ข่าว

วิดีโอ



ปี่แก้วนางหงส์

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-ย้อนยุค

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: บลูลาวา

กำกับการแสดงโดย: แมน เมธี

ผลิตโดย: บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: วรินทร ปัญหกาญจน์,ราณี แคมเปน

คุณหญิงเกสรชักสีหน้าเมื่อถูกเจ้าคุณพิชัยตำหนิ โดยมีหญิงดาวกับหญิงเดือนซุบซิบกับสร้อยอยู่มุมหนึ่ง

“ลูกยศถูกปลดจากราชการเพราะนังคนปี่ของคุณพี่ อิฉันก็ต้องสั่งสอนเท่านั้นยังไม่สาสมด้วยซ้ำ”

“คุณหญิงจะสั่งสอนใครก็ต้องไถ่ถามกันเสียก่อน มิใช่ลงมือเพราะโทสะ อย่างนี้ไม่พ้นรังแกเด็ก”

คุณหญิงหาว่าพิกุลระริกระรี้เข้าหาฝรั่ง หาเรื่องใส่ตัวจนเดือดร้อนถึงตายศ คุณพี่ต้องเลิกปกป้องและไล่พวกมันกลับสุพรรณเสีย เจ้าคุณถามว่าคุณหญิงรู้ได้อย่างไรว่าพิกุลเข้าหาฝรั่ง เห็นรึ?

“แล้วคุณพี่คิดว่าฝรั่งหน้าที่การงานใหญ่โตเยี่ยงนั้น จะลดตัวลงมาหาคนของคุณพี่หรือเจ้าคะ ถ้าไม่ให้ท่า ที่ไหนเขาจะปรายตามองมัน”

เจ้าคุณโมโหพูดอย่างเหลืออดว่าอย่าดูถูกแม่พิกุลอย่างนั้น คุณหญิงยิ่งโมโห โต้อย่างไม่เกรงใจว่า

“มันไม่ได้สูงส่งมาจากไหน ทำไมอิฉันจะดูถูกไม่ได้ คุณพี่หลงมันหัวปักหัวปําจนไม่เห็นหัวอิฉันแล้ว รู้ตัวไหมเจ้าคะ”

หญิงดาวกับหญิงเดือนฟังอยู่ ต่างทำหน้าไม่ถูกที่เห็นเจ้าคุณกับคุณหญิงมีปากเสียงกันต่อหน้าตน แต่เจ้าคุณไม่สนใจ พูดอย่างหมดความอดทนว่า

“หากไม่คุยด้วยเหตุผล ก็หมดประโยชน์จะพูดจากัน หากคุณหญิงแตะคนของฉันอีกฉันก็จะปกป้องคนของฉันโดยไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น”

“อิฉันก็ไม่ไว้หน้ามันเหมือนกัน ดูไปเถอะเจ้าค่ะ อิฉันจะทำให้มันทนอยู่ไม่ได้ มันต้องรุ่มร้อนยิ่งกว่าอิฉัน”

คุณหญิงสะบัดออกไปอย่างถือดี สร้อยรีบสะกิดให้หญิงเดือนกับหญิงดาวตามคุณหญิงไป

เจ้าคุณพิชัยมองตามคุณหญิงไปอย่างกังวล ไม่รู้ว่าคุณหญิงจะมีแผนอะไรอีก

พอไปถึงศาลากลางสวน คุณหญิงก็บอกหญิงดาวกับหญิงเดือนว่าให้ประกาศให้ทุกคนรู้ไปเลยว่านังคนปี่มันถูกกระทำย่ำยีอย่างไร หญิงดาวบอกว่าตนจะกระพือข่าวให้แม่นั่นอับอายจนออกงานที่ไหนไม่ได้เลย

คุณหญิงมองไปที่ตึกใหญ่เห็นเจ้าคุณยังมองมาอยู่ก็เชิดใส่พูดอย่างสาแก่ใจว่า

“อิฉันจะคอยดูว่าคนของคุณพี่มันจะมีน้ำอด น้ำทนได้ถึงไหน ถ้าไม่แจ้นกลับบ้านนอกก็ให้มันรู้ไป”

ooooooo

พุดกรองได้หนูตะเภามาเลี้ยง ป้อนหญ้าให้มันกิน อวดนิ่มว่ามันน่ารักน่าชังเหลือเกิน นิ่มบอกว่าเลี้ยงให้ดีอย่าให้หลุดเพ่นพ่านที่ไหน พุดกรองถามแม่ว่าจะเอาไปอวดคุณสารภีดีไหม คุณสารภีต้องชอบแน่

นิ่มติงว่าเดี๋ยวเขาจะรำคาญเอา แต่เห็นลูกสีหน้าผิดหวังก็ใจอ่อนพยักหน้าอนุญาต และจับตาดูปฏิกิริยาของสารภี ปรากฏว่าสารภีตวาดให้เอาออกไป สกปรก!

กลางวันวันนี้ สารภีให้ชบานวดเท้าให้ แต่สีหน้าเคร่งเครียดเพราะยังอารมณ์ค้างจากหลวงราช ชบาคิดว่าตนนวดไม่แรงพอจึงกดลงไปอีกจนสารภีชักเท้าออกตวาด “เอาตีนนวดหรือไง!”

สารภีเอากล่องใส่ผ้าปักขว้างใส่ชบาระบายอารมณ์ แค่นั้นไม่พอ ให้ไปหยิบไม้นวดเท้ามา สั่งให้อ้าปากแล้วเอาไม้นวดเท้ายัดปากชบา แต่มีบางอย่างสะดุดตา สารภีชะงักมองเห็นหนูตะเภาของพุดกรองอยู่มุมห้อง สารภีไม่รู้ว่ามันเข้ามาได้ยังไง แต่มองหนูตะเภาอย่างหมายมาดแล้วมองชบายิ้มเย็น ชบาเสียววาบไม่รู้ว่าสารภีจะทำอะไรตน

ที่บ้านเจ้าคุณพิชัย...พิกุลไปที่ท่าน้ำเพราะคนของหลวงราชบอกว่าให้ไปพบท่านเจ้าคุณ แต่กลายเป็นหลวงราช พิกุลหน้าตึงรู้ว่าถูกหลอก หลวงราชชี้แจงยิ้มแย้มว่าตนอ้างคุณพ่อเพราะเกรงจางวางจะไม่อนุญาตไม่ได้หมายจะหลอกแม้แต่น้อย ตัดพ้อ “ไม่เห็นใจฉันรึ”

พิกุลบอกว่าเห็นใจที่คุณหลวงถูกปลดจากราชการ ถามว่าจะให้ชดใช้อย่างไรรึ หลวงราชบอกว่าหล่อนไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องชดใช้เรื่องอะไร บอกว่าตนทวงให้หล่อน “ห่วงใย” ตนบ้าง ไม่ใช่แค่ “เห็นใจ”

ถูกหลวงราชรุก พิกุลตอบรับเขินๆ ถามว่ามีเรื่องคุยเท่านี้หรือ หลวงราชย้ำถามว่าห่วงตนหรือไม่ห่วง

“ห่วง...เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น ฉันก็ขอโทษที่ทำให้หล่อนเป็นห่วง” หลวงราชจ้องตาลึกซึ้ง “วางใจเถิดว่าไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจเรื่องหน้าที่การงานแม้แต่น้อย แล้วฉันจะอธิบายทุกอย่างเมื่อถึงเวลา โปรดแน่ใจเถิดว่า ฉันไม่ได้เต็มใจจะปดใคร โดยเฉพาะหล่อน”

“เจ้าค่ะ อิฉันเชื่อใจคุณหลวง”

“เชื่อใจฉัน ไม่แต่เรื่องนี้ใช่รึไม่”

พิกุลรู้สึกถึงความหมายในคำถาม เมื่อหลวงราชขยับเข้าใกล้ พิกุลยิ้มให้ตายใจ แล้วจึงตอบ

“เชื่อใจแต่เรื่องนี้เจ้าค่ะ” แล้วเดินจากท่าน้ำไปเลย

หลวงราชผิดหวังในคำตอบ แต่ก็ยิ้มพอใจที่ได้ใกล้ชิดพิกุลตามลำพัง...แม้เพียงน้อยนิด...

