” บุญศรีเร่งสามี

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล สามคนพ่อแม่ลูกเร่งรีบไปทางห้องผ่าตัด พอดีหมอเปิดประตูสวนออกมา

“คุณเป็นญาติคนไข้เหรอครับ”

“ดิฉันเป็นภรรยาค่ะ แล้วนี่ก็พ่อกับแม่ของดิฉัน”

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมผ่าตัดเอากระสุนออกแล้ว คนไข้แข็งแรงดีมาก ตอนนี้กำลังให้เลือด ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

คำตอบของหมอทำให้ทั้งสามคนโล่งใจ โดยเฉพาะคนเป็นภรรยารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

ooooooo

ใหญ่ถูกย้ายออกจากห้องผ่าตัดมาอยู่ห้องพักฟื้น ผ่านไปอีกคืนเขาถึงรู้สึกตัวหลังจากหลับไประหว่างผ่าตัด คำแรกที่เขาพูดกับภรรยาที่นั่งเฝ้าข้างเตียงคือ “ผมคิดถึงคุณมาก”

“ค่ะ คำแพงก็คิดถึงคุณ...เจ็บไหมคะ”

“โดนยิงไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่มาเจ็บตอนผ่าตัดนี่แหละ พอยาชาหมดฤทธิ์ก็ยิ่งเจ็บ”

“เมื่อกี้ตอนคุณหลับหมอมาดูแผลบอกว่าไม่กี่วันคุณก็เดินได้แล้ว”

ใหญ่ยิ้มรับข่าวดีแล้วพนมมือไหว้พ่อแม่ของภรรยาที่เพิ่งเข้ามา

“เมื่อกี้พ่อคุยกับหมอ เห็นบอกว่ากระสุนเฉียดเส้นประสาทไปนิดเดียว ใหญ่โชคดีจริงๆ”

ใหญ่หยิบพระที่ห้อยคอมาพนมมือไหว้ “คงเป็น เพราะบารมีพระสมเด็จจิตรลดาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้น่ะครับ”

“พระท่านคุ้มครองคนดีน่ะลูก แต่ความจริงก็ดีเหมือนกันนะที่ใหญ่ได้นอนโรงพยาบาลแบบนี้”

“อ้าว...ลูกเขยโดนยิงจะบอกว่าเป็นเรื่องดีได้ยังไงกัน” มานะติงภรรยา

“ต้องดีสิ อย่างน้อยพ่อใหญ่กับคำแพงลูกสาวเราจะได้อยู่ใกล้กันบ้าง เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมาพ่อใหญ่ก็เอาแต่เข้าป่าลาดตระเวน ปล่อยให้คำแพงนั่งเหงาอยู่ที่บ้านทุกวัน”

“อ้อ...แบบนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าคิดบวก ฮ่ะๆๆ” มานะหัวเราะอารมณ์ดี คนอื่นๆพลอยยิ้มแย้มไปด้วย

ooooooo

ขณะที่ใหญ่พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล คำแพงคอยช่วยเหลือให้เขาทำกายภาพตามหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด

“ยังเจ็บแผลอยู่ไหมคะ”

“ไม่เจ็บ ตอนนี้เกือบเป็นปกติแล้ว จะมีก็แค่เสียวแปล๊บๆตอนขยับขาอยู่นิดหน่อย”

“เมื่อวานหมออนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้วนะคะ”

“แสดงว่าวันนี้ผมกลับได้เลยใช่ไหม”

“รอให้คุณหมอมาตรวจอีกรอบนะคะ แล้วค่อยกลับดีกว่าค่ะ”

หมวดชาติเดินมากับพันตำรวจเอกมิตร ร้องบอกว่า “ผู้กองครับ รอง...มาเยี่ยม”

สองสามีภรรยายกมือไหว้พันตำรวจเอกมิตรหรือรองมิตรอย่างนอบน้อม

“เราไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะใหญ่” รองมิตรทักทายและยิ้มให้ใหญ่

