ข่าว

วิดีโอ



แรงเงา 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: Anonymous

กำกับการแสดงโดย: ชนินทร ประเสริฐประศาสน์

ผลิตโดย: บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ภูภูมิ พงศ์ภาณุ,เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์

นพนภาตัดสินใจพบจิตแพทย์บำบัดอาการหลงผิดทำร้ายใครต่อใครตามคำแนะนำของศรุต วิทยากรหนุ่มหล่อดีใจมากและเชิญเธอมากินข้าวที่บ้านเพื่อกระชับความสัมพันธ์

บรรยากาศร่มรื่นในบ้านทำให้ศรุตอารมณ์ดี นพนภาเห็นดังนั้นจึงลองถามเรื่องคาใจ “ถามหน่อยเถอะค่ะ...คุณมาช่วยฉันทำไม ฉันไม่มีอะไรดีที่คุณจะมาช่วยฉันสักนิด เจอกันครั้งแรกฉันก็ด่าคุณ ดูถูกคุณสารพัด”

“ก็เพราะคุณสุดขั้วไงครับผมถึงสนใจ”

คำตอบของเขาทำให้นพนภาเลิกคิ้ว ศรุตเข้าใจความสงสัยของเธอจึงขยายความ

“คุณเป็นตัวอย่างของคนที่สุดขั้ว คิดลบ คิดร้าย ทิฐิมานะ อคติ แถมก้าวร้าวใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาอีกต่างหาก ตรงข้ามกับทฤษฎีคิดบวกของผมทุกอย่างจริงๆ...นานๆผมจะเจอคนพิเศษอย่างคุณ”

“นั่นสิคะ...ก็ฉันร้ายขนาดนั้นแล้วคุณมาช่วยฉันทำไม”

ศรุตยิ้มแต่แววตาแอบเจ็บปวดวูบหนึ่ง “คงเพราะ... ผมเคยเป็นอย่างคุณมั้งครับ”

“เคยสุดขั้วอย่างฉัน”

“ครับ...อาจจะมากกว่าคุณด้วยซ้ำ”

ท่าทางที่เปลี่ยนไปของศรุตทำให้นพนภาไม่กล้าถามต่อ กลัวเขาเสียความรู้สึกแล้วจะพานเลิกบำบัดเธอ...

กำหนดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของวีกิจกับมุนินทร์ใกล้เข้ามาทุกที สองสามีภรรยาเจ้าของงานวุ่นวายตกแต่งเรือนหอ ทำห้องลูก โดยมีปราโมทย์เป็นผู้ช่วยเหมือนเคย ส่วนนพนภาก็ควงศรุตไปโน่นมานี่อย่างเปิดเผย เพราะหลังจากไปกินข้าวบ้านเขาและเปิดใจคุยกันเธอก็ขอเขาเดตอย่างเป็นทางการ

พวกรัชนกก็ไม่อยู่เฉย หลังถูกแฉแผนร้ายย่อยยับตอนไปป่วนวันถ่ายภาพของวีกิจกับมุนินทร์ก็วางแผนใหม่ให้พวกมาร์คกับปริมไปก่อเรื่องฉาวในงานเลี้ยงฉลองที่จะมาถึง แทนไทซึ่งแอบฟังและสังเกตการณ์ผ่านกล้องตัวจิ๋วบนไม้แขวนเสื้อที่ซื้อจากต้องไม่รอช้ารีบบอกพวกมุนินทร์ให้เตรียมตั้งรับ...

ooooooo

และแล้วงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของวีกิจกับมุนินทร์ก็มาถึง เจ้าบ่าวเจ้าสาวง่วนรับแขกโดยมีลูกศรกับปราโมทย์คอยช่วยในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว สร้อยคำ พิณและแปลกยิ้มหน้าบานด้วยความสุขใจตามประสาพ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว ตรงข้ามกับแทนไทที่หน้าเครียดเพราะกลัวพวกมาร์คก่อเรื่อง

ต้องมางานเลี้ยงด้วย เห็นแทนไทก็อดเข้าทักทายไม่ได้ เพราะประทับใจความหล่อ หนุ่มเนิร์ดเลยได้รู้อย่างเป็นทางการว่าเธอไม่ใช่แค่แม่ค้าออนไลน์แต่เป็นหลานสาวคนโตของวีกิจด้วย

พวกมาร์คมาถึงงานเลี้ยงไม่นานหลังจากนั้น แทนไทจับตาอยู่แล้วและขอร้องให้ต้องช่วยติดเครื่องส่งสัญญาณตัวเล็กๆให้พวกมาร์คป้องกันไม่ให้ก่อเรื่อง ต้องยินดีช่วยเพราะอยากทำคะแนนกับหนุ่มเนิร์ด แต่แทนไทกลับไม่ได้สนใจมัวตั้งใจฟังสิ่งที่พวกมาร์คพูดคุยกันผ่านเครื่องส่งสัญญาณตัวเล็กๆ

ปริมก็อัญเชิญตัวเองมาร่วมงานนี้ตามแผนของรัชนกที่หวังฉีกหน้าวีกิจกับมุนินทร์กลางงาน ข้าราชการสาวแสร้งทำสำนึกผิดจนไม่มีใครถือสา ก่อนจะแอบไปนัดแนะพวกมาร์คเพื่อดำเนินการป่วนตามแผนขั้นต่อไป

งานเลี้ยงฉลองดำเนินไปเรื่อยๆกระทั่งถึงพิธีการบนเวที อรพิมกับทิพอาภารับหน้าที่เป็นพิธีกร เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกเชิญขึ้นมาตอบคำถามเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากแขกเหรื่อ วีกิจปลื้มมากและไม่ลังเลจะบอกความในใจเกี่ยวกับความรักที่เขามีต่อมุนินทร์

“ที่เขาบอกกันว่ารักแท้ต้องพิสูจน์ด้วยกาลเวลา ตอนนี้ความรักของผมพิสูจน์แล้วว่าห้าปีที่ผ่านมาผมรักนินเพิ่มขึ้นทุกปี และยืนยันครับว่าหลังแต่งจะรักยิ่งๆขึ้นไปอีกเพราะ...ความรักของเราไม่มีวันหมดอายุครับ”

คำกล่าวของเจ้าบ่าวเรียกเสียงปรบมือได้อย่าง ล้นหลาม สองสาวพิธีกรรีบหันหาเจ้าสาวบ้าง มุนินทร์นิ่งคิดชั่วอึดใจก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น “สำหรับนิน...รักมีวันหมดอายุค่ะ”

