ข่าว

วิดีโอ



ปี่แก้วนางหงส์

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-ย้อนยุค

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: บลูลาวา

กำกับการแสดงโดย: แมน เมธี

ผลิตโดย: บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: วรินทร ปัญหกาญจน์,ราณี แคมเปน

ท่ามกลางตึกระฟ้าย่านธุรกิจในกรุงเทพฯปัจจุบัน ...มีตึกเก่ายุค ร.๕ แทรกตัวอยู่ แต่บริเวณตึกเก่านั้นยังมีตึกใหม่ที่กั้นไว้เป็นสัดส่วนด้วยรั้วต้นไม้เขียวครึ้ม

รถวินเทจคันหนึ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังเก่า สาวสวยร่างระหงก้าวลงจากรถ ถอดแว่นกันแดดเก๋ออกมองสำรวจไปทั่วบริเวณ ก่อนสะพายกระเป๋าเข้าไปด้านใน เธอคือระริน...

ชายวัยกลางคนที่เป็นเลขาฯ นำระรินเดินไปตามระเบียงชั้นสอง แต่มีบางอย่างสะดุดตา ระรินหยุดเอากล้องถ่ายรูปถ่ายสิ่งหนึ่งบนเพดาน สเกตช์รายละเอียดเพิ่มเติมในสมุดโน้ตแล้วเดินต่อ

เลขาฯหยุดมองสงสัย ระรินยิ้มบอกว่า

“รินเห็นว่าลายปูนปั้นที่ตบแต่งอาคารนี้มีเอกลักษณ์น่าสนใจดีค่ะ เลยต้องเก็บข้อมูลไว้สักหน่อย พอทราบไหมคะว่าใครเป็นสถาปนิก”

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ...แต่พอจะหาแบบก่อสร้างให้ได้ ผมจะคุยกับท่านเจ้าของบ้านให้นะครับ”

“ขอบคุณค่ะ รายละเอียดพวกนี้เป็นความพิเศษที่เรายกขึ้นมาเป็นจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์ได้เลยนะคะ”

“ที่นี่ยังมีอะไรที่พิเศษยิ่งกว่านี้อีกนะครับคุณริน” เลขาฯบอกยิ้มๆ ระรินมองอย่างอยากรู้ว่าเป็นอะไร

เลขาฯพาระรินเดินมาจนถึงห้องดนตรี...ภายในห้องทุกอย่างถูกคลุมด้วยผ้า ที่ผนังด้านหนึ่งมีรูปถ่ายเก่า เพดานกลางห้องมีแชนเดอเลียร์แขวนอยู่ และยังมีของอย่างอื่นที่เกี่ยวกับดนตรีอยู่ด้วย

“นี่คือห้องดนตรีครับ หรือจะเรียกว่าเป็นหัวใจของบ้านหลังนี้ก็ไม่ผิด นี่ล่ะครับ ความพิเศษของที่นี่” ระรินมองไปรอบๆด้วยความสนใจ “ผมขอไปค้นแบบก่อสร้างให้ก่อนนะครับ”

เลขาฯแยกไปค้นแบบก่อสร้างที่รับปากว่าจะหาให้

ระรินเดินดูข้าวของในห้อง ไปหยุดที่หน้าต่างบานหนึ่ง เธอเปิดออกจึงเห็นว่ามีบ้านสมัยใหม่อยู่ในบริเวณเดียวกันหลังหนึ่ง

แสงจากภายนอกเข้าตาทำให้สายตาพร่ามัวจนต้องยกมือป้องแสง แต่ขณะที่สายตาพร่ามัวนั้น เธอกลับเห็นความเคลื่อนไหวที่กลางห้องจนต้องเพ่งดู...เห็นผ้าที่คลุมกล่องทรงสูงค่อยๆเลื่อนลงไปกองกับพื้นเหมือนมีคนดึงลงไป ระรินแปลกใจ เดินเข้าไปดูใกล้ๆ

ที่กล่องทรงสูงมีฝุ่นจับ ระรินเอามือลูบฝุ่นออกจึงเห็นรางๆว่ามีปี่เลาหนึ่งอยู่ในนั้น เธอยกกล้องจะ

ถ่ายรูปไว้แต่ฝุ่นที่ติดอยู่ทำให้มองไม่ชัด เธอลูบฝุ่นออกอีกจนเห็นปี่เลานั้นชัดขึ้น เธอหามุมที่ดีที่สุดเพื่อถ่ายรูปทำให้ไม่เห็นคนเดินเข้ามา แต่นึกว่าเป็นเลขาฯ

“สักครู่นะคะ”

พอถ่ายรูปเสร็จเงยหน้ามอง สายตาปะทะกับดวงตาคู่หนึ่งของชายหนุ่มรูปงามมีเสน่ห์แต่มีกล่องกระจกกั้นกลาง ชายหนุ่มมองระรินเหมือนต้องมนต์

ต่างฝ่ายต่างมองกันด้วยสายตาที่เหมือนรู้จักกันมาก่อน


“ของที่คุณรินต้องการครับ” เลขาฯเข้ามาบอก พอมองไปเห็นชายหนุ่มก็อุทาน “คุณวิลิต!”

วิลิตยิ้มให้ มองไปทางระรินถามด้วยสายตาว่าเธอเป็นใคร แต่เลขาฯมัวแต่ตื่นเต้นไม่ได้สนใจ

“กลับมาแบบเงียบๆอย่างนี้ คุณพ่อต้องเซอร์ไพรส์แน่ๆ คุณวิลิตเข้าบ้านก่อนเถอะครับ ผมว่าคุณพิชิตชัยมีเรื่องจะคุยด้วยหลายเรื่องเลย”

เลขาฯเดินนำวิลิตออกไปเลย ระรินมองตาม

ยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน เดินออกไปที่ระเบียงเห็นเลขาฯพาวิลิตเดินพ้นจากตึกเก่าไปแล้ว...

ระรินยังมองเต็มไปด้วยความสงสัย...พึมพำ

“เดจาวูละมั้งยัยริน”

ooooooo

ในบ้านพิชิตชัย...วิลิตยื่นไอแพดคืนให้พิชิตชัยด้วยสีหน้าประหลาดใจ พิชิตชัยยิ้มขำๆกับสีหน้าของวิลิต ถามกลั้วเสียงหัวเราะว่า

“แกคงเซอร์ไพรส์อย่างแรงเลยล่ะสิเจ้าวี”

“พ่อต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆที่จะทำบ้านนั้นเป็นมิวเซียม” วิลิตมองไปที่บ้านเก่าตรงหน้า “พ่อแกล้งไม่รู้ใช่ไหมว่าที่ตรงนี้มันมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน” พิชิตชัยยิ้มกวนๆ บอกว่ามหาศาลจนไม่มีใครกล้าซื้อ “ผมว่าพ่อไม่อยากขายเพราะจะทำพิพิธภัณฑ์สนองความต้องการของตัวเองมากกว่ามังครับ ผมบอกพ่อไว้ก่อนนะครับว่ายังไงผมก็จะขายที่ตรงนี้อยู่ดี พ่ออย่าลงทุนให้เสียเงินเสียเวลาเปล่าๆเลยครับ”

พิชิตชัยถามว่าแน่ใจหรือว่าตนจะยกที่ผืนนี้ให้ วิลิตนิ่งไปนิดหนึ่งจึงถามว่าแล้วพ่อเรียกตนกลับมาทำไม พิชิตชัยบอกว่าขอโทษที่ทำให้เขาผิดหวัง เตือนวิลิตที่ยังอึ้งอยู่ว่า

“ของบางอย่างมันก็ควรคู่กับบางคนเท่านั้นแหละเจ้าวี”

“พ่อนี่ดื้อชะมัด”

พิชิตชัยยิ้มอารมณ์ดีแล้วเดินออกไป วิลิตยังนั่งอยู่ มองพ่อ ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย...แล้วลุกไปที่หน้าต่าง มองบ้านหลังนั้นพึมพำอย่างไม่พอใจ “พิพิธภัณฑ์เหรอ?”

วิลิตจะปิดหน้าต่าง พลันก็เห็นแสงไฟสว่างขึ้นในห้องหนึ่งที่หน้าต่างยังเปิดอยู่ ครู่หนึ่งเสียงดนตรีปี่พาทย์ก็ลอยมาตามลม วิลิตฟังพักหนึ่งแล้วปิดหน้าต่างเหมือนไม่สนใจ

แต่พักหนึ่งวิลิตก็ไปปรากฏตัวที่หน้าห้องนั้น

มองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นใครก็เรียก

“คุณพ่อครับ” ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงดนตรีที่ยังบรรเลงอยู่ วิลิตเดินผ่านตู้ทรงสูงเข้าไปแต่ก็ไม่เห็นพ่อ พึมพำ... “หรือว่าอยู่อีกห้อง?”

