ข่าว

วิดีโอ



เพลิงพรางเทียน

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า-แฟนตาซี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ปานตะวัน

กำกับการแสดงโดย: วรวิทย์ ศรีสุภาพ

ผลิตโดย: บริษัท กู๊ดฟีลลิ่ง จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: พงศกร เมตตาริกานนท์,ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์

กลินท์วิ่งทะลวงบ่าวไพร่ที่ยืนมุงดูอยู่เข้าไปร้องบอก “ปล่อยแม่กับพี่สาวฉันไปเถอะ”

ไพคาเห็นกลินท์ก็บอกเจ้าวงเดือนว่า อีเทียนคำไม่เป็นอะไร หมายความว่าไอ้สิงห์?

“ใช่ ไอ้สิงห์ทำอะไรฉันไม่ได้” กลินท์ประกาศ

“เพราะเป็นผีน่ะสิ คนมีวิชาอาคมอย่างไอ้สิงห์ถึงทำอะไรมึงไม่ได้”

“ใช่ เทียนคำมันเป็นผี เพราะพวกแกฆ่าเทียนคำไปแล้วไง”

เจ้าน้อยมองเจ้าวงเดือนขวับ เจ้าวงเดือนละล่ำละลักด่ากลินท์ว่าพูดอะไร ด่าอีบ้า! ไพคาก็ประสานเสียงตวาด “มึงพูดอะไรของมึง” กลินท์ไม่ตอบโต้แต่บอกให้ปล่อยแม่กับพี่สาวตนเดี๋ยวนี้

เจ้าวงเดือนถามว่ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งตน กลินท์สวนทันควันว่าสิทธิ์ของเจ้ากรรมนายเวร บอกให้ปล่อยแม่กับพี่สาวตนเสียแล้วตนจะอยู่รับโทษทุกอย่าง เจ้าน้อยบอกเจ้าวงเดือนทำตามที่รับปากไว้ เจ้านางพูดอะไรไว้ต้องรักษาคำพูด เจ้าวงเดือนจนแต้มแต่ยังไว้เชิงเชิดหน้าสั่ง

“ปล่อยมัน”

พอคำป้อกับอุ่นเฮือนได้รับการปลดเชือก ร่างทั้งสองก็ร่วงลงกองกับพื้น แต่ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว กลินท์บอกอุ่นเฮือนให้พาแม่ไปเร็ว ไม่ต้องเป็นห่วงตน ตนเอาตัวรอดได้ พออุ่นเฮือนประคองคำป้อออกไป

เจ้าวงเดือนก็สั่งเหี้ยม

“เอาตัวมันไปมัด!”

บ่าวไพร่กรูกันลากกลินท์ไป เจ้าน้อยได้แต่ยืนมองและคิดหาทางช่วย

กลินท์ถูกมัดมือมัดเท้าไว้ที่กลางลาน แต่ปากยังด่าพวกเจ้าวงเดือนว่าเป็นพวกหมาหมู่ เจ้าน้อยบอกเทียนคำให้หยุดพูดเดี๋ยวตัวเองจะเดือดร้อน กลินท์ท้าเจ้าน้อยให้แสดงความเป็นผู้นำของคุ้ม แต่เจ้าวงเดือนถือหวายเข้ามาให้เจ้าน้อย ตะโกนยุให้ฟาดมันเลย

คนเนรคุณแบบนี้ต้องเจอหนักๆ ทั้งที่เจ้าน้อยเคยช่วยชีวิตมันไว้ มันยังคิดร้ายอกตัญญู

กลินท์โต้ว่าเจ้าน้อยไม่เคยช่วยชีวิตตนพ้นจากเขี้ยวเสืออย่างที่คุยโอ้อวด คนที่ช่วยชีวิตตนโดยการโยนไฟใส่เสือคือพ่อหนานแก้ว

สิ้นเสียงกลินท์ฟ้าผ่าเปรี้ยง! ราวกับมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น คำป้ออยู่ที่บ้านยกมือไหว้อธิษฐาน

“ขอให้ปาฏิหาริย์จากฟ้าช่วยให้มันแคล้วคลาดปลอดภัย สาธุ”

กลินท์เปิดโปงว่าแม้แต่ฟ้ายังเป็นพยานว่าเจ้าน้อยพูดปด ท่านใช้โอกาสนั้นสร้างตัวเองเป็นวีรบุรุษเพื่อให้เทียนคำหลงเชื่อจนยอมฝากชีวิตไว้กับท่าน มอบทุกอย่างให้กับท่านแล้วท่านก็ทำร้ายเทียนคำ

เจ้าน้อยถูกกลินท์แฉก็ทั้งตกใจอับอายเงอะงะ เจ้าวงเดือนด่ากลินท์ว่าโกหก

“ฉันไม่ได้โกหก เจ้าน้อยนั่นแหละโกหกเจ้าพ่อเจ้าแม่ โกหกคนทั้งคุ้ม”


“มึงหยุดพูดเดี๋ยวนี้อีเทียนคำ” เจ้าน้อยฟาดกลินท์หมายให้หยุด “เพราะมึงคนเดียวที่ทำให้คุ้มของข้าต้องเจอความวิบัติฉิบหาย เจ้าพ่อเจ้าแม่ไม่สบายลุกเดินไปไหนไม่ได้ก็เพราะมึง”

กลินท์บอกว่าไม่ใช่ตน แต่เพราะเจ้าเวียงสวรรค์ผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับพ่อหนานแก้ว ทุกคนที่นี่ถึงมีอันเป็นไปไม่มีความสุข

เจ้าช่อเอื้องที่ยังรับรู้ทุกอย่างแต่พูดไม่ได้ น้ำตาไหลพรากพยายามพยักหน้า เจ้าน้อยดีใจเข้าไปหาแต่ปากก็ยังเถียงกลินท์ว่าอย่ากล่าวหาเพราะคนในคุ้มไม่มีใครคิดทำร้ายมึง

กลินท์เปิดโปงว่าเจ้าวงเดือนไม่เคยเลิกอาฆาตเทียนคำ ความวิบัติทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่เจ้าวงเดือนฆ่าเทียนคำแล้ว เจ้าน้อยถามเจ้าวงเดือนว่าจริงหรือ เจ้าวงเดือนปฏิเสธหน้าซีดปากสั่น เจ้าช่อเอื้องที่พยายามจะพูดก็เกิดปาฏิหาริย์พูดออกมากระท่อนกระแท่น

“จะ...จริง...”

เจ้าวงเดือนยิ่งตกใจหน้าซีด ไพคาปราดเข้าไปถามว่าหรือยาที่เจ้าให้มันกินจะเริ่มหมดฤทธิ์แล้ว เจ้าวงเดือนบอกเจ้าน้อยว่าเจ้าแม่อาจเพ้อเพราะไม่สบาย ตอนนี้ได้เวลาให้แม่กินยาแล้ว สั่งไพคาเอายามา

“ยะ...ยา...ยาพิษ” เจ้าช่อเอื้องพยายามบอก “มันวางยาพิษแม่ มันมีมนตร์ดำ มันเล่นของใส่คุ้มของเรา”

เจ้าวงเดือนหาว่าเจ้าแม่เพ้อใหญ่แล้ว สั่งไพคา

ที่เอายามาให้เอาให้เจ้าแม่กินเร็ว เจ้าช่อเอื้องพยายามเบือนหน้าหนี เจ้าน้อยแย่งถ้วยยาไปบอกว่าตนจัดการเอง เจ้าวงเดือนก็เร่งว่ายาบำรุงต้องกินทันทีหลังปรุงเสร็จให้เจ้าน้อยรีบให้เจ้าแม่กินก่อนที่ฤทธิ์ยาจะเสื่อม ไพคาก็ช่วยเร่งรัด

เจ้าน้อยหันขวับบอกไพคาว่าถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องกินให้ดู จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างที่เจ้าแม่พูดหรือเปล่า ไพคาหน้าซีดเผือด ถูกเจ้าน้อยเอายากรอกปากจนได้

ทันทีที่ถูกกรอกยา ไพคาก็หายใจหอบตัวแข็งทื่อดิ้นเฮือกสุดท้ายขอให้เจ้าวงเดือนช่วยด้วย

เจ้าน้อยถึงกับน้ำตาคลอเมื่อรู้ว่าเจ้าแม่โดนวางยาจริงๆ ขว้างถ้วยยาหันตะคอก

“วงเดือน!”

เจ้าวงเดือนปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำตนถูกเทียนคำใส่ร้าย เจ้าน้อยแค้นคลั่งตบเจ้าวงเดือนล้ม บอกว่าเจ้าแม่ไม่เคยโกหกตน เจ้าวงเดือนจนแต้มรับว่าที่ทำเพราะรักเจ้าน้อยทำเพื่อให้เจ้าน้อยได้เป็นเจ้าหลวง

เจ้าน้อยพูดอย่างรู้สึกผิดว่า เพราะตนอ่อนแอเห็นแก่ตัว ทุกอย่างจึงพังพินาศแบบนี้ พูดเสียงสั่นเครือว่า

“ถ้าข้าไม่คิดถึงเกียรติยศหน้าตา ความเหมาะสม เมียของข้าก็คงจะเป็นเทียนคำไม่ใช่เจ้า!”