ทุกคนชะงัก อ้าปากค้างกับคำกล่าวของเจ้าสาว มุนินทร์เห็นสีหน้าแขกก็ลอบถอนใจเบาๆ แล้วเอ่ยทีเล่นทีจริง

“รักหมดอายุแน่ค่ะถ้าเมื่อไหร่ฉันพบว่า...คุณซ่อนเบอร์โทร.ผู้หญิงอื่นในมือถือ”

พูดพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เจ้าบ่าว แขกเหรื่อเปลี่ยนมาหัวเราะเพราะชอบใจคำกล่าวของเจ้าสาว วีกิจก็ปลื้มใจมากและถือโอกาสดึงมุนินทร์มาหอมแก้มฟอดใหญ่

พวกมาร์คกับปริมทนดูภาพรักหวานชื่นไม่ไหวกระโจนขึ้นเวทีโดยไม่มีใครเชิญ อรพิมกับทิพอาภาถูกเบียดให้ลงจากเวทีก่อนที่มาร์คจะแย่งไมค์มาพูดอวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาว

“ผมมาร์คัส...ในฐานะเพื่อนร่วมงานที่รักน้องนินที่สุด...ขอแสดงความยินดีด้วยอ้อมกอดแข็งแรงของพี่ชายคนนี้ครับ”

ส่วนปริมก็รออยู่แล้ว ขยับตัวเข้าหาวีกิจเจ้าบ่าวที่เธอหลงรักมาตลอดแล้วอวยพร “ปริมเป็นเพื่อนร่วมกระทรวงคุณกิจ ทั้งรักทั้งห่วงและหวงมานานก่อนเจ้าสาวอีกนะ...จูบนี้ปริมขอมอบให้คนเคย...รักกันนะคะ”

วีกิจเบี่ยงตัวหนีไม่ยอมให้ปริมจูบ มาร์คเห็นบรรยากาศเริ่มอึมครึมก็สะใจ ไล่เจ้าบ่าวเจ้าสาวรวมทั้งสองพิธีกรลงจากเวทีแบบเนียนๆก่อนเปิดมินิคอนเสิร์ตกับปริมเพื่อป่วนงาน

มุนินทร์ถอนใจเหนื่อยหน่ายกับวีรกรรมของมาร์คกับปริม แต่ไม่แปลกใจเพราะแทนไทเคยเตือนแล้วว่ารัชนกคงไม่ยอมจบแค่นี้และอาจส่งพวกมาร์คมาก่อกวน แล้วก็เป็นเรื่องจนได้เมื่อมีแขกคนสำคัญปรากฏตัวหลังจากนั้น...นพนภากับศรุตนั่นเองที่ควงกันมาแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว!

ooooooo

นพนภาอดประหม่าไม่ได้ สีหน้าเป็นกังวลจนศรุตที่มาร่วมงานเป็นเพื่อนต้องปลอบให้ใจเย็นๆ ก่อนช่วยเปิดบทสนทนาเพื่อคลี่คลายบรรยากาศให้

“สวัสดีครับ...ขอแสดงความยินดีกับบ่าวสาวด้วยครับ”

วีกิจไม่ไว้ใจนพนภา โพล่งไม่ไว้หน้า

“แน่เหรอครับ บอกเจตนามาก่อนครับว่าอาต้องการอะไร ไม่อย่างนั้นผมขอเชิญกลับไปเดี๋ยวนี้เลย”

“อย่าเพิ่งไล่ อาไม่ได้มาร้าย อามาดี อยากมาอวยพรให้เธอกับมุนินทร์”

“จะให้ผมเชื่อเหรอครับ สิ่งที่น่าเชื่อที่สุดตอนนี้ก็คืออาพกปืนมากราดยิงคนในงานรึเปล่า”

“ค้นตัวได้เลยจ้ะ อามาแสดงความยินดีกับเธอจริงๆ”

ศรุตเห็นท่าไม่ดีช่วยนพนภาพูด “คราวนี้ไม่มีอาวุธร้ายอะไรทั้งนั้น ผมยืนยันได้ คุณนพนภาขอให้ผมเป็นเพื่อนพาเข้างานแต่งของคุณเพื่อยืนยันความปรารถนาดีของเธอครับ”

แม้ศรุตจะยืนยันแต่ไม่มีใครเชื่อเพราะวีรกรรมล่าสุดของนพนภายังติดตา สร้อยคำ พิณและแปลกช่วยกันขอร้องให้นพนภาออกจากงานเพราะไม่อยากให้มีเรื่องอื้อฉาวอีก วีกิจก็ยืนกรานไม่ให้อาสาวร่วมงาน ศรุตสงสารนพนภามากหันไปขอความเห็นใจจากมุนินทร์

มุนินทร์ลำบากใจ แต่เห็นแววตาจริงใจของศรุตจึงยอมให้โอกาสนพนภา นพนภาดีใจมากไม่รอช้าบอกเจตนาการมาร่วมงานครั้งนี้

“คุณพ่อคุณแม่...พี่สร้อยคะ...หนูขอโทษที่ทำผิดไปทั้งหมด เข้าใจผิดมุนินทร์อย่างไม่น่าให้อภัย มันเป็นความโง่ ความเขลา ความหลงผิดของหนูเอง”

คำขอโทษจากปากนพนภาทำให้ทุกคนอึ้ง โดยเฉพาะมุนินทร์ที่อ้าปากค้าง

นพนภาเห็นดังนั้นก็เข้าใจดี รีบบอกสิ่งที่คิดมานาน “มุนินทร์...ฉันเชื่อที่เธอพูดทุกอย่าง เรากำลังถูกมือที่สามมันเสี้ยมให้เราเกลียดกัน ให้ทำสงครามน้ำเน่าเมียน้อยเมียหลวง...ฉันเชื่อเธอแล้ว”

“คุณเชื่อจากอะไรคะ อะไรทำให้คุณเปลี่ยนความคิด”

“มีคนเตือนฉันอยู่ตลอดแต่ฉันมันขาดสติเอง จนกระทั่งได้เห็นหลักฐานจากคุณศรุตที่ยืนยันได้ว่าพวกมือที่สามมันสมคบคิดกันจริงๆฉันถึงคิดได้ ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว...อภัยให้ฉันเถอะนะ”