วิลิตจะออกจากห้องเห็นหน้าต่างเปิดอยู่จึงเดินไปปิด แต่ไม่ทันปิดลมก็พัดกระชากประตูห้องปิดปัง! ไฟแชนเดอเลียร์หรี่แสงเหมือนไฟตก เสียงดนตรีก็หายไปทันที วิลิตไม่รู้สึกกลัว เขาปิดหน้าต่างลงกลอนจะออกไป แต่กรอบรูปชิ้นหนึ่งตกลงมากระจกแตกกระจาย เขาหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดู

แม้ภาพจะเก่ามาก แต่ก็เห็นว่าเป็นภาพวงดนตรีไทยที่ถูกเซตถ่ายหน้าฉาก ที่เด่นคือมีหญิงสาวนั่งพับเพียบถือปี่เลาหนึ่งวางไว้บนตัก เพื่อดูให้ชัด วิลิตถือภาพนั้นเดินไปที่ใต้แชนเดอเลียร์ เขาเพ่งมองปี่ในรูปสลับกับปี่ที่อยู่ในกล่องกระจก


ไฟที่กะพริบติดๆดับๆนั้นเหมือนเป็นการสะกดจิต ทำให้วิลิตรู้สึกราวกับถูกดูดเข้าไปในรูปถ่าย...

พริบตาเดียว จากกรุงเทพฯในปัจจุบันก็กลายเป็น...

“บางกอก...ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เป็นเวลาที่ห้องดนตรีบ้านพระสรรพการ...กำลังมีการประชันวงดนตรีสองวง คือวงพระสรรพ์กับวงพระธำรงค์ คนดูวิพากษ์วิจารณ์กับหลวงบำรุงที่ดูการประชันกันอยู่ว่า วงพระสรรพ์กินขาด หลวงบำรุงติงว่า ก็ใช่ว่าจะพลั้งไม่ได้ รอให้จบเสียก่อน

“ห่างชั้นกันอย่างนี้ ไม่ต้องรอประชันจบก็รู้ว่าพระสรรพ์กินเรียบ ดีที่ฉันถือหางอยู่ คงได้โขละงานนี้”

“เอ็งเห็นบ้านพระสรรพ์เป็นโรงบ่อนไปแล้วรึ” หลวงบำรุงตำหนิสีหน้าไม่พอใจ แล้วหลวงบำรุงก็จับตาดูพิกุลที่จับปี่สีหน้าเรียบนิ่งอย่างมีสมาธิ พอวงของจางวางพ่วงส่งลูกต่อให้ ทำให้คนปี่ของฝ่ายตรงข้ามจับปี่เข้าปากแทบไม่ทัน เสียงคนดูฮือเบาๆ พิกุลยิ้มน้อยๆ แต่พระสรรพ์กระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อเห็นอีกฝ่ายเกือบพลาด

พระสรรพ์เอ่ยกับพระธำรงค์ว่าดูท่าจะไม่ไหว

ถ้าคุณพระฝืนต่อตนเกรงว่าจะจบไม่สวย ท่านจะเอาชื่อมาทิ้งไว้ที่นี่เสียเปล่า พระธำรงค์ยอมรับว่าวงตนรับช้าไปนิด แต่ถึงกับจะให้ตนโยนผ้าเลย ออกจะง่ายไปหน่อยกระมัง

พิกุลได้แสดงฝีมือการเป่าปี่ที่รับท่อนต่อจากวงคู่ประชันได้อย่างทันท่วงทีซ้ำยังเป่าข่มด้วย หลวงบำรุงยิ้มออกเมื่อเห็นฝีมือของพิกุล จับตามองเธออย่างมี

ความหมาย พิกุลเห็นแต่ไม่ใส่ใจ

สุดท้ายวงของจางวางพ่วงก็แสดงฝีมือท่อนจบด้วยความเด็ดขาด จนคนดูตะลึงอ้าปากค้าง แต่หลวงธำรงค์ส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ

ooooooo

พระสรรพ์ยืนอยู่กับพระธำรงค์ที่มุมหนึ่ง ในขณะที่ลูกน้องพระธำรงค์ทยอยขนเครื่องดนตรีออกจากห้อง

พระธำรงค์เอ่ยกับพระสรรพ์ว่าถ้าตนดื้อดึงไม่ยอมรับว่าสู้วงของท่านไม่ได้ก็เห็นทีจะมองหน้าคนดูไม่ติดเหมือนกัน พูดอย่างไว้เชิงว่า

“แต่จะยอมแพ้ก็แค่ครั้งนี้เท่านั้น”

“คุณพระขอยอมเพื่อรักษาเกียรติโดยแท้ เช่นนี้น่าเคารพนักขอรับ”

พระธำรงค์รู้ว่าพระสรรพ์เยินยอ แต่มิได้ว่ากระไร หยิบปึกเงินส่งให้พูดอย่างไว้เชิงว่า

“เงินพนันที่ตกลงกันไว้ ประชันคราวหน้าฉันจะเอาคืน แต่ต้องหนากว่าปึกนี้ เอาอย่างนั้นไหมคุณพระ”

“ขอรับ หนากว่านี้อีกกี่เท่า วงปี่พาทย์ของกระผมก็มีแต่จะกินเรียบเท่านั้น”

พระธำรงค์ยิ้มรับคำท้าทาย ชูแก้วชวนจิบ

เครื่องดื่มกัน แต่ไม่ทันจิบก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงจาง

วางพ่วงโพล่งแทรกขึ้นอย่างเด็ดขาดว่า

“คุณพระทำอย่างนี้ไม่ได้นะขอรับ!!”

พระสรรพ์ พระธำรงค์ หันมองจางวางพ่วงขวับ คนในบริเวณนั้นต่างก็หันมองจางวางเป็นตาเดียว

พระธำรงค์ถามว่าขัดใจจางวางตรงไหนรึ พระสรรพ์ถามว่าหรือตนตั้งราคาต่อรองกับเจ้าคุณไม่สมกับฝีมือของจางวาง จางวางพ่วงยิ่งโกรธ ตอบพระสรรพ์ว่า


“คุณพระอุปถัมภ์วงปี่พาทย์ของกระผมก็จริงแต่ท่านไม่ใช่เจ้าของ เอาวงมาประชันกินเงินกันแบบนี้ ไม่มีใครเขาทำกัน” พระสรรพ์แย้งว่าไม่มีใครทำก็ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ จางวางโต้อย่างเจ็บใจว่า “วงปี่พาทย์ของกระผมมีแต่จะสร้างสุนทรีย์ให้คนฟัง มิใช่ปลากัดหรือไก่ชนมีค่าตัวที่ท่านจะอุ้มเข้าบ่อนไปพนันขันต่อหรือจะเอาไปใช้ในทางเสื่อมเช่นนี้”

“อย่าเอาตัวไปเปรียบเทียบเช่นนั้นสิ ท่านมีหน้าที่ประชันก็แสดงฝีมือให้ประจักษ์ ถ้าชนะฉันก็ได้เงิน แล้วจางวางก็ได้หน้า มันก็มีแต่จะได้ทั้งสองฝ่าย” พระสรรพ์เอ่ยยิ้มๆ แล้วสั่งบ่าว “รินให้จางวางท่านสักหน่อย จะได้คุยกันรื่นหู”

บ่าวรินเครื่องดื่มส่งให้แต่จางวางไม่รับบอก ตามสบายเถิดขอรับ จ้องหน้าพระสรรพ์แล้วเดินออกไป แต่พระสรรพ์เรียกไว้ บอกว่าตนรับนัดวันประชันกับวงท่านเจ้าคุณไว้แล้ว จางวางไม่ลืมใช่ไหม จางวางส่ายหน้าบอกว่า

“คุณพระไปแก้ต่างกับท่านเจ้าคุณเอง...ขอรับ”

พระสรรพ์ฉุนขาด ชี้หน้าจางวางถามว่าจางวางจะหนีประชันให้ตนอับอายขายขี้หน้าเช่นนั้นรึ ปรามว่า

“คิดเนรคุณ มันจะไม่เจริญนะจางวาง”

“เช่นนั้นกระผมจะขอสนองคุณท่านสักเพลง” ว่าแล้วจางวางกลับไปที่ห้องดนตรีพยักหน้าให้ลูกวง พระสรรพ์จิบเครื่องดื่มต่อ แต่แทบสำลักเมื่อได้ยินเพลง ...ตวาด

“ไอ้พ่วง...มึงจะประโคมนางหงส์กล่อมผีห่าที่ไหน มึงสั่งให้พวกมันหยุดเดี๋ยวนี้นะ ไอ้พ่วง...หยุด! กูบอกให้หยุด!!”

