ข่าว

วิดีโอ



เพลงรักเพลงปืน

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-แอคชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย: แดง บูรพา

ผลิตโดย: บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: กฤตฤทธิ์ บุตรพรม,ทัศนียา การสมนุช

หิน ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มในชุดมอซอสะพายเป้ใบเก่งไปยืนบนโขดหินสูง เขากวาดตามองบรรยากาศรอบตัวด้วยแววตานิ่งสงบ ตรงข้ามกับอารมณ์พลุ่งพล่านในใจที่ทรมานมาหลายปีเพราะความแค้นในอดีต...

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน บริเวณเขาหน่อ อำเภอบ้านโคก...หินยังเป็นแค่เด็กชายตัวเล็กนั่งกอดไหจูกับหงส์ แม่และพี่สาวแท้ๆด้วยความหวาดกลัวเพราะมีกลุ่มโจรใจโฉดบุกปล้นบ้าน!

เหิม พ่อแท้ๆของหินกับหงส์คว้าปืนยาวคู่ใจไปสู้พวกโจรหน้าบ้าน ไหจูผวาเกาะขาผัว

“อย่าพี่เหิม...มันเป็นโจรปล้นนะ มันคงรู้ว่าเราเพิ่งขายข้าวเปลือก มันมากันเป็นฝูงแล้วพี่จะสู้มันได้ยังไง”

น้ำเสียงสั่นๆของเมียรักทำให้เหิมลังเล แต่เมื่อมองหน้าหินกับหงส์ลูกรักทั้งสองเขาก็ตัดสินใจได้

“พาลูกหลบไปหลังกอไผ่ เร็ว! ออกไปทางด้านหลัง ไม่ต้องห่วงพี่”

ไหจูไม่ยอมกอดขาผัวแน่น เหิมต้องปลอบแกมสั่ง “ฟังพี่นะไหจู พี่ก็ศิษย์มีครูจะปล่อยให้มันปล้นข้างเดียวได้ไง พี่หนังเหนียว พวกมันทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก...พาลูกหลบไป...เร็ว!”

จบคำเหิมก็กระโจนพรวดไปยิงสู้พวกโจร ไหจูไม่มีทางเลือกตัดใจพาลูกทั้งสองหนีออกจากบ้าน เสือชงหัวหน้ากลุ่มโจรใจโฉดสั่งสมุนยิงสู้เหิมแต่ยิงไม่เข้าเพราะเหิมมีวิชาอยู่ยงคงกระพันแถมยิงสมุนของเขาตายหลายคน หัวหน้าโจรหนุ่มโกรธมากตะโกนขู่เหิม

“ไงวะไอ้เหิม ได้ข่าวว่าเอ็งเพิ่งตวงข้าวเปลือกขายได้เงินหลายหมื่น บอกที่ซ่อนเงินของเอ็งมา เอ็งหมดความจำเป็นต้องใช้เงินแล้ว”

เหิมไม่ตกลงแถมกระโดดถีบเสือชงจนปืนกระเด็น เสือชงโมโหโต้กลับจนเหิมเสียหลักถูกกระทืบหน้าอกเต็มแรง สมุนเสือชงฉวยจังหวะนั้นรวบแขนขาของเหิม เสือชงสะใจมากย่างสามขุมเข้ามาพูดเยาะ

“ไอ้เหิม...กูรู้ว่ามึงมีวิชาอยู่ยงคงกระพันของหลวงพ่อบุญ  มึงหนังเหนียว...แทงไม่เข้า ยิงไม่ออก แต่กูจะทะลวงไส้มึงดูว่าแทงไม่เข้าจริงไหม...บอกลาลูกกับเมียมึงซะ!”

เสือชงคว้าท่อนไม่ไผ่แถวนั้นแทงสวนทวารหนักของเหิมอย่างโหดเหี้ยม เหิมส่งเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด หินได้ยินเสียงร้องของพ่อจากป่าละเมาะไม่ไกลกันนั้นก็ตัดสินใจวิ่งกลับมาช่วย ไหจูกับหงส์ต้องวิ่งตามกลับมาที่บ้านทันเห็นภาพวาระสุดท้ายของเหิม

ไหจูหัวใจสลายกรีดร้องด่าเสือชง “พี่เหิม...มึงฆ่าพี่เหิม!”

เสือชงไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแถมกวาดตามองไหจูกับหงส์ด้วยสายตาหื่นกระหาย “เออ...มันหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพัน แต่มันไม่พ้นหลาวของกูไปได้หรอก ไอ้เหิมตาย...มึงกับลูกจะได้เป็นเมียพวกกู...ไอ้เสือชง!”

ไหจูแค้นจัดดึงท่อนไม้ไผ่จากตัวเหิมปาใส่หน้าเสือชงจนเป็นแผลยาว เสือชงโกรธมากยิงไหจูตายคาที่ หงส์ตกใจผวากอดศพแม่ ร้องไห้คร่ำครวญ หินจะไปหาพี่สาวแต่หงส์ไล่ให้หนี สมุนเสือชงจะตามจับหินแต่เสือชงห้ามไว้และส่งสัญญาณให้ช่วยกันอุ้มหงส์เข้าไปข่มขืนในบ้าน

หงส์กลัวสุดขีด พยายามขัดขืนและปกป้องตัวเองแต่สู้แรงผู้ชายหลายคนไม่ไหวถูกฆ่าข่มขืนอย่างเลือดเย็น เสือชงสาแก่ใจมากที่กำจัดเสี้ยนหนามอย่างเหิมได้ ประกาศก้องหลังโยนศพเหิม ไหจูและหงส์ลงหน้าผา

“กูจะยึดที่จับจองของไอ้เหิมมาทำท่าทราย!”

หินหนีไปได้ในคืนนั้น ไปอาศัยวัดกับหลวงตาบุญซึ่งจำพรรษาตามลำพังที่วัดบ้านโคก วันเวลาผ่านไปนับยี่สิบปีแต่ความแค้นของเขาไม่เคยเลือนหาย และวันนี้เขากลับมาบ้านโคกอีกครั้งเพื่อทวงแค้นเสือชงกับพวก

“กูจะกลับมาเรียกร้องความยุติธรรมให้พ่อแม่กับพี่สาวของกู!”

ooooooo

หาญ ชายหนุ่มหน้ามนท่าทางเจ้าสำราญขับรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ มาจอดบริเวณเขาหน่อ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่หินไปเยี่ยมบ้าน พลางส่งเสียงร้องเพลงด้วยท่วงทำนองครื้นเครงด้วยความดีใจที่ได้กลับบ้านเก่า...

เวลาเดียวกันนั่นเอง...พวกชาวบ้านโคกไม่รับรู้การกลับมาของหินกับหาญ ไปรวมตัวร่วมงานทำบุญใหญ่ที่วัดบ้านโคก โดยมีหลวงตาบุญ มัคนายกผวน สัปเหร่อฉุย ดินและดำสองเด็กวัด ช่วยงานอย่างแข็งขัน เสียงเพลงและบรรยากาศครึกครื้นทำให้กลุ่มโจรภายใต้หน้ากากไอ้โม่งย่ามใจคิดก่อเหตุปล้น!

