ข่าว

วิดีโอ



ปี่แก้วนางหงส์

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-ย้อนยุค

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: บลูลาวา

กำกับการแสดงโดย: แมน เมธี

ผลิตโดย: บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: วรินทร ปัญหกาญจน์,ราณี แคมเปน

ที่ป่าช้าวัดประจำตำบล กำนันพงษ์ถามหมอผีอย่างโกรธจัดว่ามันหนีไปได้ มันเป็นไปได้ยังไง หมอผีบอกว่าอานุภาพแห่งพุทธคุณช่วยพาพวกมันให้หลุดพ้นไปได้ หมอผีมองพรายหุ่นพยนต์ทั้งสี่อย่างไม่พอใจ

หมอผีบริกรรมคาถา ทำให้ไฟลุกท่วมตัวหุ่นพยนต์ทั้งสี่จนดิ้นอย่างเจ็บปวด หมอผีลงโทษหุ่นพยนต์ทั้งสี่ที่ทำงานง่ายๆไม่สำเร็จด้วยการเผาจนร่างสลายไปต่อหน้ากำนัน บอกกำนันว่า

“เมื่อไอ้พวกนี้เอาไม่อยู่ กูจะปลุกผีทั้งป่าช้าไปล่าพวกมัน!!!”

หมอผีเอามีดหมอออกมาร่ายคาถาแล้วปักมีดลงที่พื้นดินเรียกภูตผีในป่าช้านั้น ลมกระโชกมาพัดเศษใบไม้ปลิวว่อน ผืนดินเหนือหลุมศพสะเทือน บรรยากาศในป่าช้าเปลี่ยนไปทันที

คืนเดียวกัน เจ้าอาวาสสนทนาและให้พรกับจางวางพ่วง เพียร พิกุล สุด และอ่ำ ทุกคนพนมมือรับพร

“เมื่อสิ้นสุดธุระทางโลกของโยมแล้วก็ขอให้ละความอาฆาตพยาบาทใดๆไว้ ณ ที่นี้” ท่านมองหน้าพิกุล “อาตมาขอบิณฑบาต เพื่อที่จิตวิญญาณของโยมจะได้ไปจุติในภพภูมิอันสว่าง สงบ ด้วยเถิด”

จางวางพ่วงมองหน้าเพียรอย่างรับพร ก็พอดีอัปสร กับสินธรกลับมาจากเอาตุ๊กตาไปทิ้งน้ำเข้ามากราบเจ้าอาวาส สุดเห็นอัปสรก็น้ำตาร่วงเพราะกำลังจะจากกัน เจ้าอาวาสจึงให้อัปสรกับสินธรเข้าไปในโบสถ์ก่อนพวกจางวางนั่งพนมมืออยู่นอกโบสถ์แต่พิกุลไม่พนมมือเหมือนไม่รับส่วนบุญนี้ เพียรบอกพิกุลฟังหลวงพ่อให้ดี วางความอาฆาตพยาบาทที่มีต่อคุณหลวงลงเสียเถิด ครู่หนึ่งได้ยินเสียงสวดมนต์จากในโบสถ์ พิกุลมองพ่อกับแม่สีหน้าเด็ดเดี่ยว ส่ายหน้าบอกว่า

“มีแต่การชดใช้เท่านั้นที่จะปลดปล่อยฉันได้”

เพียรเรียกพิกุลเสียงอ่อนอย่างขอร้อง แต่พิกุลสีหน้าเด็ดเดี่ยว ครู่หนึ่งพิกุลก็หายตัวไป

ขณะสวดมนต์กันอยู่ มีแสงสว่างเรืองที่นอกโบสถ์ อัปสรมองไปเห็นสุดกำลังมองมาน้ำตารื้น อัปสรนึกว่าตนตาฝาด เสียงสุดแว่วมาว่า “ชาติหน้าฉันใด ขอให้เอ็งกับข้าได้เกิดเป็นแม่ลูกกันอีกนะนังเอื้อย”

อัปสรงงๆกับชื่อเอื้อย ไม่ทันไรสุดก็ยิ้มให้แล้วทั้งหมดก็สลายตัวไป อัปสรคิดว่าตัวเองตาฝาด หันมองเจ้าอาวาส ท่านมองกลับมาด้วยความเมตตา

ที่ป่าช้าวัดประจำตำบล ขณะหมอผีแกะห่อกระดูกเพื่อทำพิธี เห็นพิกุลปรากฏตัวขึ้น หมอผีถามว่าเจ็บแค้นมากถึงกับจะมาเอาคืนหรืออีพิกุล พิกุลมองห่อกระดูก พูดกับหมอผีว่า

“กระดูกพ่อแม่ของข้าแปดเปื้อนบาปจากมือของเอ็งเกินไปแล้ว เอามือสกปรกของเอ็งออกไปเดี๋ยวนี้”

กำนันร้อนใจเร่งหมอผีว่าจะจัดการอะไรก็เอาเสียที ให้มันเย้ยอยู่ได้ แต่พิกุลไม่รอให้หมอผีลงมือ พุ่งเข้าไปที่ห่อกระดูก ปรากฏลมกระโชกมาทำให้พิธีเกือบพัง แต่กระดูกพ่อแม่พิกุลก็ยังอยู่ในมือหมอผี

“มึงมีกำลังเท่านี้รึ...กูจะสั่งสอนให้มึงรู้ฤทธิ์บริวารของกู” หมอผีมองไปรอบๆ หลุมศพปะทุขึ้นพร้อมกับวิญญาณผุดขึ้นมาจากหลุมทั้งป่าช้า มันมองพิกุลอย่างอาฆาตแค้น หมอผีปรามพิกุลว่า “มึงพ้นมือพรายหุ่นพยนต์ของกูได้ แต่อย่าคิดว่าจะรอดจากผีตายห่าตายโหงบริวารของกูไปได้”

เงาดำพุ่งมารอบตัวพิกุล พิกุลสะบัดปัดเงาดำพวกนั้นให้พ้นตัว แต่ยิ่งปัดเงาดำนั้นก็เหมือนจะยิ่งเข้ามาครอบครองร่างของพิกุล พุ่งเข้าหูตาจมูกปากทะลุออกทุกทวารจนยากที่พิกุลจะหลุดพ้นได้ พิกุลดิ้นรนอย่างทรมาน หมอผีชี้มีดหมอไปที่พิกุลพูดยิ้มเยาะ

“มีแต่มีดหมอของกูเท่านั้นจะช่วยมึงได้ มึงไม่ยอม ดวงจิตมึงจะถูกครอบงำให้เป็นพวกเดียวกับมัน มึงจะทรมานยิ่งกว่าตกนรก”

พิกุลตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่ยอม” หมอผีมองเงาดำที่มันพุ่งเข้าพุ่งออกร่างของพิกุล แล้วหน้าพิกุลก็กลายเป็นหน้าผีน่ากลัว เส้นเลือดปูดโปนเหมือนร่างจะแตกสลาย พิกุลร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน

กำนันสะใจที่เห็นพิกุลเจ็บปวด คว้ามีดหมอจากมือหมอผีออกนอกเขตที่หมอผีเสกไว้ เอามีดหมอชี้หน้าพิกุลที่กำลังเจ็บปวดทรมานว่า “มึงอยากให้กูช่วยไหม” พิกุลเจ็บปวดเกินกว่าจะทำอะไร ได้แต่จ้องมีดหมอเขม็ง

“แต่กูอยากเห็นมึงทรมานยิ่งกว่านี้ กูจะเผาเรือนของมึงให้เป็นจุณ ต่อให้มึงรอดไปได้ มึงก็จะเป็นผีเร่ร่อนเท่านั้น”

ความโกรธของพิกุลกลายเป็นพลัง ลมกระโชกอย่างแรงกระแทกกำนันพงษ์กับหมอผีกระเจิงไปคนละทาง มีดหมอกระเด็นปักที่พื้น พิกุลจึงตั้งจิตประกาศต่อหน้าพลังดำมืดรอบตัวทั้งที่ยังเจ็บสาหัส

“ข้าขออุทิศบุญกุศลอันใดที่ข้าเคยกระทำแม้เพียงธุลี ได้ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณอันทุกข์ทรมานด้วยไสยดำอำนาจมืดใดๆก็ตามให้เป็นอิสระด้วยเถิด”

ทันใดนั้นมีดหมอที่ปักพื้นก็เรืองแสงแผ่ไปทั้งป่าช้า เงาดำมืดที่พุ่งเข้าออกตัวพิกุลค่อยๆสลายกลายเป็นร่างคน ดวงวิญญาณเหล่านั้นที่มองพิกุลเหมือนจะมุ่งทำร้ายตอนแรก เปลี่ยนเป็นยกมือไหว้พิกุลเพื่อขอรับส่วนบุญ กำนันพงษ์เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็กลัวลนลานรีบเข้าไปหาหมอผีถามว่านี่มันอะไรกัน

“พวกมึง...ไอ้ทรยศ!!!” หมอผีชี้หน้าภูตผีเหล่านั้นนิ้วสั่นระริก

สิ้นเสียงหมอผี ดวงวิญญาณทั้งหมดก็กลายเป็นเงาดำพุ่งเข้าหาหมอผีทุกทวาร หมอผีดิ้นอย่างเจ็บปวดกระอักเลือดต่อหน้ากำนัน

“อีพิกุล!!!” กำนันคำรามอย่างเจ็บแค้น

“มึงต้องชดใช้!!” พิกุลชี้หน้ากำนันประกาศลั่น กำนันเห็นหน้าพิกุลที่โกรธแค้นก็หวาดกลัว รีบหนีไป

พิกุลจะตามแต่หมดแรงเสียก่อนได้แต่มองตามกำนันไปด้วยความแค้น ฝ่ายกำนันวิ่งขาขวิดหาทางออกจากป่าช้าคอยเหลียวดูว่าพิกุลตามมาหรือไม่ จนตกไปในหลุมศพที่ขุดทิ้งไว้ ในหลุมมีโลงและโครงกระดูก พอกำนันรู้ว่าตกในหลุมศพก็ตะเกียกตะกายจะขึ้น แต่ฝาโลงเลื่อนปิดเสียก่อน

กำนันทุบฝาโลงร้องให้คนช่วย แต่ฝาโลงปิดสนิทมีผีตายโหงนั่งทับไว้ทั้งสี่มุม กำนันทุบจนหมดแรงก็เปิดไม่ได้ กำนันร้องอย่างหมดท่าว่า “ช่วยด้วย...กูยอมแล้ว... กูยอมแล้ว”

เมื่อไม่มีหมอผีและกำนันพงษ์แล้ว พิกุลฟุบหน้าบนตักของเพียรมีจางวางพ่วงยืนมองอย่างเวทนา เพียรบอกว่าเวลาของแม่หมดแล้ว แม่กับพ่อส่งเอ็งได้แค่นี้ ลูบหัวพิกุลอย่างอาลัยอาวรณ์อธิษฐาน...