พระสรรพ์คว้าไม้เท้าที่อยู่ข้างตัวเงื้อง่าข่มขู่ แต่จางวางไม่กลัวจึงเหวี่ยงไม้เท้าใส่ จางวางแย่งไม้เท้าได้ก็เป็นฝ่ายชี้หน้าพระสรรพ์ พระสรรพ์ด่าแล้วสั่งบ่าวให้ลากคอพวกนี้ออกไปให้หมดไม่เว้นหัวหงอกหัวดำ พวกบ่าวกรูกันเข้าพาตัวนักดนตรีออกไป

พระสรรพ์จ้องจางวางอย่างเจ็บใจ จางวางยิ้มเยาะบอกว่า

“มันยังไม่จบง่ายๆนะขอรับคุณพระ”

หลวงบำรุงที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งมองด้วยสีหน้ากังวล

แล้วก็ไม่จบง่ายดังที่จางวางพ่วงบอก พอออกมาจางวางก็ตั้งวงบรรเลงเพลงนางหงส์ที่หน้าบ้านพระสรรพ์เลย บ่าวของพระสรรพ์กรูกันออกมาถามว่าคุณพระท่านสั่งให้หยุด ไม่ได้ยินหรืออย่างไร

“ไปบอกเจ้านายเอ็งว่าข้าจะประโคมนางหงส์สนองคุณยันสว่าง ไม่อยากฟังก็ต้องฟัง”

จางวางท้าทาย พวกบ่าวทำอะไรไม่ได้ก็ถอยกลับเข้าไปในบ้าน จางวางยิ้มสะใจแต่พอหันไปเห็นหลวงบำรุงยืนมองพิกุลอยู่ จางวางหุบยิ้มแววตาแข็งทันที หลวงบำรุงเห็นท่าก็รู้ รีบบอกว่าตนไม่ใช่คนของพระสรรพ์ ตนคือหลวงบำรุง...จางวางขัดขึ้นทันทีว่า


“จะหลวงหรือพระ ข้าก็ไม่เห็นหัวดอก สันดานเดียวกัน มีแต่จะคิดหยามกันอย่างหมูอย่างหมา”

“ฉันไม่ใช่คนอย่างพระสรรพ์แล้วก็ไม่มีเรื่องได้เสียอย่างพวกนั้น ฉันตามมาก็เพราะเห็นดีงามในฝีมือของคนปี่ของจางวางต่างหาก” จางวางไม่พอใจสวนทันทีว่าสายตาเอ็งมันไม่ได้บอกเช่นนั้น “จางวางอย่าคิดเป็นอื่นเลย คนปี่ของจางวางนั้นหาตัวจับยากนัก”

“ต่อให้เอ็งสรรเสริญเยินยอจนถึงเมืองฟ้า ก็อย่าหมายว่าข้าจะคล้อยตามเอ็ง ข้าขอโง่ให้พวกเอ็งหลอกแต่เพียงครั้งนี้ แล้วจะไม่มีวันโง่ซ้ำสอง”

“ถึงอย่างนั้นก็ขอให้ฉันได้แสดงความชื่นชมคนปี่ของจางวางเถิด”

หลวงบำรุงหยิบเงินขวัญถุงออกมา จางวางปรายตาอย่างรังเกียจ ไม่แม้แต่จะแตะ หลวงบำรุงจึงเก็บเงิน แต่สายตาไม่ละจากพิกุล จนจางวางพ่วงตวาดไล่

“ไปให้พ้นหน้าเสียแต่บัดนี้!”

หลวงบำรุงส่ายหน้า เป็นจังหวะที่พิกุลหันมาสบตาพอดี หลวงบำรุงยิ้มให้ พิกุลรีบหลบตาแล้วเป่าปี่ต่อไป หลวงบำรุงจึงแหวกกลุ่มคนดูออกไป พอพ้นออกมาก็พึมพำ

“คนปี่มีฝีมือเช่นนี้ ปล่อยไปก็มีแต่จะน่าเสียดาย”

หลวงบำรุงคิดจะทำอะไรบางอย่าง เพราะตัวเองเป็นนักดนตรีมีฝีมือ แต่หน้าที่การงานในกระทรวงทำให้ห่างเหินจากการเล่นดนตรี กระนั้นก็ยังมองหาดนตรีดีๆ ไปแสดงให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ดู

ooooooo

เช้านี้ที่บ้านจางวางพ่วง พิกุลกำลังเป่าปี่รอลูกวงที่นั่งประจำเครื่องดนตรีเตรียมซ้อม โดยมี

จางวางพ่วงหลับตาฟังอยู่ข้างๆ

เอื้อยลูกสาวนางสุดแม่ครัวบ้านจางวางรุ่นเดียวกับพิกุล โตมาด้วยกันจึงสนิทกันมาก แต่เอื้อยนิสัยทโมนม้าดีดกะโหลก ผิดกับพิกุลที่อ่อนโยน เอื้อยเห็นจางวางหลับตาฟังพิกุลเป่าปี่ก็หยิบขนไก่เขี่ยจมูกตาเหงี่ยมที่นั่งสัปหงก ตาเหงี่ยมสะดุ้งแล้วหลับตา เอื้อยแกล้งอีก แต่คราวนี้มีอะไรบางอย่างร่อนมาโดนหัวอย่างจัง

“ใครวะ!!” เอื้อยเสียงเขียวตาขวาง หยิบตะบันหมากที่ร่อนมาถูกหัวขึ้นดู มองไปที่จางวางพ่วงแล้วรีบยกตะบันหมากขึ้นเหนือหัว ถูกจางวางดุว่าพิกุลซ้อมก็หัดฟังบ้าง เอื้อยรับคำ ถามว่าจะซ้อมถึงเมื่อไหร่ พิกุลก็เป่าปี่ได้เกินกว่าใครจะเทียบอยู่แล้ว ซ้อมเอาเป็นเอาตายแต่ไม่ได้ออกประชันก็เท่านั้น

จางวางหยิบของใกล้มือเขวี้ยงใส่เอื้อยอีกรอบ พวกลูกวงหลบกันวูบวาบกลัวเจอลูกหลง เอื้อยเลยเงียบ

“ฉันซ้อมต่อนะจ๊ะพ่อ” พิกุลเอ่ย

จางวางพยักหน้า พิกุลจึงเริ่ม แต่เป่าได้ไม่ถึงครึ่งเพลง เมื่อถึงจังหวะผ่อนลมหายใจ เสียงปี่อีกเลาก็แทรกขึ้นรัวต่อข่มพิกุล คนในวงต่างมองกันว่าเป็นฝีมือเป่าของใคร จางวางตื่นเต้นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงปี่หายไปพักเดียวก็เป่าแทรกขึ้นมาอีกในจังหวะทอดลมหายใจยาว พิกุลเป่าประชันแต่หมดลมหายใจเสียก่อน เสียงปี่ประชันยังคงทอดยาวจนหมดล่วง ก่อนจะทยอยเป่าต่อในจังหวะรัวก่อนจบโดยพิกุลไม่มีจังหวะเป่าแทรกเลย


จางวางพ่วงลุกขึ้นดูที่มาของเสียง เห็นหลวงบำรุงนั่งที่แคร่ใต้ต้นไม้ด้านล่างมีกำนันอยู่ข้างๆ กำนันเห็นจางวาง มองอยู่จึงยิ้มทักทาย ถูกจางวางชักสีหน้าใส่ไม่ยิ้มด้วย

ooooooo

แม้จางวางจะชักสีหน้าใส่ไม่ต้อนรับ แต่กำนันก็พาหลวงบำรุงขึ้นไปนั่งบนเรือน จางวางถามว่ากำนันมีธุระอะไรถึงรอพบที่วัดไม่ได้

กำนันบอกว่าธุระของคุณหลวงต่างหาก คุณหลวงอยากเทียบเชิญจางวางไปออกวงประชันด้วย

“เปล่าประโยชน์ที่จะคุยเรื่องนี้” จางวางตอบทันที จนหลวงบำรุงนิ่งไปก่อนจะถามว่า

“จางวางจะหนีการประชันไปถึงเมื่อไหร่”

จางวางของขึ้นทันที บอกให้คุณหลวงคืนคำ

เสียตอนนี้ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าไม่เกรงใจ กำนันเอาน้ำเย็นเข้าลูบว่าคุณหลวงท่านไม่ได้จะยั่วโทสะหรอก

