ข่าว

วิดีโอ



ระเริงไฟ

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: พิมพ์ธนา

กำกับการแสดงโดย: กฤษฎา เตชะนิโลบล

ผลิตโดย: บริษัท ซิติเซ่น เคน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์, วรนุช ภิรมย์ภักดี


มิสเตอร์โจวมาหาชาคริตพร้อมยื่นคำขาดให้จัดการดิลก จบเรื่องความแค้นที่เมืองไทยและกลับฮ่องกงทันที ชาคริตต้องคิดหนักเพราะการฆ่าดิลกอาจไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป แต่อาจเป็นการสร้างรอยร้าวมากกว่าเดิม

คำสั่งของมิสเตอร์โจวกดดันให้ชาคริตต้องตัดสินใจ บากหน้าไปหาทัศนะเพื่อขอความช่วยเหลือ

“เรื่องที่ผ่านมาแล้วถือว่าจบกันไป แต่ต่อไปนี้ไม่มีแล้วนะเว้ย ฉันจะไม่เกี่ยวข้องกับงานของแกอีก”

“แกต้องช่วยฉัน”

“เพิ่งบอกว่าไม่...ลูกน้องแกมีเป็นโขยง”

“ไม่ใช่เรื่องงาน...เรื่องพ่อกับนายดิลกจะต้องจบวันนี้ แกคนเดียวที่จะช่วยฉันได้”

“ฉันจะช่วยก็ต่อเมื่อฉันรู้ว่าแกตัดสินใจจะจบยังไง...นายดิลกจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต หรือแกจะยอมเชื่อลุงกาจ”

ชาคริตไม่ยอมบอกแผนที่วางไว้ แต่ย้ำให้ทัศนะไปรับตัวญาดาไปพบเก่งกาจที่เรือนจำวันรุ่งขึ้นเพราะเป็นกำหนดพ้นโทษ หลังจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปเชียงรายเพื่อจับตัวดิลกพร้อมกับปิง

ทัศนะอยากเชื่อใจเพื่อนรักอย่างชาคริตอีกครั้ง ยอมไปรับญาดาถึงบ้าน หญิงสาวเพิ่งช็อกจากความจริงที่รู้จากไตรทศว่าพ่อเป็นตัวการทุกอย่างและเป็นเจ้าของบริษัทโกริชตัวจริง อารมณ์เสียมากและพาลเหวี่ยงใส่ทัศนะ

“นายคริตให้ผมมารับคุณ”

“ถ้าเป็นเรื่องลูก...บอกให้เขาเลิกพยายามได้แล้ว ยังไงลูกก็ต้องเป็นของฉันคนเดียว”

ญาดาประกาศกร้าว ก่อนจะตัวชาเมื่อทัศนะบอกว่ามารับเธอไปเรือนจำเพราะชาคริตเจอตัวดิลกแล้ว

“คุณเชื่อเพื่อนคุณได้แค่ไหน ฉันจะได้เจอคุณพ่อจริงๆ หรือได้เจอแต่ศพ!”

ความกลัวของญาดาไม่ได้เกินจริงเลย เพราะเวลาเดียวกันนั่นเอง ชาคริตที่บุกไปจับตัวดิลกถึงห้องพักหรูในเชียงราย กำลังบีบบังคับให้พ่อตาโอนเงินเข้าบัญชีที่เตรียมไว้ ดิลกโวยลั่นตามประสาคนโลภมาก

“โอนหมด...ฉันก็ไม่เหลืออะไรสิ ไม่มีเงินทุนสำรอง บริษัทฉันได้เจ๊งแน่”

“บริษัทแกเจ๊งไปแล้ว เลือกเอา...เงินหรือชีวิตแก!”

ชาคริตยกปืนขู่ ดิลกกลัวจนลนลาน รีบกดโอนมือไม้สั่น แต่กระนั้นก็ไม่วายด่าใส่หน้าลูกเขย

“แก...แกก็เลวไม่ต่างกับฉันล่ะวะ”

“ฉันเลวได้ยิ่งกว่า เพราะฉันไม่ได้แค่ต้องการเงิน ...แต่ต้องการชีวิตแกด้วย!”

ดิลกถึงกับผงะ ร่ำร้องขอชีวิตเสียงหลง ชาคริตได้แต่ยิ้มร้าย ก่อนส่งสัญญาณให้ปิงเอาผ้ามาคลุมหัวดิลก

“ที่นี่ดีเกินกว่าจะเป็นที่ตายของแก!”

ooooooo

ชาคริตพาดิลกบินกลับกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่โกดังเก่าของบริษัทแชร์ลูกโซ่ของดิลกเมื่อยี่สิบปีก่อน...สถานที่เกิดเหตุที่สมชัยหุ้นส่วนและเพื่อนรักอีกคนของดิลกกับเก่งกาจต้องตายเพราะโดนลูกหลง

ดิลกถูกดึงผ้าคลุมหัวออก หน้าซีดตัวสั่นเมื่อชาคริตประกาศว่าที่ที่เขายืนคือที่ที่สมชัยนอนตาย

“จำได้แล้วใช่ไหมว่าที่นี่ที่ไหน”

“มันเป็นอุบัติเหตุ ฉันไม่ได้ฆ่ามัน แล้วคนก็ตายไปแล้ว แกจะเอาอะไรอีกวะ!”

