ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

พิมมาลา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เพียงแค่ข้ามคืน ข่าวเพรียวจะกลับเข้ามาทำงานในเซนซูยาก็แพร่สะพัดไปหลายฝ่าย สาวๆทั้งหลายที่ยังคลั่งไคล้ในความหล่อล่ำของเพรียวพากันกระดี๊กระด๊าดีใจ หลายรายถึงกับจับกลุ่มเม้าท์แล้วก็กรี๊ดกร๊าดจนทศกรทั้งเซ็งทั้งรำคาญ ส่วนดลก็อดคิดระแวงข่ายแก้วไม่ได้เพราะข่ายแก้วเคยเป็นกิ๊กเก่าของเพรียว

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนผู้คนก็เล่าลือเรื่องเพรียวกันทั้งวัน พอมาเจอดารณีตรงหน้าลิฟต์ก็เลยเป็นประเด็นให้ทศกรที่ยังเคืองๆเธออยู่ได้โอกาสแขวะขึ้นทันที

“สงสัยว่าออฟฟิศเราต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงเพิ่มซะแล้ว กลัวถ่านไฟเก่ามันจะคุขึ้นมาอีก”

“ก็ไม่เสมอไปหรอก ของเก่าคุณภาพห่วยๆ ต่อให้เดินชนแทบจูบปาก ก็ไม่รู้สึกอะไร”

โดนดารณียอกย้อนเอาถึงสะอึก แต่ทศกรก็ยังปากเปราะได้อีก

“คงดีใจมากล่ะสิ ที่ไอ้เพรียวมันจะกลับมา หน้าตาสดชื่นซะเหลือเกิน”

“ที่ดาหน้าตาสดชื่นขึ้นก็เพราะช่วงนี้ดาเลี้ยง...หมา” เน้นคำว่าหมาใส่หน้าทศกรซะผงะไป “หมามันซื่อสัตย์กับดา เห็นดาเป็นคนสำคัญของมันเสมอ แล้วมันก็ไม่เคยกระดิกหางดิ๊กๆไปหาผู้หญิงใหม่เหมือนที่ผู้ชายมันชอบทำ สุขภาพจิตดาดีขึ้น หน้าตาก็เลยสดใส...เดินขึ้นบันไดดีกว่า ขี้เกียจยืนเบียดกับคนบางคนในลิฟต์”

ดารณีสะบัดพรืดจากไป ทิ้งให้ทศกรยืนหน้าตึง เหล่มองตามด้วยความเจ็บใจ...

บ่ายวันนี้ พิมมาลาแวะมาหาน้ำนวลที่ห้องจัดงาน

อีเวนต์ น้ำนวลก็เลยถือโอกาสรบกวนพิมมาลาช่วยรับผิดชอบงานนี้ให้หน่อย เป็นงานเปิดตัวเครื่องสำอางยี่ห้อใหม่

“ปกติมันต้องเป็นงานของบริษัทรับจัดอีเวนต์ไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมลูกค้าเค้าถึงให้เรามาทำล่ะ หรือว่าเค้าชอบงานของฝ่ายเรามากก็เลยขอจ้างเป็นกรณีพิเศษ”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ งานนี้ฟรี ลุงสิทธิ์ขอมา...”

พูดไม่ทันจบ เต็มตาแฟนเก่าอีกคนของเพรียวก็เดินกรีดกรายเข้ามาทักทายน้ำนวลด้วยรอยยิ้ม พิมมาลาเห็นแล้วอึ้งกิมกี่ไปทันที

“งานคืบหน้าไปถึงไหนแล้วคะ ยังไงเต็มก็ต้องฝากคุณน้ำด้วยนะคะ เต็มเองก็เพิ่งจะลองทำธุรกิจเป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยรู้อะไรเป็นอะไรเลยค่ะ”

พิมมาลาเหล่มองเต็มตาพลางก็คิดในใจว่าอย่างนี้นี่เอง ได้กิ๊กแก่เป็นสปอนเซอร์ก็เลยสูบเงินมาเปิดบริษัทเครื่องสำอาง แถมยังมีคนให้เรียกใช้งานฟรีๆอีก

“น้ำต้องทำงานหลายอย่าง คงไม่ได้ดูแลเองนะคะ คนที่คุมงานนี้ทั้งหมดคือพี่พิมมาลาค่ะ”

เต็มตาหันมองพิมมาลา ไม่ชอบหน้ามานานแล้ว โดยเฉพาะที่ศรสิทธิ์กำลังสนใจก็ยิ่งเกลียดหนัก แต่ปั้นยิ้มทักทายตามมารยาท

“น้องนี่เอง  แหม...น้าตาสวยดีนะ  ถ้าว่างเมื่อไหร่ขอเชิญ มาเป็นนางแบบให้เครื่องสำอางพี่หน่อยสิคะ”

“อุ๊ย หนูคงไม่เหมาะหรอกค่ะ เพราะหนูเพิ่งยี่สิบหกเอง แต่งแล้วออกมาสวยก็ไม่แปลก อายุยังน้อยแต่งอะไรก็ขึ้นค่ะ แต่ถ้าคุณพี่เป็นนางแบบเองลูกค้าต้องเชื่อมั่นในเครื่องสำอางพี่แน่ๆเลยค่ะ สี่สิบแล้วแต่งออกมาเหมือนสามสิบ ใครๆก็ต้องอยากใช้ค่ะ”

“ฉันเพิ่งยี่สิบแปดย่ะ”

“อุ๊ย ดูเกินนะคะ สงสัยราศีเถ้าแก่เนี้ยจะจับตั้งแต่เริ่มกิจการซะแล้ว” พิมมาลาปั้นยิ้มจริงใจให้ แต่เต็มตาจ้องตอบอย่างเจ็บใจ สะบัดหน้าเดินหนีไปทางอื่น

“พี่พิมอ่ะ ไปแกล้งเค้า” น้ำนวลเปรยยิ้มๆอย่างรู้ทัน

“พี่ไม่ชอบพวกเดินทางลัดน่ะค่ะ มันไม่มีศักดิ์ศรี” พิมมาลามองตามเต็มตาไป พลางคิดย้อนเรื่องราวในอดีตเมื่อหลายปีก่อนตอนเต็มตาทำงานในเซนซูยาแล้วมีปัญหากับเมลานีที่วางอำนาจฐานะลูกเจ้าของห้างไล่ออกจากงานแถมยังดูถูกเธอต่างๆนานา นั่นทำให้เต็มตาเจ็บใจมากประกาศว่าตน ต้องมีกิจการของตัวเองให้ได้ แล้วไม่นานเธอก็ดิ้นรน ขวนขวายจนได้งานใหม่ที่ดีกว่า แต่สุดท้ายไม่นึกว่าเธอจะใช้ทางลัดเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งธุรกิจเครื่องสำอางในวันนี้

บ่ายวันเดียวกัน เมลานีพอทราบว่าศรสิทธิ์ลงทุนธุรกิจให้เต็มตา ก็จูงมือแม่เข้ามาวีนแตก

“คุณพ่อทำแบบนี้ได้ยังไง เต็มเป็นคู่แค้นเก่าของเมแต่คุณพ่อกลับไปกิ๊กกับมัน เท่านั้นไม่พอยังออกเงินให้มันเปิดบริษัทเครื่องสำอางอีก อย่างนี้เท่ากับสนับสนุนให้มันมาหยามหน้าเมชัดๆ”