“พูดไม่เข้าหูเยี่ยงนี้ จะให้คิดไปทางอื่นอย่างไร คุณหลวงต้องคืนคำตอนนี้ ไม่เช่นนั้นกระผมต้องเชิญลงจากเรือน”

“ฉันพูดเรื่องประชันก็เพราะเสียดายฝีมือของ

ลูกสาวท่านจางวาง เสียดายว่าคนฟังคงไม่มีโอกาสฟัง

เสียงปี่อันวิเศษกล่อมใจคนฟังเพราะความขลาดของจางวางแต่เพียงคนเดียว”

พูดจบหลวงบำรุงลุกลงเรือนไปโดยไม่ทันที่จางวางจะออกปากไล่ กำนันรีบตามไป

เพียรแม่ของพิกุลถือสำรับของหวานมาได้ยิน

ทั้งสามคุยกันถึงกับเหวอเมื่อได้ยินหลวงบำรุงกล้าพูดกับจางวางเช่นนั้น

ฝ่ายพิกุล เช้านี้ถึงกับกินข้าวไม่ลง เอื้อยถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เพียรเดาใจลูกสาวออกถามว่าเพราะเสียงปี่คุณหลวงใช่ไหม

“ฉันไม่เคยได้ยินทางปี่แบบนี้ก่อนเลยจ้ะแม่

ไม่เหมือนของครูคนไหนทั้งนั้น ทางปี่ของคุณหลวงทำให้ฉันไม่อยากหยิบปี่อีกเลย”

ลุงเสงี่ยมที่ทำหน้าที่เล่นฆ้องหงส์ของวงบอกพิกุลว่าอย่าให้เขาข่มง่ายๆอย่างนี้ พิกุลบอกว่าตนไม่มีวันทำได้อย่างคุณหลวงแน่ๆ เพียรบอกให้ใจเย็นๆ คุณหลวงท่านก็ชมลูกอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คุณหลวงท่านถึงกับจะเรียกไปประชันด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า...พ่อเอ็ง...

พิกุลนิ่งไปอย่างเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ฝ่ายหลวงบำรุงกับกำนันมาขึ้นเรือที่ตลาดริมน้ำ กำนันบอกว่าเป็นอย่างที่ตนว่าไหมล่ะ  จางวางไม่ปล่อยให้พิกุลไปประชันที่ไหนง่ายๆหรอก คุณหลวงว่าเสียดายฝีมือของพิกุลจริงๆ ทำอย่างไรจึงจะให้จางวางใจอ่อนได้ กำนันบอกว่าทางไหนก็ได้นอกจากใช้เงินเข้ากล่อม ติงว่าคุณหลวงไปท้าทายจางวางเช่นนั้นไม่คิดว่าจะทำให้จางวางยิ่งโกรธหรือ

“ฉันไม่ได้หมายจะทำให้จางวางโกรธ  เพียงแต่พูดในสิ่งที่ท่านจางวางควรต้องรู้ หากท่านลดทิฐิลง แล้วคำนึงถึงความหวังดีของฉัน ท่านก็จะเข้าใจ ถึงอย่างไรฉันก็จะหาทางให้แม่พิกุลกลับไปแสดงฝีมือที่บางกอกให้ได้ ไม่เช่นนั้นคงคาใจไปอีกนาน”


“แล้วนี่คุณหลวงจะไปดูทำเลสร้างหอส่องโจรไหมขอรับ กระผมจะได้นำทางไปถูก”

หลวงบำรุงนึกได้ว่าตนต้องมาตรวจราชการ กำนันจึงพาไปไปอีกทางเพื่อดูทำเลสร้างหอส่องโจร

ooooooo

ที่มุมหนึ่งในตลาดเจ๊กฮง ชายสองคนเดินสวนกับกำนันและหลวงบำรุง คนหนึ่งท่าทางเหมือนคนไม่เคยเดินตลาดมาก่อน

ชายสองคนนั้นคือหลวงราชกับมุดลูกน้องคนสนิท หลวงราชถามตื่นๆว่านี่หรือตลาดเจ๊กฮง มุดบอกว่าใช่ แต่ก่อนหน้านี้สักสี่ห้าปี ตนคงไม่กล้าพาคุณหลวงมา

ที่นี่ หลวงราชถามว่าทำไม โจรชุมนักหรือ

“มิใช่เรื่องนั้นขอรับ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านว่าเมืองสุพรรณเป็นเมืองต้องห้ามของเจ้านาย  หากใครมาเยือนท่านว่าจะมีอันเป็นไป กระทั่งล้นเกล้าเสด็จประพาสต้นจากบางปะอินมาถึงที่นี่ พวกเจ้านายท่านถึงเลิกกลัว”

หลวงราชไหว้ท่วมหัวบอกว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ จริงๆ ถามว่าแล้วเรื่องที่หลับที่นอนคืนนี้ล่ะ? มุดว่าเห็นทีต้องผูกเรือนอนที่ท่าน้ำ ตนบอกกล่าวเจ้าของเรือนไปแล้ว

หลวงราชถามว่าเรือนใคร เกรงจะเป็นเกลอเก่าของพ่อเดี๋ยวจะทำให้แผนหนีเที่ยวของเราจบกันพอดี

มุดบอกว่าไม่ใช่ เพราะถ้าแผนของคุณหลวงพังไอ้มุดก็อดเที่ยวไปด้วย

หลวงราชมองไปรอบตลาดยิ้มมีความสุข บอกมุดว่า มาบ้านนอกอย่างนี้มันตื่นใจอย่างกับเห็นเมืองนอกเลย หลวงราชตื่นตาตื่นใจกับตลาดจนไม่ได้สังเกตว่ามีนักเลงสองคนมองอยู่อย่างเป็นเป้าหมาย

หลวงราชชวนมุดว่ามาต่างถิ่นแบบนี้เราไปหาของดีคู่บ้านคู่เมืองไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจกันก่อนดีไหม มุดโมทนาสาธุล่วงหน้า บอกให้คุณหลวงตามมาเลย

ooooooo

ที่เรือนจางวางพ่วง พิกุลซ้อมปี่อยู่กับวง ถูกพ่อสั่งให้หยุด บอกว่าเมื่อเช้าเป่ายังพอฟังได้  แต่ตอนบ่ายเป่าเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง ไม่เคยเห็นเป็นอย่างนี้มาก่อน เอื้อยแก้ต่างให้ว่าพิกุลไม่ได้เป็นอะไรหรอก

จางวางถามว่ามันจะไม่เป็นได้ยังไง เอื้อยพยายามจะอธิบายแต่พูดไม่ออก เพียรเลยแทรกขึ้นว่า

“พิกุลมันหมดใจจะเป่าน่ะสิพี่พ่วง”

“อย่าบอกนะว่าเอ็งหลงเสียงปี่ไอ้คุณหลวงนั่น” จางวางตาลุก พิกุลบอกว่าเปล่า “ไอ้หัวงูสั่นมันทำเอ็งเคลิ้มได้ขนาดนี้เลยเหรอพิกุล” เพียรบอกว่าลูกไม่ได้เคลิ้มแต่มันกลัว กลัวจนไม่อยากจับปี่ขึ้นมาเป่า “งั้นก็ไม่ต้องเป่ามันแล้ว เก็บปี่ของเอ็งไปเสีย คืนนี้ข้าจะเรียกไอ้เชยมาเป่าแทนเอ็ง”

พิกุลตกใจรีบบอกว่าตนเป่าได้ ให้ตนเป่าเถอะ จางวางกลัวพิกุลจะทำให้ตนเสียหน้า พิกุลรับรองว่า

ไม่ทำให้พ่อเสียหน้า จางวางเสียงเข้มว่า “เอ็งต้องฟังคำสั่งพ่อ”


พิกุลกลั้นสะอื้น เอื้อยส่งสายตาบอกให้พิกุลเก็บปี่ออกไปก่อน พอพิกุลออกไปเพียรก็ตามไปทันที

พิกุลออกไปนั่งร้องไห้ที่ท่าน้ำ เพียรตามไปปลอบว่าพ่อหวังดีไม่อยากให้ใครมาดูถูกฝีมือลูก พิกุลบอกว่าพ่อทำถูกแล้ว แต่ที่ตนเสียใจเพราะโกรธ ชังตัวเองที่ไม่มี วันเป่าได้เท่าคุณหลวง เพียรให้กำลังใจว่าถ้าลูกเพียรฝึกทุกวันฝีมือต้องเทียมเท่าคุณหลวงแน่

พิกุลรับคำ แต่บอกแม่ว่าทำไมตนกลัวเสียงปี่ของคุณหลวงนัก ตนไม่มีวันเป่าได้อย่างท่านแน่ ตนกลัวเหลือเกิน

