ตอนที่ 7
ขณะที่เจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองไม่เข้าใจกัน เจ้ามิ่งหล้าต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อเจ้านางข่ายคำต้องกลับเชียงเงินตามคำสั่งเจ้าหลวงแสนอินทะ
แม้จะใจหายที่แม่ซึ่งยืนหยัดข้างเธอตลอดต้องกลับ แต่เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่ท้อ อยากพิสูจน์ให้ทั้งชาวเมืองมัณฑ์และชาวเชียงเงินเห็น โดยเฉพาะกษัตริย์เมืองมัณฑ์กับเจ้าแม้นเมือง ว่าเธอประสบความสำเร็จได้
เจ้านางปัทมสุดาศัตรูหัวใจของเจ้ามิ่งหล้าไม่ได้สนเรื่องเจ้านางข่ายคำกลับเชียงเงิน มัววุ่นวายการบ้านการเมืองเรื่องสัมปทานซ้ำซ้อนระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส
คณะเสนาบดีรู้แก่ใจว่าเจ้านางปัทมสุดาอยู่เบื้องหลังอำนาจและการตัดสินใจทุกเรื่องในเมืองมัณฑ์ และการให้สัมปทานซ้ำซ้อนครั้งนี้เจ้านางปัทมสุดา
ก็เป็นตัวตั้งตัวตี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถานภาพของเมืองมัณฑ์เลย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เหล่าเสนาบดีจึงพยายามหว่านล้อมกษัตริย์เมืองมัณฑ์ให้เปลี่ยนใจเรื่องสัมปทาน โดยฉวยจังหวะที่กษัตริย์อยู่ตามลำพัง แต่ความหวังก็ถูกดับลงเมื่อเจ้านางปัทมสุดารู้เรื่องจากมิ่นและมาขวางทันเวลา
“เจ้ากลัวอังกฤษจนลนลานขนาดนี้เชียวหรือ หมดความเชื่อมั่นในความเกรียงไกรของกองทัพเมืองมัณฑ์เสียแล้วอย่างนั้นหรือ ถ้าความขลาดกลัวของเจ้ามันเกาะกุมทุกรูขุมขนจนแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดของเจ้าเสียแล้ว เมื่อกลับถึงเรือนเจ้า จงผลัดผ้าที่เจ้านุ่งห่มอยู่นี้ออกแลขอผ้าซิ่นสตรีจากเมียแลลูกสาวเจ้ามานุ่งห่มแทนเสียเถิด!”
นอกจากคณะเสนาบดีจะถูกเจ้านางปัทมสุดาเล่นงานกระเจิงแล้ว กรมวังที่ลุ้นตัวโก่งให้กษัตริย์ยอมเปลี่ยนใจเรื่องสัมปทานซ้ำซ้อนก็ถูกพระนางคาดโทษ
“สิ่งที่เจ้าทำมันทำให้ข้าเห็นแน่ชัดขึ้นทุกวันว่าเจ้ากำลังท้าทายอำนาจข้า”
“ขอพระองค์โปรดเมตตา”
“ระวังตัวให้ดี...ทำหน้าที่เจ้าอย่าให้ขาดตกบกพร่อง มิเช่นนั้นก็เตรียมตัวไปทำไร่ไถนาที่บ้านเกิดเจ้าได้เลย!”
ความร้ายกาจทำให้กรมวังขยาดและเจ็บแค้น ไม่ว่าเรื่องใดเจ้านางปัทมสุดาต้องเข้ามายุ่งและตัดสินใจทุกอย่างตามอารมณ์และความพึงพอใจ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเจ้ามิ่งหล้าบรรณาการจากเชียงเงินที่เจ้านางกีดกันทุกทางไม่ให้ถวายตัว และเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเตือนเจ้ามิ่งหล้าด้วยความหวังดี...ให้หาทางกลับเชียงเงินซะ!
ooooooo
แผนลองใจเจ้าแม้นเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เจ้าศุขวงศ์สั่งรื้อเรือนบนภูผาเมืองที่ที่เขากับเจ้าแม้นเมืองอยู่ด้วยกันในแผ่นดินเชียงพระคำเป็นครั้งแรกมาสร้างใหม่ไม่ไกลจากคุ้มของเขา
อินทรเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง เขียนจันทร์กับคำแก้วพยายามซักไซ้ถึงสาเหตุการรื้อและสร้างใหม่ครั้งนี้ แต่อินทรไม่อาจบอกได้เพราะรับคำสั่งจาก
เจ้าศุขวงศ์จะไม่บอกใคร...โดยเฉพาะเจ้าแม้นเมือง
เจ้าแม้นเมืองเฝ้ามองเรือนที่ถูกรื้อและสร้างใหม่ด้วยหัวใจบอบช้ำอย่างบอกไม่ถูก คิดเอาเองว่าสวามีอาจใช้เรือนนี้เป็นเรือนหอกับเจ้าละอองคำ และเมื่อ
เจ้าศุขวงศ์ตัวต้นเรื่องแวะมาหาพร้อมน้ำหอมขวดหรูจากฝรั่งเศส เธอก็ได้แต่เบือนหน้าหนี ไม่อยากมองหน้าหรือเสวนากับเขาให้เสียอารมณ์!
