ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    พิรุณพร่ำรัก

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: "บอม ธนิน" ประกบ "ไอซ์ อามีนา" ใน "พิรุณพร่ำรัก"

    คลาก ครูเกอร์ ไปหาเดนิสที่โรงพยาบาลเพื่อถามข่าวโลแกนว่าไปต่างประเทศเมื่อไรจะกลับ เดนิส บอกว่าตอนนี้ตนยังติดต่อไม่ได้ คลากเปลี่ยนประเด็นถามว่า

    “คุณเดนิสรู้เรื่องที่เหว่ยซานเข้าไปแย่งที่เกาเทียนไปจากผมแล้วใช่ไหมครับ” เดนิสบอกว่าได้ยินเหมือนกันและตนได้ทัดทานไปแล้วแต่เหว่ยซานไม่ฟัง คลากปรารภว่า “ผมจึงอยากให้โลแกนรีบกลับมาเคลียร์เรื่องนี้เสีย เพราะถ้าไม่อย่างนั้น ผมคงต้องเอาเกาเทียนคืน”

    เดนิสบอกว่าตนเข้าใจความรู้สึกของเขาดี แต่ถ้าขืนทำอะไรลงไปมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และเขาจะเสียทั้งเงินและชีวิตคนเปล่าๆ คลากบอกว่าถ้าเหว่ยซานไม่ เริ่มต้นก่อนตนก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเดนิสติดต่อโลแกนได้ตนก็อยากให้เขาบอกเรื่องนี้แก่โลแกนด้วย เดนิสรับปาก คลากจึงขอตัวกลับ พอคลากกลับไป เดนิสก็เครียดเมื่อคิดถึงโลแกน

    คลากออกจากห้องเดนิส เจออาฟงยืนรออยู่ เขาบอกว่าโลแกนยังไม่กลับ อาฟงบอกว่าแสดงว่ายังไม่มีใครเจอโลแกน

    “ใช่ ถ้าวันนั้น คนที่ฉันเจอเป็นโลแกนจริง เขาไปเดินทำอะไรแถวนั้น แถมเดินกับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้”

    ที่ทางเดินในโรงพยาบาลนั่นเอง ชามินต์เดินคุยมากับเหม่ยหง พยาบาลรุ่นพี่ที่สนิทกัน เหม่ยหงเล่าว่าหมอโจพูดเชิงถามตนว่าหมอชาร์มมีแฟนหรือยัง ทำไมเขาชวนไปไหนถึงไม่เคยไปกับเขา ตนบอกว่าไม่มี

    “ทำไมพี่เหม่ยหงไปบอกเขาอย่างนั้นล่ะ”

    “อ้าว...พี่ก็บอกตามจริง สงสารเขานะ เขาขอให้พี่เป็นแม่สื่อให้ หมอชาร์มก็รับนัดไปทานข้าวกับเขาสักครั้งเถอะน่า”

    ชามินต์บอกว่าตนไม่ได้รักหมอโจ เหม่ยหงดักคอว่าแสดงว่ามีอยู่ในใจแล้ว บอกมาซิว่าใคร ชามินต์บอกว่าไม่มีก็ไม่เชื่อเดาว่าหมอเดนิสใช่ไหม ชามินต์บอกว่าไม่ใช่ ขอร้องเหม่ยหงอย่าพูดไปเดี๋ยวหมอเดนิสได้ยินเข้าจะไม่ดี

    “แต่พี่ว่าหมอชาร์มกับคุณหมอเดนิสก็เหมาะสมกันดี หมอชาร์มก็สวยน่ารัก ส่วนคุณหมอเดนิสก็ยังโสด”

    “เขาจะมาชอบชาร์มได้ยังไง ชาร์มเป็นแค่หมอเล็กๆคนนึง แต่คุณหมอเดนิสเขาเป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลเลยนะ”

    “ของอย่างนี้มันอยู่ที่บุพเพสันนิวาส คนเราถ้าได้ชอบได้รักกันแล้ว ต่อให้รวยจนแค่ไหน หรือถูกจับแยกจากกัน ยังไงก็ต้องกลับมารักกันวันยังค่ำ”

    “ชาร์มว่าพี่เหม่ยหงเนี่ย ท่าจะดูหนังเยอะไปแล้วนะ” ชามินต์พูดขำๆ เหม่ยหงบอกว่าตนพูดจริง แล้วเดินเลี้ยวผ่านไปทางลิฟต์ พอดีกับที่คลากกับอาฟงยืนอยู่หน้าลิฟต์ อาฟงเห็นสองสาวเดินผ่านไป ฉุกคิดได้ถามคลากว่า

    “ผู้หญิงที่นายบอกว่าเดินกับคุณโลแกนหน้าตาเป็นยังไงครับ” คลากบอกว่าหน้าตาดี ตัวไม่สูงมาก อาฟงมองชามินต์กับเหม่ยหงเดินผ่านมา ถามว่า “เท่าคนนี้ไหมครับ”

    คลากหันมอง พอดีชามินต์เดินเลี้ยวไปแล้วจึงเหลือแต่เหม่ยหง คลากบอกว่า “ไม่เหมือน คนนี้แก่กว่าเยอะ”

    ooooooo

    เหว่ยซานย่ามใจ สั่งอาเหวินให้รวบรวมสมัคร พรรคพวกเราให้มากที่สุด อาทิตย์นี้จะให้พวกเราไปยึดเขตซังอี้ของคลาก ครูเกอร์ อาฟงติงว่าจะดีหรือ เราจะล้ำเส้นเกินไปหรือเปล่า เหว่ยซานมองขวับถามว่ากลัวตายหรือ

