นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    รากนครา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    บรรยากาศระหว่างพี่น้องจากเชียงเงินไม่ดีนัก เจ้าศุขวงศ์ที่รออยู่แล้วจึงตัดสินใจโผล่ไปขัดจังหวะ

    “เรารู้ว่าเจ้าอุปราชหน่อเมืองต้องมา เราคอยต้อนรับท่านนานแล้ว หวังได้พูดคุยอย่างเปิดอกอย่างญาติพี่น้อง”

    “ไม่มีคำว่าญาติพี่น้องที่เชียงพระคำ!”

    ขาดคำเจ้าหน่อเมืองก็ชักดาบโจมตีเจ้าศุขวงศ์ เจ้าแม้นเมืองตกใจมาก รีบโถมตัวไปขวาง

    “แม้นเมือง...เจ้ายอมตายแทนมันได้ถึงขนาดนี้เชียวรึ”

    “แม้นเมือง...น้องถอยออกไปเถอะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่กับเจ้าพี่ของน้องจะต้องสะสางกันเอง”

    เจ้าศุขวงศ์พยายามกันชายาคนสวย แต่เจ้าแม้นเมืองไม่ยอม “น้องจะไม่มีวันถอยออกไป ถ้าจะต้องมีการเสียเลือดเนื้อเพื่อให้เจ้าพี่พึงพอใจและหายจากความโกรธแค้นได้ เจ้าพี่ก็เอาเลือดเนื้อของน้องไปเถิด”

    เจ้าหน่อเมืองโกรธมาก เอ็ดน้องสาวลั่น “เจ้ามันตาบอด...แม้นเมือง มันโกหกหลอกลวงเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าก็ยังหลงเชื่อ ผัวของเจ้าคนนี้มันเป็นคนขี้ขลาดเก่งแต่ลับหลังเท่านั้น”

    พูดพลางปรายตาไปทางเจ้าศุขวงศ์ซึ่งไม่สะทก สะท้าน ตอกกลับแบบไม่ไว้หน้า

    “เราไม่เคยทำเรื่องลับหลังใคร แต่หากวันนี้เราไม่ลวงว่าเข้าป่า คนอย่างเจ้าอุปราชหน่อเมืองจะยอมปรากฏตัวอย่างนี้รึ คนที่โกหกหลอกลวง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงในโลกนี้คือเจ้าอุปราชหน่อเมืองต่างหาก จริงรึไม่...เพราะทั้งชีวิตเจ้าอุปราชก็ได้แต่หลบๆซ่อนๆเล่นละครตบตาคนอื่น”

    คำยอกย้อนแทงใจดำเจ้าหน่อเมืองอย่างเจ็บแสบ ตวัดดาบในมือหมายเอาชีวิตน้องเขยให้หายแค้น เจ้าศุขวงศ์พยายามหลบหลีกอย่างสุดความสามารถโดยไม่ยอมใช้อาวุธ เลยพลาดท่าถูกฟันแขนอย่างจัง

    “สิ่งที่เจ้าทำไว้กับเชียงเงินไม่มีอะไรมาทดแทนได้... ไอ้ขี้ข้าสยาม!”

    “ทั้งหมดคือความหวังดีที่ญาติพี่น้องจะให้แก่กันได้ต่างหาก”

    “หวังดีกับญาติพี่น้องด้วยการประจบประแจงศัตรู”

    เจ้าศุขวงศ์ส่ายหน้า อธิบายอย่างใจเย็น “เราไม่เคยส่งข่าวให้สยามรู้ว่าเชียงเงินกำลังคิดไม่ซื่อ เรายังหวังว่าเชียงเงินจะคิดได้และกลับตัวกลับใจเสีย เพราะถึงเวลานี้ก็ยังไม่สายเกินไป”

    “ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนอุดมการณ์ของเชียงเงินได้”

    “น้ำพัฒน์สัจจาที่ท่านดื่มกินเข้าไปไม่ได้ช่วยย้ำเตือนสติท่านเลยรึไรว่าสักวันท่านจะแพ้ภัยตัวเองเพราะผิดคำสัตย์สาบานที่ให้ไว้ กลับตัวกลับใจเปลี่ยนความคิดเสียเถิดเจ้าอุปราช ศัตรูที่แท้จริงของเชียงเงินหาใช่สยามไม่ แต่มันน่ากลัวกว่านั้นมาก หากเรารวมตัวกันให้แข็งแรง เรา...ญาติพี่น้องจะพากันรอดด้วยกันทั้งหมด”

    “อิสรภาพคือเครื่องสังเวยดวงวิญญาณบรรพชนเชียงเงิน ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจข้าได้!”

    ooooooo

    เจ้าหน่อเมืองไม่ได้ฆ่าเจ้าศุขวงศ์ ผลุนผลันจากไปท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำตก เหมือนอารมณ์เกรี้ยวกราดของเจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินที่แผนวางยาพังไม่เป็นท่า

    เจ้าศุขวงศ์สั่งให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แม้แต่เจ้าย่าเรือนคำ เจ้าหลวงศรีวงศ์และเจ้าจักรคำก็รู้เรื่องนี้ไม่ได้ อินทรรับคำและรีบทำแผลให้เจ้านายหนุ่ม ก่อนจะผละไป ทิ้งเจ้าแม้นเมืองให้ดูแลสวามีตามลำพัง

    “พี่พยายามอย่างที่สุดแล้ว...แต่ไม่ว่าจะยังไงพี่สัญญาแม้นเมือง...พี่ยังตั้งใจเหมือนเดิม...ด้วยความรักด้วยสติปัญญาของพี่ พี่จะช่วยปกป้องเชียงเงินบ้านเมืองของน้องอย่างสุดกำลังของพี่”

    เจ้าแม้นเมืองสะเทือนใจมาก หวังสุดใจว่าความหวังดีของสวามีจะทำให้พ่อกับพี่ชายใจอ่อน โดยไม่คิดเลยว่าจะไม่มีวันนั้น เพราะเจ้าหน่อเมืองผูกใจเจ็บกับสิ่งที่เจ้าศุขวงศ์ทำเหลือเกิน

    “ผีป่าผีเมืองเป็นพยาน...ความแค้นข้าไม่มีวันจางลงได้จนกว่าจะถึงวันที่ข้าได้เด็ดหัวไอ้ศุขวงศ์ด้วยน้ำมือข้าเอง!”

    การบุกรุกของเจ้าหน่อเมืองยามวิกาลไม่ได้เป็นที่สนใจสำหรับเจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำนัก แม้จะระแคะระคายบ้าง แต่ข่าวสำคัญจากเมืองมัณฑ์ที่เพิ่งสถาปนาเจ้ามิ่งหล้าเป็นราชเทวีคนใหม่หันเหความสนใจได้ดีกว่า เพราะนั่นเท่ากับว่าเชียงเงินได้เลือกข้างเมืองมัณฑ์แล้ว

    นอกจากสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ ศึกชิงดี ชิงเด่นระหว่างเจ้านางปัทมสุดากับเจ้ามิ่งหล้าก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ขณะที่เจ้านางปัทมสุดาหมกมุ่นกับเรื่องหึงหวง เจ้ามิ่งหล้ากลับสานสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ทำตัวเป็นหน้าเป็นตาให้เมืองมัณฑ์ ด้วยหวังทำตัวให้มีประโยชน์และมีค่ามากกว่าเจ้านางปัทมสุดา

    ความดีความชอบของเจ้ามิ่งหล้าได้รับการตอบรับอย่างดี กษัตริย์เมืองมัณฑ์พอใจมากและอยากให้เธอถวายงาน แต่เพราะมีแผนร้ายในใจ อยากให้แน่ใจว่าจะมีองค์รัชทายาทให้กษัตริย์ จึงยอมสละเลื่อนวันไปก่อน และส่งเจ้าหญิงเมืองฉานเข้าถวายงานแทน

    แม้จะยอมให้หญิงอื่นถวายงาน แต่เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่วายส่งมิ่นไปทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เจ้าหญิงเมืองฉานตั้งท้อง รวมทั้งส่งคนไปก่อกวนตำหนักเจ้านางปัทมสุดา ทำให้ฝ่ายนั้นประสาทเสียว่ากำลังมีเคราะห์!