“พี่จะต้องทำยังไง น้องจึงจะเลิกโกรธเลิกงอนพี่เสียที”
“เจ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เจ้าใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าเป็น ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพียงเพื่อรักษาคำมั่นสัญญา เพราะข้าเจ้าก็เตือนใจตัวเองเสมอว่าข้าเจ้าเป็นส่วนเกินในชีวิตเจ้า”
“แม้นเมือง...ไม่เอาน่า เรื่องที่มันแล้วไปแล้วก็ปล่อยให้มันแล้วไปเถอะ”
“เจ้า...ข้าเจ้าก็พยายามคิดอย่างนั้น ข้าเจ้าควรจะมีชีวิตอยู่กับวันนี้เพื่อรอดูวันข้างหน้า...อีกไม่นานเรือนหอหลังใหม่ก็คงจะสร้างเสร็จ แลเจ้าละอองคำก็คงย้ายเข้ามาอยู่ที่นั่น...ถึงวันนั้นคนที่จะมีความสุขที่สุดก็คือตัวเจ้าเอง”
ไม่ใช่แค่เจ้าศุขวงศ์ที่ทำให้เจ้าแม้นเมืองปวดใจ เจ้าละอองคำก็แวะเวียนมาหาไม่ได้ขาด ทำตัวสนิทสนมราวกับพี่น้องคลานตามกันมา รวมถึงชื่นชอบทุกอย่างที่เจ้าแม้นเมืองนำมาจากเชียงเงิน
“สวยจริงๆ ยิ่งดูใกล้ๆยิ่งสวย น้องว่าซิ่นเชียงเงินสวยกว่าซิ่นเชียงพระคำเสียอีก”
“ไม่จริงหรอกละอองคำ ซิ่นเชียงเงินก็ซิ่นเชียงเงิน ซิ่นเชียงพระคำก็ซิ่นเชียงพระคำ งามด้วยกันทั้งนั้น
งามไปคนละแบบ น้องอาจแค่รู้สึกจำเจที่นุ่งซิ่นเชียงพระคำอยู่ทุกวันก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้น้องขอลองนุ่งซิ่นเชียงเงินของเจ้าพี่ดูบ้างจะได้ไหมเจ้า”
เจ้าแม้นเมืองไม่อาจขัด ยอมให้เจ้าละอองคำยืมผ้าซิ่นจากเชียงเงินมาสวม ก่อนมุ่งหน้าไปเรือนเจ้าย่าเรือนคำ เมื่อเจ้าศุขวงศ์เห็นก็อดตะลึงไม่ได้ ทั้งสองสาวมีความงามละม้ายคล้ายกันอย่างเหลือเชื่อ
“น้องจะเห่อซิ่นเชียงเงินจนนุ่งแต่ซิ่นเชียงเงินไม่ยอมกลับไปนุ่งซิ่นเชียงพระคำรึเปล่าละอองคำ”
“ไม่หรอกเจ้าพี่...น้องอาจจะขอแบ่งสามวันนุ่งซิ่นเชียงพระคำ สี่วันนุ่งซิ่นเชียงเงินดีไหมเจ้าพี่แม้นเมือง”
คำพูดแฝงนัยเรื่องเมียหลวงเมียน้อยของเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าละอองคำทำให้เจ้าแม้นเมืองช้ำแทบกระอัก แต่ไม่แสดงออก เขียนจันทร์กับคำแก้วได้แต่มองตามเจ้านายสาวด้วยความสงสารและเห็นใจ โดยเฉพาะรายแรก ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก ถึงขั้นตามไปปลอบ อยากช่วยปัดเป่าความทุกข์ใจ
“ขอบใจนะ...เรารู้ว่าเขียนจันทร์เป็นห่วงเรา แต่สักวันเรื่องแบบนี้มันจะผ่านไป เราทำให้เกิดปัญหาทั้งที่รู้ว่าจะต้องเผชิญปัญหา เราก็ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้ ...ยังมีงานในหน้าที่ที่ต้องทำอีกมาก เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย”
“เรื่องอะไรที่ทำให้แต่ละวันของเจ้าไม่มีความสุข ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับเขียนจันทร์หรอกเจ้า”
เจ้าแม้นเมืองน้ำตาคลอ ซาบซึ้งใจในความรักและปรารถนาดีของเขียนจันทร์มาก
“เจ้า...ถ้าเจ้ารีบมีลูกกับเจ้าศุขวงศ์เปิ้นเสีย ข้าเจ้าว่าอะไรๆอาจจะดีขึ้นนะเจ้า”
“นั่นไม่ใช่ทางแก้ปัญหาหรอกเขียนจันทร์ เพราะปัญหาจริงๆไม่ได้เริ่มที่ตรงนั้น เรามัดใจใครด้วยวิธีนั้นไม่ได้หรอก ในเมื่อหัวใจของเขาไม่ได้อยู่กับเราตั้งแต่แรกเสียแล้ว...”
ooooooo
ความทุกข์ใจเรื่องเจ้าศุขวงศ์ทำให้เจ้าแม้นเมืองออกไปขี่ม้าตามลำพังเพื่อรวบรวมความคิดและสติ อินทรร้อนใจมากนำความไปบอกเจ้าศุขวงศ์ซึ่งรีบควบม้าตามติดด้วยความเป็นห่วง
“แม้นเมือง...น้องจะไปไหน”
“ข้าเจ้าจะมีปัญญาไปไหนได้ ต่อให้อยากไปให้ไกลแค่ไหนก็ตาม ข้าเจ้าก็คงไปได้แค่ในความฝัน เพราะในความเป็นจริง ข้าเจ้าก็ไม่ต่างจากการเป็นนักโทษของเจ้าหรอก”
“พี่โหดร้ายต่อเจ้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ...เรื่องละอองคำ...น้องอย่าใส่ใจเลย ถ้าละอองคำพูดอะไรให้น้องไม่สบายใจ พี่ก็ขอโทษแทนละอองคำก็แล้วกัน ไหนๆน้องก็เอ็นดูเปิ้นอย่างน้องแท้ๆคนหนึ่งแล้ว”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องแสร้งทำว่าสนใจความรู้สึกของข้าเจ้า เพราะข้าเจ้ารู้อยู่เต็มอกว่าการแสร้งทำดีของเจ้าก็เพื่อการแก้แค้นข้าเจ้าให้สาแก่ใจเจ้าเท่านั้น”
“แก้แค้นอะไรกันแม้นเมือง”
“เจ้ารู้อยู่แก่ใจ ยังจะต้องมาถามข้าเจ้าทำไม!”