ooooooo

สุดเห็นเพียรเศร้า เงียบ ถามคำตอบคำ ก็ไม่สบายใจบอกพิกุลขณะเข้าครัวให้ไปคุยกับแม่ให้รู้ความทีเถิด พิกุลถามเพียรว่าแม่โกรธที่ตนดื้อใช่ไหม แม่โกรธก็ได้แต่ตนขอยืนยันว่าเราไม่ผิดไม่จำเป็นต้องหนีหน้าใคร

“เอ็งไม่กลับสุพรรณเพราะคุณหลวงใช่ไหม” เพียรโพล่งถาม พิกุลตอบเบาๆว่าใช่ เพียรตัดพ้ออย่างผิดหวังว่า “ความรักความห่วงใยของแม่ มันคงไม่มีค่าเท่าที่เอ็งห่วงคุณหลวง แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือเอ็งไม่ห่วง

แม้กระทั่งตัวเอง...เอ็งมันหูหนวกตาบอดไปแล้ว” เพียรพูดเสียงสั่นแล้วยกสำรับจางวางออกไป

“ถ้าแม่เห็นว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกกับคุณหลวงเป็นเรื่องไม่สมควร ฉันก็พร้อมจะกลับไปกับแม่จ้ะ”

เพียรหันมองเห็นสายตาพิกุลก็เข้าใจความรู้สึกของลูก สินกำลังเอาของมาเก็บได้ยินแม่ลูกคุยกันก็นึกห่วงพิกุล เมื่อพิกุลกลับห้องนอน ก็หยิบปี่ออกมาแนบไว้ที่หัวใจ พึมพำเศร้า...

“ขอให้แม่เข้าใจพิกุลสักนิดเถิดเจ้าค่ะ”

จากแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง นอกจากเห็นพิกุลกอดปี่เศร้าแล้ว ยังมีเงาร่างของท่านจันมองพิกุลเศร้าไม่ต่างกัน...

คืนเดียวกันนี้ หลวงราช หลวงโชติ และหลวงแจ่มไปเที่ยวยูไนเต็ดคลับกันประสาหนุ่ม แต่คืนนี้หลวงราชรู้สึกถึงสายตาผิดปกติของนักเที่ยวในคลับ ที่พากันมองตนและซุบซิบหัวเราะกันอย่างไม่ปิดบัง หลวงราชยังงงๆ กับสายตาและกิริยาของนักเที่ยวเหล่านั้น จนหลวงโชติกับหลวงแจ่มลากไปถามว่า

“ไอ้คุณยศ เล่ามาเดี๋ยวนี้ว่าที่เขากระซิบกันมันจริงหรือไม่”

หลวงราชมองไปจึงเห็นหญิงดาวกับหญิงเดือนอยู่ในกลุ่มนักเที่ยวเหล่านั้น หลวงโชติจึงเล่าสิ่งที่ได้ยินมาว่า หญิงดาวกับหญิงเดือนพูดไปทั่วคลับว่า

คุณยศถูกผู้หญิงหลอกให้ปกป้องศักดิ์ศรีจากพวกฝรั่ง โดยหารู้ไม่ว่าเขาสมยอมกันแล้ว

หญิงดาวกับหญิงเดือนแย่งเข้ามาฉอเลาะหลวงราชว่าพี่ยศเป็นอิสระแล้วคงมีเวลาไปสำราญกับตน หญิงเดือนอ้อนว่าอยากจะล่องเรือไปปีนังเหลือเกิน หลวงราชตอบอย่างไม่ถนอมน้ำใจว่า

“พี่พอใจจะอยู่กับเรือน กับคนที่พี่อยากอยู่ด้วยมากกว่า”

หญิงดาวถามว่า หญิงที่ต้องมือชายมาแล้วนั่นหรือ เมื่อหญิงดาวเปิดช่อง หญิงเดือนถล่มซ้ำทันที

“พี่ยศเจ้าคะ แม่นั่นมันร้อยเล่ห์มารยา แสร้งทำตัวน่าสงสาร แท้จริงแล้วก็ยั่วฝรั่งด้วยอยากเทียบชั้นเท่านั้น พี่ยศตามมันไม่ทันดอกเจ้าค่ะ”

หลวงโชติกับหลวงแจ่มอึ้งที่สองหญิงใส่ความพิกุลอย่างไม่เกรงใจจึงแยกตัวไป ไม่อยากยุ่งด้วย ปล่อยให้หลวงราชอยู่กับสองหญิง หลวงราชติงสองหญิงว่า ใส่ความคนอื่นมันไม่งาม

สองหญิงยิ่งได้ใจช่วยกันแก้ตัวว่า จะว่าตนใส่ความได้อย่างไรในเมื่อตนอยู่ในงานรู้เห็นทุกอย่างกับตาซ้ำยั่วยุว่า

“คนที่นี่เขารู้ทันนังบ้านนอกนั่นแล้วเจ้าค่ะ ยิ่งรู้ว่าพี่ยศเชิดชูมัน เขาจะยิ่งเห็นพี่ยศเป็นตัวตลกเจ้าค่ะ”

แล้วสองหญิงก็ยุให้ลืม “นังบ้านนอก” นั่นเสีย ตนทั้งสองพร้อมอยู่ตรงนี้แล้ว พลางเข้าเกาะแขนหลวงราชคนละข้าง หลวงราชแกะมือสองหญิงออก แล้วออกจากคลับไปไม่แยแสกับสองหญิงที่ยืนเก้อเลย

ฝ่ายสิน แม้ตัวเองจะเจ็บปวดที่พิกุลไม่มีใจให้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อพิกุลก็พยายามที่จะให้หลวงราชกับพิกุลได้สมหวัง ดักบอกหลวงราชที่เก็บดอกปีบที่แซมผมพิกุลเมื่อคืนนั้นว่า

“เก็บดอกปีบนั้นไว้ให้ดีนะขอรับ...กระผมเตือนด้วยความหวังดี เพราะคุณหลวงคงจะได้มองแต่ของที่อยู่ในมือเวลาที่คิดถึงพิกุลเท่านั้น”

หลวงราชโมโหที่ถูกสินยั่วถึงขั้นชกต่อยกัน

สินยังคงยั่วเพื่อให้หลวงราชฮึดว่า

“ถึงหัวใจของพิกุลอยู่ที่คุณหลวง แต่คุณหลวงก็ใช่จะครอบครองพิกุลได้ง่ายๆ วันใดที่แม่เพียรพาพิกุลกลับเมืองสุพรรณ วันนั้นจะเป็นวันของกระผม”

“ถ้าเอ็งกล้าหักหาญน้ำใจคนที่เอ็งรัก เอ็งมันก็แค่คนเห็นแก่ตัว”

“เช่นนั้นก็จงสำแดงความกล้าหาญเถิดขอรับ...เพราะไอ้คนเห็นแก่ตัวเช่นกระผม จะได้เป็นเจ้าของพิกุลโดยที่คุณหลวงจะได้แต่มองเท่านั้น”

สินเย้ยยั่วหลวงราชแล้วเดินผละไป หลวงราชตามกระชากสิน แล้วชกจนมุดเข้ามาแยกทั้งสองออกจากกัน สินมองหลวงราช เอ่ยเศร้าเมื่อคิดที่จะช่วยให้พิกุลสมหวังในรัก...