    จุดอ่อนของเจ้านางปัทมสุดาคือเชื่อเรื่องฤกษ์ดวงอย่างหนัก เหตุการณ์อลหม่านในตำหนัก ทั้งสร้อยมุกขาดและตกจากเสลี่ยง ทำให้เธอหวาดวิตก ขิ่นแหม่ต้องพาไปหาหมอดูซึ่งแนะนำให้ไปสะเดาะเคราะห์

    คำแนะนำจากหมอดูทำให้เจ้านางปัทมสุดาคิดแผนบางอย่างได้ เมื่อรู้แน่ว่าเจ้ามิ่งหล้าไม่ยอมถวายงานเมื่อคืนก่อนเพราะอยากแน่ใจว่าจะมีรัชทายาท จึงแกล้งเสนอกษัตริย์ให้ไปถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดกับเธอเป็นเวลาหนึ่งเดือน

    เจ้ามิ่งหล้าแค้นแทบกระอักที่ถูกตลบหลังอย่างรู้ทัน แต่ความทะเยอทะยานและอยากเอาชนะของเธอก็ทำให้ขาดสติ ตั้งหน้าตั้งตาวางแผนกับมิ่นจะดึงตัวกษัตริย์ออกจากวัดให้ได้!

    ooooooo

    เจ้าแม้นเมืองไม่ได้รับรู้ข่าวคราวของเจ้ามิ่งหล้าว่าได้สถาปนาเป็นราชเทวีคนใหม่ วุ่นวายกับการเตรียมห้องคลอดและเตรียมตัวเป็นแม่ แต่กระนั้นฝันร้ายและความกังวลฝังลึกก็ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ

    และแล้ววันหนึ่ง...ฝันร้ายก็ปลุกเจ้าแม้นเมืองให้สะดุ้งตื่น ก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บท้องเหมือนจะคลอด!

    เจ้าศุขวงศ์เดินวนไปวนมาหน้าห้อง แต่ก็ช่วยอะไรใครไม่ได้ แม้แต่เสียงร้องของเจ้าแม้นเมืองก็ไม่เล็ดลอดออกมาจากห้อง ทำให้เขายิ่งห่วง กลัวชายาคนสวยจะมีอันตราย

    แล้วการรอคอยสิ้นสุดหลังได้ยินเสียงร้องของทารก เจ้าศุขวงศ์ยินดีมากเมื่อรู้ว่าได้ลูกชาย และยิ่งกว่าโล่งใจเมื่อรู้แน่ว่าทั้งแม่และลูกแข็งแรงปลอดภัยดี

    กว่าพวกเขียนจันทร์จะจัดการที่ทางเรียบร้อย เจ้าแม้นเมืองก็ผล็อยหลับด้วยความอ่อนเพลีย ก่อนจะสะลึมสะลือตื่นอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงรอยจูบที่หน้าผาก

    “ความเจ็บปวดที่น้องได้รับ พี่อยากจะรับมาไว้ที่พี่เองทั้งหมด ขอบใจน้องมาก...แม้นเมือง”

    เจ้าศุขวงศ์นั่นเองที่เข้ามาเยี่ยมเธอกับลูกชาย พร้อมกับเรียกชื่อลูกว่าเจ้าภูแก้วหรือเจ้าไศลรัตน์

    “เจ้าแก้วของพ่อ พี่ตั้งชื่อลูกของเราว่าไศลรัตน์ เพราะลูกเกิดมาด้วยความเข้มแข็งอดทนอย่างหินผาของแม่ของเขา และวันข้างหน้า...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จิตใจที่แข็งแกร่งอย่างหินผาที่น้องถ่ายทอดไปยังเขาจะ ประคับประคองชีวิตที่มีค่าอย่างดวงแก้วของเขาตลอดไป...”

    เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่ได้รับรู้เรื่องลูกชายที่เพิ่งเกิดของเจ้าแม้นเมือง หมกมุ่นกับแผนล่อลวงกษัตริย์ออกจากวัด และวันนี้ก็เป็นฤกษ์ดี เมื่อเธอได้ไปเยี่ยมและร่วมรับสำรับที่วิหารปฏิบัติธรรม

    เจ้านางปัทมสุดาร่วมวงด้วยท่าทีสงบ ไม่แขวะหรือแดกดันเจ้ามิ่งหล้าให้กษัตริย์ต้องลำบากใจเหมือนเคย

    “วันนี้เราอิ่มใจหลายอย่าง ได้อยู่วัดถือศีลปฏิบัติ ธรรมและได้เห็นเจ้าสองคนรักใคร่กลมเกลียวกันด้วย”

    “สิ่งใดที่จะทำให้หม่องหม่องสบายพระทัย หม่อมฉันยินดีทำเพคะ เจ้ามิ่งหล้าถึงจะไม่ใช่วงศ์วานว่านเครือ ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่หม่อมฉันก็รักและเอ็นดูเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเพคะ”

    “เป็นบุญวาสนาของหม่อมฉันที่ได้รับพระกรุณาถึงเพียงนั้นเพคะ”

    เจ้ามิ่งหล้าไม่ไว้ใจอาการนิ่งสงบของเจ้านางปัทมสุดานัก เชื่อแน่ว่าคงมีแผนบางอย่าง แต่โอกาสงามที่มาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้ขาดความระมัดระวัง เมื่อกษัตริย์ต้องกลับเข้าวังเพราะมีข้อราชการด่วน

    เจ้านางปัทมสุดาอยากตามไปด้วยใจจะขาด ไม่อยากให้สวามีห่างสายตา แต่เขาห้ามไว้ เพราะไม่อยากให้วุ่นวาย โดยรับปากจะรีบกลับทันทีที่คุยข้อราชการเสร็จ

    ooooooo

    ข้อราชการเป็นจดหมายจากอังกฤษให้ยกเลิกสัญญากับฝรั่งเศสเรื่องสัมปทานซ้ำซ้อน หาไม่จะเปิดศึกยึดเมือง ทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์ต้องคิดหนัก ยิ่งได้ฟังความเห็นจากเหล่าเสนาบดีที่แบ่งเป็นสองฝ่ายยิ่งเครียด ตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีเมืองมัณฑ์หรือยอมเจรจาเพื่อความสงบสุขของชาวเมือง

    แม้จะรับปากเจ้านางปัทมสุดาจะรีบกลับหลังเสร็จข้อราชการ แต่ความหนักใจก็ทำให้กษัตริย์เปลี่ยนใจ ปลีกตัวไปสงบสติอารมณ์ในห้องทำงาน เจ้ามิ่งหล้าไม่รอช้าตามไปปลอบ เพราะโอกาสงามแบบนี้นานๆจะมีสักครั้ง

    “เราไม่อยากอยู่ในตำแหน่งนี้เลย ปัญหาแต่ละอย่างที่กรุ้มรุมเหมือนหอกดาบแหลมจ่อที่คอของเรา”

    “นั่นคือภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่บรรพกษัตริย์มอบหมายมาให้พระองค์นะเพคะ”

    “ทำไมต้องเป็นเรา เราไม่มีความสุขเลยมิ่งหล้า เราอยากหนีไปให้พ้นจากความวุ่นวายแก่งแย่งของคน ในโลกนี้”

    “ความยากลำบากผ่านเข้ามาเพียงเพื่อจะพิสูจน์พระปรีชาสามารถของพระองค์ และด้วยพระบุญญาบารมี พระองค์จะทรงผ่านทุกอย่างไปได้เพคะ”

    “ขอบใจเจ้าสำหรับกำลังใจที่มอบให้เรา”

    ท่าทีผ่อนคลายของเขาทำให้เจ้ามิ่งหล้าได้ใจ ขยับไปนวดเอาใจ

    “หม่อมฉันยินดีถวายงานทุกอย่างเพื่อพระองค์ หากสิ่งเล็กๆน้อยๆที่หม่อมฉันตั้งใจทำถวายนั้นจะเป็นความสุขหรือช่วยให้ทรงละทิ้งความเครียดได้บ้างเพคะ”

    ดวงตาหวานแฝงความยั่วยวนของเจ้ามิ่งหล้า ทำให้กษัตริย์ปั่นป่วน เข้าใจความหมายอย่างดี

    “ช่วงนี้เราถือศีลแปดอย่างเคร่งครัด”

    “ยังไงหม่อมฉันก็จะรอเพคะ...”