หลังจากนั้นคำแพงขอตัวไปช่วยพ่อแม่เก็บข้าวของเครื่องใช้ในห้องผู้ป่วยเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ปล่อยให้ใหญ่คุยอยู่กับรองมิตรและหมวดชาติด้านนอก

“รองมิตรนี่ใครกัน” มานะถามลูกสาว

“ท่านเคยเป็นรองผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้บังคับบัญชาเก่าของคุณใหญ่ แต่ตอนนี้ท่านย้ายสังกัดไปเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรแล้วค่ะ”

“แม่เคยได้ยินคนพูดกันว่ารองมิตรเป็นคนดี เวลาลูกน้องเก่าๆได้รับบาดเจ็บก็จะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ”

“ค่ะแม่ ท่านเป็นคนรักลูกน้อง ถ้าใครทำงานดีท่านก็จะคอยส่งเสริม”

มานะและบุญศรีพยักหน้าเข้าใจ...ส่วนใหญ่ยังคุยกับรองมิตรอยู่ด้านนอก ตอนนี้หมวดชาติปลีกตัวออกไปแล้ว

“ผมถามจริงๆนะใหญ่ คุณเคยคิดจะย้ายไปอยู่นอกกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนบ้างไหม”

“ไม่เคยคิดหรอกครับ”

“คุณคงทราบนะว่าตอนนี้ผมเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 9 หน้าที่ของผมก็คือการดูแลด้านบุคลากร ผมกำลังหานายตำรวจที่ดี มีฝีมือพอที่จะเอาไปดูแลสถานีตำรวจภูธรอำเภอสำคัญๆหลายอำเภอ”

“ดูแลสถานีตำรวจภูธรหมายถึงตำแหน่งผู้กำกับหรือที่เมื่อก่อนเรียกสารวัตรใช่ไหมครับ”

“ถูกต้อง...ผมกำลังจะชวนให้คุณย้ายสังกัด แล้วไปเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร”

“แต่ผมไม่เคยอยู่โรงพักมาก่อน สำนวนคดีอาญาและงานสอบสวนคดี ผมก็ไม่เคยทำมาก่อน”

“แต่คุณเคยผ่านโรงเรียนสารวัตรผู้บังคับกองมาแล้ว ไม่ต้องกังวลหรอกใหญ่ งานอะไรที่คุณไม่คุ้นเคย คุณไม่ต้องลงมือทำเอง เพราะมีตำแหน่งรองฝ่ายต่างๆ

คอยช่วยทำอยู่แล้ว หน้าที่หลักในตำแหน่งของคุณก็คืองานป้องกันปราบปราม งานปกครองบังคับบัญชา ฝึกอบรม ปลูกฝังระเบียบวินัยให้ตำรวจที่คุณดูแล...และที่สำคัญที่สุดก็คืองานสร้างสัมพันธ์และเอาชนะใจประชาชนในพื้นที่ ผมเชื่อว่าคุณทำได้”

ใหญ่นิ่งไปอย่างครุ่นคิด รองมิตรพยายามกล่อมด้วยการยกตัวอย่างว่า

“ดูหมวดชาติซิ ผมเห็นเขามาตั้งแต่ยังไม่ประสี– ประสาอะไร ผิดกับตอนนี้ลิบลับเลย”

“หมวดชาติเป็นคนเก่ง เอาใจใส่ในอาชีพตัวเองครับ”

“แต่ที่สำคัญเขาได้ครูที่ดีอย่างคุณไง ตำรวจ ตชด.หลายคนที่คุณฝึกขึ้นมาล้วนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้หน่วยงานนี้เติบโตต่อไปได้โดยไม่ต้องห่วงอีกแล้ว เพราะผมเชื่อว่าเขาจะนำสิ่งที่คุณถ่ายทอดไปปรับใช้และส่งต่อให้กับ ตชด.รุ่นต่อไป ที่ผมมาหาคุณวันนี้ก็เพื่อจะให้คุณไปทำแบบนี้กับหน่วยงานใหม่ที่ผมรับผิดชอบบ้าง”

