ตอนที่ 4
เจ้านางข่ายคำจะเดินทางไปส่งลูกสาวคนเดียวถึงเมืองมัณฑ์ โดยมีฟองจันทร์ตามไปรับใช้ ส่วนเจ้าแม้นเมืองมีเขียนจันทร์แม่ของฟองจันทร์ตามไปดูแลถึงเชียงพระคำ
ท่าทางของเจ้าแม้นเมืองทำให้เขียนจันทร์สงสารและเห็นใจไม่น้อย แต่จำต้องปลอบให้ทำใจเพราะทุกคนเกิดมามีหน้าที่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอที่ต้องแยกจากสามีและลูกสาว
เจ้าแม้นเมืองฝืนยิ้ม เข้าใจสถานะตัวเองดี แต่ก็รู้สึกผิดกับเจ้ามิ่งหล้าด้วย
“ขอพระเป็นพยานด้วยเถอะเขียนจันทร์...เรายินดีทำหน้าที่อย่างที่มิ่งหล้าทำ ฟองจันทร์ทำ แต่ไม่ได้อยากทำอย่างนี้ แค่ดินฟ้าจะเมตตาทำให้เรากับมิ่งหล้าได้เปลี่ยนตัวกันเท่านั้น ก็จะไม่มีใครต้องทุกข์ เรายินดีแบกมันไว้คนเดียว”
“การกระทำของเจ้า...ค้ำจุนเชียงเงิน”
“นี่แหละ...ที่ทำให้เราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ เรายังต้องมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่ตายไปแล้ว...เพื่อเชียงเงิน เรายอมถูกฝังอยู่ใต้ดินทั้งๆที่ยังหายใจก็เพื่อเชียงเงิน”
พูดพลางน้ำตาคลอ ก่อนจะทรุดตัวมากอดเขียนจันทร์เหมือนเด็กน้อยต้องการที่พึ่ง
“เจ้าศุขวงศ์เขาคงโกรธเรามากที่เรา...เอ่อ... บีบบังคับเขาอย่างนี้”
“เจ้าอย่าคิดมากเลย ข้าเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลอะไรที่เจ้าศุขวงศ์จะต้องโกรธ เจ้าไม่ได้น่ารังเกียจที่ตรงไหน ออกงามเพียบพร้อมไปทุกอย่าง ที่สำคัญเจ้ามีศักดิ์เป็นธิดาคนแรกของเจ้าหลวงเชียงเงิน อย่าทุกข์ใจไปเลย...จะเชียงเงินหรือเชียงพระคำก็ประเพณีธรรมเนียมเดียวกัน ไม่ใช่การบีบบังคับเจ้าศุขวงศ์สักนิด...”
คืนเดียวกันที่เรือนเจ้ามิ่งหล้า...เจ้านางข่ายคำถอนใจหนักหน่วงเมื่อเห็นลูกสาวอาการไม่ดีขึ้น นอนนิ่งไม่กินข้าวปลาประท้วงเพราะไม่อยากไปเมืองมัณฑ์ แต่คำสั่งของเจ้าหลวงแสนอินทะก็ทำให้เธอต้องเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น
“แม่อยากให้ลูกรับรู้ไว้...ไม่มีใครหวังดีอย่างจริงใจต่อลูกเท่ากับพ่อแม่ สิ่งดีที่สุดพ่อแม่เลือกเอาไว้ให้ลูกแล้ว ลูกต้องเห็นใจพ่อกับแม่ด้วย วันนี้ลูกอาจจะไม่ยอมรับ แต่วันข้างหน้า...ลูกจะเห็นด้วยตัวของลูกเอง”
เจ้ามิ่งหล้ายังนอนนิ่ง ใบหน้าเลื่อนลอยเหมือนไม่รับรู้ แต่เจ้านางข่ายคำก็ไม่ยอมแพ้
“แม่อุตส่าห์กดแม้นเมืองเอาไว้ให้อยู่ในสถานะต่ำกว่าลูก ยกลูกให้สูงมีค่าควรเมือง แต่สิ่งที่ลูกทำนี้มันแสดงว่าความรักของแม่ไม่มีค่าอะไรเลย...อย่างนั้นใช่ไหม”
ใช่ว่าเจ้ามิ่งหล้าจะไม่เข้าใจความคับแค้นใจของแม่ แต่เพราะถูกเลี้ยงดูแบบตามใจมาตลอด ทำให้ไม่เคยเห็นความต้องการของใครจะยิ่งใหญ่กว่าของตัวเอง เจ้านางข่ายคำพอจะรู้นิสัยลูกสาวดี โดยเฉพาะนิสัยชอบเอาชนะและต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ จึงพยายามหว่านล้อมให้เชื่อว่าการถวายตัวให้เมืองมัณฑ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าการไปอยู่เชียงพระคำ
“เชียงพระคำก็แค่เมืองเล็กๆ เทียบไม่ได้กับเมืองมัณฑ์ ต่อให้ลูกเต็มใจไปอยู่เชียงพระคำ ลูกก็ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ อย่างเก่งก็เป็นได้แค่เมียเจ้าราชภาติยะ หาศักดิ์ศรีอะไรไม่ได้ แต่ถ้าลูกไปเมืองมัณฑ์ อย่างน้อยทั้งโลกก็รับรู้ว่าลูกคือชายาคนหนึ่งของกษัตริย์เมืองมัณฑ์ คิดดูเถอะนะ...แม่เชื่อว่าลูกของแม่มีสติปัญญาพอจะใคร่ครวญสิ่งนี้”
ooooooo
ค่ำคืนสุดท้ายที่เชียงเงินผ่านไปอย่างยากลำบาก แม้แต่ว่าที่เจ้าบ่าวอย่างเจ้าศุขวงศ์ ทั้งที่ควรดีใจจะได้เป็นเจ้าของเจ้าแม้นเมือง แต่เพราะปักใจแล้วว่าเธอยอมแต่งงานเพราะหน้าที่ต่อบ้านเมืองเลยยังทำใจยอมรับไม่ได้
พญาวังขวาอัญเชิญชุดเจ้าบ่าวแบบเชียงเงินเต็มยศมาให้แต่เช้า เจ้าศุขวงศ์ได้แต่มองมานิ่งๆ ก่อนจะเปรยราวกับจะเย้ยหยันโชคชะตาของตนเอง
“ชุดเจ้าบ่าวแบบเชียงเงินสินะ...เจ้าหลวงคงกลัวเราจะแต่งตัวแบบฝรั่งเข้าพิธีในวันนี้มากกระมัง เอาเถอะ ...เรารู้ดีว่าควรทำตัวอย่างไร หากมีโอกาส...เราจะกราบขอบคุณเจ้าหลวงด้วยตัวเราเอง”
เจ้าศุขวงศ์ต้องกล้ำกลืนความเจ็บแค้นในอก แม้จะดีใจเรื่องเจ้าแม้นเมือง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมือง ถูกตลบหลังแผนชิงตัว แถมกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสองพ่อลูกอีกต่างหาก...