เจ้าวงเดือนกรี๊ดสติแตกพุ่งเข้าทำร้ายกลินท์ที่ถูกมัดกับเสาอย่างบ้าคลั่ง เจ้าน้อยรีบเข้าไปห้าม แต่เจ้าวงเดือนสติแตกหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว คว้าตะเกียงน้ำมันขว้างไป ตะเกียงแตกเปลวไฟลุกพึ่บลามไปไหม้เรือนใหญ่อย่างเร็ว กลินท์ตะโกน “ไฟไหม้!” เจ้าน้อยได้สติตะโกนให้ช่วยกันดับไฟ


บ่าวไพร่ช่วยกันดับไฟ แต่เจ้าวงเดือนที่คลุ้มคลั่งกลับคว้าตะเกียงขว้างไปอีกไฟก็ยิ่งลุกโชน!

คำป้อกับอุ่นเฮือนเห็นไฟไหม้เรือนใหญ่ก็รีบวิ่งไปด้วยความเป็นห่วงเทียนคำ

กลินท์เห็นเจ้าวงเดือนขว้างตะเกียงอย่างบ้าคลั่งก็ตะโกนบอกเจ้าน้อยว่าดับไฟไม่ทันหรอกให้รีบพาเจ้าเวียงสวรรค์และเจ้าช่อเอื้องหนีไปก่อน เจ้าน้อยจึงให้คำแปงพาเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ไป

กลินท์ถูกมัดอยู่ ไฟลุกลามใกล้ตัวทุกทีนึกว่าต้องตายในกองเพลิงนี้แน่แล้ว คิดในใจว่า

“ไม่ว่าไฟแบบไหน สุดท้ายไฟก็เผาฉันจริง”

คำป้อกับอุ่นเฮือนวิ่งมาเห็นกลินท์กำลังจะถูกไฟคลอกวิ่งเข้าไปช่วย คำป้อเห็นมีดปอกผลไม้วิ่งไปเอามาตัดเชือกแล้วเอามีดเหน็บชายพก สองคนแม่ลูกช่วยพากลินท์ออกมาจนปลอดภัย คำป้อให้อุ่นเฮือนเฝ้ากลินท์ไว้ ตัวเองวิ่งไปช่วยดับไฟที่เรือนใหญ่

ส่วนเจ้าวงเดือนไม่ยอมไปไหนรอแต่จะให้

เจ้าน้อยมาช่วย คำป้อเข้าไปช่วยเจ้าวงเดือนก็ไม่ยอมไป รอแต่จะให้เจ้าน้อยมาช่วย คำป้อจึงไปอ้อนวอนเจ้าน้อยให้ไปช่วยเจ้าวงเดือน เจ้าน้อยตัดสินใจไปช่วยแต่เจ้าวงเดือนกับไพคาก็ถูกขื่อติดไฟหล่นทับ เจ้าน้อยชะงักแล้วหันหลังเดินกลับ ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง

กลินท์รู้สึกตัวถามหาแม่ อุ่นเฮือนบอกว่าขึ้นไปช่วยคนบนเรือนดับไฟ ถามถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่รู้ว่าปลอดภัยจึงถามถึงเจ้าวงเดือน พอรู้ว่ารอเจ้าน้อยไปช่วยอยู่ กลินท์รำพึงสมเพช “เพราะความรักความหลงแท้ๆ”

กลินท์บอกอุ่นเฮือนว่าดีใจที่ได้เป็นน้องสาวพี่ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้วตนต้องกลับไปโลกของตนและเราคงไม่ได้พบกันอีก อุ่นเฮือนถามว่า “เอ็งพูดอะไร...”

“ฉันไม่ได้บ้า ฉันไม่ใช่เทียนคำ ฉันชื่อกลินท์

ฉันมาจากอนาคต หรือเอาง่ายๆก็คือ เทียนคำกลับชาติมาเกิดเป็นฉัน...ฉันกลับมาเพื่อสะสางความแค้นที่เทียนคำถูกกระทำ แต่ตอนนี้หมดเวลาแล้ว ฉันต้องกลับไปโลกของฉัน พี่ไม่ต้องห่วง เราสองคนจะได้เจอกัน อยู่ด้วยกัน รักกัน เราจากกันแค่ตอนนี้ แต่เราจะได้เจอกันในโลกอนาคต ฝากลาแม่ด้วยนะ”

กลินท์ลุกขึ้น มองคุ้มเวียงสวรรค์ที่กำลังถูกไฟไหม้

“จบสิ้นความแค้นของฉันซะที ถ้ามีสิ่งใดที่ล่วงเกิน จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา ฉันขออโหสิกรรม”

กลินท์หมุนตัวออกไป อุ่นเฮือนใจหาย มองตามจนกลินท์ลับร่างไป พึมพำ “เทียนคำ...” แล้ววิ่งตาม แต่ก็ต้องหยุดเมื่อร่างกลินท์ค่อยๆหายไป

คำป้อมาถึงพอรู้ว่ากลินท์ไปทางประตูเวียงแล้ว ก็นึกสังหรณ์ใจบางอย่าง...

กลินท์กระเซอะกระเซิงไปใกล้ประตูท้ายเวียงก็ได้ยินเสียงคำป้อเรียกบอกว่าอย่าเพิ่งไป กลินท์ดีใจโผกอดแม่ คำป้อถามว่าจะไปไหน กลินท์บอกว่ากลับโลกของตน ถึงเวลาแล้ว ตนไม่ติดค้างอะไรอีกแล้ว แม่กับพี่อุ่นเฮือนปลอดภัยตนก็ดีใจแล้ว


คำป้อถามว่าไม่รักแม่แล้วหรือถึงจะไป

“รัก...รักมากจ้ะ แต่เทียนคำลูกสาวของแม่

ตายจากแม่ไปนานแล้ว ฉันเป็นเพียงผู้ประสานดวงจิตของเทียนคำให้กลับมาแก้แค้น ตอนนี้ถึงเวลาที่ฉันต้องกลับไปยังโลกของฉัน แต่ฉันจะจำแม่ และพี่อุ่นเฮือนไว้ตลอดไป...

ฉันลาก่อนนะแม่”

“ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รักเอ็งนะเทียนคำ แม่รักเอ็งยิ่งกว่าชีวิตของแม่ แต่เวลานี้ในเมื่อเอ็งก็ไม่ใช่เทียนคำ

คนเดิมแล้ว ก็อยู่ด้วยกันเสียที่นี่เถอะ”

ขณะกลินท์กำลังงงๆนั้น คำป้อเอามีดจากชายพกแทงกลางหลังคามีดไว้อย่างนั้นจนกลินท์ร้องลั่น อุ่นเฮือนวิ่งมาเห็นถามแม่ว่าแทงเทียนคำทำไม

“แม่ไม่อยากทำแบบนี้ แต่ในเมื่อเอ็งเป็นตัวซวย ตัวหายนะ กลับมามีแต่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายลงไป แม่เลยต้องทำ”

“ฉันกำลังจะไปแล้วแม่”

กลินท์น้ำตาไหลเสียใจอย่างที่สุด บอกคำป้อว่าพวกเขาทำร้ายตนก่อน แต่ตอนนี้ตนสำนึกแล้วและกำลังจะไป คำป้อพูดอย่างเจ็บปวดว่า

“ไปเพื่ออะไร ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างพังพินาศย่อยยับไปหมดแล้วเพราะเอ็ง ข้าตัดสินใจแล้ว ถ้าลูกของข้ามันคือตัวหายนะ ข้าในฐานะแม่ แม่ที่เลี้ยงเอ็งมากับมือ ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน ข้าก็ต้องแก้ปัญหา”

คำป้อดึงมีดออกมาจะแทงซ้ำ อุ่นเฮือนดึงมีดไว้อ้อนวอนแม่ให้ปล่อยมันไปเถอะ บอกกลินท์ให้รีบหนีไป กลินท์น้ำตาไหลพรากเอ่ยลาแม่กับอุ่นเฮือน อุ่นเฮือนพยุงร่างคำป้อที่ทรุดกับพื้นร้องไห้ไปด้วยกัน

กลินท์พยายามพาร่างโชกเลือดไปทางที่จะไปประตูเมือง แต่ไม่ทันถึงก็หมดสติเสียก่อน...

ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ สายป่านกับเน่าเป็นห่วงกลินท์ที่หายไปและเบนก็ยังไม่ฟื้น สายป่านจะไปตามหากลินท์ เน่าจะไปด้วย โดยจะฝากเบนไว้กับพยาบาล บอกสายป่านว่า

“พรุ่งนี้เราบินไปเชียงใหม่แล้วก็ไปรอลินท์ที่ประตูเชียงใหม่ เพราะเบนเคยบอกว่าลินท์เข้าออกได้ประตูละครั้ง ประตูเชียงใหม่เป็นประตูสุดท้ายที่ลินท์ใช้ผ่านเข้าออกมิติ”

“ถ้าดวงจิตของคุณเจอลินท์ คุณต้องกลับมาพร้อมลินท์นะเบน” สายป่านบอกเบนที่ยังนอนนิ่ง

ooooooo

เช้าตรู่กลินท์รู้สึกตัวก็ได้ยินเสียงม้าย่ำมา พอเสียงม้าหยุดก็มีคนกระโดดลงมา หลุยส์นั่นเอง!

หลุยส์เห็นกลินท์นอนจมกองเลือดอยู่ก็ถลาเข้าประคอง บอกว่าเธอถูกแทงและจะพาไปหาพ่อครูหลวง

“ไม่...ทิ้งฉันไว้ที่นี่ คุณไม่ควรมายุ่งกับฉันอีก ฉันมันตัวหายนะ ตัวซวย ไปสิ”

“ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น โชคดีที่แผลไม่ลึก คนที่แทงคงไม่ได้กะทำให้คุณตายหรอก” กลินท์บอกว่าแต่เขาเกลียดจนไม่อยากให้ตนมีชีวิตอยู่ “แต่ผมอยากให้คุณอยู่ คุณต้องกลับไปยังโลกของคุณ ที่นี่คุณอาจจะทำทุกอย่างพังพินาศหมด แต่ในโลกของคุณ คุณสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ”


“ใช่...ในเมื่ออดีตมันแก้ไขไม่ได้ ฉันก็ต้องเดินไปข้างหน้า”

“รีบไปกันเถอะ ผมจะไปส่งคุณกลับที่ประตูท้ายเวียง”

หลุยส์อุ้มกลินท์ขึ้นหลังม้ามุ่งหน้าไปที่เขตกำแพงเมือง ตลอดทางกลินท์นิ่งเงียบจนหลุยส์ถามว่าไหวไหม กลินท์ขอบคุณหลุยส์ที่อยู่เคียงข้างตนตลอดเวลาไม่ว่าตนจะทำเรื่องงี่เง่าแค่ไหนก็มีเขาเพียงคนเดียวที่เข้าใจตนมาตลอด ถามหลุยส์ว่า

“หลุยส์รู้ไหม ก่อนที่ฉันจะรู้จักคุณ ฉันไม่เคยเกลียดตัวเองเท่านี้มาก่อนเลย”

“ถ้าคุณเกลียดตัวเอง มันจะไปลำบากคนที่รักคุณนะ” กลินท์ถามว่าทำไมล่ะ “เพราะเขาจะรักคุณเพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งเท่า รักเผื่อตัวคุณเองไง เหมือนที่ผมทำอยู่...เพราะฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่รักตัวเองแล้ว เพราะผมไม่อนุญาต”

กลินท์ยิ้มทั้งน้ำตา กอดหลุยส์ไว้แน่น หลุยส์กระตุกม้าให้วิ่งต่อไป พอถึงประตูเชียงใหม่ หลุยส์

บอกกลินท์ให้ดูแลตัวเองพลางเอื้อมมือแตะบาดแผลอย่างเป็นห่วง

“คุณก็เหมือนกัน ดูแลรักษาตัวเองให้ดีนะ เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ยังไงอีกฟากประตูนั้นคุณก็รออยู่เหมือนกัน” กลินท์เขย่งขึ้นหอมแก้มหลุยส์อย่างซาบซึ้งแทนคำขอบคุณ “ขอบคุณนะสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ฝากดูแลแม่และพี่สาวฉันด้วย หวังว่าสักวันแม่คำป้อจะเข้าใจฉันนะ”

“โชคดีนะเทียนคำ...”

ฝ่ายแม่ชีธารทองที่นั่งสมาธิที่วัด แม่ชีอยู่ในภาวะว้าวุ่นใจไม่น้อย...พึมพำ

“ลูกต้องปลอดภัยนะแก้ว...แม่ขอส่งผลบุญถึงแก้วให้ปลอดภัย”

ooooooo

ก่อนจากกัน กลินท์ถอดสร้อยที่สร้อยสังวาลให้หลุยส์ บอกว่า

“ไม่ว่าคุณจะเชื่อในพระเจ้า หรือจะเชื่อในพระรัตนตรัย แต่ฉันอยากให้สร้อยเส้นนี้กับคุณ...สร้อยเส้นนี้ปกป้องฉันจากภยันตรายมาหลายครั้ง ฉันอยากให้คุณเก็บไว้เป็นตัวแทนของฉัน”

กลินท์เอาสร้อยใส่มือหลุยส์ หลุยส์กำสร้อยไว้แน่น เหมือนยอมรับสร้อยเส้นนั้น กลินท์ถอนใจโล่งอกที่ 

หลุยส์ยอมรับสร้อย แต่ก็ใจหายอย่างบอกไม่ถูก เหลือบมองหลุยส์ด้วยความรักและห่วงอาลัย บอกน้ำตาคลอ

“ฉันรักคุณ!”

พูดแล้วกลินท์วิ่งไปที่ประตู เห็นแสงขาวส่องทางและเสียงกลองอึกทึกดังขึ้นเหมือนวันที่กลินท์ข้ามผ่านอดีตในครั้งแรก

กลินท์หันมองหลุยส์เห็นเขาตะโกนเรียกแต่เธอไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร พลันร่างกลินท์ก็ถูกแสงสีขาวดูดหายไป หลุยส์กำสร้อยไว้แน่นมองตามปรากฏการณ์นั้นอย่างตื่นเต้น

เช้านี้ สายป่านกับเน่ากำลังใส่บาตรที่ประตูเชียงใหม่ ต้องตาเบิกโพลงเมื่อเห็นประกายทองสว่างจ้าอยู่กลางประตูพร้อมกับร่างของกลินท์ที่ยืนโซเซ เห็นปิ่นทองปักที่มวยผมเด่นชัด

“ลินท์!!”


สายป่านร้อง แล้วทั้งสายป่านกับเน่าก็พุ่งไปที่ประตู ไปไม่ทันถึง ร่างกลินท์ก็ทรุดลงกับพื้น สายป่านตกใจเมื่อเห็นร่างกลินท์เต็มไปด้วยเลือด

“ลินท์...ลินท์ ใครทำอะไรเธอ!”

“รีบพาลินท์ไปโรงพยาบาลเร็ว”

เน่าช้อนร่างกลินท์ขึ้นทันที...

ooooooo

อินทร์คุยกับทนายอยู่ที่บ้านสรวงโดยมีแม็คร่วมคุยด้วย เขาขอให้ทนายหาหลักฐานพยานแวดล้อมทุกอย่างมายืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ภรรยาตน ไม่ได้ตั้งใจ แม็คบอกว่าดีใจที่คุณอินทร์ทำเพื่อคุณติ๊

สรวงรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านอารมณ์ดี แต่พอเงยขึ้นก็ชะงักเมื่อเห็นดุษฎีเดินหน้านิ่งเข้ามา

“ลูกอยู่ข้างใน...” สรวงรีบบอก

“เข้าไปด้วยกันสิคุณสรวง นานแล้วที่เราไม่ได้คุยกัน ฉันอยากคุยกับคุณพร้อมลูก” ดุษฎีเสียงนุ่ม ญาติดี เดินตามสรวงเข้าไปใจก็นึกถึงที่ได้คุยกับแม็คก่อนหน้านี้...

วันนั้น...ดุษฎีเข้าไปหาแม็ค ตำหนิต่อว่าเขาที่ไม่บอกว่าอินทร์ไปที่บ้านพ่อ แม็คบอกว่าช่วงนี้เห็น

คุณอินทร์เครียดมาก ตนอยากให้คุณอินทร์ได้พักบ้าง ดุษฎี ไม่พอใจบอกว่าอินทร์กลับมาเมื่อไหร่จะให้ไล่เขาออก

“ไม่ออก ไล่ยังไงก็ไม่ออก” แม็คเสียงแข็ง ยืนยันว่าคนที่จะไล่ตนออกได้มีแต่คุณอินทร์คนเดียว ดุษฎีถูกแม็คเด็กรุ่นลูกตำหนิอย่างเจ็บแสบว่า “เพราะคุณเป็นคนอย่างนี้ไง เจ้ากี้เจ้าการ เจ้าอารมณ์ ชอบควบคุมไปเสียทุกอย่าง ผัวกับลูกถึงอยู่ด้วยไม่ได้”