“บุญกุศลอันใดที่แม่กับพ่ออุทิศให้เอ็งได้ ขอให้บุญกุศลนั้นทำให้เอ็งเห็นทางสว่างเพื่อละอาฆาตพยาบาทเร็ววันนะพิกุล”

พ่อแม่ลูกลาจากกันน้ำตาไหล เสียงปี่พาทย์มโหรีดังขึ้นเหมือนจะส่งคนทั้งสอง จนร่างทั้งสองค่อยเลือนหายไป เหลือแต่พิกุลยังนอนฟุบอยู่ตรงนั้น...

ooooooo

ทิพย์เกสรหายดีแล้วก็ออกตามหานิราศ โดยไปหาเจ้าอาวาสบอกว่าลูกชายตนมาหาซื้อเรือนไทยเก่าแถวนี้แต่หายตัวไปติดต่อไม่ได้ เลยต้องมาตามหาเอง

สมคิดบอกว่า สารวัตรบอกว่าท่านเป็นคนเก่าแก่ที่นี่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าคนอื่นตนจึงมาพึ่งท่าน เจ้าอาวาสเห็นเปรื่องเหมือนมีอะไรจะพูด ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าโยมเปรื่อง”

“สองสามวันก่อนมีชาวบ้านมาทำบุญที่วัด แกว่ามาทำบุญล้างซวยเพราะเห็นผีตรงเรือนไทยริมน้ำ”

ทิพย์เกสรสนใจทันทีถามว่าที่ไหนหรือ เปรื่อง บอกว่าที่นั่นผีดุไม่มีใครอยากไปหรอก ทิพย์เกสรว่าผีดุแค่ไหนก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าลูกตนไม่อยู่ที่นั่น สมคิดถามว่าเรือนครูทับอยู่ไกลจากที่นี่ไหม เปรื่องบอกว่าอยู่ตรงคุ้งน้ำเลยวัดไป ขณะสมคิดมองหน้าทิพย์เกสร รอการตัดสินใจ เจ้าอาวาสก็หยิบขวดน้ำมนต์ให้บอกว่า

“เก็บไว้เป็นมงคลแก่ตัวนะโยม”

ทิพย์เกสร สมคิด กับเอียดพากันไปหาเรือนครูทับ ถามชาวบ้านก็บอกกลัวๆกล้าๆว่าเรือนนี้ตั้งอยู่ลึก ไม่มีธุระอะไรก็ไม่มีใครผ่านกันหรอก เรือนก็อยู่ไม่ไกลเห็นหลังคาอยู่นั่น บอกแล้วชาวบ้านขอตัวไปเลย

นิราศอยู่เรือนครูทับตามลำพัง ขณะเขาไปตาก ผ้าขาวม้ากลับมาเห็นเหมือนเงาคน ดีใจนึกว่าพิกุลกลับมาแล้ว พอไปหาเงานั้นก็หายไป มีเสียงเรียก

“คุณยศ...คุณยศ...” นิราศหลอนจนหมุนหาไปทั่ว

นิราศได้ยินเหมือนคนขึ้นเรือน เขาวิ่งขึ้นเรือนไปทันที ครู่หนึ่งทิพย์เกสรกับนิสามาถึงจะขึ้นเรือน แต่ขึ้นไม่ได้เพราะถูกงูมาขวางบันได เอียดเข้าไปกันทิพย์เกสรออกมา นิสากับสมคิดช่วยกันไล่งูแล้วทั้งหมดจึงขึ้นเรือนไปอย่างหวาดๆ

ทั้งหมดไปเจอนิราศนอนนิ่งอยู่ที่พื้นเหมือนคนใกล้ตาย ทิพย์เกสรถลาเข้าไปปลุกนิราศแต่เขาไม่รู้สึกตัว นิสาจับชีพจรแล้วสีหน้าไม่ดี เสนอให้รีบพาเขาออกไปก่อน ขณะที่ช่วยกันอุ้มนิราศลงเรือนนั้น นิราศก็เพ้อ

“ผมไม่ไป...ผมจะอยู่กับพิกุล”

พิกุลฟุบอยู่ที่เรือนจางวางพ่วงเหมือนได้ยินเสียงของนิราศที่เรือนครูทับ ภาพในนิมิต พิกุลเห็นนิสากับสมคิดกำลังช่วยกันประคองนิราศที่ยังสลบลงเรือนก็ยิ่งเจ็บปวด พึมพำแค้น...

“ฉันช่วยแกให้พ้นจากถูกกระทำย่ำยีของไอ้สารเลว นั่น แต่แกกลับจะมาพรากคุณหลวงไปจากฉันอย่างนี้หรือ นี่หรือสิ่งที่ฉันได้รับจากความเมตตาปรานีของฉัน...” พิกุลเหมือนจะลุกไปตามนิราศแต่หมดแรงเสียก่อนได้แต่ร้องไห้ อาฆาต “สิ่งที่แกกับเขาทำกับฉันไว้ จะต้องได้รับการชดใช้!”

พอนิราศรู้สึกตัวขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของนิสา นิสากุมมือเขาไว้ ขวดน้ำมนต์ที่เจ้าอาวาสให้ตกอยู่ข้างตัวนิราศ พอรู้สึกตัวนิราศก็ดิ้นรนพร่ำเพ้อแต่จะไปหาพิกุล นิราศดิ้นอย่างอ่อนแรงจนสลบไป

นิสาบอกสมคิดให้รีบพานิราศไปจากที่นี่

พิกุลอยู่ที่เรือนจางวางพ่วง รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งโกรธ แค้น เจ็บปวด รวบรวมแรงเรียก “คุณยศ” เหมือนจะให้ระลึกถึงอดีต แต่สุดท้ายก็ได้แต่มองทิพย์เกสรกับนิสาพานิราศออกไปโดยไม่อาจยื้อเขากลับมาได้

“คุณยศ!!!” พิกุลเรียกและกรี๊ดสุดเสียงอย่างทรมาน

ooooooo

นิราศถูกนำเข้าโรงพยาบาล นอนในห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯมา 3 วันแล้ว นิสานั่งเฝ้าอยู่ เหตุการณ์ที่บ้านครูทับยังตามหลอนเธอ เธอพยายาม นึกชื่อ “คุณยศ” ที่ได้ยินพิกุลเรียกว่าเคยได้ยินที่ไหน แต่ก็นึกไม่ออก

ขณะนั้นสมคิดเข้ามาถามว่ามาดูแลนิราศทุกวันแบบนี้ไม่เหนื่อยแย่หรือ เธอบอกว่าเหนื่อยยังไงพอนิราศฟื้นตนก็หายเหนื่อยแล้ว ตอนนี้เราก็เบาใจได้เปลาะหนึ่งว่านิราศไม่ได้เป็นไข้ป่า นอกเสียจากว่า...สามวันมานี้นิราศเพ้อแต่ชื่อพิกุล มองหน้าสมคิดถามว่ารู้จักคุณพิกุลหรือเปล่า สมคิดจึงชวนออกไปคุยข้างนอกดีกว่า

ในขณะที่ยังสลบนั้น จิตใต้สำนึกของนิราศกลับไปที่เรือนจางวางพ่วงอีกครั้ง ร้องเรียกและเดินตามหา พิกุล แต่พอเดินเข้าไปในเรือน กลายเป็นเรือนร้าง เขาเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น เดินไปที่ห้องนอนของพิกุล เคาะประตูเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบ ครู่หนึ่งประตูเปิดออกเอง นิราศดีใจรีบเข้าไปเห็นแต่ปี่วางอยู่บนที่นอน

นิราศเดินหาพิกุล แต่เหยียบถูกกองเลือดที่พื้น ปรากฏว่าเลือดไหลออกจากปี่จนชุ่มที่นอน เขาจะหยิบปี่ดู ถูกมือหนึ่งมาคว้ามือไว้ มือนั้นชุ่มไปด้วยเลือด! มองไล่ขึ้นไปจึงเห็นเป็นพิกุลที่เลือดไหลออกจากตา จมูกและปาก เขาตกใจร้องเรียกอย่างเป็นห่วง...

“พิกุล!!! พิกุล!!!”

นิราศจะคว้าตัวพิกุลมากอดแต่พิกุลกลับหายไป เขาคว้าได้แต่ลม แล้วล้มลงบนที่นอนนั้น...

ooooooo

นิราศรู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พอสะดุ้งตื่นเขานึกว่ายังอยู่เรือนจางวางพ่วง ร้องสุดเสียง

“พิกุล!!!”

แต่พอมองไปรอบตัวก็สงสัยว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? นิสาได้ยินเสียงนิราศรีบเข้ามาดูร้องดีใจ

“พี่นิราศ...พี่นิราศฟื้นแล้ว”

“พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...พี่ต้องไปหาพิกุล” นิสา

บอกว่ายังไปไม่ได้เพราะยังไม่หายดี “พี่ไม่เป็นอะไร พี่จะกลับไปหาพิกุล”

นิราศพยายามจะลุกจากเตียง นิสายื้อไว้พลางกดเรียกพยาบาลให้เข้ามา พอดีทิพย์เกสรเข้ามากับเอียดและสมคิด สมคิดรีบเข้าไปช่วยนิสาจับนิราศไว้

นิราศยังคงพร่ำหาแต่พิกุล บอกว่าจะไปช่วยพิกุล เธอรอตนอยู่ที่นั่น ทิพย์เกสรบอกว่าไม่มีใครเป็นอะไรทั้งนั้น!! แล้วที่นั่นก็ไม่มีใครนอกจากเขา เมื่อนิราศร่ำร้องจะไปหาพิกุลให้ได้ ทิพย์เกสรบอกว่าพิกุลไม่มีตัวตนมันเป็นผีที่เขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเพราะถูกมันสะกด ไม่รู้ตัวหรือไง

“ผมไม่ได้ถูกสะกด แต่ผมรักพิกุล รักด้วยหัวใจที่แท้จริงของผม...ต่อให้พิกุลต้องการชีวิตผม ผมก็ยอม”

เมื่อหว่านล้อมอย่างไรนิราศก็ไม่เชื่อ ทิพย์เกสรจึงบอกว่าตนจะให้ไปก็ต่อเมื่อหมอบอกว่าเขาหายดีแล้วเท่านั้น นิราศยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นอะไร ทิพย์เกสรจึงเปลี่ยนเป็นตัดพ้ออย่างน้อยใจว่า

“แกไม่คิดถึงจิตใจแม่บ้างหรือไง แม่เสี่ยงชีวิตไปพาแกกลับมา แต่แกกลับไม่เห็นความห่วงใยของแม่แม้แต่นิดเดียว” ทิพย์เกสรจับมือนิราศไว้แน่น นิราศจะดึงมือออก ทิพย์เกสรกลับจับแน่นยิ่งขึ้น บอกว่า “ถ้าแกอยากเห็นแม่หัวใจแตกสลายไปตอนนี้ก็เอาเลย”

นิราศมองมือแม่ที่จับมือตนอยู่ ทิพย์เกสรจับตาดูอยู่ ในที่สุดนิราศน้ำตาไหลเอามืออีกข้างดึงมือแม่ออก ทิพย์เกสรเสียใจมาก แต่แล้วนิราศก็ใช้มืออีกข้างกุมมือแม่ไว้ ทิพย์เกสรถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความปลาบปลื้ม เอ่ยทั้งน้ำตาว่า 

“ขอให้แม่เห็นว่าแกหายดีเสียก่อนเถอะ ถึง วันนั้น...แม่จะไม่ห้ามแกอีกเลย”

นิสาอยู่ด้วยตลอดเวลา เธอเศร้าอย่างที่สุด เมื่อตระหนักชัดว่า นิราศไม่ได้รักตนเลย...