    หลังนัดแนะกับเจ้ามิ่งหล้า กษัตริย์เมืองมัณฑ์จึงกลับวิหาร เจ้านางปัทมสุดารออยู่แล้ว ประกาศกร้าวอย่างหัวเสีย จะให้กองทัพเมืองมัณฑ์แสดงแสนยานุภาพให้พวกอังกฤษเห็น แต่กษัตริย์ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

    “สงครามเป็นสิ่งเลวร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก เพราะรังแต่จะมีความสูญเสีย”

    “แต่เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเรา เมื่อถึงเวลาต้องทำสงครามก็ต้องทำนะเพคะ แค่ทรงประกาศออกไป หม่อมฉันเชื่อว่าราษฎรเมืองมัณฑ์ทุกคนพร้อมจะหลั่งเลือดเพื่อพระองค์เพคะ”

    “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่ได้หรอกซูซู พี่เหนื่อยเหลือเกิน...ขอพักก่อนเถิด”

    “วางพระทัยเถิดเพคะ เราจะต้องผ่านเรื่องเลวร้ายนี้ไปจนได้”

    กษัตริย์ปลีกตัวไปพักหลังจากนั้น โดยมีสายตาของเจ้านางปัทมสุดามองตามอย่างรู้ทัน เชื่อแน่ว่าท่าทางเหมือนเหนื่อยของสวามีเป็นแค่ภาพลวงตา และมีแผนจะไปหาเจ้ามิ่งหล้ามากกว่า

    “สันดานผู้ชายมันก็อย่างนี้ ต่อให้อยู่ในที่สูงยังไง มันก็อดลดตัวลงมากินของต่ำของสกปรกไม่ได้”

    “หม่อมฉันพร้อมน้อมรับพระเสาวณีย์เพคะ”

    ขิ่นแหม่เสนอหน้าอย่างรู้หน้าที่

    “ขึ้นชื่อว่าต้นไม้มีพิษ ไม่ว่ารากกิ่งใบดอกผลมันก็มีพิษ ทางเดียวจะกำจัดคือถอนรากถอนโคนทิ้งเสีย!”

    ooooooo

    กษัตริย์เมืองมัณฑ์แอบออกจากวิหารไปหาเจ้ามิ่งหล้าจนได้ สงครามสวาทเกิดขึ้นอย่างเร่าร้อนและรุนแรง กว่าเพลิงรักจะมอดดับ ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มเปลี่ยนสีเข้าวันใหม่แล้ว

    “หม่อมฉันซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ ไม่มีคำพูดใดจะทดแทนความปีติในใจหม่อมฉันตอนนี้ได้เลย”

    “เจ้าไม่เพียงเป็นดวงแก้วแห่งเชียงเงิน แต่เป็นรัตนะแห่งเมืองมัณฑ์ด้วย”

    “เสียดาย...เรามาจากวัดตัวเปล่า ไม่อย่างนั้น... เพชรพลอยทุกชิ้นในตัวเราจะเป็นของเจ้าทั้งหมด”

    “แค่เสด็จมาอย่างที่ทรงรับปากไว้ก็เป็นสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตหม่อมฉันแล้วเพคะ”

    หลังเสร็จสมอารมณ์หมาย กษัตริย์เมืองมัณฑ์ก็กลับวิหารเพื่อให้ทันทำวัตรเช้า โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาลึกลับของขิ่นแหม่ลอบมองตามในเงามืด...จับได้คาหนังคาเขาว่ากษัตริย์ออกมาหาใคร!

    เจ้ามิ่งหล้าไม่รู้ตัวว่าถูกจับได้ มัวย่ามใจว่าแผนมีองค์รัชทายาทของตนจะได้ผลในคืนนี้

    “ข้ามั่นใจเหลือเกินฟองจันทร์ว่าองค์รัชทายาทถือกำเนิดในกายข้า แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน ความหวัง ความฝันความมุ่งมั่นของข้ากำลังจะกลายเป็นความจริง ถ้าโลกนี้จะจดบันทึกความพ่ายแพ้ของพระนางปัทมสุดาก็ต้องไม่ลืมจดบันทึกชัยชนะของพระราชินีมิ่งหล้าด้วย”

    ฟองจันทร์นั่งก้มหน้า ไม่เห็นด้วยกับความเสี่ยงนี้ แล้วก็ต้องถอนใจยาว เมื่อเจ้านายสาวพูดถึงเจ้าแม้นเมือง

    “นังพี่สาวตัวดีของข้ามันจะรู้สึกยังไงถ้ามันรู้ข่าวดีนี้ ข้ามาไกลกว่าที่มันจะคาดถึง วันก่อนมันต้องเดินตามหลังข้า วันข้างหน้ามันต้องกราบกรานข้าที่นั่งบนบัลลังก์เหนือกว่ามันนัก เจ้าว่ามันจะกราบข้าได้อย่างสนิทใจรึไม่ฟองจันทร์”

    เจ้ามิ่งหล้ามัวลำพองใจจนไม่ทันระวังตัว คืนเดียวกันนั่นเอง เจ้านางปัทมสุดาก็ส่งขิ่นแหม่และจอมโจรจำนวนหนึ่งบุกตำหนัก ฆ่าเหล่าบริวาร ทำร้ายฟองจันทร์จนสลบเหมือด แล้วจับตัวเจ้ามิ่งหล้าไปขังในห้องลับใต้ดิน

    มิ่นกลัวตาย หนีเอาตัวรอด แต่ไม่วายขโมยทรัพย์สินเงินทองของเจ้ามิ่งหล้า แต่ก็หนีไม่พ้น ถูกพวกโจรของเจ้านางปัทมสุดาฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม!

    เจ้านางปัทมสุดารออยู่แล้วในห้องลับใต้ดิน ทันทีที่ขิ่นแหม่พาตัวเจ้ามิ่งหล้ามาถึง ก็จิกหัวด่า

    “มึงคิดว่าสติปัญญามึงล้ำเลิศเหนือใครๆใช่ไหม มึงถึงได้กล้าคิดจะลบรอยเท้ากู มึงไม่เคยรู้ใช่ไหมว่ากว่ากูจะขึ้นมายืนบนนี้ได้ กูต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง มึงอาจจะอ้างว่าทำเพื่อบ้านเมืองของมึง แต่ที่นี่คือบ้านเมืองของกู สายเลือดบริสุทธิ์ของบรรพกษัตริย์เมืองมัณฑ์คือกู ไม่ใช่พวกสันดานหยาบอย่างมึง มึงบังอาจหยามเกียรติกู มึงจะต้องจดจำความทุกข์ทรมาน เศษเสี้ยวหนึ่งที่มึงทำไว้กับกู!”

