ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ภูผาแพรไหม

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ที่แผนกเครื่องเขียนภายในห้างฯ แสงมณีเลือกซื้ออุปกรณ์วาดรูปโดยมีภูผากับทวีปคอยอารักขาตามหน้าที่ แสงมณีหันมาถามภูผาว่าชอบวาดรูปหรือเปล่า ชายหนุ่ม ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพว่าตนไม่มีหัวทางศิลปะ

“ศิลปะอยู่ที่การฝึกฝนค่ะ ถ้าคุณอยากวาดก็บอกนะคะ ฉันพอจะแนะนำได้”

“ผมอยากวาด” ทวีปโพล่งขึ้น

แสงมณีเหลือบตามองเขาแวบเดียวก่อนเอ่ยว่า “คนที่จะวาดรูปได้ต้องเป็นคนจิตใจดี ภาพที่ออกมาจะได้ สะท้อนความคิดดีๆ อย่างคุณฝึกไปก็วาดไม่สวย อย่าเสียเวลาเลย”

“เจ้าว่าผมจิตใจไม่ดีเหรอ” ทวีปเสียงขุ่นไม่พอใจ

แสงมณีไม่ตอบ ยักไหล่ใส่แล้วหันหนี ทวีปยิ่งฮึดฮัดหมั่นไส้เหมือนจะไม่ยอม ภูผาเลยต้องเตือนสติเพื่อนโดยเร็วว่า

“อยู่ใกล้พยานปากเอกแล้วก็หยุดปากหมาซะบ้าง จะได้ไม่เสียโอกาสหาเบาะแสตามจับคนร้าย”

ทวีปรับฟังอย่างเซ็งๆ จำต้องเปลี่ยนท่าทีนอบน้อมเข้าไปหาแสงมณี ถามเธอว่าซื้อของเสร็จแล้วจะกลับบ้านหรือไปที่อื่นต่อ แต่คำตอบของเธอกลับทำให้เขาชักสีหน้าตั้งท่าจะเอาเรื่อง จนภูผาต้องกระแอมเตือน

“ถามทำไม” นั่นคือคำตอบแสนห้วนของเธอ ทวีปสะกดใจ เหลือบมองภูผาแวบหนึ่งก่อนพูดอย่างใจเย็นกับเธอ

“ก็เจ้าบอกว่าเวลาจะไปไหนให้ผมถาม ผมเลยถาม จะได้ขับรถพาเจ้าไปถูกไงครับ”

“ดีมาก” แสงมณียิ้มอย่างผู้ชนะ

“แล้วตกลงเจ้าจะไปไหนต่อครับ”

“แถวนี้แหละ...ทางนี้ค่ะคุณภูผา” แสงมณีเดินเลี้ยวไปทางหนึ่ง ภูผาหันมองทวีปอย่างขำๆ

เมื่อเดินตามกันไปถึงหน้าร้านกาแฟ แสงมณีก็เล่นแง่กับทวีปอีก เธอชวนภูผาดื่มกาแฟแต่ไม่ชวนทวีป จึงโดนทวีปหาว่าลำเอียง เพราะตนกับภูผาต่างก็เป็นองครักษ์เหมือนกัน

“ก็มีแต่คุณภูผาที่พูดจาดีกับฉัน ฉันก็เลี้ยงเขาคนเดียวน่ะสิ เชิญค่ะคุณภูผา”

“ขอบคุณครับ”

แสงมณีเดินนำเข้าไป ทวีปโวยกับภูผาทันทีว่าตนพูดดีกับเธอแล้วนะ เธอนั่นแหละที่ไม่ยอมพูดดีกับตน

“ปากหมาใส่ตั้งหลายครั้ง พูดดีแค่สองประโยคจะให้เขาพูดดีด้วย แกนี่มันเอาแต่ใจจริงๆ เฝ้าหน้าร้านนะ ฉันจะระวังคนในร้านให้เอง”

ภูผาเดินตามแสงมณีไป ทวีปถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แล้วครู่ต่อมายิ่งหน้าบึ้งไปกันใหญ่ที่เห็นพิพิธซึ่งอยู่ภายในร้านลุกไปร่วมโต๊ะกับแสงมณี โดยที่ภูผาลุกออกมาอย่างมีมารยาท แต่มันทำให้แสงมณีเสียโอกาสที่จะได้พูดคุยกับภูผาตามลำพัง

สมควรแก่เวลา แสงมณีกับพิพิธจึงแยกย้าย พิพิธกลับมาที่ร้านเพชรของตนและบอกเล่าให้พี่ชายฟังว่าเจอแสงมณีที่ร้านกาแฟ

“โดนคนตามฆ่ายังออกจากบ้านอีก ใจกล้าจริงๆ”

“เจ้าบอกว่าไม่อยากใช้ชีวิตบนความกลัวน่ะครับ”

“บอกตรงๆนะว่าเฮียไม่อยากให้แกอยู่ใกล้เจ้าแสงมณีเลย เฮียกลัวว่าเกิดอะไรขึ้นแกจะพลอยฟ้าพลอยฝนถูกลูกหลงไปกับเขาด้วย”

“ผมน่ะมีวิชา ดูแลตัวเองได้ แล้วก็มั่นใจว่าดูแลเจ้าแสงมณีได้ด้วย”

“เออ...เย็นนี้กินอะไรกันดี”

“เฮียอยากกินอะไรก็ตามสบายเลยครับ เพราะผมไม่อยู่ ผมนัดกินข้าวกับเพื่อนน่ะครับ” ว่าแล้วพิพิธหันไปเตรียมตัว...