“เรื่องเก่าตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว แกจะผูกใจเจ็บอะไรนักหนา พ่อก็ไม่ได้ให้เงินเต็มเค้าฟรีๆซะหน่อย เราเป็นหุ้นส่วนกัน ถ้าเครื่องสำอางเค้าไปได้สวย เราก็สบายไปด้วย”

“หุ้นส่วน...คุณออกเงิน แม่นั่นออกแรง...ตายแล้ว แม่นั่นคงลงหุ้นแบบนี้จนเคยชินนะคะ” มานิดาแดกดันสามีด้วยความหมั่นไส้

“ถ้าคุณพ่อให้เงินนังนั่นได้ คุณพ่อก็ต้องให้เงินเมไปเปิดบริษัทด้วยเหมือนกัน”

“ร้านของแกเอาให้รอดก่อนเถอะ หรือไม่ก็กลับไปเรียนให้จบๆซะที ทุกวันนี้ฉันอายคนเค้าไปหมดแล้ว เวลาเค้าถามว่าแกจบอะไร ฉันอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ลูกสาวคนเดียวของฉัน แต่มีความรู้แค่ ม.ปลาย”

“คุณพ่อ...” เมลานีปรี๊ดแตก แต่ศรสิทธิ์ไม่สน หันไปรับโทรศัพท์มือถือที่เต็มตาโทร.เข้ามา แล้วก็เดินคุยออกจากห้องหน้าตาเฉยเหมือนสองแม่ลูกไม่มีตัวตน

เมลานีเจ็บใจ ถามแม่ว่าทนได้ยังไง ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอที่พ่อประจ๋อประแจ๋กับนังนั่นต่อหน้าต่อตาแบบนี้

“ช่างเค้าเถอะ แม่ขี้เกียจเปิดศึกหลายด้าน พ่อเค้าให้เงินใช้ไม่ขาดมือก็โอเคแล้ว”

“นี่แม่เป็นอะไรของแม่คะ”

“ก็เป็นเมียน้อยเหมือนกับมันนั่นแหละ แม่จะไปมีสิทธิหึงหวงอะไรล่ะเม”

เมลานีหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ และเจ็บใจที่ทำอะไรอริเก่าอย่างเต็มตาไม่ได้

“อย่าโมโหโทโสไปเลยลูก ผู้หญิงพรรค์นั้นรอคุณพ่อเบื่อเราค่อยจัดการเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้เรามีเรื่องน่าหนักใจกว่าที่ต้องทำก่อน”

“เรื่องอะไรเหรอคะ”

“แม่ได้ยินมาว่ายัยฟ้างามไปขอตัวลูกชายคนเก่งของพ่อเราให้มาช่วยงานที่นี่น่ะสิ ฟ้างามมันคงกะเอามาคานอำนาจกับแม่  เพราะนายนันท์ที่เคยเป็นความหวังใหม่ของมัน

กลายเป็นฝันร้ายไปซะแล้ว เวลานี้เรื่องเห็บหอยปล่อยผ่านไปเถอะ แม่อยากให้เมเตรียมตัวตั้งรับพี่ชายคนละแม่ของแกไว้ให้ดีเถอะ คนนี้ของจริง”

เมลานีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงพี่ชายต่างมารดาคนนี้

ooooooo

ไม่ทันข้ามวัน อนุศร พี่ชายต่างมารดาของเม- ลานีก็มาปรากฏตัวที่เซนซูยา ท่ามกลางการต้อนรับของพ่อ อา รวมทั้งสองแม่ลูก มานิดากับเมลานี

แม้จะไปอยู่อเมริกาเป็นสิบๆปี แต่อนุศรก็ยังคงไว้ซึ่งกิริยามารยาทของคนไทย เขาคุกเข่าลงไหว้พ่อและอาอย่างนอบน้อม ฟ้างามก็เลยถือโอกาสจิกกัดมานิดาที่ปล่อยให้เมลานียืนค้ำหัวผู้ใหญ่ไม่ยอมนั่ง มานิดาเจ็บใจอยากด่ากลับแต่ไม่กล้า ได้แต่ปั้นหน้าเชิด แอบกระตุกมือลูกสาวให้นั่งลง

“ทำไมพี่นูมาเงียบๆอย่างงี้ล่ะคะ ถ้าบอกล่วงหน้าเมจะได้เตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับพี่นูให้ยิ่งใหญ่เป็นทอล์กออฟ เดอะทาวน์เลยล่ะค่ะ”

“ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นหรอกเม พี่ตั้งใจจะกลับมาทำงาน เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่สำคัญหรอก”

เมลานีหน้าม้านไปเล็กน้อย มานิดารีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ

“แหม...ลอเยอร์ที่อเมริกาเงินดีจะตายไป คุณนูทิ้งมาอย่างงี้ไม่เสียดายแย่เหรอคะ”

“ไม่หรอกครับ ถึงเงินจะดี แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าที่นั่นเป็นบ้าน มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นล่ะครับที่คือบ้านสำหรับผมจริงๆ”

“ชื่นใจจริงๆ หลานอาคนนี้”

มานิดากับเมลานีแอบสบตากัน หมั่นไส้ฟ้างามจนสุดจะทน

“พ่อครับ อางาม ไหนๆวันนี้ผมก็มาแล้ว พาผมไปแนะนำให้ทีมงานรู้จักผมเลยได้มั้ยครับ ผมใจร้อนอยากเรียนรู้งานเร็วๆ”

“ได้สิลูก คนหนุ่มนี่มันไฟแรงจริงๆ ไปลูก เดี๋ยวพ่อพาไปแนะนำให้รู้จักกับทุกคนเอง” ศรสิทธิ์โอบไหล่ลูกชายจะพาเดินคุยกันออกไปจากห้อง แต่อนุศรยื่นมือมาจูงมือ

ฟ้างามให้ออกไปพร้อมกัน พอลับหลัง สองแม่ลูกก็นินทาดูถูกอนุศรที่ทำเป็นฟิตจัด

ฝ่ายน้ำนวล เย็นนั้นเธอคุยฟุ้งให้พิมมาลาฟังอย่างภาคภูมิใจในความเก่งของอนุศร

“พี่นูจบกฎหมายระหว่างประเทศมาค่ะ เป็นทั้งทนายความ แล้วก็ที่ปรึกษาบริษัทหลายแห่งที่อเมริกา น้างามตั้งใจดึงตัวมาเพื่อจะวางตัวให้สืบทอดกิจการของเซนซูยาน่ะค่ะ”

“เป็นลูกภรรยาหลวงของคุณศรสิทธิ์ แถมยังเป็นคนเก่งอีกตะหาก อย่างงี้พวกคุณมานิดาก็หลุดวงโคจรน่ะสิคะ”

“พี่พิมนี่หัวไวจังเลย ฟังครั้งเดียวก็ทันความคิดน้างามซะแล้ว น้ำต้องรอจนน้างามอธิบายน่ะค่ะ ถึงจะเข้าใจสิ่งที่น้างามวางหมากเอาไว้”

“ที่คุณฟ้างามทำแบบนี้ ก็คงอยากจะสั่งสอนคุณนันท์ด้วยล่ะมั้งคะ เพราะคุณนันท์ชอบอ้างความเป็นหลานชายซะเรื่อย พอเวลาเกิดเรื่อง คุณศรสิทธิ์ก็ใจอ่อนไม่ยอมลงโทษคุณนันท์”

“คงจะใช่ล่ะค่ะ”

“แต่หลังจากนี้ไป ถ้าคุณนันท์มีปัญหางัดข้อกับคุณอนุศร ไม่มีทางที่คุณศรสิทธิ์จะเข้าข้างหลานมากกว่าลูกในไส้ของตัวเองแน่ๆ เว้นซะแต่คุณอนุศรจะเป็นเหมือนคุณนันท์อีกคน”