ปอก เกี้ยว กุดและฉ่ำ สี่สมุนเอกของเสี่ยภุชงค์หรืออดีตเสือชงซึ่งปัจจุบันเป็นผู้มีอิทธิพลประจำท้องถิ่นนั่นเองคือสี่โจรภายใต้หน้ากากไอ้โม่ง ทั้งหมดรอเวลาพวกชาวบ้านเผลอก่อเหตุปล้นทอง หลวงตาบุญพยายามห้ามและเตือนสติแต่สี่โจรไอ้โม่งก็ไม่หยุดแถมยิงปืนขู่ลั่นวัด

เสียงปืนทำให้พวกชาวบ้านแตกตื่น ไม่เว้นแม้แต่คณะลำตัดของก้านกับแก้วซึ่งกำลังเปิดการแสดงไม่ใกล้ไม่ไกล เปรียว ลูกสาวสุดห้าวของก้านกับแก้วโกรธมากควักปืนพกประจำตัวไปจับโจร โดยมีบัวบาน ลูกพี่ลูกน้องสาวตามติดด้วยความเป็นห่วง ก้านถลาตามลูกสาวแต่แก้วรั้งไว้และบอกให้รีบไปดูหลวงพ่อบุญที่ศาลาวัด

สี่สมุนเอกของเสี่ยภุชงค์หอบทองหนีโดยถอดหน้ากากไอ้โม่งทิ้งไว้ หินกับหาญซึ่งมาที่วัดและเจอกันครั้งแรกในรอบยี่สิบปีเลยตกที่นั่งลำบากถูกเปรียวกับบัวบานเข้าใจผิดว่าเป็นโจรเพราะคิดว่าสองหนุ่มเป็นเจ้าของหน้ากากไอ้โม่ง

เปรียวปักใจว่าสองหนุ่มแปลกหน้าเป็นโจรจะยิงทิ้ง หินกับหาญพยายามอธิบายแต่เธอไม่ฟัง โชคดีสัปเหร่อฉุยตามมาเจอและห้ามไว้พร้อมบอกว่าสองหนุ่มแปลกหน้าเป็นคนบ้านโคกเหมือนกัน...

ปอก เกี้ยว กุดและฉ่ำ สลัดคราบโจรไอ้โม่งหอบทองที่ปล้นจากพวกชาวบ้านไปให้เสี่ยภุชงค์ถึงบ้านแต่ต้องวิ่งหนีลูกเตะแทบไม่ทันเมื่อเสี่ยภุชงค์พบว่าทองทั้งหมดเป็นของปลอม!

สีดา เมียเก็บคนสวยของเสี่ยภุชงค์ เจ้าของร้านเสริมสวยประจำบ้านโคก ร่วมกับเหล่ สาวใช้ประจำตัวช่วยกันผสมโรงด่าสี่สมุนของเสี่ยภุชงค์ที่ขโมยทองปลอม เสี่ยภุชงค์รำคาญเสียงโวยวายของเมียเก็บกับสาวใช้ตัดบทเสียงเข้ม

“ถ้ามันเป็นของจริงมันก็เป็นความคิดที่ดี แต่เอ็งแน่ใจนะว่าไม่มีใครจำพวกเอ็งได้”

“แน่ใจครับเสี่ย พวกเราปิดหน้าเป็นไอ้โม่งไม่มีใครจำพวกเราได้แน่ ตอนปล้นผมก็แกล้งทำเป็นจมูกบี้”

ปอกหนึ่งในสี่สมุนของเสี่ยภุชงค์เป็นตัวแทนตอบ ก่อนที่กุดสมุนอีกคนจะอ้ำๆอึ้งๆพูดถึงเปรียว หญิงสาวสุดห้าวลูกสาวคนเดียวของก้านกับแก้วเจ้าของคณะลำตัดประจำบ้านโคก สีดายักไหล่ไม่ยี่หระ

“อ๋อ...นังเปรียวลูกสาวยายแก้วตาก้านครูเพลงลำตัดน่ะหรือ มันจำได้หรือไม่ได้ก็ช่างมันปะไร มันจะทำอะไรได้ มันก็แค่ชาวนาจนๆคนเล่นลำตัด แต่คุณภุชงค์ของสีดาเป็นเสี่ยท่าข้าวที่กำลังจะเป็นเจ้าของสัมปทานท่าทรายเพิ่มขึ้น”

สีดาพูดเอาใจผัว เสี่ยภุชงค์กระหยิ่มยิ้มชอบใจ

“การปิดศาลาปล้นอาจเป็นการลองเชิงว่าตำบลบ้านโคกมีคนกล้าสู้กับลูกปืนไหม นังเปรียวมันเป็นผู้หญิง ถึงมันจะยิงปืนแม่นสักแค่ไหนมันก็สู้อิทธิพลมืดไม่ได้ ข้ามีจุดหมายมากกว่าข่มขวัญชาวบ้านโคก”

“เสี่ยจะทำอะไรคะ”

“จะเปลี่ยนที่นาชาวบ้านโคกให้เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ยึดที่ดินชาวบ้านโคกทั้งตำบลมาขายให้นายทุนต่างชาติ!”

ooooooo

เปรียวปักใจว่าหินกับหาญเป็นโจรปล้นทองพวกชาวบ้านจะจับส่งตำรวจ สองหนุ่มพยายามอธิบายโดยมีสัปเหร่อฉุยกับพวกเด็กวัดช่วยด้วยแต่เปรียวไม่ฟังควักปืนมาจ่อยิง โชคดีหลวงตาบุญมาเจอและยืนยันว่าหินกับหาญเป็นอดีตเด็กวัดบ้านโคกแต่หายตัวไปจากบ้านเกิดเมื่อยี่สิบปีก่อน

“พวกเอ็งกลับมาก็ดีแล้ว บ้านโคกกำลังร้อนเป็นไฟเกินกิจที่พระสงฆ์จะเอาน้ำไปราดให้ดับ น้ำน่ะน้อยนักก็สู้แรงไหม้ของไฟไม่ไหว ดูเถอะ...วันพระ วันงานประจำปีของวัดมันยังไม่ละเว้นบาป ทำตัวเป็นโจรปิดศาลาปล้น”

หลวงตาบุญพูดกับหินและหาญด้วยสีหน้าเรียบเฉย มัคนายกผวนอดรนทนไม่ไหวโพล่งถาม

“เอ้อ...หลวงพ่อครับ หลวงพ่อจะไม่ถามสักคำหรือครับว่าไอ้หินกับไอ้หาญมันหายไปไหนมาตั้งยี่สิบปี”

“จะถามทำไม...ตอนนี้มันกลับมาแล้ว การรู้เรื่องคนอื่นมากไปมันก็เหมือนแบกเรื่องชาวบ้านบนบ่า...หนักไหม”

“เอ้อ...หนักขอรับหลวงพ่อ”

“รู้ว่าหนักแล้วทำไมไม่วางลง”

มัคนายกผวนเถียงไม่ออกก้มหน้างุด หลวงตาบุญสั่งดินกับดำสองเด็กวัดไปจัดที่ทางในกระท่อมหลังป่าช้าให้หินกับหาญ สองเด็กวัดมองหน้ากันงงๆและอดแย้งไม่ได้

“หลวงตา...ป่าช้ามีแต่เมรุเผาศพกับหลุมฝังผีนะครับ”

“ก็ให้มันนอนรวมกับผีในป่าช้านั่นแหละ คนอยู่ก็หายใจไป คนตายก็ไม่หายใจ ไม่เห็นว่ามันจะแปลกอะไรเลยนี่ ไอ้หินไอ้หาญมันหายไปตั้งยี่สิบปี ข้าไม่กล้าให้มันนอนบนศาลาหรอก”

“เอ๊ะ...ทำไมล่ะครับหลวงพ่อ”

“ข้ากลัวพระพุทธรูปท่านจะไม่ชินกับคนแปลกหน้า!”