จบคำก็ยกมือไหว้ขอโทษทุกคน ท่าทางสงบเสงี่ยมและสำนึกผิดจนมุนินทร์อดใจอ่อนไม่ได้

“ถ้าคุณพูดจริงอย่างที่ว่า...ฉันก็ให้อภัยคุณค่ะ”

“ฉันต้องการเท่านี้แหละ ขอให้เธอกับวีกิจมีชีวิตสมรสที่มีความสุขตลอดไป”

อวยพรเสร็จก็จะกลับ ศรุตรั้งไว้เพราะรู้ว่าเธอมีบางสิ่งที่ไม่ยอมพูด มุนินทร์เห็นดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้นพนภาอีกครั้งเพื่อบอกสิ่งที่ค้างคาใจ นพนภาจึงขอกลับไปเป็นครอบครัวเดียวกันรวมทั้งทำหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายสู่ขอมุนินทร์ให้วีกิจอย่างเป็นทางการตามที่ตั้งใจแต่แรก

พิณตาวาวเมื่อคิดถึงจำนวนเงินสินสอดหลักล้านที่เคยขอ แต่มุนินทร์ก็ตัดบทโดยไม่เอ่ยถึงสินสอด

“ไม่มีปัญหาค่ะ...เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน... เหมือนเดิม”

นพนภาตื้นตันใจมาก วีกิจเห็นอาสาวสำนึกผิดจึงเอ่ยปากเชิญให้อยู่ร่วมงานจนจบและกล่าวอวยพรบ่าวสาวต่อหน้าแขกเหรื่อ อรพิมกับทิพอาภาทำหน้าที่พิธีกรและเชิญนพนภาขึ้นเวที

เสียงปรบมือเรียกกำลังใจให้นพนภา “ขอบคุณค่ะที่ให้เกียรติและให้โอกาสดิฉันอีกครั้ง และครั้งนี้ดิฉันคิดว่าจะไม่ทำพลาดอีกเพราะงานแต่งงานของบ่าวสาววันนี้เป็นวันสำคัญของตระกูลของเรา...วันที่เราได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่ครอบครัว...สะใภ้คนใหม่...มุนินทร์...อาขอต้อนรับสู่อภิบาลบดินทร์จ้ะ”

ooooooo

บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองดำเนินอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น แขกเหรื่อดื่มด่ำกับความรักแสนหวานจนวีกิจเกือบวางใจว่าพวกมาร์คจะไม่ก่อเรื่อง แต่มุนินทร์ยังระแวงเพราะรู้จักนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของรัชนกดีว่าคงไม่จบแค่นี้

แล้วก็จริงตามที่มุนินทร์คาด ระหว่างที่แขกเหรื่อสนุกสนานกับงานเลี้ยงและการรับประทานเค้กงานแต่ง มาร์คกับปริมก็ออกมาเต้นรำกลางงานพร้อมโชว์นายแบบเปลือยท่อนบน

วีกิจกับมุนินทร์ รวมทั้งคณะเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวงุนงงมากเพราะไม่มีในกำหนดการ นพนภาก็ตะลึงไม่ต่างกันก่อนเบิกตาโพลงเมื่อนึกได้ว่าเคยเห็นโชว์นี้เมื่อสี่ปีก่อน

“ใช่แล้ว...คืนนั้นที่อาเผชิญหน้ากับหนูกับคุณภพ”

“ค่ะ...คืนที่เราถอดหน้ากากและสงครามเมียน้อยเมียหลวงกำลังใกล้จะระเบิด”

มุนินทร์ก็จำได้เพราะเหตุการณ์คืนนั้นจบไม่สวย แถมเป็นคืนที่ทำให้วีกิจเข้าใจเธอผิดใหญ่โต นพนภาสะเทือนใจมาก กวาดตามองรอบๆหาตัวคนบงการอย่างรัชนกแต่ก็ไม่เห็น

“มันต้องการอะไร จัดฉากแบบนี้ขึ้นมาทำไม”

“เน้นย้ำว่าสงครามระหว่างเรายังไม่จบมังคะ... เดี๋ยวมันคงเฉลย”

ในที่สุดคำเฉลยก็มาถึง ตัวบงการงานโชว์ที่แท้จริงอย่างรัชนกปรากฏตัวในชุดราตรีกรุยกรายควงประพงษ์และศักดิ์ชายเหมือนเคย รัชนกเดินมาประจันหน้ามุนินทร์ด้วยท่วงท่าถือดีและท้าทาย

“ขอตอบข้อสงสัยของทุกคนนะคะว่านกมาทำอะไรงานนี้ นกมาแสดงความยินดีให้กับบ่าวสาวไงคะ”

“ยังใช้มุกเดิม เหตุผลเดิมๆ เก็บความหวังดีของเธอไว้เถอะ ที่เธอทำลายชีวิตฉันกับคุณนพนภามาตลอดสองสามเดือนมานี่ฉันถือว่าเธอแสดงเจตนาชัดเจนแล้ว”

วีกิจเห็นท่าไม่ดีไล่รัชนกออกจากงาน แต่มุนินทร์รั้งไว้เพราะคิดว่ารัชนกคงไม่ยอมจบหากไม่ได้พูดสิ่งที่เตรียมมา รัชนกเหยียดยิ้มเย็นก่อนแสร้งตีหน้าเศร้าเหมือนรู้สึกผิด

“ขอบคุณค่ะที่ยังอยากฟังคนโรคจิตอย่างนก สิ่งแรกที่นกจะพูดก่อนก็คือ...นกแพ้แล้วค่ะ”

จบประโยคพร้อมเสียงฮือฮาจากแขกเหรื่อ วีกิจกับมุนินทร์ก็มองหน้ากันแบบไม่อยากเชื่อหู ก่อนจะตัวสั่นด้วยความโกรธจัดเมื่อได้ยินประโยคขยายความของรัชนก

“นกยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้อย่างดุษณี คงเพราะนกไม่เชื่อในรักแท้มั้งคะเลยลองทดสอบพี่กิจกับพี่นินว่าถ้าเกิดอุปสรรคขัดขวางความรักอย่างหนักหนาสาหัสทั้งสองคนจะยังรักกันอยู่ไหม แล้วในที่สุดทั้งคู่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าคือรักแท้จริงๆ รักกันมั่นคงยิ่งกว่าเดิมจนมีวันนี้...วันที่ได้แต่งงานกันอย่างสมรัก นกเชื่อแล้วค่ะว่ารักของคุณสองคนไม่มีวันหมดอายุ...ขอปรบมือให้อย่างบริสุทธิ์ใจค่ะ”