เย็นวันเดียวกัน ปรางแก้วซื้อข้าวของมามากมายเพื่อฉลองที่ชัยคืนดีกับคนรัก แต่บุญศรีบอกตรงๆว่ากลุ้มใจ เพราะวันก่อนที่วนิดามาหา เธอพูดเองว่าแพรไหมเจ้าชู้ ตนเลยกลัวว่าแพรไหมจะทำให้ชัยเสียใจอีก

“คุณแพรทั้งสวยทั้งรวยน่าจะมีผู้ชายเข้ามาให้เลือกเยอะ แต่เขาเลือกคืนดีกับพี่ชัย แก้วว่าเขาต้องรักพี่ชัยจริงค่ะ”

“ป้าก็ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น  ชัยจะได้มีความสุขซะที”

ooooooo

ส่งแสงมณีถึงบ้านด้วยความปลอดภัยแล้วสองหนุ่มองครักษ์จึงลากลับ ฝ่ายแสงมณีทำท่าจะโดนดวงใจคาดคั้น เพราะไม่พอใจที่เธอไม่รีบกลับบ้าน ทั้งๆที่อยู่ในช่วงต้องระมัดระวังตัว แต่แสงมณีก็มีวิธีหลีกเลี่ยงด้วยของฝากสวยๆงามๆ ทำให้ดวงใจลืมเรื่องอื่นไปชั่วขณะหนึ่ง

ใกล้ค่ำแล้ว พันทิญายังอ้อยอิ่งไม่เตรียมตัวทั้งที่มีนัดกับชัย เธอคุยโทรศัพท์กับพิพัฒน์อย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิก กระทั่งแพรไหมต้องเดินมาส่งสัญญาณเตือนว่าเลยเวลานัดแล้ว พันทิญาจึงวางสายอย่างหงุดหงิด

เมื่อไปถึงร้านอาหารที่เป็นแหล่งนัดหมาย ชัยรอรับพันทิญาอยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าพิพิธจะนัดเพื่อนมาที่นี่ด้วย พิพิธเห็นเต็มตาว่าพันทิญาเดินไปกับผู้ชาย แล้วก็เห็นว่าทั้งคู่พากันออกจากร้านทั้งๆที่ยังไม่ได้ลงนั่งเลยด้วยซ้ำ

พันทิญามาเพื่อบอกเลิกชัย เธอจึงไม่อยากอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนเยอะๆ ขณะเดินไปถึงลานจอดรถชั้นสี่ภายในตึก พันทิญาตัดสินใจคืนแหวนให้ชัยด้วยหวังจะจบเรื่องให้เร็วที่สุด แต่ชัยตกตะลึง สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

“คืนแหวน...คุณหมายความว่าไง”

“แกนี่มันโง่เกินควายจริงๆ ผู้หญิงเอาแหวนมาคืน ยังไม่รู้อีกว่าหมายความว่ายังไง ไม่รู้ก็ยืนคิดให้ตายอยู่ตรงนี้แหละ” พันทิญาปาแหวนใส่ชัยแล้วเดินออกไปทันที

ชัยเก็บแหวนก่อนวิ่งตามมารั้งเธอไว้อย่างเว้าวอน “คุณจะเลิกกับผมเหรอ”

“อย่าใช้คำว่าเลิก เพราะเราไม่เคยคืนดีกัน”

“แต่คุณบอกว่าจะคืนดีกับผม”

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

“คุณโดนแม่คุณบังคับให้เลิกกับผมอีกแล้วใช่ไหมครับ พาผมไปหาคุณแม่คุณเดี๋ยวนี้เลยนะครับ ผมจะคุยกับคุณแม่คุณเอง”

“ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะว่าแม่ฉันไม่เกี่ยว ฉันอยากเลิกกับแกเพราะฉันไม่ได้รักแก”  พันทิญามองชัยอย่างรำคาญ สะบัดแขนแล้วเดินต่อ ชัยวิ่งไปดักหน้าน้ำตาคลอ

“คุณแพร...บอกมาว่าผมต้องทำยังไงคุณถึงจะรักผม...ผมยอมทำทุกอย่าง”

“รวยให้ล้นฟ้า มีพ่อแม่เป็นไฮโซ...ถ้าแกทำได้ในชั่วข้ามคืน ฉันจะรักแก”

“ถึงผมจะจนมีพ่อแม่ผมจะเป็นคนธรรมดา แต่ผมก็รักคุณมากนะครับ”

“ความรักมันทำให้ชีวิตสุขสบายไม่ได้...ฉันไม่สนหรอก”

“ผมจะทำงานให้มากกว่านี้ผมจะหาเงินให้ได้มากๆ ผมสาบานว่าจะเลี้ยงดูคุณให้สุขสบาย อย่าเลิกกับผมเลยนะครับ”

“เจ้าของร้านมือถืออย่างแกต่อให้ทำงานมากกว่านี้ร้อยเท่าก็ไม่มีวันรวยเท่าพ่อค้าเพชรแฟนใหม่ฉัน ฉันคงโง่มากถ้าเลิกกับเขากลับมาคบกับแก”

“แต่ผมอยู่โดยไม่มีคุณไม่ได้”

“อยู่ไม่ได้ก็ไปตายซะ” พันทิญาตะโกนด้วยความหงุดหงิดโมโห

เสียงนั้นทำให้พนักงานโบกรถตกใจวิ่งมาดู แต่ไม่กล้าเข้ามาห้ามเพราะเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว

ชัยเริ่มร้องไห้ด้วยความเสียใจ และไม่ว่าเขาจะวิงวอนขอร้องเธอยังไงก็ไม่สำเร็จ ที่สุดชัยตัดสินใจขึ้นไปยืนบนขอบกำแพง

“คุณแพร...ไม่มีคุณชีวิตผมก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว ผมรักคุณ...ผมรักคุณมาก” พูดขาดคำ ชัยกระโดดหายลงไปเบื้องล่างท่ามกลางเสียงหวีดร้องของพันทิญากับเสียงตะโกนของพนักงานโบกรถ

พันทิญาไม่คิดไม่ฝันว่าชัยจะโดดตึกฆ่าตัวตาย เธอชะโงกหน้าลงไปเห็นชัยนอนจมกองเลือดแล้วรีบวิ่งขึ้นรถขับออกไปโดยเร็ว

หลังจากนั้นไม่นาน บุญศรีที่กำลังกินข้าวอยู่กับภูผา ทวีป และปรางแก้ว ก็ได้รับแจ้งข่าวร้ายนี้ บุญศรีถึงกับ เข่าอ่อนจะเป็นลม ส่วนคนอื่นๆพอรู้เรื่องก็ตกใจกันใหญ่

ขณะที่พวกภูผาพากันไปถึงโรงพยาบาล ฝ่ายพันทิญากลับมาถึงบ้านพอดี เธอนั่งหน้าซีดในรถ ท่าทางยังตื่นตระหนกตกใจไม่หาย

“ไอ้บ้าชัย ไอ้โง่...แกทำแบบนี้ทำไม ถ้ามีคนจำหน้าฉันได้แล้วตำรวจตามตัว ฉันจะทำยังไง ตายตกนรกหมกไหม้ไปเลยนะ จะได้ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตฉันอีก”

พันทิญาสาปแช่งชัยด้วยความโมโห...วนิดากับแพรไหมเห็นพันทิญาไม่ลงจากรถเสียทีจึงพากันออกมา แล้วซักถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม พันทิญาไม่กล้าพูดแต่มองเข้าไปในบ้านอย่างระแวง กลัวแม่จะรู้เห็น แพรไหมกับวนิดาจึงให้ความมั่นใจว่าท่านเพิ่งเข้าห้องทำงาน อีกนานกว่าจะออกมา

“แล้วเรื่องนายชัยเป็นไงบ้าง” วนิดาเร่งเร้า

“พันเอาแหวนคืนมันแล้วก็บอกเลิกมันค่ะ”

“แล้วคุณชัยเข้าใจพี่พันไหมคะ เขาโกรธพี่มากรึเปล่า”

“ไม่โกรธ...แต่มันเสียใจมาก...มากจนเป็นบ้า”

“คลั่งขนาดนั้นแล้วมันทำอะไรพันรึเปล่า”

“มันไม่ได้ทำพันค่ะ แต่มันทำตัวเอง”

วนิดากับแพรไหมสงสัยว่าชัยทำอะไร แล้วต้องตกใจ แทบช็อกเมื่อได้ยินพันทิญาบอกว่าชัยกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

“แล้ว...แล้วเขาเป็นยังไงบ้างคะ”

“พี่ไม่รู้ เห็นมันโดดพี่ก็ตกใจเลยรีบขับรถออกมา... ถ้าไอ้ภูผารู้ว่าไอ้ชัยฆ่าตัวตายเพราะพัน มันอาละวาดแน่ๆ”

แพรไหมหน้าเจื่อนกลัวภูผาเอามากๆ  ขณะที่พันทิญากับวนิดาก็ร้อนใจมากเช่นกัน

ทางด้านพิพิธที่ยังอยู่ร้านอาหารภายในตึกที่ชัยกระโดดลงมา พิพิธไม่ทราบว่าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ที่เห็นพันทิญากับชัย เขาได้แอบถ่ายรูปทั้งคู่เอาไว้แล้วส่งต่อไปให้พี่ชายเรียบร้อยแล้ว

ปรากฏว่าภาพนั้นทำให้พิพัฒน์โกรธมาก โกรธที่พันทิญาโกหกว่าไม่รู้จักชัย แต่ในภาพบ่งบอกว่าทั้งคู่รู้จักกันแน่ เพราะไม่เช่นนั้นพันทิญาคงไม่รับช่อดอกไม้จากชัยมา...

แต่ที่พิพัฒน์ยังไม่รู้ก็คือเวลานี้ชัยกำลังโคม่า เขาถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินโดยมีคนในครอบครัว รวมทั้งทวีปเพื่อนรักของภูผายืนกระวนกระวายด้วยความเป็นห่วงอยู่หน้าห้อง ส่วนปรางแก้วใช้สิทธิ์ความเป็นพยาบาลที่นี่เข้าไปด้านใน

ภูผาแสดงความโมโหก่นด่าแพรไหมซึ่งเขาเข้าใจว่าเธอคือตัวการทำให้พี่ชายของเขาคิดสั้น  แต่บุญศรียังไม่ปักใจจึงไม่อยากให้ภูผาปรักปรำเธอ เพราะถ้าเธอไม่ได้ทำจะบาปกรรมเปล่าๆ

“พี่ชัยออกไปเจอเขาแล้วก็โดดตึก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณแพรจะเป็นเพราะใคร” ภูผาลงนั่งอย่างหงุดหงิด ทวีปต้องเข้ามาปลอบให้ใจเย็น

“ยังไม่ต้องหงุดหงิดได้ไหมวะ ลูกน้องฉันกำลังสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ ถ้าคุณแพรเป็นต้นเหตุจริง หงุดหงิดตอนสรุปปากคำแล้วก็ยังทัน”