“กระผมปลุกใจคุณหลวงได้เพียงเท่านี้ขอรับ”

ooooooo

เช้าวันนี้พอสินกินข้าวอิ่ม จางวางพ่วงก็บอกให้เขียนเวลาตกฟากให้ บอกว่าจะไปวัด เพียรถามว่าจะเอาไปทำไม จางวางบอกว่าจะเอาไปให้ขรัวตาดูดวงสินกับพิกุลว่าสมพงศ์กันดีหรือติดขัดอะไรจะได้หาทางช่วย

เพียรถามว่าจะให้เด็กสองคนออกเรือนด้วยกันรึ พิกุล สิน และเอื้อยต่างมองหน้ากันอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จางวางพูดต่อหน้าทุกคนว่า

“ในเมื่อลูกมันสมัครใจจะอยู่ที่นี่ ก็มีแต่วิธีนี้ที่จะสยบขี้ปากชาวบ้านไม่ให้ป้องปากนินทากันว่าลูกเราเจออะไรมาบ้าง” เพียรแย้งว่าเมื่อเรารู้ว่าลูกสาวเรามิได้ถูกหยามเกียรติแล้วจะสนใจคนอื่นทำไม “แม่เพียรนึกถึงหน้าตาท่านเจ้าคุณไว้ให้มากเถอะ ท่านอุปถัมภ์วงก็เพราะพิกุล แต่หากชื่อเสียงมันฉาวโฉ่เสียแล้ว ไปออกงานที่ไหน ท่านเจ้าคุณคงไม่พ้นอับอายไปด้วย”

เพียรเงียบ มองพิกุล สินและเอื้อยอย่างเห็นใจ จางวางบอกว่าครั้นจะจับผูกข้อไม้ข้อมือเสียตอนนี้ก็ยังเห็นแก่ใจมันอยู่บ้าง เดี๋ยวจะหาว่าพ่อบังคับให้แต่งเพียงแก้อาย มิได้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ฝ่ายเจ้าคุณกับคุณหญิงก็มีความเห็นต่างและโต้เถียงกัน เมื่อคุณหญิงจะกัน “นังลูกเจ๊ก” ที่เจ้าคุณหมายตาให้หลวงราช เพื่อให้คุณหลวงหันมาแลคนที่ตนหนุนอยู่ จนเจ้าคุณอ่อนใจบอกว่าตามใจคุณหญิง

แต่หากวันใดตายศเตลิดไปเพราะเกินทน คุณหญิงก็ไปตามเองก็แล้วกัน

แต่พอคุณหญิงถามมุดว่าคุณหลวงทำธุระเสร็จหรือยัง จะได้เรียกไปเรือนเจ้าคุณยุทธนากัน พอมุดบอกว่าคุณหลวงเสร็จธุระและออกไปแล้ว คุณหญิงตวาดถามว่า เจ้านายเอ็งไปไหน มุดส่ายหน้าว่าไม่รู้

ที่บ้านบูรพาเคหาสน์...พุดกรองร้องไห้เสียใจที่หนูตะเภาหาย โทษตัวเองว่าไม่น่าเปิดกรงไว้เลย สารภีบอกว่าอาจถูกแมวตะปบตายไปแล้ว

ขณะนั้นชบาเข้ามาบอกสารภีว่าคุณหลวงมารออยู่ที่ห้องรับรองแขก สารภียิ้มดีใจรีบออกไป

หลวงราชต้องการมาทวงลิ่มแบ่งชาที่สารภีเคยรับปากว่าจะหาให้ ถามว่าสารภีลืมไปแล้วหรือไม่

“ไม่ลืมเจ้าค่ะ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาจะให้”

หลวงราชถามว่าแล้วเมื่อไหร่ล่ะ สารภีตอบเป็นนัยว่า

“ของของตัวที่จะยกให้ใครอื่น ก็ต้องแน่ใจว่าเขาจะไม่เอาไปทิ้งขว้างเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น หล่อนก็แน่ใจเถิด”

หลวงราชมองตาจนสารภีหวั่นไหว เอาลิ่มแบ่งชาให้ หลวงราชบอกว่าจะเก็บของของหล่อนไว้ให้ดีทีเดียว สารภีเตือนให้ระวังของมีคมทั้งยังไม่เคยมือ อาจทำให้เลือดตกยางออกได้ แม้จะเล็กแต่โดนที่สำคัญก็ทำให้สาหัสได้

เมื่อสารภีเดินมาส่งที่ประตูใหญ่หน้าบ้าน หลวงราชบอกว่าตนลืมหมวก สารภีจึงไปหาให้ ระหว่างนั้นหลวงราชเห็นพุดกรองแอบมองตนอยู่จึงเดินไปหา พุดกรองเห็นลิ่มแบ่งชาในมือหลวงราชก็กลัวถอยห่าง หลวงราชถามว่ากลัวรึ

“ของคุณสารภีนี่เจ้าคะ”

หลวงราชถามว่าเคยเห็นหรือ พุดกรองตอบกลัวๆว่าเจ้าค่ะ หลวงราชบอกว่า

“สารภีเขาใช้ตอนชงชาให้เตี่ยของหล่อน”

พุดกรองมองลิ่มแบ่งชาในมือคุณหลวงแล้วส่ายหน้า หลวงราชเลยว่าพุดกรองคงเห็นที่สารภีใช้ประจำไม่ใช่อันนี้ ปลอบว่ามันไม่น่ากลัวหรอก แต่ของมีคมเช่นนี้อยู่ห่างๆไว้เป็นดี

พุดกรองดึงลิ่มไปจากมือหลวงราช บอกว่าคุณสารภีใจร้าย แล้วทำท่าเงื้อลิ่มอย่างที่สารภีแทงจีนสง  แทงไปในอากาศ หลวงราชตกใจที่เด็กน้อยพุดกรองเลียนแบบสารภีอย่างคล่องแคล่ว ถามว่าสารภีทำแบบนี้กับใคร รู้จักหรือไม่ ไม่ทันที่พุดกรองจะตอบ สารภีก็บอกชบาที่เดินตามหลังมาพร้อมกรงหนูตะเภาว่า

“เอาคืนเจ้าของเขาไปสิ เขาห่วงจะแย่แล้ว” สารภีเข้ามาพร้อมกับหมวกของหลวงราช

พุดกรองเห็นหนูตะเภาก็ดีใจจนลืมคุยกับหลวงราช ปราดเข้ารับกรงหนูตะเภาจากชบา ชบาบอกว่ามันหลบเข้าไปในห้องคุณสารภีตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

สารภีเอาหมวกสวมให้หลวงราชอย่างใกล้ชิด ส่งสายตาให้แต่หลวงราชมองสารภีอย่างไม่แน่ใจ สารภีจึงถอยออกมาเก้อๆ

พอหลวงราชไป สารภีก็หันมาคาดคั้นกับพุดกรองว่า

“แกคุยอะไรกับคุณยศ...อย่าโกหกนะ ฉันเห็นว่าแกคุยกับคุณยศนานสองนาน”

“แกอยากหูหนวกตาบอดเหมือนหนูของแกใช่ไหม” ชบาขู่สำทับ

พุดกรองเห็นหนูวิ่งพล่านอยู่ในกรงก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนูตะเภาของตัวเอง พอดีนิ่มได้ยินเสียงพุดกรองจึงออกมาดู เห็นสารภีอยู่กับพุดกรองก็ถามว่า

“คุณสารภีทำอะไรพุดกรองเจ้าคะ”

“สั่งสอนลูกแกไม่ให้ปากมากน่ะสิ” กระชากเสียงตอบแล้วเดินไปเลย ชบารีบเดินตามไป

นิ่มถามพุดกรองว่าเขาทำอะไรลูก พุดกรองบอกว่าเจ้าหนูน้อยของตนมันตาบอดเสียแล้ว นิ่มมองหนูตะเภาในกรง เห็นเลือดกรังรอบดวงตาก็ถามว่า...คุณสารภี? พุดกรองพยักหน้า

ที่แท้สารภีบังคับให้ชบาเอาเข็มในกล่องอุปกรณ์ปักผ้าแทงตาหนูตะเภาจนบอด แล้วยิ้มเลือดเย็น ฝ่ายชบาทำแล้วพึมพำโล่งใจว่า

“ดีกว่าถูกเอาหนูตะเภายัดปากวะ อีชบาเอ๊ย...”