รัชนกนำร่องให้แขกเหรื่อตบมือแต่ไม่มีใครทำตาม นพนภาโมโหแทนหลานชายกับหลานสะใภ้โพล่งเสียงเข้ม

“บริสุทธิ์ใจเหรอ...กล้าพูดนะ เธอมีสิทธิ์อะไรเหรอถึงมาทดสอบความรักของเขา เธอทำเหมือนกับว่าเขาสองคนเป็นของเล่นของเธอที่จะปั่นหัวไปทางไหนก็ได้ อ้อ...ไม่ใช่เขาสองคน...แม้แต่ฉันด้วย”

“ก็นี่ไงคะ...นกถึงมาแสดงความยินดีกับพวกคุณที่ยังครองสติอยู่ได้ ยังใช้ปัญญาใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ถึงแม้คุณนพนภาจะขาดสติสตังอยู่พักใหญ่”

ถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางของรัชนกทำให้นพนภาเดือดพล่าน กำไม้เท้าของตัวแน่นจนศรุตอดระแวงไม่ได้กลัวเธอก่อเรื่อง รัชนกไม่สะทกสะท้านส่งยิ้มยั่วให้นพนภาก่อนอวยพรบ่าวสาวทิ้งท้าย

“ขอให้มีความสุขกับความรักที่ไม่มีวันหมดอายุของคุณทั้งคู่นะคะ...ลาค่ะ”

นพนภาไม่ยอม รั้งไว้ “เดี๋ยว...ยังไปไม่ได้ เพราะคดีที่เธอทำไว้มันยังไม่ได้รับการชำระ”

“ยังไงคะคุณนพนภา”

“ก็สิ่งที่เธอทำกับพวกเราเหมือนพวกเราเป็นของเล่นน่ะสิ แต่บังเอิญพวกเราเป็นคน มีหัวจิตหัวใจ เพราะฉะนั้นฉันมีสิทธิ์ทวงคืนบาดแผลที่พวกแกก่อไว้กับฉัน คนในครอบครัวของฉัน โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กของฉันที่พวกแกทำร้ายเด็กอย่างให้อภัยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ...ฉันขอคืน!”

ขาดคำก็เงื้อมือจะฟาดไม้เท้าใส่รัชนก ประพงษ์กับศักดิ์ชายต้องยึดมือไว้ พร้อมกับที่มุนินทร์ วีกิจและศรุตถลามาปกป้องนพนภา ปราโมทย์กับลูกศรก็มายืนข้างนพนภาด้วย ก่อนที่เหตุการณ์จะชุลมุนเมื่อวีกิจเปิดศึกต่อยศักดิ์ชาย

ปราโมทย์จะช่วยเพื่อนเลยมีเรื่องชกต่อยกับประพงษ์ นพนภาไม่สนใจใครย่างสามขุมหารัชนกที่ถอยกรูด

“ทีอย่างนี้มาทำกลัว รู้รสชาติของการถูกทำร้ายบ้างนะ...นังโรคจิต!”

นพนภาตบหน้ารัชนกฉาดใหญ่ ก่อนส่งไม้ให้มุนินทร์เล่นงานต่อ

“นั่นสำหรับลูกสาวอานภา แต่นี่สำหรับฉันที่ถูกแกทำร้ายมาโดยตลอด”

รัชนกหน้าซีด กรีดร้องขอความเห็นใจ “พี่นิน... อย่าตบนกเลย นกขอค่ะ...เพิ่งไปร้อยไหมมาค่ะ”

“อ้อ...คงเพิ่งร้อยไหมหนังหน้ามาใช่ไหม ได้...งั้นแบบนี้ก็แล้วกัน”

มุนินทร์ทำตามขอ จิกผมรัชนกจิ้มเค้กแต่งงานของตน เสียงกรี๊ดของรัชนกเรียกประพงษ์ให้ละมือจากปราโมทย์ก่อนจะชะงัก เมื่อต้องถลามาขวางพร้อมมีดในมือ

“เข้ามาฉันจิ้มแกแน่...ไอ้สารเลว!”

แทนไทมองคนโน้นคนนี้งงๆ โดยเฉพาะต้องหลานสาววีกิจที่ท่าทางโหดเหี้ยมเอาจริงกว่าที่เขาเคยเห็น วีกิจกับมุนินทร์ไม่ยี่หระสภาพงานของตนช่วยกันไล่พวกรัชนกออกจากงานจนวุ่นวายไปหมด ศรุตกวาดตามองบรรยากาศรอบตัวงงๆพลางพูดกับนพนภาที่ยืนหอบไม่ไกลกันนั้น

“แน่ใจนะครับว่านี่คืองานแต่งงาน”

“นั่นสิคะ...หรือจะเรียกว่างานล้างบางก็ได้นะ”

“เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ”

ooooooo

กว่างานเลี้ยงฉลองอันแสนชุลมุนจะจบ เจ้าบ่าวเจ้าสาวหมาดๆก็แทบหมดแรง วีกิจพามุนินทร์กลับไปนอนที่เรือนหอ สีหน้าระรื่นและสะใจไม่เหมือนคนที่งานแต่งโดนถล่มแม้แต่น้อย

“ตกลงมันเป็นการแต่งงานใช่ไหมเนี่ยคุณกิจ”

“มันคือการแต่งงานครับ...แต่เป็นงานแต่งงานที่ดุเด็ดเผ็ดมันที่สุด”

สองสามีภรรยาหัวเราะให้กันก่อนที่มุนินทร์จะเอ่ยถึงนพนภา

“ไม่นึกเลยนะคะว่าเรื่องจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้”

“อานภากลับมาญาติดีกับเราเหมือนเดิม”

“ฉันไม่ต้องกลัวเธออีกแล้วนะ”

“นิน...ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว ยัยรัชนกคงทำอย่างที่บอก เธอยอมแพ้ไม่มายุ่งกับชีวิตพวกเราอีกแล้ว”

“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ”

“งั้นเราก็เข้านอนได้แล้วล่ะ...พรุ่งนี้ต้องไปเพชรบูรณ์แต่เช้า”

วีกิจพามุนินทร์เข้าหออย่างสุขสมกระทั่งเช้าตรู่จึงปลุกเธอไปเพชรบูรณ์เพื่อเยี่ยมหลุมศพมุตตา สองสามีภรรยาไม่ได้แวะบ้านพิณกับแปลกแต่ตรงไปสุสานเลย

