สมาชิก

เพชรกลางไฟ

ตอนที่ 7

หม่อมต่วนกลับตำหนักเล่าเรื่องสุรคมให้ลูกๆฟังอย่างสะใจ ที่ตนพูดให้หม่อมเอื้อนไม่ยอมรับอุรวศีเป็นสะใภ้ได้ ผู้หญิงม่ายขันหมากยังมีผู้ชายมาสู่ขอแต่ไม่ได้แต่งงาน นี่ผู้ชายถอนตัวไม่มาสู่ขอต้องอับอายขายหน้ากว่าหลายเท่า อรุณวาสีหน้าซีดเผือดเมื่อรู้ว่าสุรคมรักอุรวศี

ติโลตตมารู้ทันว่าแม่คงจะให้ลูกคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับสุรคมแทน รีบออกตัวว่าตนแก่กว่าท่านชายหลายปี หม่อมต่วนมองไปยังอรุณวาสี เธอตกใจสุดขีดรู้ตัวว่าเป็นตนแน่ ร้องไห้ออกมาไม่อาจแย่งคนรักของน้องได้ หม่อมต่วนตวาดด้วยความหมั่นไส้

“อย่าบ่อน้ำตาตื้นนักเลย แย่งเยิ่งอะไรแม่ถามหม่อมเอื้อนมาหมดแล้ว หม่อมเอื้อนยังไม่ได้กราบทูลเสด็จเพราะเสด็จประชวรอยู่ ฉะนั้นไม่ถือว่ามีพันธะอะไร เรียกว่าแย่งไม่ได้หรอก”

อรุณวาสีร่ำไห้ถึงอย่างไรก็รู้แก่ใจ ติโลตตมารำคาญช่วยแม่พูดว่าหม่อมเอื้อนทนความฉาวโฉ่ของสองแม่ลูกไม่ได้เอง จะมาโทษเธอได้อย่างไร หม่อมต่วนไม่สนใจรวบรัดถ้าทนเห็นแม่อกแตกตายได้ก็ถือว่าเนรคุณ อรุณวาสีกลัวแม่มากไม่กล้าขัดใจอีกได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ด้านสุรคมพอรู้เรื่องราวจากหม่อมเอื้อน ก็ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะแต่งงานกับอรุณวาสี ยืนกรานจะแต่งกับอุรวศีโดยไม่สนใจเรื่องหม่อมแม่ของเธอเพราะถือว่าคนละคนกัน

นวมเองพอได้ยินเรื่องหม่อมสลวยก็วิตกจริตกลัวลูกชายจะไปคว้าผู้หญิงที่พื้นเพครอบครัวเน่าเหม็นมาเป็นเมีย ปรึกษากับท่านเจ้าคุณจะไม่ยอมเสียดวงแขไป อยากได้เป็นสะใภ้ พระยารัชปาลีเองก็พอใจดวงแขเพราะเป็นลูกสาวเพื่อนรัก จึงยอมร่วมมือกับแผนของภรรยา

เย็นวันนั้นพออนลกลับถึงบ้าน คล้องรีบรายงานว่าคุณหญิงนวมป่วยกะทันหันตนกำลังจะไปบอกบ่าวไพร่ต้มยา อนลตกใจรีบเข้ามาดูอาการแม่ พระยารัชปาลีโกหกไม่เก่ง พยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ลูกจับได้ นวมทำทีเหนื่อยหอบพอลูกเข้ามาถามอาการก็บอกว่าตนคงอยู่ได้อีกไม่นาน เสียดายก็แค่อยากเห็นลูกมีเหย้ามีเรือนแต่ไม่อยากบังคับลูก ท่านเจ้าคุณรับมุกทันที

“โธ่คุณหญิงไม่เอาน่า อย่าร้องห่มร้องไห้ ประเดี๋ยวลูกมันจะไม่สบายใจ”

อนลเครียดจัดยิ่งเสียใจมาจากเรื่องอุรวศีจะเสกสมรสกับสุรคม จึงยอมรับแล้วว่าเรื่องของตนคงเป็นไปไม่ได้ หันมาเลือกทางกตัญญูต่อพ่อแม่จะดีกว่า ถ้าแม่ชอบใครจะไม่ขัดข้องอะไรอีก ทั้งเจ้าคุณและนวมสบตากันยิ้มปลื้มไม่คิดว่าจะง่ายดายขนาดนี้

ค่ำวันเดียวกัน เกื้อดักรออนึกที่ประตูหลังบ้าน ตั้งใจจะห้ามหลานอย่างเด็ดขาด แต่อนึกไม่เชื่อฟังหาว่าเดินมาไกลเกินกว่าจะถอย เกื้อจึงขู่จะเอาเรื่องไปเล่าให้พระยารัชปาลีฟัง เพราะสิ่งที่เขาทำมันผิด ตัวเขาเองก็รู้ว่าผิดแต่ทำไมไม่เอาชนะด้วยสิ่งที่ดีกว่าก่อนจะสายเกินแก้ อนึกโมโหท้าให้ไปฟ้องแล้วตัวเกื้อเองก็ต้องผิดด้วยฐานร่วมมือในตอนต้น

“นี่นอกจากจะไม่สำนึกแล้ว พ่อใหญ่ยังจะขู่อากลับอีกหรือ” เกื้อผิดหวังมาก

“ถ้าอาเกื้อไม่ขู่ผมก่อน ผมก็ไม่กล้าหรอกครับ ผมบอกแล้วว่าผมถอยไม่ได้ ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับอาเกื้อจะตัดสินใจก็แล้วกันครับ” อนึกจ้องหน้าด้วยแววตาท้าทายก่อนจะเดินไป

เกื้อถอนใจไม่คิดจะทำร้ายหลานจริง แค่ขู่เพื่อดึงให้เขาถอยออกมาอย่าถลำลึก

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศีนั่งพับเพียบสีซอกล่อมเสด็จจนหลับ สร้อยชะโงกมองว่าบรรทมแน่จึงบอกอุรวศีให้กลับไปพักผ่อนเสียที เฝ้าไข้มาทั้งคืน แต่ท่านหญิงกลับบอกว่าเต็มใจเพราะเป็นห่วง เสด็จป้าป่วยคราวนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา สร้อยชื่นชมที่ท่านหญิงมีความจริงใจ