    ขาดคำขิ่นแหม่กับบริวารหน้าโหดก็จับเจ้ามิ่งหล้าขึงพืด กดกับพื้นแล้วจัดการทำทุกอย่างให้ราชเทวีคนใหม่มีลูกไม่ได้อีกต่อไป โดยมีเจ้านางปัทมสุดามองมาด้วยแววตาเลือดเย็น

    “สายเลือดสกปรกอย่างมึงไม่มีสิทธิ์จะมาเป็นผู้ให้กำเนิดองค์รัชทายาท!”

    จบคำก็จับเจ้ามิ่งหล้ากรอกยาขับเลือดจนหมดคนโท

    “นี่คือรางวัลที่คนอวดดีอย่างมึงสมควรได้รับ กูจะฝังมึงทั้งเป็นอย่างที่กูฝังมานับไม่ถ้วนแล้วก็ได้ แต่มันยังไม่สาแก่ใจกูพอ มึงจะยังมีลมหายใจพอจะได้เห็น ได้รับรู้ความอัปยศ ความฉิบหายของบ้านเมืองมึงอีมิ่งหล้า!

    ooooooo

    เสียงกรีดร้องของเจ้ามิ่งหล้าไม่ได้ดังแค่ในห้องลับใต้ดินของเมืองมัณฑ์ ยังโหยหวนในความฝันของเจ้าแม้นเมือง เจ้าศุขวงศ์ได้ยินเสียงชายาสะอึกสะอื้นกลางดึกก็รีบลุกมาดูด้วยความเป็นห่วง

    “น้องฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหม”

    “น้องฝันเห็นมิ่งหล้า...มิ่งหล้ากำลังเจ็บหนัก กำลังร้องขอความช่วยเหลือเจ้า”

    “น้องคิดมากไปเอง ฝันร้ายมักจะกลายเป็นดีเสมอนะแม้นเมือง”

    “น้องจะพยายามคิดให้เป็นอย่างนั้น”

    “น้องอาจเหนื่อยเกินไป ทั้งเลี้ยงลูก ทั้งงานบ้าน...ให้เขียนจันทร์ คำแก้วทำบ้างเถอะ หรือน้องอยากได้คนเพิ่ม”

    “ไม่เป็นไรเจ้า...ไม่เป็นไร”

    “แค่ความฝัน...น้องอย่าเก็บมันมาแบกเอาไว้เลยนะแม้นเมือง”

    เจ้าแม้นเมืองทำได้แค่ตื่นมาสวดภาวนาขอให้น้องสาวคนเดียวปลอดภัยหลังจากนั้น ต่างจากเจ้าศุขวงศ์ที่รีบให้คนไปตามอินทรมาสั่งงาน ให้ส่งม้าเร็วไปสืบข่าว ที่เมืองมัณฑ์

    “ข่าวจากสยามมีเพียงเท่านี้...กองทัพเรืออังกฤษมีอานุภาพเกินกว่าเมืองมัณฑ์จะคาดคะเนได้ เจ้าจงไปสืบดูว่าเมืองมัณฑ์เคลื่อนไหวอย่างไรกันแน่”

    “ถ้าอินทรจำไม่ผิด นายฝาหรั่งแบร็กกิ้นบอกว่าช่วงเวลานี้จะอยู่ที่เมืองมัณฑ์นะเจ้าน้อย”

    “นั่นละคือเป้าหมายของเรา...สืบหาตัวแบร็กกิ้นให้พบ...สถานการณ์ในเมืองมัณฑ์วางใจไม่ได้เลย ฝาหรั่งต่างชาติอย่างแบร็กกิ้นอยู่ในอันตรายแน่ ถ้าเมืองมัณฑ์บ้าเลือดคิดจะทำสงครามกับอังกฤษจริง”

    ม้าเร็วรับปากจะไปให้ถึงเมืองมัณฑ์ในสองวัน เจ้าศุขวงศ์พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะฝากทิ้งท้ายให้สืบเรื่องเจ้ามิ่งหล้าด้วย...ไม่แน่ใจเลยว่าสถานการณ์แบบนี้ น้องสาวคนเดียวของเจ้าแม้นเมืองจะปลอดภัยหรือไม่...

    เจ้านางข่ายคำไม่รู้เรื่องสถานการณ์ในเมืองมัณฑ์ ร้อนรุ่มด้วยจิตโกรธแค้น อยากไปให้พ้นๆจากเชียงเงิน หวังพึ่งบารมีเจ้ามิ่งหล้าลูกสาวที่เพิ่งได้สถาปนาเป็นราชเทวีคนใหม่ของเมืองมัณฑ์

    เจ้าหลวงแสนอินทะหมดทางจะห้าม ได้แต่กล่อมแบบขอไปทีให้ไปแค่ชั่วคราว แต่เจ้านางข่ายคำก็ปฏิเสธ

    “พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ดวงวิญญาณบรรพกษัตริย์เชียงเงินจงโปรดรับรู้ ข้า...เจ้านางข่ายคำลูกหลานบรรพชนผู้กล้า ข้าหามีความสุขไม่บนแผ่นดินผืนนี้ด้วยเกียรติแลศักดิ์ศรีของข้าได้ถูกทำลายเสียสิ้นแล้ว...ข้าขออำลาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะข้าไม่คิดจะคืนมาสู่แผ่นดินนี้อีก ถึงตายข้าก็ขอแผ่นดินที่จะกลบฝังข้าคือแผ่นดินหน้าข้า”

    พูดจบก็ก้มกราบทั้งน้ำตา ทั้งรักทั้งแค้นเกินกว่าจะอยู่เชียงเงินต่อ เจ้าหน่อเมืองไม่ได้ยี่หระการจากไปของน้าสาวนัก แต่ไม่ได้ดูดาย รีบแจ้งสถานการณ์ล่าสุดในเมืองมัณฑ์ให้เจ้าหลวงแสนอินทะรับรู้

    “ลูกได้ข่าวมาว่าไอ้พวกกุลาขาวกำลังขู่จะยกกองทัพเข้าตีเมืองมัณฑ์”

    “หมายความว่าถ้าเกิดความวุ่นวายขึ้นจริงๆ ข่ายคำ ก็ไม่มีทางข้ามชายแดนไปได้อย่างนั้นใช่ไหม”

    “ใช่เจ้าพ่อ...ลูกเชื่อว่ายังไงเสียเจ้าน้าก็ต้องกลับมาเชียงเงินถ้าเกิดสงครามจริงๆ ลูกเชื่อว่าอีกไม่นานกษัตริย์เมืองมัณฑ์จะต้องส่งหนังสือมาให้เราจัดกองกำลังไปช่วยรบแน่...ถึงตอนนั้นโอกาสทองก็จะเป็นของเรา”

    “เจ้าแน่ใจรึว่าเมืองมัณฑ์ไม่ได้ระแคะระคายเรื่องของเรา”

    “ถ้าระแคะระคายมิ่งหล้าจะได้ขึ้นเป็นคนโปรดถึงขนาดนี้รึเจ้าพ่อ...”

    ooooooo

    เจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองมัวย่ามใจที่แผนเป็นไปตามหวัง ไม่ชะล่าใจเลยว่าเจ้ามิ่งหล้าจะไม่มีโอกาสเชิดหน้าชูตาในราชสำนักเมืองมัณฑ์อีกต่อไป เพราะถูกจับขังและทรมานปางตายในห้องลับ ใต้ดิน!