    “ผมไม่ได้กลัวตายหรอกครับ แต่ผมกลัวว่าถ้าคุณโลแกนรู้เรื่องนี้ เขาต้องไม่พอใจเจ้านายนะครับ” เหว่ยซานบอกว่าตนเป็นว่าที่พ่อตามันไม่กล้าหือหรอก อาเหวินจะท้วงติงอีก ถูกเหว่ยซานตวาดให้หุบปากและไปเตรียมการตามที่ตนบอก

    ขณะนั้นนีล่าเดินเข้ามาพอดี เหว่ยซานถามว่ารู้หรือยังว่าโลแกนจะกลับเมื่อไหร่ นีล่าบอกว่าเขาเลื่อนไปเป็นสิ้นเดือน

    เหว่ยซานบ่นว่าไปไหนถึงยอมทิ้งงานเป็นเดือนๆ แบบนี้ ต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่ หรือว่าไปติดผู้หญิง นีล่าจำต้องปดแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าว่า อาจเป็นไปได้ถ้าสิ้นเดือนนี้เขากลับมาจะลองถามดูแล้วจะเลี่ยงไป

    “เดี๋ยวนีล่า ฉันจะเตือนแกนะ แกอย่าทำเป็นชะล่าใจปล่อยให้โลแกนไปกับผู้หญิงอื่นบ่อยๆ”

    “แต่พ่อก็รู้ว่าหนูไม่ได้รักพี่โลแกน”

    “รักหรือไม่รักไม่เกี่ยว พ่อต้องการให้แกแต่งงานกับโลแกนคนเดียวเท่านั้น” เหว่ยซานจ้องนีล่า เธอสะบัดหน้าไปเหว่ยซานมองอย่างฮึดฮัดขัดใจ

    นีล่าเข้าประชุมกับกรรมการบริษัท เมื่อกรรมการคนที่หนึ่งถามว่าโลแกนจะกลับเมื่อไร เธอบอกว่าสิ้นเดือน กรรมการอีกคนบ่นว่าสองเดือนเชียวหรือ โลแกนหายไปเกือบสองอาทิตย์แล้วนะ อีกคนบอกว่าขืนเป็นแบบนี้บริษัทจะเสียหาย

    “พอดีคุณโลแกนเขาไปเล่นสกีแล้วเกิดอุบัติเหตุขาหักน่ะค่ะก็เลยต้องอยู่โรงพยาบาล ที่ยังไม่กลับมาเพราะเขาไม่อยากกลับมาในสภาพที่ดูไม่ดี”

    กรรมการถามกันว่าแล้วเราจะเอายังไงดี คุณซิมกรรมการคนที่หนึ่งบอกว่าเราต้องแจ้งไปตามหน่วยงานและลูกค้าว่าโลแกนเกิดอุบัติเหตุจะสะสางงานทุกอย่างได้ตอนสิ้นเดือน นีล่ารีบเห็นด้วย กรรมการซิมจึงเลิกประชุม

    นีล่าไม่สบายใจเพราะยิ่งโกหกเรื่องโลแกนก็ยิ่งถลำลึก บอกตัวเองว่าจะโกหกต่อไปไม่ได้แล้ว พอดีเจอเดนิส เธอปรารภอย่างหนักใจว่าตนไม่สามารถโกหกกรรมการบริษัทต่อไปได้อีกแล้ว เดนิสถามว่าทำไม?

    “ก็พวกเขากำลังสงสัยว่าพี่โลแกนหายไปไหนน่ะสิ แถมตอนนี้พ่อฉันก็เริ่มไม่เชื่อแล้วด้วยว่าทำไมอยู่ๆ พี่โลแกนถึงหายไปนานขนาดนี้”

    เดนิสบอกว่าตนก็ส่งคนไปหาโลแกนจนทั่วแล้วแต่ไม่เจอ พอดีมือถือเขาดัง เดนิสรับสาย นีล่ามองลุ้น

    “ฮัลโหล...ว่าไง...อะไรนะ เจอตัวโลแกนแล้วหรือ... แถวเต้าสงหรือ แกส่งคนออกไปดูแถวนั้น ดูทุกตรอกทุกซอย เข้าใจไหม” เดนิสสั่งเครียด พอปิดโทรศัพท์ เดนิสบอกนีล่าว่าตนต้องไปดูโลแกนแล้ว นีล่าคว้ากระเป๋าขอไปด้วย

    ooooooo

    ลูกน้องเดนิสพาไปที่ถนนย่านเต้าสงบอกว่าคนขายเกาลัดบอกว่าเห็นโลแกนเดินผ่านแถวนี้ เดนิสถามว่าแน่ใจหรือลูกน้องแน่ใจเพราะตนอัดรูปโลแกนแจกคนแถวนี้ไปทั่วแล้ว เดนิสสั่งให้ดูที่นี่ไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงทุกวัน

    นีล่าถามว่าถ้าเป็นโลแกนจริงๆ ทำไมเขาไม่กลับบ้านมาหาพวกเรา เดนิสก็สงสัย นีล่าคาดว่าคงไม่ใช่โลแกน แล้วชวนกันกลับ เดนิสจะให้รถไปส่ง นีล่าอ้อนว่าหิวชวนไปกินร้านอร่อยเดินไปอีกสองบล็อกเท่านั้น ชวนเดินไปเพราะอากาศกำลังสบาย

    นีล่าเกาะแขนเดนิสเดินไป เขาบอกให้ปล่อยใครเห็นเข้าจะน่าเกลียดเพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน นีล่างอนเอามือออกแล้วยืนหน้าง้ำบอกว่าไม่กินแล้ว ถามว่าเขาเกลียดตนใช่ไหม ตนรู้ว่าตั้งแต่ตนหมั้นกับโลแกนเขาก็เปลี่ยนไป พยายามตีตัวออกห่างทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราสนิทกัน ตอนเด็กๆเราเคยวิ่งเล่นหยอกล้อกอดคอกัน บางครั้งก็เคยจุ๊บกันด้วย

    เดนิสรีบห้ามอย่าพูดอีกคนอื่นได้ยินจะไม่ดี อีกไม่นานเธอต้องแต่งงานกับโลแกนเพราะพ่อเธอกับพ่อโลแกนตกลงกันไว้แล้ว นีล่าย้ำว่าเขาก็รู้ว่าตนไม่ได้รักโลแกน เดนิสบอกให้หยุดพูดแต่นีล่าอารมณ์ขึ้นพูดไม่หยุด ตัดพ้อว่าความพอใจของผู้ใหญ่แต่ความซวยทั้งหมดตกที่ตนคนเดียว หันตะโกนใส่เดนิส

    “ฉันเกลียดพี่ ได้ยินไหมว่าฉันเกลียดพี่” นีล่าร้องไห้วิ่งหนีไป เดนิสมองตามถอนใจพึมพำ

    “อะไรกันวะเนี่ย?”

    ooooooo

    วันนี้โลแกนไปรับชามินต์ที่จุดนัดพบตามปกติ ขณะเดินมาถึงป้ายรถเมล์ สวนกับชายคนหนึ่งที่มองเขาจนเหลียวหลัง โลแกนพึมพำอย่างระแวง

    “ไอ้นี่บ้ารึเปล่า อยู่ๆมาจ้องหน้าเรา” แต่พอหันกลับไปก็เห็นชามินต์มาถึงแล้ว เขาโบกมือเรียก “ทางนี้ครับ คุณหมอ”

    “ฉันรู้ว่านายมารับฉันตรงนี้ทุกวัน ไม่ต้องตะโกนเรียกฉันหรอก อายเขา”

    “ขอโทษครับ ผมคงดีใจน่ะครับที่เห็นหน้าคุณหมอ”

    “ไม่ต้องมาทำเป็นหวานเลย เอ้า...” ชามินต์ส่งกระเป๋าให้ถือแล้วเดินนำไป โลแกนเดินตามยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข

    มาพักกันริมแม่น้ำสวย ชามินต์ซื้อซาลาเปาแบ่งกันกิน โลแกนเล่าว่าเมื่อกลางวันตนไปซื้อหนังสือแถวเต้าสงมา ชามินต์ตกใจถามว่าไปถึงเต้าสงเชียวหรือ โลแกนบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าตนจะหลงเพราะตนทำเครื่องหมายไว้ตามเสาตลอดทางเลย

    “นายอย่าทำซ่าให้มากนัก ถ้านายหลงทางหายไป ฉันไม่ตามหาหรอกนะ”

    “ไม่มีทางหรอกครับ ถึงผมจะหลง ผมก็ต้องหาทางกลับมาหาคุณหมอให้ได้” พลางเอาหนังสือที่ซื้อมาให้ดู “นี่ครับ ผมเจอหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยด้วยเลยซื้อมาให้คุณหมอ เมืองไทยมีที่สวยๆเยอะเลยนะครับ”

    ชามินต์รำพึงว่าเห็นแล้ว อยากกลับเมืองไทยเหมือนกัน โลแกนถามว่าแล้วคุณหมอจะกลับเมืองไทยไหม เธอบอกว่าคงกลับและจะไม่มาที่นี่อีก โลแกนลุกเดินเลี่ยงไปยืนหันหลังร้องไห้กลัวว่าถ้าชามินต์กลับเมืองไทย แล้วชีวิตตนจะทำอย่างไรต่อไป ชามินต์บอกว่าอีกไม่นานเขาก็จะได้เจอกับครอบครัวแล้ว

    “ไม่เจอครับ ทุกวันนี้ผมยังจำอะไรไม่ได้เลย และถึงผมจะเจอครอบครัว ผมก็ไม่รู้จักเขา ชีวิตผมมีแต่คุณหมอคนเดียว สัญญากับผมนะครับ ว่าคุณหมอจะอยู่กับผมตลอดไป...นะครับ ผมรักคุณหมอ ผมรักคุณหมอจริงๆ บอกผมสิครับว่าถ้าคุณหมอไปเมืองไทยคุณหมอจะพาผมไปอยู่ด้วย” โลแกนโผกอดชามินต์ร้องไห้จนชามินต์บอกให้ปล่อยตนหายใจไม่ออก โลแกนรีบปล่อย “ผมขอโทษ ผมรักคุณหมอจริงๆนะครับ”