“ถ้ากลัว ก็ยิ่งต้องซ้อมให้หนักเข้าไว้ เอาแต่ชังตัวเองแบบนี้มันเก่งขึ้นมาไม่ได้หรอกนะพิกุล”

แม้พิกุลจะยิ้มรับคำของแม่ แต่ก็ยังไม่คลายกังวล

ooooooo

หลวงราชให้มุดพาเข้าบ่อน มุดเล่นเสียจนหมดตัวบ่นว่าไหนคุณหลวงว่าจะไปหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไงขอรับ หลวงราชบอกว่าตนพาเข้าบ่อนก็เพราะจะมาสืบข่าว มุดถามว่าสืบข่าวไปแจ้งใครหรือ คุณหลวงยังไม่ได้รับราชการกระทรวงใดเลย

“เออ...รู้ไว้ก็ไม่เสียหลายดอก” หลวงราชตัดบท มุดบ่นอุบอิบว่าคุณหลวงไม่เสียแต่ไอ้มุดหมดตัว “ไอ้มุดถ้าเอ็งยังไม่หุบปาก ข้าจะไม่คืนเอ็งสักอัฐเฟื้อง” มุดเลยหุบปากเงียบกริบ

ทันใดนั้นนักเลงสองคนมาดักหน้า มุดเห็นก็รู้ ทันทีว่าเป็นใคร นักเลงถามว่าสองคนจ่ายค่าผ่านทางหรือยัง มุดกระซิบหลวงราชว่าสองคนนี้กรรโชกทรัพย์ เราถอยดีกว่า หลวงราชไม่ถอย บอกมุดว่าทำตัวเป็นนักเลงแบบนี้ต้องเตือนกันสักหน่อย ถามนักเลงทั้งสองว่า ค่าผ่านทางอะไรของพวกเอ็ง

นักเลงบอกว่าทั้งสองเป็นคนต่างถิ่น ขึ้นเรือมาเหยียบตลาดต้องจ่าย อีกคนขู่ทันทีว่าหรืออยากเจ็บตัวกลับไป หลวงราชสวนไปทันทีว่าเอ็งเก็บค่าผ่านทางได้ ข้าก็จะเรียกเก็บภาษีค่าผ่านทางคืนหลวงเหมือนกัน

หลวงราชไม่ยอมลงให้ นักเลงเป่าปากเรียกพรรคพวกที่หลบอยู่ดาหน้าออกมา พอมันชักดาบออกมาหลวงราชก็คว้าจอบเสียมที่วางอยู่หน้าร้านสู้ หลวงราชดึงมุดไปข้างหลัง มุดซาบซึ้งอุทาน...

“คุณหลวง!!”

นักเลงเยาะเย้ยว่าพอจนมุมก็เบ่ง หลวงอะไรตนก็ไม่เว้น มันเงื้อดาบจะฟันหลวงราชทันที แต่เสียงนกหวีดดังขึ้นก่อน นักเลงหันไปดูเห็นตำรวจกรูกันเข้ามา มันเอาดาบชี้ปรามหลวงราชแล้ววิ่งกันกระเจิง

“เจ็บตัวหรือเปล่าพวกเอ็ง” เสียงกำนันถาม มุดหน้าเสียถามว่าพวกไหนอีกล่ะ “ข้ามาดี เอ็งสองคนมาจากไหนกันดูไม่ใช่คนแถวนี้”

“ฉันสองคนมาจากบางกอกจ้ะ เห็นเขาว่าตลาดเจ๊กฮงกำลังขึ้น เลยจะมาดูลู่ทางค้าขายที่นี่”

กำนันมองอย่างไม่เชื่อนัก พอดีเสียงหลวงบำรุงทักกำนันขึ้น ทั้งหมดจึงหันมอง หลวงบำรุงจำมุดได้ถามว่ามาทำอะไรแถวนี้ มองหลวงราชอย่างจำได้ถามว่า

“นั่นหลวงราชบุตรท่านเจ้าคุณพิชัยใช่หรือไม่ขอรับ” หลวงราชหน้าเจื่อนที่ถูกจับได้ หลวงบำรุงแนะนำตัวว่า “กระผมหลวงบำรุงขอรับ ท่านเจ้าคุณพิชัยเคยเล่าว่าหลวงราชไปร่ำเรียนการทูตถึงยุโรปไม่นึกว่าจะมาเจอท่านที่นี่...ในสภาพนี้”

ooooooo

กำนันพาหลวงราชกับมุดไปที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณร่วมงานศพของเมียกำนัน บ่นเสียดายที่คืนนี้คุณหลวงไม่ได้ฟังว่าแม่พิกุลเป่าปี่ได้บาดใจสมกับที่หลวงบำรุงท่านอวดหรือเปล่า

หลวงราชเกรงว่าแม่พิกุลของกำนันจะเสียเวลาเปล่าเพราะตนไม่ได้มีใจให้ดนตรีปี่พาทย์อย่างคุณหลวงกำนันออกตัวว่าลืมไป ท่านเป็นนักเรียนนอกคงจะเอนเอียงไปทางดนตรีฝรั่งมากกว่า หลวงราชส่ายหน้าว่าไม่ตนเป็นพวกนั่งนิ่งๆไม่ได้ต่างหาก ขอบใจกำนันที่ต้อนรับดูแลตนกับมุดอย่างดี

“ขอบพระคุณคุณหลวงนะขอรับที่มาเป็นเกียรติแก่เมียของกระผม ถ้าไม่สะดวกอย่างไรก็แวะไปที่เรือนของกระผมได้เลยนะขอรับ”

กำนันเดินไปส่งหลวงราชกับมุดทั้งที่วงปี่พาทย์กำลังบรรเลงอยู่ จางวางพ่วงพูดกับเพียรอย่างไม่พอใจ

“นี่ก็อีกคน เห็นไหมว่าไอ้พวกขุนน้ำขุนนางที่แม่เพียรเข้าข้างมันไร้สุนทรีย์กันทั้งนั้น แล้วจะว่าฉันคิดไปเองอย่างไร”

เพียรถอนใจกับอคติของจางวาง ตีฉิ่งไปตามจังหวะอย่างไม่อยากต่อปากต่อความด้วย

พิกุลไม่ได้ไปเป่าปี่ด้วย จึงชวนเอื้อยไปอาบน้ำที่ท่า พอถึงท่าน้ำก็นั่งซึมบ่นว่าเป็นเพราะตน คืนนี้เอื้อยเลยไม่ได้ออกงานไปด้วย เอื้อยบอกว่าให้ตนไปตีฉิ่งกับมากระโดดน้ำ ตนเลือกอย่างนี้ดีกว่า แล้วลากพิกุลให้ว่ายน้ำไปฝั่งโน้นกัน พิกุลไม่มีแก่ใจจะไปบอกเอื้อยว่า จะว่ายไปไหนก็ไปเลย ตนจะอาบน้ำรอตรงนี้แหละ

เอื้อยพยายามดึงพิกุลลงน้ำ ยื้อกันไปมาจนเอื้อยตกน้ำไป พิกุลเป็นห่วงโดดตามไปแต่พอโผล่ขึ้นมาเห็นเอื้อยว่ายไปรอแล้ว ร้องบอกพิกุลให้ตามมานะ

เอื้อยดำผุดดำว่ายไปที่กลางคลองแล้วดำหายไป พอโผล่ขึ้นมาอีกทีก็มีสาหร่ายติดเต็มหัว พักเดียวมุดก็โผล่ขึ้นมามีสาหร่ายคลุมเต็มหัวเช่นกัน ต่างตกใจร้องว้าย!! เฮ้ย!! แล้วว่ายหนีกัน พิกุลได้ยินเสียงเอื้อยร้องก็ตกใจ ยกตะเกียงส่องดูว่าเกิดอะไรขึ้น

มุดจ้วงว่ายกลับถึงท่าน้ำก็แทบหมดแรง หลวงราชถามว่าเอะอะอะไรไอ้มุด มุดปากคอสั่นบอกว่า ผีพรายมันดึงขาตนลงน้ำ หลวงราชยกตะเกียงส่องบอกว่าไม่เห็นมีอะไร มองไปรอบๆก็สะดุดตาเห็นอะไรบางอย่างที่ท่าน้ำฝั่งตรงข้าม

ฝ่ายพิกุลถามเอื้อยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เอื้อยบ่นหัวเสียว่า

“ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้โผล่มากลางคลองนั่นน่ะ ตกใจจะแย่”