    ฟองจันทร์เป็นคนเดียวที่รอดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างตำหนักเมื่อคืนก่อน เธอพยายามตามหาตัวเจ้ามิ่งหล้าแต่ไม่พบ ต้องบากหน้าไปหากรมวัง...ที่พึ่งสุดท้ายในราชสำนักเมืองมัณฑ์

    “เป็นเรื่องเลวร้ายไม่แพ้เมื่อครั้งพระนางสั่งฆ่าพระญาติพระวงศ์ของพระนางทุกคน...โหดเหี้ยมอย่างนี้ไม่มีใครเกินพระนาง เจ้ารอดมาได้อย่างไรกัน ข้านึกว่าศพเจ้าถูกฝังรวมกับนังพวกนั้นแล้ว”

    “ข้าพยายามป้องกันไม่ให้พวกมันถึงตัวสมเด็จพระบรมราชเทวีได้ แต่พวกมันทำข้าสลบไปก่อน พวกมันคงเลิกสนใจข้าเพราะหมายจะได้ตัวสมเด็จพระ-ราชเทวีมากกว่า”

    กรมวังพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะกระซิบถามถึงเจ้ามิ่งหล้า ฟองจันทร์ส่ายหน้าไม่รู้เรื่อง กรมวังได้แต่ถอนใจยาว อวยพรทิ้งท้ายให้รักษาตัวเองให้ดี สถานการณ์ในวังตอนนี้...แม้แต่คนเก่าคนแก่อย่างเขาก็เหมือนยืนบนปากเหว!

    เหตุการณ์ฆ่ายกตำหนักและการหายตัวไปอย่างลึกลับของเจ้ามิ่งหล้าเป็นที่โจษจันทั้งวัง กษัตริย์เมืองมัณฑ์ สังหรณ์ใจว่าจะเป็นฝีมือเจ้านางปัทมสุดาแต่ไม่มีหลักฐาน แถมถูกเธอกับเหล่าเสนาบดีที่ถือหางเดียวกันปั่นหัวอีกต่างหากว่าเชียงเงินคงฉวยโอกาสนี้ก่อกบฏ และเจ้ามิ่งหล้าก็คือนางนกต่อที่ถูกส่งมาจากเมืองมัณฑ์

    ไม่มีใครพบศพของเจ้ามิ่งหล้า มีแต่คำยืนยันจากเจ้านางปัทมสุดาว่าเจ้านายสาวของเธอหนีกลับเชียงเงินไปแล้ว ฟองจันทร์จึงตัดสินใจสะกดรอยตามขิ่นแหม่จนได้รู้ว่าเจ้ามิ่งหล้าถูกซ่อนตัวไว้ในห้องลับใต้ดิน!

    “ฟองจันทร์ผิดเอง ฟองจันทร์ให้สัญญากับเจ้าแม้นเมืองจะดูแลเจ้ามิ่งหล้าด้วยชีวิตของฟองจันทร์แต่ฟองจันทร์ก็ทำไม่ได้ ยกโทษให้ฟองจันทร์ด้วยเจ้ามิ่งหล้า”

    สภาพนอนจมกองเลือด เจ็บปวดท้องช่วงล่างจนแทบขยับตัวไม่ไหว ทำให้ฟองจันทร์สะเทือนใจมาก

    แต่เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าแม้นเมืองจะดูแลเจ้ามิ่งหล้าให้ดีที่สุดจึงต้องตั้งสติออกไปหาคนมาช่วย

    เจ้านางปัทมสุดาไม่ยี่หระเรื่องเจ้ามิ่งหล้าอีกต่อไป เชื่อว่าคงแห้งตายในห้องลับใต้ดิน ไม่มีวันได้เผยอลองดีกับเธออีก เช่นเดียวกับเรื่องเหตุบ้านการเมืองและความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้นทุกที

    กษัตริย์เมืองมัณฑ์เป็นกังวลกับเรื่องความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองมาก แต่เพราะถูกปิดหูปิดตาโดยคณะเสนาบดีและเจ้านางปัทมสุดาที่ยังเชื่อมั่นในความเกรียงไกรของกองทัพเมืองมัณฑ์ เลยทำให้ตัดสินใจอะไรไม่ได้

    เจ้านางปัทมสุดาอยากช่วยให้กษัตริย์ผ่อนคลาย เสนอให้จัดงานมหรสพ เขาไม่มีอารมณ์จึงปฏิเสธ แต่เจ้านางปัทมสุดาไม่เข้าใจ พาลพาโลไปถึงเจ้ามิ่งหล้า

    “นี่ยังอาลัยอาวรณ์มันอยู่อย่างนั้นรึ...หลักฐานก็ทนโท่ กบฏอย่างมันสมควรแล้วที่จะต้องตายอย่างทรมาน”

    “พี่นึกเอาไว้แล้วไม่มีผิดฝีมือของซูซู”

    “แล้วไงเพคะ...ฝีมือหม่อมฉันแล้วยังไง...เหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนาอย่างนั้นใช่ไหมเพคะ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าด้วยสติปัญญาย่อมสมควรเป็นผู้ชนะในการแข่งขันมิใช่รึเพคะ พระหน่อที่จะมาสืบราชบัลลังก์ต้องเกิดแต่หม่อมฉันเท่านั้น!”

    ooooooo

    อาการของเจ้ามิ่งหล้าไม่น่าไว้ใจเลย ผ่านไปหลายวันเลือดก็ไหลไม่หยุด ได้แต่รอคอยความตายที่ใกล้มาถึงในไม่ช้า แต่กระนั้นฟองจันทร์ก็ไม่ถอดใจ ตัดสินใจปลอมตัวเข้าเมืองไปหายาให้เจ้านายสาว

    ปัญหาเรื่องเจ้ามิ่งหล้าจบไปแล้วสำหรับเจ้านางปัทมสุดา แต่กระนั้นก็มีกรมวัง หอกข้างแคร่อีกคนที่ไม่น่าไว้ใจ ขิ่นแหม่รีบนำทหารไปจับกุมได้ทันเวลาก่อนอีกฝ่ายจะหนีออกนอกเมืองพร้อมลูกเมีย

    “จะหนีไปไหนท่านกรมวัง ท่านกลัวสงคราม กลัวไอ้พวกทหารอังกฤษจนลนลานท้องหน้าที่ขนาดนี้เชียวรึ...หรือท่านกลัวกรรมที่ทำเอาไว้จะตามมาสนองท่านกันแน่”

    “ข้าพุทธเจ้ากราบบังคมทูลลายื่นใบลาออกเอาไว้เรียบร้อยแล้วพุทธเจ้าข้า”

    “ลาออกรึ...เสียดาย ราชสำนักนี้ขาดคนดีๆรู้งานอย่างท่านไปได้ยังไงกัน”

    “ปล่อยข้าพุทธเจ้าไปเถิดพุทธเจ้าข้า”

    “ปล่อยสิ...ท่านจะได้ไปในที่ที่ท่านชอบแน่ อย่ากลัวไปเลย ที่ข้าเรียกมาพบก็เพื่อปูนบำเหน็จรางวัลให้ท่าน ให้สาสมกับคุณงามความดีที่ท่านอุตส่าห์ทำมา ท่านจะได้เป็นครู เป็นแบบที่คนในราชสำนักนี้ไม่กล้าเอาเป็นอย่าง”

    กรมวังขนลุกซู่ ก่อนได้เบิกตาโพลงเมื่อได้ยินเจ้านางปัทมสุดาประกาศโทษของเขากับครอบครัว

    “ไปตามจับลูกเมียมันกลับมาให้ได้ ตัดคอพวกมันเจ็ดชั่วโคตร แล้วเสียบประจานที่ประตูเมือง!”