ใหญ่รับฟังแต่ยังไม่ตัดสินใจตอบรับหรือปฏิเสธ จนกระทั่งเขาหารือกับภรรยาถึงตัดสินใจได้

“ถ้าคุณใหญ่ย้ายสังกัดไปแล้วพวกลูกน้อง ตชด.ของคุณใหญ่ล่ะคะ ได้ใครมาเป็นหัวหน้าแทน”

“หมวดชาติจะเลื่อนขึ้นมาแทนที่ผม นี่แหละที่ทำให้ผมหมดห่วงเพราะหน่วยของเราถ้าได้หัวหน้าใหม่ที่ไม่ชำนาญพื้นที่ โอกาสเสี่ยงก็จะมีมากอีกเท่าตัว”

“คุณใหญ่กำลังจะเสียสละตัวเองเพื่อเปิดโอกาสให้พวกลูกน้องได้ขยับตำแหน่งใช่ไหมคะ”

“แล้วคำแพงเห็นด้วยไหม”

“คำแพงไม่ขัดข้องค่ะ ความจริงย้ายสังกัดไปเป็นตำรวจภูธรบ้างก็ดีเหมือนกัน”

“คำแพงไม่กลัวที่จะต้องย้ายตามผมไปเรื่อยๆเหรอ”

“ย้ายตามก็ยังดีกว่านั่งรออย่างใจหายใจคว่ำเวลาคุณออกไปลาดตระเวนตามชายแดนนะคะ”

“แต่การเป็นตำรวจภูธร ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน”

“ใช่ค่ะ แต่ในแง่ของความเป็นครอบครัว คำแพงพอใจ ชอบที่จะเห็นคุณกลับบ้านทุกวัน ไม่หายไปเป็นเดือนเหมือนทำงานเป็น ตชด.”

“ก็ได้ งั้นผมจะโทร.ไปบอกท่านรองว่าผมรับข้อเสนอ”

คำแพงยิ้มดีใจ ขณะที่ใหญ่หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเลขหมายไปหาท่านรอง

ooooooo

เมื่อตัดสินใจรับข้อเสนอของท่านรองมิตรแล้ว หลังออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน ใหญ่ก็เตรียมเดินทางไปเป็นสารวัตรที่สถานีตำรวจอำเภอพระลาน

คำแพงและพ่อแม่ของเธอไม่ขัดข้อง แถมพ่อแม่ซึ่งมีฐานะร่ำรวยยังจะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ลูกเขยไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ใหญ่ปฏิเสธเหมือนทุกครั้ง และด้วยนิสัยสมถะกินง่ายอยู่ง่ายของสามีนี่เองทำให้คำแพงหมดห่วงว่าเขาจะลำบาก

ในวันเดินทาง คำแพงขับรถมาส่งใหญ่ที่ท่ารถในตัวจังหวัด ใหญ่มีสัมภาระคือกระเป๋าใบเดียว เขาบอกกับเมียรักก่อนลงจากรถว่า

“คำแพงไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมขึ้นรถที่นี่แล้วไปต่อรถที่หมอชิตอีกที ถึงพระลานก็น่าจะเป็นบ่ายๆวันพรุ่งนี้”


“ค่ะ อยู่ทางนี้คำแพงก็จะเตรียมหาเด็กทำงานบ้านมาช่วยดูแลพ่อกับแม่อีกสักคน เวลาคำแพงย้ายไปอยู่กับคุณที่พระลาน พ่อกับแม่จะได้มีคนดูแลแทน”

“ดีครับ ผมจะได้หมดห่วง ผมไปนะ” ใหญ่สวมกอดคำแพงแล้วลงจากรถไปขึ้นรถบัสโดยสาร จุดหมายปลายทาง คือ อำเภอพระลาน...