เจ้าแม้นเมืองนอนไม่หลับตลอดคืน กังวลและหนักใจเรื่องแต่งงานกับเจ้าศุขวงศ์ เขียนจันทร์ที่มาช่วยเตรียมตัวแต่เช้า พร้อมกับคำแก้วละอ่อนน้อยคอยเป็นลูกมืออีกแรง ต้องช่วยกันปลอบให้ทำใจ
คำแก้วจะถูกส่งตัวไปดูแลรับใช้เจ้าแม้นเมืองที่เชียงพระคำด้วย แต่เพราะยังเด็ก ไม่ประสีประสาเรื่องการเมือง จึงตื่นเต้นออกนอกหน้าจะได้ไปเปิดหูเปิดตาในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน อย่างเช่นวันนี้ที่เจ้าตัวไปวิ่งเล่นสำรวจโน่นนี่แต่เช้า ก่อนจะวิ่งกลับมาช่วยงานเจ้าแม้นเมืองที่เรือนรับรอง
ท่าทางเห่อฝรั่งของคำแก้วทำให้เขียนจันทร์ถึงกับตบอกผาง ปรามดุๆไม่ให้พูดจาลามปามเจ้าศุขวงศ์ที่จะเป็นเจ้านายในอนาคต คำแก้วหน้าจ๋อยน้ำตาร่วง เจ้าแม้นเมืองสงสารแต่ไม่วายสอนให้ทำตัวเรียบร้อย อย่ากระโดกกระเดกเป็นม้าดีดกะโหลกให้ชาวเชียงพระคำครหาหรือดูถูกเอาได้...
เจ้านางข่ายคำถูกเจ้าหลวงแสนอินทะเรียกตัวแต่เช้าเพื่อรับมอบของขวัญชิ้นงามให้เจ้าแม้นเมือง กระดุมเพชรเม็ดงามส่องแสงประกายระยิบระยับต้องตาต้องใจเจ้านางแห่งเชียงเงินอย่างแรง ก่อความอิจฉาริษยาพลุ่งพล่านในอก หมั่นไส้ลูกเลี้ยงสาวเหลือเกินที่ได้ของขวัญมีค่านี้จากสวามี
“ใช้งานเสร็จแล้วให้แม้นเมืองส่งคืนกลับมาด้วย ...ใช่รึไม่เจ้าพี่”
“ข้าให้ลูกข้าเป็นของขวัญ จะคิดเอากลับคืนมาได้ยังไง”
“น้องแค่คิดว่าของสิ่งนี้มีค่ามากเกินไป...เอ่อ...มากเกินกว่าจะเป็นของขวัญผูกข้อไม้ข้อมือรึเปล่าเจ้า”
“แม้นเมืองควรจะได้มากกว่านี้ ไม่ใช่รอใช้แต่ของที่พวกเจ้าเหลือเลือกหรือเบื่อใช้แล้ว”
แววตารู้ทันของสวามีทำให้เจ้านางข่ายคำหน้าเสีย ละล่ำละลักแก้ตัว
“น้องไม่เคยคิดอย่างนั้น”
“แม้นเมืองไปทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ข้าในฐานะพ่อไม่มีสิ่งใดจะมอบแทนน้ำใจได้นอกจากของสิ่งนี้”
เจ้านางข่ายคำเถียงไม่ออก ได้แต่ข่มอารมณ์ขุ่นมัวในอก จนอยู่ตามลำพังกับเจ้ามิ่งหล้า จึงบ่นไม่ขาดปาก
“เจ็บใจจริงๆ ของสิ่งนั้นแม่ยังไม่เคยได้ใช้ ลูกเองก็ยังไม่เคยได้เห็นด้วยซ้ำ แม่เพียรขอตั้งหลายครั้ง เจ้าพ่อของลูกก็ทำเฉย ไม่คิดเลยว่าวันนี้มันจะกลายเป็นตกไปอยู่ในมือแม้นเมืองได้”
“เจ้าพ่อรักลูกไม่เท่ากัน”
“นั่นละที่แม่รู้สึกมาตลอดเวลา”
“ฉลาดนักนะแม้นเมือง ทำเงียบๆหงิมๆ...ที่แท้ก็รอกินคำใหญ่นี่เอง”
“มันคงได้ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นล่ะมิ่งหล้า ลูกเป็นคนมีบุญวาสนา เกิดมาชาติตระกูลสูงกว่าใคร งามก็งามกว่าใคร ลูกต้องได้มากกว่าสมบัติขี้ปะติ๋วนั่น...อย่าไปเสียดายมันเลย!”
ooooooo
เพราะเหม็นขี้หน้าลูกเลี้ยงสาว เจ้านางข่ายคำ เลยมอบถุงของขวัญจากเจ้าหลวงแสนอินทะให้ฟองจันทร์ นำไปให้แทน เจ้าแม้นเมืองถึงกับน้ำตาคลอเมื่อเห็นของขวัญจากพ่อ
“มันมีค่ามากเกินไป มันคู่ควรกับเจ้ามิ่งหล้ามากกว่าข้า”
“เจ้า...เจ้าหลวงเปิ้นคงตั้งใจจริงจะเก็บของขวัญนี้ไว้เพื่อเจ้า ข้าเจ้าบ่เคยเห็นใครได้ใช้มันเลย วันนี้วันสำคัญ สำหรับชีวิตเจ้า เจ้าควรใช้มันเพื่อสิริมงคลแก่ชีวิต...เปิ้นคงดีใจ”
คำปลอบของฟองจันทร์ทำให้เจ้าแม้นเมืองซาบซึ้งใจมาก และใจหายไม่น้อยที่อีกฝ่ายต้องไปรับใช้เจ้ามิ่งหล้า และอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดชีวิต
“ไม่ตายเสียก่อน เราคงได้พบกันอีกนะฟองจันทร์”
ฟองจันทร์ฝืนยิ้ม กลั้นน้ำตาแต่ทำได้ยากเต็มที เจ้าแม้นเมืองขยับมากอด ก่อนจะเอ่ยลาทิ้งท้าย
“ตั้งแต่เกิดมา...เจ้าเป็นเพื่อนดีที่สุดที่ข้าเคยมี ขอบใจนะฟองจันทร์ ข้าจะคิดถึงเจ้าเสมอ”
เขียนจันทร์พลอยน้ำตาร่วง ไม่ใช่แค่เจ้าแม้นเมือง จะขาดเพื่อนรู้ใจ เธอก็ต้องจากลูกสาวคนเดียว...ไม่รู้อีกนานแค่ไหนจะได้เจอกันอีก แต่เมื่อเป็นคำสั่งและหน้าที่ต่อบ้านเมือง เธอจึงทำได้แค่อำลาและสั่งสอนเป็นครั้งสุดท้าย
“พระคุ้มครองเจ้าฟองจันทร์...เจ้ามีวาสนาได้ทำงาน รับใช้ใกล้ชิดเจ้านาย ขอให้ธุระของเจ้านายสำคัญกว่าธุระของตัว จงอย่าทำตัวใหญ่คับฟ้าด้วยเห็นว่าเจ้านายเมตตา แต่จงทำตัวเล็กที่สุดหากเจ้าจะถวายพระเกียรติยศแก่ท่าน”
“ลูกจะจำคำแม่ไว้จนวันตายเจ้า...”