    สั่งจบก็จะผละไป กรมวังมองตามด้วยความเคียดแค้น ก่อนตะโกนไล่หลังอย่างเหลืออด

    “ต้นเศวตฉัตรได้หักพังลงแล้ว ตั้งแต่สตรีจิตใจถ่อยทรามอย่างท่านบังอาจก้าวขึ้นไปนั่งร่วมราชอาสน์ วันนี้ความฉิบหายได้มาเยือนถึงหน้าประตูเมืองมัณฑ์แล้ว แลด้วยกรรมที่ท่านก่อ ราชวงศ์นี้มาถึงกาลวิบัติล่มจมเสื่อมสลายอย่างไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีกเลย”

    คำสาปแช่งทำให้เจ้านางปัทมสุดาโกรธจนตัวสั่น หมุนตัวพร้อมกระชากดาบฟันคอกรมวังขาดด้วยตัวเอง!

    ฟองจันทร์กลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ กรมวังพันธมิตรคนเดียวตายไปแล้ว เช่นเดียวกับหมอหลวงที่ถูกฆ่าตายเพราะเป็นพยานสำคัญเรื่องเจ้านางปัทมสุดาโกหกเรื่องตั้งท้ององค์รัชทายาท

    แต่ถึงเหลือคนเดียว...ฟองจันทร์ก็ไม่กลัว แฝงตัวเป็นชาวบ้านเมืองมัณฑ์ออกหาซื้อยาให้เจ้ามิ่งหล้า แต่ก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกือบถูกเจ้าของร้านยาปลุกปล้ำและถูกโจรฉกยา ถ้าจะไม่มีชายปริศนามาช่วยไว้

    ม้าเร็วจากเชียงพระคำนั่นเองที่ช่วยฟองจันทร์ไว้ ก่อนจะรีบนำข่าวสารบ้านเมืองในเมืองมัณฑ์และสถานการณ์ความเป็นความตายของเจ้ามิ่งหล้ากลับไปบอก เจ้าศุขวงศ์ ที่เชียงพระคำ

    ooooooo

    สถานการณ์เมืองมัณฑ์อยู่ในความระส่ำระสาย ชาวบ้านแตกตื่นอพยพหนีออกจากเมือง โจรผู้ร้ายอาละวาดและปล้นฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน กองทัพเรืออันเกรียงไกรก็ถูกกองทัพอังกฤษตีร่นไม่เป็นท่า

    เหล่าเสนาบดีผู้จงรักพยายามทูลกษัตริย์เมืองมัณฑ์ให้เปิดการเจรจา แต่เจ้านางปัทมสุดาที่กลับมามีบทบาทในการพิจารณาข้อราชการอีกครั้งไม่เห็นด้วย ปิดหูปิดตาสวามีทุกทาง

    “กองทัพของเรายิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่าศัตรูหน้าไหน เราไม่เคยแพ้ใคร ต่อให้กองทัพอังกฤษรวมกับฝรั่งเศสก็ไม่มีทางเอาชนะเราไปได้หรอกเพคะ แทนที่จะมามัวตื่นตระหนกตกใจกับข่าวอัปมงคลอย่างนี้ เราควรเตรียมงานฉลองชัยชนะของเรากับปูนบำเหน็จแม่ทัพนายกองผู้กล้าต่างหากเพคะ”

    คณะเสนาบดีถึงกับพูดไม่ออก แม้แต่ฝ่ายที่ถือหางเจ้านางปัทมสุดาก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เหมือนยืนบนปากเหว ไม่รู้ว่าวันไหนบ้านเมืองจะถูกยึดและถูกปกครองโดยอังกฤษ

    กษัตริย์เมืองมัณฑ์สับสน ไม่รู้เรื่องไหนคือความจริง ข่าวสารที่ได้ฟังไม่ตรงกันสักทาง จึงได้แต่สั่งการ แบบขอไปทีให้เหล่าเสนาบดีและกองทัพช่วยกันคุ้มครองชาวเมืองอย่างแข็งขัน

    คำสั่งของสวามีขัดใจเจ้านางปัทมสุดายิ่งนัก แหวขัดอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น

    “ควรจะประกาศออกไปด้วยเพคะ...ใครที่มันปล่อยข่าวว่าเราพ่ายแพ้ต่ออังกฤษ ให้ทหารกุดหัวมันได้ทันที!”

    ข่าวคราวจากเมืองมัณฑ์รู้ถึงหูเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองในเวลาไม่นาน มั่นใจสงครามต้องเกิดแน่ และเมื่อถึงเวลานั้น...ทั้งสองก็จะถือโอกาสประกาศความเป็นอิสระของเชียงเงินทันที

    ไม่มีใครห่วงใยเจ้ามิ่งหล้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทุกคนต่างหมกมุ่นกับผลประโยชน์ตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหลวงแสนอินทะพ่อแท้ๆและเจ้าหน่อเมืองพี่ชายคนละแม่ของเธอ ไม่คิดจะส่งคนไปช่วย และคิดเอาเองว่า เจ้ามิ่งหล้าฉลาดพอจะเอาตัวขึ้นเป็นราชเทวีได้ ก็ต้องหนีเอาตัวรอดกลับมาได้เช่นกัน

    มีเพียงเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองที่เป็นเดือดเป็นร้อน ทันทีที่ได้ข่าวเจ้ามิ่งหล้าจากม้าเร็ว

    “ความจริงน้องควรจะไปช่วยมิ่งหล้าด้วยตัวน้องเอง”

    “ทำใจให้สบาย เรื่องนี้ต้องวางแผนให้รอบคอบรัดกุม...พี่เคยสัญญากับมิ่งหล้าไว้แล้วว่าจะช่วย เพราะเคยผิดสัญญามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้พี่จะพยายามพามิ่งหล้าออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงหรือแลกกันด้วยชีวิตก็ตาม”

    เจ้าศุขวงศ์เต็มใจไปช่วยเจ้ามิ่งหล้าเพราะคำสัญญาก็จริง แต่เหนือสิ่งใดคือเพราะความรักที่มีต่อเจ้าแม้นเมือง ทำให้เขาอยากช่วยเหลือครอบครัวที่เธอรักด้วย แต่ดูเหมือนชายาคนสวยจะเข้าใจไปอีกทาง

    “หากน้องไปเองได้ตั้งแต่แรก น้องก็อยากจะไป มิ่งหล้าไม่ควรต้องไปที่นั่น ที่แท้ควรเป็นน้องไปแทนตั้งแต่ต้น”

    “ทั้งที่รู้ว่าไปแล้วต้องไปพบเจอกับอะไรบ้างอย่างนั้นรึ”

    “ต่อให้ร้ายแรงกว่านี้ น้องก็ต้องทนรับมันให้ได้”

    เจ้าแม้นเมืองตีเจตนาและความหวังดีของเขาเป็นเรื่องการเมืองอีกตามเคย ทั้งที่เขาแสดงออกว่ารักและห่วงใยเธอกว่าใครเสมอ แต่เธอไม่เคยรับรู้และคิดเองทุกครั้งว่าเขารักและมีใจให้เจ้ามิ่งหล้าไม่เคยเปลี่ยน...

    ooooooo

    เจ้าศุขวงศ์เดินทางไปเมืองมัณฑ์แบบลับๆ พร้อมอินทรและม้าเร็วไม่นานหลังจากนั้น ฟองจันทร์ที่ดูแลเจ้ามิ่งหล้าแบบตามมีตามเกิดดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้ก้มกราบเจ้าศุขวงศ์

    “ข้าเจ้ามาคอยที่นี่ทุกวัน เพราะข้าเจ้าเชื่อมั่นว่ายังไงเจ้าก็ต้องมา”

    “มิ่งหล้าเป็นยังไงบ้าง”

    “เลือดยังไหลไม่หยุด เจ้ามิ่งหล้าเจ็บปวดทรมานมากแต่ยังพอมีสติรับรู้ ข้าเจ้าเชื่อว่าเจ้ามิ่งหล้าก็มีความหวังเหมือนกันว่าเจ้าจะต้องมาช่วยพาออกไปให้พ้นจากนรกที่นี่”

    “ลำพังเราเองอาจจะเป็นเรื่องเสี่ยงมาก แต่เจ้าไม่ต้องกังวล เราวางแผนเอาไว้คร่าวๆแล้ว ในเหตุการณ์คับขันอย่างนี้ถ้ายังพอจะมีโชคอยู่บ้าง คนคนหนึ่งอาจจะช่วยพวกเราได้มากทีเดียว...”