ดุษฎีอ้าปากค้างจะด่าแม็ค แม็คบอกว่าตนไม่ใช่ทาสของคุณเข้าใจด้วย ซ้ำยังอบรมว่า

“รู้ไว้ด้วยนะครับที่คุณอินทร์นิสัยอย่างนี้ก็เพราะมีแม่อย่างคุณ ตามใจกันเข้าไป มีอย่างที่ไหนเห็นลูกทำผิดก็ยังยุยงส่งเสริม อย่างนี้สมควรจะเป็นแม่คนไหมเนี่ย... อายุอานามก็มากแล้วยังคิดอะไรไม่ได้อีก...ถามหน่อย เวลาลูกเดือดร้อนทำตัวเป็นที่พึ่งได้รึเปล่า ไม่งั้นคุณอินทร์เขาไม่หนีไปหาคุณสรวงพ่อเขาหรอก”

ดุษฎีถูกเด็กรุ่นลูกอบรมก็พูดไม่ออก แม็คยังเล่นชุดใหญ่ต่ออีก

“ที่ผมกล้าเถียงคุณดุษฎีอย่างนี้เพราะรักและเคารพคุณอินทร์เหมือนพี่ชายแท้ๆ ถึงคุณอินทร์จะมีข้อเสียเรื่องผู้หญิง แต่คุณอินทร์ก็เป็นเจ้านายที่ดี ห่วงใยลูกน้อง ผมสงสารคุณอินทร์ ทุกครั้งที่มีปัญหาแต่ก็ไม่รู้จะไปพึ่งใครเลยต้องมาระบายกับคนนอกอย่างผม”

แม็คน้ำตารื้นอย่างเห็นใจอินทร์

“คุณดุษฎีเป็นแม่ของคุณอินทร์แท้ๆ ทำไมถึง

ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีล่ะครับ ผมรู้ว่าที่คุณอินทร์เป็นอย่างนี้เพราะครอบครัวไม่อบอุ่น คุณอินทร์ถึงต้องการความรักจากคนอื่นมาทดแทน...ผมพูดแค่นี้แหละครับ หลังจากนี้คุณดุษฎีจะคิดได้รึเปล่าผมก็ไม่รู้ จะบังคับให้คุณอินทร์ไล่ผมออกก็ได้ แต่ตอนนี้ระหว่างที่เจ้านายผมมีปัญหาชีวิต ผมขอทำหน้าที่เลขาของผมให้ดีที่สุดก่อน”


ดุษฎีถูกเด็กรุ่นลูกพูดจี้ใจดำก็พูดไม่ออก มองแม็คนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงออกไปเงียบๆ

วันนี้เมื่อมาหาอินทร์ที่บ้านสรวง ท่าทีของดุษฎีจึงต่างไปจนสรวงแปลกใจ เมื่อพาดุษฎีเข้าไปหาอินทร์ แม็คจึงขอตัวไปส่งทนายเพื่อให้พ่อแม่ลูกได้อยู่กันตามลำพัง

ดุษฎีมองอินทร์ที่ท่าทีตกใจบอกว่า

“ไม่ต้องห่วง แม่ไม่ได้มาหาเรื่องพ่อ และแม่ก็ไม่ได้โกรธเกลียดพ่อเหมือนเมื่อก่อน...และแม่ก็ไม่ได้โกรธที่เวลาแบบนี้อินทร์เลือกที่จะมาหาพ่อ...มันเป็นเรื่องปกติ ตรงไหนเย็นสบายไม่ร้อนรุ่มเหมือนไฟเผา ผู้คนก็พร้อมจะมา”

อินทร์กับสรวงมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของดุษฎี ดุษฎีพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น

“แต่อินทร์ก็น่าจะคุยกับติ๊บ้างนะลูก ไปเยี่ยมติ๊ให้พ่อแม่ของติ๊สบายใจว่าอินทร์ไม่ได้ทอดทิ้งติ๊” ดุษฎีถอนใจก่อนบอกว่า “มันอาจจะยากในการเริ่มต้นพูดคุยกันเหมือนแม่กับพ่อ แต่มันก็คือการเริ่มต้น”

สรวงมองดุษฎีอย่างไม่อยากเชื่อว่าภรรยาจะเปลี่ยนแปลงได้ถึงขนาดนี้ ดุษฎียังคงพูดเรื่อยๆว่า

“แม่ว่า...ติ๊คงอยากได้กำลังใจมากๆ โดยเฉพาะ...

จากอินทร์” อินทร์บอกว่าเรื่องยังไม่จบตนไม่อยากสู้หน้าใคร เพราะตนเป็นต้นเหตุ ดุษฎีย้ำว่า “คำนี้อีกเหมือนกัน...ที่แม่ว่าติ๊อยากได้ยินจากอินทร์”

สรวงเห็นอินทร์หน้าเสียรีบบอกว่า

“มันอาจจะไม่ใช่ความผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าอินทร์เป็นฝ่ายยอมรับและเอ่ยปากขอโทษก่อน พ่อว่าติ๊คงสบายใจขึ้น อย่าลืมสิตอนนั้นทิฐิ ความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังทำให้ติ๊ขาดสติถึงขนาดขับรถชนคน”

“พร้อมเมื่อไหร่...รีบไปหาติ๊นะลูก” ดุษฎีแตะไหล่อินทร์เชิงให้กำลังใจก่อนเดินออกไป สรวงเห็นอินทร์เครียดก็แตะไหล่ให้กำลังใจอีกคนแล้วเดินตามดุษฎีไป

ระหว่างเดินออกมาด้วยกัน สรวงยิ้มอ่อนโยนยินดีกับการเปลี่ยนแปลงของดุษฎีที่บทจะเข้าใจอะไรก็เข้าใจได้ง่ายๆ

“เพราะความทุกข์ไงคะ ทุกข์ที่เห็นลูกทุกข์และ ลูกเลือกที่จะมาอยู่กับคุณ มันก็ทำให้ฉันเข้าใจทั้งหมดทั้งปวง ที่ทำก็เพราะฉัน...รักตัวเอง”

“แต่การที่เรารักตัวเอง มันก็เป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้เรารักคนอื่นเป็นนะคุณ...อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ว่าคุณรักลูก...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราต้องอยู่เคียงข้างลูกด้วยกันนะคุณดุษฎี ให้เขารู้ว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร เราพร้อมจะช่วยเขาแก้ปัญหา เราจะไม่ทิ้งเขาอย่างแน่นอน”

“ค่ะ”

ทั้งสองยิ้มให้กัน ความไม่เข้าใจกันปลาสนาการไปสิ้น อินทร์ได้ยินทุกอย่างที่พ่อแม่คุยกัน ความเครียดความกังวลค่อยๆผ่อนคลาย...เหลือเพียงการลำดับเรื่องราวและค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ

ooooooo

กลินท์รักษาตัวในโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ เพื่อนๆเฝ้าอยู่ด้วยความเป็นห่วง สายป่านถามหมอว่าทำไมลินท์ยังไม่รู้สึกตัว หมอบอกว่าคงเพราะร่างกายอ่อนเพลียมากเลยมีอาการหลับลึกคงต้องให้พักผ่อนเต็มที่ก่อนแล้วรอดูอาการต่อไป ทุกคนจึงคลายกังวลลง

จู่ๆแม่ชีธารทองก็ผลักประตูเข้ามา สายป่านกับเน่ารีบยกมือไหว้ แม่ชีบอกว่าแม่มาเยี่ยมแก้ว สายป่านบอกว่าตั้งแต่กลับมาลินท์ยังไม่รู้สึกตัวเลย

“เดี๋ยวแม่จะลองเรียกแก้วดู”

สายป่านกับเน่าถอยออกมา แม่ชีเดินเข้าไปชิดเตียงยื่นมือไปลูบศีรษะกลินท์อ่อนโยนแล้วพนมมือท่องบทแผ่เมตตา

ในความมืด...กลินท์ได้ยินบทแผ่เมตตาก็รู้สึกอุ่นใจ ค่อยๆก้าวเข้าไปเหมือนพบทางออก พื้นที่ข้างหน้ามีแสงสว่างและมีเงาของใครคนหนึ่งยืนอยู่ กลินท์เขม้นมองจึงเห็นแม่ชียืนอยู่ในเงาของคำป้อ...