อทริกากำลังหงุดหงิดที่สำอางพยายามชวนให้ออกไปหาพ่อพุ่มพระเอกละคร แต่ท่านหญิงเห็นว่าเสด็จป้าประชวรไม่กล้าทิ้งไปกลัวจะกริ้ว อุรวศีเดินมา อทริกายิ่งหงุดหงิดเพราะคิดว่ามาตามให้ทำหน้าที่เข้าเวร จึงเปรยลอยๆว่าเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ต่างจากติดคุกตรงไหน อุรวศีรู้นิสัยพี่สาว จึงบอกว่าเสด็จป้าบรรทมกว่าจะตื่นคงใกล้เที่ยง พี่อยากไปไหนไม่ไกลก็ไปได้ อทริกาหูผึ่งฉุกคิดกลัวมีความผิดจึงชวนแกมบังคับว่าอุรวศีต้องไปด้วย

“แล้วพี่หญิงนิดจะไปที่ไหนล่ะคะ”

“ฉันจะไปแค่เต๊งเท่านี้เอง ไม่ไกลหรอก”

อุรวศีนึกไม่ถึงว่าพี่จะไปสถานที่แบบนี้...เต๊งเป็นที่อยู่พนักงานชั้นในมีแต่ผู้หญิง นอกจากเป็นที่พักแล้วยังเปิดเป็นร้านขายของทั้งของกินของใช้คล้ายๆตลาดแต่อยู่ในพระบรมหาราชวัง เนื่องจากสาวชาววังออกไปข้างนอกลำบากจึงมักมาซื้อของกันที่เต๊ง มีทั้งข้าหลวงและเจ้านายหลายพระองค์ซื้อของกันคึกคักทั้งที่ไม่ใช่ของเกรดสูง

พุ่มเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเหมือนผู้ชายท่าทางเจ้าชู้ ชอบผู้หญิงด้วยกัน ขายผ้าด้วยการท่องกลอนเกี้ยวพาราสีหญิงสาวจนเขินอายควักเงินซื้อผ้าทีละหลายชิ้น...อุรวศีเดินมากับอทริกาและสำอางเห็นพุ่มก็ตกใจทำไมมีผู้ชายเข้ามาได้อย่างไร อทริกาหัวเราะกับสำอางก่อนจะบอก

“ไม่ใช่ผู้ชาย พุ่มเป็นหลานสาวคุณเถ้าแก่เจ้าของร้าน เป็นละครตัวพระของโรงละครปรีดาลัย”

“มิน่า กิริยาถึงดูพิกล ครึ่งชายครึ่งหญิง”

อทริกาไม่พอใจที่มาว่าคนที่ตนชื่นชอบ สำอางยิ้มแย้มเข้าไปแนะนำตัวกับพุ่ม และแนะนำท่านหญิงทั้งสอง ก่อนจะถามว่าวันนี้มีผ้าลายอย่างตกเข้ามาบ้างไหม พุ่มยิ้มแย้มมองสองท่านหญิงด้วยสายตาเจ้าชู้ อทริกาเขินอายแต่พอเจอสายตาอุรวศีที่มองกลับอย่างไม่พอใจก็ชะงักกลัวหลบตา หันไปแนะนำผ้าลายอย่างกับอทริกาและสำอาง

อุรวศีงงว่าอทริกาเป็นอะไรทำไมต้องมีท่าทีเช่นนั้น เมื่อซื้อของเรียบร้อยเดินกลับตัวตำหนัก อทริกายังพูดคุยถึงพุ่มกับสำอาง พอรู้ว่าพุ่มจะเป็นพระเอกเรื่องถัดไปก็คิดจะทูลลากลับบ้านและจะขอเอาสำอางไปด้วย สำอางดีใจ อทริกาหันมาถามอุรวศีจะไปด้วยกันไหม

“ขอบคุณค่ะ แต่หญิงชอบอ่านหนังสือมากกว่าไปดูละคร”

“อุ๊ย ลูกรักเสด็จพ่อ เอาเถอะแต่อย่างไรก็ขอบใจเธอมากนะที่ไปเป็นเพื่อน ถ้าไม่ได้เธอฉันคงไม่ได้มาเจอ...”

พูดไม่ทันจบอรุณวาสีเดินเข้ามาหา แต่พอเห็นว่าอุรวศีอยู่ด้วยก็ละอายใจหลบตา...อทริกาพาน้องมาคุยในห้อง อรุณวาสีร้องไห้ขอให้พี่ช่วยไปคุยกับแม่ ตนไม่อยากแต่งงานกับสุรคม อทริกาโวยวายถ้าทำอย่างนั้นตนอาจโดนจับแต่งเสียเอง พอดีอุรวศีมาบอกพี่ๆว่าเสด็จป้าตื่นบรรทมแล้ว อทริการีบขอไปทำหน้าที่เข้าเวร อรุณวาสีเช็ดน้ำตา อุรวศีเห็นตกใจเกิดอะไรขึ้นท่านหญิงผู้พี่หลบตาปัดว่าไม่มีอะไรตัดบทขอตัวไปเฝ้าเสด็จป้า อุรวศีงงว่าพี่ที่แสนดีเป็นอะไร

ด้านสุรคมเมื่อโดนหม่อมเอื้อนบีบให้แต่งงานกับอรุณวาสี จึงคิดมาขอความช่วยเหลือจากเมรา แต่พอเดินมาถึงวังอธิปซึ่งอยู่ติดกันมีรั้วกั้น ก็ได้ยินเสียงอธิปกับเมราเถียงกันเสียงดัง เรื่องอธิปเอาหม่อมเล็กๆมานอนในห้อง เมราไม่อาจทนได้มันหยามกันเกินไป

อธิปโมโหจะโวยใส่ แต่พอเหลือบเห็นสุรคมมาจึงชะงัก หม่อมเรี่ยมได้โอกาสไกล่เกลี่ยอย่าอารมณ์เสียแต่เช้าจะทำให้ขุ่นมัวทั้งวัน อธิปไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าสุรคม จึงบอกเมราว่า ตนจะสร้างเรือนใหม่ให้หม่อมเล็กๆทุกคน จะได้ไม่ต้องขึ้นมาเหยียบตำหนักนี้ แต่ถ้าตนไม่กลับมาค้าง จะมาตำหนิตนไม่ได้ พูดจบก็เดินหงุดหงิดออกไป

เมราฝืนยิ้มต้อนรับสุรคม หม่อมเรี่ยมกับเมราฟังเรื่องของสุรคมแล้วรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือหม่อมต่วนที่จะเอาชนะอุรวศีเป็นแน่ เมราเสนอให้รอเสด็จป้าหายประชวรแล้วตนกับแม่จะเข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ

เรื่องนี้ไม่น่าจัดการยาก สุรคมใจชื้นขึ้นคิดไม่ผิดที่มาปรึกษา เมรากับหม่อมเรี่ยม พอใจมากถ้าได้สุรคมมาเป็นน้องเขย