หลังเตรียมตัวเรียบร้อย เจ้ามิ่งหล้าก็ไปกราบลาพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แม้จะเห็นใจลูกสาวคนเล็กแค่ไหน แต่เจ้าหลวงแสนอินทะยังยืนยันตามเจตนารมณ์เดิม คือส่งตัวเธอไปผูกสัมพันธ์กับเมืองมัณฑ์
“ทุกคนมีหน้าที่ต้องทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน ยิ่งเจ้าเกิดมามีสายเลือดผู้ก่อตั้งเชียงเงิน ยิ่งต้องตระหนักให้มาก ทำงานให้หนักกว่าไพร่ฟ้าฝุ่นเมือง พ่อจำเป็นต้องขัดใจเจ้าเพราะบ้านเมืองสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัว เมื่อโตกว่านี้เจ้าจะเข้าใจหัวอกของพ่อ...ขอพระเสื้อแลดวงวิญญาณบรรพบุรุษปกปักรักษาเจ้าให้เดินทางปลอดภัย ชัยชนะของเชียงเงินอยู่ในมือเจ้าแล้ว จงภูมิใจในศักดิ์ศรีและใช้สติปัญญาของเจ้า...เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของเจ้าเอง”
เจ้ามิ่งหล้าต้องกล้ำกลืนภาระหน้าที่ที่ไม่เคยร้องขอ ด้วยหัวใจทุกข์ระทม ภายในใจเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นและชิงชัง ยังทำใจไม่ได้ต้องสูญเสียเจ้าศุขวงศ์ให้เจ้าแม้นเมือง!
ขบวนส่งตัวเจ้ามิ่งหล้าออกจากเมืองไปแล้ว เจ้าแม้นเมืองเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเรียบร้อยเช่นกัน
เขียนจันทร์นั่งมองความสวยสดงดงามตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะปลอบเสียงอ่อนเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเจ้านายสาว...รู้ดีว่าเจ้าแม้นเมืองยังรู้สึกผิดต่อเจ้ามิ่งหล้า และเป็นกังวลกับท่าทีของเจ้าศุขวงศ์ในอนาคต
“เจ้า...เวลาไม่เคยหยุดรอใคร มันต้องก้าวเดินไปพร้อมกับชีวิตของเรา เจ้าจะต้องเดินเหมือนกัน เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว หยุดไม่ได้และไม่มีทางถอยหลัง ทุกข์ไปก็เปล่าประโยชน์ ยอมรับมันเสียจะดีกว่านะเจ้า...”
ooooooo
แม้รู้แก่ใจว่าการแต่งงานระหว่างเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองเป็นกลการเมืองของเจ้าหลวงแสนอินทะ แต่เจ้านางข่ายคำก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ ไม่ชอบใจเลยที่ลูกเลี้ยงสาวได้รับความสนใจจากสวามีเป็นพิเศษ
เจ้ามิ่งหล้านั่งฟังแม่บ่นเรื่องพิธีแต่งงานเล็กๆของเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองด้วยหัวใจร้าวราน
“งานเล็กงานใหญ่ก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก ไม่มีใครนึกถึงหัวใจลูกเลย”
เจ้านางข่ายคำอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะละล่ำละลักถาม
“มิ่งหล้า...หมายความว่ายังไง ลูกกับเจ้าศุขวงศ์รักกันอย่างนั้นรึ”
“รู้ตอนนี้แล้วเจ้าแม่แก้ไขอะไรได้อย่างนั้นรึ ลูกมันก็แค่สิ่งของบรรณาการอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง...”
ขณะเจ้ามิ่งหล้าจมดิ่งกับความทุกข์เพราะถูกขัดใจ เจ้าแม้นเมืองกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก ต้องเข้าพิธีผูกข้อมือกับเจ้าศุขวงศ์ แต่กระนั้นก็ต้องปล่อยให้พิธีดำเนินไปจนถึงช่วงสุดท้าย
เจ้าหลวงแสนอินทะรับหน้าที่ผูกข้อมือให้บ่าวสาว และถือโอกาสฝากฝังลูกสาวคนโตกับเจ้าศุขวงศ์
“แม้นเมืองเป็นของเจ้าแล้วเจ้าน้อย เราผูกมัดกันแน่นขึ้นอีกเปลาะ นอกเหนือจากความเป็นญาติ อาฝากเจ้าน้อยดูแลลูกสาวของอาให้ดีด้วย ขอให้การเดินทางตอนสายวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย”
เจ้าศุขวงศ์ข่มใจรับสภาพ พยายามไม่หันหน้าไปทางเจ้าหน่อเมืองที่ส่งสายตาเย้ยหยันอยู่ไม่ไกล ตอกย้ำความพ่ายแพ้ที่เขาต้องตกกระไดพลอยโจนกับแผนของเชียงเงินเช่นนี้
เจ้าหลวงแสนอินทะไม่ได้ยี่หระท่าทีเจ้าศุขวงศ์ แต่หันไปอวยพรลูกสาวคนเดียว
“เจ้าเป็นลูกที่พ่อรักและไว้ใจได้เสมอ...พ่อขอบใจที่เจ้าเสียสละเพื่อเชียงเงิน...งานของเรามีอีกมาก ของขวัญที่พ่อให้เจ้าวันนี้เอาไว้ดูต่างหน้าพ่อ จะได้เตือนใจตัวเอง เวลาที่ไกลกันว่าจงแข็งแกร่งให้เหมือนเพชร ไม่มีอะไรทำให้เจ้าหวั่นไหวสะทกสะท้านได้ วันที่เป้าหมายของเราสำเร็จลุล่วงคือวันที่เราจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อเฉลิมฉลอง”
เจ้าศุขวงศ์เข้าใจคำพูดแฝงนัยของเจ้าหลวงแสนอินทะเป็นอย่างดี อึดอัดและคับแค้นใจมากต้องตกในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ โดยเฉพาะเรื่องเจ้าแม้นเมืองที่ชาตินี้คงไม่มีวันรักกันได้
เจ้าแม้นเมืองผละไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมเดินทางไปเชียงพระคำ เช่นเดียวกับเจ้าศุขวงศ์ที่แยกไปพักที่เรือนรับรอง ทิ้งเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองให้มองหน้ากันยิ้มๆที่แผนการเป็นไปด้วยดี แต่ยังไม่วางใจนัก
“เราจะประมาทคนอย่างเจ้าน้อยศุขวงศ์ไม่ได้”
“เจ้าพ่อกลัวว่าเขาจะทิ้งขว้างแม้นเมืองอย่างนั้นรึ”
“เรื่องนั้นพ่อไม่ห่วง เขาไม่ทำอย่างนั้นแน่ ถ้ายังเห็นแก่ความสัมพันธ์ในฐานะญาติ เรื่องความรัก...คนสองคนไม่มีให้กันอยู่แล้ว อย่างเดียวที่พ่อกังวลระหว่างทางกลับไปเชียงเงิน เจ้าศุขวงศ์อาจฉวยโอกาสเอากองกำลังไปดักชิงตัวมิ่งหล้าเหมือนอย่างที่คิดจะทำก็เป็นได้”
“เจ้าพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ลูกร่วมเดินทางไปด้วย ศุขวงศ์จะอยู่ในสายตาลูกตลอดเวลา ยังไงมิ่งหล้าก็ต้องได้ถวายดอกไม้เงินดอกไม้คำแก่กษัตริย์เมืองมัณฑ์!”