“เข้ามาหาแม่เถอะเทียนคำ” กลินท์ก้มกราบ

แม่ชีที่ยืนอยู่ข้างๆ ถามว่าแม่ไม่โกรธเทียนคำแล้วหรือ แม่ชียิ้ม เอ่ยอ่อนโยน “ความโกรธ ความแค้นมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา ซ้ำมีแต่ความทุกข์ทรมานใจมากขึ้นเพราะเราแบกรับมันเอาไว้”

แม่ชีบอกว่าตนก็เคยหลงไปในบ่อของความโกรธจนคิดจะฆ่าลูก ทำให้ลูกชิงชังแม่จนถึงตอนนี้ ถามว่า

“รู้แล้วใช่ไหมเทียนคำ ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอดีตได้ แล้วก็ไม่มีใครหนีกรรมที่ตัวเองทำไว้พ้น”

“ตอนนี้ลูกรู้แล้วว่าเวรกรรมคือความยุติธรรมที่เที่ยงตรงที่สุด ยิ่งได้เห็นศัตรูได้พบกับความย่อยยับ ลูกก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ลูกมีส่วนทำให้พวกเขาพบกับความวิบัตินั้น”

“รู้สึกสาแก่ใจแล้วใช่ไหม”

“ไม่ค่ะ พอได้เห็นชะตากรรมของเขาจริงๆ ลูกกลับรู้สึกเศร้าใจมากกว่า ความคิดของลูกตอนนี้คืออยากทำอะไรก็ได้เพื่อไถ่ถอนความผิดที่ได้ทำกับพวกเขาไว้”

คำป้อยินดีที่ลูกหลุดพ้นจากบ่วงกรรม กลินท์บอกว่าตนเป็นห่วงหลุยส์

“ไม่มีใครช่วยใครได้ จะดี จะชั่ว ต่างมีกรรมเป็นตัวกำหนด แม่พูดอย่างนี้เจ้าคงเข้าใจนะ”

กลินท์ก้มกราบแม่ชีอย่างซึ้งในคำสอน แต่พอเงยขึ้นแม่ชีก็หายไปแล้วมีแต่เสียงบทแผ่เมตตาที่แว่วมาจากไกลๆ ผสานกับเสียงแม่ชีแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล... “กลับมา...กลับมา...”

“แม่...”

กลินท์ร้องเรียกน้ำตาไหลพราก สายป่านกับเน่าที่เฝ้าอยู่พุ่งเข้าไปที่เตียงร้องเรียกกลินท์อย่างตื่นเต้น กลินท์พยายามลืมตา ในสายตาที่ยังพร่ามัว กลินท์เห็นสายป่าน เน่า และแม่ชีที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“แม่...แม่มาช่วยแก้ว”

กลินท์ลงจากเตียงก้มกราบแม่ชีน้ำตาไหลพราก แม่ชีขอให้เรียกตัวเองว่ากลินท์อย่างที่ลูกอยากเป็นเถอะ แม่อยากให้ลูกเป็นดวงตะวันที่อบอุ่นไม่ใช่พระอาทิตย์ที่แผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า กลินท์บอกว่าตนรู้ว่าแม่เสียใจแต่แม่ก็ยอมเพื่อตน

“แม่ทำเพื่อตัวเองด้วย ที่แม่มานี่ก็เพื่อล้างบาปให้ตัวเอง...บาปที่คิดฆ่าลูกตัวเองในชาติก่อน ถึงทำให้ลูกเกลียด ไม่รักแม่ ไม่แยแสแม่...เราต่างมีกรรมที่ต้องชดใช้ร่วมกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรแม่คนนี้ก็รักลูกที่สุด อย่าได้โกรธในสิ่งที่แม่ทำ ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้เลยนะ”

กลินท์มองแม่ชีธารทองพึมพำตาโตว่า เมื่อกี้...ลินท์ไม่ได้ฝัน แล้วโผกอดแม่ชี แม่ชีกอดตอบด้วยความเมตตา สายป่านกับเน่ามองอย่างซึ้งใจ พลันกลินท์ก็นึกได้ ถามสายป่านว่า เบนเป็นยังไง ฟื้นหรือยัง

สายป่านกับเน่าหน้าเสียไปทันที

ooooooo

ร่างเบนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่ในนิมิตเขากำลังเดินไปอย่างงุนงงวนหาทางออกไม่เจอ พลันก็ชะงักเมื่อเจอหลุยส์ที่หน้าเหมือนตนราวกับฝาแฝด เบนมองหลุยส์อย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นสิ่งที่กลินท์เคยบอกเล่า...

หลุยส์ยื่นสร้อยที่กลินท์ให้เบนไว้ เบนมองอย่างงุนงง...

ที่โรงพยาบาล หทัยกับปีเตอร์พ่อแม่ของเบนมาเยี่ยม เห็นเบนนอนอยู่บนเตียง มีขนมกล้วยกับแม่ยืนไหว้สวดมนต์อยู่ ทั้งสองพุ่งไปที่เตียง หทัยบอกว่าลูกเหมือนคนนอนหลับ ปีเตอร์ขอพระเจ้าคุ้มครองลูกด้วย

อึดใจต่อมากลินท์กับสายป่านเข้ามา ทั้งหมดไหว้ทักทายกัน ขนมกล้วยกับแม่ถอยห่างออกไป กลินท์เข้าไปจับมือเบนที่ยังนอนนิ่ง

กลินท์ขอโทษพ่อแม่เบน ทุกอย่างเป็นความผิดของตน ขนาดวันที่ตนจะกลับมาก็ยังทำให้หลุยส์เป็นห่วง พ่อแม่เบนฟังแล้วงง กลินท์จึงเล่าว่าหลุยส์ในอดีตกับเบนในปัจจุบันหน้าตาเหมือนกันมาก ตนเคยเจอหลุยส์ในอดีต มันอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อแต่มันเป็นเรื่องจริง ตนรู้จักหลุยส์มิชชันนารีสมัยพระเจ้ากาวิโลรส

หทัยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ปีเตอร์ประคองไปนั่งที่โซฟา หทัยร้องไห้บอกว่าคิดถึงคุณชวดหลุยส์ ตนไม่น่าทำสร้อยของท่านหายไปเลย กลินท์สนใจถามว่า

“สร้อยอะไรคะ”

“สร้อยพระจ้ะ เป็นมรดกของคุณชวดตกทอดกันมา ท่านชื่อหลุยส์ คุณชวดบอกคุณปู่ว่าสร้อยเส้นนี้จะปกป้องภยันตรายให้คนในครอบครัวเรา แม่พกใส่กระเป๋าติดตัวไว้ตลอดเวลา ตั้งใจจะให้เบนก่อนไปเมืองนอก แต่จู่ๆแม่หายังไงก็หาไม่เจอ”

แต่เมื่อหทัยเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าก็ทำตลับทองแบบโบราณตก พอเปิดตลับ ทั้งหทัยและปีเตอร์ก็ตะลึง หทัยพึมพำ “มาอยู่นี่ได้ยังไง?” พลางหยิบสร้อยเส้นเดียวกับที่กลินท์ให้เบนไว้ก่อนจากมา หทัยเล่าอย่างทึ่งว่าก่อนหน้านี้ สร้อยเส้นนี้หายไปหาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเล่าอย่างตื่นเต้นว่า

“ขนาดก่อนเดินทางกลับมา แม่ก็ไหว้พระอธิษฐานขอให้หาเจอ แต่แล้วจู่ๆสร้อยเส้นนี้กลับมาอยู่ในกระเป๋าของแม่ได้ยังไงไม่รู้”

กลินท์ขอดูสร้อย บอกว่านี่เป็นสร้อยที่ตนให้หลุยส์ไว้ก่อนเราจะจากกัน ตนมั่นใจว่าใช่ บอกหทัยว่า

“ลินท์คิดว่าหลุยส์กำลังส่งสัญญาณมาค่ะ” กลินท์ตาเป็นประกายอย่างมีความหวังบอกว่า “เบนจะต้องฟื้นค่ะแม่”

กลินท์วิ่งไปที่เตียงของเบน ทุกคนตามไปอย่างตื่นเต้น กลินท์จับมือเบน ชูสร้อยขึ้นบอก

“หลุยส์ คุณจำสร้อยเส้นนี้ได้ใช่ไหม ไม่ว่าคุณจะเชื่อในพระเจ้าหรือเชื่อในพระรัตนตรัย อย่าลืมนะว่าฉันเคยบอกกับคุณว่ายังไง”

ในนิมิต เบนเอื้อมมือไปรับสร้อยจากหลุยส์

“ฉันบอกคุณให้เชื่อใจฉัน ฉันรักคุณนะ คุณต้องพาเบนกลับมาหาฉันนะ ได้ยินไหมหลุยส์ คุณต้องพาเบนกลับมาหาฉัน เพราะคุณสองคนคือดวงจิตเดียวกัน คุณต้องพาเบนกลับมาหาฉัน”

กลินท์บอกขณะซบหน้ากับมือเบนที่เธอกุมอยู่ว่า

“เบน...ฉันทิ้งอดีตทุกอย่างหมดแล้ว คุณต้องกลับมาหาฉัน!”

ในนิมิต...เบนรับสร้อยจากหลุยส์ จังหวะที่มือของทั้งสองโดนกัน ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงของพ่อ แม่ กลินท์และสายป่านร้องเรียก

“เบน...เบน...เบน...”