“แต่ยังมีคนต้องตายทั้งเป็นมายี่สิบปี ทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิดอะไรนอกจากหลงเชื่อคนเลวๆอย่างแก”

“กาจ...แกเป็นอะไรกับกาจ”

“ฉันเป็นลูกชายของเพื่อนรักแก!”

ความจริงจากปากชาคริตทำให้ดิลกหน้าเสีย ตระหนักได้นาทีนั้นเองว่าชาคริตทำทุกอย่างเพื่ออะไร และเวลานี้เขาคงไม่รอดจากความตายเพราะความผิดเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่กระนั้นก็ยังแถแก้ตัว

“แกจะให้ฉันทำไง ไม่มันก็ฉันที่ต้องติดคุก ฉันมีลูกตั้งสามคนต้องเลี้ยง พ่อแกสารภาพรับผิดคนเดียว ฉันไม่ได้บังคับ โลกนี้ก็เป็นอย่างนี้ คนโง่เป็นเหยื่อของคนฉลาด!”

ชาคริตโกรธมากที่ดิลกไม่สำนึก ยิงปืนเฉียดหูจนอีกฝ่ายผวา

“งั้นคราวนี้ลองมาเป็นเหยื่อบ้าง...แกจะไม่ตายทันทีหรอก”

ขาดคำก็ตั้งท่าจะยิงซ้ำ แต่ต้องชะงักเมื่อทัศนะพาญาดาเข้ามา ชาคริตตกใจที่เห็นภรรยา แต่ไม่ยอมล้มเลิกแผนการจะทรมานดิลกให้สารภาพความจริง และตัดสินใจพาทุกคนไปที่เรือนจำเพื่อพบพ่อ

เก่งกาจไม่มีท่าทีตกใจที่ได้เห็นหน้าดิลกอีกครั้ง ชาคริตจะลากพ่อตาไปกราบขอโทษพ่อ แต่เก่งกาจกลับยกมือห้ามและเป็นฝ่ายเดินไปหาเองเพราะเป็นห่วงสภาพเหมือนถูกซ้อมมาก่อนของดิลก

“กาจ...ยกโทษให้ฉันด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ฉันสำนึกผิดแล้ว สำนึกผิดแล้วจริงๆ...สาบานก็ได้”

ชาคริตขบกรามแน่นเมื่อพ่อไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนหรืออยากเอาคืนดิลกเลย แถมยกโทษให้อีกต่างหาก

“มันพูดเพราะกลัวตาย มันไม่ได้รู้สึกผิดสักนิด!”

ดิลกยกมือไหว้เก่งกาจด้วยความกลัวสุดขีด ขอโทษถึงทุกเรื่องที่ผ่านมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของญาดาที่เพิ่งได้ความกระจ่างสำหรับเรื่องทุกอย่าง เช่นเดียวกับเขมิกากับไตรทศที่มาถึงทันเห็นสภาพไร้เกียรติของพ่อ

ชาคริตโมโหมากที่พ่อไม่ล้างแค้นตามหวัง โวยลั่น

“พ่อต้องติดคุกแทนมันมายี่สิบปี จะยกโทษให้ง่ายๆอย่างนี้เหรอ ผมไม่ยอม...มันต้องชดใช้ให้เรา!”

“ฉันจะบวชตลอดชีวิตเพื่อชดใช้ความผิด”

ดิลกโพล่งออกไปเพราะอับอายกับความจริงที่ถูกแฉต่อหน้าลูกทั้งสาม เก่งกาจรู้ดีและเอ่ยเตือนสติอย่างจริงใจ

“อย่าเลย...ถ้าบวชเพราะหนีปัญหาหรือคิดว่านั่นเป็นทางออก แต่ความรู้ผิดชอบชั่วดีต่างหากที่ทำให้ชีวิตคนเราเดินต่อได้ เรียนรู้...แล้วกลับไปหาครอบครัวของแกซะ”

คำตัดสินของพ่อทำให้ชาคริตหัวเสียมาก แต่คงไม่เท่าญาดาที่ต้องรู้ความจริงในเวลาแบบนี้ แต่สติก็สั่งให้เธอต้องเข้มแข็ง เข้าประคองพ่อกลับบ้าน โดยมีเขมิกากับไตรทศซึ่งผิดหวังกับการกระทำของพ่อตามติด ทิ้งชาคริตให้เคลียร์กับเก่งกาจตามลำพัง...