พิกุลพยายามเพ่งมอง ก็เห็นแสงไฟเคลื่อนไหวไปมาที่ท่าน้ำฝั่งตรงข้าม พอเขม้นมองเห็นว่าเป็นผู้ชายไม่ใส่เสื้อ นึกได้ว่าตัวเองก็นุ่งกระโจมอกอยู่ รีบคว้าผ้าขาวม้าคลุมไหล่บ่นว่า

“ขึ้นเรือนเถอะเอื้อย ดูท่าจะเป็นพวกลามกจกเปรต แอบดูคนอาบน้ำ”

หลวงราชเพ่งมองที่ท่าน้ำฝั่งตรงข้ามเห็นผู้หญิงสองคนกึ่งวิ่งกึ่งเดินหายไปทางเรือน บอกมุดยิ้มๆว่า

“ดูท่าจะเป็นผีผู้หญิงเสียด้วย”

ooooooo

มุดขวัญหนีดีฝ่อ พอรุ่งเช้าก็แทบกราบหลวงราชขอให้ย้ายที่นอน ขืนอยู่ที่นี่ตนคงอาบน้ำไม่เป็นสุขแน่ หลวงราชบอกว่าถ้าผีมีจริงก็ต้องหลอกตนตั้งแต่เมื่อคืนแล้วสิ

หลวงราชมองไปท่าน้ำฝั่งตรงข้ามได้ยินเสียงซ้อมปี่พาทย์แว่วมา มุดได้ยินก็หน้าเสียบอกว่ามันโหยหวนวิเวกนักนะขอรับ หลวงราชกลับบอกว่ารื่นหูดีอยู่หรอก มุดติงว่าเมื่อวานคุณหลวงบ่นว่าเสียงแบบนี้มันหดหู่

“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”

มุดถามว่าอยู่ๆก็เปลี่ยนใจอย่างกับมีอะไรดลใจ หลวงราชมองไปท่าน้ำฝั่งตรงข้าม เห็นพิกุลออกมานั่งตามลำพัง หยิบปี่ขึ้นมาไม่ทันจะเป่าก็หันมองท่าน้ำฝั่งตรงข้าม หลวงราชโบกมือทัก พิกุลรีบเก็บปี่เดินเข้าบ้าน หลวงราชผิดหวัง บอกมุดว่า

“ก็น่าจะมีอะไรดลใจอย่างเอ็งว่าล่ะ ไอ้มุด เราจะอยู่กันที่นี่จนกว่าจะรู้ว่าคนฝั่งนั้นเป็นใคร”

มุดถามว่าตนจะรู้ได้อย่างไร แปลกหน้าแปลกถิ่นอย่างเรา ทะเล่อทะล่าเข้าไป เกรงว่า...หลวงราชยิ้มบอกว่า

“เอ็งลืมไปแล้วหรือไอ้มุด กำนันท่านออกปากเองว่าจะอำนวยความสะดวกให้...ไปสืบมาให้รู้เรื่องทีเถอะ”

 หลวงราชสั่งมุด ยิ้มกริ่มอย่างอยากรู้จักหญิงสาวท่าน้ำฝั่งตรงข้ามมากขึ้น

สุดแม่ครัวประจำบ้าน ยกสำรับอาหารเช้ามาให้ลูกวง แปลกใจที่ไม่เห็นพิกุล บอกให้เอื้อยไปตาม เพียรได้ยินพอดีบอกว่าไม่ต้องไปตามตนหาให้แล้ว ป่านนี้คงหาที่ซ้อมปี่อยู่กระมัง สุดห่วงว่าพิกุลจะเป็นลมเสียก่อน เพียรพูดกระทบจางวางที่นั่งกินข้าวเป็นทองไม่รู้ร้อนว่าไม่ต้องหรอก พ่อมันยังไม่ห่วงเลย แล้วเข้าครัวไปเลย

ooooooo

ที่บ้านเจ้าคุณพิชัยเดชาในพระนคร เจ้าคุณกับคุณหญิงเกสรเพิ่งกลับจากข้างนอก พอลงจากรถ เจ้าคุณถามบ่าวว่าคุณหลวงกลับมาหรือยัง พอบ่าวบอกว่ายัง เจ้าคุณส่ายหน้าไม่พอใจ

“ตายศลูกแม่ ไม่รู้ป่านนี้ไปตกระกำลำบากที่ไหนก็ไม่รู้” คุณหญิงวิตกกังวล แต่เจ้าคุณกลับยิ้มขำบอกว่ามันคงเพลินอยู่ที่ไหนสักแห่ง ยิ่งมีไอ้สมุนคู่ใจไปด้วย อย่าหวังเลยว่าจะกลับบ้านง่ายๆ “อิฉันก็ห่วงตามประสาคนเป็นแม่ กลับจากยุโรปไม่ทันได้อาทิตย์กินอยู่ยังไม่คุ้น ก็ออกไปตะลอนๆแล้ว จะไม่ให้อิฉันห่วงยังไงกัน”

“คุณหญิงต้องเป็นห่วงฉันมากกว่า ท่านเจ้าคุณที่กระทรวงต่างประเทศเร่งเร้าให้พาเจ้ายศไปดูตัวจนฉันไม่รู้จะบ่ายเบี่ยงยังไงแล้ว ช้าไปกว่านี้ท่านคงเห็นว่าหยิ่งจองหองเป็นแน่ แต่เจ้าตัวมันไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย”

พอเจ้าคุณพิชัยกับคุณหญิงเดินเข้ามาในบ้าน บ่าวคนหนึ่งก็ออกจากห้องรับแขกมารายงานว่าหลวงบำรุงมารอพบท่านเจ้าคุณ คุณหญิงแซะทันทีว่าไม่พ้นเรื่องดนตรีปี่พาทย์อีกกระมัง

ท่านเจ้าคุณเอ่ยลอยๆ ว่าได้คุยเรื่องดนตรี ก็พอได้คลายเครียดเรื่องลูกชายเสเพลบ้างหรอก คุณหญิงทักท้วงว่าอย่าเรียกตายศอย่างนั้นอีก ลูกเรายังหนุ่มแน่น...

“ฉันไม่อยากให้คุณหลวงรอ” ท่านเจ้าคุณขัดขึ้นทันที สั่งบ่าว “เอาซิการ์ที่ห้องทำงานไปรับรองคุณหลวงด้วยนะ”

ท่านเจ้าคุณเดินแยกไปทางห้องรับแขก คุณหญิงมองตามอย่างไม่พอใจ พึมพำ

“พอเป็นเรื่องดนตรีปี่พาทย์ก็ยิ้มออกกันเชียวนะ อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้อุปถัมภ์กันง่ายๆนะเจ้าคุณ”

“จริงเจ้าค่ะคุณหญิง เดี๋ยวซ้ำรอยถูกเนรคุณอย่างคุณพระสรรพ์” สร้อยแม่บ้านเก่าแก่พูดเบาๆ

คุณหญิงบอกสร้อยให้เป็นหูเป็นตาให้ตนด้วย ได้ยินอะไรมาก็อย่าเงียบ ตนไม่อยากเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าเสียรู้คน สร้อยถามทันทีว่า “คุณหญิงรู้เรื่องนังลูกเจ๊กริจะเป็นมาดามไหมเจ้าคะ”

“ก็ว่ามาสิ นังสร้อย” คุณหญิงเดินแยกไปห้องหนึ่ง สร้อยรีบตามไปเม้าท์สนองความอยากรู้ของเจ้านาย

ooooooo

หลวงบำรุงบอกเจ้าคุณพิชัยว่าพบหลวงราชที่สุพรรณ แต่หลวงราชไม่ได้บอกว่าหลบออกจากบ้านมา เจ้าคุณถามว่าหลวงราชไปติดผู้หญิงแถวนั้นหรือถึงไม่กลับบ้านเสียที แต่เอาเถอะให้รู้ว่าอยู่ไหนก็คลายห่วงได้หน่อย ถามหลวงบำรุงว่ามีธุระเรื่องนี้ใช่ไหม

หลวงบำรุงเล่าว่าตอนไปราชการที่เมืองสุพรรณ ตนไปหาจางวางพ่วงถึงเรือน ตนเห็นว่าคนปี่ของท่านจางวางนั้นสำคัญนัก

หลวงบำรุงสนทนากับเจ้าคุณเสร็จ เอ่ยขณะเจ้าคุณมาส่งที่หน้ามุขบ้านว่า ยินดีเหลือเกินที่ท่านเจ้าคุณเห็นดีเห็นงามในเรื่องนี้ด้วย เจ้าคุณบอกว่าหากมีวงไปประชันถึงเมืองสุพรรณจางวางพ่วงก็ยากจะบอกปัด หลวงบำรุงบอกว่าตนจะให้บ่าวของตนนำจดหมายไปแจ้งกำนันให้เร็วที่สุด

เจ้าคุณขอบใจ ถามว่าตนคงไม่พลาดประชันอย่างปีก่อนใช่ไหม หลวงบำรุงเชื่อว่าถ้าจางวางไม่ใจแคบนักท่านเจ้าคุณก็คงสมหวัง

ส่งหลวงบำรุงแล้ว เจ้าคุณหันมาเจอคุณหญิง ถูกคุณหญิงแซะอีกว่าดูท่าคุณหลวงจะทำให้ท่านผ่อนคลายขึ้นมาก คงจะไม่พ้นเรื่องดนตรีปี่พาทย์เป็นแน่ เจ้าคุณบอกว่านั่นก็เรื่องหนึ่งส่วนเรื่องตายศก็อีกเรื่องหนึ่ง คุณหลวงพบตายศที่สุพรรณ

“อิฉันค่อยโล่งอกไปที แต่ตายศมีธุระอะไรที่นั่น”

“มันคงไปหาสาวๆเมืองสุพรรณมาเป็นสะใภ้คุณหญิงกระมัง”

คุณหญิงฟังแล้วใจคอไม่ดีกลัวลูกชายจะไปคว้าใครมาเป็นสะใภ้ตามใจ ตนได้ตรอมใจตายแน่ ได้ข่าวลูกชายแทนที่คุณหญิงจะสบายไป กลับยิ่งกังวลกว่าเดิม

จางวางพ่วงยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้เรื่องพิกุลจนเพียรทนไม่ได้ถามว่าพิกุลมันน้อยใจ ปล่อยไปมันยิ่งจะหมดใจ จางวางบอกว่าตนสอนมันตั้งแต่เด็กรู้ว่าเมื่อไรต้องตึงต้องหย่อน เพียรถามว่าไม่ไปปลอบมันหน่อยหรือ จางวางบอกว่ามันยังไม่ใช่เวลา ครั้นเพียรขอร้องคืนนี้ให้พิกุลไปออกงานด้วย จางวางย้อนถามว่า

“แม่เพียรลืมไปแล้วรึไงว่าปี่เป็นตัวนำวง ปล่อยให้นำเขาทั้งที่กลัวแล้วมันจะเป็นอย่างไร” เพียรเชื่อว่าพิกุลมีดีอย่างที่คุณหลวงเห็น อย่างไรก็เอาตัวรอดได้ จางวางย้อนถาม “แม่เพียรฟังไอ้พวกนั้นมากกว่าฉันหรือ”

“ถ้าพี่พ่วงคิดอย่างนี้ ฉันก็คร้านจะเถียง ถ้าพิกุลมันรู้ว่าพี่อคติอย่างนี้ มันจะยิ่งหมดนับถือพี่ พี่รู้เอาไว้เถอะ” เพียรเดินหนีไปอย่างผิดหวัง

พิกุลได้ยินพ่อกับแม่มีปากเสียงกันยิ่งรู้สึกไม่ดี เดินออกจากเรือนไปที่รกร้างใกล้บ้านร้องไห้และซ้อมปี่ไปตามลำพัง หูแว่วเสียงการซ้อมดนตรีจากบ้าน ก็สะอื้นเบาๆ ตั้งสติไล่นิ้วไปตามเสียงดนตรีแต่ไม่เป่า หูแว่วเสียงเหมือนคนเดินมา รีบเช็ดน้ำตาร้องทัก

“แม่หรือจ๊ะ”

ไม่มีเสียงตอบ พอหันมองก็ชะงักกลายเป็นหลวงราช ต่างมองกันอึ้ง พิกุลระแวงว่าหลวงราชไม่ได้มาดีจึงถอยหลังจะหนี หลวงราชจะอธิบายแต่เห็นจงอางตัวใหญ่ชูคอแผ่แม่เบี้ยพร้อมฉก หลวงราชตกใจร้อง

“หยุด!!! หล่อนหยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ”

พิกุลยิ่งถอยหนี งูจงอางกำลังจะฉก หลวงราชจึงพุ่งเข้าฉวยตัวพิกุลพ้นจากงูฉกได้อย่างหวุดหวิด สองร่างกลิ้งไปด้วยกัน มองไปอีกทีงูจะฉกซ้ำ หลวงราชคว้าปี่ที่ตกอยู่ขว้างใส่ งูกระเด็นไปอีกทางพร้อมปี่

“ปี่...ปี่ของฉัน” พิกุลตกใจ มองไปไม่เห็นงูแล้วจึงถลาไปเก็บปี่แต่ไม่ทันถึงปี่งูจงอางก็ชูคอจะฉกพิกุลในระยะประชิด พิกุลกลั้นใจถอยทีละนิดงูก็ยังหาจังหวะจะฉก

ในมือหลวงราชกำหินก้อนหนึ่งอยู่ จึงขว้างไปที่ปี่ งูก็พุ่งเข้าฉกพิกุล แต่หินก้อนนั้นกระดอนขึ้นมางูหันไปฉกอะไรบางอย่างแทน พิกุลค่อยๆลืมตาดูเห็นหลวงราชมองตนอยู่

“หล่อนห่วงปี่ยิ่งกว่าชีวิตตัวเองหรืออย่างไร” หลวงราชดุ แล้วมองไปที่ปี่ เห็นว่างูกำลังรัดปี่ของพิกุลไม่คลาย หลวงราชบอกว่ารอจนน้ำตาหล่อนแห้งมันคงคลายปี่ให้ พิกุลตัดพ้อว่าถ้านายไม่พิเรนทร์เขวี้ยงปี่ใส่มัน ...หลวงราชบอกว่าตนชื่อยศ ที่ตนเขวี้ยงปี่ไปก็เพราะกันไม่ให้งูมันฉกหล่อน ตนทำผิดอย่างนั้นหรือ

พิกุลจะเข้าไปเก็บปี่ หลวงราชตามไปดึงมือไว้ถามว่าอยากถูกมันฉกซ้ำหรือ พิกุลตกใจสะบัดมือออก แต่แล้วก็ตกใจยิ่งกว่า เมื่อเห็นจางวางพ่วงเดินมาพิกุลฉุดหลวงราชหลบหลังต้นไม้ทันที ทำท่าไม่ให้หลวงราชทำเสียงดัง พอดีลมพัดดอกปีบสีขาวลอยมาแซมเรือนผมพิกุล หลวงราชจะหยิบให้ พิกุลตกใจนึกว่าหลวงราชฉวยโอกาสจึงผละออกไปรับหน้าจางวาง

“เอ็งไปทำอะไรตรงนั้น” จางวางถาม พิกุลบอกว่ามาซ้อมปี่ จางวางถามว่าซ้อมไปทำไม พิกุลบอกว่าซ้อมให้หายกลัวแล้วจะได้ไปออกงานกับพ่ออีก “อย่าเสียเวลาเปล่าเลย...กลับบ้าน!!”

จางวางเดินนำไปพิกุลก้มหน้าเดินตาม หลวงราชได้ยินพ่อลูกตอบโต้กันได้แต่เห็นใจพิกุล มองไปที่ปี่งูยังรัดไม่ยอมคลาย พึมพำห่วงใย...

“แล้วหล่อนจะเอาปี่ที่ไหนซ้อมล่ะ แม่พิกุล”

พิกุลกลับถึงบ้านก็นั่งกระสับกระส่ายกังวลเรืองปี่ จนเพียรถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าเคืองพ่อเขาอยู่ ปลอบว่า พ่อเขาไปตาม ก็แปลว่าเขาเริ่มใจอ่อนแล้วกระมัง พิกุลบอกว่าตนจะฝึกจนกว่าพ่อจะไว้ใจ

“ดีแล้ว แล้วเลิกเทียบฝีมือกับคุณหลวงได้แล้วนะ”

“มีแต่การประชันให้รู้แพ้รู้ชนะเท่านั้นจ้ะแม่ ที่จะทำให้พิกุลเลิกคิดเช่นนั้นได้”

“ประชัน...แม่จะลองพูดดูอีกที” เพียรเข้าใจความต้องการของพิกุล พิกุลมองตามแม่ ก่อนจะนึกได้ว่าต้องกลับไปเอาปี่ที่ลืมไว้

แต่พอไปถึง หาปี่เท่าไรก็ไม่เจอ พิกุลกังวลว่าแล้วจะบอกพ่ออย่างไร แต่ก็ยังพยายามหาต่อไป

ooooooo

คืนนี้หลวงราชไปฟังปี่พาทย์บรรเลงที่วัด มองไปที่คนเป่าปี่ไม่เห็นพิกุลก็แปลกใจ ถามกำนันว่าแม่พิกุลไม่ได้มาด้วยรึ กำนันบ่นว่าคืนสุดท้ายแล้วด้วย ไม่รู้จะหวงแม่พิกุลไว้เป่าให้ใครฟัง ถามว่าจะให้ตนไปบอกจางวางไหมว่าอยากฟังปี่แม่พิกุล