ภูผานั่งหน้าหงิกไม่ยอมพูดกับทวีป อีกครู่ ปรางแก้วเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมารายงานอาการของชัยว่า อวัยวะภายในเขาบอบช้ำมากต้องผ่าตัดด่วน ซึ่งหมอ บอกว่าห้าสิบห้าสิบ บุญศรีได้ฟังถึงกับเข่าอ่อน ภูผาต้องประคองพาไปนั่ง

“พี่ภูคะ แหวนวงนี้อยู่ในมือพี่ชัย”

ภูผารับแหวนนั้นมาจากปรางแก้ว คิดว่าคงเป็น แหวนที่พี่ชัยให้แพรไหม และตอนคืนแหวนเธอต้องพูดอะไรให้เขาเสียใจมากแน่ๆ เขาถึงประชดด้วยการโดดตึก

คิดแล้วภูผายิ่งโมโห เก็บแหวนใส่กระเป๋าเสื้อจะผลุนผลันไปเอาเรื่องแพรไหม แต่พอได้ยินปรางแก้วบอกว่าตอนนี้พี่ชัยกำลังจะผ่าตัดต้องการเลือดเพื่อต่อชีวิต ภูผาจึงหยุดชะงักเพราะตัวเองมีเลือดกรุ๊ปเดียวกับพี่ชาย

ครู่ต่อมา ปรางแก้วเดินนำภูผาไปที่ห้องบริจาคเลือด เธอบอกให้เขานอนบนเตียง เดี๋ยวจะมีพยาบาลเข้ามาเจาะเลือดให้ ภูผาพยักหน้าเข้าใจแต่ดูเหมือนท่าทางเขายังปรับอารมณ์โกรธให้คลายลงไม่ได้ ปรางแก้วจึงต้องเตือน

“อารมณ์มีผลกับความดันเลือด...ทำใจให้สบายนะคะ ความดันพี่ภูจะได้กลับมาปกติ”

“พี่จะพยายาม”

“แก้วไม่ได้เป็นพยาบาลห้องผ่าตัดแต่ขออนุญาตคุณหมอเข้าไป แก้วไปเปลี่ยนชุดแล้วเข้าไปดูพี่ชัยก่อนนะคะ”

ภูผาพยักหน้าอีกครั้ง แล้วนอนมองเพดาน พยายามสูดหายใจลึกๆเพื่อตั้งสติ

ooooooo

ขณะเดียวกันนั้นที่บ้านศุภลักษณ์...พันทิญากดรีโมตทีวีเปลี่ยนช่องไปมาเพื่อเช็กข่าวชัยโดดตึก แต่เช็กอยู่ครู่ใหญ่ๆก็ไม่เห็นมีข่าวเลยสักช่อง

พันทิญาร้อนใจและหงุดหงิดเป็นอันมาก กลัวพนักงานโบกรถที่เห็นเหตุการณ์จะให้ปากคำตำรวจเกี่ยวพันมาถึงตน ส่วนแพรไหมแสดงความเห็นด้วยท่าทีกลัวๆว่า

“ไม่ว่าใครจะพูดยังไง คุณภูผาก็ต้องคิดว่าคุณชัยฆ่าตัวตายเพราะแพรอยู่ดี”

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคิดว่านายภูผาจะคิดอะไรกับแพร แต่เราต้องมาช่วยกันคิดว่าทำยังไงนายภูผาถึงจะไม่มาอาละวาดจนทำให้คนอื่นรู้ว่ายัยพันเป็นคนหลอกนายชัยมากกว่า” วนิดาเอ่ยหน้าเครียด

“แพรว่าเราควรไปโรงพยาบาลเพื่อขอโทษครอบครัวคุณภูผา”

“ทำไมต้องไป ในเมื่อไอ้ชัยมันอ่อนแอแล้วฆ่าตัวตายเอง” พันทิญาเสียงแข็งไม่รับผิดชอบ

“แต่ถ้าเราไม่ไปแล้วคุณภูผาเอาเรื่องคุณชัยไปบอกเจ้า...เจ้าก็ต้องให้คนสืบจนรู้อยู่ดีว่าคนที่คบคุณชัยเป็นพี่พัน เราไปคุยกับครอบครัวคุณภูผาก่อนที่เรื่องจะบานปลายใหญ่โตดีกว่านะคะ”

พันทิญาไม่พอใจ แต่วนิดาวิเคราะห์คำพูดแพรไหม แล้วคล้อยตามว่าเราอาจต้องทำอย่างนั้น แพรไหมจึงรวบรัดทันทีว่า งั้นพรุ่งนี้เราไปหาภูผาแต่เช้าเลย

วนิดาตอบรับด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้แพรไหม ขณะที่พันทิญาหงุดหงิดเป็นบ้า ก่นด่าชัยด้วยความเจ็บแค้นที่เขาทำให้ชีวิตของตนต้องวุ่นวาย พอดีศุภลักษณ์เข้ามาได้ยินแว่วๆ ถามพันทิญาว่าใครทำอะไรให้วุ่นวาย

ทุกคนหน้าเจื่อนไปตามกัน กลัวศุภลักษณ์รู้เรื่อง วนิดารีบแก้ตัวให้หลานรักว่า

“คือ...ยัยพันกำลังเล่าว่าช่วงนี้งานยุ่งมาก ชีวิตเลยวุ่นขึ้นน่ะค่ะ”

“เพิ่งเริ่มงานก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างนี้แหละ ทำไปเรื่อยๆพอพันเข้าใจงานมากขึ้นทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทางเอง”