วันเดียวกันนี้ตำรวจโรงพักอำเภอพระลานนำโดยหมวดพิทยาธรพากันไปจับนักพนันนับสิบคนที่บ้าน

หลังหนึ่ง ซึ่งเล่นกันเป็นประจำอย่างไม่กลัวเกรงกฎหมาย เพราะไม่ว่าจะโดนจับสักกี่ครั้งพวกเขาก็รอดคุก เนื่องจากมีขาใหญ่หรือผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดคอยช่วยเหลือ

เรื่องนี้จ่าประณตกับจ่าบุญเชิด รวมทั้งตำรวจอีกหลายคนที่นี่รู้ดี แต่หมวดพิทยาธรที่มาใหม่ยังไม่รู้จึง

มุ่งมั่นปฏิบัติงานอย่างเต็มที่จนรวบนักพนันได้ทั้งหมดไปที่โรงพัก สองจ่าแอบบ่นกันว่าจะทันได้สอบสวนพวกมันหรือ พวกนี้มันเส้นใหญ่จะตาย

พูดขาดคำ ร.ต.อ.กอบเกียรติ รองผู้กำกับฝ่ายสืบสวนเดินเข้ามาเชิญหมวดพิทยาธรเข้าไปในห้องทำงาน จ่าประณตต้อนนักพนันเข้าห้องขังเสร็จก็เดินมาพูดกับจ่าบุญเชิดว่า

“คอยดูนะจ่าเชิด เดี๋ยวก็ปล่อย”

“นั่นสิ ออกแรงจับแทบตาย สุดท้ายก็เหลวเหมือนเดิม”

ภายในห้องทำงานของสารวัตรประจำสถานีตำรวจพระลาน พ.ต.ต.วาริชกำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายไปประจำที่อื่น เมื่อกอบเกียรติเดินนำพิทยาธรเข้ามา วาริชมองหมวดหนุ่มรูปหล่อแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาจนหมวดแทบไม่เชื่อหู

“พวกที่หมวดเพิ่งควบคุมตัวมา ปล่อยได้ไหม”

“อะไรนะครับ”

“พอดีทางผู้ใหญ่ขอมา หวังว่าหมวดคงไม่ว่าอะไรนะ”

“ผู้ใหญ่ไหนครับ”

“ผู้ใหญ่ก็แล้วกัน หมวดไม่ต้องรู้อะไรมากนักหรอก เชื่อผมสิ”

“แต่ว่า...”

“หมวด...หมวดเพิ่งจบใหม่ยังไม่รู้อะไรเป็นอะไร ค่อยๆคิดค่อยๆทำไปดีกว่า อนาคตหมวดยังอีกยาวไกล ถึงผมกำลังจะย้ายไปรับตำแหน่งที่อื่น แต่ผมก็อยู่ที่นี่

มานานพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าหมวดคิดจะอยู่พระลาน หมวดต้องทำตามที่ผมบอก”

พิทยาธรรู้สึกอึดอัดเพราะนี่คือสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีในหลักสูตรที่เขาเรียนมาจากโรงเรียนนายร้อยสามพราน

“งั้นก็แล้วแต่จะพิจารณาครับ ผมจับคนที่ทำผิดกฎหมายมาส่งให้ ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของผมแล้ว”

“ขอบใจ”

พิทยาธรอารมณ์ไม่ค่อยดีกลับออกไป กอบเกียรติกำลังจะก้าวตามแต่โดนเรียกไว้

“รอง...รู้ไหมว่าใครจะย้ายมาแทนตำแหน่งผม”


“ผมได้ยินว่าชื่อใหญ่ครับ พันตำรวจตรีใหญ่ เวโรจน์ ย้ายสังกัดมาจาก ตชด. คนที่เป็นข่าวเรื่องบุกทลายแหล่งผลิตยาเสพติดนั่นแหละครับ”

วาริชพยักหน้าแล้วหันไปเก็บของต่อ ส่วนพิทยาธรที่ขุ่นมัวออกมาไม่พูดไม่จากับใคร สองจ่าเห็นสีหน้าท่าทางก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“เห็นมั้ย...ผมว่าแล้ว”

“ความจริงก็น่าเห็นใจหมวดแกนะ แกเป็นคนตั้งใจทำงาน”