ขาดคำก็ควบม้าหนี เจ้าศุขวงศ์ควบตาม แล้วก็ใจหายวาบเมื่อเจ้าแม้นเมืองเสียหลักบนหลังม้า เขารีบพุ่งตัวไปรับแรงกระแทกแทนเธอ เจ้าแม้นเมืองเลยรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น รู้ไหมว่าพี่จะเสียใจขนาดไหน”
“ข้าเจ้าก็เป็นแค่ภาระชิ้นหนึ่งของเจ้าเท่านั้น เจ้าน่าจะดีใจเสียด้วยซ้ำ”
“เมื่อไรเจ้าจะเลิกตั้งแง่กับพี่เสียที”
“ข้าเจ้าไม่ได้ตั้งแง่ แต่ข้าเจ้าเตือนตัวเองอยู่ทุกวันว่าข้าเจ้าก็เป็นได้แค่เงาของมิ่งหล้าเท่านั้น”
“เจ้าวนเวียนคิดอยู่แต่เรื่องเก่าๆ แล้วเจ้าจะมีความสุขได้อย่างไร”
“เรื่องเก่าๆที่หลอกหลอนข้าเจ้าด้วยคำสาปแช่งทุกวี่ทุกวัน ข้าเจ้าจะลืมได้อย่างไร ที่นี่ควรเป็นที่ทางของมิ่งหล้า ไม่ใช่ของคนทรยศอย่างข้าเจ้า ถ้าข้างตัวเจ้าเป็นมิ่งหล้าเสียตั้งแต่วันนั้น...เจ้าคงมีความสุขกว่านี้ ข้าเจ้าเป็นมารความสุขของทุกคน เป็นคนที่สมควรได้รับคำสาปแช่งอย่างนั้นมิใช่หรือ”
เจ้าศุขวงศ์สะเทือนใจมาก กระชับอ้อมแขนกอดเธอแน่นขึ้น เจ้าแม้นเมืองยิ่งพรั่งพรู
“ข้าเจ้าไม่ได้โกรธเคืองเจ้าละอองคำ แต่ข้าเจ้าอดสงสารมิ่งหล้าไม่ได้ ถ้ามิ่งหล้ามาอยู่ตรงนี้...ในที่ที่ข้าเจ้าแย่งชิงมา มิ่งหล้าจะเสียใจขนาดไหน”
เหตุการณ์ตกม้าทำให้เจ้าแม้นเมืองเศร้าใจกว่าเดิม อินทรสงสาร กล่อมให้เจ้านายหนุ่มบอกความจริงเรื่องสาเหตุการรื้อและสร้างเรือนบนภูผาเมืองใหม่ แต่เจ้าศุขวงศ์ก็ยืนยันให้รอเวลาเหมาะกว่านี้
เขียนจันทร์ก็ทำไม่ต่างกัน เกลี้ยกล่อมให้เจ้าแม้นเมืองเปิดอกกับเจ้าศุขวงศ์เรื่องเจ้าละอองคำ
“เจ้าศุขวงศ์เปิ้นก็ท่าทางรัก แล้วก็เกรงใจเจ้าอยู่ไม่น้อย เปิ้นน่าจะต้องรับรู้ความทุกข์ในใจเจ้าบ้างนะเจ้า”
“สิ่งที่เห็นอาจไม่จริงอย่างที่เป็นอยู่ก็ได้เขียนจันทร์ ...ช่างมันเถอะ...ปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ มันถูกกำหนดมาให้เป็นอย่างนี้ด้วยน้ำมือของเราเอง เราต้องยอมรับมันให้ได้ แลต่อไปนี้เราจะไม่เสียน้ำตาให้เห็นอีก...ขอบใจนะที่เป็นห่วง”
ooooooo
แม้จะถูกเล่นงานกระเจิงคนละทิศละทาง คณะเสนาบดีและกรมวังก็ไม่ถอดใจ พยายามให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์เปลี่ยนใจเรื่องสัมปทานซ้ำซ้อน และด่านแรกที่พวกเขาต้องฝ่าคือเจ้านางปัทมสุดา
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อบ้านเมืองนัก ขอองค์ราชินีกราบทูลเหนือหัวเสด็จออกด้วยเถิดพุทธเจ้าข้า”
“วันนี้เป็นวันที่ทรงพักผ่อน ต่อให้ข้าเข้าไปกราบทูลด้วยตัวข้าเองก็ไม่มีทางเสด็จออกแน่”
“พระอาญามิพ้นเกล้า ทูตอังกฤษรออยู่ปากประตูวังเวลานี้แล้วพุทธเจ้าข้า”
“มันอยากรอก็ให้มันรอไป แผ่นดินนี้ขององค์เหนือหัว ในเมื่อไม่ทรงประสงค์ให้เข้าพบ ใครจะบังคับพระองค์ได้”
กรมวังหัวเสียแต่ข่มใจก้มหน้านิ่งยืนกรานความตั้งใจ เจ้านางปัทมสุดาขัดใจที่อีกฝ่ายท้าทายอำนาจ แหวลั่น
“ท่านมีเวลาว่างมากใช่ไหมท่านกรมวัง ถึงเอาแต่เรื่องไร้สาระมารบกวนข้าได้ไม่หยุดหย่อน ข้ารู้สึกว่าเบี้ยหวัดรายปีของท่านไม่คุ้มค่ากับที่ท้องพระคลังต้องจ่ายไป ถ้าท่านเอาเวลาว่างนั่นมาช่วยนังพวกนี้ทำความสะอาดเพชรพลอยให้ข้าบ้าง...ยังพอได้เห็นความดีความชอบขึ้นมาบ้างนะท่านกรมวัง”
เจ้ามิ่งหล้าแอบเห็นและได้ยินทุกอย่าง ความร้ายกาจของเจ้านางปัทมสุดาศัตรูหัวใจของเธอเป็นที่ประจักษ์ใจ และเธอก็จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วยการดึงตัวกรมวังมาเป็นพวก
“เจ้าไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“เชียงเงินของข้ายอมสวามิภักดิ์อยู่ใต้ร่มเศวตฉัตรเมืองมัณฑ์ ข้ามาที่นี่เพื่อเป็นข้าใต้ละอองธุลีพระบาท หัวใจข้ามอบถวายแด่องค์เหนือหัว เพราะข้ามั่นใจในพระบารมีแลพระราชอำนาจ ข้ารู้ว่าท่านรักแลเทิดทูนแผ่นดินเมืองมัณฑ์ยิ่งกว่าข้า มิเช่นนั้นท่านคงไม่เอาตัวเองเข้าแลกกับความน่าอับอายเช่นนั้น ในเมื่ออุดมการณ์เราตรงกัน ท่านจงวางใจเถิดว่าท่านแลคนอื่นๆมิได้ต่อสู้กับอำนาจนั้นตามลำพัง”
“สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นแค่เศษเสี้ยวความร้ายกาจของพระนางเท่านั้น ทางที่ดี...จงอยู่ในมุมสงบของเจ้า หรือมิเช่นนั้นก็หาทางกลับสู่เชียงเงินของเจ้าเสีย ข้าเตือนเจ้าได้เพียงเท่านี้”
แต่คำเตือนแค่นั้นหรือจะทำให้เจ้ามิ่งหล้าล้มเลิกความตั้งใจ ธิดาคนเล็กแห่งเชียงเงินคิดแผนให้ฟองจันทร์ไปเชิญตัวกรมวังมาพบเธออีกครั้งจนได้
“ข้ามั่นใจว่าอย่างไรเสียท่านก็ต้องมา”
“ข้ามาเพื่อเตือน...เมืองมัณฑ์เปลี่ยนแปลงจนยากจะกลับแล้ว ล้มเลิกความคิดจะทำอะไรด้วยความเขลาเถิด”
“ระหว่างความเขลากับความขลาด ท่านว่าสิ่งใดน่าละอายใจกว่ากันเล่าท่านกรมวัง”
กรมวังหรี่ตามองเจ้ามิ่งหล้า ดูท่าว่าเขาจะดูเธอผิดไป
“อะไรคือข้อเสนอของเจ้า...ราชธิดาเชียงเงิน”
เจ้ามิ่งหล้ายิ้มร้าย ยินดียิ่งนักที่มาถูกทาง ครานี้หนทางสู่บัลลังก์เมืองมัณฑ์ก็คงไม่ยาก
“ท่านมิได้กำลังยืนอยู่ปากเหวลึกตามลำพัง แต่หากว่าภารกิจของเราสำเร็จลุล่วง ดวงวิญญาณบรรพบุรุษแลลูกหลานในอนาคตของท่านจะแซ่ซ้องสรรเสริญว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเมืองมัณฑ์เกิดขึ้นได้เพราะความกล้าหาญของท่าน พระราชอำนาจจะกลับสู่พระหัตถ์องค์กษัตริย์อย่างแท้จริง มิใช่ตกอยู่ในมืออิสตรีนางนั้น คันเศวตฉัตรจะมั่นคงมิใช่อ่อนทรุดลงจนแทบจะพังภินท์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”
ooooooo
ระหว่างที่เจ้ามิ่งหล้าร่วมมือกับกรมวัง เจ้านางปัทมสุดาตกใจหน้าซีดเมื่อพบว่าตัวเองมีระดูในเช้าวันหนึ่ง มิ่นรับผ้าเปื้อนระดูไปทำลายอย่างรู้หน้าที่ รวมทั้งกำชับเหล่าบริวารให้เก็บปากเงียบ...ถ้าไม่อยากตาย!