ooooooo
ภาพดงชมพูป่าหน้าเรือนรับรองทำให้เจ้าแม้นเมืองน้ำตาคลอ ใจหายมากต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลกะทันหันเช่นนี้ แต่ภาระหน้าที่ต่อบ้านเมืองก็สำคัญ ธิดาคนโตแห่งเชียงเงินจึงตัดสินใจให้คำแก้วไปเก็บเม็ดต้นชมพูป่า...เผื่อว่าเธอจะนำไปปลูกที่เชียงพระคำให้พอคลายความคิดถึงเชียงเงินบ้าง
ขบวนกลับเชียงพระคำพร้อมเดินทางแล้ว
เจ้าศุขวงศ์ตรวจดูความเรียบร้อย อารมณ์ขุ่นมัวตั้งแต่ช่วงทำพิธีสงบลงบ้างเมื่ออยู่ตามลำพัง แต่เพียงไม่นาน...เจ้าหน่อเมืองก็แวะมาบอกข่าวร้าย
“ขากลับเชียงพระคำ...ท่านคงไม่เหงาหรอกเพราะขบวนม้าของเราจะรั้งท้ายขบวนท่าน”
“เจ้าอุปราชหน่อเมืองลงทุนตามไปควบคุมด้วยตัวเองถือว่าเป็นเกียรตินัก”
“ควบคุมอะไรกัน...เจ้าคิดมากไปเอง เราก็แค่ร่วมเส้นทางเดียวกัน...ส่งเจ้าถึงเชียงพระคำแล้ว เราก็แยกไปเชียงใหม่ รายการตัวต่อผู้สำเร็จราชการกษัตริย์สยามที่นั่น...ก็เท่านั้น”
“ช่างเป็นความเหมาะเจาะบังเอิญดีแท้”
“ทุกอย่างมันถูกกำหนดให้เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
เจ้าศุขวงศ์ จะดิ้นรนขัดขืนยังไงก็ไม่มีทางพ้นหรอก ทำตัวตามสบาย กลับบ้านอย่างมีความสุข ให้สมกับได้ของกำนัลมีค่าติดตัวกลับไปด้วยจะดีกว่า ถ้าท่านรู้สึกอึดอัดเพราะคิดว่าถูกควบคุม ท่านก็ไม่ต่างจากวัวที่มันสันหลังหวะหรอก...”
ทุกก้าวย่างจากเชียงเงินทำให้เจ้าแม้นเมืองหัวใจสลาย โชคดีได้เสียงเจื้อยแจ้วของคำแก้วและเสียงปรามดุๆของเขียนจันทร์ ต่อปากต่อคำกันให้บรรยากาศการเดินทางตึงเครียดผ่อนคลายลงบ้าง เมื่อถึงปางพักเวลาเย็นย่ำ คำแก้วกับเขียนจันทร์จึงรีบช่วยกันเตรียมที่นอนให้เจ้าแม้นเมืองกับเจ้าศุขวงศ์
เจ้าแม้นเมืองลืมตัวว่าแต่งงานแล้ว เอ่ยปากชวนสองคนติดตามให้ไปนอนด้วยกันเพื่อความอุ่นใจ
“เจ้าแม้นเมืองเจ้า...ข้าเจ้าสองคนเข้ามานอนในนี้ แล้วเจ้าน้อยเปิ้นจะไปนอนที่ไหนล่ะเจ้า”
เขียนจันทร์ย้อนขำๆ ทำให้เจ้าแม้นเมืองหน้าแดงก่ำ ลืมสนิทว่าตัวเองแต่งงานแล้ว
“เจ้านอนคนเดียวมาตั้งแต่น้อยจนลืมไปแล้วละมังว่านับแต่วันนี้ไป...เจ้านอนคนเดียวบ่ได้แล้ว”
บรรยากาศการเดินทางไปเชียงพระคำไม่ได้เลวร้ายนัก แม้เจ้าศุขวงศ์จะอึดอัดใจบ้างที่ถูกเจ้าหน่อเมืองตามประกบแทบทุกฝีก้าว แต่ยังพอทนไหว เช่นเดียวกับเจ้าแม้นเมืองที่ยอมรับสภาพและสถานะของตัวเอง
จากความรู้สึกกินแหนงแคลงใจ ก็เปลี่ยนเป็นความอ่อนไหวลึกซึ้งจะได้อยู่ใกล้เจ้าศุขวงศ์ในไม่ช้า
ต่างจากบรรยากาศในขบวนไปเมืองมัณฑ์ เจ้ามิ่งหล้าทุกข์ใจมาก ไม่กินข้าวปลาจนเจ้านางข่ายคำใจไม่ดี
“ทำไมกินน้อยนัก แล้วจะเอาเรี่ยวแรงเดินทางจากไหน อีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงเมืองมัณฑ์”
“เจ้าแม่จะบังคับเข็นใจลูกกระทั่งเรื่องกินเชียวรึ ที่ลูกต้องฝืนใจมาเป็นของบรรณาการ...เจ้าแม่ยังไม่พอใจอีกรึ”
“ลูกพูดกับแม่อย่างนี้ได้ยังไง แม่คิดว่าลูกเข้าใจทุกอย่างดีแล้วเสียอีก ที่แม่ตักเตือนก็เพราะหวังดี”
“พอแล้ว...ลูกได้รับมาพอแล้ว ขืนเจ้าแม่ยุ่งวุ่นวายอีก...ไม่ต้องถึงเมืองมัณฑ์หรอก ลูกจะกลั้นใจตายให้ดู!”