    คนคนนั้นของเจ้าศุขวงศ์ก็คือแบร็กกิ้น นายหน้าค้าไม้เพื่อนเก่าที่เดินทางมาพร้อมกองทัพอังกฤษ แบร็กกิ้นดีใจมากที่ได้เจอเจ้าศุขวงศ์ แต่อดแปลกใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมาทำอะไรที่เมืองมัณฑ์

    เจ้าศุขวงศ์ไม่ได้เล่าเรื่องเจ้ามิ่งหล้า แค่บอกว่ามาเพื่อดูสถานการณ์ภายในเมืองมัณฑ์เท่านั้น

    “กษัตริย์เมืองมัณฑ์ประเมินกองทัพอังกฤษต่ำเกินไป...ข้าเชื่อว่าข้อมูลข่าวสารที่ทรงได้รับถูกบิดเบือนไปหมดจนถึงเวลานี้ยังทรงคิดว่าจะเอาชนะกองทัพอังกฤษได้”

    “ไม่ยืดเยื้อของท่านคิดว่าภายในกี่วัน”

    “ไม่เกินสามวัน...หากทุกอย่างยุติลงได้ก็จะลดความสูญเสียได้มากมาย กษัตริย์เมืองมัณฑ์อ่อนแอเกินไปจนไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็นั่นล่ะนะ...นังแม่มดปัทมสุดาคงวางแผนเลือกไว้แต่แรกแล้ว ให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ พระนางจะได้ควบคุมรวบอำนาจไว้ได้กับตัวเอง”

    “เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ”

    สถานการณ์เมืองมัณฑ์ว่าน่าห่วงแล้ว เรื่องเจ้ามิ่งหล้าน่ากังวลกว่า เจ้าศุขวงศ์จึงรีบบุกไปช่วย แบร็กกิ้น ไม่ได้ติดใจสงสัยเรื่องคนเจ็บ แต่แปลกใจมากกว่าที่เจ้าศุขวงศ์จะรีบกลับวันรุ่งขึ้น

    “เหตุการณ์คับขันมาก เราเกรงว่าถ้าในวังรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ท่านจะพลอยลำบากไปด้วย”

    “ไม่มีปัญหาเลยเจ้า ที่นี่เทียบเท่าแผ่นดินอังกฤษ คนเมืองมัณฑ์หน้าไหนก็เข้ามาไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาต...เจ้ากับคนของเจ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยนานเท่าที่เจ้าต้องการ”

    “ขอบใจท่านมากแบร็กกิ้น...แต่เราคิดว่าเราจะทำตามแผนที่วางไว้ ก่อนฟ้าสางเรากับคนของเราควรออกนอกเขตเมืองได้แล้ว แต่เรื่องด่วนที่สุดตอนนี้คือเราต้องการหมอสักคนมาช่วยตรวจดูคนเจ็บ...จะได้ไหม”

    แบร็กกิ้นจัดหมอให้เจ้าศุขวงศ์ด้วยความเต็มใจ ก่อนจะมอบภาพถ่ายคู่ของอีกฝ่ายกับชายาคนสวยให้ด้วย เจ้าศุขวงศ์เห็นหน้าเจ้าแม้นเมืองในภาพถ่ายแล้วได้แต่ถอนใจ...เมื่อไหร่หนอที่เธอจะเชื่อใจเขาสักที

    ooooooo

    จนแล้วจนรอด แบร็กกิ้นก็ไม่รู้ว่าใครคือคนเจ็บที่เจ้าศุขวงศ์ต้องตามมาช่วยถึงเมืองมัณฑ์ แถมประคบ ประหงมอย่างดี ให้หมอมาตรวจทั้งคืนและพากลับเชียงพระคำตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

    แต่กระนั้นแบร็กกิ้นก็ไม่ซักไซ้ให้ลำบากใจ เชื่อว่าเจ้าศุขวงศ์คงมีเหตุผลที่ดี

    “คนของข้าจะไปส่งเจ้าจนถึงชายแดนสยาม สิทธิสภาพคนอังกฤษบนแผ่นดินนี้จะคุ้มครองเจ้ากับพวกของเจ้า จนถึงสิ้นสุดเขตชายแดน ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น”

    “ขอบใจอย่างที่สุดแบร็กกิ้น เราซาบซึ้งน้ำใจของท่านมาก”

    “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ตั้งหลายครั้ง ครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบแทน...ลาก่อนเจ้า ขอให้ปลอดภัยกับการเดินทาง”

    “ขอบใจมาก...เราจะไม่ลืมน้ำใจของท่านครั้งนี้เลย ...แบร็กกิ้น”

    คณะของเจ้าศุขวงศ์ควบม้าจากไปแล้ว ทิ้งแบร็กกิ้นให้มองตามยิ้มๆ ก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อรู้จากหมอที่มารักษาคนเจ็บเมื่อคืนก่อนว่าคนเจ็บเป็นผู้หญิงที่ไม่น่าใช่สามัญชนธรรมดา

    แบร็กกิ้นพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวของเมืองในแถบนี้ มั่นใจว่าคนเจ็บคนนั้นคือเจ้ามิ่งหล้า ราชเทวีคนใหม่ในกษัตริย์เมืองมัณฑ์ ราชธิดาคนเล็กแห่งเชียงเงิน และน้องสาวคนเดียวของเจ้าแม้นเมือง

    “หลอกเราได้อีกตามเคย...เจ้าศุขวงศ์!”

    การหายตัวไปของเจ้ามิ่งหล้าทำให้ขิ่นแหม่กับเหล่าบริวารสาวๆถูกเจ้านางปัทมสุดาทำโทษอย่างหนัก แต่คงไม่สาหัสเท่าพวกทหารเวรที่ถูกสั่งประหารโทษฐาน ปล่อยนักโทษคนสำคัญ

    เจ้านางข่ายคำไม่รู้เรื่องลูกสาวอาการปางตาย มุ่งหน้า สู่เมืองมัณฑ์ด้วยหัวใจลำพอง มั่นใจว่าจะเจอหนทางที่ดีกว่า และตำแหน่งพระมารดาขององค์ราชเทวีคงไม่ไกล เกินเอื้อม แต่ที่คาดไม่ถึงคือสถานการณ์เมืองมัณฑ์รุนแรงจนเกินควบคุม เหล่าโจรออกปล้นสะดมอย่างหนัก ไม่เว้น แม้แต่ขบวนเจ้านางหลวงแห่งเชียงเงิน!