ooooooo

ญาดาพาดิลกกับน้องทั้งสองกลับบ้านด้วยความยากลำบาก กองทัพนักข่าวที่ชาคริตเรียกตัวมาเพื่อแฉวีรกรรมเมื่อยี่สิบปีก่อนของดิลกล้อมหน้า ล้อมหลังตลอดทางเดิน เก่งกาจเห็นสายตาอาฆาตของลูกชายก็ถอนใจยาว

“หยุดได้แล้วชาคริต”

“พ่อ! พ่อเลิกเป็นคนดีซะทีได้ไหม ผมยอมสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อวันนี้ แล้วพ่อก็ทำลายมันทิ้ง!”

“แล้วแกล่ะ...เลิกเป็นคนเลวซะทีได้ไหม”

“ถ้าเจอศัตรูที่เลว เราก็ต้องเลวยิ่งกว่า”

“ทำไมแกไม่รู้จักชนะความเลวด้วยความดี”

“นี่พ่อไปติดคุกหรือไปบวช...อำนาจกับเงินเท่านั้นที่ชนะความเลวได้...ถ้าผมยังไม่ตาย ไอ้ดิลกไม่มีวันอยู่เป็นสุข”

ทัศนะเห็นท่าไม่ดี ปรามให้เพื่อนรักหยุดคิดล้างแค้น

“พอเถอะไอ้คริต! คดีฉ้อโกงคราวนี้คุณดิลกคงติดคุกไม่ต่ำกว่าสิบปี”

“แต่พ่อฉันติดคุกยี่สิบปี!”

“พ่ออยู่ในคุกยังมีอิสระมากกว่าแก แกขังตัวเองอยู่กับความโกรธความแค้น ปล่อยตัวเองออกมาซะทีชาคริต”

พูดจบ เก่งกาจก็ขอให้ทัศนะไปส่ง ทิ้งชาคริตให้ยืนฮึดฮัดคนเดียวที่ทุกอย่างผิดแผน...

แม้จะผิดหวังกับการกระทำของพ่อ แต่ญาดาก็เดินหน้าหาทนายและอาสาจะจัดการพยานปากเอกอย่างกสิณเอง ดิลกรู้สึกผิดมากที่ทำให้ลูกๆเดือดร้อนและอับอาย

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย พ่อทำผิดก็ว่าไปตามผิด พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกๆผิดหวัง”

“ดาต้องช่วยคุณพ่อ...อย่างน้อยก็ให้รับโทษเบาที่สุด”

เขมิกากับไตรทศเห็นพ่อยอมรับผิดก็ใจอ่อนยวบ ยอมให้อภัยและจะอยู่เป็นกำลังใจจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

สถานการณ์ของครอบครัวเมธาสิทธิ์จบลงอย่างอบอุ่น ทุกคนในครอบครัวเข้าใจและช่วยเหลือกันดี

ต่างจากสถานการณ์ของชาคริตกับเก่งกาจที่ยังต้องปรับความเข้าใจ และเช้านี้ชาคริตก็บุกไปหาพ่อถึงวัด

“ทุกอย่างที่ผมทำไปก็เพื่อแก้แค้นให้พ่อ มันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม”

“แล้วที่พ่อพูดกับแกมาเป็นสิบปี แกเคยฟังบ้างไหม พ่อไม่ต้องการการแก้แค้น ที่พ่อติดคุกเพราะพ่อก็มีส่วนผิดที่ช่วยก่อตั้งบริษัทฉ้อฉลคนอื่น คนที่ต้องการแก้แค้น...มีคนเดียวก็คือแก...ชาคริต!”

“ไม่จริง...ผมทำเพื่อพ่อ”

“แกเลือกทางผิดตั้งแต่หนีไปอยู่ฮ่องกงแล้วแกหลุดเข้าไปในด้านมืด พ่อเตือนสติเท่าไหร่แกก็ไม่เคยเชื่อ แกหาทางตั้งตัวทางลัดเพื่อกลับมาทำลายดิลก...แล้วเป็นไง”

“ผมไม่มีทางเลือก”

“แกไม่มีความสุขมาตลอดชีวิตเพราะมัวแต่คิดแค้นคนอื่น ถ้าแกฆ่าดิลก แล้วลูกเมียแกล่ะ...คิดให้ได้ชาคริต แกทำตัวเป็นคนไร้บ้าน แล้วต้องการไร้ครอบครัวด้วยหรือเปล่า...”

ooooooo


คำพูดเตือนสติของพ่อทำให้ชาคริตได้คิด ทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วตัดสินใจจะไปง้อภรรยา ญาดาเพิ่งคุยกับทนายเรื่องดิลกจะมอบตัว เห็นหน้าสามีที่มาดักรอก็เดินหนีด้วยความละอายใจ