สั่งจบก็เดินกลับกุฏิ ทิ้งสัปเหร่อฉุย ดินและดำให้ซักไซ้หินกับหาญด้วยความอยากรู้ โดยเฉพาะเรื่องที่ทั้งสองหายตัวไปถึงยี่สิบปี หินกับหาญไม่ตอบ สัปเหร่อฉุยก็ไม่เซ้าซี้แต่เตือนด้วยความหวังดี

“พวกเอ็งไม่อยากตอบข้าตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ไว้พร้อมเมื่อไหร่ค่อยตอบ แต่ข้าจะบอกอะไรให้นะ...ไม่ใช่แค่ข้ากับไอ้ดินไอ้ดำที่สงสัยเอ็งสองคน ชาวบ้านโคกทุกคนเขาก็สงสัย...”

 เปรียวกับบัวบานก็เป็นหนึ่งในบรรดาชาวบ้านที่สงสัยการกลับมาของหินกับหาญ โดยเฉพาะเปรียวยืนยันกับก้านและแก้วพ่อแม่แท้ๆ ว่าสองหนุ่มต้องเป็นโจร

“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าไอ้สองตัวนั่นมันเคยเป็นศิษย์หลวงตาบุญ มันต้องเป็นโจร ไม่ยังงั้นมันจะกลับมาได้ถูกที่ถูกเวลาตอนมีงานประจำปีได้ยังไง ที่ว่ามันหายไปยี่สิบปีมันอาจจะไปติดคุกมาก็ได้”

แก้วพยักพเยิดเห็นด้วยกับลูกสาว “ตาก้าน...หรือว่ามันจะจริงอย่างที่นังเปรียวมันว่า”

ก้านส่ายหน้า “ข้าจะรู้ไหม ข้าไม่ได้หายไปกับไอ้หินไอ้หาญ ข้ารู้แต่ว่าเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนหลวงตาไปรับนิมนต์แล้วก็เอาเด็กสองคนนี่กลับมาด้วย ท่านว่ามันเป็นลูกกำพร้า ท่านสงสารเลยเก็บมาเลี้ยงไว้ ให้กินข้าววัด เรียนหนังสือในโรงเรียนวัด แล้วพอรุ่นๆมันก็หายไป ตอนนั้นมีคนเห็นไอ้หาญมันไปกับวงดนตรี”

บัวบานนิ่วหน้าอยากรู้เรื่องหลังจากนั้นแต่ก้านบอกไม่รู้เรื่อง “แม้แต่ไอ้ฉุยสัปเหร่อหรือมัคนายกผวนก็ยังไม่รู้เลย หลวงตาบุญท่านไม่เคยพูดถึงไอ้หินไอ้หาญตั้งแต่มันหายไป”

เปรียวนั่งฟังเงียบๆก่อนคิดได้ เบิกตาโพลงกับข้อสันนิษฐานใหม่ของตน

“หรือว่าไอ้หินกับไอ้หาญมันไปติดคุกมา!”

ooooooo

หินกับหาญไม่ได้ยี่หระว่าใครจะสงสัยที่มาที่ไปของตนเมื่อยี่สิบปีก่อน มัวเถียงกันตามประสาเพื่อนเก่าและคู่กัดตั้งแต่เด็ก สัปเหร่อฉุยรำคาญเสียงเอ็ดลั่น

“เอาล่ะ...ไม่ต้องทะเลาะกัน พวกเอ็งนี่ทะเลาะกันไม่เลิกตั้งแต่เล็กจนโตเชียวหรือวะ ที่หลวงตาบุญท่านให้เอ็งมานอนกับพวกข้าในป่าช้านี่ท่านคงจะให้เอ็งได้สำนึกถึงความวิเวกเมื่อตอนที่เอ็งเป็นเด็ก!”

ดินกับดำเห็นหินกับหาญหยุดทะเลาะกันจึงเปิดฉากถามเรื่องที่ทั้งสองหายตัวไปอีกครั้ง แต่จนแล้ว จนรอดหินกับหาญก็ไม่ปริปากนอกจากพูดติดตลกว่าหายไปทำตามความฝันของตัวเอง...

วันต่อมาที่หน้าร้านเสริมสวยประจำบ้านโคก...น้ำหวานและน้ำแข็ง สองสาวจากกรุงเทพฯขับรถกระบะเปิดท้ายมาจอด เหล่สาวใช้ประจำตัวสีดาโผล่หน้ามาดู

“มาจอดรถทำอะไรที่นี่”

น้ำหวานเป็นตัวแทนตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พยายามผูกมิตรเต็มที่ “เรามาเปิดสาขาเกี่ยวกับการแนะนำความงามเคลื่อนที่ค่ะ เรามาจากบริษัท...ไม่สวยไม่เลิศเชิดไม่ได้...ค่ะ เรารับปรึกษาเกี่ยวกับความงาม สินค้าของเรามีเครื่องหมาย อย.ประทับรับรองความปลอดภัย ไม่ใช่เอาน้ำมันหมูลงไปเคี่ยวกับแป้งสาลีแล้วเอามายัดกระปุกขายนะคะ”

น้ำแข็งพยักหน้าและช่วยเสริม “ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน ความเข้ม ความกระชับหรือกลิ่นตุๆอันไม่พึงปรารถนาของผู้หญิง เราแก้ปัญหาได้ค่ะ เปิดแผงเลยนะคะคุณน้ำหวานขา”

พูดพลางช่วยกันจัดสินค้าที่เตรียมมา เหล่ร้องห้ามแต่สองสาวจากเมืองกรุงทำไม่สนใจ ร้อนถึงสีดาเจ้าของร้านเสริมสวยตัวจริงต้องออกมาห้ามเสียงห้วน

“นี่เป็นหน้าร้านเสริมสวยของฉัน จะเปิดก็ไปเปิดที่อื่นแต่ไม่ใช่ตรงนี้ รู้ไหมว่าร้านนี้ใครคุม”

เหล่สะใจโอ่สำทับคำพูดเจ้านายสาว “ถ้าไม่รู้จะบอกให้เอากุศล ร้านนี้เป็นร้านของเสี่ยภุชงค์และคุณสีดาเจ้าของร้านก็เป็นเด็กของเสี่ย เสี่ยมีอิทธิพลครอบคลุมไปทุกพื้นที่ในอำเภอนี้ เพราะฉะนั้น...”

“ไปขายที่อื่น!”

สีดาโพล่งขึ้น น้ำหวานกับน้ำแข็งไม่สะทกสะท้านตั้งหน้าตั้งตาจัดของต่อ เหล่โมโหจะตบสั่งสอนแต่ถูกสองสาวจากเมืองกรุงเล่นงานกลับจนสีดานั่งไม่ติด

“หยุดนะ...หยุด! ถ้าแกไม่หยุดฉันจะแจ้งตำรวจ!”

ooooooo

ระหว่างที่น้ำหวานกับน้ำแข็ง สองสาวจากกรุงเทพฯมีเรื่องปะทะกับสีดาและเหล่ หินก็ถูกสัปเหร่อฉุยซักฟอกเรื่องที่ทั้งสองหายตัวไปจากบ้านโคก

 “เอ็งจะไม่บอกข้าจริงๆหรือวะไอ้หินว่าเอ็งหายไปไหนมาตั้งยี่สิบปี”

“ลุงสัปเหร่อฉุยจะรู้ไปทำไม หลวงตาท่านเทศน์โปรดเรื่องเบาหรือหนัก เรื่องการปล่อยวาง ลุงสัปเหร่อฉุยน่าจะฟังแล้วสำเร็จอรหันต์เลยนะเพราะลุงอยู่กับวัดมานาน”