หลวงราชเอาลิ่มแบ่งชาไปให้เจ้าคุณต่วน เจ้าคุณต่วน หยิบดูถามว่านี่หรือที่หลวงบริบาลกับหมอฝรั่งตามหา บอกหลวงราชว่า

“หากหมอฝรั่งและหลวงบริบาลพิสูจน์ได้ว่าลิ่มนี้ทำให้จีนสงตาย คดีก็น่าจะปิดลงได้เสียที”

“กระผมคิดว่าไม่ใช่แต่คดีของจีนสงหรอกครับ...เราอาจจะปิดคดีเก่าได้ในคราวเดียวกันด้วยขอรับ”

ooooooo

เมื่อจางวางเอาวันเดือนปีเกิดของสินไปให้ขรัวตาที่วัดดูกลับมา เอื้อยถามทันทีว่าขรัวตาว่าอย่างไร เพียรมองพิกุลอย่างเป็นห่วง ยกขันน้ำขึ้นดื่ม บอกพิกุลที่ทำไม่รู้ไม่ชี้ว่า

“ท่านว่าดวงเอ็งกับสินไม่เกื้อกูลกัน แม้นว่าเกิดมาเป็นคู่ ก็เป็นคู่เวรคู่กรรมที่มีวิบากต้องชดใช้ร่วมกันเท่านั้น”

สุดถามว่าแล้วจะถึงเลือดตกยางออกหรือไม่ เพียรพยักหน้าเศร้าๆ บอกว่าท่านให้พิกุลทำบุญให้มากเข้าไว้ พิกุลอดใจไม่ได้ถามว่าแล้วพ่อว่าอย่างไร

“ก็ท่านขรัวตาออกปากอย่างนั้น ก็คงเพลาเรื่องนี้กับเอ็งลงบ้างหรอก”

พิกุลถอนใจโล่งอก เอื้อยมองพิกุลแล้วพยักหน้าเหมือนดีใจด้วย

ฝ่ายจางวางพ่วงคาดคั้นสินว่าเขียนเวลาตกฟากของใครให้ สินสารภาพว่าตนนึกขึ้นเอง เพราะพ่อไม่เคยบอกให้กระจ่างว่าตกฟากเมื่อใด จางวางถามว่า

“ไอ้สิน มึงไม่ได้คิดทำเรื่องนี้เพราะจะเลี่ยงออกเรือนกับพิกุลใช่ไหม”

“มิได้จ้ะ” สินตอบเบาแทบไม่ได้ยินเสียง จางวางฮึดฮัดไม่แน่ใจคำตอบของสิน สินเองดูออกแต่ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร

ฝ่ายเพียรสั่งเอื้อยกับพิกุลให้เตรียมเครื่องปรุงไว้ ตนจะตามสินให้ไปตัดใบตองทำกระทงห่อหมก

เมื่อตามสินมาแล้ว เพียรถามว่าพ่อจางวางบอกหรือยัง สินตอบอึกอัก เพียรปลอบใจว่า

“ทำใจเถิดไอ้สินเอ๊ย หากฝืนเอาแต่ใจตัวเอง มันจะไม่พ้นฉิบหายกันทั้งคู่” แล้วบอกให้สินช่วยตัดใบตองตนจะทำห่อหมก อยากปลอบใจสินจึงถามว่า หรืออยากกินปลาเผา ก็ให้ฟันหยวกมาด้วย จะเผาให้กิน พอสินไปเอามีด เพียรพึมพำอย่างเป็นห่วง

“ไอ้สินเอ๊ย...เอ็งมันแพ้ดวงแท้ๆเชียว”

ฝ่ายเอื้อยเห็นสินก็เรียก สินรู้ทีบอกว่าไม่ต้องมาปลอบ เอื้อยถามว่าแล้วจะให้สมน้ำหน้ารึ? สินมองพิกุลอย่างเห็นใจแต่ไม่สามารถบอกความจริงได้ พิกุลปรามเอื้อยให้พูดกันดีๆเถิด

สินไม่พูดอะไร คว้ามีดที่เหน็บข้างฝาเดินออกไปเลย พิกุลยิ่งสงสัย เอื้อยมองตามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“หมั่นไส้นัก เดี๋ยวแม่จะทำห่อหมกใบบอนให้กิน มันจะได้คันคะเยอทั้งปาก ดูซิว่าจะอมพะนำได้ถึงเมื่อไหร่” แล้วก้มหน้าก้มตากระแทกสากตำพริกแกงปึงๆ

พิกุลมองสินอย่างรู้สึกผิดปกติ ได้แต่สงสัย

ooooooo

สินไปนั่งที่ท่าน้ำคิดเรื่องถูกจางวางพ่วงจับผิด พลันก็สะดุ้งเมื่อมีมือมาจับไหล่นึกว่าเอื้อย แต่กลายเป็นมุด สินตกใจรีบดึงมุดออกไปคุยกันที่อื่น พิกุลที่กำลังมาหาสินเห็นดังนั้นจึงตามไปด้วยความสงสัย

สินลากมุดไปอีกมุมหนึ่งท่าทางลึกลับ มุดถามว่าท่านขรัวตาว่าเจ้านายตนต้องสะเดาะเคราะห์อย่างไร สินบอกว่าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น  มุดหาว่าสินไม่พูดหมายจะให้คุณหลวงฉิบหายล่มจมหรือ

“ทำอย่างนั้นแล้วข้าจะเจริญอย่างไรได้ ยังพอสำนึกบุญคุณเจ้านายเอ็งอยู่หรอก แต่เรื่องอื่นมันก็อีกเรื่อง” มุดถามทันทีว่าเอ็งหมายถึงเรื่องอะไร สินตอบทันทีว่า “ข้าไม่พูด...”

“เรื่องอะไรที่พี่พูดไม่ได้รึพี่สิน” พิกุลโพล่งขึ้นแล้วหันถามมุด “พี่สินเขาไหว้วานอะไรรึ”

“ก็ไอ้สินมัน...มันซักไซ้เอาเวลาตกฟากของคุณหลวง ไปให้จางวางน่ะสิ มันว่าจะเอาไปให้ขรัวตาสะเดาะเคราะห์ แก้ชะตาร้ายให้กลายเป็นดีน่ะแม่พิกุล”

“พี่สิน...นี่พี่...”

“พิกุล...พี่หวังดี”

พิกุลนึกถึงที่เพียรบอกเรื่องคำทำนายของขรัวตา พิกุลใจหายเดินไปอย่างคนหมดแรง สินรีบตาม มุดได้แต่มองงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

สินตามไปชี้แจง พิกุลเดินหนีไม่อยากฟัง แต่เดินไปเจอหลวงราช คุณหลวงถามไอ้สินทำอะไรพิกุลรึ พิกุลบอกว่าสินไม่ได้ทำอะไร หลวงราชกลับหาว่าพิกุลปกป้องสิน ถามว่าถ้าไม่มีอะไรแล้วหล่อนร้องไห้ทำไม

หลวงราชคาดคั้นจนพิกุลต้องปดว่าสินเล่าเรื่องชวนเสียน้ำตาให้ฟัง ตนคิดว่าเป็นเรื่องจริงแต่ที่แท้กลายเป็นเรื่องหลอกเล่น ตนอายตัวเองที่หลงกลสิน

หลวงราชปรามสินว่าอย่าคิดล้อเล่นกับพิกุลเยี่ยงนี้อีก พิกุลจึงตัดบทขอตัว พอเดินออกมาน้ำตาก็ไหลออกมาอีก ฝ่ายหลวงราชปรามสำทับสินอีกว่า

“ข้าไม่อยากเห็นพิกุลเสียน้ำตาอีก ไม่อย่างนั้นเอ็งกับข้าได้ออกแรงกันอีกรอบเป็นแน่”

พิกุลกลับไปนั่งที่หน้าห้องครัว เอื้อยออกมาเห็นถามว่าเป็นอะไรตาแดงๆ พิกุลบอกว่าไม่เป็นอะไร พอดีสินตามมาถึง เอื้อยถามสินว่าพิกุลเป็นอะไร สินส่ายหน้าแล้วเดินกลับไป

“เออ...ดี เห็นอีเอื้อยมันเป็นอากาศธาตุหรือยังไง ถามอะไรไม่มีใครตอบสักคน”

ขณะจางวางพ่วงนั่งรอสำรับอาหารเย็นก็อดคิดถึงเรื่องที่ขรัวตาบอกไม่ได้ว่า

“อ้ายพ่วง!!! เอ็งเอาสายสิญจน์ไปบูชา” จางวางเข้าไปรับสายสิญจน์มาสองเส้น “คนของลูกสาวเอ็งมันมีวาสนานัก พื้นชะตานั้นบอกว่าเป็นผู้สูงศักดิ์ เป็นที่รักของเจ้านาย และได้เติบใหญ่ในวงราชการ น่าเสียดายแท้ๆที่เป็นแต่เพียงคู่เวรคู่กรรมกัน...สายสิญจน์นี่เก็บไว้ให้ดี เผื่อผ่อนร้ายลงได้บ้าง...มันสองคนต้องชดใช้กรรมกันด้วยชีวิตเท่านั้น”

จางวางพ่วงคิดแล้วยิ่งหนักใจ

ขณะพิกุลยกสำรับมานั้น หลวงราชก็ขึ้นเรือนมาไหว้จางวาง เอ่ยปากฝากท้องเย็นนี้ที่นี่ด้วย จางวางไม่ตอบ แต่สั่งพิกุลให้ลงไปบอกในครัวแล้วรอที่นั่น ตนมีเรื่องจะคุยกับคุณหลวง