ชาคริตไม่ยอมให้หนีหน้า ตามไปคุยด้วยถึงรถ ญาดาเลยต้องเปิดอกกับเขา

“คุณคริต...ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว คำขอโทษคงไม่พอ แต่ยังไงฉันก็ขอโทษแทนคุณพ่อด้วย”

“งั้นเราก็กลับมาเริ่มต้นกันใหม่”

“คุณพ่อฉันทำเรื่องที่เลวร้าย แล้วเราจะกลับมา

อยู่ด้วยกันได้ยังไง...ฉันเป็นลูกของคนที่คุณเกลียดที่สุด”

“คุณกับพ่อคุณไม่เกี่ยวกัน”

“คุณแยกแยะได้แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันยอมรับได้ที่คุณอยากฆ่าคุณพ่อ แต่ฉันรับไม่ได้ที่คุณเล่นสนุกกับชีวิตครอบครัวเรา คุณทำให้บ้านเราทุกข์ทรมานเหมือนอยู่ในกองไฟทั้งๆที่คุณแค้นแค่คนคนเดียว...แต่คุณทำร้ายทุกคน”

“ดา...เรื่องนั้นผมขอโทษ”

“ฉันไม่ยกโทษให้ อีกไม่นานคุณพ่อก็จะรับโทษแล้ว เป็นอันว่าจบนะคะคุณชาคริต...คราวนี้เรื่องของเราจบจริง!”

ด้านเพ็ญขวัญ...อาการดีขึ้น รู้สึกตัวและลุกมาทำโน่นนี่ได้เหมือนเคย แต่กระนั้นหญิงสาวก็ไม่มีความสุข ซึมเศร้าเพราะไม่อยากย้ายบ้าน และหลุดปากสารภาพกับเขมิกาที่มาเฝ้าว่าไม่อยากอยู่เป็นภาระพี่ชาย

“พี่นะไปเที่ยวไหนไกลก็ไม่ได้ มีแฟนก็ต้องเลิกเพราะเบื่อที่พี่นะต้องคอยกลับบ้านมาดูแลขวัญ คนขี้แพ้...ที่แพ้ทุกอย่างในโลกนี้ พี่นะต้องเสียเงินค่ายา ค่าโน่นค่านี่เป็นล้านๆเลยมั้ง พี่นะเลยต้องทำงานสกปรกให้พี่คริต...ทุกอย่างเป็นเพราะขวัญ...ขวัญไม่น่าเกิดมาเลย”

ทัศนะมาถึงทันได้ยินทุกอย่างแต่แอบฟังหน้าประตู สะเทือนใจจนทนไม่ไหว โผล่ไปกอดน้องสาวทั้งน้ำตา

“ไม่จริงขวัญ...ไม่จริงสักนิด พี่เต็มใจดูแลขวัญ พี่ต้องดูแลน้องอยู่แล้ว ถ้าไม่มีขวัญ...พี่เองก็อยู่ไม่ได้ หัวใจของขวัญแข็งแรงกว่าใครๆ ขวัญยิ้มสู้กับชีวิต ทุกข์แค่ไหนก็ไม่เคยร้องไห้...ขวัญเป็นกำลังใจให้ได้เสมอ”

“ขวัญไม่ได้เข้มแข็ง...ขวัญกลัวไปหมด”

“ถ้าขวัญกลัวจะต้องไปเริ่มต้นใหม่ เราก็จะไม่ย้ายไปไหน”

“สัญญานะ...สัญญา ไม่ใช่ขวัญที่รักบ้านหลังนี้...พี่เขมก็รัก...รู้ไว้ด้วย!”

เพราะคำพูดของเพ็ญขวัญแท้ๆทำให้ทัศนะกับเขมิกาได้เปิดใจกัน และครั้งนี้คุณหนูคนสวยก็ไม่ลังเลจะเผยความในใจ โดยเฉพาะความรู้สึกที่มีต่อบ้านและครอบครัวของเขา

“เขมรักบ้านหลังนี้...ขวัญไม่รู้หรอกว่าขวัญเป็นคนคอยเติมเต็มให้บ้านนี้ แต่การมีคนคอยอยู่ที่บ้าน...เป็นความอบอุ่นที่เขมไม่เคยได้รับ”

“ผมเป็นคนคนนั้นได้นะ...คนที่คอยคุณอยู่ที่บ้านเสมอ...ไม่หนีไปไหน”

“แต่ก็คิดหนีมาแล้ว”

“ก็คุณไม่ยอมยกโทษให้ผม...นี่ผมไม่เข็ดจริงๆ ไม่รู้จะพูดให้ตัวเองเจ็บอีกทำไม”