ทิพย์เกสรออกจากห้องพร้อมกับสมคิด ไม่ทันพ้นหน้าห้องก็คาดคั้นสมคิดว่า ยังกล้ายืนยันไหมว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คน สมคิดยืนยันว่าแม่พิกุลคนนั้นตายไปตั้ง 50 ปีแล้ว

“อย่างนั้นแกกลับไปที่นั่นกับฉันตอนนี้เลย ฉันจะไปจุดธูปขอขมาเขา หากตานิราศไปทำผิดอะไรไว้โดยไม่รู้ตัว เขาจะได้ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกับนิราศอีก”

“คุณทิพย์เชื่อเรื่องนี้ด้วยหรือครับ”

“แกก็เห็นกับตาว่าลูกฉันเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกผีกระทำ ฉันก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไรไปได้อีกแล้ว...ฉันห่วงลูกฉัน ฉันไม่อยากเห็นลูกฉันเป็นบ้ายิ่งไปกว่านี้”

ooooooo

ฝ่ายสารวัตรบัญชาขึ้นเรือนจางวางพ่วงมากับสินธรและอัปสร สารวัตรเล่าว่า

“พอญาติพี่น้องของกำนันเห็นหลักฐานที่คุณหามายืนยันได้ก็ไม่มีใครติดใจจะทวงเรือนหลังนี้อีกแล้ว”

“ที่ไม่ทวงก็คงกลัวจะโดนขุดเรื่องอื่นขึ้นมาประจานล่ะสิ โดยเฉพาะคดีของท่านเจ้าอาวาสคนก่อนนี้” สินธรเชื่อเช่นนั้น อัปสรถามว่ากำนันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆหรือ

ไม่มีใครรู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับตามองทั้งสามคนอยู่ อัปสรถามสินธรว่า เรือนนี้กลับมาเป็นของเขาแล้ว แต่เขาคงไม่คิดจะกลับมาอยู่ที่นี่อีกใช่ไหม สินธรถามว่าถ้าตนชวนล่ะ อัปสรส่ายหน้าทั้งตกใจทั้งเขินบอกว่าไม่มีทาง แล้วเดินแยกไปอีกทาง สินธรจึงหันมาคุยกับสารวัตรต่อ สารวัตรย้ำว่า

“อย่าลืมเรื่องที่เราคุยกันไว้นะครับ”

“ไม่ลืมครับสารวัตร ถ้าปี่เลานั้นไม่ได้ถูกยกให้วัดพร้อมกับเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ก็น่าจะยังอยู่ที่นี่ ทำไมเจ้านายของสารวัตรถึงอยากได้ปี่ของพิกุลเลานี้ครับ”

“เจ้านายผมขอไปจัดแสดงที่มูลนิธิของท่านเจ้าคุณพิชัยน่ะครับ ปี่เลานี้จะเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอก ว่าช่วงชีวิตหนึ่ง ท่านเจ้าคุณอุปถัมภ์วงปี่พาทย์ของท่านจางวางพ่วงและวงปี่พาทย์นี้สำคัญกับท่านอย่างไร”

สินธรถามว่าท่านเจ้าคุณบันทึกเรื่องนี้ไว้ด้วยหรือ สารวัตรบอกว่าถ้าเขาอยากอ่านบันทึกของท่าน ตนจะเรียนเจ้านายให้ทราบดีไหม สินธรรีบขอบคุณ สารวัตรจึงขอตัวลงเรือนไป พิกุลรับรู้เรื่องทั้งหมด พึมพำ...

“ไม่มีวันหรอกพี่สิน ตราบใดที่อดีตยังไม่ได้ชำระสะสาง ปี่ของพิกุลจะต้องอยู่กับพิกุลเท่านั้น”

ooooooo

นิสาไปวัดที่เคยเจอพุดกรอง เจอพุดกรองนั่งร้อยมาลัยอยู่ที่มุมหนึ่งในวัด จึงไปนั่งดูด้วยความสนใจ พุดกรองบอกว่าร้อยมาลัยถวายพระช่วยให้คลายจากความว้าวุ่น จิตใจสงบ ชวนลองดูไหม

พุดกรองส่งเข็มร้อยมาลัยให้นิสา เธอรับไปเสียบมะลิดอกแรกทั้งที่ใจยังคับข้อง

“มาลัยถวายพระพวงนี้งดงามด้วยดอกไม้ที่เราคัดสรรมาร้อยทีละดอก ดอกไหนช้ำเราก็ต้องคัดออก ช้ำเพียงดอกเดียว มาลัยของเราก็เป็นตำหนิ” พุดกรองบรรยายการร้อยมาลัยให้ฟัง

นิสาเห็นรอยช้ำที่ดอกมะลิจึงเปลี่ยนดอกใหม่

พุดกรองเปรียบเทียบการร้อยมาลัยกับการดำเนินชีวิตว่า

“ชีวิตคนเราก็เหมือนการร้อยมาลัย เราเลือกแต่สิ่งที่ดี เลี่ยงสิ่งที่จะเป็นตำหนิให้ชีวิตได้ ขอแค่มีสติเราก็จะได้ชีวิตที่ดีงามเหมือนกัน” พุดกรองเลือกดอกไม้ให้นิสาร้อยมาลัย จนนิสารู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อเห็นภาพสารภีนั่งร้อยมาลัยอยู่ตรงหน้าแต่เป็นดอกปีบ

สารภีหยิบมาลัยดอกปีบขึ้นชื่นชมเอ่ย “คุณยศอย่าได้ลืมไว้อีกนะเจ้าคะ” นิสาสะดุดหูชื่อคุณยศพอดีพุดกรองถามว่าเสร็จหรือยัง นิสามองพุดกรองอย่างตกใจไม่รู้ว่าพุดกรองทำอะไรกับตน ถามว่า “นี่มันอะไรคะ”

“สิ่งที่คุณเห็นเป็นสิ่งที่คุณอยากรู้หรือเปล่าคะ” นิสาถามว่าผู้หญิงที่ตนเห็นเป็นใคร? พุดกรองส่ายหน้าบอกว่า “ไม่มีใครรู้จักตัวเองได้ดีกว่าเจ้าตัวหรอกค่ะ” นิสาถามว่าหมายถึงอะไร พุดกรองตัดบทว่า “ร้อยมาลัยต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวดอกไม้จะเฉาเสียก่อน” แล้วหยิบดอกหนึ่งขึ้นจะร้อยต่อ พุดกรองเตือนว่า “ตั้งสติให้ดีนะคะ”

ooooooo

สินธรกับอัปสรเดินออกจากห้องหนึ่ง สินธรยังคาใจที่หาปี่พิกุลไม่เจอ อัปสรถามว่าแล้วนายรู้เหรอว่าปี่ท่านจันของพิกุลอยู่ไหน สินธรบอกว่ายังไม่รู้แต่ถ้า มีน้ำใจก็ช่วยกันหา

อัปสรลงจากเรือนเจอสมคิดกับทิพย์เกสรขึ้นเรือนมา สินธรเดินมาถามว่ามาทำอะไรกันที่นี่ ตอนนี้ตนเป็นเจ้าของเรือนที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีวันขายเรือนนี้ให้ใครทั้งนั้น

สมคิดบอกว่าตนไม่ได้มาธุระเรื่องนั้น แต่คุณทิพย์เกสรแม่ของคุณนิราศอยากมาขอขมาแม่พิกุล สินธรถามว่าเขามาลบหลู่บรรพบุรุษตนเมื่อไหร่ ทิพย์เกสรบอกว่าไม่ใช่การลบหลู่ แต่ลูกชายตนเอาแต่เพ้อว่าเขารักแม่พิกุล เขารักใคร่กันอย่างไรตนไม่รู้ แต่ตอนนี้ลูกชายตนเหมือนคนบ้า เพ้อถึงแต่ผู้หญิงคนนี้ ทันใดนั้นพิกุลปรากฏตัวขึ้นระหว่างสินธรกับทิพย์เกสร สินธรพยักหน้าบอกทิพย์เกสรว่า

“รักกับผู้หญิงที่ตายไป 50 ปีแล้ว ก็คงบ้าจริงๆ”

“ก็เพราะอย่างนี้ ฉันถึงต้องมาขอขมา ขอให้เขาอย่าทำอะไรลูกฉันยิ่งไปกว่านี้เลย”

ooooooo

พุดกรองนั่งร้อยมาลัยกับนิสา แต่นิสากลับวางเข็มร้อยมาลัยร้องไห้ไม่อาจร้อยต่อไปได้ พุดกรองถามว่าไม่อยากรู้เรื่องของตัวเองแล้วหรือ นิสาไหว้ขอโทษทุกอย่างที่เคยทำกับพุดกรอง ขอให้ยกโทษให้ตนด้วย

พุดกรองบอกว่าตนอภัยให้ นิสาถามว่าแล้วพี่ชายตนล่ะเขาจะอโหสิกรรมเมื่อไร พุดกรองบอกว่าความเจ็บแค้นของคนเรานั้นอยู่ลึกเกินกว่าที่คนอื่นจะหยั่งรู้ได้ ไม่ใช่แต่พี่ชายเธอที่ต้องการให้เธอสำนึกความผิดที่เคยทำไว้ นิสาทำหน้าเหมือนไม่อยากรู้เรื่องในอดีตต่อไป