มุนินทร์วางดอกไม้หน้าที่เก็บอัฐิของมุตตาน้องสาวฝาแฝด สีหน้ามีความสุขตามประสาคนเพิ่งแต่งงาน

“ตา...พี่แต่งงานกับคุณกิจแล้วนะ ทุกอย่างลงเอยด้วยดี เป็นกำลังใจให้พี่ด้วยนะ”

วีกิจยืนยิ้มข้างๆก่อนชวนกลับเพราะต้องจัดกระเป๋าไปฮันนีมูนในอีกไม่กี่วัน มุนินทร์ยอมกลับแต่โดยดีกระนั้นก็ไม่วายแวะนั่งเล่นกลางทางชมสวนดอกไม้

สองสามีภรรยาพูดคุยเรื่องแผนฮันนีมูนเงียบๆ ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อจู่ๆมีเด็กชายตัวเล็กวิ่งมาหา มุนินทร์ชอบเด็กเป็นทุนเห็นอีกฝ่ายทำท่าเอียงอายเลยขอกอดด้วยความมันเขี้ยว วีกิจมองภาพนั้นด้วยแววตาตื่นตะลึงปนเอ็นดู

“เป็นอะไรคะ ทำไมมองฉันแบบนั้น”

“เพิ่งเห็นวันนี้ที่คุณ...รักเด็ก”

“คุณกิจ...ฉันก็รักเด็กนะคะ เอ๊ะ...คุณนี่...เห็นฉันเป็นนางยักษ์นางมารรึไง”

“เขาวิ่งมาหาคุณเลยนะ เหมือนรู้จักคุณอย่างนั้นแหละ”

“นั่นสิคะ...เรารู้จักกันมาก่อนใช่มะ หนูถึงวิ่งมาหา ลูกเต้าเหล่าใครเอ่ย”

เด็กชายไม่ทันอ้าปากก็มีเสียงตอบแทน รินลดา เพื่อนสาวในหมู่บ้านของมุนินทร์นั่นเอง มุนินทร์อึ้งมาก จำได้ดีว่าตนเคยช่วยเพื่อนคนนี้ไม่ให้กระโดดน้ำฆ่าตัวตายเพราะท้องไม่มีพ่อเมื่อหลายปีก่อน

วีกิจเห็นเพื่อนเก่าได้เจอกันอีกครั้งจึงปล่อยให้คุยกันจะได้หายคิดถึง ส่วนตัวเองอุ้มต้นธารหรือเด็กชายตัวน้อยที่กอดหอมกับมุนินทร์ไปเล่นไม่ไกลกันนั้น มุนินทร์เห็นดังนั้นเลยถือโอกาสถามสารทุกข์สุกดิบของรินลดา

“เราก็ค้าขายอยู่ที่นี่แหละ รายได้ก็พอเลี้ยงตัว”

“สุขภาพเป็นยังไง”

“เหมือนที่นินว่านั่นแหละ เรารักษาสุขภาพอย่างดี ทานยาก็อยู่ได้ แต่สำคัญที่สุดลูกเราแข็งแรงปกติดีทุกอย่างไม่ได้ติดเชื้อจากแม่อย่างที่เราคิด”

“ดีใจด้วยที่รินกลับมาสู้ได้อีก...แล้วรินก็ชนะ”

“ขอบคุณนินมาก...ถ้านินไม่ช่วยเราที่บึงน้ำวันนั้นเรากับลูกคงไม่มีวันนี้”

รินลดาส่งยิ้มให้มุนินทร์ก่อนเอ่ยถึงที่มาของชื่อลูกชายคนเดียว

“เราถึงตั้งชื่อลูกว่าต้นธาร...เพราะเขารอดมาจากบึงน้ำวันนั้น...วันที่แม่ของเขาสิ้นคิดเหลือเกิน”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิริน...ชีวิตมันเหมือนเหรียญสองด้านนั่นแหละ อยู่ที่เราจะเลือกด้านที่คว่ำหรือด้านที่หงาย เห็นไหมเมื่อเรามีหวังกับมัน...เราสู้ เราเชื่อว่าเราทำได้ ทุกอย่างก็เป็นของเรา”

“จ้ะ...ได้ข่าวว่าแต่งกับคุณกิจแล้ว ดีใจด้วยนะ... ยินดีด้วยนะคะคุณวีกิจ”

วีกิจได้ยินคำอวยพรก็หันไปยิ้มรับ รินลดาเห็นลูกชายเข้ากับสองสามีภรรยาได้ดีเลยตัดสินใจฝากไว้เพราะตัวเองต้องกลับไปดูร้านขายของ มุนินทร์รับคำด้วยความเต็มใจ วีกิจก็ยินดีไม่ต่างกัน ยิ้มกว้างให้ต้นธาร

“น่ารักจริงๆ นินครับ...อยากมีตัวเล็กแบบนี้แล้วล่ะ จะฟัดทั้งวันเลย”

“คุณกิจ...ให้เวลาภรรยาบ้างสิคะ”

“ไม่รู้ล่ะ...แต่ตอนนี้จะฟัดภรรยาทั้งวันเหมือนกัน ด่านไหนก็เอาไม่อยู่เพราะจะเอาลูกแล้ว”

ต้นธารไม่รู้เรื่องแต่หัวเราะเมื่อเห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของสามีภรรยาแปลกหน้าที่รู้สึกไว้ใจ อย่างบอกไม่ถูก มุนินทร์เห็นดังนั้นก็เขิน เอ็ดวีกิจเสียงเขียว

“เด็กได้ยินแล้ว...ทะลึ่ง!”