“เขมขอโทษ...เขมเห็นแต่ความผิดคนอื่น แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองก็ผิด เขมหลงติดกับดักคุณคริตเอง ตอนนั้นถึงคุณจะบอกความจริง...เขมก็คงไม่ฟัง เขมไม่มีอะไรจะยกโทษให้”

“ผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี”

“เราปล่อยให้อดีตผ่านไปเถอะนะคะ อย่าเป็นเหมือนคุณคริตเลย ในเมื่อเรามีโอกาสจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ก็ใช้ซะ...เขมมีอะไรจะบอก...นอกจากเขมจะรักบ้านหลังนี้...เขมรักเจ้าของบ้านด้วย”

ทัศนะปลื้มมาก ดึงตัวเขมิกามากอดแน่น ดีใจเหลือเกินที่เธอมีใจตรงกัน

ooooooo

ชาคริตเสียใจมากที่ญาดาไม่คืนดีด้วย ตัดสินใจไปพักใจที่บ้านเชิงเขา สถานที่ที่เขากับเธอเคยมีช่วงเวลาดีๆ และลงมือเผาทุกอย่างในอดีตที่เคยทำให้เขาเก็บกักความแค้นต่อดิลกไว้ถึงยี่สิบปี

ชญานีเห็นพี่ชายบุญธรรมทุกข์ทรมานใจเพราะความรัก เลยขอความร่วมมือจากไตรทศ ช่วยกันหลอกล่อญาดาให้ไปดูบ้านของชาคริตในกรุงเทพฯที่เตรียมไว้ให้ญาดากับลูก

ญาดาตามแผนชญานีไม่ทัน ตกหลุมพรางยอมออกจากบ้านเพราะไตรทศอ้างว่าจะแต่งงานกับชญานีปลายปีและอยากให้เธอช่วยดูบ้านที่จะใช้เป็นเรือนหอ

ไตรทศเห็นญาดาเข้าไปสำรวจบ้านแล้วจึงพาชญานีไปกินไอศกรีมข้างนอก พร้อมยืนยันว่าเรื่องแต่งงานเขาเอาจริง ชญานีเขินแต่เสถามเรื่องหางานของเขา ไตรทศย้อนเพราะรู้ดีว่าทีมาร์ทถูกปิด เธอคงตกงานเหมือนกัน

“ขอโทษ...ตอนนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ติดต่อมาห้าที่ อยู่ที่ฉันจะจิ้มเลือกทำงานกับบริษัทไหนเท่านั้นแหละ”

ชญานีโอ่ยิ้มๆ ก่อนจะหลุดขำเมื่อเห็นไตรทศทำท่าคอตก รีบปลอบขวัญคนคิดมาก

“อ่อนๆอย่างคุณนี่หางานยากหน่อย แต่ไม่เป็นไร...ฉันเลี้ยงคุณไหว”

ไตรทศได้ทียิ้มกว้าง “ยอม...ผมยอมเป็นพ่อบ้าน แล้วให้คุณหาเลี้ยง ตกลงตามนี้นะ...ปลายปีแต่ง”

พูดจบก็อุ้มเธอเหวี่ยงรอบๆ ชญานีกรีดร้องเสียงหลง แต่ก็มีความสุขมากที่เจอคนที่รักเสียที...

ญาดายังไม่รู้ตัวว่าถูกหลอก กวาดสายตามองรอบๆบ้าน ก่อนเอะใจเมื่อรู้สึกว่าบ้านเงียบผิดปกติ

แถมข้าวของกับเครื่องประดับบ้านก็ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวใจเต้นรัว แล้วก็ถึงกับสติแตกเมื่อเห็นชาคริตที่นี่!

ชาคริตก็ไม่รู้เรื่องแผนการของชญานี ถึงกับอึ้งเมื่อเจอญาดา แถมถูกเธอแผดเสียงใส่อีกต่างหาก

“คุณหลอกฉันอีกแล้ว คุณให้นีหลอกฉันมาที่นี่เพื่ออะไร...เพื่อให้ฉันเห็นว่าคุณพร้อมเป็นพ่อที่ดีงั้นเหรอ ขอโทษนะ...ฉันเชื่อไม่ลง!”