พิกุลกลับไปห้องครัวกังวลจนกินข้าวไม่ลง เอื้อยถามว่า

“หล่อนห่วงว่าพ่อจางวางจะขอเวลาตกฟากคุณหลวงไปถามขรัวตาอีกคนรึ” พิกุลตกใจที่เอื้อยรู้เรื่องนี้บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น “พ่อจางวางก็น่าจะใจอ่อนลงแล้วล่ะน่า ไม่ขอวันนี้ก็ต้องขอวันอื่น”

เอื้อยกระเซ้าหมายให้พิกุลรู้สึกดีขึ้น แต่พิกุลก็ยังกังวลอยู่ดี

ฝ่ายจางวางพ่วงไม่รอช้า ขอวันเดือนปีเกิดหลวงราช คุณหลวงบอกว่าตนรู้แต่วันตกฟากอย่างสากล แต่เวลาตกฟากอย่างจะเอาไปผูกดวงนั้นตนจะให้มุดไปหามาให้

คืนเดียวกันขณะจีนพ้งกำลังฟังช่างซอและการขับร้องเพลงจีนอย่างรื่นรมย์นั้น ปิงมือขวาของจีนพ้งก็เข้ามากระซิบบางอย่างกับจีนพ้งจากข้างหลัง ฟังแล้วจีนพ้งโบกมือให้ปิงออกไป

ปิงออกมาเจอชบายืนส่งสายตาอ่อยให้อยู่มุมหนึ่ง ปิงเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ ชบาชักสีหน้าแล้วกลับเข้าห้องนวดให้สารภีตามปกติ พูดแก้ตัวว่าตนรอสืบข่าวจากปิงเลยมาช้า

สารภีถามว่าจะพึ่งมันทำไมคนของเราก็มี ถึงไม่มีมันตนก็รู้ว่าคุณหลวงยังวิ่งไปวิ่งมาที่กระทรวงอยู่ชบาถามว่าหมายความว่าคุณหลวงปดทุกคนหรือ สารภีบอกว่าอาจไปจัดการงานที่ค้างอยู่กระมัง

ชบาพูดเอาใจว่าคุณหลวงคงไม่ปดคุณสารภีแน่ พอสารภีบอกว่าไม่รู้สิ ชบาก็สอพลอว่า

“คุณสารภีแน่ใจเถอะเจ้าค่ะ อีชบานี่แหละจะช่วยกำจัดคนที่มันมาขวางคุณสารภี คุณสารภีจะต้องขึ้นเป็นคุณนายของคุณหลวงเจ้าค่ะ”

ฝ่ายหลวงราชพอกลับเข้าห้อง มุดตามเข้าไป คุณหลวงถามว่าท่านจางวางว่าอย่างไร มุดบอกว่าไม่เห็นว่ากระไร พอรับแล้วก็ไล่ตนกลับทันที หลวงราชเบาใจคิดว่าทุกอย่างคงเรียบร้อย

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้นจางวางพ่วงก็ลากสินกับพิกุลไปที่ตึกท่านเจ้าคุณจนเพียรกับเอื้อยร้องขอให้ใจเย็นๆ มุดแอบตามมาแอบฟังอย่างอยากรู้ ท่านเจ้าคุณได้ยินออกมาถามว่ามีเรื่องอะไรรึท่านจางวาง

“กระผมจะขอให้ท่านเจ้าคุณผูกข้อมือให้เด็กสองคนนี้ขอรับ”

เจ้าคุณถามเพียรที่ตามมางงๆว่ามันอะไรกัน จางวางส่งสายตาปรามเพียรไม่ให้พูดแล้วตัวเองก็บอกท่านเจ้าคุณด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า

“หากกระผมพึ่งบารมีของท่านมิได้ เห็นทีกระผมต้องพาวงกลับเมืองสุพรรณ เพราะอย่างน้อยคนที่นั่นก็ไม่รู้เห็นว่าพิกุลมันถูกกระทำ ถูกใส่ความให้ฉาวโฉ่อย่างไร”

พอมุดได้ยินว่าจะมีการผูกข้อมือก็วิ่งหน้าตื่นไปหาหลวงราชทันที พอรู้จากมุด คุณหลวงก็เดินลิ่วมาที่ห้องดนตรีเห็นพิกุลกับสินนั่งอยู่ตรงหน้าเจ้าคุณที่ตัดสินใจผูกข้อมือให้สินแล้วและกำลังจะผูกให้พิกุล

ทันใดนั้นสายสิญจน์ที่เจ้าคุณจะผูกให้พิกุลก็ถูกท่านจันปัดออกไป แต่พอมือท่านจันถูกสายสิญจ์ก็กรีดร้องอย่างเจ็บปวดชักมือกลับ ท่านจันช่วยอะไรไม่ได้ก็มองไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างปิดกระแทกอย่างแรงจนทุกคนตกใจ แต่จางวางพ่วงไม่สนใจเร่งเจ้าคุณให้จัดการผูกข้อมือพิกุลเสียให้เสร็จสิ้น

ขณะเจ้าคุณกำลังจะผูกข้อมือพิกุล หลวงราชก็พรวดเข้ามาร้องอย่างตกใจ

“คุณพ่อขอรับ!!!”

พิกุลเห็นหลวงราชมาก็น้ำตาไหลพราก มีความหวังสุดท้ายว่าหลวงราชจะช่วยระงับการผูกข้อมือได้ หลวงราชถามจางวางว่า จะให้คุณพ่อผูกข้อมือพิกุลทั้งที่น้ำตานองหน้าเช่นนี้หรือ

“ถึงจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด กระผมก็ต้องทำ” บอกท่านเจ้าคุณว่า “แต่หากท่านเจ้าคุณคับข้องใจไม่อาจผูกข้อมือให้เด็กสองคนนี้ กระผมจะไม่กวนท่านเจ้าคุณขอรับ แต่ก็มิได้หมายความว่ากระผมจะให้อิสระมัน กระผมจะพามันกลับไปแต่งงานที่เมืองสุพรรณเสียตอนนี้”

เจ้าคุณถามว่าจางวางกำลังต่อรองกับตนอยู่หรือ จางวางบอกว่าตนไม่มีทางอื่น การแต่งงานเท่านั้นที่จะหยุดเสียงนินทาว่าร้ายลูกสาวตน เจ้าคุณมองพิกุลที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างลังเล จางวางตัดบทว่า

“กระผมจะไม่ทำให้ท่านเจ้าคุณหนักใจไปกว่านี้ กระผมและลูกวงจำต้องไปเสียจากที่นี่ขอรับ”

จางวางลุกไปทันที เจ้าคุณร้องขอว่าอย่าใจเร็วนัก แล้วตัดสินใจจะผูกข้อมือให้พิกุล

หลวงราชมองอย่างไม่อาจทนได้ ท่านจันก็กรีดร้องอย่างเจ็บปวดแต่ไม่มีใครได้ยิน

หลวงราชคิดหนักว่าจะทำอย่างไร แล้วจู่ๆก็หัวเราะเบาๆพูดกับเจ้าคุณเหมือนเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องล้อเล่นว่า

“ท่านจางวางเรียกร้องความสงสารจากคุณพ่อสำเร็จแล้วขอรับ ใช้ข้ออ้างสงสารลูกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แท้จริงก็แค่จะต่อรองให้ได้อาศัยใต้ชายคาเรือนของเรา...ก็เท่านั้น”

จางวางพ่วงกับเจ้าคุณอึ้ง หลวงราชยิ้มเย้ยจางวาง พูดต่อไปอย่างจงใจยั่วโทสะว่า

“กระผมนึกแต่แรกว่าจะได้เห็นความเด็ดเดี่ยวของท่าน นึกว่าจะเห็นท่านก้าวออกจากเรือนอย่างอาจหาญมีเกียรติ มิใช่ทำพิรี้พิไรเมื่อเห็นว่าจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ท่านออกไปเสียแต่ตอนนี้ กระผมยังพอจะเหลือความนับถืออยู่บ้างนะขอรับ”