แต่ถึงพยายามหลบๆซ่อนๆแค่ไหน เจ้ามิ่งหล้ากับฟองจันทร์ก็แอบเห็นจนได้ ยิ่งท่าทางลับๆล่อๆของมิ่น ยิ่งทำให้เจ้ามิ่งหล้าเชื่อว่าเจ้านางปัทมสุดาต้องมีความลับบางอย่างซ่อนไว้
ความลับของเจ้านางปัทมสุดาคืออะไร เจ้ามิ่งหล้าเชื่อว่าคงสืบรู้ได้ไม่ยากเพราะมีกรมวังเป็นพวก แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เธอต้องทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จก่อน... คือหาทางเข้าถึงตัวกษัตริย์เมืองมัณฑ์
สิ่งแรกที่เจ้ามิ่งหล้าต้องทำคือหาทางหลบเลี่ยงหน้าที่รับใช้เจ้านางปัทมสุดา ธิดาคนเล็กแห่งเชียงเงินแสร้งเป็นลมต่อหน้าธารกำนัล กษัตริย์เมืองมัณฑ์เลยส่งเธอไปพัก พร้อมส่งหมอหลวงไปตรวจอาการ
แน่นอนว่าเจ้านางปัทมสุดาไม่เชื่อมารยาสาไถยของเจ้ามิ่งหล้า ส่งมิ่นไปสอดแนม แต่เจ้ามิ่งหล้าเดาทางได้อยู่แล้ว แอบติดสินบนหมอหลวงให้ช่วยโกหกคนทั้งวังว่าเธอป่วยและต้องอยู่พักฟื้นเจ็ดวัน
แผนการของเจ้ามิ่งหล้าเป็นไปด้วยดี และเจ้านางข่ายคำก็เชื่อเช่นนั้น เธอยืนยันกับสวามีด้วยความภูมิใจ
“น้องมั่นใจว่าอีกไม่นานมิ่งหล้าต้องได้เป็นยิ่งกว่าคนโปรดของกษัตริย์เมืองมัณฑ์แน่”
“ถ้าเป็นจริงอย่างว่า ก็นับว่าเรายิงกระสุนนัดเดียวได้เข้ากลางเป้าใหญ่ทีเดียว”
“แต่กว่าจะเข้าถึงองค์กษัตริย์ได้ มิ่งหล้าต้องฝ่าฟันกับหลายสิ่งนะเจ้าพี่ เงินทองที่ให้ติดตัวลูกไปก็ร่อยหรอลงไปมาก เจ้าพี่คงต้องส่งทั้งเงินแลทองไปให้ลูกโดยเร็วนะเจ้า”
“เงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญ เกิดเป็นลูกข้าต้องฉลาดพอจะใช้ความงามของตัวเองให้เป็นประโยชน์”
เจ้าหลวงแสนอินทะหมดห่วงเรื่องสัมพันธ์กับเมืองมัณฑ์ เชื่อมั่นว่าเจ้ามิ่งหล้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง เจ้าหน่อเมืองก็พลอยเบาใจ และถือโอกาสพาพ่อไปดูคลังอาวุธที่ซื้อจากพ่อค้าชาวตะวันตกเพื่อเตรียมการใหญ่
การกลับเชียงเงินของเจ้านางข่ายคำน่าจะเต็มไปด้วยความสุขเพราะทุกอย่างเป็นตามแผน แต่บุญมา บริวารสาวบนเรือนก็ทำให้เธอเต้นเป็นเจ้าเข้าเมื่ออีกฝ่ายขัดคำสั่งไม่ยอมนวดให้เธอ
“หน้าที่ของข้าเจ้าคือนวดให้เจ้าหลวงคนเดียวเจ้า”
“มึงลืมตัวไปแล้วรึว่ามึงกำลังพูดอยู่กับใคร ยังจะมาจ้องหน้ากูอีก...อีคนเนรคุณ!”
“ข้าเจ้าจะฟ้องเจ้าหลวง”
“อีสารเลว...ข้าวแดงแกงร้อนกูราดหัวมึงมา ไม่สำนึกบุญคุณแถมลำเลิกอีก มึงคิดว่ามึงเป็นใคร”
“ข้าเจ้าก็เป็นเมียคนหนึ่งของเจ้าหลวงเหมือนกัน”
“มึงพูดอีกทีซิอีบุญมา”
“เจ้านางไปถามเจ้าหลวงเอาเองก็แล้วกันเจ้า”
ขาดคำบุญมาก็ถูกจิกหัวตบไม่ยั้ง กว่าจะแยกตัวมาได้ เรื่องก็ถึงหูเจ้าหลวงแสนอินทะแล้ว และเจ้านางข่ายคำก็ไม่รอช้าโวยวายเอาเรื่องสวามีที่แอบเอาตัวบริวารบนเรือนมาทำเมีย
“ข้าเจ้าเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทำงานเพื่อบ้านเมือง นอกจากจะไม่ได้อะไรตอบแทนแล้ว เจ้าพี่ยังทำร้ายข้าเจ้าด้วยการหมิ่นเกียรติกันถึงขนาดนี้อีบุญมามันมีดีอะไร อัปลักษณ์ต่ำสกุล โคตรเหง้าก็สืบไม่ได้ว่ามาจากนรกขุมไหน เจ้าพี่ยกมันขึ้นมาเป็นเมียเพียงเพราะมันนวดสารพัดท่าจนเจ้าพี่ติดใจอย่างนั้นเหรอ”
“หุบปากเจ้าได้แล้วข่ายคำ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่หลุดจากปากมันจะบอกกำพืดเจ้าให้คนทั้งโลกรู้กันหมด งานที่ข้าต้องทำยังมีอีกมาก อย่าให้ต้องมาเสียเวลากับเรื่องเหลวไหลอย่างนี้...กลับไปอยู่ในที่ทางที่เจ้าควรอยู่ ทำตัวให้สมกับที่คนทั้งเชียงเงินจะกราบไหว้ ไม่มีใครลักขโมยศักดิ์ศรีหรือคุณค่าในตัวเจ้าไปได้ นอกจากว่าเจ้าจะทำลายมันเสียเอง!”