“ค่ะคุณแม่”

“ดึกแล้ว...เลิกคุยเรื่องงานแล้วก็พักผ่อนกันได้แล้ว”

ทุกคนรับคำแล้วแยกย้ายกันไป พันทิญากลับเข้าห้องตัวเองเป็นจังหวะที่พิพัฒน์โทร.หาพอดี เธอรับสายด้วยน้ำเสียงออดอ้อน แต่ฝ่ายชายไม่อ้อยอิ่งอ่อนหวานเหมือนเดิม นัดเธอทานอาหารกลางวันพรุ่งนี้ แล้วตัดบทไปโดยที่พันทิญาแทบไม่ได้พูดอะไรเลย ส่วนแพรไหมนอนไม่หลับ กลุ้มใจเรื่องภูผาและเป็นห่วงชัย เธอสวดมนต์ภาวนาขอให้คุณพระช่วยคุ้มครองชัยให้ปลอดภัยด้วยเถิด

ขณะเดียวกันที่บ้านแสงฉาย ดวงใจกำลังยืนหน้างอดูแสงมณีเลือกชุดใส่วันพรุ่งนี้ ดวงใจไม่อยากให้แสงมณีออกจากบ้านเพราะเป็นห่วง แต่แสงมณีก็ชอบขัดใจโดย อ้างว่าตนมีองครักษ์มือดีแล้ว แต่ถ้าจะดีกว่าคือภูผาต้องเอาคนอื่นมาแทนนายหมวดปากเสียนั่น ตนเห็นหน้าเขาทีไรเป็นต้องหงุดหงิดทุกที

“เขาอยากได้ข้อมูลไปทำคดีคงทำทุกวิธีเพื่อหลอกถามเจ้า อย่าหลงกลแล้วเผลอตอบอะไรไปนะคะ”

“หญิงไม่มีทางหลงกลตาหมวดจอมเจ้าเล่ห์นั่นหรอกค่ะ”

เสียงเคาะประตูทำให้ทั้งคู่หันขวับไป...แสงฉายนั่นเอง เขามารบกวนน้องสาวให้ช่วยเลือกชุดหมั้นกับชุดเจ้าสาวให้แพรไหม แสงมณีไม่อยากพูดอะไรต่อหน้าดวงใจจึงเดินตามพี่ชายออกไป แล้วทักท้วงว่าให้เจ้าสาวเลือกเองไม่ดีกว่าหรือ?

“น้องหญิงก็รู้ว่าคุณแพรไม่มีวันยอมเลือก”

“พี่ชายแน่ใจจริงๆใช่ไหมคะ ว่าจะแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักพี่ชาย”

“ยิ่งกว่าแน่ใจ จำที่ท่านพ่อเล่าให้พวกเราฟังไม่ได้เหรอว่าท่านแม่ไม่ได้รักท่านพ่อ แต่พอแต่งงานกัน อยู่ ด้วยกัน ท่านแม่ได้เห็นความรักที่ท่านพ่อมีให้ ท่านแม่ก็ใจอ่อน สุดท้ายก็รักท่านพ่อหมดหัวใจ”

“พี่ชายคิดว่าหลังจากอยู่ด้วยกัน คุณแพรจะรักพี่ชายหมดหัวใจแบบที่ท่านแม่รักท่านพ่อ?”

แสงฉายพยักหน้ารับ แสงมณีจนใจไม่รู้จะพูดยังไง ได้แต่อวยพรพี่ชายให้สมหวังและมีความสุขอย่าง ที่คิดทุกประการ

ooooooo

หลังบริจาคเลือดให้พี่ชายแล้วภูผาแอบออกจากโรงพยาบาลโดยไม่บอกใคร จนกระทั่งพยาบาลจะเอาน้ำหวานมาให้แล้วไม่เห็นจึงออกมาสอบถามญาติ บุญศรีกับทวีปที่อยู่หน้าห้องผ่าตัดถึงทราบเรื่อง

ทวีปร้อนใจกลัวภูผาจะไปอาละวาดเอาเรื่องแพรไหม แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ภูผากำลังมุ่งหน้าไปบ้านแพรไหมตามที่อยู่ที่ตนเองหาได้...

เสียงออดดังระรัวทำให้คนในบ้านตกอกตกใจ โดยเฉพาะแพรไหมที่ยังนอนไม่หลับ เธอรีบลุกออกมาเจรจากับภูผาก่อนที่คนอื่นๆจะตามออกมาอีกเป็นพรวน

แพรไหมยืนในรั้วบ้านคุยกับภูผาที่ท่าทางโกรธจัด เขาต้องการคำตอบจากเธอว่าทำไมพี่ชายของเขาถึงฆ่าตัวตาย แพรไหมหน้าเสียไม่รู้จะตอบอย่างไร ก็พอดีพวกศุภลักษณ์ชักแถวกันออกมา

ศุภลักษณ์ไม่พอใจย้อนถามภูผาว่าพี่ชายของเขาฆ่าตัวตายแล้วเกี่ยวอะไรกับแพรไหมด้วย นั่นยิ่งทำให้ภูผาโมโหมองกราดทุกคนก่อนโพล่งขึ้นมาว่า

“คุณพันทิญา คุณวนิดารู้เรื่องนี้ทุกคน...ไม่มีใครบอกเรื่องพี่ชัยให้คุณรู้เลยเหรอ”

ศุภลักษณ์พึมพำชื่อชัยแล้วหันขวับมองคนของตัวเอง แต่ทุกคนก้มหน้าไม่กล้าสบตา จนเมื่อศุภลักษณ์นึกได้ถามพันทิญาว่า คนที่มาหากันเมื่อวันก่อนใช่ไหม พันทิญาถึงกับอ้ำอึ้ง ตอบเอาตัวรอดว่าชัยเป็นแฟนกับแพรไหม พอโดนบอกเลิกเขาเลยเสียใจมากจนไม่สบาย

“วันนี้เขาหายแล้ว...แต่คุณแพรกลับทำให้พี่ชัยต้องโดดตึกฆ่าตัวตาย” น้ำเสียงภูผาโกรธแค้นมาก...