หลวงราชบอกว่าไม่กวนท่านดีกว่าแล้วบอกมุดว่าตนจะกลับแล้วเอ็งอยากฟังให้จบก็ได้ มุดถามว่าแล้วคุณหลวงจะไปไหน หลวงราชยิ้มแต่ไม่ตอบ หันไปบอกกำนัน กำนันจึงลุกไปส่ง

จางวางพ่วงเห็นกำนันพาหลวงราชออกไปก็มองตามอย่างไม่พอใจ

พิกุลหาปี่ไม่เจอกลับมาเข้าไปในห้องเก็บเครื่อง ดนตรี กังวลว่าถ้าพรุ่งนี้พ่อเรียกซ้อมแล้วไม่มีปี่ ยิ่งคิดก็ยิ่งโทษว่าเพราะตายศแท้ๆเชียว แต่พอพิกุลปิดประตูห้องก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรตก พิกุลสะดุ้งถาม

“ใครน่ะ”

เงียบ ไม่มีเสียงตอบ แม้จะกลัว แต่พิกุลก็ถือตะเกียงเดินไปทางต้นเสียง ผ่านห้องพระเห็นไม้ขัดประตูร่วงอยู่ที่พื้นทำให้ประตูแง้มออกมา พิกุลหยิบไม้ขึ้นมาจะขัดประตูแต่เห็นอะไรบางอย่างจึงเข้าไปดู

พิกุลเข้าไปก้มกราบพระบนแท่นบูชาที่มีเศียรพ่อแก่และเครื่องบูชาอยู่บนแท่น เห็นไม่มีอะไรจึงจะออกไป เห็นหิ่งห้อยตัวหนึ่งบินเข้ามาทางหน้าต่างไปเกาะที่ใต้ฐานพระประธาน แสงหิ่งห้อยทำให้พิกุลเห็นกล่องไม้ซ้อนอยู่ใต้ฐานพระ จึงโหย่งตัวไปที่กล่องไม้นั้น แล้วหิ่งห้อยก็บินหนีออกไปทางเดิม

พิกุลหยิบกล่องไม้ขึ้นท่วมหัวขออนุญาต พอวางกล่องไม้ลงก็เห็นปี่เลาหนึ่งเหมือนปี่ที่ตนใช้อยู่ประจำแต่ตรงใต้ลิ้นปี่มีแผ่นทองปิดอยู่ พิกุลลูบคลำและวางลง ยิ้มอย่างพอใจ

ฝ่ายหลวงราชกลับมาที่ท่าน้ำชาวบ้านบอกให้มุดกลับไป แล้วหยิบห่อผ้าที่วางข้างตัวขึ้นมาแกะห่อผ้าออก มีปี่อยู่เลาหนึ่ง มองปี่พึมพำ

“ฉันก็อยากหวงไว้อย่างไอ้จงอางตัวนั้นหรอกนะ แม่พิกุล”

หลวงราชมองไปที่ท่าน้ำฝั่งตรงข้าม เห็นเงาพิกุลในแสงตะเกียงสลัวก็ขยับตัวทันที ยกตะเกียงโบกทัก แต่แล้วก็วางตะเกียงลงเมื่อได้ยินเสียงปี่ดังไปทั่วคุ้งน้ำ หลวงราชนิ่งฟังสีหน้าแปลกใจ มองปี่ที่วางอยู่ในห่อผ้า

พิกุลเป่าปี่เลานั้น...รู้สึกราวกับปี่ปลุกความมั่นใจให้กลับคืนมามากกว่าครั้งไหนๆ ทั้งยังปลุกความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจขึ้นมาด้วย...พิกุลหวนคิดถึงปี่ที่ถูกงูรัดและคำตัดพ้อต่อว่าหลวงราชที่เขวี้ยงปี่ของตนใส่งู และที่ตนจะไปเก็บปี่ถูกหลวงราชฉุดมือไว้ดุ “อยากถูกมันฉกซ้ำรึ” พิกุลคิดถึงเหตุการณ์ขณะนั้นแล้วเคลิ้ม...

หลวงราชตกอยู่ในภวังค์เสียงปี่ของพิกุลไม่ต่างกัน คิดถึงที่พิกุลดึงตนให้หลบจางวาง คิดถึงดอกปีบที่ร่วงมาแซมผมพิกุลแล้วยิ้ม หยิบดอกปีบขึ้นมาดมเคลิ้มกับช่วงเวลานั้น...

ฝ่ายจางวางพ่วง พอปี่พาทย์บรรเลงจบลูกวงกำลังช่วยกันเก็บของ จางวางได้ยินเสียงปี่แว่วมาแต่ไกลสั่งลูกวงให้เงียบหน่อย แล้วนิ่งฟังเสียงปี่ที่พิกุลเป่า บอกเพียรว่าเสียงปี่นั่นคุ้นหูเหลือเกิน แน่ใจว่าเป็นเสียงปี่ที่พิกุลเป่าแน่ แต่ก็ไม่เชื่อบอกเพียรให้ไปกับตนเดี๋ยวนี้ แล้วผลุนผลันเดินนำเพียรไปเลย พวกลูกวงต่างมองงง

จางวางจ้ำแจวเรือกลับบ้านสีหน้าร้อนรนจนเพียรแปลกใจแต่ก็ช่วยแจวเต็มที่

ฝ่ายหลวงราชอยู่ที่ท่าน้ำชาวบ้าน เห็นพิกุลนั่งเป่าปี่อยู่ท่าน้ำฝั่งตรงข้ามเหมือนถูกมนต์สะกด หยิบผ้าขาวม้าโพกหัวเอาปี่สอดไว้ไม่ให้เปียก แล้วว่ายข้ามฝั่งไปทันที แต่พอว่ายถึงกลางคลองก็เห็นแสงตะเกียงจากเรือจางวางพ่วงลิ่วมา พลันเสียงปี่ก็เงียบไปและพิกุลก็รีบออกจากท่าน้ำไปทันที


หลวงราชเห็นดังนั้นรีบว่ายไปยังท่าน้ำบ้านจางวางพ่วง เข้าไปซ่อนใต้บันไดรอจนจางวางพ่วงผูกเรือขึ้นท่าไปอย่างรีบร้อนแล้วจึงลอยตัวออกมามองไปที่เรือนจางวางด้วยความเป็นห่วงพิกุล

ฝ่ายจางวางพอขึ้นเรือนก็ตรงไปที่ห้องพระหยิบปี่มาพลิกดูเห็นใต้ปี่มีทองปิดอยู่ ตรวจทุกอย่างเห็นว่าปี่อยู่ในสภาพเดิมก็วางปี่ลงอย่างสงสัยยกมือไหว้แล้วออกจากห้องพระ เจอเพียรที่รออยู่ถามว่า

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า ถึงรีบร้อนกลับเรือนอย่างนี้” จางวางบอกว่าไม่มีอะไร แล้วถามหาพิกุล เพียรบอกว่า “เข้าห้องไปแล้ว มีเรื่องอะไรกับพิกุลรึ”

จางวางไม่ตอบ พอจางวางเดินออกไป เพียรก็มองไปที่ห้องพระอย่างอยากรู้

พิกุลนั่งเหม่อที่หน้าต่างมองไปที่ท่าน้ำเห็นหลวงราชนั่งอยู่และมองมาที่ห้องตน พอหลวงราชเห็นพิกุลมองมาก็รีบชูปี่ให้ดู พิกุลดีใจจะออกไป แต่มีเสียงเคาะประตูพร้อมเสียงแม่ถามว่านอนหรือยัง พิกุลชะงักมองไป

ที่ท่าน้ำอีกที หลวงราชหายไปแล้ว เห็นเงานึกว่าเป็นหลวงราชแต่ต้องหน้าเจื่อนเมื่อเห็นว่าเป็นเงาจางวาง พิกุลรีบออกจากตรงหน้าต่างกลัวพ่อเห็น ในใจนึกเป็นห่วงนายยศขึ้นมา

ooooooo


ละครปี่แก้วนางหงส์ ตอนที่ 1 อ่านปี่แก้วนางหงส์ติดตามละครปี่แก้วนางหงส์ ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย วรินทร ปัญหกาญจน์,ราณี แคมเปน 15 ต.ค. 2561 07:55 2018-10-18T02:30:19+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