“น้องเขาคงรู้นะว่าคุณช่วยชีวิตเขาไว้”

“หืม...จะรู้ได้ยังไงตัวแค่นี้”

“ผมว่าเด็กมีสัญชาตญาณเร้นลับที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราลืมเลือนไปหมดแล้ว ผมว่าเขารู้เขาถึงเดินมาหาคุณ”

“คุณกิจ...ฉันขนลุกเลย เขารู้อะไรคะ”

“รู้ว่าคุณให้กำเนิดเขาอีกครั้งไง เปรียบไปคุณก็เหมือนแม่น้องต้นธารแล้วนะ”

“คุณเพ้อแล้วล่ะค่ะ”

“ไม่เพ้อครับ ให้กำเนิดชีวิตใหม่ให้เขาไง เห็นไหมในเรื่องร้ายๆคุณก็ยังสร้างสิ่งงดงามขึ้นมาได้ ชีวิตเหมือนเหรียญสองด้าน...คุณคือด้านที่สว่างที่สุดของผม”

ooooooo

ขณะที่ชีวิตคู่ของวีกิจกับมุนินทร์เริ่มต้นด้วยความสุข ชะตากรรมของฤทัยตกต่ำอย่างหนักเพราะหนีเกษมไม่พ้นถูกหลอกให้จนมุมในบ้านเช่าแห่งหนึ่ง ป้างถูกสมุนของเกษมซ้อมปางตาย ฤทัยกลัวมากถดตัวหนีแต่ไปได้ไม่ไกลก็ถูกเกษมกระชากตัวมากอดพร้อมถกเสื้อให้เห็นแผลเป็นที่สีข้าง

“นี่...ดูซะ...รอยแผลที่หนูฝากไว้ให้พ่อ ตอนนี้พ่อต้องขอคืนบ้างละ”

สมุนของเกษมไม่รอช้าซ้อมป้างจนฤทัยหน้าเสีย ร้องไห้ขอร้องพ่อเลี้ยงใจทราม

“หนูยอมแล้ว...หนูยอมทุกอย่างแล้ว”

“มันต้องอย่างนั้น...”

วันเดียวกันที่บ้านนพนภา ศรุตมาเป็นแขกประจำอย่างที่เคยในระยะหลัง สร้อยคำแวะมาคุยด้วย นพนภาเลยถือโอกาสชวนอีกฝ่ายให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน สร้อยคำยังไม่ได้ให้คำตอบแต่นพนภาฝันไปไกลว่าการย้ายมาของสร้อยคำจะทำให้บรรยากาศในบ้านและบนโต๊ะอาหารดีขึ้นเพราะอีกฝ่ายทำอาหารเก่ง

ศรุตได้ยินชื่อตัวเองเพราะนพนภาอยากให้เขาได้ชิมฝีมือสร้อยคำด้วยก็อดเย้าไม่ได้

“ว้าว...พูดเหมือนคุณนภาจะเชิญผมมาเป็นแขกประจำที่นี่”

“ไม่ใช่แขกค่ะ...เป็นสมาชิกประจำที่นี่เลยต่างหาก อย่าลืมสิคะฉันยังเป็นเคสที่รับการบำบัดจากคุณอยู่”

“โอ...ไม่ต้องแล้วมังครับ คุณมีความสุขกับชีวิตแล้ว ผมไม่จำเป็นอีกแล้ว”

“ยังค่ะ...ปัญหาของฉันน่ะมันไม่จบแค่นี้หรอก ยังต้องได้รับการเยียวยาอีกเยอะ”

พูดพลางส่งสายตาอย่างมีความหมายให้ศรุต ต่อทนฟังไม่ไหวโพล่งเสียงห้วน

“แม่ครับ...แม่เป็นปกติดีแล้ว เชื่อคุณศรุตเถอะครับ ผมดูแลแม่ได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนอื่น”

นพนภาฉุนกึก หันไปดุลูกชาย “ต่อ...ทำไมพูดอย่างนั้น”

“ไม่จำเป็นต้องมีคนนอกมายุ่งในบ้านเรา แล้วถ้าแม่ต้องการอย่างนั้นแม่ก็ควรบอกพ่อก่อน”

“ต่อ...พูดอะไรน่ะ ขอโทษคุณศรุตเดี๋ยวนี้!”

จนแล้วจนรอดต่อก็ไม่ขอโทษแถมลุกหนีดื้อๆ นพนภาจะตามแต่ศรุตรั้งไว้เพราะไม่ถือสา เข้าใจความรู้สึกของต่อด้วยซ้ำที่หวงแม่แทนพ่อ ต้องมองท่าทางแม่แล้วถอนใจเหนื่อยหน่าย ไม่ชอบใจนักแต่เคารพสิทธิ์ของแม่ให้เลือกทางเดินชีวิตเอง เพราะตัวเองก็อยากมีอิสระทำตามความต้องการของหัวใจเช่นกัน...

ooooooo

วีกิจง่วงมากระหว่างทางกลับจากเพชรบูรณ์ มุนินทร์จึงอาสาขับรถให้แทน สองสามีภรรยาอารมณ์ดีมาก ฝันหวานถึงทริปฮันนีมูนที่จะมาถึงโดยไม่รู้เลยว่าภัยร้ายจะมาถึงตัว...

ฤทัยโดนเกษมพ่อเลี้ยงใจทรามข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้องร้างข้างปั๊มน้ำมัน ป้างที่ถูกซ้อมจนน่วมขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นอนฟังเสียงกรีดร้องปนร้องไห้ของเพื่อนสาวด้วยความช้ำและแค้นใจแทบกระอัก

เกษมสุขสมมาก ทั้งเพราะได้เจอลูกเลี้ยงสาวและจะได้ทำตามแผนที่มีใครบางคนสั่งมา ฤทัยหมดแรงเพราะโดนทำร้ายแต่ยังรวบรวมแรงขอให้ปล่อยตัวเองกับป้าง เกษมแสยะยิ้ม ยื่นข้อเสนอให้ทำงานบางอย่าง แลกกับอิสระ

มุนินทร์ขับรถไปตามทางที่ค่อนข้างมืด แม้จะคุ้นเคยเพราะขับไปกลับมาแล้วหลายรอบ กระนั้นเมื่อฝนตกหนักก็ทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี แล้วก็เป็นเรื่องจนได้เมื่อเธอหักหลบข้างทางเพราะมีใครบางคนกระโจนมายืนกลางถนน!