ส่วนที่ลานหน้าเรือนจางวางพ่วง ทิพย์เกสรปักธูปปักเทียนแล้วมองไปที่เรือนหลับตาคิดถึงพิกุล จู่ๆ เทียนก็ดับพร้อมกัน สมคิดจุดเทียนให้ใหม่ก็ดับอีก เขาบ่นว่าไม่มีลมแต่ทำไมจุดไม่ติด ทิพย์เกสรถามว่าหรือเขาจะไม่รับคำขอขมา แสดงว่าพิกุลต้องเป็นผีที่จิตใจโหดร้ายอาฆาตคิดไม่ดีกับนิราศแน่ บอกสมคิดว่า

“ถึงกรุงเทพฯเมื่อไร ฉันจะพานิราศไปรดน้ำมนต์ล้างซวย โดนน้ำมนต์เข้าไปจะได้หมดเคราะห์เสียที ไม่อย่างนั้นก็คงเอาแต่เพ้อถึงแม่พิกุลไม่จบไม่สิ้น”

อัปสรติงว่าตนว่าไม่ใช่ความซวยเพราะพิกุลเคยช่วยตนและตนไม่คิดว่าพิกุลจะประสงค์ร้ายต่อนิราศ สินธรไม่พอใจทิพย์เกสรบอกว่าพูดอย่างนี้เป็นการเหยียดหยามบรรพบุรุษตน ชี้ว่าลูกคุณเพี้ยนไปเองมากกว่า

สมคิดเห็นบรรยากาศไม่ดีขอโทษสินธรแทนทิพย์เกสรแล้วชวนกลับ สินธรเชิญทันทีและหวังว่าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก อัปสรติงว่าน้ำมนต์วัดไหนก็ช่วยไม่ได้เมื่อเขาไม่เชื่อว่าพิกุลเป็นผีเขาก็ต้องกลับมาที่นี่อีก

ทิพย์เกสร สมคิด สินธร ต่างหันมองอัปสร พิกุลที่ซ้อนอยู่ด้านหลังอัปสรเข้าสิงร่างอัปสรทันทีบอกว่า

“ถ้าคุณคิดว่าฉันจะช่วยคุณได้ ฉันก็ยินดีจะไปบอกลูกชายคุณว่าแท้จริงแล้วพิกุลเป็นใครกันแน่ ดีไหม”

แล้วพิกุลในร่างอัปสรก็ไปหานิราศที่ห้องพักฟื้นโรงพยาบาล พอนิราศลืมตาเห็นแววตาของอัปสรก็จำได้ว่าเป็นแววตาของพิกุลทักว่านั่นคุณหรือ พิกุลในร่างอัปสรบอกว่าตนคืออัปสรไม่ใช่พิกุล ส่วนพิกุลที่เขารู้จักไม่มีตัวตนอยู่แล้ว พิกุลตายไปแล้วแต่สิ่งที่ยังอยู่คือความเจ็บช้ำที่รอวันสะสาง

ทิพย์เกสรงงถามว่าหล่อนพูดอะไร อัปสรบอกว่า คนทำผิด กรรมชั่วที่กระทำไปแล้วไม่มีวันลบล้างแม้ ข้ามภพชาติ ทิพย์เกสรไม่พอใจบอกสมคิดให้พาอัปสรออกไป สมคิดมาดึงอัปสรออกไปแต่เธอจับราวข้างเตียงไว้แน่น ถามนิราศว่า “จำได้ไหมเจ้าคะว่าเคยทำอะไรไว้”

“ผมจะกลับไป...ผมจะกลับ...รอผมด้วย...ผมจะกลับไปหาคุณ...พิกุล...ผมจะกลับไปหาคุณ”

พยาบาลเข้ามาฉีดยาให้ นิราศจึงสงบลง สมคิดบอกให้ทิพย์เกสรกลับไปพักเสีย สมคิดฝากนิสาให้ดูแลนิราศด้วยแล้วพาทิพย์เกสรออกไป นิสามองนิราศรู้สึกเจ็บแทนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

นิสาหยิบจดหมายของนิราศในวัยเด็กหลังจากเกิดอุบัติเหตุและนิราศเอาร่างพุ่งเข้ารับแทน

นิสาอ่านจดหมายอย่างซาบซึ้ง... “ข้อดีของความกลัวคือมันทำให้รู้ว่าเรามีหัวใจ ความกลัวทำให้เราเอาตัวรอดเพื่อรักษาชีวิต ก็เพราะชีวิตของเรานั้นสำคัญนัก ขอให้นิสามีชีวิตอยู่เหนือความกลัวเพื่อเป็นความสุขของคนที่อยู่รอบตัวนิสาเอง...จากพี่นิราศของนิสา”

นิราศตื่นขึ้นมามองนิสาที่นั่งอยู่ นิสาถามว่าหลับไปตั้งนานหิวไหม นิราศมองนิ่งไม่ตอบจนนิสาเก้อ บอกว่าทุกคนเป็นห่วงพี่ นิราศถามว่า “ห่วงเหรอ...ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าพี่รักพิกุลมากแค่ไหน”

นิสาสะท้อนใจที่ได้ยินจากปากของนิราศว่าเขารักพิกุลมาก บอกว่าตนเป็นห่วงเขามาก ห่วงยิ่งกว่าน้องสาวห่วงพี่ชาย แต่ได้รับคำตอบที่เจ็บปวดยิ่งกว่าว่า “พี่รู้ว่าเราคิดยังไงกับพี่ แต่หัวใจพี่มีแต่พิกุลเท่านั้น”

อัปสรกลับมาบ้านสีหน้าเหมือนมีเรื่องในใจที่คิดไม่ตก สินธรถามว่าบ้านนั้นเขาพูดอะไรให้ไม่สบายใจหรือเปล่า แต่อัปสรกลับจำอะไรไม่ได้เลย เหมือนเวลาที่เธอไปพบนิราศกับทิพย์เกสรนั้นขาดหายจากชีวิตไปจนเปรื่องบอกว่าให้ไปหาหมอ แต่สินธรบอกว่าหมอคงช่วยอะไรไม่ได้ อาการอย่างนี้ต้องพึ่งเจ้าอาวาสมากกว่า

ฝ่ายทิพย์เกสรเห็นอาการของนิราศก็หวังพึ่งหลวงพ่อให้มาปัดเป่าวิญญาณผีร้ายของพิกุล เมื่อนิราศมองอย่างไม่สนใจไยดีก็ตัดพ้อต่อว่า ว่าแม่ผิดมากหรือที่เป็นห่วงแก นิสาขออย่าโกรธนิราศเลย บอกนิราศว่าคุณป้าเป็นห่วงพี่มาก ทิพย์เกสรโทษว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะนังนั่นทำให้นิราศเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างนี้แล้วหุนหันออกไปเลย นิสาออกมาบอกสมคิดว่าตนจะไปดูคุณป้าหน่อย คุณป้าคงโกรธพี่นิราศมาก

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูแลคุณนิราศเอง” สมคิดเข้ามาในห้องก็เห็นนิราศหลับไปแล้ว

นิสาไปหาพุดกรองที่วัดเล่าว่านิราศกับคุณป้ามีปากเสียงกัน ตนกลัวว่านิราศจะเป็นอะไรมากกว่านี้

“เขาจะพ้นจากบ่วงนี้ได้ด้วยการรู้ความจริงค่ะ...” นิสาบอกว่าดูเหมือนเขาไม่อยากรับรู้อะไรนอกจากไปหาพิกุลอย่างเดียว “ถ้าเขาไป...เขาจะรู้ความจริงค่ะ...ไม่แต่คุณนิราศเท่านั้นนะคะ”

ฝ่ายสมคิดนอนหลับไปพอตื่นมองไปที่เตียง

นิราศหายไปแล้ว กุญแจรถก็หาย ระแวงว่านิราศเอาไป ไปดูที่ลานจอดรถรถก็ไม่อยู่ สมคิดเชื่อว่านิราศเอาไปแน่ๆ ตกใจไม่รู้จะบอกทิพย์เกสรยังไง

นิราศขโมยรถของสมคิดขับไปหาพิกุลที่เรือนจางวางพ่วง สินธรถามว่ากลับมาทำไม เขาบอกว่ามาหาพิกุล สินธรบอกว่าพิกุลเคยอยู่ที่นี่แต่เขาตายไปนานแล้ว ที่นี่เป็นเรือนของตน ไม่อนุญาตให้ใครขึ้นมา

นิราศไหว้อ้อนวอนขอให้ตนอยู่ที่นี่กับพิกุลเถิด ตนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพิกุล สินธรไม่ยอม แต่อัปสรขอร้องให้เขาอยู่เถิดถือว่าตนขอก็แล้วกัน

สินธรใจอ่อน อัปสรจึงจัดที่นอนให้นิราศ และขอให้เขาได้พบกับพิกุลอย่างที่หวัง

คืนนี้นิราศได้ยินเสียงเหมือนพิกุลอยู่ตรงนั้นตรงนี้แต่พอไปหาก็ไม่มี ที่แท้พิกุลนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกที่ห้องนอน เธอรับรู้ความโหยหาของนิราศอย่างไม่สนใจ นิราศถูกหลอนจนเหนื่อย มานอนก่ายหน้าผาก รำพึง

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ไหน ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร ขอให้คุณได้รู้ไว้เถอะว่าผมจะรออยู่ที่นี่...หากผมไม่มีโอกาสได้พบคุณอีก ก็ขอให้ผมพบคุณในฝันเท่านั้นก็เป็นบุญของผมเหลือเกินแล้ว...พิกุล”

นิราศรำพึงน้ำตาไหล...พิกุลอยู่ที่คานเหนือหัวนิราศก็น้ำตาไหลก่อนเมินหน้าหนีเพราะกลัวตัวเองจะใจอ่อนอีกครั้ง...

ooooooo

เมื่อนิสารู้ว่านิราศหายไปก็คาดว่าเขาไปหาพิกุลที่เรือนจางวางพ่วงตามที่พุดกรองบอกว่าถึงเวลาที่ความจริงจะปรากฏแล้ว นิสาถามว่าความจริงอะไร พุดกรองถามว่าถ้าเป็นเรื่องของนิราศแน่ใจหรือว่าเธอจะช่วยเขาได้

นิสาขึ้นเรือนพลางร้องเรียกนิราศ แต่ไม่มีวี่แวว เธอจึงพนมมือขอ

“คุณพิกุล ถ้าคุณได้ยินฉัน...ฉันขอร้องนะคะ ขอให้คุณปล่อยพี่นิราศออกมา”

สิ้นเสียงนิสา จู่ๆก็มีลมแรงราวกับพายุพัดใส่จนนิสาต้องเกาะราวบันไดไว้ ลมพัดแรงอย่างกราดเกรี้ยวเหมือนเป็นคำตอบจากพิกุล แต่นิสาก็พยายามขึ้นบันไดไปจนได้ พลางบอกกล่าวว่า