ทางหม่อมต่วนรู้จากติโลตตมาว่าสุรคมไม่ยอมแต่งงานกับอรุณวาสี แต่หม่อมไม่หวั่นเพราะคิดว่าถ้าแม่ยอมก็ไม่มีปัญหา ยิ่งหม่อมเอื้อนเป็นคนโลภ ให้สมบัตินิดหน่อยคงจัดการไม่ยาก ติโลตตมาไม่เห็นด้วยหวงสมบัติไม่อยากแบ่งให้ใคร

“อย่าตระหนี่ให้มากนักเลยน่ะหญิงกลาง ทรัพย์สมบัติเพียงเท่านี้เทียบกับการได้หักหน้าและกดหัวลูกนังสลวย มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม หรือเธอจะให้นังลูกเมียน้อยมันชูหน้าลอยคอเป็นเจ้าของวังโน้นกันทั้งพี่ทั้งน้องล่ะ” หม่อมต่วนเดินเชิดมีแปลกเดินตามออกไป

ติโลตตมายืนหงุดหงิดเสียดายเงินทอง พอดีเห็นคนรับใช้ถือดอกกุหลาบลับๆล่อๆอยู่ ก็รู้ว่าคงเป็นของท่านป้อม จึงเรียกให้เข้ามา คนรับใช้ส่งกุหลาบให้พร้อมจดหมายเพลงยาวหนึ่งฉบับ ท่านหญิงเปิดอ่านยิ้มเขินๆแล้วส่งคืน

คนรับใช้เอาจดหมายมาคืนให้ท่านป้อมและพูดตามคำสั่ง “มิใช่ไพร่ที่จะพอพระทัยแค่เพลงยาวเพคะ แต่ดอกไม้ทรงรับไว้เหมือนเดิมเพคะ”

ท่านป้อมคิดหนัก “รับดอกไม้ไว้ก็แปลว่าไม่รังเกียจ แต่เพลงยาวที่เขียนไปกลับส่งคืน แสดงว่าไม่ถูกใจ แล้วต้องให้อะไรถึงจะถูกใจล่ะ”

ติโลตตมาแอบมองลุ้นว่าท่านป้อมจะเข้าใจสิ่งที่ตนต้องการไหม

ooooooo

แม้คุณหญิงไกรจะทำให้อนลยอมแต่งงานกับดวงแข แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่คืบหน้า อนลยังคงหลบเลี่ยงไม่ไยดี จึงใช้แผนสุดท้ายคุยกับพระยารัชปาลีและนวมว่าก่อนกลับปากน้ำโพอยากให้ลูกๆหมั้นกันไว้ก่อน ไม่ใช่ไม่ไว้ใจแต่อยากให้ถูกต้องตามธรรมเนียมเท่านั้น

นวมเห็นว่าอีกไม่กี่วันจะเตรียมงานทันได้อย่างไร คุณหญิงไกรไม่ต้องการงานใหญ่โต แค่ญาติสนิทรับรู้ก็พอ งานแต่งค่อยทำให้สมเกียรติ

คืนนี้เดือนมืด อนลมองท้องฟ้าไม่เห็นดาวยิ่งรู้สึกเศร้า ขณะนั้นเองถึกกับคล้องประคองอนึกซึ่งเมามายเข้ามาทางประตูหลัง เพราะไม่กล้าพาเข้าประตูหน้าเกรงเจอท่านเจ้าคุณ พอพาเข้าห้องนอนได้ อนลก็ให้ถึกกับคล้องไปหาน้ำและผ้ามาเช็ดหน้าตาให้อนึก และให้เตรียมชาแก้เมามาด้วย ทั้งสองรีบวิ่งออกไป...อนึกเมาร้องขอเหล้าอีก ต้องดื่มให้เมาจะได้กล้า อนลแปลกใจ

“พี่ใหญ่จะทำอะไรถึงต้องใช้เหล้าย้อมใจให้กล้า”

“เปลี่ยนแปลง ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว”

อนลตกใจรีบถามเปลี่ยนแปลงอะไร อนึกพูดวกไปวนมา อนลพยายามถาม เขาพูดออกมาว่าไม่ยอมก็ต้องใช้กำลัง อนลงงใช้กำลังกับใคร แต่อนึกเมาหลับไปเสียก่อนอย่างน่าเสียดาย

ผ่านไปสี่ห้าวัน หม่อมเอื้อนร้อนใจ สุรคมยังยืนกรานไม่เสกสมรสกับอรุณวาสี ตัดสินใจมาบอกหม่อมต่วนไม่รู้จะทำอย่างไร หม่อมต่วนส่งสายตาให้แปลกพูดแทนตามที่เตี๊ยมไว้ “เรื่องมารยาสาไถยใครจะเก่งเหมือนนังสลวยเป็นไม่มี ท่านหญิงหลงก็คงได้ถ่ายทอดวิชามาบ้าง”

“ฉันเข้าใจและก็เสียดายเหมือนกันว่าจะรับไหว้ด้วยที่ดินติดแม่น้ำที่บางรัก พร้อมตึกที่ฝรั่งเช่าอยู่ แล้วก็เพชรทองส่วนที่เสด็จประทานให้ฉัน ฉันก็ตั้งใจจะยกให้ทั้งหมด” หม่อมต่วนทำทีถอนใจ หม่อมเอื้อนตาเบิกโพลงกับของรับไหว้ แปลกเสริมอีกว่าที่ดินนั้นตนเคยเห็น ใหญ่โตกว้างขวางไม่แพ้วังของท่านอธิป น่าเสียดายเหลือเกิน

ระหว่างนั้นหมอหลวงมาตรวจอาการเสด็จ ย้ำกับสร้อยและอุรวศีว่า โรคของเสด็จต้องระวังอย่าทรงกริ้ว พระอาการจะกำเริบ ท่านหญิงอยากรู้ว่าจะหายขาดเมื่อไหร่ หมอหลวงอึกอัก ตอนเดินออกมาส่ง หมอถึงบอกว่ายาที่ปรุงถวายเพียงแค่ประทังพระอาการเท่านั้น ช่วงนี้ต้องให้เสวยแต่ผักผลไม้ งดเนื้อสัตว์ หากจำเป็นก็เสวยเนื้อปลาได้ ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย

หมอหลวงเดินไป อุรวศีกับสร้อยกำลังจะกลับเข้าห้อง หม่อมต่วนเดินนำติโลตตมา อรุณวาสี และหม่อมเอื้อนเข้ามา สีหน้าอรุณวาสีเหมือนโดนบังคับให้มา...อุรวศีเครียดขึ้นทันที รู้ว่าไม่ได้มาดีแน่ หม่อมต่วนบอกสร้อยว่าได้ข่าวเสด็จหายประชวรเลยมาขอเฝ้า