ooooooo
สถานการณ์ของเจ้าแม้นเมืองไม่ดีขึ้นเจ้าละอองคำแวะเวียนไปหาแทบทุกวัน ชื่นชมทุกอย่างที่เธอนำมาจากเชียงเงิน อยากลองและอยากทำตามทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่ขอลองชุดแต่งงานของเธอ
โชคดีที่เจ้าศุขวงศ์ผ่านมาเห็น เจ้าละอองคำจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นชื่นชมสิ่งของในห้องนอนของเจ้าแม้นเมือง พลันสายตาคู่หวานก็เหลือบเห็นขวดน้ำหอมหรูหราจากเมืองฝรั่ง
เจ้าศุขวงศ์เห็นญาติสาวอยากได้ รับปากจะซื้อให้คราวหลัง แต่เจ้าแม้นเมืองที่หงุดหงิดเพราะอารมณ์หึง โพล่งออกไปว่าให้เจ้าละอองคำเอาขวดนี้กลับไปได้เลย
เจ้าละอองคำตื่นเต้นดีใจมาก เจ้าศุขวงศ์มองมานิ่งๆ ไม่ยินดียินร้าย เขียนจันทร์กับคำแก้วเสียอีกที่ทนไม่ไหว ต้องเก็บมาซุบซิบกันในครัวถึงความใจดีเกินเหตุของเจ้าแม้นเมือง
“จริงๆนะน้าเขียนจันทร์ บางทีข้าเจ้าก็นึกขัดใจว่าทำไมเจ้าแม้นเมืองต้องยอมเปิ้นไปเสียทุกเรื่อง”
“เพราะรักน่ะแหละถึงได้ยอม...ยอมได้ทุกเรื่อง”
“ยอมทั้งที่ตัวเองไม่มีความสุขน่ะเหรอน้าเขียนจันทร์”
“เอาไว้อีกหน่อยเจ้าก็รู้เอง...”
เจ้าศุขวงศ์เป็นห่วงเจ้าแม้นเมืองมาก แต่ยังไม่มีโอกาสปลอบหรือปรับความเข้าใจ แบร็กกิ้นก็แวะมาคุยเรื่องงานทำไม้และแจ้งข่าวไม่ค่อยดีจากเชียงเงินเสียก่อนว่ากำลังซ่องสุมผู้คนก่อการกบฏ!
หลังหาเรื่องป่วยการเมืองให้ได้หยุดงานรับใช้เจ้านางปัทมสุดา ในที่สุดโอกาสของเจ้ามิ่งหล้าก็มาถึง กรมวังแวะมาหาแต่เช้าเพื่อเอาปิ่นปักผมของเธอไปมอบให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์ระหว่างชมมหรสพ
งานมหรสพใหญ่ถูกจัดแทบทุกวันในเมืองมัณฑ์ กษัตริย์กับเจ้านางปัทมสุดาโปรดปรานงานเหล่านี้มาก ผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งข้าราชบริพาร บริวารน้อยใหญ่ บรรดานางฟ้อนทั้งหลาย รวมทั้งตัวตลกต่างๆพากันมาร่วมงานอย่างคับคั่ง เปิดโอกาสให้เจ้ามิ่งหล้าที่ปลอมตัวเป็นมหาดเล็กในวังเล็ดลอดเข้ามาทำงานสำคัญนี้ได้
ทันทีที่กรมวังให้สัญญาณ กษัตริย์เมืองมัณฑ์ก็หาโอกาสหลบออกจากงานและพระนางปัทมสุดา เข้าไปในห้องรับรองพิเศษเพื่อเจอกับเจ้ามิ่งหล้า โดยมีกรมวังคอยดูต้นทางให้
ภารกิจพลีกายของเจ้ามิ่งหล้าสำเร็จลงอย่างเร่าร้อนและร้อนแรง กษัตริย์เมืองมัณฑ์หลงใหลในตัวบรรณาการแสนสวยจากเชียงเงินมาก ถึงขั้นถอดแหวนประจำตัวให้เป็นรางวัล ก่อนสัญญาว่าต้องเจอกันอีก
เจ้านางปัทมสุดาเริ่มร้อนรนเมื่อเห็นว่าสวามีหายไปนาน ส่งมิ่นไปตรวจสอบแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ แม้แต่
ในห้องรับรองพิเศษที่กษัตริย์เมืองมัณฑ์อ้างว่าเข้าไปสูบยา ตามลำพัง ก็ไม่เห็นใครหรือสิ่งใดที่มีพิรุธ
ชัยชนะของเจ้ามิ่งหล้าครั้งนี้ ทำให้เจ้าตัวลำพองใจมาก ต่างจากฟองจันทร์ที่ถอนใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเจ้านายสาวกลับถึงตำหนักอย่างปลอดภัย
“ข้าเจ้าใจคอบ่ดี อดเป็นห่วงเจ้าบ่ได้”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับข้า เจ้าจะออกไปช่วยข้าไหมฟองจันทร์”
“ข้าเจ้าให้สัญญาเป็นมั่นเหมาะกับเจ้าแม้นเมืองจะดูแลเจ้าด้วยชีวิตของข้าเจ้าเอง”
ชื่อพี่สาวคนละแม่ทำให้เจ้ามิ่งหล้าของขึ้น เอ่ยเสียงเย็นราวกับจะเย้ยหยันชะตาชีวิตตัวเอง
“ข้าควรจะขอบใจนังพี่สาวตัวดีของข้าใช่ไหมฟองจันทร์ อย่างน้อยมันก็ให้บทเรียนที่เจ็บปวดแก่ข้า...
จงอย่าไว้ใจใคร นอกจากตัวของข้าเอง เพราะในโลกนี้มันมีแต่การทรยศหักหลัง หลอกลวง”
ฟองจันทร์ได้แต่ก้มหน้านิ่ง เข้าใจสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างพี่น้องต่างแม่ดี เจ้ามิ่งหล้าเลิกประชดประชัน อวดแหวนจากกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่เพิ่งได้มา
“นี่คือรางวัลจากสติปัญญาความกล้าหาญของข้าเอง สักวันเถอะฟองจันทร์ ที่นั่งของอีมิ่นจะเป็นของเจ้า!”