    เจ้าศุขวงศ์พาเจ้ามิ่งหล้ากลับถึงเชียงพระคำอย่างปลอดภัย เจ้าแม้นเมืองไม่รอช้า อุ้มลูกไปหาทันที สภาพทรุดโทรมของน้องสาวคนเดียวทำให้เจ้าแม้นเมืองถึงกับน้ำตาร่วง สะเทือนใจอย่างหนัก

    “มิ่งหล้า...พี่ขอโทษ อย่าเป็นอะไรนะ เข้มแข็งไว้ น้องต้องอยู่ในที่ที่ควรเป็นของน้องตั้งแต่ต้น ได้ยินไหมมิ่งหล้า เป็นความผิดของพี่คนเดียว เพราะพี่ผิดคำสาบานน้องถึงต้องเป็นอย่างนี้...พี่จะชดใช้ให้น้องทั้งหมดมิ่งหล้า”

    เจ้าศุขวงศ์เฝ้ามองด้วยแววตาอ่อนล้า เหนื่อยเกินกว่า จะอธิบายความตั้งใจของตัวเอง แต่กระนั้นก็ไม่วายขอร้องให้เจ้าแม้นเมืองช่วยเก็บเรื่องการมาถึงของเจ้ามิ่งหล้า เป็นความลับ จนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสม

    “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก จะให้ใครรู้ไม่ได้แม้แต่เจ้าย่า พี่หวังว่าน้องคงจะเข้าใจ มิ่งหล้าได้ชื่อว่าเป็นคนในราชสำนักเมืองมัณฑ์ ภายในเร็ววันนี้หากเมืองมัณฑ์ตกเป็นของอังกฤษก็หมายความว่า...”

    “เชลยสงคราม...น้องข้าเจ้าจะกลายเป็นเชลยสงคราม”

    “อาจมีผลตามมาที่เรายังมองไม่เห็นอีกมาก...เราควรกันไว้ดีกว่าแก้ภายหลัง เจ้าย่ากับบัวผันมาเยี่ยมภูแก้ว แทบทุกวัน พี่คิดว่าต่อให้ปิดบังยังไงก็คงไม่รอดหูรอดตาเจ้าย่าไปได้ พี่คิดว่า...”

    “ข้าเจ้ากับลูกควรจะย้ายไปอยู่เสียที่อื่น...อย่างนั้น ใช่ไหมเจ้า”

    “แค่ชั่วคราวเท่านั้น เอาไว้พี่จะค่อยๆบอก ค่อยๆ อธิบายให้เจ้าย่าเข้าใจเองว่าสถานการณ์กับความจำเป็นเป็นยังไง”

    “ก็สุดแท้แต่เจ้าจะเห็นสมควร...เพราะข้าเจ้ากับลูก ก็ไม่มีความหมายอะไร ยิ่งตอนนี้เจ้าได้มิ่งหล้ากลับมาแล้ว จะไล่ข้าเจ้ากับลูกกลับไปเชียงเงิน เจ้าก็ทำได้ และข้าเจ้า ก็ยินดีจะทำตามคำสั่งเจ้าด้วย”

    ooooooo

    แม้จะเข้าใจเหตุผลของสวามี เจ้าแม้นเมืองก็อดน้อยใจไม่ได้ ต้องระบายกับภูแก้วลูกชายหัวแก้ว หัวแหวน

    “เราสองคนไม่ได้มีความหมายอะไร เป็นแต่ส่วนเกินของพ่อเขาต่างหาก อย่าโกรธน้ามิ่งหล้าเลยนะลูก แม่เป็นฝ่ายผิดเอง ผิดที่แย่งชิงของรักของน้ามิ่งหล้าเขามา ผิดที่ทรยศกับคำสาบานที่ให้ไว้...แม่ขอโทษนะลูก”

    แต่ที่เจ้าแม้นเมืองไม่รู้ คือเจ้าศุขวงศ์ต้องทุกข์ใจไม่ต่างกันที่อธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดจึงต้องเก็บเรื่องเจ้ามิ่งหล้า เป็นความลับ และเธอกับลูกต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น

    “ความรักที่พี่มีต่อน้องไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ความจำเป็นกำลังบีบบังคับเราอยู่ พี่ไม่รู้ว่าเราจะต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้อีกนานแค่ไหน พี่ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ถ้าจำเป็นจะต้องเลือก...ตอนนี้ยังไงเรื่องของบ้านเมืองก็สำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น แล้วสักวัน น้องจะเข้าใจ...”

    เจ้าแม้นเมืองหอบข้าวของพร้อมเจ้าภูแก้วไปอยู่ที่เรือนเจ้าย่าเรือนคำ โดยอ้างกับเจ้าของเรือนว่าเจ้าศุขวงศ์ งานยุ่ง เกรงว่าเสียงร้องของลูกชายจะรบกวนการทำงานของเขา

    เจ้าศุขวงศ์ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับการตัดสินใจของชายาคนสวย แม้จะเป็นห่วงความรู้สึกของเธอ แต่คิดว่าเรื่องบ้านเมืองเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขก่อน อย่างเช่นเวลานี้ที่เมืองมัณฑ์กำลังจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษกับฝรั่งเศส และเชียงเงินก็คงฉวยจังหวะนี้ประกาศตัวเป็นอิสระจากทั้งฝ่ายเมืองมัณฑ์และสยาม

    การคาดการณ์ของเจ้าศุขวงศ์ไม่เกินจริงเลย

    เจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองรอคอยเวลานี้นานแล้ว และเมื่อเมืองมัณฑ์ทำท่าจะแตก เจ้ามิ่งหล้าคงจะหาทางออกมาได้ เช่นเดียวกับเจ้าแม้นเมืองที่จะถูกพาตัวกลับเชียงเงินเพื่อที่ชาติตะวันตกจะได้หาเหตุโจมตีไม่ได้เพราะเชียงเงินเป็นอิสระจากทุกฝ่าย

    สถานการณ์การเมืองในล้านนาตึงเครียดขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับบรรยากาศระหว่างเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมือง แม้จะเจอหน้ากันได้อย่างปกติ แต่มึนตึงไม่พูดคุยหรือหยอกล้อกันเหมือนก่อน

    เจ้าศุขวงศ์หมกมุ่นกับข่าวสารบ้านเมือง ส่วนเจ้าแม้นเมืองก็วุ่นวายกับการดูแลเจ้ามิ่งหล้า แต่เพราะสถานะและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้เจ้ามิ่งหล้า ทำตัวไม่ถูก เจ้าแม้นเมืองเลยเข้าใจว่าท่าทีเมินเฉยนั้นคือยังเคือง

    “พี่รู้ว่าพี่เป็นฝ่ายผิด พี่เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนสับปลับ ไม่รักษาแม้แต่คำสัญญาสาบาน...พี่ยกข้ออ้างเป็นเรื่องบ้านเมือง ทั้งที่ความเป็นจริงคือพี่มีความสุขอยู่ที่นี่ ปล่อยให้น้องไปเผชิญความทุกข์แสนสาหัสที่เมืองมัณฑ์ พูดกับพี่สักคำเถอะมิ่งหล้า จะด่าประณามพี่ยังไงก็ได้ ระบายความทุกข์ในใจออกมาบ้าง เผื่อความเจ็บปวดจะได้ทุเลาลง...”

    เจ้ามิ่งหล้าน้ำตาคลอ ไม่ยอมพูดกับพี่สาว แต่เจ้าแม้นเมืองไม่ทันสังเกต มัวระบายความอึดอัดใจ

    “ความจริงก็คือ...มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยมิ่งหล้า บางวันบางเวลาเท่านั้นที่พี่หลอกตัวเองว่ามีความสุข ทั้งที่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เจ้าศุขวงศ์เปิ้นคิดถึงน้องเป็นห่วงน้องตลอดเวลา ในใจของเปิ้นมีแต่น้องคนเดียว ทำใจให้สบายนะ รักษาเนื้อรักษาตัวให้หาย ที่นี่คือที่ของน้องเพราะหัวใจของน้องอยู่ที่นี่”

    เจ้าแม้นเมืองผละไปแล้ว ทิ้งเจ้ามิ่งหล้าให้มองตามทั้งน้ำตานองหน้า ละอายใจเหลือเกินที่ความทะเยอทะยานของตนทำให้ทุกคนต้องเจอสถานการณ์ลำบากเช่นนี้...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน
    16 ต.ค. 2564

    01:25 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 21:49 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์