“ฉันไม่รู้ว่าพี่นิราศทำอะไรให้คุณเจ็บแค้น แต่ถ้ามีอะไรที่ฉันสามารถจะชดใช้แทนพี่นิราศได้ฉันยินดีทำทุกอย่าง”

“ดี...” เสียงพิกุลเอ่ยขึ้น พลันทุกอย่างก็เข้าสู่สภาพปกติ นิสาหันไปตามเสียง แล้วต้องผงะล้มลงเมื่อเห็นหน้าพิกุลที่กราดเกรี้ยวยืนห่างแค่ฝ่ามือกั้น! แม้จะตกใจมากแต่คำแรกที่นิสาถามพิกุลหลังจากยกมือไหว้คือ

“คุณพิกุล พี่นิราศยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เขาปลอดภัยไหมคะ” เห็นพิกุลนิ่ง นิสาขอร้อง “คุณพิกุล...ฉันขอร้อง...ขอให้คุณปล่อยพี่นิราศกลับบ้านเถอะนะคะ ตอนนี้คุณแม่ของพี่นิราศกำลังเป็นทุกข์เพราะเป็นห่วงพี่นิราศ ฉันอยากให้คุณนึกถึงความรู้สึกของแม่คนหนึ่งที่เป็นห่วงลูกชายเพียงคนเดียว พี่นิราศคือหัวใจ เป็นความหวังที่สำคัญที่สุดในชีวิตของครอบครัวเราทุกคน”

“ฆาตกรอย่างแกมีสิทธิ์ขอความเห็นใจจากใครด้วยเหรอ!” นิสาชะงักหน้าเสีย “เหยื่อทุกคนที่แกฆ่าไม่เคยมีโอกาสต่อรองร้องขอชีวิตจากแก การเผชิญหน้ากับความตายว่าเจ็บปวดแล้ว แต่การรับรู้ความรู้สึกที่ต้องเห็นคนที่ตัวเองรักต้องตายโดยที่เราช่วยอะไรไม่ได้ แกจะได้รู้ว่ามันทุกข์ทรมานสาหัสขนาดไหน”

“ถ้าคุณบอกว่าสิ่งที่ฉันเคยทำมันเลวร้าย แล้วคุณจะทำซ้ำรอยของฉันเหรอคะ ฉันแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่ฉันขอชดใช้ให้คุณทุกอย่างที่คุณต้องการ...ขอแค่คุณยอมเมตตา...”

“สำหรับคนอย่างแก ความเมตตาคือสิ่งสุดท้ายที่แกจะได้รับ!!”

พิกุลแสยะยิ้ม เหวี่ยงมือไปในอากาศ ร่างของนิสาก็กระเด็นไปกระแทกผนังดังพลั่ก กระนั้นนิสาก็ยังคลานไปขอร้องพิกุลให้ปล่อยนิราศ

“ตั้งแต่แกมาที่นี่ ความจริงที่แกเห็นไม่ได้ทำให้แกรู้สึกนึกผิดกับสิ่งที่แกทำกับฉันไว้เลยสักนิดเดียว”

นิสาอึ้ง จะยกมือไหว้อ้อนวอนขออีกแต่มือถูกพิกุลสะกดไว้ จับข้อมือนิสาบิดไปที่ด้านหลัง แล้วเชือกเส้นหนึ่งก็เลื้อยพาดมามัดมือนิสาไว้ นิสาถูกพลังของพิกุลดึงขึ้นมาดันไว้กับผนัง ยิ้มร้ายบอกว่า

“แกจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ยกมือไหว้เพื่อร้องขอชีวิต” นิสาก็ยังขอเจอนิราศ ถามว่าเขายังปลอดภัยอยู่ใช่ไหม “รักเขามากใช่ไหม อยากรู้ไหมว่าความรักของแกมันทำร้ายฉันยังไง”

พิกุลจ้องตาของนิสาให้มองมาที่ตาของตน ปรากฏภาพบรรยากาศงานแต่งงานของหลวงราชกับสารภี นิสาอึ้งแล้วร่างของเธอก็เหมือนถูกจิกหัวให้ลุกขึ้น

“แกกับคุณหลวงรวมหัวกันหลอกลวง เหยียบย่ำหัวใจฉัน มันเจ็บปวดยิ่งกว่าฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็น”

นิสาน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกผิด เอ่ยเสียงเครือ

“ฉันอยากขอโทษที่ทำให้คุณต้องผิดหวัง ฉันเข้าใจคุณนะ การมอบหัวใจรักทั้งหมดที่เรามีให้กับคนที่ไม่รักเรามันเจ็บปวดแค่ไหน แต่คุณก็รู้ว่าความรักระหว่างคุณกับพี่นิราศมันเป็นไปไม่ได้ คุณอยู่คนละภพ คุณเป็นผีเขาเป็นคน คุณกับเขาไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้”

“ผีอย่างฉันให้เป็นคนคงยาก แต่ถ้าทำให้คนกลายเป็นผีคงง่ายกว่า”

พิกุลพูดอย่างเลือดเย็น นิสาหวาดกลัวว่าพิกุลจะทำอย่างที่พูด อ้อนวอนว่าคุณจะเอาพี่นิราศไปไม่ได้ อย่าทำแบบนั้น พิกุลตาวาวโรจน์ เคลื่อนเข้าหานิสาในพริบตาเดียวพร้อมกับยกมือขวาบีบคอนิสากระแทกเข้ากับผนังปึ่ง!

“ฉันสงสัยมาตลอด...ทำไมคนบาปหนาอย่างแกถึงหนีนรกไปเกิดได้ ทำไมกรรมถึงละเว้นคนชั่วอย่างแก”

พิกุลดันนิสาแรงขึ้นจนผนังด้านหลังลั่นเหมือนกำลังจะปริออก พิกุลดึงนิสาออกมาแล้วเหวี่ยงร่างนิสากระแทกผนังอย่างแรง ร่างนิสาหลุดเข้าไปในเรือนทันที

ที่ห้องนอนเรือนจางวางพ่วง นิราศนอนอยู่บนเตียง เสียงพิกุลลอดเข้ามาว่า

“ถ้ากรรมไม่ตามสนองแก ฉันจะเป็นคนลงโทษแกเอง!”

“ไม่จริง!!!” นิสาร้องอย่างหวาดกลัว

นิราศที่นอนอยู่ตากระตุกเบาๆ เขารู้สึกตัวและพยายามลุกขึ้น

ร่างนิสาถูกเหวี่ยงเข้ามาในเรือนทั้งที่มือถูกมัดไพล่หลัง พิกุลก้าวเข้ามายืนตรงหน้า นิสาคร่ำครวญว่า

“ตั้งแต่ฉันเกิด ไม่เคยมีสักวันที่ฉันหลับตาได้ กรรมทำหน้าที่ของมันเสมอ ชีวิตของฉันวันนี้ไม่ต่างจากคนตกนรกทั้งเป็น คุณพิกุล...ฆ่าฉัน แล้วขอให้เรื่องระหว่างเราจบกันแค่นี้”

“ความตายมันสบายเกินไป...ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต แต่หลายชีวิตที่แกทำลายเขาต้องเผชิญกับความโหดเหี้ยมทรมานจนแม้แต่วิญญาณก็ยังถูกจองจำด้วยความเจ็บปวดก่อนตายไม่เคยลืม ฉันจะให้แกลิ้มรสความทรมานทุรนทุรายก่อนตายมันถึงจะสาสมกับบาปที่แกทำ!!”

ร่างนิสาถูกเหวี่ยงไปกระแทกเสาเรือนด้วยความโกรธของพิกุล นิสาเลือดไหลจากมุมปาก แต่พิกุลไม่สนใจ นิสากลั้นความเจ็บปวด ขอร้องพิกุลว่า ตนยอมตายแต่ขอให้พี่นิราศปลอดภัย

“ก็ไม่เลวนะ หญิงร้าย...ชายโฉด...กับจุดจบแสน ทรมาน”

ooooooo

นิสาหวาดกลัวมาก มองไปเห็นว่าตัวเองอยู่สูงจากพื้นมาก มองไปด้านล่างเห็นว่าตัวเองยืนอยู่บนเก้าอี้ส่วนพิกุลยืนที่หน้าประตูห้อง พูดอย่างเลือดเย็น

“ฉันรอวันนี้มานาน...วันที่แกต้องตายด้วยความทุกข์ทรมาน ไม่มีวิธีไหนที่สาสมมากไปกว่านี้”

นิสายืนอยู่บนเก้าอี้ มีห่วงเชือกที่ห้อยลงมาจากขื่อคล้องคอไว้ นิสาต้องเขย่งเท้าเพื่อไม่ให้ห่วงรัดคอ พิกุลมองภาพนั้นอย่างสะใจ ถามว่า

“รู้สึกยังไงที่ความตายกำลังคืบคลานหาแก” นิสาขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่า พิกุลพูดเลือดเย็นว่า “เมื่อจวนตายจึงคิดได้สินะว่าแกต้องขอโทษฉัน มันเป็นการเอาตัวรอดไม่ใช่เพราะสำนึกเลยสักนิด คนที่ทำเรื่องชั่วๆ อย่างแกมันคงอยู่ในสันดาน ฉันจะให้แกตายอย่างช้าๆ ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าทุกคนที่แกฆ่า...นังสารภี!!”

นิสาช็อกเมื่อรู้ว่าในอดีตได้ทำเรื่องเลวร้ายไว้กับคนมากมาย ทั้งการใช้ลิ่มแบ่งชาแทงจีนสงจนตาย ทั้งการวางยาหญิงเดือนกับหญิงดาวจนประสาทหลอนฆ่ากันเอง และภาพจางวางพ่วงกับครอบครัวถูกเผาทั้งเป็น

นิสาพยายามยื้อชีวิตด้วยการเขย่งปลายเท้าเหยียบเก้าอี้ไว้ไม่ให้ห่วงรัดคออย่างทรมาน

“แกไม่ต้องห่วง ฉันจะส่งเขาตามไปหาแก ไปใช้กรรมร่วมกับแกในนรก!” นิสาอ้อนวอนอย่าทำอะไรพี่นิราศ บอกว่าตนรู้ว่าพิกุลยังรักเขาและรักมากด้วย พิกุลตวาด “ไม่จริง!!! ฉันไม่ได้รักคุณหลวง”

“คุณโกหกใครก็ได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ คุณยังหึงหวงฉัน คุณติดค้างอยู่ที่นี่หลายสิบปีเพียงเพื่อรอเจอเขา หัวใจของคุณยังมีแต่พี่นิราศคนเดียว” พิกุลตวาดให้หุบปาก ถึงเวลาของแกแล้ว นิสาตะโกนสุดเสียง “พี่นิราศตื่นเถอะค่ะพี่ รีบหนีไปจากที่นี่ พี่นิราศ!!”