    “อย่าบอกฉันแบบนี้ มันไม่ดีรู้ไหม บางทีนายอาจจะมีลูกมีเมียหรือไม่ก็มีคนรักคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกัน แล้วถ้าเขามาได้ยินนายพูดแบบนี้กับฉัน เขาจะเสียใจ”

    “แต่ผมบอกแล้วไงครับว่าตอนนี้ผมไม่รู้จักใคร ผมรู้แค่ว่าผมรักคุณหมอ”

    ชามินต์มองลึกเข้าไปในดวงตาของโลแกน แม้ดวงตานั้นจะมีน้ำตาคลอเคลือบแต่หลังม่านน้ำตานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักความจริงใจของชายผู้โดดเดี่ยวนี้...

    ooooooo

    เดนิสถูกนีล่าตะโกนใส่หน้าว่าเกลียดเขาแล้ววิ่งหนีไป เดนิสยืนมึน เขาคิดถึงความสัมพันธ์กับนีล่าในอดีต ที่เขาซื้อพัดลมเล็กๆให้นีล่าเพราะเธอบ่นว่าร้อน ถามว่าชอบไหม นีล่าบอกว่าตนชอบทุกอย่างที่เขาซื้อให้

    นีล่าถามเดนิสว่าจำตุ๊กตาหมีที่เขาซื้อให้ตอนตนเจ็ดขวบได้ไหม เดนิสบอกว่าจำไม่ได้เพราะนานมากแล้ว นีล่าตัดพ้อว่าเขาไม่เคยจำเรื่องของตนเลย เดนิสถามว่าจะจำทำไมเพราะเราเจอกันทุกวัน

    “แต่ฉันจำเรื่องเกี่ยวกับพี่ได้ทุกอย่างเลยนะ จริงๆนะ”

    เมื่อนีล่ากลับมาถึงห้องนอน มองพัดลมในมือที่เขียนคำว่าไอเลิฟยูบนใบพัด ตัดพ้อว่า “พี่ไม่ได้รักฉันจริงนี่”

    แล้วนีล่าก็คิดถึงความเจ็บปวดที่เหว่ยซานบอกให้เธอหมั้นกับโลแกน นีล่าตกใจบอกว่าตนไม่ได้ชอบโลแกน

    “ชอบหรือไม่ชอบ แกกับโลแกนก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี เพราะตระกูลเรากับตระกูลโลแกนมีข้อตกลงกันว่า ถ้าใครมีลูกสาวและอีกคนมีลูกชายต้องให้รุ่นลูกรุ่นหลานแต่งงานกัน” ส่วนที่นีล่าบอกว่าตนไม่ได้รักโลแกนนั้น เหว่ยซานบอกว่า “อยู่ไปวันนึงก็รักกันเองไม่ว่ายังไงแกก็ต้องแต่งงานกับโลแกนเพราะมันเป็น คำสัญญาของบรรพบุรุษเรา”

    เวลานั้นนีล่าได้แต่ร้องไห้...กอดตุ๊กตาหมีที่เดนิสให้ตอนตนเจ็ดขวบ พูดกับตัวเองบอกพ่อว่า...

    “แต่หนูรักพี่เดนิสนะพ่อ...”

    ooooooo

    ชามินต์เห็นโลแกนร้องไห้เมื่อเธอบอกว่าจะกลับเมืองไทยและไม่มาที่นี่อีก เธอคิดถึงอดีตของตัว เวลานั้นเธอยังเด็กเธอต้องสูญเสียเพลิน เพื่อนคนเดียวที่รักและผูกพันกันมาก เพลินป่วยจนเสียชีวิต ชามินต์ใจสลายร้องไห้พร่ำขอว่า

    “เพลิน...เธออย่าทิ้งฉันไป...ฮือๆๆ เพลิน...แล้วฉันจะอยู่กับใคร...”

    ชามินต์มองโลแกนวันนี้ที่ร้องไห้ด้วยความรู้สึกเดียวกับเธอเวลานั้น เรียกโลแกน ปลอบว่า

    “นายหยุดร้องไห้เถอะ อีกไม่นานนายก็จะได้เจอครอบครัวของนายและได้กลับไปอยู่กับพวกเขา”

    โลแกนร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก บอกว่าตนไม่เจอใครหรอก ทุกวันนี้ตนยังจำอะไรไม่ได้เลย ถึงเจอครอบครัวตนก็ไม่รู้จักเขา คร่ำครวญว่า...

    “ชีวิตผมมีแค่คุณหมอคนเดียว สัญญากับผมนะครับว่าคุณหมอจะอยู่กับผมตลอดไป” โลแกนดึงชามินต์เข้าไปกอด “นะครับ ผมรักคุณหมอจริงๆ บอกผมสิครับว่าถ้าคุณหมอไปเมืองไทย คุณหมอจะพาผมไปอยู่ด้วย...”