ฤทัยนั่นเองที่ไม่อยากตกเป็นเบี้ยล่างเกษม ฉวยจังหวะตอนเขาเผลอคว้าท่อนฟืนใกล้มือฟาดหัวเขาอย่างแรงก่อนวิ่งหนีไปขวางทางรถของมุนินทร์

วีกิจสะดุ้งตื่น ตกใจไม่แพ้ภรรยาแต่ยังมีสติสั่งให้เธออยู่ในรถ ส่วนตัวเองไปดูหญิงสาวผู้โชคร้าย แต่มุนินทร์ทนความรู้สึกผิดไม่ไหวตามลงไปดูด้วย

หญิงสาวผู้โชคร้ายมีรูปร่างบอบบาง เห็นได้ชัดว่าไม่โดนชนแต่คงหมดสติเพราะตกใจ มุนินทร์สงสารมากจับมือหญิงสาวผู้โชคร้าย ฤทัยรู้สึกตัวเลือนรางเหมือนมีคนเรียกแต่ขยับตัวไม่ได้ ได้แต่พึมพำขอร้องให้ช่วย

มุนินทร์กับวีกิจตัดสินใจพาหญิงสาวผู้โชคร้ายส่งโรงพยาบาล อาการน่าเป็นห่วงไม่น้อยแต่ไม่ถึงแก่ชีวิตเพราะไม่โดนชน กระนั้นมุนินทร์ก็ยังรู้สึกผิดนั่งเฝ้าตลอดคืน วีกิจเห็นท่าภรรยาก็กลัวใจโพล่งถาม

“นิน...นี่หมายความว่าเราต้องงดการเดินทางใช่ไหม”

“กิจคะ...เราต้องอยู่ดูคนไข้นะ ตอนนี้ไม่มีอะไรในตัวเด็กที่จะรู้ประวัติหรือติดต่อคนรู้จักได้เลยถ้าน้องรู้สึกตัวเราจะได้ทำทุกอย่างตามกฎหมาย จ่ายค่ารักษาพยาบาล จ่ายค่าทำขวัญแล้วก็ตามหาญาติ”

“เข้าใจครับ...ผมถามให้แน่ใจจะได้ให้เพื่อนเจ้าโมทย์มันเลื่อนทริปให้ไง”

“ขอบคุณค่ะกิจ”

วีกิจยิ้มเจื่อน ดึงตัวภรรยามากอดก่อนพึมพำเบาๆ “เฮ้อ...นี่ไม่ใช่การแต่งงานแบบที่เราคิดเลยนะ”

มุนินทร์ใจหายวาบ เจ็บแปลบขึ้นมากับคำพูดพึมพำของเขา แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่าเขาไม่ตั้งใจแต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ตามประสาคนที่ผ่านอะไรมาเยอะกว่าจะมีงานแต่ง...

ooooooo

อาการทางกายของหญิงสาวผู้โชคร้ายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่อาการทางจิตกลับน่าเป็นกังวลจนมุนินทร์ที่รู้สึกผิดไม่หายตัดสินใจย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ วีกิจยอมเลื่อนทริปฮันนีมูนให้ อดเหนื่อยใจไม่ได้เพราะภรรยาไม่ยอมกลับบ้านปักหลักเฝ้าเด็กสาวที่โรงพยาบาลหลายวันติดต่อกัน

ปราโมทย์แวะมาเยี่ยมวีกิจเพื่อแจ้งข่าวการเลื่อนทริป วีกิจเลยถือโอกาสระบายความอึดอัดใจ

“เด็กจำอะไรไม่ได้เลย นินเขายิ่งเป็นห่วงใหญ่”

“เลยต้องรับเป็นเจ้าของไข้...ต้องรับผิดชอบอะไรขนาดนี้วะ เด็กนั่นวิ่งตัดหน้ามาเอง เด็กนั่นน่ะผิดเต็มประตูนะ”

“นินเขาไม่ได้คิดเรื่องใครผิดใครถูกหรอก เขาคิดแค่ว่าเขาต้องรับผิดชอบเพราะเขาเป็นคนขับรถ”

“เฮ้อ...เมียแกพอฟันธงเรื่องอะไรคงห้ามเขาไม่ได้ เอาน่ะ...พอทุกอย่างคลี่คลายแกก็ได้ไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เองแหละ นี่ดีนะ...ไอ้เจ๋งมันมีลูกทัวร์สำรองไปแทนแก มันเลยเลื่อนแกไปทริปสิ้นเดือน ยังอยากไปอยู่เปล่าวะ”

“อยากสิวะ...เออ...ขอบใจ”

ลูกศรกับสร้อยคำแวะมาหามุนินทร์ที่โรงพยาบาล เลยได้รู้เรื่องน่าหนักใจเพราะหญิงสาวผู้โชคร้ายจำใครหรืออะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย แถมยังไม่มีหลักฐานใดๆบ่งชี้ว่าเป็นใครมาจากไหน คุณหมอพยายามให้เธอดูภาพต่างๆเพื่อฟื้นความทรงจำแต่ไม่เป็นผล หญิงสาวมีอาการปฏิเสธการรับรู้เพราะอาจสะเทือนใจจากอะไรบางอย่าง

มุนินทร์ยิ่งรู้สึกผิดเพราะเชื่อว่าหญิงสาวผู้โชคร้ายคงหนีอะไรจนเจอกับเธอ วีกิจพยายามบอกให้เธอปล่อยวางและช่วยเหลือเท่าที่ได้แต่ภรรยาคนสวยก็ดื้อยืนกรานจะเฝ้าที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง

นพนภารับฟังเรื่องราวของมุนินทร์ด้วยความหนักใจ เป็นห่วงความรู้สึกวีกิจที่ชีวิตแต่งงานเจอแต่เรื่องแย่ๆจนต้องเลื่อนทริปฮันนีมูนที่รอมานาน ศรุตซึ่งกลายเป็นแขกประจำบ้านเธอต้องปลอบไม่ให้คิดมาก เชื่อว่ามุนินทร์ไม่ได้เป็นอะไรแค่กำลังรู้สึกผิดต่อหญิงสาวคนนั้นและต้องการชดเชยให้

ต่อเห็นแม่สนิทกับศรุตก็ไม่พอใจ ออกอาการงอนจนก้องต้องปรามเพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล หากนพนภาจะเปลี่ยนใจจากเจนภพ กระนั้นก็ไม่อยากฟันธงแค่อยากให้ต่อเฝ้าดูห่างๆอีกสักพัก

“เรื่องแม่กับคุณศรุตอย่าเครียดเลยน่า แม่เรารักพ่อจะตาย คุณศรุตก็แค่ที่ปรึกษาทางใจเท่านั้น เห็นแม่มีความสุขเราก็น่าจะมีความสุขด้วยเนอะ”

“ครับ...แต่พี่ก้องเข้าใจนะว่าผมไม่ชอบเรื่องพวกนี้ เห็นพ่อนอกใจแม่มาทั้งชีวิต แม่ทุกข์ทรมานแค่ไหน ผมรับไม่ได้...เกลียดมากพวกนอกใจคนรักของตัวเอง”