ooooooo
แรงแค้นและความอยากเอาชนะของเจ้ามิ่งหล้าส่งผลถึงเจ้าแม้นเมืองแบบไม่รู้ตัว แม้จะรักเจ้าศุขวงศ์มาก แต่เจ้าแม้นเมืองไม่เคยให้อภัยตัวเอง ยังรู้สึกผิดเสมอเรื่องที่เธอได้แต่งงานกับเจ้าศุขวงศ์แทนเจ้ามิ่งหล้า
ความเศร้าและความกังวลใจฝังแน่นในหัว
เจ้าแม้นเมืองจนเก็บไปฝันร้าย เจ้าศุขวงศ์ต้องตื่นมาปลอบหลายครั้ง และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่เขาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรีดร้องและร้องไห้ของเธอ
เจ้าศุขวงศ์เป็นห่วงชายาคนสวยมาก พร่ำบอกเขียนจันทร์กับคำแก้วให้ดูแลอย่างดี แต่ที่เขายังไม่รู้และคาดไม่ถึงคือเจ้าแม้นเมืองมีอารมณ์แปรปรวนและฟุ้งซ่านตลอดเวลาเพราะกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ
ระหว่างที่เจ้าแม้นเมืองพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองวุ่นวายกับการซื้ออาวุธรุนแรงจากพ่อค้าชาวตะวันตก การทดลองอาวุธถูกกระทำขึ้นกลางป่าลึก เจ้าหน่อเมืองเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเอง ก่อนจะนำตัวอย่างอาวุธบางชิ้นกลับมาให้พ่อดูที่คุ้มหลวง
“ยุคสมัยของการต่อสู้กันด้วยเพลงหอกเพลงดาบมันจะจบลงแล้วเจ้าพ่อ ลูกเห็นมากับตาว่าอาวุธแบบใหม่ของพวกฝาหรั่งมันทรงพลังขนาดไหน ศัตรูไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้ามาใกล้เรา”
“พวกฝาหรั่งมันเป็นมหาอำนาจได้ก็ด้วยสิ่งนี้สินะ”
“เจ้าพ่อ...เมืองมัณฑ์แลสยามก็มีอาวุธอย่างนี้เหมือนกัน แต่ไอ้ฝาหรั่งนายหน้ามันว่าไม่ทันสมัยเท่ารุ่นนี้”
“เมื่อถึงเวลานั้น ทั้งสยามแลเมืองมัณฑ์จะต้องเปลี่ยนความคิด เชียงเงินไม่ใช่ลูกไล่ของใครอีกต่อไปแล้ว”
เรื่องบ้านเมืองดูจะเป็นไปตามแผน แต่เรื่องภายในบ้านอย่างความขัดแย้งระหว่างเจ้านางข่ายคำกับบุญมา กลับกลายเป็นปัญหาชวนปวดหัวที่เจ้าหลวงแสนอินทะต้องประสาทเสียไม่เว้นแต่ละวัน
“พานนี้มันเป็นของกู มึงมีสิทธิ์อะไรมาหยิบไปใช้”
“ข้าเจ้าไม่รู้”
“คนมักง่ายอย่างมึง รู้อะไรบ้างล่ะ ไสหัวไปให้ไกลหูไกลตากู แล้วจำใส่กะโหลกไว้อย่าเผยอมาใช้ของของกู!”
เสียงเอะอะโวยวายประกาศศักดาความเหนือกว่าของเจ้านางข่ายคำทำให้บริวารกระเจิดกระเจิง บุญมาสู้ไม่ได้และเกือบถูกจิกหัวตบปางตายอีกรอบ ถ้าเจ้าหลวงแสนอินทะจะไม่มาขวาง
“จะมากไปแล้วข่ายคำ”
“เจ้าพี่บีบบังคับน้องให้ทำอย่างนี้เอง”
“เจ้าเองก็มาทีหลังแม่ของแม้นเมือง สมบัติพวกนี้มันก็ของแม่แม้นเมืองทั้งนั้น ถ้าจะแบ่งของเอ็งของข้า เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์สักชิ้น เพราะจริงๆแล้วมันต้องเป็นของแม้นเมือง เปิดประตูแล้วสั่งบ่าวไพร่ขนทุกอย่างกลับไปไว้ที่เดิม”
“ไม่มีทาง...เจ้าพี่ทำร้ายจิตใจน้องมามากเกินพอแล้ว ถึงเวลาแล้วที่น้องต้องทำเพื่อตัวเอง เพราะไม่มีใครหน้าไหนเป็นที่พึ่งให้น้องได้อีกต่อไปแล้ว!”
ooooooo
ภารกิจพลีชีพสำเร็จลงด้วยดี แม้จะไม่มีใครจับได้คาหนังคาเขาว่าเจ้ามิ่งหล้าลักลอบเข้าหากษัตริย์เมืองมัณฑ์ในคืนจัดงานมหรสพ แต่กระนั้นก็หลงเหลือหลักฐานบางอย่างเป็นปิ่นปักผมลวดลายเฉพาะของเชียงเงิน!
เจ้ามิ่งหล้าเร่งร้อนจะหนีออกจากห้องรับรองในคืนนั้น ไม่ทันเก็บปิ่นปักผมกลับมาด้วย เป็นเหตุให้ขิ่นแหม่ผู้รับหน้าที่ทำความสะอาดวังชั้นใน รวมถึงห้องรับรองพิเศษพบโดยบังเอิญ
เจ้านางปัทมสุดาโกรธมาก เดาได้โดยไม่ต้องคิดว่าเจ้ามิ่งหล้าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยิ่งเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวในคืนวันงานมหรสพ ยิ่งมั่นใจว่ากษัตริย์เมืองมัณฑ์ต้องรู้เห็นเป็นใจ
เจ้ามิ่งหล้าเก็บอาการและสีหน้าอย่างดี ปั่นประสาทให้เจ้านางปัทมสุดาหมดความอดทน ถลาไปจิกหัวตบแบบไม่ยั้ง เจ้ามิ่งหล้าไม่ได้ตอบโต้ แต่รอจังหวะให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์ผ่านมาเห็นทุกอย่างเพื่อเรียกคะแนนสงสาร
กรมวังมีส่วนกับเรื่องนี้ด้วย เขาพากษัตริย์มาขวางทันเวลา ซึ่งเจ้ามิ่งหล้ารอโอกาสนี้อยู่แล้ว บีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจได้อย่างแนบเนียน พร้อมกับยืนยันตามเดิมว่าป่วยหนักตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา...ไม่ได้ออกไปไหน!
เจ้ามิ่งหล้ากำปิ่นปักผมเจ้าปัญหาแน่น ปล่อยตัวให้ฟองจันทร์พยุงกลับตำหนัก ก่อนจะเผยยิ้มร้ายด้วยความสะใจที่เอาชนะเจ้านางปัทมสุดาได้ยกนี้ ฟองจันทร์รู้แผนการดีแต่อดห่วงไม่ได้
“เคราะห์ยังดีนะเจ้าที่เสด็จเข้ามาทันเวลาพอดี”
“กรมวังคนนี้ยืนอยู่ฟากข้าเต็มกำลัง ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วฟองจันทร์”
“แต่คนอย่างหมอหลวงก็อาจเป็นอันตรายนะเจ้า”
“คนที่หิวกระหายลาภยศก็ต้องเลี้ยงมันด้วยลาภยศน่ะแหละ”
“ยังไงเจ้าต้องยิ่งระวังตัวให้มากกว่าเดิม ลงพระนางปัทมสุดาแคลงใจแล้ว”
“ก็ปล่อยพระนางแคลงใจไป อีกไม่นานหรอก... พระนางจะเลิกแคลงใจไปเองเมื่อถึงวันที่เป็นชัยชนะของข้า!”