    ชามินต์กลับมาคิดถึงชีวิตของตัวเองในอดีตกับโลแกนเวลานี้ไม่ต่างกันเลย...แล้วเธอก็แปลกใจเมื่อมีเสียงเคาะประตู โลแกนนั่นเอง เขาเอากำไลหยกมาให้ บอกว่าสะสมเศษสตางค์จากการซื้ออาหาร เห็นสวยดีและไม่แพงเลยซื้อมาฝาก ชามินต์ขอบใจ แต่วันหลังไม่ต้องซื้ออะไรให้ตนแล้ว

    แต่พอโลแกนไป เธอปิดประตูล็อกไปนอนที่เตียง หยิบกำไลหยกมาดู หลับตายิ้มอย่างมีความสุข

    ooooooo

    เช้านี้ ขณะโลแกนไปส่งชามินต์ ทั้งสองเดินดื่มกาแฟกันมาตามทาง ขณะเดินข้ามถนนเธอชวนเย็นนี้เราไปกินข้าวที่ร้านเล่งหงกันดีไหม แต่โลแกนหายไปแล้ว เธอตกใจวิ่งข้ามถนนกลับไปฝั่งเดิมมองหาโลแกนอย่างร้อนใจ

    เดนิสขับรถผ่านมาพอดี เขาชะลอรถถามว่ากำลังจะไปโรงพยาบาลใช่ไหม ชวนไปด้วยกันตนกำลังจะไปเหมือนกัน ชามินต์ลังเล เขาถามว่ารอเพื่อนอยู่หรืองั้นตนไปก่อน เดี๋ยวเจอกัน

    พอเดนิสขับรถผ่านไป โลแกนก็เดินมาหาชามินต์เอาดอกกุหลาบที่ซ่อนอยู่ข้างหลังให้บอกว่าเห็นสวยดีเลยอยากซื้อให้ถามว่าสวยไหม

    “อืม...สวย วันหลังถ้านายจะหยุดแวะตรงไหนบอกฉันก่อน ฉันตกใจหมดเลย”

    โลแกนถามว่าเธอกลัวตนหายไปหรือ ชามินต์ตอบว่าใช่พอนึกได้ก็ปฏิเสธว่าเปล่า เฉไฉมองดอกกุหลาบกลบเกลื่อน โลแกนยิ้มปลื้มแล้วชวนรีบไปกันเดี๋ยวสาย ชามินต์ถือกุหลาบเดินไปด้วยกัน โลแกนบอกให้ดมดูว่าหอมไหม ถ้าตนมีตังค์เยอะกว่านี้จะซื้อให้ช่อหนึ่งเลย โลแกนคุยอย่างมีความสุขที่ดอกกุหลาบถูกใจชามินต์

    แต่พอไปถึงโรงพยาบาล เหม่ยหงทักว่าใครให้ดอกกุหลาบมา เดาว่าคงเป็นหมอเดนิส ก็พอดีหมอโจเปิดประตูเข้ามาในมือถือดอกไฮเดนเยีย บอกว่าเห็นสวยดีไม่รู้ว่าหมอชาร์มชอบหรือเปล่า ทักว่าดอกกุหลาบของหมอสวยดีใครให้หรือ

    “ไม่มีใครให้หรอกค่ะ เหม่ยหงให้เอง” เหม่ยหงชิงตอบ หมอโจถามว่าฝากดอกไฮเดนเยียใส่แจกันด้วยกันได้ไหม ชามินต์อนุญาตเขาจึงเอาดอกไฮเดนเยียใส่แจกันเดียวกัน เหม่ยหงอมยิ้มเป็นนัยแล้วเดินออกไป เปิดโอกาสให้หมอโจอยู่กับชามินต์ตามลำพัง หมอโจจึงเดินไปกับชามินต์เพราะตนจะไปแผนกเด็กอยู่พอดี

    ระหว่างทางหมอโจถามถึงเพื่อนที่ความจำเสื่อมว่าเป็นอย่างไรบ้างไม่เห็นพามาหาหมอเลย

    “อ๋อ...ตอนนี้เขายังจำเรื่องอะไรในอดีตไม่ได้เลยค่ะ แต่ก็พูดจารู้เรื่องปกติ”

    “งั้นให้เวลาเขาสักนิดนะครับ แต่ถ้าให้ดีผมอยากให้มาเอกซเรย์สมองหน่อยจะได้รู้ว่าเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน”

    ชามินต์บอกว่าเขาไม่ยอมมา พูดถึงโรงพยาบาลก็ไม่ยอมมาท่าเดียว ทันใดนั้นเด็กชายเลิฟเดินมาหาชามินต์

    “คุณหมอชาร์มครับ นี่ครับผมเอาดอกไม้มาฝากคุณหมอด้วย หมอชอบไหมครับ”

    “ขอบใจจ้ะ ชอบจ้ะ”

    “ชื่อดอกฟอร์เก็ตมีน็อตครับ อย่าลืมเลิฟนะครับคุณหมอ”

    แม่ของเลิฟมาบอกให้ไปได้แล้วอย่ารบกวนคุณหมอเลยพลางจูงเลิฟไป ชามินต์มองตามเลิฟไปอย่างเอ็นดู

    “แหม...อิจฉาคุณหมอจัง วันนี้ได้ดอกไม้ถึงสามดอก อยากรู้จังว่าคุณหมอชอบดอกไหนมากที่สุด”

    “คงต้องชอบของน้องเลิฟน่ะค่ะ เพราะเขาบอกว่าฟอร์เก็ตมีน็อต”