“ตายศ อย่าพูดพล่อย ขอขมาท่านจางวางเดี๋ยวนี้” เจ้าคุณปรามเมื่อเห็นจางวางโกรธ

“ไม่ต้อง!! คนอย่างพวกมึงมันก็เหมือนกันหมดไม่ว่าจะพระหรือหลวง สูงส่งแค่ไหนก็สันดานเดียวกันหมด...ไป...กลับ” จางวางสั่งลูกวงและดึงมือพิกุลออกไปทันที

เจ้าคุณวางสายสิญจน์ที่จะผูกข้อมือพิกุลตามออกไปหมายขอโทษจางวาง หลวงราชติงว่าอย่าไปต่อความเลย ถูกเจ้าคุณหันมาตำหนิอย่างโกรธเกรี้ยวว่าทำอะไรทำไมไม่คิดถึงหน้าตนบ้าง หลวงราชเสียงอ่อนขอร้องว่า

“คุณพ่อจะด่าว่าผมอย่างไรก็ได้ขอรับ แต่ครั้งนี้ขอให้เชื่อผมสักครั้ง”

“เชื่อแก ถ้าเช่นนั้นแกก็ต้องรับในสิ่งที่แกทำด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดผลอะไรขึ้น ฉันจะไม่เกี่ยวข้องด้วย”

เจ้าคุณหุนหันเดินออกไป หลวงราชถอนใจแล้วมองไปที่เรือนจางวางอย่างกังวล

ooooooo

เพียรถามพิกุลว่าคุณหลวงมีใจให้เอ็งจริงหรือไล่กันไม่ไว้หน้าเยี่ยงนี้ นี่รึคนที่มีใจชอบพอกัน พิกุลบอกว่าตนมองคนผิด หากฟังพ่อแต่แรกคงไม่ต้องเช็ดน้ำตาเยี่ยงนี้

พอคุณหญิงรู้เรื่องก็ไปที่เรือนจางวางเร่งให้เก็บของออกไปจากที่นี่ สั่งสร้อยให้ตรวจดูว่าเอาของเราติดมือไปด้วยหรือไม่ สร้อยกับบ่าวตรงไปที่กองข้าวของ เอื้อยพุ่งเข้าขวางประกาศลั่น

“อย่ามาแตะต้องข้าวของของฉัน ฉันเอาเรื่องไม่เว้นแม้แต่หัวหงอกหัวดำแน่ๆ”

สร้อยที่มีคุณหญิงถือหางกร่างเต็มที่ไล่และด่าพวกจางวางว่าเป็นพวกเนรคุณ สั่งบ่าวดูให้ทั่วไม่ต้องเกรงมัน เอื้อยพุ่งเข้าขวางถูกสร้อยตบ สั่งบ่าวให้จับมันไว้ เอื้อยทั้งถีบทั้งเหวี่ยงหลุดออกมา ตะโกนให้สินกับสุดออกมาช่วย สุดคว้าไม้กวาดไล่หวดพวกบ่าว ถูกบ่าวที่มีมากกว่ามารุมล้อม สินก็กันบ่าวที่เหลือไม่ให้มายุ่ง

เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ข้าวของกระจัดกระจาย จางวางกับเพียรออกมาดู เห็นคุณหญิงตวาดสั่งให้เก็บของออกไปให้พ้นบ้านตนเดี๋ยวนี้ จางวางฉุนขาดยกไม้เท้าชี้คุณหญิง สาปส่งว่า

“ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ขออย่าให้ข้าต้องมาข้องแวะกับไอ้คนพรรค์นี้อีกเลย”

เมื่อจางวางนำลูกวงขนของออกจากประตูใหญ่ พิกุลอดเหลียวมองตึกใหญ่ไม่ได้ เอื้อยเตือนว่าอย่าอาลัยอาวรณ์นักเลย หล่อนก็เห็นอยู่แล้วว่าเขาไม่เห็นหัวแม้แต่พ่อจางวาง

พิกุลตัดใจหันเดินไปหน้าบ้าน ปรากฏว่าหลวงราชมาดักอยู่ เอื้อยพูดเพื่อกันหลวงราชออกไปว่าคุณหลวงกลัวตนจะเอาอะไรติดมือไปด้วยหรือ ถึงมาดักดูให้เห็นกับตา

หลวงราชขอคุยกับพิกุล เอื้อยไม่ให้คุยอ้างว่าพ่อจางวางรออยู่ หลวงราชดึงพิกุลบอกว่าตนไม่รั้งหล่อนไว้ เพียงแต่ขอคุยสักคำได้ไหม เอื้อยกระซิบพิกุลให้ไปเถิด อยู่นานไปหล่อนมีแต่จะใจอ่อน

หลวงราชเปิดสมุดให้ดูดอกปีบแห้งสองดอกหมายจะรั้งใจพิกุลได้ บอกพิกุลว่าหากหล่อนจำแต่เรื่องร้ายๆ ก็ขอให้เก็บดอกปีบนี้ไว้ ย้ำว่า...

“วันหนึ่งมันจะทำให้หล่อนนึกถึงเรื่องดีๆ ที่เราเคยมีต่อกันบ้าง”

พิกุลหยิบดอกปีบดอกหนึ่งเหมือนจะยอมทำตามที่หลวงราชขอแต่กลับเดินไปที่กองไฟสุมเผาใบไม้ข้างทางแล้วหย่อนดอกปีบนั้นลงในกองไฟอย่างไม่สนใจความรู้สึกของหลวงราชเลย มองหลวงราชยืนยันการกระทำแล้วเดินตามเอื้อยไป หลวงราชพับสมุดที่มีดอกปีบอีกดอกหนึ่งแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป

“ตัดบัวอย่าให้เหลือใย โบราณว่าไว้นะพิกุล”

พอเอื้อยกับพิกุลเดินไปก็สวนกับรถของสารภีที่ขับเข้ามา ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดของพิกุล

ooooooo

คุณหญิงเกสรพอใจมาก ชมหลวงราชว่าวันนี้ทำสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว แม่ขอบใจและชื่นใจลูกเหลือเกิน

“ขอรับ นี่เป็นสิ่งที่สมควรกระทำที่สุดในตอนนี้”

หลวงราชพูดตามความคิดของตน แต่คุณหญิงกลับคิดว่าคุณหลวงเปิดใจให้หญิงดาวกับหญิงเดือนแล้ว พอดีมุดเข้ามาบอกหลวงราชว่าสารภีมา

“อัปรีย์ไป จัญไรมา” คุณหญิงสบถ แล้วตามหลวงราชไปอย่างระแวง สร้อยแถเข้าไปบอกว่าตนจะไปจัดการเอง “ไม่ต้อง แม่นั่นนะต้องแม่เดือนกับแม่ดาวเท่านั้น มันต้องได้รู้รสมือของหลานฉันเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่สำนึก”

คุณหญิงยิ้มร้ายกับแผนการของตน

หลวงราชไปที่ห้องรับรอง ฝากสมุดบันทึกไว้กับมุดแล้วเข้าไปต้อนรับสารภีที่ชงชาร้อนๆไว้ให้ สารภีถามว่าคุณยศคงไม่ถนัดใช้ลิ่มแบ่งชาหรือถึงไม่เห็นเอามาใช้ หลวงราชบอกว่าตนเอาไว้อวดแขกดีกว่าอวดคนให้ ถามหยั่งเชิงว่า “หล่อนจะมาทวงของของหล่อนคืนรึ”

“มิได้นะเจ้าคะ”

“แล้วมาหาฉันด้วยเรื่องอะไร”

สารภีบอกว่าตนได้น้ำปรุงกลิ่นใหม่จากนายห้างฝรั่ง แต่ไม่รู้ว่าคุณหญิงจะถูกใจหรือไม่ อยากให้คุณหลวงช่วยตัดสินใจ แล้วฉีดน้ำปรุงใส่ข้อมือลุกไปนั่งข้างหลวงราชยื่นมือที่ฉีดน้ำปรุงไปตรงหน้า

หลวงราชจับมือสารภีขึ้นดม ทั้งสองมองหน้ากันอย่างลึกซึ้ง มุดเห็นว่าตนอยู่ก็เป็นส่วนเกินจึงลุกไปโดยลืมสมุดบันทึกของหลวงราชไว้ที่ข้างประตู

สารภีมองอ่อยหลวงราชที่จับมือตนไม่วาง เสียงสร้อยก็เข้ามาบอกหลวงราชว่าคุณหญิงเชิญที่เรือนเล็ก หลวงราชอ้างว่าตนมีแขก สารภีบอกว่าตนรอได้อย่าให้เป็นเรื่องเพราะตนเลย หลวงราชบอกว่าตนจะรีบไปรีบมา แล้วออกไปกับสร้อย

สารภีมองตามเห็นสมุดบันทึกวางอยู่หน้าห้องก็ลุกไปหยิบเปิดดู ดอกปีบแห้งร่วงจากสมุด แต่สารภีไม่สนใจเพราะใจจดจ่ออยู่กับข้อความที่บันทึกในสมุดนั้น

สารภีเห็นภาพสเกตช์ลิ่มแบ่งชา มีข้อความที่เขียนกำกับไว้ว่า “อาวุธ?” สารภีสะดุดหน้าเปลี่ยนสีพึมพำ “รู้อะไรมาหรือเจ้าคะคุณยศ?”