“ตั้งใจทำงานแต่ดันไม่รู้เหนือรู้ใต้ มันก็ต้องเหนื่อยฟรีแบบนี้แหละ” จ่าประณตยิ้มเหยียดเนื่องจากไม่ค่อยชอบเจ้านายเด็กกว่าอยู่แล้วเลยสะใจลึกๆ

ooooooo

ผ่านไปไม่นาน...โจ ปืน เบี้ยว สามนักเลงคนสนิทของผู้มีอิทธิพลก็ชักแถวนักพนันออกจากห้องขัง เดินผ่านหน้าพิทยาธรซึ่งยืนมองด้วยความแค้นใจอยู่มุมหนึ่ง

“ไงหมวด...ให้มันรู้ซะบ้างนะว่าใครเป็นใคร” โจพูดแล้วหันมาหัวเราะกับพรรคพวกก่อนที่ทั้งหมดจะพากันออกจากโรงพัก พิทยาธรโกรธมากทำท่าจะไปต่อยหน้า แต่กอบเกียรติมารั้งไว้ บอกให้ใจเย็น

พิทยาธรหงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่างจึงเดินหนีไป บุญเชิดมองอยู่ตลอดขยับเข้ามาหากอบเกียรติ

“พวกนายร้อยจบใหม่ก็ไฟแรงมากหน่อย ผมว่าอย่างงี้คงอยู่พระลานได้ไม่นานหรอกครับ”

“นั่นสิจ่า ยังไงจ่าก็ช่วยเตือนๆเขาหน่อยนะ”

“จ่าจะไปเตือนหมวดได้ยังไงครับรอง ไม่เอาหรอก ผมไม่ยุ่ง...คิดมากปวดหัว ขี้เกียจคิด หาเหล้ากินดีกว่า”

“แต่วันเลยนะจ่า”

“ผมออกเวรแล้ว” บุญเชิดผละไปอย่างเร็ว ท่าทางเปรี้ยวปากประสาคนติดเหล้าที่ต้องกินแทบทุกวัน

ฝ่ายพิทยาธรที่ไม่สบอารมณ์เอามากๆ เขาเปลี่ยนชุดตำรวจออกแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามถนนเพื่อผ่อนคลาย แต่พอถึงสี่แยกถนนลูกรังขณะรถของเขากำลังจะแล่นผ่านไปนั้น จู่ๆมีรถซาเล้งบรรทุกผักแล่นตัดหน้าทำให้หมวดหนุ่มต้องเบรกกะทันหันจนรถแฉลบลงข้างทาง เช่นเดียวกับรถซาเล้งก็เอียงกระเท่เร่อยู่ไม่ไกล

พิทยาธรลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เสื้อผ้า แต่คู่กรณียังนอนคลุกฝุ่นลุกไม่ไหว เขาเป็นห่วงกลัวคู่กรณีจะตายจึงรีบวิ่งเข้าไปหา ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แต่เธอกลับนอนหลับตาท่องพุทโธ ที่สำคัญเธอหัวโล้นคล้ายแม่ชี

“พุทโธ...หัวโล้นๆแบบนี้สงสัยเป็นแม่ชี แย่แล้วเรา” พิทยาธรกลัวบาปที่ทำให้แม่ชีได้รับบาดเจ็บ รีบพนมมือไหว้ “ผมขอขมานะครับแม่ชี มันเป็นอุบัติเหตุ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ว่าแล้วเขาท่องนะโมสามจบ

มัทนีลืมตาทันที ลุกขึ้นมานั่งมองงงๆ ถามว่าทำอะไร เขาบอกว่าท่องบทขอขมาพระรัตนตรัยแถมยังเรียกเธอว่าแม่ชี มัทนีอึ้งเหวอก่อนจะโวยวาย

“ชีเชออะไรกัน ฉันสึกแล้ว”

“สึกแล้ว?”