    “อ้อ...หรือครับ” หมอโจพึมพำหน้าจ๋อย ชามินต์พูดแก้ว่าพูดเล่น แล้วขอตัวแยกไป หมอโจบอกตัวเองอย่างเพิ่งนึกได้ว่า “งั้นครั้งต่อไป เราต้องหาดอกไม้ที่มีความหมายให้เธอ”

    ooooooo

    จู่ๆวันนี้อาฟงก็มารายงานคลาก ครูเกอร์ ที่ห้องทำงานว่าเหว่ยซานกำลังให้ลูกน้องระดมคนเพื่อเข้ามายึดเขตซังอี้ของเรา ทั้งยังประกาศว่า อีกเจ็ดวันพวกมันจะเข้ายึดเขตเรา

    “ถ้างั้นแกก็เอาคนของเราไปเผาถิ่นของมัน สั่งสอนให้มันรู้ว่าถ้ายังขืนยุ่งกับเราอีกละก็ มันกับเราต้องตายกันไปข้าง” พออาฟงรับคำสั่งออกไป คลากจิกตาคำราม “ไอ้เหว่ยซาน!”

    คืนนี้เองอาฟงก็พาลูกน้องไปเผาบ้านคนในถิ่นของเหว่ยซาน ไฟลุกท่วมแดงฉานเป็นวงกว้าง ชาวบ้านหนีตายกันอลหม่าน ยังความแค้นแทบกระอักเลือดแก่เหว่ยซาน เขาทุบโต๊ะประกาศสงคราม

    “ไอ้คลาก ครูเกอร์ นี่แกกล้าเผาถิ่นของฉันงั้นหรือ ดี! เราจะได้เห็นดีกัน” อาเหวินถามว่าจะให้ไปเผามันบ้างไหม “ไม่ใช่เผา เราจะถล่มมันให้ราบเลย เอาคนของเราไป!”

    ขณะอาเหวินจะออกไปนั้น นีล่าเข้ามาพอดีบอกอาเหวินให้ช้าก่อน แล้วทักท้วงเหว่ยซานว่า

    “พ่อคะ หนูว่าถ้าพ่อทำแบบนี้เรื่องมันจะลุกลามไปใหญ่โตจะต้องมีคนตายเป็นร้อยนะคะ” เหว่ยซานอ้างว่ามันกล้ามาหยามเราก่อน “แต่พ่อเป็นฝ่ายเริ่มต้น ไปรุกล้ำเขตเกาเทียนของเขาก่อนนะคะ”

    “แกไม่รู้เรื่องอะไร เงียบเลย อาเหวิน ไปจัดการ!”

    “อย่านะอาเหวิน ถ้านายขืนทำอย่างนั้น ตำรวจจะต้องเข้าจัดการเรื่องนี้แน่ หนูรู้ว่าพ่อโกรธ แต่หนูขอให้พ่อใช้ความคิดมากกว่านี้ได้ไหมคะ เดี๋ยวเรื่องเล็กจะทำให้ธุรกิจอื่นเสียหายนะคะ” เหว่ยซานถามว่าแล้วจะปล่อยให้มันเผาถิ่นของเราหรือ! “รอให้พี่โลแกนกลับมาก่อนได้ไหมคะ หนูจะบอกให้พี่โลแกนจัดการกับคลาก ครูเกอร์ให้”

    เหว่ยซานถามว่าเมื่อไหร่โลแกนจะกลับ นีล่าบอกว่าคงไม่นาน

    “ก็ได้ ฉันจะรอ แต่ถ้าสิ้นเดือนโลแกนไม่กลับมาละก็ ฉันจะไปถล่มไอ้คลาก ครูเกอร์ ไม่ให้เหลือซากเลย”

    เหว่ยซานหุนหันเดินออกไป อาเหว่ยรีบตาม นีล่ามองตาม พึมพำทั้งโล่งใจหนักใจ

    “โอ๊ย...จะเป็นลม พี่โลแกน พี่อยู่ไหนเนี่ย ถ้าพี่ไม่กลับมา ทุกอย่างต้องลุกเป็นไฟแน่”

    ooooooo

    เย็นนี้...ขณะนั่งกันอยู่ริมทะเล โลแกนบอกชามินต์ว่าวันนี้ตนไปสมัครงานที่ซอยสามเขาขอบัตรประชาชนตนไม่มีเลยถูกไล่ออกจากร้าน ถามชามินต์ว่าตนจะทำอย่างไร ขอใช้นามสกุลหมอได้ไหม ชามินต์บอกไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน

    “เฮ้อ อย่างนี้ผมก็ช่วยคุณหมอทำงานหาเงินไม่ได้เลย”

    “ตอนนี้ยังไม่ต้องหรอก รอให้นายนึกออกหรือมีใครจำนายได้ก่อน วันนั้นเราก็จะรู้ว่านายคือใคร”

    ขณะชามินต์นั่งชมทะเลเพลินๆนั้นจู่ๆ โลแกนก็ถามว่า “คุณหมอคิดว่าผมเป็นคนยังไงครับ”

    “นายหรือ...ก็ดูเป็นคนดีนะ เพราะนายคอยรับส่งฉันทุกวัน ขยันทำงาน แถมยังทำอาหารเช้าให้ฉันกินทุกวัน” โลแกนบอกว่าหมายถึงเธอคิดอย่างไรกับตน ชามินต์ชะงักตอบอึกอัก “ก็...นายก็เป็นเพื่อนที่ดี”

    “แต่ผมรักคุณหมอนะครับ” โลแกนคว้ามือเธอไปกุม ถูกดุว่าบอกแล้วไงว่าไม่ให้พูดแบบนี้กับตน แต่โลแกนก็ยังพูดและต้องการคำตอบ ชามินต์ยืนยันว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดี ก็ถูกจู่โจมหอมแก้ม พอเธอตกใจก็ถามว่า “เพื่อนจุ๊บเพื่อนได้ไหมครับ” ชามินต์ยิ้มเขินลุกหนี โลแกนตกใจนึกว่าเธอโกรธลุกตามร้องเรียก “เดี๋ยวสิครับคุณหมอ...”