“เออ...เอ็งไม่ต้องมาสั่งสอนข้า เอ็งจะปล่อยให้คนทั้งบ้านโคกเขาสงสัยว่าเอ็งไปติดคุกมาก็ตามใจ ข้าน่ะ ...ก็ยังเห็นเอ็งเป็นลูกกำพร้าที่โตมากับวัดเหมือนไอ้ดินไอ้ดำ ข้ามีเรื่องต้องเตือนพวกเอ็ง”

หาญที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จถือโอกาสมานั่งฟังคำเตือนจากสัปเหร่อฉุยด้วย

“ไอ้เสี่ยภุชงค์...เอ็งอย่าไปยุ่งกับพวกมัน ไม่งั้นเอ็งจะเดือดร้อน ไอ้เสี่ยภุชงค์คนนี้ก่อนมันจะเป็นเสี่ยมีอิทธิพล โปรไฟล์มันยาวเป็นหางว่าว ตอนนี้มันฟอกตัวเองเพราะคดีหมดอายุความแล้วมันถึงได้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองนี้”

สัปเหร่อฉุยพูดเหมือนรู้ทันแล้วผละไป ทิ้งหินกับหาญให้มองหน้ากันก่อนที่หาญจะเปิดฉากเตือนหิน

“ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่ แกหายไปยี่สิบปีจนชาวบ้านเขามีข้อสงสัยว่าแกไปไหน ทำอะไรมา”

“แล้วแกล่ะ แกก็หายไปยี่สิบปี ชาวบ้านอาจจะไม่คิดแต่ฉันคิด...ฉันคิดว่าแกหายไปไหน ไปทำอะไรมาหรือว่าไปติดคุกอย่างที่คนอื่นๆเขาสงสัย”

“เฮ้ย...ที่ฉันหายไปฉันมีเหตุผลของฉัน ฉันหายไปเพื่อตามหาความฝันของฉัน ฉันจะต้องเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงให้ได้ แฟนคลับจะต้องโหวตให้ฉันจนถล่มทลาย!”

ขาดคำเสียงหมาหอนก็ดังทั่วลานป่าช้า หาญขนลุกซู่ หินขำแกล้งแซว

“ไม่ต้องไปหาแฟนคลับที่อื่นหรอก ที่นี่แหละ...แฟนคลับแกโหวตกันเสียงวิเวกเลยว่ะ”

หลวงตาบุญไม่สนใจคำครหาหรือสายตาสงสัยของพวกชาวบ้าน พาหินกับหาญพร้อมด้วยดินกับดำไปเดินบิณฑบาตด้วยเช้าวันต่อมา ก้านกับแก้วไม่ติดใจเพราะเชื่อว่าหลวงตาบุญมองคนไม่ผิด บัวบานก็เริ่มคล้อยตาม มีเพียงเปรียวที่ปักใจว่าหินกับหาญเป็นโจรปลอมตัวเข้ามาในบ้านโคก

ooooooo

สีดากับเหล่เรียกตำรวจมาจับน้ำหวานกับน้ำแข็งไปขังคุกบนสถานีตำรวจบ้านโคก หมวดรำพึง ตำรวจกังฉินที่ลอบเป็นสายให้เสี่ยภุชงค์เป็นคนรับเรื่องและขู่ให้สองสาวจากกรุงเทพฯจ่ายค่าปรับหลังติดคุกหนึ่งคืน

น้ำหวานกับน้ำแข็งไม่ยอมจ่ายค่าปรับแถมเรียกร้องให้พาตัวสีดากับเหล่มาเจรจาด้วย หมวดรำพึงไม่สนความต้องการของสองสาวแต่ยืนกรานให้ทั้งสองจ่ายค่าปรับถ้าไม่อยากถูกขังคุกต่อ น้ำหวานไม่ยอมโต้กลับ

“ต้องหลังจากที่ฉันรับทราบข้อกล่าวหาว่าปรับฉันในฐานะอะไร แล้วไหนคู่กรณี คู่กรณีฉันถูกจับด้วยหรือเปล่า”

“เปล่า...คู่กรณีของคุณไม่ได้ถูกจับ”

“อ้าว...ยังงั้นจะเรียกว่าคู่กรณีไหม”

“อย่ามากเรื่อง เพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวาน...รู้ไหมว่าเมืองนี้ใครใหญ่”

เวลาเดียวกัน...คนใหญ่คนโตที่หมวดรำพึงพูดถึงอย่างเสี่ยภุชงค์กำลังนั่งรถเข้าเมืองอย่างสบายอารมณ์ โดยมีสีดาเมียเก็บคนสวยพะเน้าพะนอไม่ห่าง พร้อมด้วยสี่สมุนคือปอก เกี้ยว กุดและฉ่ำ พลันทั้งหมดต้องตกใจสุดขีดเมื่อมีใครบางคนโผล่มาขวางจากข้างทาง!

หินกับหาญนั่นเองที่แอบมาดักขบวนรถของเสี่ยภุชงค์เพราะอยากรู้อะไรบางอย่าง เสี่ยภุชงค์ไม่รู้เรื่องลงจากรถโวยให้สองหนุ่มแปลกหน้าท่าทางมอซอเช็ดรถให้ หินแกล้งควักผ้าเช็ดหน้าเก่าๆจากกระเป๋า สีดาเห็นแล้วร้องอี๋

“ต๊ายตาย...นั่นเอาอะไรมาเช็ดรถเสี่ยน่ะ ผ้าขี้ริ้วสกปรก!”

เสี่ยภุชงค์ก็รังเกียจท่าทางโทรมๆของสองหนุ่มแปลกหน้าเช่นกัน ชี้นิ้วสั่ง

“เอาผ้าโพกหัวของแกเช็ดเพราะรถคันนี้ราคาแพง เป็นรถนำเข้าที่ฉันสั่งซื้อได้ในราคาพิเศษ แกรู้ไหมว่ามูลค่าของรถคันนี้สมควรแก่การเช็ดด้วยผ้าคลุมหัวของแกแค่ไหน”

หินทำไขสือเอื้อมมือจะแตะรถเสี่ยภุชงค์ สี่สมุนถลามาห้าม

“เฮ้ย...อย่าแตะต้องรถของเสี่ย เสี่ยบอกแล้วไงว่ามันแพง”

หาญฟังอยู่นานทนไม่ไหวโพล่งช่วยหิน แกล้งพูดยั่วประสาท

“คนจะเช็ดรถให้นะโว้ย นอกจากต้องรู้ราคาชาติตระกูลของรถว่ามาจากที่ไหน รู้ประวัติที่มาที่ไปว่าเป็นรถเถื่อนหรือเปล่าถึงได้คุยว่าราคาหลายสิบล้านแต่ซื้อได้ในราคาถูกแสนถูก”

หินพยักพเยิดสำทับ “ใช่...มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไหม แล้วเลขที่เครื่องกับทะเบียนตรงกันหรือเปล่า เดี๋ยวนี้รถแพงๆแต่ราคามิตรภาพนี่เป็นเครื่องหมายของการฟอกเงินนะ”

เสี่ยภุชงค์ตาลุกที่ถูกลูบคมแต่หาญไม่สนใจโพล่งลั่น “ข้อสำคัญ...มันชักจะมีเกร่อให้คนรู้จักตามถนนเพราะเจ้าของนั่งแล้วทำตัวเหมือนไม่ได้ขี้มาจากบ้านแต่มาปวดท้องขี้ตามถนน!”