“เรื่องนั้นพี่พิมสบายใจได้เลยค่ะ พี่นูเป็นคนซื่อสัตย์มาก ถ้าเปรียบกับพี่นันท์แล้ว ก็เหมือนสีขาวกับสีดำเลยล่ะค่ะ”

พิมมาลาพยักหน้ารับ สบายใจขึ้นเยอะที่ได้ยินแบบนี้

“เอ่อ พี่พิมคะ น้ำอยากจะขอรบกวนพี่พิมช่วยติดต่อพี่เพรียวให้หน่อยได้ไหมคะ”

“คุณน้ำก็มีเบอร์เพรียวเค้าไม่ใช่เหรอคะ ทำไมไม่โทร.หาเองล่ะ”

น้ำนวลอึกๆอักๆ ถ้าเจอเพรียวหรือพูดคุยกันหลายๆครั้งเข้าก็กลัวจะปั่นป่วนใจอีก พิมมาลาเห็นท่าทางของเธอก็พอเดาได้ แอบยิ้มเจ้าเล่ห์

“พี่โทร.ให้ก็ได้ค่ะ คุณน้ำมีธุระอะไรกับเพรียวเค้าเหรอคะ”

“คือน้ำจะตกแต่งเรือนหอน่ะค่ะ น้ำก็เลยอยากจะขอไอเดียพี่เพรียว เผื่อว่าพี่เพรียวจะมีคำแนะนำอะไรดีๆให้พวกเราบ้าง”

พิมมาลาหน้าเสีย ยิ้มค้าง ไปไม่ถูกเลยทีเดียว...

ooooooo

น้ำนวลกับแวนพาเพรียวไปดูเรือนหอซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่สมัยรัชกาลที่หก ปลูกอยู่ท่ามกลางสวนกว้าง รายล้อมเต็มไปด้วยต้นไม้รกครึ้ม แวนชอบบ้านหลังนี้มาก ที่สำคัญอยู่ใกล้กับบ้านพ่อแม่ของแวนด้วย เขาจึงไม่คิดจะปลูกเรือนหอหลังใหม่ แต่จะซื้อหลังนี้แล้วตกแต่งเพิ่มเติม

“ถ้าคุณแวนชอบแนวแอนทีคหน่อยๆ ก็คงไม่ต้องปรับอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่เวลาเราเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปคงต้องสั่งทำเป็นพิเศษ จะได้ไม่ดูโดด แปลกแยกกับตัวบ้าน”

“ใช่เลยพี่ เราคิดทางเดียวกันเลยครับ ไอ้แนวแบบเก่าผสมใหม่ ความแตกต่างที่ผสมผสานกันลงตัวอะไรยังงั้น ไม่แนวผม ลำพังผมกับน้ำก็แตกต่างกันพอแล้ว จริงมั้ย” แวนทำตาหวานใส่น้ำนวล เพรียวเห็นแล้วจี๊ดใจ แต่จำต้องฝืนยิ้มไปกับพวกเขาด้วย

แวนให้น้ำนวลพาเพรียวเข้าไปดูในบ้าน ส่วนตัวเองขอไปเอาสมุดโน้ตในรถที่จดไอเดียไว้เยอะแยะมาให้เพรียวดูว่าพอจะทำได้ไหม...ขณะน้ำนวลออกเดินนำไป เพรียวเปรยว่าแวนดูตื่นเต้นจังเลย

“งานแต่งครั้งเดียวของเรานี่คะ”

คำพูดบาดใจของน้ำนวลทำเอาเพรียวอึ้งไปครู่หนึ่ง

“ไม่ยักทราบนะครับ ว่าคุณน้ำชอบแนวแอนทีคกะเค้าด้วย”

“น้ำก็แล้วแต่แวนเค้าน่ะค่ะ ถ้าแวนชอบ น้ำก็ชอบ แล้วของเก่าๆพวกนี้นอกจากจะสวยแล้วยังมีกลิ่นอายของอดีตด้วยนะคะ”

“เพิ่งทราบว่าคุณน้ำชอบกลิ่นอายแบบนี้เหมือนกัน แสดงว่าคุณน้ำคงมีความทรงจำในอดีตเยอะแยะไปหมดเลยสิครับ”

น้ำนวลหยุดกึก ร้อนตัวว่าเพรียวรู้ความคิดตน แต่ก็คิดว่าน่าจะบังเอิญเลยปรับสีหน้าเป็นเฉยๆ

“ก็ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไรค่ะ บางเรื่องเหมือนเมื่อก่อนน้ำรู้สึกว่าสำคัญมากซะเหลือเกิน แต่พอเวลาผ่านไป น้ำกลับลืมได้ง่ายๆ ไม่เหลืออะไรติดค้างอยู่ในใจอีกเลยค่ะ”

น้ำนวลปั้นหน้านิ่งไร้ความรู้สึกลึกซึ้ง เดินนำขึ้นบ้านไปก่อน เพรียวแทบเก็บอาการหึงหวงไม่อยู่ รู้สึกอยากเอาชนะมากขึ้น แล้วคืนนั้นเพียวก็กลับห้องพักด้วยอารมณ์โมโหหึง พาลเอากับรัมภาทั้งๆที่ยังไม่เห็นตัวเธอ

“ลูกสาวคุณพาผมไปเรือนหอก็เพราะอยากจะบอกกลายๆว่าเค้าจะแต่งงานแล้ว ให้ผมตัดใจใช่มั้ยล่ะ ไม่ให้โอกาสกันซักนิด ลูกสาวคุณใจร้ายเกินไปแล้วนะรัมภา”
เงียบ! ไม่มีเสียงตอบจากรัมภาแม้แต่น้อย เพรียวมองรอบห้องก่อนโวยวายอย่างหงุดหงิด

“ทีอย่างงี้ล่ะเงียบ คุณคิดจะหนีความจริงอีกคนใช่มั้ยล่ะ”

ทันใดนั้น ร่มคันหนึ่งลอยหวือเข้ามา เพรียวโดดหลบแทบไม่ทัน พอหันกลับไปดูก็เห็นรัมภาในชุดเสื้อกันฝนทั้งตัว ใส่รองเท้ายางครึ่งแข้ง ตามตัวยังมีเม็ดฝนเกาะอยู่เต็มไปหมด

“นี่น้ำท่วมสวรรค์คุณแล้วเหรอ”

“ปากเสีย ที่ใส่ชุดเนี้ยก็เพราะฉันเพิ่งฝ่าพายุมาตะหาก แล้วนายก็เลิกโวยวายได้แล้ว หนูน้ำเค้าไม่รู้ซักหน่อย ว่านายหันมาชอบเค้า แล้วเค้าจะไปตั้งกำแพงไม่ให้นายจีบเค้าได้ยังไงล่ะ”

“เออจริง...อ้าว งั้นเค้าชวนผมไปเรือนหอเค้าทำไม ไม่เห็นจะมีสาระอะไรเลย อย่าบอกนะว่าคุณน้ำต้องการไอเดียแต่งบ้านจริงๆ”

“ใครว่า หนูน้ำเค้ารู้ว่านายจะกลับมาทำงานที่เซนซูยาแน่ๆ เค้าก็เลยลองทดสอบดูว่าถ้าอยู่กับนายแล้วจิตใจเค้าจะเป็นยังไงบ้าง”