สารภีพลิกสมุดบันทึกอย่างอยากรู้ว่าหลวงราชบันทึกอะไรไว้อีก แล้วปิดวางไว้ที่เดิม ใจพะวงว่าหลวงราชจะรู้ว่าจะใช้ลิ่มแบ่งชาทำอะไร? ก็ได้ยินเสียงคนเดินมา นึกว่าหลวงราชกลับมา

“หล่อนมาเสนอหน้าที่นี่ทำไม” กลายเป็นเสียงขุ่นเขียวของหญิงเดือน สารภีมองอย่างไม่อยากยุ่งด้วย

“น้องฉันถามก็ตอบสิ หรือว่าไม่มีใครสอนว่าผู้ดีต้องทำตัวยังไง”

หญิงดาวกับหญิงเดือนรุมกันจิกสารภีว่าหวังชุบมือเปิบจะมาคว้าพี่ยศไปง่ายๆ สารภีตอบโต้อย่างเจ็บแสบ หญิงเดือนหาว่าด่าตนหรือ หญิงดาวตัดบทว่าอย่ามัวแต่ต่อปากต่อคำกันเลย ปากดีอย่างนี้ต้องสั่งสอนให้ หลาบจำ แล้วทั้งสองก็รุมกันจะเข้าไปตบสารภี

สารภีถอยไปจนมุมในมือถือลิ่มแบ่งชาอยู่แต่ถูกรุมจนลิ่มแบ่งชาตก หญิงดาวไปคว้าลิ่มมาถือไว้ หญิงเดือนยุให้จัดการมันเลย เห็นหญิงดาวลังเลก็คว้าลิ่มตวัดไปที่หน้าสารภีดีแต่สารภีหลบทัน หญิงเดือนจะตวัดซ้ำ

“แม่เดือน แม่ดาว!!!” หลวงราชเสียงเข้ม

สามสาวชะงัก สารภีเจ้าเล่ห์ดึงลิ่มจากมือหญิงเดือนมาแทงแขนตัวเองทันที

หลวงราชเห็นเลือดซึมที่ต้นแขนสารภีก็รีบเข้าไปดู สารภีมารยาทำท่าจะเป็นลมหลวงราชรีบประคองไว้

ooooooo

พอคุณหญิงเกสรรู้เรื่องสารภีถูกลิ่มแบ่งชาจนเลือดออกและเจ้าคุณตำหนิหญิงดาวกับหญิงเดือนก็ออกหน้าปกป้องสองหญิงว่าคุณพี่ไม่ยุติธรรม ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุจะกล่าวหาแม่ดาวกับแม่เดือนฝ่ายเดียวไม่ได้

เจ้าคุณว่าถ้าเจ้ายศมาห้ามไม่ทันอาจพลั้งมือสาหัสกว่านี้ เขาไม่เอาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลก็นับว่าบุญแล้ว หญิงเดือนบอกว่าตนไม่กลัวเพราะคุณพ่อตนออกใหญ่โต เจ๊กจีนที่ไหนมันไม่กล้าเอาเรื่องเป็นแน่

เจ้าคุณตวัดสายตามองอย่างระอาในความอวดเบ่งของหญิงเดือน หญิงดาวแก้ต่างแทนน้องว่าพูดไปตามประสาเด็กท่านเจ้าคุณอย่าถือสาเลย

คุณหญิงเห็นเจ้าคุณหงุดหงิดใส่สองหญิงก็หงุดหงิดใส่เจ้าคุณ สร้อยยุคุณหญิงว่าต้องหยุดมันเสียแต่ตอนนี้เลย หญิงเดือนก็ว่าอย่างมันต้องเลือดตกยางออกยิ่งกว่านี้ ไม่เช่นนั้นมันคงไม่หยุด

ส่วนที่บูรพาเคหาสน์ หลวงราชขออภัยจีนพ้งที่ปล่อยให้สารภีต้องเลือดตกยางออก เรื่องเกิดที่ชายคาบ้านตน อย่างไรเสียก็เลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ จีนพ้งชื่นชมว่าท่านเจ้าคุณเลี้ยงลูกได้ดีงามสมบูรณ์แบบ พ่อดีอย่างไรลูกก็ดีอย่างนั้นไม่ผิดกันแม้แต่น้อย จีนพ้งชื่นชมยกยอแล้วเอ่ยในตอนท้ายว่า

“กระผมอยากให้ลูกได้คนดีมีคุณธรรมเป็นคู่ชีวิต ขอคุณหลวงได้โปรดเห็นใจสารภีด้วยนะขอรับ”

แต่พอจีนพ้งพูดกับสารภีกลับตำหนิว่าพลาดท่าเขาง่ายๆอย่างนี้รึ สารภีบอกว่าอยู่ต่อหน้าคุณหลวง

ตนจะทำอะไรได้ จีนพ้งว่าถ้าคิดแบบนี้ต่อไปมันจะได้ทีข่มเหงอีกเป็นแน่ “มันทำได้ก็เพราะฉันปล่อยให้มันทำ”

“นี่มันแผนของลื้อหรือ ลื้อรู้อะไรมาถึงต้องยอมทำให้ตัวเองเจ็บตัวอย่างนี้”

“ฉันจะบอกเตี่ย เมื่อแน่ใจแล้วว่าฉันคิดไม่ผิด”

จีนพ้งพยักหน้าแล้วจะออกจากห้องแต่แล้วก็หยุดหันบอกว่าหนูตะเภาของพุดกรองตายแล้ว สารภีบอกว่าตนไม่อยากรู้ จีนพ้งยิ้มพูดอย่างรู้ทันว่า

“นึกว่าลื้ออยากรู้ว่าพอทำมันตาบอดแล้ว จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

สารภีมองตามจีนพ้ง นึกระแวงว่าเตี่ยจะรู้เรื่องอื่นอีกหรือไม่

ฝ่ายหลวงราชเมื่อกลับไปอยู่ในห้องหนังสือแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของสารภีเป็นอย่างไรแน่ แล้วมองหาสมุดบันทึก เพิ่งนึกออกว่าฝากมุดไว้ ก็พอดีมุดเอาเข้ามาให้ หลวงราชบอกว่ากำลังหาอยู่พอดี มุดคุยโวว่า “ของสำคัญของคุณหลวงไอ้มุดไม่ให้ห่างตาดอกขอรับ” โดยไม่รู้ว่าถูกสารภีแอบดูมาแล้ว

หลวงราชเปิดสมุดดูเห็นดอกปีบแห้งยังอยู่หน้าเดิม พอเลื่อนดอกปีบออกก็เห็นภาพสเกตช์ลิ่มแบ่งชาและมีโน้ตใต้รูปอธิบายการใช้งาน ลงท้ายเน้นคำว่า “อาวุธ?”

ooooooo

กำนันไปหาจางวางพ่วงทันทีเมื่อจางวางกลับถึงเรือน บอกว่าไม่นึกเลยว่าจะกลับมา เพียรบอกว่าตนก็ไม่คิดว่าจะฉุกละหุกอย่างนี้หรอก กำนันถามว่าใครเป็นอะไรรึ เพียรโบ้ยให้จางวางเล่าเอง แต่จางวางเฉย

ครู่หนึ่งจางวางจึงเอ่ยปากกับกำนันว่า หากตนจะขอกำนันเป็นธุระให้สักเรื่องจะติดขัดอะไรหรือไม่

กำนันมองจางวางพ่วงอย่างแปลกใจว่าจะขอให้ตนทำอะไร?