เบนได้ยินเสียงเรียก นึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน เบนเงยหน้ามองหลุยส์ หลุยส์พยักหน้าให้แทนคำพูด

ทันใดนั้นเกิดแสงจ้าขึ้นบริเวณที่ทั้งสองยืนอยู่

จนภาพทั้งสองเลือนหายไป

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นทันที เบนฟื้นขึ้นมาท่ามกลางความดีใจของทุกคน ในมือของกลินท์กับเบนยังกุมสร้อยอยู่ หทัยบอกเบนว่า

“สวมสร้อยไว้นะลูก แม่คิดว่าคุณชวดอยากให้สร้อยอยู่กับตัวลูก”

เน่ากลับคอนโด พอเข้าห้องก็รู้สึกวังเวงอย่างประหลาด พอดีสายป่านอยู่ที่หน้าห้องเบนโทร.เข้ามาบอกอย่างตื่นเต้นว่าเบนฟื้นแล้ว เน่าดีใจมาก สายป่านบอกว่าตนยังตื่นเต้นขนลุกไปหมด เร่งเน่าให้รีบมาจะได้คุยกัน

เน่ากวาดตาดูไปรอบห้อง เพิ่งสังเกตเห็นว่าข้าวของของหนิมหายไปหมดแล้ว!

ooooooo

วันนี้อินทร์กลับบ้าน เขามองบ้านที่ไม่ได้กลับมานาน ใจก็นึกถึงปติมาว่ามาดูแลและปรนนิบัติ

อย่างเอาใจทั้งอาหารการกินและชีวิตประจำวัน พลันก็หลุดจากความคิดคำนึงเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

เป็นสายจากสรวงถามว่าอยู่ไหน พออินทร์บอกว่าอยู่บ้านก็บอกว่าพ่อก็หายห่วง

“พรุ่งนี้...ผมว่าจะไปเยี่ยมติ๊”

“ฝากบอกติ๊ด้วย...ขอให้ติ๊แข็งแรงหายเร็วๆ ไว้เดี๋ยวพ่อจะตามไปเยี่ยม”


“ครับพ่อ”

อินทร์วางสายจากพ่อ ยิ้มกับตัวเองเหมือนปลดล็อกได้แล้วบางส่วน...

แต่พออินทร์ไปโรงพยาบาล ก็เจอหมี่ซั่วกับเพื่อนนักข่าวรออยู่ หมี่ซั่วพุ่งเข้าหาอินทร์ทันที อินทร์บอกว่าตนไม่มีอะไรจะให้สัมภาษณ์

“งั้นตอบมานิดเดียวก็ได้ค่ะ ที่มาเยี่ยมคุณติ๊วันนี้เพราะอะไรคะ อาการคุณติ๊กำเริบ?? คุณอินทร์จะหย่า?? เรื่องคดีความกับเบน??”

“บอกแล้วไง ไม่มีอะไรจะพูด” อินทร์พยายามเลี่ยงจะไปที่ห้องปติมา

“แล้วตกลงคุณอินทร์ยังไงกับกลินท์คะ?? เลิก ไม่เลิก จะคืนดีกันไหม??”

อินทร์ฉุนขาด ซัดหมัดเข้าหน้าหมี่ซั่วเต็มๆ นักข่าวแถวนั้นแตกฮือ ผู้คนถ่ายรูปไว้ทัน อินทร์เห็นกล้องก็ได้สติ วิ่งออกไปอย่างเร็ว พวกนักข่าววิ่งตามกันเป็นพรวน อินทร์หันชี้หน้าปรามโมโหสุดขีด

“ใครตามมาเจอต่อย!”

ท่าทางบ้าเลือดของอินทร์ทำเอานักข่าวหยุดกึก อินทร์เดินกลับไปที่จอดรถอย่างหัวเสียสุดๆ

ooooooo

ปองศรีกับวิศาลพ่อแม่ของปติมาที่เปิดร้านอาหารอยู่ต่างประเทศบินมาเยี่ยมลูกด้วยความเป็นห่วง

ปองศรีติงเตือนลูกสาวว่านับแต่มาก็เห็นแต่แพม อินทร์ไม่เคยโผล่มาเลย พอมาก็ต่อยนักข่าว ถามว่า

“มาถึงขั้นนี้แล้ว แม่ว่าแกต้องตัดสินใจแล้วล่ะยัยติ๊ว่าจะยังไงกับอินทร์”

วิศาลติงว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยตอนนี้ลูกต้องการกำลังใจ ปองศรีบอกว่าถ้าทุกข์นักก็ปล่อยมันไปซะ อย่าแบกไว้เลย โดยเฉพาะคนที่ไม่รักเรา ปติมาถามทั้งน้ำตาว่าแล้วชีวิตตนที่พังไปล่ะ? ปองศรีถามวิศาลว่าชีวิตลูก

ที่พังไปใครจะรับผิดชอบ วิศาลย้อนถามว่าแล้วเบนล่ะ ติ๊จะรับผิดชอบเบนยังไง

ถามแล้วเห็นทั้งแม่ทั้งลูกอึ้ง วิศาลตัดบทว่าอย่ามัวถามหาคนผิดเลย ถ้าติ๊ตัดอินทร์ออกไปจากชีวิตได้แต่แรกเรื่องแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อติ๊ไม่ยอม

รั้งคนที่ไม่มีใจให้เราไว้ ลูกก็ต้องรับสภาพที่เป็นแบบนี้ ย้ำว่า

“ตอนนี้ติ๊ต้องทำเพื่อตัวเอง หยุดฟูมฟายแล้ว

ตั้งสติสู้คดี พิสูจน์ความจริงใจว่าไม่ได้ตั้งใจขับรถชนเบนเพื่อให้ศาลท่านเมตตา”

ดุษฎีบอกว่าคุณพ่อของติ๊พูดถูก ทุกอย่างอยู่ที่เราเอง ดุษฎีเล่าบทเรียนของตัวเองให้ฟังอย่างเปิดเผย ตำหนิตัวเองที่เข้าข้างอินทร์ ตามใจอินทร์เพราะคิดว่าผู้ชายมีแต่ได้

“มาตอนนี้เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่แม่ทำนั้นส่งผลต่อคนอื่นยังไง แม่ขอโทษนะติ๊...ขอโทษจริงๆ ติ๊ไม่ต้องห่วงนะต่อไปนี้แม่จะอยู่เคียงข้างติ๊ทุกอย่าง เพราะติ๊คือลูกสาวแม่” แล้วพูดกับปองศรีและวิศาลว่า “ขอเวลาให้อินทร์หน่อยนะคะ ฉันมั่นใจค่ะว่ายังไงอินทร์ต้องกลับมา”

คำพูดและท่าทีของดุษฎีทำให้ทุกคนสบายใจ

แพมก็รู้สึกผ่อนคลายแทนปติมาไปด้วย

ฝ่ายแม็คเล่าให้อินทร์ฟังว่าทนายบอกว่าคดีนี้


ไม่น่าหนักใจ เวลานี้เบนฟื้นแล้ว ถ้าทางคุณเบนไม่เอาเรื่องก็ยอมความกันได้ เดี๋ยวคุณทนายจะเจรจาให้

เบนฟื้นแล้ว เขาบอกขนมกล้วยว่าคุณแม่เล่าให้ฟังว่าตอนตนไม่สบายขนมกล้วยกับคุณแม่สวดมนต์ให้

ทุกวัน ขนมกล้วยบอกว่าทำเพราะหวังว่าบุญกุศลจะนำทางให้พี่เบนกลับมา แล้วพี่เบนก็กลับมาจริงๆ

ขนมกล้วยคุยกับเบนอย่างสนุกสนาน ยังคุยกันถึงละครที่จะได้เล่นด้วยกันว่าตนรออยู่อย่างใจจดจ่อ พอดีกลินท์กับสายป่านเดินเข้ามา เห็นเบนกับขนมกล้วยคุยกันอย่างสนุกสนานก็สะดุดใจเลยจะออกไปซื้อขนมมาให้กินกัน สายป่านอ่านอารมณ์กลินท์ออก ถามขณะเดินออกมาด้วยกันว่าไหวหรือเปล่า

 “ยังไงก็ต้องไหว...แค่รู้สึก...กรรมกำลังตามสนองฉันแล้ว แค่ขนมกล้วยนั่งเฉยๆกับเบนฉันยังรู้สึกว่าถูกแย่ง” สายป่านถามว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของพี่ติ๊แล้วใช่ไหม “ตอนนี้ฉันเข้าใจดีเลยล่ะป่าน นี่ขนาดขนมกล้วยไม่ได้คิดอะไรกับเบนในแง่นั้นฉันยังอดรู้สึกไม่ได้ แล้วที่ฉันทำทุกอย่างเพื่อแย่งอินทร์มาจากพี่ติ๊โดยไม่สนว่าพี่ติ๊

จะรู้สึกยังไง ตอนนี้ฉันรู้แล้ว”

สายป่านยิ้มกว้างอย่างยินดีจากใจจริง กลินท์เองก็ยิ้มอย่างปลอดโปร่งใจ แต่ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปก็รู้สึกมีเงาดำตามมา แต่พอจ้องมองก็ไม่เห็นอะไร จึงเดินกันต่อไป