“แล้วตกลงเป็นไง คุณน้ำหวั่นไหวบ้างรึเปล่า”

“แล้วเรื่องอะไรฉันต้องบอกนายด้วย หนูน้ำเค้าตกลงจะแต่งงานกับแวนแล้ว นายก็เลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อซะทีเถอะ”

“คุณเป็นแม่ประสาอะไร ถึงจะให้ลูกไปแต่งงานกับไอ้คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างเจ้าแวน คนพรรค์นั้น หมดบารมีพ่อเมื่อไหร่ คุณน้ำสะอื้นแน่”

“ใช่ แวนเค้าไม่ใช่คนเก่งที่จะยืนบนขาตัวเองได้เหมือนนาย แต่แวนเค้ามีรักแท้และความซื่อสัตย์ ซึ่งนายไม่เคยมี แล้วก็ไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้จากใครด้วย นายถึงไม่รู้ไงว่ามันมีค่ามากขนาดไหน เลยเอาแต่ดูถูกแวนซ้ำซากอยู่อย่างนี้”

เพรียวชะงักแต่ยังไม่ยอมแพ้ “ทำไมถึงจะไม่มีใครรักผม คนรักผมมีออกเยอะแยะไปหมด”

“เหรอ ใครล่ะ ดารณี อิน เต็ม หรือว่าข่ายแก้ว พวกนั้น เค้ารักนายในแบบที่เค้าอยากให้นายเป็น พอรู้ว่านายไม่ได้เป็นแบบที่เค้าต้องการ ก็อาจจะเสียใจอยู่พักนึง แล้วพวกเค้าก็ไปหาคนใหม่ที่ดีกว่า ฉันพูดถูกมั้ยล่ะ”

เพรียวเถียงไม่ออก เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่มีใครอาลัย อาวรณ์ตนจริงๆ

“ฟังนะนายเพรียว ผู้หญิงที่รักผู้ชาย ไม่ว่าเค้าจะดีจะร้ายยังไง มีอยู่ด้วยกันสองแบบ หนึ่ง...คือผู้หญิงที่รักแบบโง่ไม่ลืมหูลืมตา กับสอง...ผู้หญิงฉลาดที่ยอมรับและรักผู้ชายตามแบบที่เค้าเป็น ซึ่งนายไม่เจอทั้งสองแบบ แต่แวนเจอแบบที่สอง”

“แล้วมันต่างกันยังไง ผู้หญิงที่ซื่อสัตย์กับผู้ชายไม่เอาไหนอย่างเจ้าแวน ยังไงผมก็มองไม่เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นจะฉลาดตรงไหน”

“แต่ฉันมองเห็น ผู้หญิงโง่จะอยู่กับผู้ชายด้วยความทุกข์ แต่ผู้หญิงฉลาดจะอยู่ด้วยความสุขตามอัตภาพ แล้วเท่าที่เห็น ลูกสาวฉันอยู่กับแวนก็ไม่เห็นจะทุกข์ตรงไหนเลย มีความสุขกว่าหลงรักผู้ชายเจ้าชู้หลายใจอย่างนายเป็นไหนๆ”

ถูกต้อนซะจนมุมขนาดนี้ เพรียวอึ้งกิมกี่ ยอมรับว่าแวนมีสิ่งที่ตนไม่มีจริงๆ แล้วน้ำนวลก็เลือกคนไม่ผิดด้วย แต่ยังไงตนก็ทำใจที่จะเสียน้ำนวลไปไม่ได้อยู่ดี จะแย่งน้ำนวลคืนมาจากแวนให้ได้

ooooooo

เช้าวันหนึ่ง แวนมาบอกน้ำนวลกับฟ้างามว่าตนจะไปขับเครื่องบินหลังจากฝึกหัดมานานจนเป็นกีฬาสุดโปรด แต่ต่อไปคงหมดโอกาสเพราะได้สัญญากับน้ำนวลไว้แล้วว่าเขาจะเลิกทันทีที่แต่งงานกับเธอ...

ส่วนที่บ้านศรสิทธิ์ ในเช้าวันเดียวกันนี้ นันท์บุกมาโวยวายอนุศรด้วยความโมโห โดยมีศรสิทธิ์ และลูกเมียอยู่กันครบ

“พี่เพิ่งมาทำงาน เดินยังไม่ทั่วเซนซูยาด้วยซ้ำ จะมายุบแผนกย้ายคนไปมาตามใจชอบแบบนี้ก็เจ๊งกันพอดีสิครับ พี่นูทำงานเป็นรึเปล่า”

“นันท์ จะพูดจะจาอะไรเกรงใจพี่เค้าบ้างสิ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณพ่อ ดีครับ มีปัญหาอะไรก็พูดกันตรงๆเลย ผมชอบ...นันท์ ถึงพี่จะเพิ่งมาจับงานที่เซนซูยา แต่พี่ก็ไม่ใช่คนไม่เคยทำงานมาก่อน เซนซูยามีระบบงานที่ซ้ำซ้อนกันมากเกินไป ทำให้ทำงานไม่คล่องตัว พี่ก็เลยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใหม่ แต่พี่ก็ไม่ได้ไล่ใครออกแม้แต่คนเดียว”

“แต่พี่ยุบฝ่ายผมไปรวมกับฝ่ายอื่น จากที่ผมเป็นหัวหน้าอยู่ดีๆ ก็ต้องกลายเป็นลูกน้อง แล้วอย่างนี้ผมจะไปมองหน้าใครติด”

“นี่น่ะเหรอเหตุผลที่เรามาหาพี่แต่เช้า”

“ก็ใช่น่ะสิ ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ใครจะใจเย็นนั่งเล่นอยู่ได้”

“ถ้าเรื่องนี้พี่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวนะ คงไม่มีอะไรต้องคุยกัน เพราะมันไม่เกี่ยวกับงาน”

“แต่คุณนูคะ แต่ไหนแต่ไรมาเซนซูยาของเราก็เน้นคนในมากกว่าคนนอก น้าไม่ขัดข้องที่จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่การลดอำนาจของคนกันเองแบบนี้ น้าว่า...” มานิดาพูดไม่ทันจบ ถูกอนุศรแทรกขึ้นมา

“ผมมองที่ความสามารถมากกว่านามสกุลครับ ไม่อย่างงั้นคนดีมีฝีมือแต่ไม่ได้เป็นเครือญาติเรา เค้าก็ท้อใจหมดสิครับ เค้าจะทุ่มเททำงานให้บริษัทไปเพื่ออะไรกัน”
“แต่เมว่าให้คุณพ่อเป็นคนตัดสินดีกว่าค่ะ ยังไงคุณพ่อก็เป็นประธานบริษัท ต้องเห็นว่าอะไรเหมาะสมที่สุดสำหรับเซนซูยามากกว่าใครๆอยู่แล้ว”

“ให้พ่อตัดสินเหรอ” ศรสิทธิ์ท่าทีลังเล แต่ยังไงก็รักลูกชายที่สุด “ถ้านูเห็นควรว่าอะไรดีก็ทำไปเถอะลูก คนเราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆซะบ้าง ไม่งั้นมันก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ จริงมั้ย”

“ครับพ่อ” อนุศรดีใจที่พ่อเข้าข้าง แต่มานิดา เมลานีและนันท์ มองหน้ากันเองอย่างเจ็บใจ

ครั้นทั้งสามคนพากันเข้าไปที่เซนซูยา นันท์ยังเจ็บใจไม่หาย เข้ามาสุมหัวในห้องทำงานมานิดา