เพียรรู้ใจจางวางติงว่าอยากให้เว้นเรื่องนี้ให้พิกุลทำใจสักพัก เพราะถ้าพิกุลยังทำใจไม่ได้ก็เหมือนฝืนใจลูก จะยิ่งช้ำกว่าเดิม ถามจางวางว่าพี่มีความสุขนักรึที่จะเห็นมันออกเรือนไปทั้งอย่างนั้น แต่จางวางก็ไม่สนใจ

คืนนี้หลวงราชเอาลิ่มแบ่งชาไปให้เจ้าคุณต่วนดู เจ้าคุณต่วนพิจารณาลิ่มแบ่งชาแล้วบอกหลวงราชว่า

“หลวงบริบาลท่านว่ารอชันสูตรอีกไม่นาน หากเป็นเพราะลิ่มแบ่งชาชนิดนี้ทางกรมตระเวนจะได้สืบสวนต่อ คุณหลวงกับฉันก็จะได้เบาแรงลง”

หลวงราชออกจากห้องทำงานของเจ้าคุณต่วน ใจยังคิดเรื่องสารภีกับหญิงดาวและหญิงเดือน แต่แว่วเสียงปี่ที่ดังขึ้นเรื่อยๆจนคุณหลวงต้องหยุดมองไปรอบตัว ครู่หนึ่งเสียงปี่หายไป คุณหลวงคิดว่าตนคงหูแว่ว

เวลาเดียวกัน...ที่ท่าน้ำบ้านจางวางพ่วงที่สุพรรณ พิกุลนั่งเป่าเพลงทยอยเดี่ยวที่เคยเป่าให้หลวงราชฟังเมื่อครั้งกระโน้น แต่เป่าไม่จบเพลง มองไปฝั่งตรงข้ามอย่างคิดถึงหลวงราชหลับตาข่มใจให้ลืม แต่พอลืมตาขึ้นก็เห็นสินมานั่งอยู่ตรงข้าม สินบอกพิกุลเป่าให้จบเพลงเถิด ตนจะนั่งเป็นเพื่อน พิกุลมองสินเห็นด้านหลังของสินมีเงาหลวงราชซ้อนอยู่ และที่ข้างหลังพิกุลก็มีเงาของท่านจันซ้อนฟังเสียงปี่ของพิกุลอยู่ โดยพิกุลไม่รู้ตัวว่านิมิตที่เห็นนั้นเป็นฝีมือของท่านจัน...

เอื้อยได้ยินเสียงปี่จึงไปที่ท่าน้ำหวังปลอบพิกุลแต่ไปเห็นพิกุลกำลังเป่าปี่ให้สินฟังจึงหลบแอบดู

เมื่อพิกุลกลับมาที่ครัว เอื้อยถามว่าตัดใจจากคุณหลวงได้แล้วรึถึงได้ซ้อมปี่สบายใจได้ยินถึงนี่ พิกุลไม่ตอบแต่บอกว่าตนมาเพื่อจะบอกเรื่องพี่สินเท่านั้น เอื้อยถามว่าเรื่องพี่สิน มีอะไรรึ

“ไม่บอก!! เอื้อยแกล้งฉันได้ ฉันก็แกล้งเอื้อยบ้าง”

พิกุลแกล้งอมพะนำเอาคืนจากเอื้อย เอื้อยเลยต้องตามง้อเพราะอยากรู้เรื่องสิน

ooooooo

คืนนี้หลวงโชติกับหลวงแจ่มเดินมาส่งหญิงดาวกับหญิงเดือนที่หน้ายูไนเต็ดคลับ โดยไม่รู้ว่าปิงนั่งซุ่มดูอยู่ที่หน้าคลับ พอเห็นสองหญิงมาขึ้นรถก็ส่งสัญญาณให้คนขับรถของตนตามไปทันที

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น ที่ห้องลับบูรพาเคหาสน์ ปิงเปิดประตูห้องให้ลูกน้องเข้าไปตัวเองยืนรออยู่ด้านนอก ครู่เดียวลูกน้องก็ออกมาในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ปิงปิดประตูเอากุญแจคล้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สารภีไปหาหลวงราชแต่เช้า เจอมุดถามว่าเจ้านายเราออกไปไหนแต่เช้า มุดบอกว่าคุณหลวงไปช่วยท่านเจ้าคุณตามหาคุณดาวกับคุณเดือน กระซิบบอกสารภีว่า

“คุณเดือนคุณดาวหายตัวไปทั้งคืน คุณหญิงพิศท่านมาถามถึงที่นี่ พอพวกกองตระเวนมาแจ้งท่านเจ้าคุณว่าพบรถของคุณเดือนคุณดาวที่ทุ่งบางกะปิก็พากันไปที่นั่นขอรับ”

สารภีทำเสียงอุทานเป็นห่วง แล้วฝากมุดบอกคุณหลวงด้วยว่าตนมาหาแล้วกลับไป แต่ทันทีที่ขึ้นรถสารภีก็เปลี่ยนเป็นสะใจพึมพำ “ตามกันเจอจนได้!!”

ความจริงคือเมื่อคืนนี้สารภีเข้าไปหาหญิงดาวกับหญิงเดือนในห้องใต้ดินเห็นหญิงดาวกับหญิงเดือนมีถุงผ้าดำคลุมหน้าเดินหมุนซ้ายขวาอย่างหวาดกลัวเหวี่ยงดาบไปมาป้องกันตัว ลูกน้องบอกว่าอีกสักพักยาดำก็ออกฤทธิ์ อึดใจเดียวสภาพของสองหญิงก็สับสนเหมือนคนควบคุมตัวเองไม่ได้ พอสารภีสั่งจัดการ ลูกน้องก็โยนเกือกม้าไประหว่างสองหญิง ทำให้ทั้งสองตกใจแกว่งดาบพุ่งเข้าหากัน

ปิงที่ดูเหตุการณ์อยู่ไปรายงานจีนพ้ง จีนพ้งบอกว่าทำลูกสาวตนถึงเลือดตกยางออกก็สมควรแล้ว

ปิง บอกว่า “ท่านเจ้าคุณยุทธนาคงไม่ยอมนะขอรับ”

“ไม่ยอมก็ต้องประลองกำลังกัน คืนนี้เอ็งเก็บกวาดเสียให้เรียบร้อยก็แล้วกัน”

ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นจึงพบร่างหญิงดาวกับหญิงเดือนนอนกอดกันอยู่กลางทุ่ง เมื่อพลตระเวนแกะเชือกออกจึงเห็นดาบปักอยู่ที่ร่างของทั้งสอง หลวงราชกับพลตระเวนยืนดูร่างของทั้งสองแบบแทงกันเอง คุณหญิงพิศถึงกับเป็นลมเมื่อเห็นร่างลูกสาว เจ้าคุณยุทธนาคำรามแค้นว่า

“วิปริตแท้ๆ ไอ้คนที่มันกระทำกับลูกดาวลูกเดือนของกระผม มันต้องโดนตัดหัวเอาเลือดล้างตีน!”

หลวงราชเห็นสภาพถุงดำคลุมหัวเหมือนที่ตนเคยโดนที่ตรอกคิดว่าเป็นฝีมือพวกเดียวกัน ก็หลบออกมาเงียบๆ แต่อึดใจเดียวพลตระเวนก็มาบอกว่าคุณเดือนยังไม่ตาย

ฝ่ายสารภีก็กระหยิ่มว่ากำจัดขวากหนามแล้วหลวงราชก็ไม่พ้นมือตนแน่ จีนพ้งถามว่าคิดว่ามันง่ายรึ เตือนสารภีให้ไปเยี่ยมลูกสาวคนเล็กของท่านเจ้าคุณยุทธนาด้วยก็แล้วกัน

“ไอ้ผู้ดีบ้านนั้นมันหนังเหนียวกว่าที่คิด นังเดือน! ถ้าไม่ได้เลือดแกมาเซ่นบรรพบุรุษ ก็อย่าคิดว่าฉันจะจบ!”

สารภีจิกตาแค้น

ooooooo


ละครปี่แก้วนางหงส์ ตอนที่ 5 อ่านปี่แก้วนางหงส์ติดตามละครปี่แก้วนางหงส์ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย วรินทร ปัญหกาญจน์,ราณี แคมเปน 30 ต.ค. 2561 07:23 2018-11-03T02:10:29+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