เจ้านางปัทมสุดาเจ็บใจมากที่ถูกเจ้ามิ่งหล้าปั่นหัว มั่นใจต้องมีคนในวังเป็นสายและคอยช่วยเหลือบรรณาการจากเชียงเงินอย่างลับๆ มิ่นจึงรับอาสาตามสืบหาคนคนนั้นให้เอง
เจ้ามิ่งหล้าไม่หวั่น เตรียมแผนตั้งรับไว้แล้ว และคนต่อมาที่เธอต้องซื้อใจด้วยสินบนมูลค่าไม่น้อยคือหมอหลวง และผลประโยชน์ร่วมกันครั้งนี้ก็ทำให้เธอรู้ความลับบางอย่างของเจ้านางปัทมสุดาว่าไม่ได้ท้อง!
ooooooo
เจ้าศุขวงศ์ไม่ผิดสังเกตอารมณ์แปรปรวนของเจ้าแม้นเมือง เข้าใจว่าเป็นเพราะเธองอนเรื่องเจ้าละอองคำ เลยอยากเอาใจด้วยการพาไปถ่ายรูป โดยมีแบร็กกิ้นเป็นตากล้องจำเป็น
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหล คนพื้นเมืองล้านนาส่วนมากหวาดกลัวการถ่ายรูปเพราะเชื่อว่าแสงจากกล้องจะดูดวิญญาณ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นด้วยดีสำหรับเจ้าแม้นเมืองเพราะมีเจ้าศุขวงศ์คอยชี้นำข้างๆ
หลังการถ่ายรูปอันวุ่นวาย แบร็กกิ้นถือโอกาสอำลาเพื่อเดินทางไปสิงคโปร์ตามคำสั่งบริษัท แต่ก่อนจะจากกัน นายหน้าค้าไม้จากอังกฤษก็บอกข่าวล่าสุดจากเมืองมัณฑ์
“เมืองมัณฑ์ทำเรื่องที่ยุ่งยากอยู่แล้วให้ยิ่งยุ่งยากขึ้นอีก ความสัมพันธ์กับอังกฤษไม่ดีขึ้นเลย มีแต่จะเสื่อมถอย”
“สงครามเกิดขึ้นแน่...อย่างนั้นใช่รึไม่”
“คงอีกไม่นานเกินรอ กษัตริย์เมืองมัณฑ์ทะนงตนเกินไป แตกต่างจากพระเจ้าแผ่นดินสยามอย่างสิ้นเชิง”
“ยิ่งคิดว่าอำนาจอยู่ล้นฟ้า แผ่นดินยิ่งไร้ความสงบสุข”
“ข่าวนี้ควรจะเป็นความลับที่แพร่งพรายออกไปไม่ได้ แต่นอกจากความเป็นเพื่อนของเราแล้ว ข้ารักแลหวงแหนแผ่นดินที่สวยงามนี้ไม่น้อยไปกว่าท่านหรอกเจ้าศุขวงศ์”
“ขอบใจแบร็กกิ้น...ขอบใจท่านมาก”
เจ้าศุขวงศ์หนักใจมาก สถานการณ์ทั้งเมืองมัณฑ์และเชียงเงินไม่ดีเลย ยิ่งได้ยินจากแบร็กกิ้นว่าฝ่ายอังกฤษไม่ชอบใจการแข็งข้อของทั้งสองเมือง ยิ่งกลุ้มเพราะห่วงความรู้สึกของเจ้าแม้นเมือง
เจ้าแม้นเมืองไม่รู้ถึงความวิตกกังวลของสวามี มัวคลื่นเหียนอาเจียนเพราะแพ้ท้องจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ เขียนจันทร์เฝ้าดูแลด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อเริ่มสงสัยว่าเจ้านายสาวจะตั้งครรภ์
การคาดเดาของเขียนจันทร์ไม่เกินจริงเลย ระดูของเจ้าแม้นเมืองไม่มาหลายเดือนแล้ว
“เขียนจันทร์...อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ แม้แต่เจ้าศุขวงศ์”
“เจ้าน้อยเปิ้นน่าจะดีใจที่สุดกับข่าวนี้นะเจ้า”
“ไม่แน่หรอกเขียนจันทร์ ข่าวนี้อาจจะยิ่งทำให้เป็นห่วงหาคนที่เปิ้นรักมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป”
“ข้าเจ้าไม่เข้าใจ”
“ทุกวันนี้เราก็เหมือนสิ่งผูกมัดเจ้าศุขวงศ์มากพอแล้ว ถ้าเปิ้นรู้ว่าเรากำลังมีลูก เปิ้นจะเย้ยหยันเอาเสียเปล่าๆ ว่าเราสิ้นปัญญาจะเอาหัวใจผูกมัดใจเปิ้น แต่เอาลูกมาเป็นเครื่องต่อรอง”
“เจ้าคิดอะไรอย่างนั้น ไม่จริงสักนิด”
“ไม่มีใครรู้ดีกว่าเราหรอก เราเจ็บปวดนะ เพราะรู้ว่าตัวเปิ้นอยู่ข้างๆเรา แต่หัวใจของเปิ้นไม่ได้อยู่กับเราเลย...”
ooooooo
สถานการณ์ในคุ้มหลวงเชียงเงินร้อนระอุขึ้นทุกที เจ้านางข่ายคำไม่เก็บอาการอีกต่อไป ทุกครั้งที่เห็นบุญมาออกจากห้องนอนเจ้าหลวงแสนอินทะผู้เป็นสวามีก็ถึงกับสติแตก
เสียงเอะอะนอกห้องดึงเจ้าหลวงแสนอินทะให้ออกมาห้ามทัพ และบอกว่าเป็นคนเรียกตัวบุญมามาใช้งาน
“ในเมื่อคนที่มันควรจะทำหน้าที่นี้มันละเลยไม่ใส่ใจ ข้าจะเรียกใช้ใครได้นอกจากมัน”
“เจ้าพี่ทำข้ามหน้าข้ามตากันอย่างนี้ แล้วคุ้มนี้มันจะปกครองกันได้ยังไง”
“ปกครองได้แน่ ถ้าลบอคติในใจออกไปเสียให้หมด แล้วมึงจะมัวบีบน้ำตาอยู่ทำไมอีบุญมา...ไสหัวไป!”
บุญมารีบลงจากคุ้ม ทิ้งให้เจ้านางข่ายคำเผชิญหน้ากับเจ้าหลวงแสนอินทะตามลำพัง
“บ่าวไพร่มันแทบไม่อยากยกมือไหว้น้องแล้วเจ้าพี่ รู้เอาไว้เสียด้วย”
“ก็ดีแล้วนี่ บ่าวไพร่มันยังมีสติ ผีบ้าใครมันจะกราบไหว้เข้าไปลง!”