“มันใหญ่มาจากไหนวะ แค่เกิดก่อนไม่กี่ปีทำเป็นกร่าง มาถึงก็มาเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่”

“ไม่ใช่นันท์โดนคนเดียวหรอกนะ ถ้าไอ้โปรเจกต์รื้อแปลกของนายนูเวิร์กขึ้นมา ป้าเองก็คงเดือดร้อนไปด้วย”

“คุณพ่อนะคุณพ่อ พอได้ลูกชายกลับมาหน่อยล่ะเห่อใหญ่ ทำอะไรก็ดีไปซะหมด”

“ต่อไปเราคงหวังพึ่งลุงสิทธิ์ไม่ได้แล้วล่ะ รึว่าเราจะต้องยอมให้ไอ้นูมันยึดทุกอย่างไปจริงๆ”

“ไม่มีทาง เราเสียแรงเสียเวลามาตั้งเท่าไหร่ ยังไงป้าก็ไม่มีวันยอมให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างมันมาชุบมือเปิบไปง่ายๆหรอก เล่นกับใครไม่เล่น เดี๋ยวก็รู้ว่าพาวเวอร์ของใครในเซนซูยาจะมีมากกว่ากัน”

ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ดารณีจะเปิดเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารเพื่อให้มานิดาเซ็น ดารณีได้ยินทุกอย่างที่ทุกคนในห้องพูด แต่เธอพยายามเก็บอาการไม่ให้มีพิรุธ แล้วนำไปบอกเล่าให้พิมมาลาฟังทันทีที่เสร็จงาน... พิมมาลาซึ่งรู้แกวมานานแล้วถึงกับหน้าเครียด เอ่ยปากอย่างหนักใจ

“ในที่สุด มหกรรมช้างชนช้างก็มาถึงจนได้”

“นี่เธอรู้เรื่องอยู่แล้วเหรอ”

“ไม่รู้หรอก แต่ฉันเดาได้ คุณศรสิทธิ์เป็นคนอ่อนแอ คุณมานิดาก็เลยคิดจะยึดเซนซูยามานานแล้ว แต่ติดที่คุณ

ฟ้างามเป็นก้างขวางคออยู่ หลายปีมานี่ก็เลยรับคนของตัวเองเข้ามาทำงานเต็มไปหมด โชคดีที่ไม่ค่อยได้เรื่องกันซักคน ก็เลยไม่มีตำแหน่งใหญ่โต แต่ถ้าพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นมาก็น่าปวดหัวเหมือนกันแหละ”

“เธอนี่เก่งจริงๆเลยนะ พูดยังกะอยู่เซนซูยามานานแล้วอย่างงั้นแหละ”

พิมมาลาหน้าเจื่อน รีบเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อน “ยังไง ก็ต้องขอบใจดามากนะจ๊ะ ที่เอาเรื่องนี้มาบอก ฉันจะได้บอก คุณน้ำให้เตรียมตัวรับมือเอาไว้”

“ไม่เป็นไร ถือซะว่าฉันได้ตอบแทนเธอบ้างก็แล้วกัน ตั้งแต่ฉันทำตามคำแนะนำของเธอ ชีวิตฉันดีขึ้นเยอะ อะไรที่ฉันจะช่วยเธอกับคุณน้ำได้ ฉันก็เต็มใจช่วย”

“ขอบใจจ้ะ” พิมมาลายิ้มปลื้ม พลางอวยพรอยู่ในใจให้ดารณีได้เจอคนดีๆ และจริงใจกับเธอเสียที...

เพิ่งรับรู้ความเคลื่อนไหวของพวกมานิดาจากดารณีในตอนเที่ยง พอบ่ายจะกลับเข้ามาทำงานในแผนก พิมมาลามีอันต้องชะงักอยู่นอกห้อง เพราะด้านในทศกรกำลังวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของอนุศร พร้อมกับโน้มน้าวเพื่อนพนักงานทุกคนที่นั่งฟังกันหน้าสลอน

“คุณอนุศรทำอย่างนี้ก็ไม่ถูก ถือว่าเป็นลูกลุงสิทธิ์ เพิ่งมาไม่ทันไรก็มองไม่เห็นหัวคนเก่าคนแก่ เริ่มงานก็ยุบรวมแผนก ต่อไปก็ต้องมีโละคนออกแหงๆ”

“ไม่ถึงขั้นนั้นมั้งพี่ทศ เซนซูยากำไรปีๆนึงตั้งเยอะ มีแต่จะรับคนเพิ่มมากกว่า จะเอาพวกเราออกทำไม”

“ก็ไม่แน่หรอกไอ้ดล เค้าอาจจะอยากเอาคนของเค้าเข้ามาแทนเราก็ได้ ใครจะรู้ คนละสาย เข้าใจมั้ย”

“แล้วคุณทศจะให้พวกเราทำยังไง เราก็แค่ลูกจ้าง ถ้าเค้าจะไล่เราออกจริงๆ เราจะไปทำอะไรได้”

“ตอนนี้มีคนที่ไม่พอใจคุณอนุศรอยู่เยอะ คงจะรวมตัวกันต่อต้านคุณอนุศรเร็วๆนี้แหละ ถ้าพวกเราสนใจก็มาร่วมกันได้นะ พี่จะได้ไปบอกเค้าให้”

ฟังถึงตรงนี้ พิมมาลาอดรนทนไม่ไหว ส่งเสียงนำก่อนตัวจะเดินเข้ามาเผชิญหน้าทศกร

“เค้าที่ว่าเนี่ย ใช่คุณมานิดากับคุณนันท์รึเปล่าคะ”

ทศกรหน้าเสีย อยู่ๆก็โดนแฉไม่ทันตั้งตัว...พิมมาลาปั้นยิ้ม เชืิอดนิ่มๆ

“ได้ยินมาว่าคุณมานิดากำลังไล่ล็อบบี้ระดับผู้จัดการขึ้นไปอยู่ แต่ไม่ยักรู้นะคะว่าพี่ทศจะรับอาสามาล็อบบี้พนักงานระดับล่างอย่างพวกเราด้วย”

“จริงเหรอพี่ทศ...ทำมาเป็นพูดดี นี่พี่คิดจะหลอกใช้พวกเราไปเป็นมือเป็นตีนใช่มั้ย” นางเสียงกร้าวไม่พอใจ ในขณะที่ข่ายแก้วหน้าบึ้งตึง พูดโพล่งอย่างรับไม่ได้

“กับคนอื่น ข่ายยังพอทำใจได้นะคะ แต่กับคุณนันท์ ข่ายไม่มีวันลืมสิ่งที่เค้าทำกับข่ายหรอกค่ะ ข่ายเลือกที่จะลาออกดีกว่าที่จะไปรับใช้คนแบบนั้น”

“ผมด้วย คุณข่ายอยู่ที่ไหน ผมก็อยู่ที่นั่น พี่อย่ามากล่อมซะให้ยากเลย” ดลขึงขังอีกคน

ทศกรโดนรุมขนาดนี้ไม่กล้าอยู่ต่อ จะกลับไปตั้งหลักใหม่ แต่อ้างกับทุกคนว่าเพิ่งนึกได้มีงานค้างต้องรีบกลับไปทำ ว่าแล้วก็ชิ่งหนีลุกลี้ลุกลนชนโต๊ะชนเก้าอี้วุ่นวาย

ครู่ต่อมา พิมมาลาลงไปที่ร้านอาหารภายในห้าง เดินผ่านทีวีเห็นข่าวเครื่องบินตก เธอหยุดมองด้วยความสนใจอย่างมาก เพราะคนที่ขับเครื่องบินลำนั้นคือแวน!