    พอตามไปถามว่าคุณหมอโกรธตนหรือ เธอบอกว่าเปล่ามันค่ำแล้วควรจะกลับได้แล้ว โลแกนยิ้มโล่งใจจูงมือชามินต์เดินกลับไปด้วยกัน...

    เดินเลี้ยวมาถึงที่ทิ้งขยะ โลแกนรับถุงขนมเปล่าจากเธอจะเอาไปทิ้ง แต่พอเดินไปเห็นกองขณะ โลแกนผงะ มือกำถุงขยะแน่นปวดหัวจนทนไม่ได้ต้องหลับตา พอหลับตาภาพขณะเขาหนีพวกที่ตามล่าก็หลอนจนเขาตัวสั่น ปล่อยมือที่กุมหัวพึมพำ “เหว่ยซาน”

    “นายเป็นอะไรโลแกน”

    โลแกนบอกว่าปวดหัวมาก ชามินต์จึงพาเดินกลับ พอถึงห้องพักก็เอาน้ำให้ดื่มถามว่าดีขึ้นไหม เขาบอกว่าดีขึ้นแล้ว ชามินต์ถามว่าเมื่อกี๊ได้ยินเขาพูดว่าเหว่ยซานถามว่าคืออะไร โลแกนจำไม่ได้และไม่รู้ความหมาย

    “ช่างมันเถอะ หมอเขาบอกว่ามันต้องใช้เวลา นายนอนพักเสีย พรุ่งนี้อาจจะจำอะไรได้ขึ้นมาบ้าง”

    โลแกนนอนอย่างว่าง่าย พึมพำสับสน “เหว่ยซาน ...เหว่ยซานคืออะไร...”

    ooooooo

    เช้าวันนี้ โลแกนตื่นสาย เขาจะรีบไปชงกาแฟให้ ชามินต์บอกว่าไม่ต้องตนออกไปซื้อข้างนอกก็ได้ บอกว่าเย็นนี้ไม่ต้องทำอาหารหลังเลิกงานจะพาไปกินร้านที่เขาชอบกิน พอชามินต์จะออกไป โลแกนเรียกไว้ขอจุ๊บทีได้ไหม

    “เอาไว้เย็นนี้กินข้าวเสร็จฉันจะให้นายจุ๊บ” โลแกนยิ้มดีใจนัดเย็นนี้เจอกัน พอชามินต์จะไป โลแกนเรียกไว้อีก เธอหันมาเขาก็บอก “ผมรักคุณหมอนะครับ”

    “นายบอกฉันหลายหนแล้ว” พอชามินต์เดินออกไป โลแกนยิ้มพึมพำอย่างมีความสุข...

    “ผมรู้นะ ว่าคุณหมอก็รักผมเหมือนกัน”

    ชามินต์เดินยิ้มเข้าโรงพยาบาล เหม่ยหงทักว่ายิ้มมาแต่ไกลต้องมีเรื่องอะไรดีๆแน่เลย คะยั้นคะยอถามว่าใครที่ทำให้หมอยิ้มได้ขนาดนี้ หรือว่าวันนี้นั่งรถมากับหมอเดนิส

    “เปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นชาร์มก็คงยิ้มหวานทั้งวันเลยล่ะค่ะ”

    เหม่ยหงถามว่าถ้างั้นเป็นใคร ชามินต์บอกว่าอีกไม่นานจะพามาให้รู้จัก เหม่ยหงซักว่ามีแฟนจริงจังแล้วหรือ บอกหน่อยได้ไหม ดูรูปก็ได้ ชามินต์บอกว่าเพิ่งรู้จักกัน อีกไม่นานจะพามาให้รู้จัก แล้วขอตัวไปทำงาน

    เหม่ยหงเดาไปเองว่าหรือจะเป็นหมอโจ พอดีหมอโจเดินเข้ามาถามว่าตนทำไม คุยถึงตนหรือ ถามว่าหมอชาร์มพูดถึงตนว่ายังไงบ้าง เหม่ยหงตอบให้ความหวังว่าหมอชาร์มบอกว่าจะเปิดตัวหมอโจในไม่ช้านี้แหละ พอหมอโจดีใจก็กลับบอกว่า

    “หมอชาร์มไม่ได้บอกชื่อหมอโจ แต่เหม่ยหงรู้ว่าคุณหมอชาร์มหมายถึงคุณหมอ” ที่บอกหมอโจก็เพื่อให้เตรียมตัวไว้ แล้วขอตัวไปทำงาน ปล่อยให้หมอโจคิดฟุ้งไปว่า “เหม่ยหงพูดจริงหรือ...นี่เราทำอะไรไม่ถูกเลยเนี่ย”

    ooooooo

    พอชามินต์ออกไปทำงาน ครู่หนึ่งโลแกนก็เดินลงมา บอกยามจางว่าจะไปเดินเล่นแถวนี้ เย็นๆจะไปรับหมอ ยามจางบอกว่าหมอสั่งให้ตนดูแลเขาอย่าให้ไปไหน ถามว่าเมื่อคืนนี้ปวดหัวตัวร้อนหรือเปล่า