พูดจบก็เดินหนีเข้าห้อง แต่เจ้านางข่ายคำไม่ยอมแพ้ ตามไปเอาเรื่อง
“ขยันเรียกมันเข้ามาใช้งานอย่างนี้ อีกไม่นานคุ้มเจ้าหลวงเชียงเงินคงได้รับขวัญละอ่อนลูกเมียบ่าวละมัง”
“จะประชดประชันให้มันได้อะไรขึ้นมาข่ายคำ”
“ใครไม่มาเป็นข้าเจ้าไม่มีวันเข้าใจหัวอกหรอกว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน ข้าเจ้าเป็นเมียถูกต้องตามราช–ประเพณี แต่ข้าเจ้าไม่มีวาสนาได้เป็นเจ้านางหลวง มาวันนี้ ...เจ้าพี่ยังยกอีบ่าวก้นครัวขึ้นมาเป็นเมีย ข้ามหน้าข้ามตาข้าเจ้าอีก เอาเถอะ...รอก่อน ถ้าคิดมีลูกกับมัน อีกไม่นานหรอกเจ้าพี่ รอให้ข้าเจ้าไปจากที่นี่เสียก่อน ยังไงตำแหน่งพระมารดาราชินีเมืองมัณฑ์คงมีผู้คนกราบไหว้ให้ความสำคัญกว่าตำแหน่งเจ้านางหลวงปลอมๆที่เชียงเงินนี่หรอก!”
ความจริงจากปากหมอหลวงทำให้เจ้ามิ่งหล้านั่งไม่ติด อยากฟ้องกษัตริย์เมืองมัณฑ์ใจแทบขาด ฟองจันทร์ต้องขวางไว้ กลัวทำให้เรื่องยุ่งหากไม่มีแผนรับมือที่ดี
“ข้าเจ้าแค่อยากให้เจ้าคิดให้ไกลกว่านั้น ถ้าความแตกขึ้นมาจริงๆ หมอหลวงกับท่านกรมวังต้องถูกเพ่งเล็งแน่ เจ้ายังต้องอาศัยสองคนนี้ทำงานให้เจ้าอีกมากนะเจ้า”
“ก็จริงของเจ้า...ข้าควรจะอดทนไว้ก่อน วันที่โลกจะได้รู้ความจริงว่าพระนางปัทมสุดาปลิ้นปล้อนหลอกลวงขนาดไหน ควรจะเป็นวันเดียวกับที่ทุกคนได้รู้ว่าพระหน่อผู้สืบวงศ์จะมาเกิดจากเลือดเนื้อในกายข้า...ไม่ใช่พระนาง!”
ooooooo
หลังภารกิจพลีกายในงานมหรสพ สถานการณ์ของเจ้ามิ่งหล้าดีขึ้นมาก เจ้านางปัทมสุดาแทบทำอะไรไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายรู้จังหวะใช้กษัตริย์เป็นเครื่องคุ้มกัน โดยมีกรมวังกับหมอหลวงเป็นลูกมือ
อย่างเช่นวันนี้ที่เจ้ามิ่งหล้าถูกกษัตริย์เรียกตัวไปถ่ายภาพด้วย เจ้านางปัทมสุดาโกรธมาก นับวันเจ้ามิ่งหล้าก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น จนแทบเสมอเธอที่เป็นราชินีเมืองมัณฑ์แบบที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน
แน่นอนว่ากษัตริย์เมืองมัณฑ์ถูกต่อว่าอย่างหนักเรื่องนี้ แต่เขาไม่ยี่หระ พร่ำปลอบด้วยคำหวานเหมือนเคย
“น้องขุ่นเคืองใจกับเรื่องแค่นี้ทำไมกัน”
“ทำไมไม่เรียกมันให้ขึ้นมานั่งร่วมตั่งเลยล่ะเพคะ”
“พุทโธ่...พี่จะทำอย่างนั้นได้ยังไง น้องเป็นถึงพระราชินี ตำแหน่งนี้มีเพียงคนเดียวในแผ่นดินนี้คือน้องนะ”
“ตำแหน่งพระราชินีมีเพียงน้องคนเดียว แต่ตำแหน่งเมียไม่แน่ใช่ไหมเพคะ”
“น้องต้องเข้าใจ เห็นใจพี่บ้างสิ พี่เป็นชายนะซูซู”
“เป็นชายแล้วระงับใจไม่ได้อย่างหญิงหรือไรเพคะ”
“อย่าลืมสิซูซู...ตอนนี้น้องตั้งท้องอยู่ แล้วจะให้พี่ทำยังไง”
ข้ออ้างของสวามีทำให้เจ้านางปัทมสุดานิ่งงันไปอึดใจ แม้รู้แก่ใจว่าตัวเองไม่ได้ท้อง แต่เพื่อแผนควบคุมอำนาจเลยต้องยอมให้เขาครึ่งทาง แต่ไม่วายย้ำชัด...จะมีใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่เจ้ามิ่งหล้า!
“แล้วแต่น้องจะเมตตา...อันที่จริงพี่เรียกตัวมิ่งหล้ามาฉายรูปด้วยกันเมื่อกี้ พี่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเห็นว่านางคือของบรรณาการอย่างหนึ่งจากประเทศราชเชียงเงิน เรายังต้องพึ่งพากองกำลังจากเชียงเงินนะหากว่าต้องการขู่ให้พวกฝรั่งอังกฤษเกรงกลัวเรา...ร้อยเอาไว้ใช้น่ะ เข้าใจใช่ไหมซูซู”
สายตาเอาเรื่องของเจ้านางปัทมสุดาทำอะไรเจ้ามิ่งหล้าไม่ได้ มีแต่ทำให้ฮึดอยากเอาชนะ แต่ฟองจันทร์เป็นห่วง อยากให้เจ้านายสาวระวังตัวมากกว่าเดิม
“พระนางกริ้วมากนะเจ้า ถึงจะพยายามเก็บอารมณ์ แต่ข้าเจ้าก็เห็น...เจ้าต้องระวังตัวให้มาก”
“เจ้าอย่าตาขาวไปหน่อยเลยฟองจันทร์ ทรงเรียกข้าเข้าไปด้วยพระองค์เองอย่างนี้ มันจะหมายความเป็นอื่นไปได้ยังไง นอกจากทรงอยากจะยกข้าขึ้นในที่สูงกว่านี้”
“นั่นละเจ้า เจ้าถึงต้องยิ่งระวังตัว คนของพระนางมีอยู่ทุกซอกมุม”
“คนที่เกลียดชังพระนางก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคนอย่างกรมวัง หมอหลวงจะมาอยู่ฟากข้ารึ...พระนางเสียหมากในกระดานให้ข้าหลายตัวแล้วโดยไม่รู้ตัว อีกไม่นานหรอกฟองจันทร์...ข้าจะกินรวบให้หมดกระดานทีเดียว!”
ooooooo