ooooooo
แม้จะได้ใกล้ชิดในฐานะผัวเมีย แต่เจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองกลับไม่ค่อยได้พูดจากันนัก กำแพงแน่นหนาที่ทั้งสองสร้างขึ้นเพราะความเข้าใจผิดทำให้ไม่สนิทใจจะเผชิญหน้ากันและเจ้าศุขวงศ์ก็เป็นฝ่ายปลีกตัว ไม่อยากให้เธออึดอัด แต่นั่นกลับทำให้เจ้าแม้นเมืองแอบช้ำใจเงียบๆ เพราะเข้าใจว่าเขาคงรู้สึกแย่กับการแต่งงานกับเธอ
เจ้าแม้นเมืองเข้านอนก่อนด้วยหัวใจอ่อนล้า แต่ก็หลับไม่สนิท กระสับกระส่ายเพราะคิดมากเรื่องผิดคำสัญญากับเจ้ามิ่งหล้า จนเก็บไปฝันร้าย ละเมอเสียงดังจนเจ้าศุขวงศ์ต้องลุกจากที่นอนหน้าตั่งมาดู
เสียงเรียกชื่อเธอทำให้เจ้าแม้นเมืองสะดุ้งตื่น พบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดอุ่นของเจ้าศุขวงศ์
“ข้าเจ้าฝัน...ฝันร้าย”
“ก็แค่ฝันเท่านั้น...อย่ากลัวไปเลย เจ้าทั้งดิ้นทั้งร้องจนพี่ตกใจ”
เจ้าศุขวงศ์ปลอบประโลมเสียงอ่อน อยากรู้นักว่าเธอฝันเรื่องอะไรถึงตัวสั่น ร้องไห้ไม่หยุดเช่นนี้
“ลืมตาสิ...ไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด”
พูดพลางลูบหลังปลอบใจ ก่อนจะใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน เจ้าแม้นเมืองถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ สบตาเขานิ่ง...เป็นครั้งแรกที่เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและจริงใจจากเขา
“เจ้านอนต่อเถอะแม้นเมือง พรุ่งนี้ยังจะต้องเดินทางอีกทั้งวัน ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น พี่อยู่ใกล้ๆเจ้านี่เอง”
คำพูดปลอบหวานหูของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองอุ่นวาบในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก กว่าจะหลับตาลงได้อีกครั้ง คืนนั้นก็ต้องห้ามใจตัวเองแทบตายไม่ให้หันไปมองเจ้าศุขวงศ์ที่นอนหน้าตั่งหันหน้ามาทางเธอตลอดคืน...
ค่ำคืนแรกที่อยู่ด้วยกันผ่านไปเร็วอย่างน่าใจหาย กว่าสองหนุ่มสาวจะได้เจอหน้ากันอีกก็บ่ายของวันถัดมา เมื่อขบวนเดินทางเข้าเขตแดนเชียงพระคำ
เขียนจันทร์กับคำแก้วตื่นตาตื่นใจมากเมื่อเห็นละอองทองคำบนพื้นทราย เช่นเดียวกับเจ้าแม้นเมืองที่เพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบตัวจนเกือบลื่นหน้าคะมำ โชคดีที่เจ้าศุขวงศ์คว้าตัวไว้
“พี่เห็นเจ้าออกมานานแล้วเลยตามมาดู”
“นี่เราเข้าเขตเชียงพระคำแล้วรึ”
“คำในมือของเจ้าเป็นสิ่งยืนยัน พรุ่งนี้เจ้าก็จะได้เห็นบ้านเมืองของพี่แล้ว”
เจ้าแม้นเมืองก้มมองก้อนทองคำในมือ พลางตั้งใจฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเชียงพระคำของเขา
“ต้นน้ำสายนี้เกิดมาจากป่าเขาสูงเชียงพระคำ...ทุกย่างก้าวที่เป็นอาณาเขตของเชียงพระคำมีแต่สินแร่มีค่า อย่างที่เจ้าได้เห็นกับตา อีกหน่อยเจ้าจะเข้าใจเองว่าทำไมพี่ ญาติพี่น้องของพี่ จึงได้หวงแหนแผ่นดินนี้ และตระหนักว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องรักษาเอาไว้แม้ด้วยชีวิต”
ท่าทางภูมิใจในบ้านเกิดของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองปลื้มปีติ โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าหน่อเมืองแอบมองจากมุมไกลๆ เริ่มเป็นกังวลเพราะกลัวใจน้องสาวจะหลงรักเจ้าศุขวงศ์จนแผนที่วางไว้พังไม่เป็นท่า...
ในที่สุดขบวนของเจ้ามิ่งหล้าก็ถึงเขตเมืองมัณฑ์ ภาพเมืองใหญ่โต เต็มไปด้วยยอดปราสาท ราชวัง เจดีย์และวิหารใหญ่น้อย ตระการตาด้วยทองคำแท้ที่ห่อหุ้มยอด ทำให้เจ้านางข่ายคำถึงกับตาโต แม้แต่เจ้ามิ่งหล้าที่ต่อต้านและออกอาการหงุดหงิดตลอดการเดินทาง ยังอดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ของเมืองมัณฑ์
“นี่เมืองมัณฑ์เมืองสวรรค์แท้ๆ ลูกเห็นกับตาแล้วใช่ไหม นั่นน่ะทองคำแท้ๆเชียวนะ มากมายขนาดปูเป็นแผ่นหลังคาหุ้มองค์เจดีย์ทั้งองค์ ในโลกนี้ไม่มีเมืองไหนจะร่ำรวยเท่าเมืองมัณฑ์อีกแล้ว เป็นบุญวาสนาของลูกแท้ๆมิ่งหล้า”
แต่ฝันหวานของสองแม่ลูกก็ต้องสลายเมื่อเข้าเขตเมือง เพราะไม่มีข้าหลวงจากวังมาต้อนรับแม้แต่คนเดียว ทำให้ทั้งขบวนต้องพักค้างคืนในเรือนบริวารรอบเขตวัง เจ้ามิ่งหล้ากวาดตามองรอบเรือนพักอย่างดูถูก เกือบจะโวยวายเหมือนเคยแล้ว ถ้าเจ้านางข่ายคำจะไม่ห้ามไว้ ขอให้อดทนถึงวันรุ่งขึ้น ถ้าไม่มีอะไรดี... แม่จะจัดการเอง!