จบคำก็ผลุนผลันจะกลับ แต่ด้วยความรีบเลยเกือบกลิ้งตกบันได โชคดีชาคริตที่ละมือจากการต่อเตียงเด็กถลามาช่วยประคองทัน พร้อมกับดึงตัวมาใกล้ให้สบตาเพื่อแสดงความจริงใจ

“ผมไม่ได้หลอกให้คุณมาที่นี่ ผมไม่ได้โกหก...มองตาผมสิดา”

“งั้นคุณก็ช่วยบอกน้องสาวคุณด้วยว่าแผนเธอไม่ได้ผล”

“ผมไม่คิดจะเปลี่ยนใจคุณแล้ว ผมหวังแค่วันนึงลูกอาจจะได้มาบ้านนี้ แต่คุณคงไม่ยอม ตอนนี้ผมก็ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆว่าบ้านนี้เป็นบ้านของเรา...สามคนพ่อแม่ลูก”

“คุณอยากมีบ้านมีครอบครัว แต่คุณเป็นคนดับอนาคตตัวเอง”

“คุณจะให้ผมทำยังไง”

“คุณลืมอดีตทุกอย่างแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ใช้ชีวิตปกติ ไม่มีบอดี้การ์ดเดินตามหลัง ไม่รับใช้พวกอิทธิพลมืด และที่สำคัญ...ยกโทษให้คุณพ่อ”

“ผมทำตามที่คุณต้องการได้ทุกอย่าง...ยกเว้น...”

ชาคริตพูดไม่ออกเพราะยังดับแค้นในใจไม่สนิท ญาดาหมุนตัวหนี เขาเลยต้องโพล่งไล่หลัง “ให้เวลาผมบ้างดา...ได้! ผมจะทำให้ได้ ผมจะลืมอดีตให้หมด ผมจะเป็นชาคริตคนใหม่ ผมทำเพื่อคุณก็ได้ ดา...อย่าหนีผมไป”

ญาดายังไม่ยอมหันหน้ามา ชาคริตตามไปกอดจากด้านหลัง อ้อนวอนเสียงอ่อน

“ผมขออย่างเดียว...บอกลูกด้วยว่าพ่อชื่อชาคริต...แต่อย่าบอกว่าผมเป็นใคร”

สุดท้ายญาดาก็ใจอ่อน ยอมหันมากอดเขาแน่น กระซิบตอบ

“เราจะบอกลูกด้วยกันค่ะคุณคริต...คุณต้องพยายามนะ...คุณสัญญาแล้ว”

“ผมสัญญา...ผมไม่อยากอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว เราจะอยู่ด้วยกันที่นี่...ที่บ้านของเรา”

ญาดาผละตัวออกมา ก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์

“ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเราค่ะ...”

ooooooo

ญาดาพาชาคริตกลับไปบ้านเชิงเขาอีกครั้ง พร้อมเตียงเด็กที่เพิ่งประกอบเสร็จ ชาคริตปลื้มใจมากที่เธอรักบ้านหลังนี้เหมือนกับเขา และอดไม่ได้จะขอลูกจากเธออีกหลายๆคน

“เราผ่านวันนี้พรุ่งนี้ไปได้ก่อนดีไหมคะ”

“ผมจะต้องไปพบคุณป๋าก่อน”

“แล้วจะมีปัญหาอะไรไหมคะ”

“ไม่รู้สิ...ไม่เคยมีใครกล้าเดินออกจากหว่อง

เอ็นเตอร์ไพรส์”

สีหน้าขรึมลงของสามีทำให้ญาดาใจไม่ดี ชาคริตต้องยิ้มปลอบและจูบขมับ

“แต่ไม่น่าจะมีปัญหา...คุณป๋ารักผมเหมือน

ลูกชายแท้ๆ”

แม้จะปลอบใจญาดาแบบนั้น แต่ความจริงชาคริตไม่สบายใจเลยเพราะการออกจากวงการมาเฟียไม่ใช่เรื่องง่าย ชายหนุ่มรู้ซึ้งดีเพราะอยู่วงการนี้มานาน และคนคนเดียวที่น่าจะเข้าใจเขามากที่สุดก็คือเก่งกาจ...

พ่อแท้ๆ

ชาคริตแวะไปหาพ่อถึงวัดเช้าวันถัดมา พร้อมกราบขอโทษที่เคยดื้อเรื่องล้างแค้นดิลก

“ผมขอโทษครับพ่อ...ที่ผมไม่ฟังคำพ่อ”

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก่อน”

“ถ้าผมได้กลับมา...พ่อต้องมาอยู่กับผมนะครับ”

“พ่อว่าจะกลับไปสอนหนังสือในเรือนจำ...มีประโยชน์กว่านั่งๆนอนๆในบ้านแก”

“ก็ได้...ตามใจพ่อ แต่ถ้าผมไม่กลับมา...”

สีหน้าเคร่งเครียดของลูกชายทำให้เก่งกาจต้องเอื้อมมือไปตบบ่า ให้กำลังใจเสียงอ่อน

“แกต้องกลับมา...ลูกเมียของแกรออยู่ มันอาจจะเป็นคำพูดเชยๆ แต่แกเชื่อเถอะ...ความดีจะชนะทุกสิ่ง”

“แต่ผมเลว ไม่มีอะไรดี ผมผิดพลาดตลอด ทำร้ายคน ยิงคนโดยไม่มีความรู้สึกอะไร...ผมเลวมากใช่ไหมพ่อ”

“แกแค่เดินทางผิดเท่านั้น วันนี้ไง...วันที่แกจะทำสิ่งที่ถูกต้อง...”