ติโลตตมายังเคืองไม่อยากเข้าเฝ้ามานั่งเล่นในห้องอทริกา เห็นหนังสือนิยายที่ท่านป้อมประพันธ์จึงขอให้น้องช่วยเล่าเรื่องของท่านป้อมให้ฟัง อทริกาสงสัยทำไมถึงสนใจขึ้นมา

เสด็จแปลกใจที่มีคนแห่มาเยี่ยม หม่อมต่วนออกตัวว่าหม่อมเอื้อนขอให้พามาเฝ้า มีเรื่องจะกราบทูลเรื่องท่านชายสุรคม เสด็จสบตาสร้อยทำนองไม่ใช่เรื่องดีแน่ หม่อมต่วนปรายตาไปที่หม่อมเอื้อนเป็นนัยให้พูดเอง หม่อมเอื้อนกลัวก็กลัว แต่ความงกมีมากกว่า

“เอ่อ ลูกชายของหม่อมฉันมากราบทูลว่า เอ่อเธอประสงค์จะเป็นทองแผ่นเดียวกับท่านหญิงเล็กเพคะ ทั้งนี้แล้วแต่เสด็จจะทรงพระกรุณา”

เสด็จหน้าตึง ตนเป็นถึงพระองค์เจ้า จะพูดแย่งสุรคมมาให้อุรวศีก็ไม่ได้ มองไปยังอรุณวาสี เธอหน้าเสียอายจนแทบแทรกแผ่นดินหลบตาทุกคน อุรวศีมองพี่สาวที่รักอย่างงงๆ

หม่อมต่วนยิ้มๆ พูดอย่างเกรงใจเสียเต็มประดา “หม่อมเอื้อนมาขอหญิงเล็กกับหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ตอบว่าต้องกราบทูลเสด็จก่อน เพราะหญิงเล็กก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหลานทรงชุบเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็ก หม่อมฉันจึงได้พาหม่อมเอื้อนเข้ามาเฝ้าเพคะ”

เสด็จกล่าวน้ำเสียงเรียบๆ ถ้าจะขอต้องไปขอกับแม่เขา หม่อมเอื้อนรับคำ เสด็จมองอรุณวาสีถ้าคิดปฏิเสธก็จะช่วยแต่เธอกลัวแม่จนไม่กล้าทำอะไรเพื่อตัวเอง หม่อมต่วนสะใจที่เอาชนะอุรวศีได้ ปลายตามองอย่างดูถูกพูดน้ำเสียงเหยียดหยาม

“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดขัดข้องเพคะ ถือว่าเป็นเรื่องมงคล ท่านสุรคมก็เป็นคนดี เป็นทั้งญาติไม่ห่างไกลกัน ทางฝ่ายหญิงเล็กก็มีสกุลทั้งทางพ่อทางแม่ ได้สะใภ้อย่างลูกหม่อมฉันคงไม่ทำให้ขายพระพักตร์ถึงวังโน้นดอกเพคะ”

เสด็จไม่พอใจรู้ว่าแขวะหลานรัก ปั้นยิ้มบอกหม่อมต่วนว่ายังขาดอยู่อย่าง แล้วหันไปถามอุรวศีว่ามีพานอยู่แถวนี้ไหม ท่านหญิงรู้ว่าเสด็จคิดอะไรจึงถามกลับไปว่าจะเอาไปทำสิ่งใด เสด็จยิ้มที่หลานชงกลับมาให้ “ฉันจะยกหญิงเล็กใส่พานถวายให้ชายสุรคมน่ะสิ”

หม่อมต่วน หม่อมเอื้อน และอรุณวาสีหน้าเสียรู้ว่าโดนเหน็บ เป็นการยกลูกสาวใส่พานให้เขาไม่มีศักดิ์ศรีเลย หม่อมต่วนโกรธกำพัดในมือแน่นไม่กล้ามีปฏิกิริยาตอบโต้...สร้อยรวบรัดขอให้ทุกคนทูลลาเพื่อเสด็จจะได้พักผ่อน พอทุกคนออกไป เสด็จก็มีอาการปวดพระชานุมากขึ้น อุรวศีรีบเข้าดูอาการเตือนว่าหมอกำชับแล้วอย่าทรงกริ้ว สร้อยรีบไปตามหมอหลวง

หม่อมต่วนเดินลิ่วออกมาด้วยความโกรธ หม่อมเอื้อนกับอรุณวาสีตามหลัง ติโลตตมากับอทริกาเดินสวนมาแปลกใจทำไมรีบกลับ หม่อมเอื้อนอายไม่กล้าพูดอะไรขอตัวไปตามบ่าวเอารถม้ามารับ อรุณวาสีน้ำตาร่วงว่าแล้วไม่ควรมา หม่อมต่วนตวาดเพราะเธอที่อ่อนตนจึงต้องมาจัดการให้จนโดนเหน็บเอาแบบนี้ แล้วหันไปเอ็ดท่านหญิงทั้งสองว่าหายไปไหนไม่มาช่วย

ติโลตตมากลับเห็นว่า “การที่เสด็จป้าทรงกริ้วก็แสดงว่าแม่จัดการเรื่องหญิงเล็กกับชายสุรคมสำเร็จไม่ใช่หรือคะ เสด็จป้ามีเลือดขัตติยะเต็มพระองค์ รับรองว่าจะไม่ทรงยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ให้เสื่อมเสียพระเกียรติแน่ และคงห้ามไม่ให้นังลูกบ่าวยุ่งเกี่ยว ถือว่าแม่ชนะโดยเด็ดขาดนะคะ”

หม่อมต่วนอารมณ์ดีขึ้น แค่นยิ้มแค่นี้เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่สาสมกับความสามหาวของอุรวศี

ooooooo

จันนำความมาเล่าด้วยความแค้นใจให้หม่อมสลวยและทุกคนในเรือนจางวางสมฟัง อนลมาเรียนดนตรีอยู่พอดีจึงรับฟังไปด้วย แสงร้องไห้สงสารหลานรัก ผินเตือนอย่าเชื่อจันมากเพราะยังไม่ได้ฟังจากปากท่านหญิง อนลสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นความลับ ทำไมข่าวอื้ออึงออกมาได้

จันบอกรู้มาจากสำอางข้าหลวงคนสนิทของอทริกา แล้วจันก็เล่าตั้งแต่ที่อรุณวาสีมาขอให้พี่สาวช่วยจนมาถึงหม่อมต่วนพาหม่อมเอื้อนมาพบเสด็จเอง ผินปรามให้ลูกสาวหยุดเล่าเพราะแสงร่ำไห้หนักขึ้น...ตกเย็นผินจัดผลไม้ให้จันนำกลับไปถวายอุรวศี อนลเห็นของมากมายจึงอาสาขับเรือไปส่ง หม่อมสลวยขอบคุณน้ำใจของอนล