ooooooo
ขบวนไปเชียงพระคำใกล้ถึงที่หมาย แต่เจ้าศุขวงศ์ไม่อยากให้เจ้าแม้นเมืองเหนื่อยมาก ตัดสินใจหยุดพักที่ปางพักนอกเมือง โดยส่งคนไปบอกข่าวเจ้าย่าเรือนคำว่าจะกลับเข้าเมืองวันรุ่งขึ้น
เจ้าแม้นเมืองเข้านอนก่อนเหมือนเคย ส่วนเจ้าศุขวงศ์นั่งดื่มเหล้าเป็นเพื่อนเจ้าหน่อเมือง
บรรยากาศสวยงามรอบตัวไม่ได้ทำให้เจ้าหน่อเมืองเพลิดเพลินเท่าการพูดจาเย้ยหยันเจ้าศุขวงศ์ โดยเฉพาะเรื่องความคิดเหมือนจะฝักใฝ่สยามและชาติตะวันตกมากกว่ารักษาไว้ซึ่งเอกราชของแผ่นดินเกิด
“เราเคยมาที่นี่สองสามครั้ง ได้เข้าเฝ้าเจ้าย่าของท่าน...เจ้าย่าเรือนคำ ท่านทำให้เรารู้ว่าคนที่รักเชื้อสาย ทะนงในศักดิ์ศรี อยากสืบสานความต้องการของบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่เฉพาะชาวเชียงเงินเท่านั้น”
“เจ้าย่าท่านเป็นคนเก่าจึงยังคงคิดแบบเก่า”
“คิดแบบเก่าแล้วผิดตรงไหน...ตรงที่มันเป็นเรื่องลำบากยากเย็นใช่ไหม คนรุ่นใหม่อย่างท่านถึงยินดีกระโจนสู่ความวิบัติที่มาพร้อมความคิดแบบใหม่ ไม่มีใครยอมนึกถึงช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง ช่วงเวลาที่เราเคยเป็นอิสระ”
“เราไม่ได้กระโจนเข้าสู่ความวิบัติ เรากำลังก้าวสู่ความมั่นคงแบบปลอดภัยและเหมาะกับยุคสมัยนี้ต่างหาก เส้นทางเก่ามันตันแล้วล่ะเจ้าอุปราช”
“จะตันได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสยามทั้งเมืองมัณฑ์ก็กำลังถูกไอ้พวกกุลาขาวบีบอยู่ มันเป็นโอกาสของเราต่างหาก”
เจ้าหน่อเมืองกระแทกเหล้าลงคอ ก่อนจะรินเพิ่มให้เจ้าศุขวงศ์และยื่นข้อเสนอ
“ทำไมเชียงพระคำ เชียงเงินไม่ร่วมมือกัน ฉวยโอกาสที่ทั้งสยามกับเมืองมัณฑ์กำลังแก้ปัญหาภายใน แยกตัวเป็นอิสระเหมือนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เจ้าศุขวงศ์... คิดดูให้ดี ไหนๆเราก็ดองเป็นญาติสนิทกันแล้ว ใจคอท่านยังจะทุ่มเทถวายหัวให้กษัตริย์สยาม ปล่อยให้เชียงเงินต้องต่อสู้ดิ้นรนตามลำพังได้ลงคอเชียวรึ”
เจ้าศุขวงศ์เข้าใจเจตนาของเจ้าหน่อเมืองดี ไม่เห็นด้วยแต่ไม่อยากบอกปัดตรงๆ
“ท่านต้องเข้าใจ...เจ้าอุปราช ยุคนั้นไม่มีมือที่สามเป็นพวกฝรั่งคอยสอดแทรกเหมือนทุกวันนี้ ความใหม่กับความวิบัติไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป โลกต้องเปลี่ยนแปลงและก้าวไป ไม่มีใครหยุดมันหรือบังคับให้มันเดินถอยหลังได้ ...เราต้องโอนอ่อนและยอมรับสิ่งใหม่อย่างรอบคอบ ไม่หักหาญขวางทาง ไม่ยอมรับอย่างหลงใหลตะกละตะกลาม”
“ท่านสิกำลังหลงใหล...หลงว่าพวกเราไม่มีกำลังพอจะปกป้องตนเอง หลงว่าสยามจะคุ้มครองบ้านเมืองเราได้”
น้ำเสียงเข้มขึ้นของเจ้าหน่อเมืองไม่ได้ทำให้เจ้าศุขวงศ์กลัว นั่งนิ่งให้อีกฝ่ายระบายความคับแค้นใจ
“เรามาร่วมมือกันดีกว่า รวบรวมพี่น้องญาติให้เป็นกลุ่มก้อน แล้วฉวยโอกาสตั้งตัวเป็นอิสระขณะที่ทั้งสยามทั้งเมืองมัณฑ์ต้องแก้ปัญหาพวกกุลาขาว ไอ้คนเถื่อนพวกนั้นมันไม่สนใจหรอก แค่รับมือสยามกับเมืองมัณฑ์ก็เต็มมือแล้ว”
เจ้าศุขวงศ์ถอนใจยาว ก่อนจะตัดสินใจบอกเล่าสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน
“เฉพาะเครือญาติดินแดนแถบนี้...เล็กเกินกว่าจะสามารถต่อรอง อังกฤษและฝรั่งเศสจะวางมือจากเมืองมัณฑ์มาจัดการพวกเราเป็นรายแรก ฉีกเป็นชิ้นๆ แบ่งกันแสวงหาประโยชน์ พวกมันต้องการป่าไม้ของเรา”
เจ้าหน่อเมืองนิ่วหน้าไม่เชื่อ เจ้าศุขวงศ์ก็ไม่ยอมแพ้ อ้างถึงนโยบายจากสยามที่รู้มา
“การรวมกับราชอาณาจักรใหญ่เป็นทางรอดเดียว ผู้หลักผู้ใหญ่ขบคิดไตร่ตรองกันถ้วนถี่แล้ว เห็นว่าสยามน่าจะพาเรารอดมากกว่าเมืองมัณฑ์ซึ่งกำลังเดินหมากผิดด้วยการใช้ไม้แข็งกับอังกฤษ ทุกท่านเห็นว่าการใช้ไม้แข็งจะยั่วยุให้เราถูกรุกรานยึดครองเร็วขึ้น ทุกท่านเห็นว่าพวกเราควรรวมกันเป็นปึกแผ่น ไม่ให้มีใครถูกแบ่งแยกตัดเฉือนออกไป”
“เลยพากันซบสวามิภักดิ์กับกษัตริย์สยาม แล้วเป็นอย่างไรล่ะ...คนใต้ก็เข้ามาเหยียบย่ำเปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆของพวกเรา สูบกินผลประโยชน์ของเราเหมือนกัน!”
อคติของเจ้าหน่อเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์อ่อนใจมาก แต่ไม่ทันโต้ เจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินก็ยกมือห้าม
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว เรารู้แล้วว่าท่านจะพูดอะไร ท่านจะยืนยันว่าไอ้พวกฝรั่งมันยิ่งใหญ่ การต้านทานพวกมันมีแต่จะทำให้เราต้องพินาศ และในโลกนี้ก็มีแต่สยามเท่านั้นฉลาดพอจะเอาตัวรอดจากพวกมันได้ ยิ่งพูดก็จะมีแต่ความขัดแย้ง เรากับท่านคิดเห็นไม่เคยตรงกันอยู่แล้ว มีแต่จะบานปลายเปล่าๆ เราจะทำในสิ่งที่เราเชื่อ ท่านก็ทำในสิ่งที่ท่านเชื่อ ต่างคนต่างทำ อย่ามาขัดขวางกันก็แล้วกัน!”
ooooooo
การสนทนาระหว่างเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าหน่อเมืองไม่น่าประทับใจนัก ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างทำให้บรรยากาศระหว่างสองหนุ่มชวนอึดอัด และคนรองรับอารมณ์เจ้าศุขวงศ์ที่เมาแทบพยุงตัวเองไม่อยู่ก็คือเจ้าแม้นเมือง
เจ้าศุขวงศ์เจ็บใจมากเพราะความจริงจากเจ้าหน่อเมืองที่เมาจนพลั้งปากเล่าแผนทั้งหมดว่าตามประกบเขาถึงเชียงพระคำเพื่อป้องกันไม่ให้แอบไปช่วยเจ้ามิ่งหล้าและเจ้าแม้นเมืองก็รับหน้าที่เฝ้าเขาต่อในช่วงกลางคืน
แต่ที่ทำให้เจ้าศุขวงศ์ยิ่งช้ำและหมดความอดทน คือเมื่อเจ้าแม้นเมืองขอร้องไม่ให้เขาบอกใครเรื่องแผนการของเชียงเงินที่ส่งบรรณาการเป็นเจ้ามิ่งหล้าไปให้เมืองมัณฑ์
“นี่คืองานของเจ้าใช่ไหมแม้นเมือง! ยึดตัวเราไว้ยามค่ำคืน แล้วหว่านล้อมให้เราร่วมมือเก็บเรื่องที่เชียงเงินกำลังทำเล่ห์เพทุบายเอาใจออกห่างให้เป็นความลับ ให้พ้นจากพระเนตรพระกรรณ”
ท่าทีดุดันของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองตกใจ แล้วก็แทบผวาเมื่อเขาตวาด
“เจ้ามีอะไรมาแลกเปลี่ยน ไหนว่ามาซิ เจ้ามีอะไรที่ควรค่าให้เราปิดปากเพื่อเจ้าและเชียงเงิน!”