จบคำเสี่ยภุชงค์ก็หมดความอดทนสั่งสี่สมุนให้จัดการสองหนุ่มแปลกหน้า ปอก เกี้ยว กุดและฉ่ำรีบพุ่งตามสั่งแต่ถูกหินกับหาญเล่นงานจนหมอบก่อนโดนขู่ทิ้งท้าย

“พาไอ้สี่ตัวนี่ไปโรงพยาบาล ถ้าไม่จองห้องฉุกเฉินก็จองศาลาให้มันด้วย จำไว้...ทีหลังอย่าไปสั่งให้ใครเอาหัวเช็ดรถอีกนะเสี่ย เดี๋ยวจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยฟอกเงิน!”

เสี่ยภุชงค์โมโหมากแต่ตอบโต้ไม่ถนัด ได้แต่ลากตัวสี่สมุนกลับ หาญมองตามด้วยความสะใจก่อนหันไปสบตาหินพร้อมกระชากเสียงถาม

“คราวนี้ตอบฉันได้หรือยังว่าแก...เป็น...ใคร!”

ooooooo

น้ำหวานกับน้ำแข็งยอมจ่ายค่าปรับให้หมวดรำพึงแบบเสียไม่ได้เพราะยังไม่อยากเผยสถานะ ตัวตนแท้จริงรวมถึงเหตุผลที่มาเยือนบ้านโคกครั้งนี้ กระนั้นน้ำแข็งก็อดบ่นไม่ได้

“ยังงี้ไม่ยุติธรรมนี่ คดีวิวาทแต่กลับสั่งขังสั่งปรับเราสองคน คู่กรณีไม่เห็นแม้แต่เงา ไม่ได้มาให้ปากคำด้วยซ้ำ”

“ใจเย็นๆน้ำแข็ง ยังไงเราก็เสียค่าปรับไปแล้ว นึกเสียว่ามีที่นอนฟรีไม่ต้องเสียค่าโรงแรมก็แล้วกัน”

“เออจริง...ถ้าเมื่อคืนนี้เราไม่ติดอยู่ในห้องขังเราก็ต้องหาโรงแรม หาที่พัก เพราะเราเพิ่งมาถึงเมืองนี้ แต่พอมาถึงมันรู้สึกว่ากลิ่นเป็นยังไงก็ไม่รู้นะคะ...ผู้...”

น้ำแข็งเกือบหลุดปากเรียกชื่อน้ำหวานตามสถานะจริง โชคดีอีกฝ่ายยกมือปิดปากทัน

“อย่าหลุดปากออกมาเชียวนะ เดี๋ยวก็เดือดร้อนหรอก หน้าที่ของเราคือทำมาค้าขาย ในเมื่อหาทำเลเป็นหลักเป็นแหล่งไม่ได้เราก็ใช้รถคันนี้ทำธุรกิจเคลื่อนที่”

 “ค่ะ...น้ำแข็งลืมไป ก่อนอื่นเราต้องสำรวจทั่วทุกหมู่บ้านทุกตำบลว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราจะวิ่งชนเป็นใคร”

“ใช่...เราต้องรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องชน จากนั้น...ชนดะ!”

ไม่มีใครรู้ว่าน้ำหวานกับน้ำแข็งเป็นใครและมาทำอะไรที่บ้านโคก เช่นเดียวกับหินกับหาญที่มีที่มาที่ไปลึกลับ เปรียวขัดใจไม่หายที่แฉตัวตนสองหนุ่มไม่ได้ แต่ไม่ละความพยายาม ประกาศกร้าวกับบัวบานจะค้นหาความจริงให้ได้

“พี่สงสัย...ก็คงเหมือนคนอื่นในหมู่บ้านหรือแม้แต่พ่อกับแม่ที่สงสัยว่าไอ้หินกับไอ้หาญมันเป็นโจร”

 บัวบานหน้าเจื่อน อดเตือนลูกพี่ลูกน้องสาวไม่ได้ “พี่เปรียว...นี่มันข้อกล่าวหาร้ายแรงเลยนะ ถ้าสองคนนั่นเป็นโจรพี่ต้องหาหลักฐานให้ได้ว่ามันปล้นศาลาวัดวันงานบุญประจำปี”

“เราต้องหาหลักฐานแน่ จะจับคนทำผิดทั้งทีมันต้องมีหลักฐานมัดตัวมัน คนสองคนหายไปตั้งยี่สิบปีจู่ๆกลับมาในวันที่มีการปล้น...จะให้คิดยังไงนอกจากคิดว่าเจ้าสองตัวนั่น...เป็นโจร!”

หินไม่ได้คิดถึงเปรียวอีก มุ่งหน้าบ้านเก่าที่เคยอยู่กับพ่อแม่และพี่สาว หาญตามมาด้วยและอดเตือนสติหินไม่ได้เพราะดูท่าอีกฝ่ายจะมีความแค้นฝังใจ

“วัตถุสูญสลายไปตามกาลเวลาแต่ความแค้นของแกไม่เคยจางลงเลย ฉันรู้...ตอนเป็นเด็กแกชอบมาที่นี่ มานั่งอยู่กับอดีต ฉันไม่รู้ว่าแกเจ็บปวดแค่ไหน แต่ชีวิตคนน่ะมันมีทางเลือกอยู่สองทาง...อยู่กับเรื่องที่ผ่านมาแล้วหรือว่าไปต่อ”

คำเตือนของเพื่อนเก่าอย่างหาญสะเทือนใจหินมาก อ้าปากจะพูดบางอย่างแต่ก็ถูกหาญดักคอ

 “คดีโจรปล้นทุกคดีหมดอายุความไปแล้ว ถ้าแกจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่แกจะใช้ศาลไหนเป็นที่ร้องทุกข์”

หินตาลุกวาวด้วยความแค้นแน่นอก พึมพำตอบ “ศาลเตี้ย!”

ooooooo

แม้จะโดนท้าทายโดยสองหนุ่มแปลกหน้าแต่เสี่ยภุชงค์หรืออดีตเสือชงก็ไม่สะทกสะท้าน เดินหน้าตามความตั้งใจของตัวเองจะกว้านซื้อที่ดินของพวกชาวบ้านไปขายนายทุนต่างชาติ!

เสี่ยภุชงค์ฉกฉวยช่องโหว่ทางกฎหมายและความยากจนของพวกชาวบ้านยึดที่นารวมถึงพื้นที่ทำกินแถบท่าข้าวและท่าทรายมาเป็นของตนอย่างหน้าไม่อาย และคืนนี้ก็เช่นกันที่เขาให้สี่สมุนไปจับพวกชาวบ้านที่คิดแข็งข้อมาซ้อม

“รู้แล้วใช่ไหมว่าคนที่พยายามต่อต้านเสี่ยภุชงค์จะเป็นยังไง กรรมสิทธิ์การสัมปทานขุดทรายต้องเปลี่ยนมือ แกไม่มีความจำเป็นต้องร้องอีกแล้วเพราะว่า...คนตาย...ร้องไม่ได้!”

พวกชาวบ้านตาเหลือกดิ้นรนเอาตัวรอดแต่สุดท้ายก็โดนฆ่าและโยนลงแม่น้ำอย่างเลือดเย็น

ศพชาวบ้านผู้โชคร้ายลอยมาตามแม่น้ำและถูกค้นพบเช้าวันต่อมา น้ำหวานกับน้ำแข็งสองสาวจากเมืองกรุงตกใจมากและไม่รอช้าจะสืบเรื่องนี้ให้ได้...

หินไม่ได้สนใจเรื่องคดีคนตายลอยน้ำแต่มุ่งหน้าค้นหาโครงกระดูกของพ่อแม่และพี่สาวซึ่งถูกพวกเสือชงโยนลงหน้าผาเมื่อยี่สิบปีก่อนกระทั่งพบโครงกระดูกสามโครงกระจัดกระจายทั่วป่า หินเจ็บแค้นมาก ประกาศกร้าว

“ผมจะทำให้กระดูกของพ่อแม่กับพี่หงส์...ร้องได้!”