พอเดินมาถึงท่าน้ำ จันออกตัวก่อนเลยว่าไม่ขอรับฝากจดหมายอีกแล้ว อนลบอกว่าตนรู้แค่อยากให้เล่าให้ฟังว่าหม่อมต่วนร้ายมากอย่างไร จันสาธยายหมดเปลือก

หัวค่ำ อุรวศีเห็นเสด็จบรรทมแล้วจึงค่อยๆ ออกจากห้อง เป็นเวรอทริกาเฝ้าในคืนนี้ อุรวศีรู้ว่าพี่สาวไม่เต็มใจจะเฝ้าจึงบอกว่าคืนนี้ตนทำแทนให้ได้ แต่อทริกาเกรงเสด็จป้าตื่นมาไม่เจอตนจะโดนตำหนิเอา สำอางแปลกใจทำไมเสด็จถึงประชวรอีก อทริกาพูดแบบไม่คิด

“ก็คงกริ้วเรื่องหญิงเล็กกับชายสุรคมน่ะสิ ที่จริงหม่อมเอื้อนก็อยากได้หญิงหลงนะ แต่พอรู้เรื่องแม่สลวยเข้าก็เลยไม่เอา”

อุรวศีหน้าตึงที่พาดพิงถึงแม่ อทริกาเห็นสีหน้าก็ยิ้มแหยๆบอกอย่าโกรธเลยตนพูดไปตามจริง อุรวศีรู้นิสัยพี่คนนี้จึงไม่โกรธ เพราะคิดอีกทีเป็นเรื่องน่ายินดีที่ตนไม่ต้องเสกสมรส

ด้านสุรคมพอรู้จากหม่อมเอื้อนว่าได้รับของรับไหว้จากหม่อมต่วนและได้กราบเรียนเสด็จแล้ว ก็โกรธมากประกาศไม่รับรู้ใดๆ แม้หม่อมเอื้อนคิดว่ามาพูดต่อหน้าอธิปแล้วสุรคมจะไม่กล้าปฏิเสธ เมรากับหม่อมเรี่ยมแอบยิ้มพอใจที่สุรคมไม่โอนอ่อน แถมประกาศก้องว่าจะเสกสมรสกับอุรวศีคนเดียวเท่านั้น

“ไม่ได้นะชาย ชายทำแบบนี้หญิงเล็กจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่โดนหม่อมต่วนถอนหงอกเอาหมดหัวเลยรึ” หม่อมเอื้อนหวาดหวั่น

สุรคมไม่สนใจ แม่เป็นคนทำก็แก้ปัญหาเอาเอง ว่าแล้วก็เดินหนีไป อธิปตัดบทก่อนเดินหนีไปอีกคน “เป็นอันว่าแผนมัดมือชกของหม่อมไม่สำเร็จ ถึงจะมาพูดต่อหน้าฉันก็ไม่ช่วยอะไร ต่อไปไม่ต้องมารบกวนฉันอีกแล้วนะ ฉันมีงานการต้องทำไม่ได้อยู่ว่างๆ”

หม่อมเอื้อนอยากร้องไห้หันมามองเมรากับหม่อมเรี่ยมทำนองขอความช่วยเหลือ เมรายิ้ม “หม่อมใจเร็วด่วนได้เกินไปค่ะ ทีนี้พอชายสุรคมไม่ยอมก็ยิ่งเลยเถิดกลายเป็นเสียมากกว่าได้”

“พุทโธ่ ท่านหญิงเพคะ จะให้หม่อมฉันทำยังไง ก็หม่อมสลวยอื้อฉาวเสียขนาดนั้น ใครจะรับเข้าไปลง”

“หม่อมฟังความข้างเดียว หม่อมต่วนชังน้ำหน้าหม่อมสลวยมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็เลยพูดเกินจริง หม่อมสลวยมีผัวใหม่แต่ก็หลังจากเสด็จสิ้นพระชนม์ จะถือว่าคบชู้ไม่ได้หรอกค่ะ แถมยังย้ายหนีไปอยู่ปากน้ำโพ มิได้อยู่ด้วยกันกับลูก ใครจะมานินทาได้คะ” หม่อมเรี่ยมสาธยาย

หม่อมเอื้อนหน้าเสียที่เข้าใจผิด เมรายืนยันและนึกหมั่นไส้หม่อมเอื้อนจึงพูดให้เสียดาย “แล้วที่สำคัญคือ เสด็จป้าทรงโปรดหญิงหลงมากกว่าใคร วันเสกสมรสของหญิง ยังให้หญิงหลงยืมสร้อยเพชรประจำสกุลมาใส่ เสียดายที่หม่อมง่วนอยู่แต่ในครัวเลยไม่เห็น”

“หม่อมคิดดูนะคะว่าถ้าไม่โปรด เสด็จจะทรงทำอย่างนี้หรือ แต่พูดไปก็เท่านั้นล่ะค่ะ หม่อมทำแบบนี้คงเข้าพระพักตร์เสด็จไม่ได้อีกแล้ว” หม่อมเรี่ยมช่วยแกล้งตอกย้ำ

หม่อมเอื้อนแทบหมดแรง ทำให้สุรคมแต่งกับอรุณวาสีไม่ได้ ต้องโดนหม่อมต่วนเล่นงาน จะถอยกลับไปหาอุรวศีก็ไม่ได้อีก อยากจะบ้าตาย

ในขณะที่อุรวศีไม่เสียใจอะไรท่าทางมีความสุข สร้อยบอกว่าอาหารที่ทรงปรุงถวายเสด็จ ท่านเสวยจนหมด ท่านหญิงออกตัวว่ายังเก่งไม่เท่าญาติฝ่ายแม่ โดยเฉพาะป้าผ่อง ต้องถือว่าหาตัวจับยาก ขณะนั้นเอง จันเดินนำผินเข้ามากราบทูลว่าแสงอาการทรุด อุรวศีตกใจ เป็นห่วงเสด็จป้าก็ห่วง ห่วงยายก็ห่วง สร้อยเข้าใจจึงบอกให้ท่านหญิงไปเยี่ยมยาย ทางนี้ตนจะถวายรับใช้เอง ถ้าเสด็จทรงถามตนจะทูลตามความจริง อุรวศีขอบคุณแล้วรีบออกไป

ooooooo

พอแสงเห็นหน้าหลานรักมาเยี่ยมก็สดชื่นขึ้นยอมทานอาหารและยอมกินยาฝรั่ง หม่อมสลวยค่อยสบายใจขึ้นที่แม่ยอมกินยา อุรวศีย้ำกับแสงว่ายาฝรั่งจะช่วยให้หายเร็ว และควรให้หมอฝรั่งมาดูอาการด้วย