“ข้าเจ้าไม่ได้เสนอการแลกเปลี่ยน ข้าเจ้ารู้ดีว่า ตัวเองไม่มีอะไรมีค่าเพียงพอสำหรับเรื่องนี้...ข้าเจ้า เพียงขอร้อง”
“เจ้าลงทุนต่ำแต่หวังได้คืนสูงเหลือเกินนะ คิดจะได้ไปเปล่าๆอย่างนั้นหรือ”
สายตาเหยียดหยามจากเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองหายใจไม่ทั่วท้อง และถึงกับสะดุ้งเมื่อเขากระชากตัวเข้าหา
“มีอะไรในโลกนี้บ้างที่ไม่ต้องแลก งานของเจ้าไม่ใช่แค่ร่วมห้อง ทำงานของเจ้าให้เสร็จได้แล้วแม้นเมือง ...หากทำได้ดีและมีความหมายเพียงพอ เราอาจพิจารณาคำขอร้องของเจ้า!”
ขาดคำก็ฝังจูบรุนแรงแต่แฝงด้วยความสิเน่หา เนิ่นนานจนเจ้าแม้นเมืองอ่อนระทวย เธออยากขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่เพราะความรักที่ซ่อนอยู่และสถานะผัวเมียที่รู้แก่ใจจึงทำให้เธอยินยอมแต่โดยดี
น้ำตาของเจ้าแม้นเมืองที่เจ้าศุขวงศ์สัมผัสได้ทำให้รู้สึกตัว แต่ความรักแน่นอกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอเธอ รวมกับฤทธิ์น้ำเมา ทำให้เขาหมดความยับยั้ง ชั่งใจ โน้มตัวจูบอีกครั้ง ก่อนจะช้อนเธอแนบอกแล้วพาไปที่เตียงทันที...
ช่วงเวลาพิศวาสผ่านพ้นไปอย่างช้าๆแต่ตรึงใจสองหนุ่มสาวยิ่งนัก เจ้าศุขวงศ์ยังตระกองกอดเจ้าแม้นเมืองชายาหมาดๆแนบอก โน้มตัวจูบไล้ตั้งแต่ผมหอมกรุ่นจนถึงหัวไหล่เปลือยเปล่าอย่างอ่อนโยน
“ในเมื่อยังไม่หลับก็ลืมตาขึ้นสิแม้นเมือง...เจ้าคงไม่ขี้ขลาดถึงขนาดต้องหลับตาพูดกับพี่หรอกนะ”
คำพูดกระเซ้าเย้าแหย่ของสวามีหมาดๆทำให้เจ้าแม้นเมืองนึกฉุน ยอมสบตาด้วยแต่ไม่วายค้อนวงโต
“งานของข้าเจ้าเสร็จแล้ว ดีและมีความหมายเพียงพอให้เจ้าเมตตาทำตามคำขอร้องของข้าเจ้ารึไม่”
“อย่าพูดอย่างนี้เลยได้ไหมแม้นเมือง พี่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดจะทำอย่างที่ได้พูดได้ทำไปแล้วสักนิด”
เจ้าแม้นเมืองเบือนหน้าหนี ทั้งประหม่าและกระดากเกินจะทน เจ้าศุขวงศ์ต้องตามง้องอน
“ให้อภัยพี่สักครั้งเถอะนะแม้นเมือง”
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าเจ้าเป็นสิทธิ์ของเจ้านับจากวันแรกที่เดินทางจากเชียงเงิน”
คำพูดน้อยอกน้อยใจของเธอทำให้เจ้าศุขวงศ์เจ็บปวด แต่ยังไม่ยอมแพ้ อยากขอโอกาส
“จบเรื่องและหลับได้แล้วแม้นเมือง พี่อยากให้วันพรุ่งเป็นการเริ่มต้นที่สดใสสำหรับเราทั้งสองคน...”
ooooooo
ค่ำคืนงดงามอวลด้วยไอรักและรสเสน่หาของเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองผ่านไปด้วยดี ต่างจากค่ำคืนทรมานของเจ้ามิ่งหล้ากับเจ้านางข่ายคำ ต้องทนอยู่อย่างลำบากในตำหนักชั้นนอก ไม่สุขสบายเหมือนในเขตวังหลวง
“เจ้านางหลวงกับราชธิดาจากเชียงเงินต้องทนอยู่อย่างซอมซ่อในมุมสกปรกของเมืองมัณฑ์...นี่น่ะหรือเกียรติยศศักดิ์ศรีในฐานะเครื่องบรรณาการชั้นดี!”
“รู้จักคำว่าอดทนบ้างไหมมิ่งหล้า”
“ลูกรู้จักมันมามากเกินพอแล้ว ถ้าลูกรู้แต่แรกว่ามาถึงเมืองมัณฑ์เพื่อให้ได้รับการต้อนรับอย่างไร้เกียรติอย่างนี้ ลูกหนีออกจากขบวนเสียกลางทางไปนานแล้ว”
“อย่าพูดอย่างนี้อีกนะมิ่งหล้า!”