“ใช่ เป็นคนธรรมดาแล้ว”

“ดี งั้นก็ไปคุยกันที่โรงพักเลย”

“บ้า! จะไปทำอะไร ฉันไม่ไป”

“ก็คุณขับรถตัดหน้า ดูซิ รถผมลงข้างทางสีถลอกหมด คุณต้องไปชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทประกัน เดี๋ยวนะ เดี๋ยวผมขอถ่ายรูปก่อน” หมวดหนุ่มมัวแต่หาโทรศัพท์ หันมาอีกทีคู่กรณีก็ซิ่งซาเล้งหนีไปเสียแล้ว 

ooooooo

มัทนีขับซาเล้งมาจอดหน้าร้านอาหารตามสั่งของเจ๊จวบผู้เป็นน้า เจ๊จวบปากร้ายแต่ใจดี โผงผางตรงไปตรงมา เมื่อแกเหลือบเห็นหลานสาวก็ละมือจากกระทะที่กำลังผัดข้าวบนเตาเดินอาดๆไปเล่นงาน

“มาแล้วเหรอนังตัวดี...แล้วไหนผักเจ๊ อยู่ไหน”

“ผัก...เอ้อ...ไม่มีแล้ว พอดี...”

“พอดีอะไร”

มัทนีไม่รู้จะตอบอย่างไร พลันหันไปเห็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ชายหนุ่มกำลังขี่เข้ามาก็รีบหาผ้ามาคลุมซาเล้ง

“อะไรของเอ็งนังมัท ถามไม่ตอบ”

“ฉันเข้าไปล้างจาน ล้างห้องน้ำก่อนนะเจ๊”

มัทนีเดินหนีไปหลังร้าน ทิ้งเจ๊จวบยืนงงอยากจะตามไปด่า แต่บุญค้ำลูกค้าที่รอข้าวผัดตะโกนเสียงดังลั่น

“เจ๊...ข้าวผัดของฉันวันนี้จะได้กินมั้ย”

“รอนิดรอหน่อยไม่ได้หรือไง”

“รอได้ แต่กระทะเจ๊น่ะมันไหม้แล้ว”

กระทะข้าวผัดที่เจ๊จวบผัดไว้ควันลุกโขมง เจ๊ร้องวี้ดว้ายตกใจให้เอาน้ำมา บุญค้ำไม่รอช้าคว้าถังน้ำสาดโครมโดนหน้าเจ๊เต็มๆ

พิทยาธรขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเห็นความอลเวงนั้นและได้กลิ่นเหม็นไหม้ ถามว่ากลิ่นอะไร บุญค้ำตอบพรวดว่าข้าวผัดสูตรพิเศษ เล่นเอาเจ๊จวบหน้าหงิกยิ่งกว่าเดิม แต่พอได้ยินหมวดหนุ่มรูปหล่อสั่งข้าวหมูกระเทียม เจ๊รับคำพร้อมส่งรอยยิ้มหวานเจี๊ยบ

“ได้จ้ะ เดี๋ยวเจ๊จัดให้”

“อ้าว แล้วข้าวผัดของฉันล่ะเจ๊” บุญค้ำทวงถาม เจ๊ตอบแสนห้วนว่ารอก่อน ถ้ารอไม่ได้ก็ไปกินร้านอื่น บุญค้ำหน้าม้านพูดไม่ออก ได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วเดินกลับมานั่งที่เดิม

มัทนีล้างจานอยู่หลังร้านได้ยินเสียงเจ๊จวบตะโกนบอกให้เอาน้ำแข็งเปล่าหนึ่งแก้วมาให้ลูกค้า หญิงสาวลุกมาชะเง้อเห็นชายหนุ่มเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ก็ลังเลไม่กล้า จนกระทั่งเจ๊ตะโกนเร่งก็เลยต้องไปหาหมวกมาใส่พรางหน้า ถือแก้วน้ำแข็งออกมาเสิร์ฟแล้วจะหลบเข้าหลังร้าน แต่โดนเจ๊เรียกมาเอาข้าวหมูกระเทียมไปให้ลูกค้ารูปหล่อ

“โต๊ะไหนหล่อ” มัทนีถามกลับ

“เอ็งว่าโต๊ะไหนหล่อก็โต๊ะนั้นแหละ”