พอค่ำได้อยู่ในร่างตัวเอง เพรียวรีบบึ่งไปหาน้ำนวลถึงบ้านพ่อแม่แวน ทุกคนกำลังช็อก แม่แวนกับน้ำนวลนั้นถึงกับกอดกันร่ำไห้ด้วยความตกใจ ในขณะที่พ่อแวนพูดคุยกับตำรวจอย่างเคร่งเครียดอยู่อีกมุมในห้องรับแขก เพื่อจะหาทางช่วยชีวิตแวนที่ตามข่าวบอกว่าน่าจะยังไม่ตาย

หลังจากแนะนำเพรียวต่อศรีทรัพย์แม่ของแวนแล้ว น้ำนวลก็ถามเพรียวว่ามาได้ยังไง เพรียวบอกว่ารู้จากข่าวในทีวีที่ออกแทบจะทุกชั่วโมง

“ไม่รู้เวรกรรมอะไร แวนบอกแม่ว่าถ้าแต่งงานเมื่อไหร่ ก็จะเลิกทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้ แต่ก็ดันมาเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน ทำไมถึงไม่เป็นแม่ ให้แม่ตายเองซะดีกว่า” ศรีทรัพย์คร่ำครวญทั้งน้ำตา

“อย่าเพิ่งหมดกำลังใจสิครับ คุณแวนอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้”

“ขอบใจนะที่ปลอบใจฉัน เครื่องบินตกจะมีกี่คนที่รอดตาย” พูดจบ ศรีทรัพย์ร้องไห้โฮออกมาด้วยความสะเทือนใจ น้ำนวลบีบมือท่านไว้ ให้กำลังใจว่าแวนเป็นคนดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครองเขา

พ่อแวนผละจากตำรวจมาบอกศรีทรัพย์ว่าทีมค้นหาพร้อมแล้ว เธอจะไปกับเขาหรือจะอยู่ฟังข่าวลูกที่นี่ ศรีทรัพย์ตอบทันทีว่าตนต้องไป ถ้าจะให้รอฟังข่าวอยู่บ้านตนคงเป็นบ้าตายซะก่อน น้ำนวลก็เช่นกัน เธอไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร ต้องไปด้วยอย่างแน่นอน

ขณะทุกคนทยอยกันออกไปขึ้นรถ เพรียวพูดกับน้ำนวลที่เดินรั้งท้ายว่า

“คุณน้ำ...ผมเป็นห่วงคุณน้ำนะครับ อยากไปด้วย แต่ผมรู้ว่ามันไม่สมควร ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ น้ำไปก่อนนะคะ”

“คุณแวนจะต้องปลอดภัยครับ”

น้ำนวลขอบคุณเขาอีกครั้งก่อนเดินตามคนอื่นๆไปขึ้นรถ ส่วนเพรียวแยกตัวกลับไปที่พักของตน พอเปิดประตูห้องก็เห็นรัมภาในชุดจีนโบราณสวยสง่าหมุนลอยมาหยุดตรงหน้า เพรียวตกใจเล็กน้อย เบี่ยงหนีด้วยท่าทีรำคาญ

“อะไรของคุณอีกเนี่ย”

“พอเห็นหนูน้ำกำลังกลุ้มใจเรื่องแวนเข้าหน่อย ก็รีบเสนอหน้าไปทำคะแนนเชียวนะ”

“อย่ามาใส่ความกันนะคุณ ผมเป็นห่วงคุณน้ำจริงๆ ถึงได้ไปหา แล้วนี่ใครเค้าจุดธูปเชิญไปกินโต๊ะแชร์รึไง ถึงได้ใส่ชุดเนี้ย”

“ฉันใส่ชุดนี้เพราะต้องหลบพญามังกรจีนสองตัวที่กำลังเล่นกันจนเกิดพายุอยู่ตอนนี้ไงล่ะ มังกรสองตัวนี่ก็ชาตินิยมซะเหลือเกิน ถ้าไม่ใส่ชุดนี้มันก็ไม่ยอมให้ฉันพาเครื่องบินของแวนผ่านมาได้หรอก”

“นี่คุณช่วยแวนได้แล้วเหรอ”

“ช่วยได้แค่ไม่ให้เครื่องบินตกโหม่งโลกจนคอย่นเท่านั้นแหละ แต่แวนจะรอดรึเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของตัวเค้าเอง อันนี้ฉันช่วยไม่ได้หรอกนะ เพราะแม้แต่เทวดานางฟ้าอย่างพวกฉัน ถ้าถึงที่ก็ต้องตายเหมือนกัน ที่เค้าเรียกว่าจุติไง”

“ถ้านายแวนเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ คุณน้ำคงเสียใจมากที่สุด ขอให้ทีมค้นหาเจอแวนทีเถอะ อย่าเป็นอันตรายอะไรเลย”

รัมภาแอบมองเพรียวแล้วยิ้มอย่างชื่นชม เพราะถึงเพรียวจะเจ้าชู้และเจ้าเล่ห์ยังไงก็ตาม แต่ในเวลาวิกฤติ เพรียวก็ไม่เคยคิดถึงประโยชน์ของตน คิดถึงแต่ความรู้สึกของน้ำนวลเท่านั้นเอง

ooooooo

เช้ารุ่งขึ้น พนักงานในเซนซูยาต่างจับกลุ่มสนทนากันเรื่องข่าวเครื่องบินตก โดยเฉพาะกลุ่มของนางเม้าท์กันอย่างออกรส

“โถ อายุแค่นี้ก็ต้องเป็นหม้ายขันหมากซะแล้ว”

“หม้ายอะไรกันคะพี่นาง คุณแวนยังไม่ตายซะหน่อย”

“เครื่องบินตกนะจ๊ะข่าย เครื่องบินจริงๆ ไม่ใช่เครื่องบินในสวนสนุก จะได้ตกลงมาแล้วแค่หัวเข่าถลอกปอกเปิก”

“ถูก...แค่หาชิ้นส่วนศพมาต่อกันได้ครบ ก็ถือว่าบุญโขแล้วล่ะค่ะ”

นางกับดลเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย พิมมาลาเข้ามาได้ยิน ทำหน้าเหม็นเบื่อพวกปากหอยปากปู ถามเสียงแข็งว่า ตกลงวันนี้จะไม่ประชุมกันแล้วใช่ไหม?

“ก็คุณน้ำไม่มาทำงาน จะประชุมได้ไงล่ะยะ คงแอบดีใจล่ะสิท่า” นางแขวะ

“ฉันจะดีใจเรื่องอะไรไม่ทราบ”

“กินอยู่กับปาก อยากกินน้ำมานานแล้วไม่ใช่เหรอจ๊ะ” เม้าท์จบนางก็หันไปตีมือกับดลพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ

“ไร้สาระ...ถึงคุณน้ำไม่มา แต่ฉันยังอยู่ ฉันก็ประชุมแทนคุณน้ำได้”

“จะแต่งตั้งตัวเองเร็วเกินไปรึเปล่า พวกฉันอยู่มาตั้งนานยังไม่มีใครกล้าทำหน้าที่แทนคุณน้ำซักคน” ดลโวยลั่น

“ฉันเป็นรองผู้จัดการของฝ่ายนี้ มีอำนาจรองลงมาจากคุณน้ำ ถัดไปก็เป็นพี่ข่าย แค่นี้ก็ประชุมได้แล้ว แกอย่ามาอ้างซีเนียร์อู้งานหน่อยเลย หรือจะให้ฉันกดสปีกเกอร์โฟนโทร.ถามคุณน้ำต่อหน้าแก”