สัปเหร่อฉุยไม่ได้ถามเรื่องที่มาที่ไปของหินกับหาญอีกแต่เล่าบรรยากาศเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแทน

“สมัยนั้นบ้านเมืองยังไม่เจริญ มีโจรชุมพอๆกับยุง คนถูกกดขี่กลายเป็นคนนอกกฎหมายกลายเป็นโจรหนีตำรวจ ไอ้ที่เป็นโดยสันดานก็มี มันแบ่งเป็นหลายก๊กหลายชุมโจร ปล้นฆ่าอยู่ตามท้องที่ถิ่นใครถิ่นมัน ร้อนถึงบ้านเมืองต้องส่งอัศวินมือดีของกรมตำรวจมาปราบ ก็ปราบกันพักใหญ่จนมีเรื่องเล่าขานเป็นตำนาน โจรดังๆ

ทั้งโจรใจบาป โจรโรบินฮู้ดเมืองไทยที่ปล้นคนรวยไปช่วยคนจน เสือบางคนกลายเป็นตำนานเล่าต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้”

ดำเด็กวัดบ้านโคกนั่งฟังด้วยความสนใจและอดถามไม่ได้ด้วยความอยากรู้

“ลุงสัปเหร่อฉุย...เรื่องหนังเหนียวมันมีจริงๆหรือ”

“มีสิวะ...พระเกจิอาจารย์ดังสมัยนั้นมีอยู่ทั่วทุกภาค ล้วนแต่มีคาถาอาคมขลัง บ้างก็อยู่ยงคงกระพัน บ้างล่องหนหายตัว บ้างก็เป็นคาถามหาอุดยิงไม่ออกถึงขนาด

ปืนแตกก็มี...หลวงตาบุญของเราท่านก็เป็นพระดังในอดีต”

“จริงหรือลุงสัปเหร่อฉุย แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ท่านถึงได้เก็บตัวเงียบไม่แสดงอิทธิฤทธิ์เลยล่ะ”

สัปเหร่อฉุยถอนใจยาวก่อนเอ่ยปลงๆ “เพราะท่านเห็นความตายเป็นที่สลดสังเวชน่ะสิวะ โจรหนังเหนียวอยู่ยง คงกระพันน่ะล้วนแต่ตายด้วยความทุกขเวทนาทั้งนั้น...”

ooooooo

เรื่องเล่าของสัปเหร่อฉุยไม่ได้ทำให้หินกับหาญหวาดกลัวหรือหวั่นเกรงอิทธิพลของใคร โดยเฉพาะหินสนใจแต่เรื่องโครงกระดูกของพ่อแม่และพี่สาว หาญเข้ามาเห็นเพื่อนเก่านั่งเรียงโครงกระดูกทั้งสามอย่างใจเย็นก็อดถามไม่ได้

“แกทำยังงี้เพื่ออะไร เรื่องมันผ่านมาแล้ว มันเคยเป็นคดีหรือไม่เป็นก็ไม่มีใครรู้ หรือถ้าเป็นมันอาจหมดอายุความไปแล้วก็ได้ มันนานถึงยี่สิบกว่าปีแล้วนะ”

หินไม่ตอบแต่สบตาเพื่อนเก่าอย่างเอาเรื่อง หาญไม่สนโพล่งอย่างเหลืออด

“นี่แกกำลังจะทำอะไร แกกลับมาที่นี่ทำไม ทำไมแกไม่ลืมมันให้หมด มันไม่ใช่เรื่องที่น่าจดจำ ชีวิตที่ต้องไปต่อน่ะบางทีมันก็ต้องทิ้งอะไรๆที่มันรุงรังให้หมดไม่ยังงั้นมันจะรั้งจนแกไปต่อไม่ได้”

“แกไม่เข้าใจ”

“แกคิดว่าฉันต่างกับแกยังงั้นหรือ ฉันเป็นลูกที่พ่อแม่เอามาทิ้ง...ฉันแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคืนนั้น...”

หาญพาตัวเองย้อนอดีตด้วยสีหน้าเจ็บปวด เขาถูกพ่อแม่แท้ๆนำมาทิ้งหน้าวัดตั้งแต่เด็ก โชคดีที่มัคนายกผวนกับหลวงตาบุญช่วยกันกล่อมและเลี้ยงเขาไว้ด้วยข้าววัด

“ฉันก็เป็นเด็กกำพร้าที่หลวงตาบุญเก็บมาเลี้ยงเหมือนแก แต่ฉันไม่เจ็บปวดกับการถูกทิ้งเพราะฉันมองอีกมุม ดีนะที่พ่อแม่ฉันเอาฉันมาทิ้งวัดแทนที่จะไปทิ้งถังขยะ ฉันถึงมีชีวิตอยู่ มีข้าวกินสามมื้อ มีหลวงตาบุญคอยอบรมสั่งสอน มีโอกาสเรียนในโรงเรียนวัดแล้วฉันก็โต...มีความฝันจะเป็นนักร้อง แกล่ะ...แกไม่มีความฝันเป็นของตัวเองเลยหรือ”

หินเห็นใจเพื่อนเก่าแต่ตัวเองก็มีเรื่องความแค้นที่ปล่อยวางไม่ได้

“ฉันฝันจะล้างแค้นให้พ่อแม่กับพี่สาว ฉันจะเชือดเนื้อเถือหนังมันเหมือนที่มันทำกับครอบครัวฉัน...ไอ้เสือชง!”

 “แล้วแกจำมันได้หรือว่าหน้าตามันเป็นยังไง”

“ฉันจำได้!”

ไม่ใช่แค่หินที่จำความแค้นเมื่อยี่สิบปีก่อนได้ เสี่ยภุชงค์หรืออดีตเสือชงก็ไม่เคยลืมที่มาของแผลเป็นยาวบนใบหน้าเลย สีดาไม่รู้เรื่องยกมือลูบแผลเป็นของเขาและถามเสียงอ้อน

“คุณไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลยว่าแผลเป็นนี่คุณได้มาจากไหน”

คำถามของเมียเก็บคนสวยทำให้เสี่ยภุชงค์หัวเสีย สะบัดมือตบอีกฝ่ายอย่างแรง

“ว้าย...คุณภุชงค์ นี่คุณตบสีดาทำไม”

“อย่าสาระแนอยากรู้เรื่องแผลเป็นของฉัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องนี้ ฉันพยายามลืมมันมาเกือบยี่สิบห้าปี...จำไว้!”