“ลูกจะไม่ยอมทนต่อการหมิ่นเกียรติกันอย่างนี้อีกต่อไปแล้ว”
พูดจบก็จะผละไปเฝ้าเจ้าหลวงเมืองมัณฑ์ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ไม่ทันขยับ กรมวังก็มาขอเฝ้า พร้อมคำทักทายที่แสนเย็นชาและปราศจากความรู้สึกผิดที่ให้แขกบ้านแขกเมืองอยู่อย่างไร้เกียรติในเขตวังชั้นนอก
กรมวังไม่ได้ให้ความกระจ่างแก่สองแม่ลูกจากเชียงเงินเรื่องเข้าเฝ้าเจ้าหลวงเมืองมัณฑ์ เจ้ามิ่งหล้ายิ่งหัวเสีย ประกาศกร้าวว่าตนเป็นแขกคนสำคัญจากเชียงเงินและควรได้อยู่ในที่ที่สมเกียรติกว่านี้
ท่าทางกร่างของเจ้ามิ่งหล้าไม่ได้ทำให้กรมวังสะทกสะท้าน ไม่ยี่หระด้วยซ้ำเพราะไม่มีอำนาจพอจะสั่งการขนาดนั้นได้ เจ้ามิ่งหล้าแค้นใจมาก อดทนรอจนกรมวังกลับ จึงอาละวาดกับเจ้านางข่ายคำ
“ในเมื่อเขาไม่เห็นความสำคัญของเรา เราจะต้องทนก้มหัวให้เขาอยู่ทำไม แค่สายตากรมวังที่มันมองดูลูกยังเต็มไปด้วยการดูแคลน...เจ้าแม่ไม่เห็นรึไง”
“ก็มันน่าให้เขาดูแคลนไหมล่ะ เจ้าเป็นถึงราชธิดาเชียงเงินแต่ทำตัวรุ่มร่ามยิ่งกว่าขี้ข้าพวกนี้เสียอีก”
เจ้านางข่ายคำตำหนิทันควัน เหลืออดกับกิริยาท่าทางของลูกสาวคนเดียว “พิจารณาตัวเองใหม่ด้วย อย่าลืมว่าที่นี่คือเมืองมัณฑ์ ไม่ใช่เชียงเงินที่ลูกจะทำอะไรตามใจตัวเองได้ทุกเรื่อง รักษาหน้าเจ้าพ่อเจ้าหลวงเชียงเงินไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้น...นอกจากงานจะไม่มีทางสำเร็จ เจ้าเองก็ด้อยค่าให้เขามองหัวจดเท้าไปทั้งชาตินั่นแหละ!”
เช้าวันเดียวกันที่ปางพักในเชียงพระคำ...เจ้าแม้นเมือง ตื่นแล้วและจะออกไปข้างนอก แต่ก็ถูกเจ้าศุขวงศ์รั้งตัวไว้
“สายแล้วนะเจ้า ป่านนี้ใครต่อใครคงเตรียมตัวเดินทางกันแล้ว”
“พี่บอกทุกคนตั้งแต่เมื่อวานให้พักผ่อนกันให้เต็มที่ วันนี้เราไม่ได้เร่งร้อนอะไร”
“ลุกออกไปสายจะผิดสังเกตเปล่าๆ”
“ใครจะมาสนใจเรื่องของเจ้านาย พี่ว่าทุกคนเข้าใจดีมากกว่า”
พูดพลางดึงตัวชายาหมาดๆมาจูบอย่างหลงใหล เจ้าแม้นเมืองอายมาก พยายามขยับตัวหนี
“กลางวันแสกๆนะเจ้า”
“เวลาเจ้าอายพี่ กับเวลาเจ้าเสียงแข็งใส่พี่...น่ารักไปคนละแบบรู้ไหม”
เจ้าแม้นเมืองหนีออกจากห้องจนได้ เจ้าศุขวงศ์ได้แต่มองตามยิ้มๆ ก่อนจะไปตามเขียนจันทร์กับคำแก้วให้เข้ามาช่วยชายาหมาดๆแต่งตัว โดยตัวเองไม่ยอมไปไหน นั่งดูสาวๆมวยผมให้เจ้าแม้นเมือง
“เหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ไม่ง่ายจริงๆนะ”
“เจ้าจะมาสนใจเรื่องของผู้หญิงทำไม”
“ก็เผื่อว่าวันไหน เขียนจันทร์ คำแก้วไม่ว่างพี่จะได้เป็นคนช่วยเจ้าเกล้าผมให้น่ะสิ”
เจ้าศุขวงศ์แสดงออกชัดว่ารักและห่วงใยเธอมาก แต่เจ้าแม้นเมืองยังฝังใจเรื่องเจ้ามิ่งหล้าจนแอบระแวงว่าเขาอาจไม่ลืมน้องสาวคนละแม่ของเธอ...เจ้าหน่อเมืองไม่ได้สนใจเรื่องความรักของเจ้าแม้นเมืองเพราะรู้ว่าเป็นหน้าที่ และทันทีที่ถึงเขตเชียงพระคำก็ขอตัวเดินทางไปเชียงใหม่ และฝากฝังน้องสาวให้เจ้าศุขวงศ์ดูแล
ooooooo
เจ้าศุขวงศ์รับฝากเจ้าแม้นเมืองด้วยความเต็มใจ แม้รู้ดีว่าเธออาจไม่มีวันรักเขาจากใจจริง แต่อยากดูแลเธอให้ถึงที่สุด และวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะพาเธอชมเมือง ก่อนจะยื่นข้อเสนอเรื่องเจ้าย่าเรือนคำ
“ขอให้เจ้าลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น ลืมไปให้ได้ว่าเจ้าจำต้องเดินทางมาที่นี่เพราะเหตุใด ทำให้เหมือน...ให้ท่านเชื่อว่าเจ้ามาที่นี่ด้วยความเต็มใจ แล้วพี่ก็จะลืมเช่นกัน...ลืมว่าขบวนที่เชียงเงินส่งไปเมืองมัณฑ์มีอะไรเป็นบรรณาการ”
ข้อเสนอของเขาดึงเจ้าแม้นเมืองจากห้วงรัก
แสนหวานสู่โลกความจริงว่าเขาคงไม่มีวันรักเธอ แต่ยอมเพราะถูกบีบบังคับ และเพื่อตอบแทนความดีและชดเชยความรู้สึกผิดในใจ จึงยอมรับปากแต่โดยดี
เจ้าศุขวงศ์ยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง “เจ้าย่าของพี่เป็นคนแก่ที่ชาญฉลาดหลักแหลม ท่านผ่านโลกมามากกว่าเรานัก มีอะไรผิดสังเกตนิดเดียว ท่านจะรู้สึกไปถึงไหนๆ หลอกท่านไม่ได้ง่ายๆอย่างที่หลอกคำแก้วกับเขียนจันทร์มาหลายคืนหรอกนะแม้นเมือง...ถ้าเจ้าไม่ขัดข้องก็หมายถึงต้องทุกเรื่องนะ...เจ้าจะว่ายังไง”
คำพูดกระเซ้าแสนหวานทำให้เจ้าแม้นเมืองเขินอายเป็นกำลัง ทำไมจะไม่รู้ว่าทุกเรื่องของเขาหมายความถึงเรื่องไหนบ้าง และถึงจะฝังใจความรู้สึกของเขาที่มีต่อเจ้ามิ่งหล้าแค่ไหน แต่ก็ปฏิเสธหัวใจตัวเองไม่ได้เลยว่ามีความสุขมากที่ได้ใกล้ชิดและอยู่ในอ้อมกอดอุ่นของเขา
นอกจากเจ้าย่าเรือนคำที่เจ้าแม้นเมืองต้องปรับตัวเข้าหา แบร็กกิ้นคืออีกคนที่เธอต้องทำความรู้จัก และการพบกันครั้งแรกระหว่างเจ้าหญิงจากเชียงเงินกับนายหน้าชาวอังกฤษก็ไม่เลวร้ายนัก แววตาแห่งมิตรภาพและท่าทางจริงใจของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองประหลาดใจมาก...มันไม่ได้น่ากลัวหรือร้ายกาจอย่างที่เคยรู้มาเลย
ooooooo