    โลแกนบอกว่าหายดีแล้ว ยามจางจึงให้ไป แต่อดไม่ได้ที่จะถามว่าจะอยู่กับหมอชาร์มไปอีกนานแค่ไหน โลแกนบอกว่าจนกว่าจะเจอครอบครัวหรือคนที่รู้จัก

    “แต่นี่ก็นานพอสมควรแล้วนะ ฉันไม่เห็นนายเจอใครเลย”

    “คงไม่นานหรอกครับ เอาเป็นว่าถ้าวันนี้ผมเจอ ผมจะไม่กลับมาให้ลุงจางเห็นหน้าอีกเลย”

    ยามจางมองอย่างหมั่นไส้ นึกเสียดายแทนชามินต์ที่ต้องสิ้นเปลืองเลี้ยงดูคนไม่รู้หัวนอนปลายตีน

    โลแกนเดินกลับมาที่กองขยะด้วยความสงสัยว่าทำไมเย็นวานเห็นกองขยะแล้วปวดหัว

    เป็นเวลาที่เดนิสขับรถตามหาโลแกนมาเห็นพอดี เขาดีใจมากรีบจอดรถลงไปตะโกนเรียกโลแกน โลแกนได้ยินเหลียวมองสงสัยว่าใครเรียกตน เห็นเดนิสวิ่งเข้าหา โลแกนถอยถามงงๆ “คุณเป็นใคร ทำไมรู้จักชื่อผม”

    ทีแรกเดนิสคิดว่าโลแกนล้อเล่น แต่โลแกนระแวงภัยขยับถอยหนี เดนิสรู้สึกถึงความไม่ปกติกลัวโลแกนจะหนีไป จึงต่อยจนหน้าสะบัด แล้วสั่งลูกน้องให้โทร.บอกพวกเราให้ตามมาที่นี่อย่าให้โลแกนหนีไปได้

    แม้โลแกนจะพยายามหนีแต่ก็ถูกเดนิสและลูกน้องจับตัวได้ ความตึงเครียดทำให้โลแกนปวดหัวรุนแรงเห็นทุกอย่างเบลอไปหมดจนล้มหมดสติไป เดนิสสั่งลูกน้องให้ไปเอารถมา และจับโลแกนมัดไว้อย่าให้หนี

    “มันเป็นบ้าอะไรของมันวะ ถึงจำเราไม่ได้” เดนิสสงสัย

    ooooooo

    เย็นแล้ว...ชามินต์ตรวจเด็กคนสุดท้ายแล้วจะกลับ เหม่ยหงบอกว่าหมอโจชวนตนกับเธอไปทานข้าวข้างนอกกัน ชามินต์บอกว่าไปไม่ได้เพราะมีนัดกับเพื่อนที่มาจากเมืองไทยไว้แล้ว เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน เหม่ยหงจึงเดินออกไป

    “หมอโจนี่ก็ตื๊อจัง ถ้าเป็นหมอเดนิสจะไม่ว่าเลย” ชามินต์งึมงำ

    เมื่อออกมายังจุดที่โลแกนมารับเป็นประจำ แต่วันนี้รอนานผิดปกติ แต่คิดว่าเดี๋ยวคงมา รอจนหกโมงเย็นยังไม่เห็นมาโทร.ถามยามจางจึงรู้ว่าเขาออกไปตั้งแต่บ่ายสองแล้วเห็นว่าจะไปรับคุณหมอด้วย เธอบอกยามจางว่าถ้าเขากลับไปก็ให้รออยู่ที่นั่นไม่ต้องออกมาแล้วโทร.บอกตนด้วย

    ชามินต์รอจนมืดค่ำ กลับมาถามยามจางว่าโลแกนกลับหรือยัง ยามจางนึกได้บอกว่า

    “เมื่อบ่ายมันคุยกับผมว่าถ้ามันเจอครอบครัว หรือเจอคนรู้จักมันก็จะไม่กลับมาให้ผมเห็นหน้าอีก นี่มันคงจะไปเจอญาติแล้วไปกับเขาเลย ไอ้หมอนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ ผมบอกคุณหมอตั้งแต่แรกแล้วว่ามันไว้ใจไม่ได้”

    “ถ้าเป็นอย่างที่ลุงจางบอก ฉันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเขา”

    “ไม่ต้องห่วงมันหรอกครับคุณหมอ มันไปสบายแล้ว” ยามจางมองชามินต์เดินขึ้นบันไดบ่นตามหลัง “ไอ้โลแกนนี่มันเนรคุณจริงๆ น่าจะบอกคุณหมอซักคำ เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

    ชามินต์เข้าห้องนอนยังคิดเป็นห่วงว่าโลแกนหายไปไหน แต่ไม่เชื่อว่าเขาจะจากไปโดยไม่บอกลาตน...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"

    "ภูมิ” ยั้งมือเกือบไม่ทัน "มิ้นท์" แค้นกรี๊ดใส่หน้าน้อง "อิงฟ้า" ร้องโฮ ใน "ภูตรัตติกาล"
    27 ก.ย. 2563

    03:10 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 11:42 น.