ชาคริตเดินทางไปลาออกจากธุรกิจมืดที่ฮ่องกงหลังจากนั้น มิสเตอร์โจวรู้จุดประสงค์ดีจึงไม่ให้พบมิสเตอร์หว่อง แต่ให้ลูกน้องพาชาคริตไปขังแทน ส่วนตัวเองรีบไปรายงานเจ้านายใหญ่

มิสเตอร์หว่องพ่อบุญธรรมของชาคริตรับฟังทุกอย่างด้วยสีหน้านิ่งสงบ จนมิสเตอร์หว่องอดหวั่นใจไม่ได้

“นายใหญ่เลี้ยงมันตั้งแต่เด็ก มันหัวดีทำอะไรก็ถูกใจจนนายรับมันเป็นลูกบุญธรรม...อั๊วกลัวนายใหญ่ใจอ่อน”

“ลื้อเคยเห็นอั๊วใจอ่อนงั้นเหรออาโจว”

“ไม่เคยครับ...แต่ไอ้คริตมันไม่เหมือนลูกน้องคนอื่น”

“ใช่...ไอ้คริตเป็นคนพิเศษ ฟ้าส่งมันมาให้อั๊ว เสียดาย...ที่อั๊วต้องส่งมันกลับไปนรก!”

ขณะที่สถานการณ์ของชาคริตวิกฤติเต็มที ชญานีซึ่งพอเดาสถานการณ์ได้รีบไปหาญาดาที่บ้านเชิงเขาเพื่อบอกข่าวและประเมินทุกอย่างแทนพี่สะใภ้ว่าชาคริตอาจมีอันตรายเพราะตัดสินใจลาออก

“พี่ดาอย่าลืมสิ พี่คริตรู้ความลับทางธุรกิจของมิสเตอร์หว่อง”

“พี่ไม่น่าบังคับให้คุณคริตวางมือเลย”

ญาดาเครียดมาก เป็นห่วงชาคริตจนหน้าซีด ชญานีต้องรีบปลอบ

“พี่ดาอย่าเพิ่งคิดมาก นีปากไวไปหน่อย พี่คริตต้องเอาตัวรอดได้ พี่ดากับลูกรออยู่ ไม่ว่ายังไงพี่คริตก็ต้องกลับ”

“นีอย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะ”

“ไม่บอกอยู่แล้ว คนรู้น้อยยิ่งดี พี่ดาเถอะ...อยู่บ้านคนเดียวได้หรือเปล่า นีมาอยู่เป็นเพื่อนไหม”

“ไม่ต้อง...พี่อยู่ได้ พี่อยากอยู่คนเดียว”

ooooooo

ญาดาใจไม่ดีเมื่อนึกถึงคำพูดของชญานีและท่าทางก่อนเดินทางของชาคริต หญิงสาวได้แต่ภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และลูกในท้องให้อวยพรและช่วยให้สามีกลับมาอย่างปลอดภัย

ชาคริตมีเพียงภาพถ่ายอัลตราซาวนด์ของลูก

เป็นกำลังใจให้เขากล้าเผชิญหน้ากับพ่อบุญธรรมในวันต่อมา

“ลื้อยังไม่เข้าใจชีวิตถึงตัดสินใจโง่ๆ ลื้อรู้ไหมว่าคนขึ้นหลังเสือแล้ว ทำไมถึงลงไม่ได้ เพราะลงเมื่อไหร่คือตาย!”

“ผมไม่เคยคิดคดทรยศนายใหญ่ ที่ผมต้องการวางมือจากที่นี่เพราะผมต้องการสร้างครอบครัว”

“อั๊วไม่ใช่ครอบครัวของลื้อเรอะ”

“ผมไม่อาจเอื้อม...ผมเป็นได้แค่คนรับใช้

นายใหญ่เท่านั้น ถ้าผมเป็นคนในครอบครัว...ผมคงไม่อยู่ในสภาพนี้”

มิสเตอร์โจวโกรธมากที่ชาคริตกล้ายอกย้อนเจ้านายใหญ่ เอ็ดลั่น

“ลื้อกล้าต่อว่านายใหญ่เหรอไอ้คริต...ไอ้คนอกตัญญู!”

“อาณาจักรของอั๊วจะเป็นของลื้ออีกไม่นาน...ลื้อเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน”

มิสเตอร์หว่องพยายามหว่านล้อมและยื่นข้อเสนอ แต่ชาคริตยืนกรานไม่เปลี่ยนใจ เลยถูกบีบให้เล่นเกมวัดใจด้วยการเสี่ยงดวง เอาปืนจ่อขมับตัวเองและลั่นไกตามเงื่อนไขของมิสเตอร์หว่อง

“นัดแรกชดใช้ที่อั๊วเลี้ยงลื้อมายี่สิบปี นัดที่สอง...