เหตุการณ์แปลกๆนี้ยังเกิดที่ห้องแต่งตัวกองถ่ายละคร แพมเป็นผู้ประสบเหตุ รู้สึกมีเงาดำอยู่ในอากาศ ซ้ำจู่ๆขวดล้างเครื่องสำอางก็หก น้ำยาหกนองพื้น โทรศัพท์มือถือที่ชาร์จอยู่ก็ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปลั๊กเครื่องไดร์ผมก็มีประกายไฟพุ่งออกมาเหมือนมีบางอย่างช็อต ไฟดับมืด แพมตกใจลุกหนีก็ลื่นหกล้ม

แม่ชีอยู่ที่กุฏิรีบสวดมนต์ให้แพม ไฟสว่างขึ้น

แม่ชีลืมตาอย่างโล่งอก

ช่างแต่งหน้าเข้ามาถามแพมว่าเป็นอะไร เจ็บตรงไหนไหม แพมบอกว่าไม่เป็นไรแค่ลื่นล้ม

แพมมองไปรอบห้องอย่างหวาดระแวง รู้สึกว่ามีพลังงานแปลกปลอมบางอย่างอยู่ในอากาศ

ปติมาอยู่ในห้องคนเดียว แอร์ที่เปิดปกติก็เกิดเย็นยะเยือกจนต้องลุกไปปิด มองที่ประตูเห็นเงาคนเดินผ่านไป ปติมาร้องถาม “แพมเหรอ?” พอเดินออกมาดู

ก็เห็นเพียงเงาดำผ่านไปแล้วไฟก็ดับทีละดวง...ทีละดวง จนสุดทางเดิน! ทันใดก็เห็นชายน่าเกลียดน่ากลัวเคลื่อนเข้ามาอย่างเร็วแทบชนหน้าตน

ปติมาร้องกรี๊ดสุดเสียง ตกใจเสียงตัวเองตื่นจึงรู้ว่าฝัน แต่ก็ใจคอไม่ดี เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างเข้ามาในชีวิต

ooooooo

คืนนี้อินทร์นั่งดื่มที่บ้านท่าทางครุ่นคิด แม็คเข้ามาทักว่าดื่มไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกเดี๋ยวขาดสติไปก่อเรื่องอีก อินทร์มองหน้าบ่นว่า “นับวันแกชักจะจู้จี้ยิ่งกว่าแม่ฉันแล้วนะ”


“ก็คุณดุษฎีเขาฝากให้ผมดูแลคุณอินทร์ ผมก็ต้องดูแลอย่างดีสิครับ เสียดายวันนั้นผมไม่ได้ไปด้วย” อินทร์ดักคอว่าจะได้ด่าตนที่โรงพยาบาลเลยใช่ไหม “เปล่าครับ แต่จะอัดนักข่าวจอมเสี้ยมแทนคุณอินทร์

น่ะครับ สาวๆจะได้เห็นลีลาแม่ไม้มวยไทยของผม

เผื่อจะมีเอฟซีในโซเชียลกับเขาบ้าง”

แม็คพูดติดตลกและชกลมจนอินทร์ขำ แต่ก็ยังเครียด แม็คมองอย่างเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

วันนี้เบนจะกลับบ้านแล้ว กลินท์กับสายป่านไปรับ สายป่านไปรอที่รถให้กลินท์ขึ้นไปรับเบนที่ห้อง

กลินท์มองหน้าเบนเหมือนมีอะไรในใจ เบน

กอดคอกลินท์ถามว่าหึงน้องขนมกล้วยหรือ กลินท์ถาม กลบเกลื่อนว่าหึงทำไม

“โห! ไม่หึง...นี่ลินท์ไม่คิดอะไรกับผมเลยเหรอ”

“ไม่เลยซักนิด...”

กลินท์ตอบยิ้มๆ แต่ทำเอาเบนหน้าเจื่อน ถามตัดพ้อว่าไม่หึงจริงอะ? กลินท์บอกว่าไม่หึงเพราะไว้ใจเขา ถามว่าแล้วเขาล่ะไว้ใจตนหรือเปล่า เบนมองหน้ากลินท์สายตาเต็มไปด้วยคำถาม กลินท์กลับบอกว่า

“ลินท์อยากไปหาพี่ติ๊ อยากคุยเรื่องอินทร์”

เมื่อสายป่านไปถึงคอนโดฯของเบน มีโทรศัพท์จากสร้อยสังวาลเข้า กำลังจะรับก็เปลี่ยนใจกะทันหันเมื่อเห็นอินทร์ขับรถเข้ามา จึงรีบลงจากรถ สร้อยสังวาลเครียดที่สายป่านไม่รับสายตัดสินใจเดินออกจากร้าน

เบนเห็นอินทร์เดินตรงมาที่รถกลินท์สายป่านเดินตามมาหน้าตาเลิ่กลั่ก กลินท์เห็นอินทร์ก็รีบไปยืนข้างเบน แต่อินทร์ไม่ได้มองกลินท์เลย เขาตรงมาหาเบนเอ่ยสั้นๆ แต่ทำเอาทุกคนอึ้ง

“ผม...มาขอโทษคุณแทนติ๊...ติ๊ไม่ได้ตั้งใจขับรถชนคุณจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจชนลินท์ด้วย ติ๊เขาโกรธผม...อย่าเอาเรื่องติ๊เลยนะเบน...ผมขอร้อง”

ทุกคนเงียบ เบนกับอินทร์มองหน้ากันอย่างลูกผู้ชายแท้จริง!

แต่กลินท์อยู่ที่คอนโดฯก็ได้พบเห็นเงาร่างของชายที่น่าเกลียดน่ากลัวร้องกรี๊ดจนสายป่านตกใจวิ่งมาดูแต่ก็ไม่เห็นอะไรแล้ว คิดว่ากลินท์คงมีอะไรที่เหนือธรรมชาติอีกแล้ว ถามว่าทุกอย่างมันจบแล้วไม่ใช่หรือ

“ตอนแรกก็คิดว่าจบ แต่ตอนนี้ฉันสังหรณ์ว่า...มันยังไม่จบ”

กลินท์คิดว่าสิ่งแปลกๆที่ตนเจอนั้นเป็นเพราะตนยังไม่ได้ไปขอขมาปติมา ดังนั้นวันรุ่งขึ้นจึงไปหาปติมาพร้อมพวงมาลัยพวงใหญ่ที่ห้องกายภาพที่โรงพยาบาล

พอเห็นกลินท์ ปติมาก็มองอย่างไม่วางใจว่าจะมาไม้ไหน เห็นเบนเดินตามกลินท์เข้ามาก็ยิ่งระแวง

แต่จากสายตาอ่อนโยนของกลินท์และเบนทำให้สถานการณ์ผ่อนคลาย กลินท์เอ่ยขึ้นว่า “ลินท์มาขอโทษพี่ติ๊ค่ะ” พร้อมกับก้มกราบที่เท้า ปติมารีบประคองกลินท์ขึ้น กลินท์ยื่นพวงมาลัยให้ พูดจริงใจว่า

“ลินท์มาขอโทษพี่ติ๊จากหัวใจ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม แต่ที่ผ่านมาลินท์ผิดเองค่ะ ที่เห็นผิดเป็นชอบ จนเรื่องราวมันบานปลายใหญ่โต พี่ติ๊อภัยให้ลินท์ได้ไหมคะ”

“ได้สิ”

ปติมายิ้มอ่อนโยนรับพวงมาลัยจากกลินท์ กลินท์ไหว้ขอบคุณที่อกปติมา ปติมากอดกลินท์ บอก

“พี่ก็ทำเพื่อตัวพี่เอง เพราะถ้าพี่ไม่ปล่อย...พี่ก็ทุกข์ พี่ไม่อยากทุกข์” มองเบนแล้วเอ่ย “อภัยให้พี่ด้วยนะเบน พี่ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเบนจริงๆ”

เบนบอกว่าคุณอินทร์มาบอกตนและขอโทษตนแทนพี่ติ๊แล้ว และขอให้ตนอย่าเอาเรื่องพี่ติ๊ พูดจากใจว่า

“แต่ถึงคุณอินทร์ไม่ไป ผมก็รู้สึกว่าพี่ติ๊ไม่ได้ตั้งใจ”

“สำหรับคุณอินทร์ ยังไงพี่ติ๊ก็คือที่สุดค่ะ” กลินท์เอ่ย เบนบอกว่าคุณอินทร์ยังแอบบอกตนว่า...แต่ไม่ทันพูดเสียงอินทร์ก็ขัดขึ้น พลางเดินเข้าประคองปติมายิ้มกว้าง

“ไม่ต้องแอบแล้ว ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ขอโทษลินท์ด้วย แต่ต่อจากนี้ผมสัญญาจะดูแลคุณให้ดีที่สุด กลับบ้านเราด้วยกันนะติ๊”

“ติ๊รอคำนี้มานานนนน...นานมากๆเลยล่ะอินทร์” แพมตอบแทนปติมาที่ยิ้มปีติจนพูดไม่ออก

“ขอบใจมากนะแพมที่ดูแลติ๊อย่างดี” อินทร์ขอบใจแพมและกอดปติมาไว้แน่นแทนคำสัญญาทุกคนยิ้มมองกันอย่างมีความสุข

แต่พริบตานั้นไฟก็ดับพรึ่บ สายป่านร้องกรี๊ดชี้ไปที่มุมหนึ่ง ทุกคนหันมองเห็นสิงห์มองมาด้วยสายตาอาฆาต กลินท์ตกใจถามว่านายสิงห์มาที่นี่ได้ยังไง สิงห์ยิ้มร้ายบอกว่า

“มาตอนที่มึงหนีออกจากประตูท้ายเวียงไงล่ะ”

กลินท์นึกได้ว่าตอนที่ตนแยกจากหลุยส์วันนั้นได้ยินเสียงหลุยส์ตะโกนแต่ไม่ทันได้ยินชัด ที่แท้หลุยส์ตะโกนบอกกลินท์ว่า “เทียนคำระวังข้างหลังคุณ” เพราะหลุยส์เห็นสิงห์วิ่งตามกลินท์ออกไป!