พริบตานั้น เก้าอี้ที่รองเท้านิสาก็เลื่อนออกไปด้วยพลังของพิกุล นิสาร้องสุดเสียง

“พี่นิราศ...พี่นิราศ!!!”

ooooooo

เท้านิสาหลุดจากเก้าอี้ดิ้นทุรนทุราย พิกุลมองถามอย่างสะใจว่าเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าความอึดอัดทรมานก่อนตายมันน่ากลัวแค่ไหน ทันใดนั้นประตูเปิดออก นิราศเข้ามาร้องลั่น

“นิสา!!!” นิราศถลาเข้ามาอุ้มนิสาไม่ให้เชือกรัดคอ “พิกุลอย่าทำอะไรเขา อย่าทำแบบนี้เลย”

พิกุลมองนิราศที่พยายามช่วยชีวิตนิสาอย่างเจ็บปวด ยื่นมือไปบีบคอนิราศ แต่นิราศก็ยังพยายามช่วยนิสา พิกุลเหวี่ยงนิราศไปกระแทกเสาด้วยความแค้นเป็นจังหวะที่คอนิสาหลุดจากเชือก นิราศปล่อยร่างนิสากระแทกพื้น พิกุลหันมาบีบคอนิสา นิราศพยายามลุกขึ้นขวางขอร้องพิกุลอย่าฆ่าใครเลย

พิกุลยิ่งผิดหวังเสียใจต่อว่านิราศที่ต่อหน้าต่อตาตนยังปกป้องนิสา ต่อว่าอย่างเจ็บปวดว่า

“คุณหลอกให้อิฉันเชื่อคำโกหกว่ารักของคุณ ทั้งที่อิฉันยอมทิ้งครอบครัว ทิ้งทุกอย่างเพื่อให้เราได้รักกัน แต่คุณกลับหลอกลวงอิฉัน แต่งงานกับมัน ครอบครัวอิฉันต้องตาย แต่คุณกลับใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับมัน!!”

“ผมขอโทษพิกุล แต่ผมไม่อยากให้คุณฆ่าใคร มันจะกลายเป็นบาปติดตัวคุณนะ”

“อิฉันไม่สน!! ครอบครัวอิฉันต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน อิฉันตายเพราะคำโกหก ถูกทรยศจากที่คนบอกว่ารัก ความเจ็บแค้น ความเสียใจที่มันอัดอั้นอยู่ในนี้” พิกุลทุบอกตัวเองปึ้กๆๆ “อิฉันเกลียดตัวเองที่ต้องเห็นวิญญาณพ่อแม่ทรมานเพราะอิฉัน! เกลียดที่ตัวเองเป็นผู้หญิงโง่ๆที่รักคนผิด เกลียดที่ยอมตายบูชาให้กับความรักทรยศ ในขณะที่ทุกคนที่ทำลายอิฉันกลับได้ไปเกิดใหม่ มีชีวิตที่สุขสบาย แต่อิฉันกลับต้องติดอยู่ที่นี่ สิงสู่กับความแค้นทรมานตัวเองกับกรรมที่พวกคุณหลวงก่อ...ทุกคืน...ทุกวัน อิฉันอยู่รอเพื่อเอาคืนทุกคนที่มันทำลายชีวิตอิฉัน!”

นิราศเห็นพิกุลร้องไห้ด้วยความแค้นก็เดินเข้าไปหาและกอดพิกุลไว้ บอกว่า

“ถ้ามันเป็นเพราะผมที่ทำให้คุณต้องเจ็บปวดแบบนี้ ก็ขอให้เอาชีวิตผมไป ขอให้ผมชดใช้ความผิดของผมให้กับคุณ” พิกุลถามว่าทำไมคุณหลวงถึงได้หักหลังความรักของเรา? “ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ผมเชื่อนะพิกุล ว่าหัวใจของผมมีแต่คุณคนเดียวตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ หัวใจของผมเป็นของคุณคนเดียว ปล่อยนิสาไปเถอะนะ แล้วผมจะอยู่กับคุณที่นี่ตลอดไป”

พิกุลถามว่าคุณหลวงยอมสละชีวิตเพื่อมัน นิราศบอกว่านิสาไม่ได้ผิดอะไร คนที่ผิดคือตน พิกุลบอกว่าถ้านิสาไม่ผิดก็คงผิดที่ตนใจอ่อน หากปล่อยให้คุณยศสิ้นใจด้วยไฟเผากลางเรือนแต่แรกที่พบกันตนคงไม่ต้องมาเจ็บช้ำในวันนี้

นิสาเห็นมือพิกุลค่อยๆเลื่อนจากกลางหลังมาที่คอและในมือพิกุลกำมีดเงื้อจะแทงคอนิราศ นิสาตกใจร้อง แต่ถูกพิกุลใช้อำนาจกดไว้ไม่ให้มีเสียง บอกนิราศว่าตอนนี้ตนรู้แล้วว่าควรจะเลือกอะไรเพื่อให้เรื่องนี้มันจบเสียที นิราศรับรู้การกระทำของพิกุลเขายิ่งกอดพิกุลไว้แน่นซุกหน้ากับพิกุลเตรียมเจอกับวาระสุดท้ายของชีวิต

พิกุลตัดสินใจจะแทง แต่พอปลายมีดใกล้คอนิราศกลับชะงัก พิกุลต่อสู้กับตัวเองพยายามจะแทงแต่ตัดใจไม่ได้เมื่อนึกถึงความสุขในยามนิราศแสดงความรักกับตน นิราศพูดอย่างอ่อนโยนสงบนิ่งว่า

“ไม่เป็นไรนะ อย่างน้อยผมก็ยังได้กอดคุณไว้ในอ้อมแขนเป็นครั้งสุดท้าย ผมรักคุณ...รักมาตลอดตั้งแต่เห็นคุณครั้งแรก ขอให้คุณรู้ว่าหัวใจของผมจะมีแค่คุณคนเดียวไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน”

พิกุลตัดสินใจปล่อยมีดเอาแต่ร้องไห้ อำนาจของพิกุลคลายทำให้นิราศขยับได้ นิราศหยิบมีดขึ้นมา จับมีดใส่มือพิกุลหันปลายมีดมาที่ตัวเอง ยิ้มกับความตายบอกพิกุลว่า

“ถ้าไม่มีพิกุล ผมคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ผมทำให้พิกุลต้องติดอยู่ที่นี่ ผมจะชดใช้ให้คุณด้วยชีวิต”

“ไม่!!!” ทั้งพิกุลและนิสาร้องพร้อมกัน มีดในมือนิราศหายไป นิราศถามพิกุลว่าทำไม?

“อิฉันทำไม่ได้ อิฉันทนเห็นคุณตายต่อหน้าต่อตาอิฉันไม่ได้ ต่อไปนี้อิฉันคงไม่มีหน้าไปเจอพ่อกับแม่อีกแล้ว...สุดท้ายอิฉันมันก็เป็นแค่ผู้หญิงที่อ่อนแอ ผู้หญิงขี้แพ้ที่น่าสมเพช!!! อิฉันแพ้แล้ว แพ้ให้กับหัวใจของอิฉันที่มันรักคนอื่นมากกว่าครอบครัว...มากกว่าชีวิตตัวเอง”

“คุณไม่ได้แพ้เลยพิกุล” เสียงพุดกรองแทรกขึ้น มองด้วยสายตาอ่อนโยน...“ทุกอย่างที่คุณทำมันเป็นเพราะหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่ของคุณที่มีต่อหลวงราช รักที่ยิ่งใหญ่แม้ความตายก็ไม่อาจหยุดหัวใจรักของคุณได้”

“แต่สิ่งที่อิฉันทำมันสูญเปล่า อิฉันสละทุกอย่างเพื่อความรักที่หลอกลวง”

“บางทีเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณรับรู้อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด”

แล้วเหตุการณ์ในอดีตคืนที่นิราศแต่งงานและพิกุลเป่าปี่จนขาดใจตายที่ท่าน้ำบ้านพิชัยเดชาหวนกลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง...

คืนนั้นหลวงราชมาที่ท่าน้ำเห็นพิกุลฟุบอยู่กับพื้นก็ตรงเข้าประคองพยายามเรียกพิกุลให้รู้สึกตัว แต่เมื่อสารภีมาเห็นถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ตายแล้วหรือเจ้าคะ...ตายเสียก็ดีนะเจ้าคะ...น่ารำคาญออกเจ้าค่ะเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีโง่ๆ”

หลวงราชประคองร่างพิกุลที่หมดลมหายใจแล้วตะคอกให้สารภีหุบปาก สารภีจะหยิบปี่ของพิกุล หลวงราชตวาดว่าอย่าเอามือสกปรกของหล่อนมาแตะต้องของของพิกุล สารภีเย้ยว่าที่คุณหลวงกอดอยู่ต่างหากที่สกปรกนับวันมีแต่จะเน่าเปื่อย หลวงราชโต้ว่าหล่อนสกปรกยิ่งกว่าซากศพ กอดศพเมียตนยังดีกว่ากอดร่างเป็นๆ ของหล่อน สารภีอ้างว่าตนต่างหากที่เป็นเมียที่ถูกต้องของคุณยศ

หลวงราชประกาศว่าเมียตนคือพิกุลคนเดียวเท่านั้น ตนไม่มีวันอยู่ร่วมชายคาเดียวกับหล่อนได้ ไล่ไปให้พ้นหน้าตนเสียแต่ตอนนี้ สารภีแค้นเอาลิ่มแบ่งชาจะแทงพิกุล หลวงราชยิ่งเกลียดชังประณามว่า ใจหล่อนหยาบช้าคิดทำร้ายแม้ร่างคนที่ตายแล้ว บอกว่าที่ตนยอมแต่งงานกับหล่อนเพราะการเมืองไม่ใช่ความรัก และจะไม่มีวันรัก สารภีประกาศว่าอะไรที่ตนไม่ได้ก็อย่าหวังว่าใครจะได้เหมือนกัน แล้วจะแทงหลวงราช

หลวงราชบอกว่าหากหล่อนจะให้ตนตายด้วยอาวุธของหล่อน หล่อนแทงผิดที่เสียแล้ว แล้วจับมือสารภีให้แทงตรงหัวใจซ้ำๆ พูดก่อนสิ้นใจว่า “ฉันพร้อมจะตายเสียตอนนี้ เพื่อไม่ต้องข้องเกี่ยวกับหล่อนอีกต่อไป”