ด่าจบก็ผละไปสงบสติอารมณ์ด้านนอก เสี่ยภุชงค์ยกมือแตะแผลเป็นบนหน้าตัวเองแล้วพึมพำเสียงเครียด

“ใช่...เราต้องลืมมันให้ได้ ต้องลืมมันให้ได้!”

ooooooo

ดนัย ปลัดหนุ่มคนใหม่ขับรถถึงบ้านโคกก็เจอฤทธิ์เดชสี่สมุนของเสี่ยภุชงค์ปาหินใส่กระจกรถ จนแฉลบข้างทางหวังปล้นทรัพย์แต่ปลัดหนุ่มไม่ยอมง่ายๆขับรถหนีสุดชีวิต

คณะลำตัดของก้านกับแก้วไปเปิดการแสดงในงานบวชนาคเพราะมีคนว่าจ้างแต่ดันเกิดเรื่องวุ่นวายเพราะวัยรุ่นในงานพูดจาดูถูกการแสดงลำตัด เปรียวทนไม่ไหวเอาเรื่องเต็มที่ กว่าก้านกับแก้วจะจับแยกได้ก็สะบักสะบอมทั้งสองฝ่าย แก้วเคืองที่ลูกสาวก่อเรื่องและอดบ่นไม่ได้ระหว่างทางนั่งรถกลับบ้าน

“ดีนะที่เจ้าภาพเขาไม่เอาเรื่อง เขาเห็นแก่พ่อนาค ไม่ยังงั้นละก็ได้ใช้ค่าโต๊ะค่าเก้าอี้ ค่าเครื่องไฟกับค่าขวัญหนีดีฝ่อของพ่อนาค งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่น่ะมันก็มีขี้เมายังงี้ทุกงาน ไม่รู้จักอดทนก็น่าจะอดกลั้นบ้าง เราเป็นศิลปินต้องทำมาหากินบนความพอใจของคนดูนี่กลับก่อเรื่องวิวาทเสียเอง”

เปรียวนั่งเฉยไม่ได้สลด ก้านเสียอีกที่แก้ต่างแทนลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน

“แกก็พูดเกินไปยายแก้ว นังเปรียวมันไม่ได้หาเรื่องสักหน่อย ไอ้ขี้เมาพวกนั้นต่างหากล่ะที่เป็นฝ่ายหาเรื่อง”

“ก็เพราะแกให้ท้ายลูกยังงี้น่ะสินังเปรียวถึงได้เป็นคนที่...ใครแตะไม่ได้!”

แก้วแหวผัวอย่างเหลืออด เปรียวเบื่อฟังเสียงพ่อแม่เถียงกันโพล่งห้าม

“พ่อแม่...อย่าทะเลาะกันเลยน่ะ คนไม่ฟังลำตัดก็ไม่มีหน้าที่ต้องมาก่อกวนเพราะคนที่เขาฟังยังมี ไอ้พวกนี้มันต้องสั่งสอนให้รู้จักรากเหง้าว่าพ่อแม่ปู่ย่ามันอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตกันมายังไง”

ก้านกับแก้วชะงัก ตั้งท่าจะเอ็ดลูกสาวที่อารมณ์ร้อนแต่ไม่ทันอ้าปากก็ต้องร้องลั่นเพราะมีรถต่างถิ่นแล่นตัดหน้า!

รถของดนัยนั่นเองที่ถูกสี่สมุนของเสี่ยภุชงค์ไล่ล่า เปรียวลงไปดูตามประสาสาวห้าวไม่กลัวใครจึงพบว่าคนขับนอนสลบพับคาพวงมาลัยเป็นผู้ชายแปลกหน้า

ที่น่าจะถูกแก๊งปาหินเล่นงาน...

หินนำโครงกระดูกของพ่อแม่และพี่สาวมาเรียงอย่างใจเย็นและพบว่ามีหนึ่งกะโหลกศีรษะหายไป หาญนั่งดูเพื่อนเก่าเรียงโครงกระดูกเงียบๆก่อนเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้

“มีกะโหลกหายไปหนึ่ง...ว่าแต่แกรู้ได้ยังไง คนที่เรียงกระดูกได้นี่ต้องเป็นคนที่เรียนมาทางนี้โดยตรง”

“ฉันใช้สัญชาตญาณ”

“นี่แกคิดจะทำอย่างที่แกตั้งใจจริงๆหรือ เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วสมัยที่ประเทศนี้ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน คนมาจับจองที่ทำกินก็ล้วนแต่ฆ่ากันเพื่อช่วงชิงมันนานมาแล้วนะหิน”

“อย่ายุ่งเรื่องของฉัน!”

“ฉันไม่ยุ่งไม่ได้ แกเป็นเพื่อนฉันนะ”

หินมองหน้าหาญอย่างเย็นชา “ฉันไม่เคยมีเพื่อน!”

“ก็ตามใจ...ฉันจะคอยดูว่าโลกนี้คนไม่มีเพื่อนจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง คนเราน่ะมันเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกอนาคตที่เราจะเป็นได้ ถ้าแกเลือกจะขังตัวเองอยู่ในกรงของความแค้นไปตลอดชีวิต...แกนั่นแหละ

ที่จะทุกข์เหมือนตกนรก”

หาญเตือนสติเพื่อนเก่าอีกครั้งด้วยความหวังดีแต่ก็เปลี่ยนใจหินไม่ได้

“ฉันจะทวงถามความยุติธรรมให้พ่อแม่กับพี่สาวของฉัน กระดูกทั้งสามโครงจะต้องร้องได้...ร้องดัง!”

ooooooo

ครอบครัวเปรียวตัดสินใจพาร่างสะบักสะบอมของชายหนุ่มแปลกหน้าไปพักและทำแผลที่บ้าน ดนัยซึ้งในน้ำใจมากแต่ยังไม่ยอมเผยสถานะแท้จริงของตนว่าเป็นปลัดคนใหม่แห่งบ้านโคก

เสี่ยภุชงค์หรืออดีตเสือชงไม่กลับเข้าไปหาสีดาอีกเพราะเคืองที่เมียเก็บคนสวยถามไม่เข้าท่า

สีดาใจเสีย สีหน้าสลดจนเสี่ยภุชงค์ใจอ่อนยอมพูดกับเธอ เวลาต่อมา

“จำไว้...ทีหลังอย่าตั้งคำถามที่ฉันไม่ต้องการจะตอบอีก เป็นเมียเก็บของฉันน่ะนอกจากต้องอดทนรอฉันเวลาที่ฉันต้องการเธอ เธอยังต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูดเมื่อไหร่ควรแก้ผ้า!”

สีดาสะดุ้งก่อนรับปากจ๋อยๆ เสี่ยภุชงค์ไม่ยี่หระสั่งเสียงเรียบ

“ไปได้แล้ว ฉันต้องการเธอเมื่อไหร่ฉันจะให้คนของฉันไปรับ”

เปรียวอาสาไปส่งชายหนุ่มแปลกหน้าที่บ้านพักก่อนขอตัวกลับดื้อๆโดยไม่ถามสักคำว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกับปลัดอำเภอที่บ้านโคก ดนัยมองตามด้วยความประทับใจ แอบปลื้มในความห้าวแต่ใจดีของเปรียว

หินอยากหากะโหลกศีรษะที่หายไปให้เจอ

เลยย้อนไปป่าละเมาะแถวบ้านเก่า โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเปรียวซึ่งขับรถผ่านมาจะบังเอิญเห็นและแอบตามดูเขาห่างๆ เปรียวคิดว่าเขาเป็นโจรและคงซ่อนสมบัติที่ขโมยมาในป่าเลยคิดจับผิดให้ได้คาหนังคาเขา

แต่นอกจากจะไม่ได้หลักฐานยังโดนเขาเห็นอีกต่างหาก

“ไง...เป็นคนอยู่ดีๆไม่ชอบ ชอบเป็นสัตว์สี่เท้าหรือยังไง...มาทำอะไรที่นี่”

“นายล่ะ...นายมาทำอะไรที่นี่”

“ไม่จำเป็นต้องตอบ”

“งั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องตอบ แต่ที่แน่ๆ...ไปมาอย่างถูกกฎหมายเพราะไปไหนพกบัตรประชาชนติดตัวทุกที่”

“ก็เลยคิดว่าคนที่ไม่พกบัตรประชาชนมาด้วยเป็นพลเมืองร้าย”

“หรือว่านายเป็นยังงั้นจริงๆ เป็นอย่างที่ฉันกับชาวบ้านสงสัยว่านายคือโจรปล้นศาลาวันนั้น”

“ผมบอกแล้วไง...ก่อนจะกล่าวหาใครคุณต้องมีหลักฐาน”

“วันนี้ยังไม่มีแต่ฉันต้องหาหลักฐานมาลากตัวโจรอย่างนายเข้าคุกให้ได้ นายกลับมาบ้านโคกวันที่มีการปล้นพอดีแล้วจะไม่ให้คิดว่านายกับนายหาญเป็นโจร...จะให้ฉันคิดว่านายเป็นใคร!”