ได้กลับมาบ้านทั้งที อุรวศีจึงเดินเล่นบริเวณบ้าน รู้สึกเหมือนมีใครมาอยู่ข้างหลังจึงหันไปมอง ปรากฏว่าเป็นอนลยืนมองห่างออกไป ต่างฝ่ายยิ้มในหน้าด้วยไม่คิดจะได้เจอกัน อนลค้อมศีรษะให้ อุรวศีหุบยิ้มปั้นหน้านิ่งถามเขามาหาใคร

“กระหม่อมมาขอพบหม่อมท่าน กระหม่อมมีของมาฝากหม่อมท่านเพื่อส่งถวายต่อท่านหญิง ขอถวายในตอนนี้เสียเลยกระหม่อม” อนลส่งสมุดเก่าเล่มเท่าฝ่ามือ หน้าปกมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษว่า...Diary

อุรวศีเห็นจำได้ว่าเป็นของเสด็จพ่อ อนลบอกว่าใช่ตนเจออยู่ในลิ้นชักโต๊ะทรงพระอักษรในกระทรวง ไม่มีใครสนใจจึงขอมาเก็บไว้เพื่อถวายคืนท่านหญิง อุรวศีรับสมุดอย่างระมัดระวังไม่ให้ปลายนิ้วสัมผัสปลายนิ้วเขา อนลมองการไว้ตัวของท่านหญิงแล้วยิ้มอย่างมีความสุข... เพราะก่อนหน้าที่จะเอามามอบให้ เขารู้ว่ามือท่านหญิงจะต้องสัมผัสสมุด จึงประทับจูบไว้ที่ไดอารี่ตั้งแต่เมื่อคืน ท่านหญิงไม่รู้ถึงความเจ้าเล่ห์ของเขา ได้แต่กล่าวขอบใจ แต่แล้วมีกระดาษเล็กๆ ปลิวหล่นลงพื้นก็ทรงเก็บขึ้นมา เห็นกลอนสั้นๆที่อนลเขียนไว้

“มิอาจพบประสบพักตร์ ใช่ว่าจักคิดหักใจ คิดถึงทุกวันไป แม้มิได้อยู่ใกล้กัน ไม่ใกล้ก็เหมือนใกล้ เพราะดวงใจอันผูกพัน เหมือนเห็นกันทุกวัน เราพบกันนั้นด้วยใจ”

อุรวศีอึ้งเพราะเป็นกลอนเกี้ยว อนลทำทีตกใจทูลว่ากระดาษนั้นตนเขียนเพลินๆระหว่างนั่งอยู่บ้านครู คงเผลอสอดไว้ในสมุด อุรวศีค้อนเล็กๆในความเจ้าเล่ห์ของเขา อนลดึงกระดาษกลับคืนไป แต่บทกลอนนั้นอยู่ในความทรงจำของท่านหญิงเสียแล้ว

ระหว่างนั่งรถม้ากลับวัง อุรวศีเปิดไดอารี่ของ เสด็จพ่ออย่างทะนุถนอม ท่านทรงเขียนหนังสือตัวบรรจงถึงขั้นตอนการทำงาน หมายกำหนดการและผลที่ออกมา แสดงถึงความใส่ใจในการทำงานของท่าน ท่านหญิง

อ่านไปอย่างตั้งใจ แต่แล้วก็หวนนึกถึงคำกลอนของอนล ทำให้ต้องพึมพำกับตัวเองเบาๆ “นึกว่าฉันไม่รู้เท่าทันรึ ท้าวแสนเปื้อน”

ในขณะที่อนลยิ้มแย้มกลับบ้านด้วยหัวใจเต็มไปด้วยความสุข แต่พอเข้ามาในบ้านต้องแปลกใจเมื่อเห็นพ่อแม่และคุณหญิงไกรนั่งรออยู่พร้อมหน้า มีดวงแขนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น พระยารัชปาลีเรียกให้เข้าไปนั่งข้างดวงแข แล้วผู้ใหญ่คุยกันทำนองยินดีที่ให้เขากับดวงแขหมั้นกัน อนลตกใจสุดขีดทำอะไรไม่ถูก นวมพูดเตือนที่เขายอมให้แม่จัดการทุกอย่างตอนนี้ถึงเวลาแล้ว คุณหญิงไกรยิ้มปลื้มอกปลื้มใจ นวมรวบรัดหยิบกล่องแหวนออกมา

“สินสอดทองหมั้นอย่างอื่นเอาไว้ท่านเจ้าคุณลงมาพระนครเดือนหน้า ก็จะขอมอบเสียวันนั้น เพราะจะได้นำกลับไปสะดวกปลอดภัย ส่วนวันนี้ฉันเห็นฝรั่งเขานิยมมอบแหวนให้กัน ถ้าพ่อนลจะมอบแหวนให้หนูดวงแขเป็นส่วนหนึ่งของของหมั้น คุณหญิงคงไม่ขัดข้องนะคะ”

คุณหญิงไกรเห็นแหวนเพชรเม็ดเบ้อเร่อส่องประกายแวววาวก็หันไปยิ้มกับดวงแข ก่อนจะตอบว่าไม่ขัดข้อง ท่านเจ้าคุณกับนวมเห็นอนลกระอักกระอ่วนก็ช่วยกันพูดกลบเกลื่อนว่าลูกตื่นเต้นแล้วดันให้สวมแหวนแก่ดวงแข อนลหน้าซีดเหมือนฝันร้ายไม่มีรอยยิ้มสักนิดบนใบหน้า

คืนนั้นอนลนิ่งเฉยไม่พูดคุยกับดวงแขสักคำ ไม่ว่าเธอจะชวนคุยใดๆ เธอโมโหมาบ่นกับแม่ด้วยความเบื่อเต็มทน คุณหญิงไกรต้องปลอบว่าอยู่กินกันไปไม่นานก็รักกันเอง

ด้านอนลเศร้าจนหมดอาลัยตายอยาก นั่งเขียนบทกลอนที่เคยเขียนให้อุรวศีลงในสมุดบันทึกของตัวเอง แล้วบอกตัวเองว่าต้องทำตัวเหมือนสมุดบันทึกคือเก็บทุกอย่างไว้กับตัว

ooooooo

เช้าวันใหม่ อทริกาเข้าไปปรนนิบัติเสด็จไม่ทันไรก็วิ่งร้องไห้ออกมา สำอางวิ่งตามหลัง อุรวศีตกใจ ถามเสด็จป้าปวดพระชานุมากหรือ สำอางตอบแทนว่าใช่ ทำอะไรให้ก็กริ้วไปหมด อุรวศีจะเข้าไปปรนนิบัติแทนทั้งที่เพิ่งออกเวร