เมื่อรับรู้เหตุการณ์ในอดีต พิกุลถามว่าเป็นความจริงหรือ ตนไม่เคยรู้ นิราศบอกว่าอย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่าตนไม่เคยทรยศต่อเธอ ชาตินี้ตนได้แต่บอกรักเธอ แต่ไม่เคยพิสูจน์ว่ารักมากแค่ไหน

พิกุลรู้สึกผิดที่อาฆาตพยาบาทเพราะไม่รู้ นิราศบอกว่านับจากนี้ตนจะไม่จากเธอไปไหน ตนจะอยู่ที่นี่กับเธอ พิกุลมองนิราศด้วยความรักสุดซึ้ง ขณะนั้นเองเสียงกรวดน้ำของทิพย์เกสรแว่วมา ขออุทิศส่วนกุศลจากการทำบุญให้พิกุล หากนายนิราศได้เคยล่วงเกินท่านไว้ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน

พิกุลรับรู้และขออโหสิกรรมให้คุณหลวงและคุณหญิง “ด้วยกุศลแห่งอภัยทานนี้ ขอให้อิฉันเห็นทางสว่างพ้นบ่วงหมดพันธะที่อิฉันผูกกับคุณยศไว้แต่เพียงเท่านี้” แต่นิราศไม่ยอมจะตามพิกุลไป

พิกุลบอกว่าถ้าเขาฆ่าตัวตายก็จะต้องติดกรรมฆ่าตัวตายอยู่ที่นี่ ในขณะที่ตนชดใช้กรรมเราจะไม่มีวันได้อยู่ด้วยกัน เราจะไม่เป็นสุขและวนเวียนใช้กรรมที่ไม่มีวันได้มาพบเจอกันอีก ถามว่าคุณหลวงรักตนไหม นิราศบอกว่ารักมากกว่าชีวิตของตน

“ถ้าพิกุลขอให้เราต่างอโหสิกรรมให้กันและกัน จบการจองเวรกันนับตั้งแต่บัดนี้ แยกย้ายไปสู่ภพภูมิตามกรรมกำหนด คุณจะทำเพื่อพิกุลได้ไหมเจ้าคะ”

ในที่สุดนิราศขออโหสิกรรมในทุกการกระทำที่พิกุลทำกับตน นิสาเข้ามายกมือไหว้ขออโหสิกรรมด้วย

เมื่อต่างอโหสิกรรมให้กันแล้ว ร่างพิกุลก็เริ่มเลือนรางบอกว่าตนต้องไปแล้ว นิราศถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้พยายามจะคว้าตัวพิกุลแต่จับต้องไม่ได้

พุดกรองบอกว่าเมื่อหัวใจรักของพิกุลอยู่เหนือความแค้นและอโหสิกรรม ทางก็จะเปิดให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่วนเวียนอยู่ที่นี่อีกต่อไป

นิราศถามว่าตนจะได้เจอกับพิกุลอีกไหม พุดกรอง บอกว่าทุกสิ่งต้องเป็นไปตามกรรมหากแต่เมื่อตัดขาดจากกันก็เป็นเรื่องของบุญวาสนาที่เคยร่วมสร้างจะชักนำให้พบเจอ นิราศจึงพนมมือตั้งจิตอธิษฐาน

“บุญใดที่ผมได้เคยทำมา รวมถึงนับจากนี้และตลอดไป ขอให้เป็นแรงหนุนนำให้ผมได้เจอกับพิกุลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ขอให้เป็นวาสนาชักพาให้ได้พบมิใช่กรรมอีกต่อไป”

ร่างพิกุลเลือนรางจนกลายเป็นอากาศธาตุ นิราศคลุ้มคลั่งร้องสุดเสียง “ไม่นะ...พิกุล...ไม่!!!” แล้วโผเข้ากอดพิกุล แต่ในวินาทีนั้นทั้งเธอและนิราศรับรู้ได้ว่าเนื้อตัวของทั้งสองสัมผัสกันอยู่ในอ้อมกอดกันราวปาฏิหาริย์ ทั้งสองมองกันอย่างลึกซึ้งพิกุลน้ำตาเปื้อนแก้มบอกนิราศว่า “อิฉันต้องไปแล้วเจ้าค่ะ” นิราศจูบพิกุลทั้งน้ำตาบอกว่า “เราจะต้องมีวาสนาได้พบกันอีก...ผมสัญญา”

ร่างพิกุลเลือนรางจนหายไปต่อหน้านิราศ พอนิราศลืมตาไม่เห็นพิกุลแล้วทรุดลงอย่างหมดแรง เชือกที่มัดนิสาก็หายวับไป นิสาตกใจทำอะไรไม่ถูก พอดีสินธรกับอัปสรขึ้นเรือนมาจึงพานิราศไปโรงพยาบาล

ต่อมาทิพย์เกสรได้รับแจ้งว่านิราศอยู่โรงพยาบาลและสมคิดกำลังตามไปที่โรงพยาบาล

ส่วนนิสาไปที่วัด เจอพุดกรองร้อยมาลัยอยู่จึงขอร่วมร้อยด้วย ถามพุดกรองว่าการพบกันบนโลกนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญใช่ไหม พุดกรองบอกว่ากรรมคือตัวกำหนด แล้วขอตัวไปเอาดอกไม้เพิ่ม นิสาถือกระจาดเดินตามไป แต่พุดกรองหายไปแล้ว นิสาเดินตามหาจนได้ยินเสียงกวาดใบไม้ พอเดินไปหาก็เห็นแต่ไม้กวาดพิงโกศอยู่ นิสาเข้าไปเอามือเช็ดรูปที่หน้าโกศ ปรากฏรูปพุดกรองขึ้นมา นิสาถึงกับกระจาดดอกไม้ร่วงจากมือ

มีแม่ชีเข้ามาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่าหรือเป็นลูกหลานท่านหรือเปล่า นิสาจึงรู้จากแม่ชีว่า แม่ชีพุดกรอง เป็นแม่ชีนักปฏิบัติท่านมีครูบาอาจารย์อยู่ที่นี่ ท่านชอบไปปฏิบัติตามป่าเขาจนไปเสียที่ถ้ำแห่งหนึ่งทางเหนือ อาจารย์ท่านเห็นว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลยเอากระดูกมาบรรจุที่นี่

นิสาสะเทือนใจอย่างที่สุด ไหว้พุดกรองอย่างเคารพ บอกว่าตนทำเรื่องเลวร้ายกับเธอไว้มาก แต่เธอก็ยังช่วยตนตลอด บอกกล่าวว่า “จากนี้ไปพี่จะใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเพื่อชดเชยให้กับทุกคนที่พี่เคยทำร้าย ขอบคุณที่ชี้ทางให้พี่ได้มีโอกาสแก้ไข ขอบคุณ...คุณพุดกรอง”

ooooooo

วันต่อมา อัปสรมานั่งที่ท่าน้ำสีหน้าเป็นกังวล สินธรบอกว่าเราช่วยเขาได้เท่านี้แหละ ขณะนั้นเองทั้งสองก็ได้ยินเสียงดังขึ้นพอชะโงกดูเห็นอะไรบางอย่างผุดขึ้นจากใต้น้ำ

สินธรโน้มตัวไปหยิบ พลันก็ตะลึงอึ้ง ปี่ท่านจันนั่นเอง! สินธรดีใจมากเมื่อได้สิ่งที่ตามหาแล้ว สินธรกับอัปสรเอาปี่ไปที่บ้านเจ้าคุณพิชัยตามที่สารวัตรเขียนแผนที่ให้ สินธรหยิบปี่จากย่ามพึมพำอย่างเป็นสุข

“ปี่เลานี้จะได้อยู่ในที่ที่สมควรอยู่เสียที”

ต่อมานิสาอธิบายให้อัปสรกับสินธรฟังถึงความตั้งใจของทิพย์เกสรที่รู้ว่าเจ้าของเรือนตั้งใจจะทำบุญให้วัดจึงอยากช่วยดูแลซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นก่อนจะทำเรื่องถวายวัด สมคิดบอกว่าขอให้ถือว่าคุณทิพย์ขอร่วมทำบุญด้วยก็แล้วกัน สินธรบอกว่ามีคนตั้งใจมาร่วมบุญเราก็ไม่ควรขัดศรัทธา สมคิดจึงส่งนามบัตรให้บอกว่าถ้าช่างตีราคาแล้วติดต่อตนได้เลย อัปสรบอกนิสาว่าตนมีบางอย่างที่ต้องรบกวน

วันต่อมานิสาจึงเอาบันทึกของท่านเจ้าคุณพิชัย ที่บันทึกถึงวงปี่พาทย์ของจางวางพ่วงให้นิราศ บอกว่าในนี้มีเรื่องของคุณพิกุลอยู่ด้วย คุณอัปสรคิดว่าเขาควรจะได้อ่าน

นิราศกลับถึงบ้านก็เปิดบันทึกอ่านด้วยความรัก เจ้าคุณพิชัยบันทึกไว้สั้นๆแต่กินใจลึกซึ้งว่า

“หนึ่งชั่วชีวิตของมนุษย์เรานั้นเป็นดั่งไส้เทียนอันถูกเปลวไฟไหม้จนหมดเชื้อ หากแต่มีความไม่แน่นอนเพียงลมพัดดับเมื่อแรกจุด แม้เพียงชั่ววูบแต่เปลวไฟนั้นก็ได้ให้ความสว่าง ความอบอุ่น ยังประโยชน์แก่ผู้ที่ตกอยู่ในความมืดอยู่บ้าง...เพลงปี่ของแม่พิกุล ผู้เป็นบุตรีของท่านจางวางพ่วงคือความสว่างชั่ววูบนั้น...ชั่วเวลาสั้นๆหากแต่เป็นความรื่นรมย์ตลอดกาลในชั่วชีวิตของฉัน...และเป็นยิ่งกว่านิรันดร์กาลในชีวิตแสนสั้นของบุตรชายคนเดียวของฉันเช่นกัน...”

ooooooo

นิสาแต่งชุดขาวปฏิบัติธรรมที่วัด เช้านี้ขณะเก็บกวาดลานวัดก็เห็นทิพย์เกสรกับเอียดถือชุดสังฆทานเข้ามา นิสาเข้าไปไหว้ ทิพย์เกสรถามอย่างเมตตาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

นิสาบอกว่า พอใจสงบ มันรู้สึกเบาสบายนอนหลับได้แล้ว ตนจะปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้รับการอโหสิ บอกว่าเรื่องเรือนจางวางพ่วงช่างตีราคามาแล้ว กลับจากปฏิบัติธรรมตนจะเอาไปให้