มัทนีเดินตรงดิ่งไปหาบุญค้ำ เจ๊จวบแผดเสียงแปดหลอดห้ามตัวโก่ง คว้าจานข้าวตรงหน้าบุญค้ำไปให้ชายหนุ่มแล้วยืนบิดไปมาอย่างเขินๆ เพราะปิ๊งในความหล่อ แต่มัทนีไม่สนใจรีบเดินกลับหลังร้านเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

หลังจากพิทยาธรกลับไปได้สักพัก มีรถกระบะคันหนึ่งแล่นมาจอด ชายฉกรรจ์สองคนในรถลงมาสั่งข้าวกิน เจ๊จวบทำอาหารพลางกระซิบมัทนีว่าสองคนนี้ท่าทางแปลกๆ มัทนีเห็นด้วยและบอกว่าเขามีปืนด้วย

“งั้นรีบๆให้มันกิน มันจะได้รีบๆไปซะที”

สองน้าหลานเร่งมือกันใหญ่ พอชายแปลกหน้าสองคนกินเสร็จก็จากไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อีกไม่นานต้องมีแน่ เพราะเขาสองคนกำลังจะปล้นรถโดยสารประจำทาง

เผอิญใหญ่นั่งรถโดยสารคันนั้นมาที่พระลานจึงเฝ้าสังเกตพฤติกรรมโจรบนรถคนหนึ่งที่เริ่มปฏิบัติการปล้นสร้อยแหวนเงินทองของผู้โดยสาร ส่วนอีกสองคนมาจอดรถรอยังจุดนัดหมาย

ใหญ่ไม่บุ่มบ่ามเพราะคนร้ายจับตัวประกันไว้คนหนึ่ง กระทั่งถึงจุดหมายคนร้ายก็ทิ้งตัวประกันแล้วหลบหนีไปกับพรรคพวกที่มาจอดรถรอ โดยขว้างระเบิดสกัดไม่ให้มีใครติดตาม

ใหญ่เห็นคนร้ายทั้งหมด เขาโล่งใจที่ตัวประกันปลอดภัย แต่เขาไม่ปล่อยผ่านเหตุการณ์นี้ไปง่ายๆ รวมทั้งชาวบ้านที่โดนปล้นก็แจ้งความกับตำรวจที่ป้อมน้ำฝาดในเขตพระลาน แต่ใหญ่กลับเห็นความบกพร่องของตำรวจที่นี่ จึงแนะนำขั้นตอนรับเรื่องแจ้งความและการซักถามผู้เสียหายแก่จ่าประณตด้วยการจดข้อมูลให้ไป

“จ่าเอาข้อมูลที่ผมสรุปไปอ่านแล้วส่งข่าววิทยุไปดีกว่า”

ประณตรับกระดาษมาอ่านแล้วหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดตาม

“พระลาน จากน้ำฝาดๆ ขอแจ้งข้อมูลคนร้ายคนแรก เป็นชายผิวดำ รูปร่างสันทัด ที่หลังมือขวามีรอยสักรูปดาวสีดำ พกอาวุธปืน 11 มม. ลูกระเบิดแบบขว้างเอ็ม 26 หลบหนีไปทางเส้นทางน้ำฝาด ลีซอ พาหนะคือรถกระบะสีดำไม่ติดป้ายทะเบียน แต่มีสติกเกอร์รูปดาวสีดำท้ายรถ”

ใหญ่ยืนมองจ่าประณตรายงานข้อมูลท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านผู้เสียหายที่ยังอยู่ในอาการขวัญหนีดีฝ่อ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทั้งที่ไม่พอใจอยู่ลึกๆ

ooooooo


ละครสารวัตรใหญ่ ตอนที่ 1 อ่านสารวัตรใหญ่ติดตามละครสารวัตรใหญ่ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย กันตพงศ์ บำรุงรักษ์,ทัศนียา การสมนุช 5 ม.ค. 2562 09:34 2019-01-07T02:59:06+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