ก้องถึงกับสะอึกเพราะตัวเองก็กำลังนอกใจต่อไปมีความสัมพันธ์กับพงศกร ได้แต่ยิ้มเจื่อนและเฉไฉชวนต่อไปยิมอย่างที่ตั้งใจตั้งแต่แรก...

ooooooo

ข่าวเลื่อนทริปฮันนีมูนของวีกิจแพร่สะพัดทั่วกระทรวง ข่าวลือก็ตามมามากมายเช่นกันว่าคู่แต่งงานแห่งปีขาเตียงหัก ปราโมทย์ที่รู้ความจริงทุกอย่าง เซ็งแทนเพื่อนรักแต่ก็ทำได้แค่เป็นที่ระบายเมื่อเพื่อนต้องการ ไม่รู้เลยว่าพวกมาร์คแอบอัดคลิปเสียงจนได้รู้เรื่องหญิงสาวผู้โชคร้ายของมุนินทร์ด้วย

มุนินทร์ลางานต่อเนื่องเพราะต้องเฝ้าอาการหญิงสาวผู้โชคร้ายอย่างใกล้ชิด อาการหวาดผวาเพราะเสียงฟ้าร้องของอีกฝ่ายทำให้มุนินทร์สะท้อนใจนึกถึงตอนมุตตาน้องสาวฝาแฝดฆ่าตัวตายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลจึงตัดสินใจพามาอยู่ที่เรือนหอด้วย

วีกิจถึงกับหน้าตึงเมื่อรู้ความต้องการของภรรยา “นี่ไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม บ้านหลังนี้คือเรือนหอของเรานะครับ บ้านที่เราควรจะอยู่กันลำพังผัวเมีย แต่คุณจะให้เด็กที่คุณไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่ร่วมบ้านกับเรางั้นเหรอ”

“ฉันทำให้เด็กต้องอยู่ในสภาพแบบนี้...ฉันต้องรับผิดชอบ”

“แต่หมอบอกแล้วว่าเด็กลืมความทรงจำเพราะเรื่องทางจิตใจไม่ใช่เพราะถูกรถชน คุณไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว”

“นั่นยิ่งทำให้ฉันยิ่งรู้สึกต้องรับผิดชอบมากขึ้นไปอีก คุณกิจ...ตั้งแต่เกิดเหตุ ทุกครั้งที่ฉันนอน ฉันหลับตา ภาพของเด็กนั่นมันรบกวนฉันตลอด...ภาพเธอวิ่งมาหน้ารถ เธอมองมาที่รถแล้วกรีดร้อง เธอวิ่งออกมาเหมือนเธอกำลังหนีอะไรบางอย่าง...มีใครไล่ตามเธอมาแน่ๆ”

วีกิจเข้าใจภรรยาแต่ยังไม่เห็นด้วยเรื่องให้มาอยู่ด้วยกันในเรือนหอ

“คุณแค่รู้สึกผิดเท่านั้น เด็กนั่นก็แค่วิ่งตัดหน้ารถ”

“ไม่ค่ะ...เด็กนั่นวิ่งหนีคนที่ทำร้ายเธอ”

“นิน...นี่คุณกำลังมโนไปเองนะ”

“ฉันไม่ได้มโน เด็กนั่นถูกข่มขืน เข้าใจไหมว่าเด็กถูกข่มขืน!”

“มีหลักฐานไหม”

“หมอตรวจร่างกายของเธอพบร่องรอยการทำร้ายและการร่วมเพศก่อนหน้าที่จะถูกรถชน”

“นี่คือเหตุผลที่คุณไปนอนเฝ้าเธอสองสามคืน”

“ใช่ค่ะ...เด็กกรีดร้องตอนมีพายุ กลัวคนมาทำร้ายเหมือนคืนวันเกิดเหตุ ฉันเป็นห่วง เด็กต้องไปรับการเยียวยา”

“เข้าใจแล้วครับ แต่...ทำไมไม่บอกผมเสียแต่แรก”

“ไม่รู้ค่ะ...มันสะเทือนใจฉันจนฉันพูดกับคุณตอนนั้นไม่ได้”

ท่าทางจิตตกของภรรยาทำให้วีกิจใจอ่อน มุนินทร์ซึ้งใจมากโถมตัวกอดเขา “กิจคะ...ฉันอุปการะแกชั่วคราวเท่านั้น คุณหมอบอกว่าความทรงจำแกอาจคืนมาเร็วๆนี้ พอเราสืบหาครอบครัวแกได้เราก็ส่งเด็กคืน...เรื่องก็จบ”

“ครับ...หวังว่าชั่วคราวนะครับ”

วีกิจสังหรณ์ว่าเรื่องจะไม่จบแค่ชั่วคราวแต่ไม่อยากชวนทะเลาะ ปล่อยให้มุนินทร์ทำตามใจย้ายหญิงสาวผู้โชคร้ายซึ่งต่อมาสอบถามจนรู้ชื่อว่าทัยเข้ามาในเรือนหอ แถมให้นอนในห้องเด็กที่วีกิจตั้งใจทำให้ลูก แต่เขาก็พูดไม่ออกเพราะไม่อยากผิดคำพูดและหักหาญน้ำใจภรรยา

สร้อยคำรู้เรื่องหญิงสาวผู้โชคร้ายจากวีกิจ อดใจไม่ไหวไประบายกับนพนภา

“รับเด็กนั่นมาดูแล ตายจริง...มุนินทร์เขาคิดอะไรของเขา นั่นบ้านเรือนหอนะคะ เขาควรอยู่ลำพังสองคน”

“นั่นสิคะ...ไม่เข้าใจเหมือนกัน พี่มาบอกคุณนภาไว้ก่อนเพราะช่วงนี้พี่คงต้องเทียวไปเทียวมา”

นพนภาพยักหน้ารับ ไม่ได้คิดห้ามปรามเพราะไม่เห็นเป็นเรื่องลำบากลำบน แถมตัวเองก็มีความสุขเพราะได้บำบัดอาการทางจิตกับศรุต สร้อยคำไม่ได้ชอบใจความสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างนพนภากับศรุตแต่ก็ทำได้แค่มองห่างๆเพราะนพนภายืนยันว่าบริสุทธิ์ใจและมีความสุขมากๆจากการบำบัด...

ooooooo


ละครแรงเงา 2 ตอนที่ 6 อ่านแรงเงา 2ติดตามละครแรงเงา 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย ภูภูมิ พงศ์ภาณุ,เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ 14 พ.ค. 2562 07:27 2019-05-17T01:11:11+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