เอียดบอกทิพย์เกสรว่าพระมาแล้ว ทิพย์เกสรกับนิสาจึงหันกลับไป เห็นพระนิราศเดินเข้าไปในอุโบสถด้วยอาการสำรวมร่วมกับพระองค์อื่นๆ ทำการสวดมนต์ทำวัตรเช้า

ทิพย์เกสรบอกว่าเห็นแบบนี้ก็หมดห่วง ตนจะได้ร่วมอนุโมทนาบุญเกาะชายผ้าเหลืองไปด้วย

เมื่อทิพย์เกสรจะลุกขึ้นไปกรวดน้ำแต่เข่าอ่อน

นิสารีบเข้าช่วยประคอง นิสายกขวดกรวดน้ำ ทิพย์เกสรยิ้มเอ็นดูแล้วแตะที่ถ้วยรับกรวด เอียดพนมมือ ทุกคนตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล

ooooooo

หลังจากอัปสรกับสินธรคุยกันเรื่องนิราศบวชตลอดชีวิตแล้ว ทั้งสองลงจากเรือนจางวางพ่วง อัปสรบอกว่าตอนแรกตนก็กลัวว่าถ้านิราศได้บันทึกเล่มนั้นแล้วจะเป็นทุกข์ ดีที่เขาวางได้

สินธรบอกว่าถ้าวางไม่ได้ก็เป็นกรรมของเขาที่ยังใช้ไม่หมด อัปสรถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าเราใช้กรรมหมดแล้ว สินธรบอกว่าก็ตอนที่ไม่ทุกข์เพราะเรื่องนั้นๆแล้ว วางได้ก็คงเพราะหมดกรรม อัปสรแซวว่าไม่น่าเชื่อหน้าตาแบบนี้จะพูดเป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อถือได้แบบนี้

“ผมเชื่อว่าโลกนี้มันไม่มีเรื่องบังเอิญหรอกนะ ทุกคนที่เราเจอในชีวิตมันต้องมีเหตุ เหมือนคุณกับผมไงมีเหตุให้มาเจอกันแล้วก็มีผล...” สินธรทำหน้ากรุ้มกริ่ม อัปสรว่ามโนเข้าข้างตัวเอง “ผมก็อยากมีความรักกับเขาบ้าง รักแท้ที่ยอมตายได้เพื่อกันและกัน”

อัปสรถอนใจทำไก๋มองไปที่เรือนจางวางเปรยว่า ตนไม่รู้ว่าภพชาติมีอยู่จริงไหม แต่ก็หวังว่าคนสองคนจะได้เจอกัน รักกัน แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ด้วยกันบ้าง

“ผมเชื่อว่าต้องมีนะ...” อัปสรหันมองสงสัยว่ามีอะไร “วันที่เขาสองคนได้มีความสุขกันไง”

ooooooo

กรุงเทพฯ ในปีพุทธศักราช 2560

พิกุลเกิดใหม่เป็นระรินสาวสวยภัณฑารักษ์ฝีมือดีที่รับงานมาทำมิวเซียมให้พิชิตชัยหรือเจ้าคุณพิชัยในอดีตชาติ และพิชิตชัยก็มีลูกชายคือวิลิตที่อดีตชาติคือหลวงราช

ระรินอยู่ในร้านกาแฟ “Rarin” เธอได้รับโทรศัพท์ บอกว่ากำลังจะออกจากร้านแล้ว พลางเก็บโน้ตบุ๊กจะออกไป พอดีวิลิตเข้ามาบอกเตยพนักงานในร้านว่าตนโทร.มาสั่งกาแฟไว้ เตยหยิบกาแฟส่งให้บอกว่าเพิ่มน้ำเชื่อมทางด้านโน้นได้เลย วิลิตเดินไปเป็นจังหวะเดียวกับที่ระรินสะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊กลุกขึ้น เลยชนศอกวิลิตจนกาแฟกระฉอกรดเสื้อวิลิต

ระรินขอโทษหยิบกระดาษมาเช็ดเสื้อให้ วิลิตชะงักเมื่อเห็นหน้าระรินชัดๆ อุทานอย่างดีใจมากว่า

“ใช่คุณจริงๆด้วย ผมรอคุณอยู่ตั้งนานรู้ไหม”

ระรินมองงงๆว่ารอตนหรือ “ครับ...ผมขอทราบชื่อคุณได้ไหมครับ” ระรินชะงักบอกว่าตนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซักแห้งให้ สั่งเตยให้ช่วยดูแลลูกค้าแทนตนด้วยแล้วขอตัว วิลิตรีบบอก “ผมรอคุณอยู่จริงๆนะครับ ไม่ใช่มุกจีบสาว”

ระรินงงๆ วิลิตบอกว่าเราเคยเจอกันที่บ้านพิชัยเดชาจำได้ไหม ระรินจึงนึกออก วิลิตร่ายยาวทันทีว่าตั้งแต่เจอกันวันนั้น ตนก็เชื่อว่าสักวันจะต้องได้เจอเธออีก

แล้วก็ได้เจอ เหมือนเรามีวาสนาต่อกัน ตนอยากทำความรู้จักเธอ ระรินบอกว่าถ้ามีวาสนาต่อกันจริงเขาก็ต้องรู้ชื่อตนโดยไม่ต้องบอกจริงไหม แล้วขอตัวทันที

การสื่อสารกันในยุคปี 2560 นั้น ตรงไปตรงมาเปิดเผยและรวดเร็ว เมื่อระรินขอตัวไป วิลิตตามติดเรียก “คุณระริน!!!” ระรินหยุดมองถามว่ารู้ชื่อตนได้ยังไง

วิลิตกดรีโมตเปิดรถตัวเองที่จอดอยู่ใกล้กับรถระริน แล้วเปิดลิ้นชักหยิบที่คั่นหนังสือดอกปีบส่งให้ ระรินยิ้มเจื่อนขอบคุณ บอกว่าตนคงทำหล่น

วิลิตถามว่าดอกไม้แห้งในที่คั่นหนังสือคือดอกอะไร พอระรินบอกว่าดอกปีบ เขาก็บอกว่าตนคงต้องหามาปลูกเสียแล้ว เพราะดอกปีบทำให้เรามีวาสนาต่อกัน

“วาสนาเป็นนามธรรมค่ะ ขอตัวนะคะ” ระรินเดินไปขึ้นรถเลย

“แต่รักแรกพบเป็นความจริงนะครับ” วิลิตยิ้มกริ่มมองตามระรินไปอย่างไม่ยอมแพ้

ฝ่ายระรินทำเชิดเดินไปขึ้นรถแล้วก็หัวใจเต้นแรง ยิ้มหน้าแดง ถามตัวเองว่ายิ้มทำไมนักหนาเนี่ย แล้วระรินก็ได้รับโทรศัพท์ เธอถามปลายสายอย่างดีใจมากว่า “จริงเหรอคะ...”

ooooooo

เช้าวันต่อมาระรินไปที่บ้านพิชัยเดชาเธอมองปี่ในตู้กระจกอย่างสนใจ พิชิตชัยเล่าความเป็นมาว่า

“ปี่เลานี้เป็นมรดกตกทอดมาหลายต่อหลายรุ่น ผ่านเรื่องราวความผูกพันมายาวนาน” ระรินบอกว่าตนทราบว่าปี่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดทำมิวเซียมใช่ไหม “ครับ ผมขอบคุณนะครับที่ยอมตกลงมาช่วยเรื่องการทำมิวเซียมในครั้งนี้ ได้ภัณฑารักษ์ไฟแรงมาช่วย ผมคงตายตาหลับสักที”

“พ่อลืมผู้อำนวยการมิวเซียมสุดหล่อไปอีกคนนะครับ” วิลิตเดินยิ้มสดชื่นเข้ามา แล้วแนะนำตัวเองทันที “สวัสดีครับ ผมวิลิต ผู้อำนวยการมิวเซียม เราจะทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้มิวเซียมของเราเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ”

พิชิตชัยขัดคอว่าวันก่อนยังโวยวายว่าจะขาย

วันเดียวหน้ามือเป็นหลังมือ อะไรดลใจหรือ วิลิตมองระริน พูดเต็มปากเต็มคำว่า

“เรียกว่าแรงบันดาลจากหัวใจดีกว่าครับ” พิชิตชัยปรามว่าไอ้วี...เบาๆหน่อย วิลิตมองระรินอย่างโหยหา “ขอโทษนะครับที่ผมอาจจะดูไม่สุภาพ แต่ผมรู้สึกเหมือนผมรอมานานไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทันทีที่เจอคุณระริน ความรู้สึกผมก็บอกว่าผมจะไม่ยอมเสียเวลาอีกแม้แต่นาทีเดียวที่จะขอมีคุณระรินในชีวิต”

ระรินขอตัวไปสำรวจรอบๆก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องไอเดียกับพิชิตชัย พอระรินไป พิชิตชัยก็ปรามวิลิตว่า “ถ้าไม่จริงจังก็หยุดเลยนะ กว่าพ่อจะหาภัณฑารักษ์ฝีมือดีได้นี่ยากมาก ถ้าเขาไม่รับงานนี้พ่อจะเล่นงานแก”

วิลิตบอกว่าคนนี้ผมหวังแต่งเลย แล้วขอตัวไป เลขาบอกว่าไม่เคยเห็นคุณวิลิตจริงจังกับใครแบบนี้มาก่อน พิชิตชัยยิ้มๆ เชื่อว่า “ถ้าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันหรอก”

ไม่นานที่ถนนเลียบริมทะเล ก็มีรถเปิดประทุนหรูขับมา มีระรินนั่งข้างคนขับ ทั้งสองสดชื่นแจ่มใสมาก

และอีกหลายปีต่อมา...วิลิตที่เดินคู่กับระรินที่ชายหาดก็ยังแสดงความรักราวกับเพิ่งรักกันใหม่ๆ แล้ววิลิตก็คุกเข่าหยิบแหวนออกมาเอ่ย

“Will you marry me?”

“Yes.”

ระรินยื่นมือซ้ายไปข้างหน้า วิลิตดีใจมากสวมแหวนให้ระรินด้วยความรักแล้วอุ้มระรินหมุนไปรอบๆ

“ผมจะไม่ยอมปล่อยมือจากคุณอีก ผมสัญญา”

“ขอบคุณนะคะที่ทำเพื่อริน”

ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีความสุข จับมือกันเดินไปบนชายหาดที่แสนสวย...

ooooooo

–อวสาน–


ละครปี่แก้วนางหงส์ ตอนที่ 12(ตอนจบ) อ่านปี่แก้วนางหงส์ ติดตามปี่แก้วนางหงส์ ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย วรินทร ปัญหกาญจน์,ราณี แคมเปน 27 พ.ย. 2561 07:10 2018-12-05T11:20:37+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