“จะออกแล้วกร่างทิ้งทวนเหรอยะ ฉันจะเชื่อฟังเธอดีมั้ยเนี่ย”

“นั่นดิพี่นาง”

“ฉันเปลี่ยนใจไม่ลาออกแล้วย่ะ”

สองอริชะงักกึก ขณะที่ข่ายแก้วดีใจเพราะไม่อยากให้คนเก่งอย่างพิมมาลาออกอยู่แล้ว...ไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรกันอีก มีพนักงานคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว

ทศกรนำพนักงานประท้วงคุณอนุศร ท่าทางจะวุ่นวายกันใหญ่

ทุกคนพากันตกใจ พิมมาลาตั้งสติได้ก่อนรีบออกจากห้องไปดูสถานการณ์ แล้วก็เห็นทศกรทำตัวเป็นหัวหน้าม็อบกำลังปลุกระดมพนักงานให้ต่อต้านการบริหารงานของอนุศร โดยมีกลุ่มของมานิดายืนมองอยู่ห่างๆด้วยความสะใจ

พวกข่ายแก้วตามมาสมทบพิมมาลา แล้วก็บ่นกันว่า “พวกนี้มันร้ายจริงๆ ฉวยโอกาสเล่นงานคุณอนุศรตอนคุณน้ำกำลังมีปัญหา แถมคุณฟ้างามก็ไม่อยู่ซะด้วย”

พิมมาลานิ่งเงียบ สีหน้าไม่พอใจพวกนั้นเช่นกัน แต่ไม่เข้าไปยุ่ง จะรอดูว่าอนุศรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ไม่ช้าอนุศรก็ออกมาเผชิญหน้ากับทศกร ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกลุ่มพนักงานทางด้านหลัง

“เชิญคุณอนุศรช่วยไขข้อข้องใจให้กับพนักงานด้วยครับ” ทศกรท่าทีกวนๆ อนุศรไม่พอใจแต่เก็บอาการ พูดเสียงดังฟังชัดกับทุกคน

“ตอนนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมดทั้งจริงและไม่จริง จากคนที่หวังดีและไม่หวังดี ผมมั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนทั้งนโยบายและโครงสร้างบริษัทครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนมากขึ้น บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน และที่สำคัญ ผมรับปากว่าถึงจะมีการขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งบ้างแต่ก็จะไม่มีใครถูกลดเงินเดือนหรือต้องออกจากงาน...ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพวกคุณถึงได้ไม่พอใจแนวทางของผม”

“คุณนูเพิ่งมาทำงาน ไม่เข้าใจก็ไม่แปลกหรอกครับ พวกเราทำงานที่นี่กันมานาน ด้วยระบบเดิมๆ เซนซูยาก็มีกำไรดีทุกปี อยู่ๆคุณจะมาผ่าตัดยกเครื่องตามใจชอบ แล้วถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบล่ะครับ”

“ผมรับผิดชอบเอง ด้วยตำแหน่งรองประธานของผม ถ้าภายในหนึ่งปีบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ผมยินดีลาออก”

“โอ๊ย พวกเราไม่กล้าเสี่ยงกับคุณหนู เอ๊ย คุณนูหรอกครับ ถ้ารายได้เราหด คุณนูจะรับผิดชอบรึเปล่า” ทศกรกวนเต็มที่ อนุศรสวนทันทีอย่างขึงขัง

“ในเมื่อผมเอาตำแหน่งตัวเองเป็นประกันแล้วคุณจะกลัวอะไรอีก ภายในสิบห้านาที ถ้าพวกคุณกลับเข้าทำงาน ผมจะไม่ติดใจเอาความ และจะให้โบนัสทุกคนที่อยู่ตรงนี้เพิ่มขึ้นเท่ากับพนักงานคนอื่นที่ไม่ได้ต่อต้านผมอีก 1 เดือน เป็น 4 เดือน แต่ถ้ายังไม่ยอมกลับไปทำงาน ผมจะถือว่าคุณไม่อยากรับโบนัสเพิ่ม แล้วถ้าใครอึดอัดใจจริงๆ ฝ่ายบุคคลตั้งโต๊ะอยู่หน้าลิฟต์มีใบขอลาออกพร้อมลายเซ็นอนุมัติของคุณพ่อวางไว้ให้พร้อมแล้ว”

ทศกรและพนักงานหน้าซีดเป็นแถว อนุศรเงยหน้ามองไปทางกล้องวงจรปิดแล้วสั่งการ

“ห้องรักษาความปลอดภัยเก็บภาพพนักงานทุกคนให้ผมด้วยนะครับ”

แกนนำอย่างทศกรถึงกับหน้าซีดเผือด พนักงานทุกคนพากันตกใจรีบยกมือบังหน้า ก่อนแยกย้ายกันกลับไปทำงานตามปกติ แม้แต่ทศกรก็ไม่กล้าเสี่ยงหลบฉากไปเป็นคนสุดท้าย...มานิดากับลูกสาวและนันท์ต่างก็เจ็บใจที่ถูกอนุศรจัดการอย่างง่ายดาย ในขณะที่ข่ายแก้ว นาง และดล พากันชื่นชมความเด็ดขาดของอนุศร ที่เหมือนฟ้างามไม่มีผิด

อนุศรยิ้มบางๆ มองเลยไปยังกลุ่มมานิดาก่อนจะเดินกลับเข้าไปทำงานต่อ นันท์มองตามขบกรามแน่นด้วยความแค้น พูดเบาๆกับตัวเอง

“มึงอย่าพลาดมาก็แล้วกัน เจอกูแน่ไอ้นู!”

พิมมาลาจับตามองตามอนุศรไปอย่างชื่นชม อย่างน้อยก็เบาใจไปได้ว่าเจ้านายคนใหม่เป็นคนทำงานจริง ไม่ใช่พวกกร่างแต่ไร้สมองอย่างนันท์หรือมานิดา

ooooooo

ผ่านไปเกือบหนึ่งวันแล้ว การค้นหาแวนเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะฝนยังตกหนัก และจุดที่เครื่องตกก็อยู่กลางป่า ตกตอนบ่ายหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยกลับมาบอกพ่อของแวนว่าตนมีความจำเป็นต้องสั่งหยุดการค้นหาไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะเกิดน้ำป่าไหลหลาก แล้วเจ้าหน้าที่จะเป็นอันตราย

พ่อของแวนเข้าใจว่าใครๆก็รักชีวิต แต่ตนมีลูกชาย เพียงคนเดียว จึงอยากขอความช่วยเหลือ จะเพิ่มคนหรือต้องการค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ให้บอกมา ตนพร้อมจ่ายไม่อั้น หัวหน้าทีมบอกว่าเรื่องเพิ่มคนเข้าไปถ้าไม่ชำนาญพื้นที่ก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ที่ฝนตกไม่หยุด เราจำเป็นต้องหยุดการค้นหาเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่

ได้รับคำยืนยันเช่นนั้น ศรีิทรัพย์ถึงกับปล่อยโฮ น้ำนวลเองก็หน้าซีดเผือด ถ้าหยุดค้นหาก็เท่ากับความหวังที่น้อยอยู่แล้วต้องดับวูบไปทันที...หลังจากพาศรีทรัพย์ไปพักที่โรงแรมแล้ว น้ำนวลโทร.ส่งข่าวพิมมาลาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี บางช่วงก็สะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่ พิมมาลาสงสารเธอจับใจ ปลอบโยนให้ทำใจดีๆไว้ อย่าเพิ่งหมดหวัง อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด

“เชื่อพี่นะคะคุณน้ำ คุณแวนจะต้องปลอดภัย...แล้วตอนนี้คุณน้ำอยู่ที่ไหนคะ”

“อยู่ที่โรงแรมค่ะ คุณแม่ร้องไห้จนเป็นลม คุณพ่อเลยให้น้ำพากลับโรงแรมก่อน จริงๆน้ำก็เครียดมากเลยนะคะพี่พิม แต่ถ้าน้ำอ่อนแออีกคน ก็กลัวว่าคุณแม่จะเสียกำลังใจไปกันใหญ่ น้ำก็เลยต้องทำตัวให้เข้มแข็งเอาไว้ แต่จริงๆน้ำแทบจะล้มทั้งยืนอยู่แล้ว...น้ำอยากให้พี่พิมมาอยู่เป็นเพื่อนน้ำตรงนี้จังเลยค่ะ”

“คุณน้ำต้องอดทน เชื่อมั่นเอาไว้ว่าคุณแวนจะต้องปลอดภัย เค้าไม่มีวันทิ้งเจ้าสาวของเค้าไว้ตามลำพังเด็ดขาด เชื่อพี่นะคุณน้ำ”

วางสายจากพิมมาแล้ว น้ำนวลโทร.หาน้าสาวที่กำลังเริ่มประชุมงานอยู่กับอนุศร ข่ายแก้ว นาง และดล...ฟ้างามฟังน้ำนวลแล้วก็พลอยวิตกกังวลไปด้วย แต่ก็ปลอบโยนและให้กำลังใจน้ำนวลก่อนจะตัดสายแล้วหันกลับมาประชุมงานต่อ

“เราคุยกันไปถึงไหนแล้ว”

“กำลังคุยถึงแคมเปญหน้าร้อนอยู่ครับ ผมขอชมเลยนะครับ ว่าฝ่ายของน้ำเค้าแข็งมาก ตั้งแต่ผมคุยงานกับแต่ละฝ่ายมา ฝ่ายนี้พร้อมกว่าเพื่อนเลยครับ”

“ก็ฝ่ายนี้เค้ามีแต่พนักงานเก่งๆทั้งนั้น แล้วนี่หนูพิมไปไหนซะล่ะ ทำไมไม่เข้าประชุม”

“แหม คุณฟ้างามคะ ใจเค้าไม่อยู่กับเราแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวออกเดี๋ยวไม่ออก อะไรก็ไม่รู้” นางจีบปากฟ้อง แต่ข่ายแก้วออกตัวแทนพิมมาลาว่า

“น้องพิมเค้ามีเรื่องไม่ค่อยสบายใจน่ะค่ะ ก็เลยขอตัวไม่เข้าประชุม”

“ใครเหรอครับ” อนุศรสงสัย ดลอธิบายว่าพิมมาลาเป็นรองผู้จัดการฝ่าย และเป็นคนสนิทของคุณน้ำด้วย

“คงเป็นห่วงยัยน้ำจนไม่มีสมาธิทำงานนั่นแหละ ไม่เป็นไร เราคุยกันเท่านี้ก็ได้” ฟ้างามตัดบทอย่างเข้าใจ แต่อนุศรบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ

“ไม่มืออาชีพเลยนะครับ น่าจะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ออก เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่ แบบนี้ผมไม่ชอบเลย”

“นางก็ไม่ชอบเลยค่ะคุณนู เดี๋ยวจะเป็นจะตายอยากประชุมให้ได้ พอทุกคนพร้อม ชีก็ไม่อยากจะประชุมขึ้นมาซะงั้น” นางได้โอกาสโจมตีพิมมาลา แถมพอประชุมเสร็จก็ยังเสนอหน้านำพาอนุศรไปที่ห้องทำงานพิมมาลา หมายใจจะได้เห็นพิมมาลาโดนอนุศรเล่นงาน แต่กลายเป็นว่าอนุศรตะลึงในความสวยของพิมมาลาจนพูดไม่ออก

“มีธุระอะไรกับดิฉันเหรอคะคุณอนุศร”

“เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับ”

“งั้นฉันขอลางานกลับก่อนนะคะ ใบลาวางอยู่บนโต๊ะ คุณน้ำ เสร็จธุระแล้วเราค่อยคุยกันนะคะ”

พิมมาลาเดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อนุศรได้แต่หันมองตาม ทำอะไรไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก ในขณะที่นาง ดล และข่ายแก้วงงเป็นไก่ตาแตก ตอนแรกดูอนุศรเอาจริงมาก แต่พอเจอพิมมาลาเข้าจริงๆกลายเป็นคนละคนไปเลย

พิมมาลารีบร้อนลงไปที่ลานจอดรถ เจอรัมภาในชุดเสื้อผ้าทะมัดทะแมงยืนพิงรถของเขาอยู่

“ถอยไปน่ะรัมภา ผมกำลังรีบ”

“จะรีบไปไหน ความจริงถ้าแวนตาย คนที่ได้ประโยชน์ก็เป็นนายนะ”

“ผมไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกน่ะ ถึงผมจะไม่ชอบขี้หน้านายแวนมันนัก แต่ผมก็ไม่เคยอยากให้ใครตาย”

“ข้อนี้ฉันเชื่อ ถึงนายจะเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่นายก็ไม่ใช่คนโหดร้าย เพียงแต่...ถึงนายไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ทั้งตำรวจทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยเต็มไปหมดยังหาแวนไม่เจอเลย แล้วนายจะทำอะไรได้”

“คุณก็ช่วยผมสิ ถ้าคุณช่วย ต้องหาแวนเจอแน่”

“นายจะทำไปเพื่อ?”

“ผมไม่อยากเห็นคุณน้ำต้องเสียใจอีกแล้ว ผมเคยทำให้เธอเสียใจมากมาครั้งนึง แล้วผมก็ไม่อยากเห็นภาพนั้นอีก ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องหาทางช่วยแวนให้ได้”

รัมภายิ้มบางๆ มองพิมมาลาหรือนายเพรียวด้วยสายตาเอ็นดูชื่นชม แต่ไม่นานนักก็แกล้งทำเป็นดุต่อ

“น่ารำคาญจริงจริ๊ง ก็ได้ๆ นายซิ่งรถไปเลย แต่ไม่ต้องไปที่เขานะ นายเลี้ยวตรงสถานีเรดาห์ ฉันจะรออยู่ที่นั่น แต่บอกไว้ก่อนนะ ที่ทีมกู้ภัยหาแวนไม่เจอก็เพราะเค้าจวนจะถึงฆาตแล้ว บุญกุศลที่ทำในชาตินี้ก็ไม่รู้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะมาโทษฉันไม่ได้ล่ะ”

“ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะรัมภา”

พอขึ้นรถ พิมมาลาก็กลายเป็นเพรียวขับรถออกไป รัมภาพูดกับตัวเองด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“คอร์สดัดสันดานของฉันชักจะเริ่มเห็นผลเป็นที่น่าพอใจแล้วสิ”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เคลลี่” สะดุ้ง แฟนละคร “เวราอาฆาต” อินหนัก ด่าแรง หวั่นดราม่าทำคนเกลียด

“เคลลี่” สะดุ้ง แฟนละคร “เวราอาฆาต” อินหนัก ด่าแรง หวั่นดราม่าทำคนเกลียด
23 มิ.ย 2564

11:45 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 14:19 น.