พอเสด็จเห็นอุรวศีเข้ามาก็ไล่ให้กลับออกไป แต่เธอกลับถอยมานั่งพับเพียบมุมห้อง บอกไม่อยากปล่อยให้เสด็จป้าอยู่พระองค์เดียว เสด็จอึ้งดีใจที่หลานเป็นห่วง แต่ยังทำเสียงดุอยากอยู่ก็อยู่เงียบๆอย่าส่งเสียงให้รำคาญ สักพักเสด็จพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ หันมามองหลานรัก

“วุ้ยนั่งนิ่งเป็นหุ่นปูนปั้น เห็นแล้วรกลูกตา ไปเอาซอมาเล่นไป๊”

อุรวศียิ้มรู้ว่าเสด็จป้าอารมณ์ดีขึ้น ลุกไปหยิบซอมาบรรเลงและร้องขับกล่อม...พอเที่ยง เสด็จมีความประสงค์เสวยอาหารที่ระเบียง สร้อยดูแลจัดการ เสด็จให้ทุกคนออกไป สร้อยรู้ใจทูลถามมีอะไรจะรับสั่ง เสด็จยิ้มพอใจสมกับที่อยู่ด้วยกันมานาน และกล่าวด้วยสีหน้าขรึมลง

“สร้อย...ข้าจะสั่งเสียวันนี้ที่ข้ามีเรี่ยวแรงพอจะสั่งได้ เมื่อข้าตายไป ตำหนักนี้ก็ต้องปิด เจ้าขยับขยายไปอยู่ข้างนอกเถิด ข้าจะให้เงินทองเจ้าไว้พอเลี้ยงชีพได้ พ่อเจ้าก็แบ่งมรดกไว้ให้พอสมควรคงอยู่ได้สบาย แต่ญาติพี่น้องคงพึ่งไม่ได้ ข้าดูแล้วมีแต่จะยกโขยงมาสูบเลือดเจ้าจนหมด”

สร้อยใจหายน้ำตารื้นขออย่าพูดแบบนี้ เสด็จต้องอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรพวกตนอีกนาน เสด็จรู้ตัวดี ย้ำกับสร้อยจริงจัง “ฟังข้านะ หลานทั้งหมดข้าห่วงหญิงหลงอยู่คนเดียว นอกจากจะเห็นแก่พระองค์ชายแล้ว ข้ายังเห็นว่าหญิงหลงเป็นคนมีน้ำใจ คอยสังเกตสังกาว่าข้าสบายหรือไม่สบาย ชอบไม่ชอบอะไร ไม่เหมือนคนอื่น แต่เดิมข้าหวังจะให้หญิงหลงมีคู่จะได้หมดห่วง แต่แม่ต่วนก็มาหักหาญเสียก่อน สิ้นข้าไปแล้วหลานข้าก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว มิรู้จะโดนรังคัดรังแกอีกมากเท่าใด ก็เหลือแต่เจ้าที่ข้าพอจะฝากฝังให้ดูแลหลานข้าต่อไป”

“หม่อมฉันขอถวายสัญญาเพคะ จะดูแลท่านหญิงสมดังที่เสด็จไว้วางพระทัย”

เสด็จขอบใจสร้อย บ่นเสียดายและเป็นห่วงที่อุรวศียังไม่มีคู่ เกิดเป็นหญิงรับราชการก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นหญิงสูงศักดิ์จะตากหน้าค้าขายก็เสียเกียรติ ไม่ง่ายเลยจริงๆ...

ในขณะที่หลานอีกคน ติโลตตมา...ซึ่งถือดีออกจากวังกลับมาอยู่ตำหนัก ในใจคิดแต่จะต้องได้ดีกว่าพี่น้องทุกคน พอได้รับกำไลทองของท่านป้อมฝากคนรับใช้มาให้ ก็คิดในใจว่ารวยจริงอย่างที่อทริกาบอก เลียบเคียงถามคนรับใช้ว่าท่านป้อมนัดอีกเมื่อไหร่

“ท่านป้อมทรงให้หม่อมฉันไปรอที่ท้ายสวนเพคะ ตรัสว่าคุยธุระกับหม่อมใหญ่เสร็จเมื่อไหร่จะมาพบ เพื่อฝากคำพูดมาให้ท่านหญิงกลางเพคะ”

ติโลตตมานึกไม่ถึงว่าท่านป้อมมาพบหม่อมแม่... ขณะเดียวกัน การมาของท่านป้อมครั้งนี้มาขอกู้เงินจากหม่อมต่วนอีกครั้ง โดยเขียนหนังสือค้ำประกันจะยกรายได้จากการขายนิยายที่ตีพิมพ์ล่าสุดให้ทั้งหมด หม่อมต่วนรู้แก่ใจว่ายอดขายหนังสือของท่านป้อมสูงมากจึงยอมให้กู้

เสร็จธุระ ท่านป้อมเดินมาที่นัดคนรับใช้ไว้ ติโลตตมาทำทีเดินเล่นมาเจอถามเขาคุยอะไรกับหม่อมแม่ ท่านป้อมได้ทีบอกว่าผู้ชายที่มีใจให้ผู้หญิง หมั่นมาพบแม่ฝ่ายหญิงเพราะอะไร ท่านหญิงเขินอายให้พูดออกมาว่าจะฝากคำพูดอะไรคนรับใช้ถึงตน ท่านป้อมยิ้มกรุ้มกริ่มอยากชวนไปกินอาหารด้วยกันเท่านั้น เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่สีลม ท่านหญิงโกรธเชิดหน้าถือตัว

“ร้านอาหารของพวกไพร่ ก็รู้อยู่ว่าหญิงไปสถานที่แบบนั้นไม่ได้ ก็ยังจะชวนหญิงไปเกลือกกลั้วกับพวกไพร่อีก”

“อย่าเพิ่งโกรธสิจ๊ะ พี่รู้ว่าหญิงถือตัว พี่เลยจะปิดร้านเพื่อให้หญิงกินกับพี่แค่สองคนเท่านั้น แค่นี้ก็ไม่ทำให้หญิงต้องเสื่อมเสียเกียรติแล้ว”