ศุภลักษณ์หน้าเจื่อน หันไปถามแพรไหมว่าจริงหรือ?

วนิดากับพันทิญาหน้าเสียกลัวความจริงจะเปิดเผย แต่ทว่าคำตอบของแพรไหมกลับทำให้สองน้าหลานผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

แพรไหมยอมรับว่าจริงอย่างที่ภูผาพูด แต่ศุภลักษณ์ไม่เชื่อ และหาว่าภูผารวมหัวกับพี่ชายเพื่อข่มขู่แพรไหมเพราะเห็นว่าครอบครัวของตนร่ำรวย

“ผมไม่เคยข่มขู่คุณแพร แล้วสิ่งที่ผมต้องการก็คือให้คุณแพรไปดูแลจนกว่าพี่ชัยจะหายดี พอเขาหายดีแล้วคุณแพรต้องกราบเท้าขอโทษพี่ชัย”

“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณต้องการแค่นั้น ถ้าคุณต้องการเงินหรือใช้ธุรกิจของฉันทำประโยชน์ รู้ไว้เลยนะว่าฉันไม่มีวันยอม”

“วันนี้คุณแพรไปกินข้าวกับพี่ชัยที่ร้านคงมีเทปจากกล้องวงจรปิดที่จะยืนยันได้ว่าคุณแพรคบกับพี่ชัยจริง นอกจากเทปจากกล้องวงจรปิดแล้วผมจะพาคนที่เห็นเหตุการณ์ตอนพี่ชัยโดดตึกมาด้วย เขาจะได้ช่วยยืนยันว่า คนที่ทำให้พี่ชัยฆ่าตัวตายคือลูกสาวคุณ”

สามคนน้าหลานมองหน้ากันด้วยความตกใจ แต่ ศุภลักษณ์ไม่สะทกสะท้าน ท้าภูผาว่ามีหลักฐานอะไรไปเอามาให้หมด ถ้าแพรไหมทำอย่างที่เขาพูดจริง ตนจะยอมขอโทษ และยอมให้แพรไหมทำตามข้อเรียกร้องของเขาทุกอย่าง

ขณะเหตุการณ์กำลังตึงเครียด ทวีปนั่งแท็กซี่ตามมาหมายจะห้ามปรามภูผา ปรากฏว่าภูผาบอกคุยเสร็จแล้วและเดินลิ่วไปที่รถ ทวีปจึงก้าวตามติด ส่วนศุภลักษณ์สั่งคนของตนกลับเข้าไปคุยกันในบ้านเดี๋ยวนี้

เมื่อศุภลักษณ์คาดคั้นจริงจัง ทั้งวนิดา พันทิญา และแพรไหมต่างนิ่งเงียบไม่กล้าตอบ ทำให้ศุภลักษณ์ยิ่งโมโหเสียงดังคับบ้าน

“หูหนวกรึไง...ได้ยินที่ฉันถามมั้ย”

“พวกเราเห็นว่าพี่ศุทำงานหนัก เหนื่อยกับเรื่องงานมากพอแล้วเลยจะจัดการเรื่องนี้กันเองน่ะค่ะ”

“ถ้าพวกเธอมีปัญญาจัดการ คุณภูผาคงไม่มาตะโกนปาวๆหน้าบ้านเราอย่างนี้หรอก...ทำธุรกิจมาตั้งแต่สาวยันแก่ เจอกลโกงมาทุกรูปแบบ โดนคู่แข่งข่มขู่เป็นร้อยครั้งฉันก็แก้เกมพวกมันได้ทุกครั้ง แต่ลูกฉันแค่โดนบอดี้การ์ดข่มขู่ กลับแก้ปัญหาไม่ได้ มันน่าอายจริงๆ”

แพรไหมไม่อยากให้ศุภลักษณ์เข้าใจภูผาผิดแย้งว่าภูผาไม่ได้ข่มขู่ตน ส่วนพันทิญากับวนิดากลัวแพรไหมหลุดความจริงออกมาหมดจึงช่วยกันเบี่ยงเบน แล้วด่วนสรุปว่า

“พี่ศุคะ ในฐานะที่ดาอาวุโสที่สุด ดาต้องกราบขอ ประทานโทษพี่ศุด้วยค่ะ ที่ช่วยหลานๆปิดบังเรื่องนี้... พัน แพร ขอโทษคุณแม่ซะ”

สองสาวทำตามอย่างว่าง่าย เท่านี้ศุภลักษณ์ก็อ่อนลง

“คราวหลังถ้ามีใครรังแกแล้วไม่ยอมบอกฉัน...ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่อีก”

พันทิญากับวนิดาโล่งใจ พอศุภลักษณ์กลับขึ้นไปนอน สองน้าหลานก็เล่นงานแพรไหมต่อทันที

“เมื่อกี้แพรคิดจะทำอะไร ทำไมบอกคุณแม่ว่าคุณภูผาไม่ได้ข่มขู่”