กลินท์สงสัยว่าสิงห์ตามตนมาถึงโลกปัจจุบันได้ยังไง สิงห์พูดเหี้ยมว่า “ต่อให้มึงหนีไปไหนก็จะตามไปล้างแค้นสิ่งที่มึงทำกับกู” กลินท์บอกว่าตนไม่ได้ทำอะไรนายสิงห์ แต่สิงห์ไม่เชื่อ เพราะหลังจากเขาถูกไล่ออกจากคุ้ม ไพคาก็เอาห่อข้าวไปให้สิงห์ที่ถ้ำบอกว่าเทียนคำฝากมาให้ซ้ำบอกว่า

“ข้ารู้ว่าเอ็งมีใจให้อีเทียนคำ ถึงข้าจะเกลียดมันแค่ไหนข้าก็อยากทำเพื่อเอ็ง” ไพคาบอกสิงห์ให้กินข้าวที่เทียนคำฝากมาเสียจะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องเจ้านางไล่ออกมาอยู่ถ้ำ

แต่พอสิงห์แกะห่อข้าวก็แค้นจนบีบกะโหลกจนแตก ด่าลั่น

“อีผีร้าย อีนรกเทียนคำ มึงต้องตาย...มึงทำให้มนตร์กูเสื่อม ทำให้ชีวิตกูวิบัติฉิบหาย”

กลินท์ถามว่าสิ่งที่นายสิงห์ทำนี่หรือที่เรียกว่ามนตร์เสื่อม รู้ตัวไหมว่านายสิงห์น่ะตายไปแล้ว

เหตุการณ์ในอดีตคือเจ้าวงเดือนเห็นว่าหากปล่อยสิงห์ไว้อาจเป็นอันตรายกับตน จึงบอกสิงห์ว่าเขาถูกเทียนคำทำมนตร์ดำใส่และแทงฆ่าสิงห์ด้วยมือตนเอง ก่อนตายสิงห์อาฆาตว่า “ต่อให้ตายกลายเป็นผี กูก็จะจองล้างจองผลาญพวกมึงทุกคน”

 กลินท์แอบดูอยู่ พอเจ้าวงเดือนกับไพคาไปแล้วก็เดินไปนั่งข้างศพนายสิงห์เอามือปิดตานายสิงห์ให้ตายตาหลับ ไหว้ขออโหสิกรรม...“อโหสิกรรมให้ฉันด้วยนะนายสิงห์”

สิงห์จึงรู้ว่าตัวเองตายแล้วจริงๆ แผดเสียงอย่างเคียดแค้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน

เบนถามว่าเขาเป็นใคร กลินท์บอกว่านายสิงห์เป็นวิญญาณที่โดนพี่ติ๊ฆ่าตายเมื่อชาติที่แล้ว

อินทร์ขอให้ไปผุดไปเกิดเถิด พวกเราจะทำบุญไปให้

“ไม่! กูจะฆ่าพวกมึงให้หมดทุกคน” เสียงนายสิงห์ตะโกนก้อง

ปติมาขอให้ตนตายคนเดียวถ้าตนเป็นคนฆ่านายสิงห์ กลินท์ก็ให้เอาชีวิตตนไปเพราะตนเป็นคนทำให้นายสิงห์ต้องกลายเป็นแบบนี้ แม่ชีธารทองติงว่า ถ้าฆ่ากันชาตินี้ก็ต้องตามไปชดใช้กรรมกันอีกกี่ภพกี่ชาติ สร้อยสังวาลมาถึงบอกให้นายสิงห์หยุดสร้างเวรสร้างกรรมเถอะ

กลินท์ให้ฆ่าตนเสียถ้าทำให้นายสิงห์หมดทุกข์ เบนและทุกคนไม่ยอม และนายสิงห์ก็ไม่ยอมบอกว่าตนจะเอาชีวิตของพวกมันทุกคน แต่จังหวะที่นายสิงห์โผนเข้าไปก็ถูกเงาดำมากมายดึงนายสิงห์ไว้จากพื้นห้องที่แตกทะลุเห็นข้างล่างเป็นเปลวไฟ แล้วมือที่ดึงร่างนายสิงห์ก็ค่อยๆหายไป นายสิงห์ร้องไม่ยอมไปแต่ในที่สุดร่างนายสิงห์ก็ถูกดึงหายไปต่อหน้าทุกคน แล้วพื้นห้องก็กลายเป็นพื้นปกติ แม่ชีธารทองพูดกับสร้อยสังวาลว่า

“สุดท้ายก็ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้”

สายป่านขอโทษสร้อยสังวาลที่วันนั้นไม่ได้รับสาย สร้อยสังวาลบอกว่าไม่เป็นไร แต่เจ้าพ่อน้ำทิพย์ให้ตนมาเตือนเพราะเห็นวิญญาณอาฆาตตามกลินท์มาด้วย ตนคนเดียวคงทำอะไรไม่ได้จึงเชิญแม่ชีมาด้วย เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงชวนกันกลับ เบนถอนใจโล่งอกที่เรื่องร้ายๆจบเสียที ถามสายป่านว่าเน่ากลับมาหรือยัง

เน่าไปทำความเข้าใจกับหนิมแล้ว กลินท์ให้สายป่านไปบอกสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกับเขาและฝากเป็นตัวแทนขอบคุณแทนตนด้วย สายป่านเอาช่อดอกไม้ไปหาเน่า บอกว่ามีเรื่องจะบอก เน่าก็มีเรื่องบอกว่าตนจะแต่งงานกับหนิมแล้ว สายป่านอึ้งเลยแสดงความยินดีด้วย

ที่แท้สายป่านจะไปบอกเน่าว่าตนมีความรู้สึกกับเขาอย่างไร แต่สุดท้ายก็รู้ว่าตนมโนไปฝ่ายเดียว จึงถอย กลินท์ปลอบว่าตนเชื่อว่าชีวิตถูกลิขิตไว้หมดแล้ว อะไรที่เป็นของเราเดี๋ยวมันก็จะมาเองแหละ

กลินท์กับเบนจัดโรงทานเฮือนน้ำใจ ทุกคนในงานแต่งกายด้วยชุดล้านนา ดุษฎี สรวงกับแม็คยกอาหารหม้อใหญ่มาร่วมงาน สายป่านกับแม็คยืนมองบรรยากาศรอบๆอย่างมีความสุข ทั้งสองประสานสายตากันอย่างจัง เหมือนขั้วแม่เหล็กที่ดูดเข้าหากัน แม็คยิ้มสดใสให้ ทำเอาสายป่านยิ้มเขินไปเลย

อินทร์ดูแลปติมาอย่างดี เร่งให้หายเร็วๆ จะได้ไปเที่ยวรอบโลกด้วยกันและตนอยากได้เจ้าตัวน้อยให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วย ทั้งสองกอดกันอย่างมีความสุขและเปี่ยมด้วยความหวัง

ที่หน้าประตูท่าแพ เบนถามกลินท์จะกลับไปอีกไหม กลินท์ว่าไม่ เพราะจากวันนี้ชีวิตตนจะมีแต่ปัจจุบัน

“การไม่ยึดติด การปล่อยวางมันทำให้ชีวิตมีความสุขมากแค่ไหน...คุณเห็นหรือยัง”

“กว่าจะเห็นก็ทำเอาฉันสะบักสะบอม แต่มันก็คุ้มที่ฉันได้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง จนปล่อยวางมันได้ ตอนนี้ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน จะมีพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ฉันก็มีความสุขได้ เพราะใจฉันมีความสุข แล้วใจฉันก็มีคุณค่ะ...เบน”

ooooooo

-อวสาน-


ละครเพลิงพรางเทียน ตอนที่ 12(ตอนจบ) อ่านเพลิงพรางเทียน ติดตามเพลิงพรางเทียน ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย พงศกร เมตตาริกานนท์,ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ 4 มิ.ย. 2562 10:23 2019-06-08T02:04:53+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