นัดสุดท้าย...ถ้าลื้อรอด...อั๊วยอมให้ลื้อไปจากที่นี่!”

ท่าทางนิ่งไม่กลัวตายของชาคริตทำให้มิสเตอร์หว่องทึ่งเหมือนเดิม แล้วดวงชะตาก็ทำให้เขารอดชีวิตจากกระสุนในรังปืนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ชาคริตโล่งใจมาก รีบบอกลา

“ผมขอบคุณนายใหญ่ที่เมตตาผม ผมเดินออกไปจากที่นี่แล้วจะไม่กลับมาอีก ผมจะไปมีชีวิตใหม่ที่สุขสงบ...ชีวิตแบบที่นายใหญ่ไม่มีวันมี!”

ชาคริตหมุนตัวจากไปแล้ว มิสเตอร์หว่องไม่คิดฆ่าอดีตลูกบุญธรรมเพราะเชื่อในสัจจะนักเลง แต่มิสเตอร์โจวแค้นมาก ตามไปหวังจะยั่วให้ชาคริตสู้ตอบ จะได้ถือโอกาสฆ่า แต่ปิงบอดี้การ์ดคู่ใจก็ช่วยเขาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

อดีตมาเฟียอย่างชาคริตหอบสภาพสะบักสะบอมกลับเมืองไทยหลังจากนั้น ญาดาดีใจมาก โผกอดแน่น

“คุณกลับมาแล้ว”

“ผมไม่ยอมผิดสัญญากับคุณแน่”

ชาคริตนิ่วหน้าเล็กน้อยเพราะเจ็บแผล แต่ดีใจมากกว่าที่ได้กลับบ้านและเริ่มต้นชีวิตใหม่

“แต่ดา...นอกจากบ้านหลังนี้ ผมไม่มีอะไรเลย ไม่มีเงิน ไม่มีงาน...แล้วผมจะดูแลคุณได้ยังไง”

“ดาเลี้ยงง่าย กินไม่จุหรอก ตอนนี้แค่มีเราสองคนอยู่ด้วยกันอย่างนี้ก็พอแล้ว”

“วันหน้าเป็นไงก็ช่างมัน...ขอแค่มีเราสามคนอยู่ด้วยกัน”

ญาดาวางแผนจะเปิดบริษัทตรวจสอบบัญชีกับเขมิกา ชาคริตบ่นเสียงอ่อยที่ช่วยเธอไม่ได้ ญาดาเลยแนะให้เขาเอาเงินทุนไม่กี่ล้านที่เป็นของเขาเองมาลงทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่หลงทางและเสี่ยงต่อการทำผิด

“ผมรักคุณก็เพราะอย่างนี้นี่แหละ...แล้วคุณรักผมเพราะอะไร”

“ดารักคุณเพราะดาเชื่อว่าคุณมีหัวใจ...ถึงจะเป็นหัวใจที่ขาดความรัก”

“แต่สุดท้ายก็ได้ดามาเติมเต็มให้ ผมยังไม่อยากเชื่อเลยที่คุณบอกรักผม...บางทีมันอาจเป็นแค่ความสงสาร”

“เฮ้อ...คนมีปม ดารักคุณค่ะคุณคริต”

พูดจบก็หอมแก้มซ้ายขวาบอกว่าเป็นจูบจากเธอกับลูก ชาคริตชอบใจมาก กอดเธอแน่น ก่อนจะหลุดปากบอกว่ารู้แล้วว่าลูกในท้องเป็นผู้ชาย ญาดาที่ตั้งใจจะลุ้นตอนคลอดเคืองมากจนเขาต้องแกล้งบอกจะหายหน้าไปสักพัก

ญาดากลัวเขาหนีจริงๆ รีบรั้งไว้ “อย่านะ...ดาจะไม่ยอมรออย่างทรมานอีกแล้ว...ห้ามไปไหนอีก”

“ผมมีบ้านให้กลับ มีลูกเมียรออยู่ แล้วผมจะไปไหนได้อีก...รักคุณที่สุด”

ชาคริตบรรจงจูบญาดาด้วยความรักสุดหัวใจ...ต่อจากนี้คือการเริ่มต้นอันสดใส ไม่มีอีกแล้วไฟแค้นที่เผาผลาญใจแทบมอดไหม้เหมือนที่ผ่านมา...

ooooooo

–อวสาน–


ละครระเริงไฟ ตอนที่ 15(ตอนจบ) อ่านระเริงไฟ ติดตามระเริงไฟ ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์, วรนุช ภิรมย์ภักดี 5 ม.ค. 2561 09:35 2018-01-08T05:37:51+00:00 ไทยรัฐ