“ก็เขาไม่ได้ข่มขู่แพรจริงๆนี่คะ”

“รู้ว่ามันไม่จริง แต่ถ้าไม่ปล่อยให้พี่ศุเข้าใจอย่างนั้นแล้วจะทำยังไง เราคิดจะบอกความจริงแล้วให้พี่ศุเล่นงานยัยพันใช่มั้ย”

“เปล่าค่ะ แพรแค่อยากให้คุณแม่รู้ว่าคุณภูไม่ได้ข่มขู่ แพรไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น”

“งั้นก็หัดคิดซะบ้าง พี่จะได้ไม่เดือดร้อน”

“อย่ามัวเถียงกันอยู่เลย ตอนนี้นายภูผาคงกำลังไปเอาเทปกล้องวงจรปิดแล้วก็เอาคนที่ร้านมาชี้ตัวคนที่ไปกับพี่ชายมัน เราต้องขัดขวางมันก่อน”

“มันไปตั้งนานแล้ว ป่านนี้มันอาจจะถึงร้านแล้วก็ได้ เราจะขัดขวางมันได้ยังไงล่ะคะ”

วนิดาครุ่นคิดไม่นานก่อนโทร.ไปคุยกับผู้จัดการร้านอาหารที่พันทิญานัดพบชัย ส่วนภูผากับทวีปยังไป ไม่ถึงร้านเพราะรถติดมาก ภูผาตั้งใจจะไปเอาหลักฐานมายืนยันกับศุภลักษณ์ แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว

หลังจากคุยกับผู้จัดการเรียบร้อยแล้ว วนิดากับ แพรไหมก็เตรียมออกจากบ้าน โดยวนิดาวางแผนให้พันทิญา ไปอ้อนขอนอนกับศุภลักษณ์เพื่อเปิดโอกาสให้ตนกับ แพรไหมออกจากบ้านได้สะดวก บวกกับวนิดาจ่ายเงินปิดปากสาวใช้ไปอีกหนึ่งพัน หนทางเลยยิ่งราบรื่น

น้อยช่วยแพรไหมเข็นรถยนต์ที่มีวนิดาบังคับพวงมาลัยออกมาพ้นรั้วบ้าน แล้ววนิดาค่อยสตาร์ตเครื่องขับออกไปกับแพรไหม จุดหมายคือร้านอาหารที่โทร.ไปกรุยทางกับผู้จัดการไว้แล้วนั่นเอง

ooooooo

เมื่อภูผากับทวีปไปถึงร้านอาหาร ผู้จัดการไม่ให้ความร่วมมือใดๆทั้งสิ้น ทั้งเรื่องเทปกล้องวงจรปิดและพนักงานโบกรถที่เห็นเหตุการณ์ ครั้นถูกผู้หมวดทวีปคาดคั้นหนักเข้า ผู้จัดการจึงให้ได้แค่ที่อยู่ของพนักงานโบกรถ แต่เรื่องกล้องวงจรนั้นเขายืนยันว่าเครื่องเสียจริงๆ

ขณะภูผาและทวีปจะกลับออกจากร้าน ไม่นึกว่าจะเจอพิพิธตรงหน้าห้องน้ำ สองฝ่ายทักทายกันครู่หนึ่งประสาคนรู้จักก่อนจะแยกย้าย โดยพิพิธกลับไปร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆ ส่วนภูผากับทวีปเร่งไปตามหาตัวพนักงานโบกรถที่เห็นเหตุการณ์ตอนชัยกระโดดตึก ซึ่งภูผาได้ที่อยู่ของเขาจากผู้จัดการมาแล้ว

แต่ภูผาไม่ทันจะออกจากตึก รถวนิดาเลี้ยวเข้ามาในลานจอด พร้อมๆกับผู้จัดการร้านอาหารโทร.แจ้งวนิดาว่าภูผาเพิ่งผละไปจากตน วนิดาครุ่นคิดอย่างรอบคอบ กลัวเจ๊เอ๋กับภูผาจึงเอารถจอดแอบไว้คนละชั้นแล้วชวนแพรไหมขึ้นลิฟต์ไปเคลียร์กับผู้จัดการให้จบๆ

“น้าดาคะ แพรไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้เลยค่ะ มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดที่เราไม่แก้ที่ต้นเหตุคือบอกความจริงกับทุกคนปัญหาเรื่องพี่พันกับคุณชัยก็ไม่มีวันจบ”

“เอะอะก็จะให้พูดความจริง เรารักยัยพันบ้างรึเปล่า ทำไมถึงยุให้บอกความจริงที่จะทำให้ยัยพันเดือดร้อนอยู่ได้”

“เพราะรักน่ะสิคะ ถึงอยากให้พี่พันพ้นจากปัญหานี้ซะที”

“งั้นก็กรุณาเห็นด้วยกับสิ่งที่น้ากำลังทำ เพราะนี่ก็เป็นการช่วยยัยพันให้พ้นปัญหาเหมือนกัน”

วนิดาหยิบซองเงินลงจากรถด้วยท่าทีหงุดหงิด แพรไหมเดินตามหน้าจ๋อย พอจะเข้าลิฟต์เป็นจังหวะที่ภูผาขับรถลงมาพอดี ภูผาตาไวรีบหยุดรถบอกทวีปว่าตนเห็นแพรไหมขึ้นลิฟต์ไปแล้ว แต่พอทวีปย้อนถามว่าแน่ใจเหรอ เขากลับบอกไม่แน่ใจเพราะเห็นแต่ข้างหลัง

เพื่อพิสูจน์ให้หายข้องใจ ภูผาชวนทวีปตามขึ้นไปดูให้รู้แจ้งเห็นจริง ปรากฏว่าไม่พบสองน้าหลานในร้านอาหารนั้น แต่ผู้จัดการเห็นพวกเขาเต็มๆ แอบลุ้นระทึก กลัวพวกเขาจะเห็นวนิดากับแพรไหมที่กำลังก้มๆเงยๆเก็บเงินที่ทำหล่นลงพื้น

เมื่อสองหนุ่มพากันกลับออกไปแล้ว ผู้จัดการรีบเจรจากับสองน้าหลาน วนิดาแบ่งเงินเป็นสองส่วน ให้ผู้จัดการเป็นค่าเทปวงจรปิดและให้พนักงานโบกรถที่เห็นเหตุการณ์ ก่อนกำชับกึ่งขู่ว่าทั้งคู่ต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ถ้าแอบก๊อบปี้เทปไว้หรือหักหลังตนเมื่อไหร่พวกเขานั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเดือดร้อน...ทั้งคู่รับปากแข็งขัน โดยเฉพาะพนักงานโบกรถรับประกันว่าตนจะไปจากที่นี่คืนนี้เลย แล้วจะไม่ย้อนกลับมาอีกเป็นอันขาด

เคลียร์กันเรียบร้อยและได้เทปมาแล้ว วนิดาเดินยิ้มสบายใจออกจากห้องทำงานผู้จัดการ ต่างจากแพรไหมที่สีหน้ายังกังวล

“ไม่มีเทป ไม่มีพยาน แค่นี้นายภูผาก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”

“คุณภูผาเป็นตำรวจเก่าแล้วคุณทวีปก็เป็นตำรวจ แพรกลัวจริงๆว่าเขาอาจจะมีวิธีสืบแบบตำรวจแล้วเอาพยานคนนี้ไปหาคุณแม่ได้”

“คนจนอย่างพวกมันกลัวคนรวยอย่างเรามากกว่ากลัวตำรวจ มันไม่มีทางให้ตำรวจได้ตัวมันหรอก คิดมากไปได้”

แพรไหมโดนตำหนิจำต้องนิ่งเงียบไปทั้งๆที่ยังหนักใจ ขณะสองคนจะพ้นจากร้านเพื่อไปขึ้นรถ พิพิธเดินกอดคอเพื่อนออกมาเห็น เขามองตามสองน้าหลานอย่างจำได้แต่ไม่คิดจะทักทายเพราะกำลังกึ่มได้ที่ ส่วนภูผากับทวีปที่ไปตามหาพยานคนสำคัญก็ปรากฏว่าหาไม่พบ เหตุเพราะความเจ้าเล่ห์ของผู้จัดการร้านอาหารนั่นเอง

ด้านพันทิญาเมื่อทราบว่าน้าสาวเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว เธอทั้งกอดทั้งหอมวนิดาด้วยความดีใจ

“พันเป็นหลานน้า น้าไม่ยอมให้พันเดือดร้อนหรอก...แล้วพี่ศุล่ะ สงสัยอะไรบ้างมั้ย”

“ไม่ค่ะ แต่จู่ๆก็อยากคุยกับยัยแพร จะไปหายัยแพรที่ห้อง ดีนะคะที่พันห้ามแล้วคุณแม่ฟัง ไม่งั้นความคงแตกไปแล้วว่าคุณน้ากับยัยแพรออกไปข้างนอก...ตอนนี้หลับไปแล้วค่ะ”

“พรุ่งนี้เราจะออกจากบ้านพร้อมกันหรือไปเจอกันที่โรงพยาบาลคะ”

“เราไปคนเดียวเถอะ” วนิดาตอบหน้าตาเฉย แต่มันทำให้แพรไหมตกใจและสงสัยว่าเพราะเหตุใดเราถึงไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ว่าจะไปขอโทษภูผาด้วยกัน “นั่นเป็นข้อตกลงก่อนที่จะรู้ความต้องการของนายภูผา นายภูผาต้องการแค่ให้เราไปดูแลแล้วกราบขอโทษนายชัย เราก็ไปดูแลตอนนายชัยหลับ พอมันตื่นก็ให้ยัยพันไปขอโทษ แค่นี้เรื่องก็ไม่ถึงเจ้า”

“จริงด้วย ไม่เห็นต้องแห่กันไปให้มันสงสัยเลย...พันรักคุณน้าที่สุดในโลกเลยค่ะ” พันทิญากอดหอมวนิดาอีกรอบ แพรไหมพูดไม่ออกได้แต่มองทั้งคู่อย่างหนักใจ...

ที่โรงพยาบาล ชัยยังไม่รู้สึกตัวอยู่ในไอซียู โดยมีบุญศรีเฝ้าหน้าห้องตลอด ส่วนปรางแก้วแวะมาได้บ่อยเพราะทำงานที่นี่ ทวีปจึงเห็นควรว่าภูผาควรพาบุญศรีกลับไปพักผ่อนที่บ้านแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ภูผาตกลงตามนั้น และพอกลับไปถึงบ้านเขาก็นำตุ๊กตากามเทพที่แพรไหมเคยให้โยนทิ้งถังขยะด้วยความโมโห ในขณะที่แพรไหมเองก็นอนไม่หลับ เธอเป็นห่วงชัยที่เจ็บหนัก และห่วงความรู้สึกของภูผาที่กำลังเข้าใจเธอผิดเพราะพันทิญาเป็นต้นเหตุ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”
15 มิ.ย 2564

11:40 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 16:48 น.