คำพูดของเปรียวทำให้หินฉุกใจคิดถึงการปรากฏตัวของเขาที่บ้านโคก กระนั้นเขาก็ไม่พร้อมจะยอมรับความจริงว่าความแค้นที่สุมอกเป็นตัวผลักให้เขามาถึงที่นี่วันนี้

หาญซึ่งวางแผนจะเป็นนักร้องชื่อดังเห็นสภาพขะมุกขะมอมของหินเหมือนคลุกฝุ่นมาทั้งวันก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงตะลุยป่าหากะโหลกชิ้นที่หายไป เขาเข้าใจความรู้สึกเพื่อนเก่าดีแต่อดเตือนสติไม่ได้โดยเฉพาะเรื่องความแค้นที่อีกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาจะเอาคืน หินไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่วายแสดงจุดยืนของตัวเอง

“ฉันแบกความตั้งใจจริงจะทำให้ท้องถิ่นนี้สะอาดมาด้วย”

อุดมการณ์ของหินทำให้ดำกับดินประทับใจแต่หาญกลับมองไม่เห็นทาง

“แล้วแกไม่กลัวลูกปืนเสี่ยภุชงค์หรือวะ ฉันน่ะยืดอกอย่างองอาจเลยว่าไม่กลัว คนเราเกิดมาตายครั้งเดียว ไหนๆจะตายแล้ว ตายเร็วตายช้าก็ตายเหมือนกัน

แต่ต้องตายอย่างมีคุณค่า...นี่แหละลูกผู้ชายตัวจริง!”

หินส่ายหน้าความขี้โอ่ของเพื่อนเก่าอย่างหาญ ก่อนหันไปถามเรื่องเสี่ยภุชงค์จากสัปเหร่อฉุยที่เพิ่งเอาข้าวเย็นจากหลวงตาบุญมาให้เหล่าลูกศิษย์วัด

“เขาเป็นเจ้าของท่าข้าวแล้วก็กำลังจะได้สัมปทานขุดทรายในพื้นที่นี้...บ้านโคกอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำที่มีทรายน้ำจืดที่เขาเอาไปทำก่อสร้าง เจ้าของเรือขุดทรายเจ้าเก่าถูกยิงตาย เสี่ยภุชงค์เลยบีบซื้อกรรมสิทธิ์สัมปทานใหม่ ไม่ใช่แค่นั้นนะ...นี่ข้าก็ได้ยินมาว่าเสี่ยภุชงค์มีแผนจะกว้านซื้อที่นาในตำบลเราให้หมด...เอาไปขาย พวกต่างชาติ”

“แต่กฎหมายห้ามไม่ให้คนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ใช่หรือลุงสัปเหร่อฉุย”

“มันก็ซื้อในนามเสี่ยภุชงค์สิวะ ชาวนายิ่งทำนายิ่งเป็นหนี้แต่ถ้าขายนา...เอ็งรู้ไหมชาวนาจะทำอะไรกิน”

ooooooo

ข้อมูลจากสัปเหร่อฉุยทำให้หินสงสัยว่าเสี่ยภุชงค์อาจเกี่ยวข้องบางอย่างกับคดีปล้นฆ่าพ่อแม่และพี่สาวของเขา เช้าวันต่อมาหินจึงบุกโรงพักและแจ้งความจำนงขอรื้อคดี

หมวดรำพึงตำรวจกังฉินเป็นคนรับเรื่อง บอกปัดทันที “เวลาผ่านมาตั้งยี่สิบห้าปี จะไปค้นหาที่ไหนวะ สมัยนั้นไม่มีระบบเก็บสำนวนคดี มันเป็นกระดาษ ป่านนี้มันเปื่อยหรือไม่ก็ปลวกกินไปหมดแล้ว”

“หมวดยังไม่ได้เสียเวลาแม้แต่จะคิดทั้งที่หมวดมีหน้าที่ต้องรับคำร้องของผมในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

“อย่ามาอ้างกับกูว่ากูกินเงินภาษีของมึง มึงเป็นใคร ทำมาหากินอะไรแล้วเคยเสียภาษีให้รัฐไหม”

พูดพลางทำท่าคุกคามเหมือนจะขู่ให้ถอยแต่หินก็ยืนยันคำเดิม

“ทำตามที่ผมร้องขอ...ค้นสำนวนคดีตามคำร้องที่ผมเขียนไว้นี่ ทำหน้าที่ของหมวด อย่าให้ผมร้องเพราะเสียงร้องของผมน่ะมันดังไปตามโซเชียล แล้วโซเชียลเดี๋ยวนี้มันมีกระแสแรงไปถึงนายของหมวดนะ”

หมวดรำพึงชะงัก ส่งเสียงกระโชกอย่างโกรธจัด “แกจะให้ฉันค้นคดีอะไร”

“เสือชง...เสือปล้นที่หายสาบสูญทั้งที่มีความผิดอุกฉกรรจ์หลายคดี...ทั้งคดีปล้น ฆ่า ข่มขืน ไม่มีบันทึกการจับกุมเสือชงทั้งที่เสือชงยังมีชีวิตอยู่!”

ท่าทางชะงักงันของหมวดรำพึงทำให้หินฉุกใจ สบตานิ่งก่อนท้าทาย

“หรือว่าหมวดไม่อยากจะทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมว่าจับโจรหนีคดีเข้าคุก!”

วันเดียวกันที่สะพานข้ามแม่น้ำ...เสี่ยภุชงค์หรืออดีตเสือชงกำลังยืนดูสี่สมุนซ้อมชาวบ้านเจ้าของที่ดิน

“แกไม่ยอมเซ็นกรรมสิทธิ์ขายฝากให้ฉันแต่ฉันจะให้โอกาสแกคิดอีกครั้ง แกจะครอบครองที่ดินผืนนั้นไว้หรือว่าแกจะล่องเจ้าพระยาไปโผล่ที่สิงห์บุรี”

ชาวบ้านผู้โชคร้ายกลัวมากแต่ทำใจแข็งตอกเสียงห้วน “กูจะไม่เซ็นยกที่ดินของพ่อกู แม่กู ปู่ย่าตายายของกูให้มึง กูขอให้มึงไปลงนรก กูขอให้มึงตายเหมือนหมาข้างถนนเหมือนอย่างที่มึงทำกับคนที่เขาไม่ยอมก้มหัวให้มึง!”

ขาดคำหนึ่งในสี่สมุนของเสี่ยภุชงค์ก็ยิงแสกหน้าชาวบ้านผู้โชคร้ายและปล่อยให้ร่วงจากสะพานลอยไปตามกระแสน้ำ โดยมีเสี่ยภุชงค์มองตามด้วยแววตาเย็นชา ...สะใจที่กำจัดพวกแข็งข้อได้

ooooooo


ละครเพลงรักเพลงปืน ตอนที่ 1 อ่านเพลงรักเพลงปืนติดตามละครเพลงรักเพลงปืน ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย กฤตฤทธิ์ บุตรพรม,ทัศนียา การสมนุช 10 มี.ค. 2562 07:08 2019-03-13T01:36:34+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