ติโลตตมาตาโพลงอย่างคาดไม่ถึง ท่านป้อมทำทีเรื่องเล็กน้อยจะตกใจทำไม แต่ขอร้องอย่าบอกใคร แม้แต่หม่อมต่วน เพราะเจ้าพี่ของตนเป็นคนบอริ่งมาก ท่านหญิงทำหน้างงคืออะไร ท่านป้อมแปลให้ว่า...น่าเบื่อ เจ้าพี่ของตนเป็นคนน่าเบื่อชอบจับตามอง และชายาเอกของเจ้าพี่ก็สนิทสนมกับหม่อมต่วน ติโลตตมารับคำจะไม่บอกใคร ท่านป้อมยิ้มแฝงเลศนัย

ooooooo

เย็นวันนั้นบุญทันคุมซุงมาขายที่พระนครเสร็จก็แวะมาหาหม่อมสลวยที่บ้านจางวางสม ผ่องต้อนรับชวนให้ทานอาหาร แสงหงุดหงิดไม่พอใจ สั่งผ่องเสียงเฉียบให้พาตนกลับห้อง ผ่องขอจัดอาหารให้บุญทันก่อน แสงประชดประชัน

“คนเจ็บป่วยอยากนอน จะต้องรอคนดีๆอิ่มหนำ สำราญก่อนหรืออย่างไร”

บุญทันหน้าเจื่อนบอกผ่องอย่าห่วงตนเลย จางวางสมไม่สบายใจแต่ก็รู้สาเหตุเพราะแสงรักหลานมากจึงยังเคือง บุญทันเข้าใจไม่อยากให้ใครผิดใจกับแสงจึงขอนอนค้างที่นี่แค่คืนเดียว พรุ่งนี้จะหาที่พักใหม่ หม่อมสลวยลำบากใจถ้าไม่ติดเรื่องลูกมีปัญหาคงกลับไปกับบุญทันแล้ว

เช้าวันใหม่ ดวงแขกับคุณหญิงไกรลากลับนครสวรรค์ ดวงแขน้อยใจที่อนลไม่พูดคุยด้วย นวมหนักใจหันไปหาอนึกหวังให้ช่วยคุยกับน้อง แต่เขากลับบอกว่าเห็นชัดๆว่าอนลไม่ไยดีเลย

อนลเครียดกับปัญหาที่รุมเร้า คนที่รักก็เปิดเผยไม่ได้ยังมาถูกบังคับให้หมั้นกับคนที่ไม่ได้ชอบ จึงเดินมาหาเกื้อหวังขอคำปรึกษา แต่กลับได้ยินเกื้อคุยอยู่กับทับท่าทางเคร่งเครียด

“ที่ผมรู้มาล่าสุดมันเลยเถิดไปมากจนผมกลัว ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วครับคุณทับ”

“อย่าเพิ่งร้อนใจไปคุณเกื้อ ยิ่งรุ่มร้อนก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ตอนนี้คุณเกื้อถอนตัวออกมาแล้วไม่น่าห่วง เหลือก็แต่หลานชายคนโตเท่านั้นเอง”

“พ่อใหญ่ดื้อเหลือเกินครับ ผมเพียรบอกให้ถอนตัวหลายครั้งแล้ว พ่อใหญ่ก็ไม่ยอมแถมยังข่มขู่ผมกลับอีก ผมยอมรับว่าผมขี้ขลาดไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านี้ พ่อใหญ่คงรู้ข้อนี้ดีถึงไม่เกรงผม...”

อนลได้ยินแปลกใจที่พี่ชายกล้าขู่อา ทับบอกเกื้อว่าถึงเวลาเราก็ต้องกล้า เขาเป็นคนฉลาดมีสติปัญญาย่อมคิดได้ จะต้องทำอย่างไรก่อนจะสายเกินไป เกื้อถอนใจไม่แน่ใจว่าวิธีที่ตนคิดจะยับยั้งอนึกได้หรือไม่ ระหว่างนั้นอนลขยับตัวเหยียบกิ่งไม้ทำให้เกิดเสียงดัง จึงต้องทำที เป็นเพิ่งเดินมาหา บอกเกื้อว่าอยากปรึกษาเรื่องเดิมๆ ทับเห็นไม่สะดวกที่จะคุยต่อจึงขอตัวกลับ อนลไหว้ลา พอทับเดินไปเขาก็หันมาบอกเกื้อว่าตนลืมของขอไปเอา ประเดี๋ยวมา

อนลวิ่งตามมาถามทับว่าจะมีเรื่องอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ทับยังยืนยันคำเดิมถ้าเกื้อไม่พูดออกมา อย่างไรเสียตนก็ไม่มีวันพูดแน่ อนลเดาว่าตอนนี้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น น่าจะถึงเวลาที่ตนควรรู้ ทับยิ้มให้อย่างผู้ใหญ่ใจดี

“ถือว่าหลานชายถามฉันสองข้อ ข้อแรกถามว่าร้ายแรงไหม ฉันตอบไม่ได้ คุณเกื้อก็ตอบไม่ได้ เพราะคุณเกื้อไม่ได้เข้าไปคลุกคลีนานแล้ว เพียงแต่รู้จากคนที่พอจะถามได้เท่านั้นเอง แต่ก็รู้น้อยเต็มที ข้อสองถามว่าถึงเวลารึยัง ฉันว่าใกล้แล้วที่หลานชายจะได้ฟังจากปากคุณเกื้อเอง”

อนลตื่นเต้นถามว่าเมื่อไหร่ ทับตอบยิ้มๆว่าเมื่อเกื้อทนไม่ไหว เกื้อฉลาดแต่ไม่ใช่คนใจคอเข้มแข็ง ทนได้อีกไม่นานคงเล่าให้ฟังและขอความช่วยเหลือจากเขาด้วย แต่อย่าบังคับให้ตนเล่า เพราะตนไม่อยากผิดคำพูด... อนลยิ่งสงสัยว่าเรื่องร้ายแรงอะไร

หลายวันผ่านไป หมอหลวงตรวจอาการเสด็จ เสด็จเค้นถามทำไมตนทานยาพอยาหมดฤทธิ์ก็ปวดอีก ตกลงตนจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน สร้อยกับหมอตกใจ เสด็จเห็นว่าหมอตอบยาก จึงถามใหม่ว่าอาการของตนจะรักษาได้หรือไม่ หมอหลวงก้มหน้าไม่รู้จะตอบอย่างไร

เสด็จพอจะรู้ชะตากรรมตัวเองไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างไร ให้สำอางตามหม่อมต่วนกับลูกๆทุกคนรวมทั้งอลัมพุษา หม่อมเรี่ยมและเมราเข้ามาพบในวัง ติโลตตมาไม่อยากเข้าเฝ้าแต่หม่อมต่วนบังคับให้ไป โดยมีคุณท้าวสตรีสูงวัยเป็นข้าราชการฝ่ายในมานั่งเป็นสักขีพยาน เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า อุรวศีนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ สร้อยหยิบถุงผ้าหลายถุงมาวางข้างเสด็จ

ooooooo

เพชรกลางไฟ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด