สมาชิก

เพชรกลางไฟ

ตอนที่ 4

เรื่องที่อนึกกับเกื้อร่วมมือกันทำชักจะบานปลาย เมื่ออนลเริ่มสงสัยสะกดรอยตามจนโดนทำร้ายสลบ เกื้อเอายานวดอย่างดีมาให้ด้วยความเป็นห่วงเพราะอย่างไรก็เป็นหลานแท้ๆ และจับสังเกตว่ารู้อะไรบ้าง ส่วนอนลรู้ว่าอาของตัวโกหกแต่ไม่มีหลักฐานจะพูดออกไป

อนึกเอาสร้อยพระและเงินของอนลวางลงบนโต๊ะต่อหน้าเกื้อ “ดีที่ผมเอาสร้อยและเงินของเจ้านลมาด้วย เลยไม่มีใครสงสัยคิดว่าเป็นโจรปล้นจริงๆ”

เกื้อไม่สบายใจคิดอยากดึงอนลเป็นพวก แต่อนึกค้านเต็มที่เพราะรู้นิสัยน้องชายดีว่าเป็นคนหัวเก่าเหมือนพ่อ ไม่มีทางคิดเห็นเหมือนเรา ตอนนี้ตนเชื่อว่าอนลยังไม่ สงสัยเพราะคิดว่าพวกเราแอบไปเที่ยวสำนักโคมเขียว เกื้อขอให้เป็นอย่างนั้น ตนไม่อยากให้ครอบครัวต้องมาแตกแยก

วันต่อมาอุรวศีรู้สึกว่าคนในวังไม่มีใครพูดหรือตอบคำถามตนเลย จนถึงเวลาทำอาหารเธอเห็นว่าสร้อยไม่อยู่ ถามข้าหลวงในครัวว่าใครทำเครื่องเสวยแทน แต่ก็ไม่มีใครตอบ ต่างหลบสายตา ชักมั่นใจว่ากำลังโดนแกล้ง สำอางแอบมองแล้วไปเล่าให้อทริกาฟังอย่างเป็นเรื่องตลกขบขัน อทริกาสะใจกับแผนการของพี่สาวที่จะบีบให้อุรวศีทนไม่ได้ออกจากวังไป

มื้อเย็นวันนั้น เป็นเวรติโลตตมาปรนนิบัติเสด็จ พอรับของคาวเสร็จไม่มีของหวานตามก็ทรงกริ้ว ติโลตตมา ทูลว่าสร้อยไม่อยู่ ไม่มีใครกล้าทำของหวานแทน เกรง ไม่ถูกพระทัย

“สร้อยไม่อยู่ก็เลยไม่ทำ ดีเหลือเกินนะจ๊ะ คนทั้งตำหนักต้องรอคนคนเดียว แล้วที่เหลือก็ไม่ยอมฝึกปรือต้องรอสร้อยสั่งไปเสียทุกอย่าง ไปๆรกหูรกตา แต่ละคนไม่ได้เรื่องได้ราวสักคน”

ติโลตตมาหน้างอทูลลา ข้าหลวงคนอื่นก้มกราบลา พอเปิดประตูออกเจออุรวศียืนอยู่ เธอได้ยินที่เสด็จป้ากริ้วใส่พี่สาว จึงครุ่นคิดบางอย่าง

ช่วงหัวค่ำเสด็จนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้โยก พอจะลุกรู้สึกปวดเข่าปวดข้อมาก พอดีอุรวศีถือถาดขนมกลีบลำดวนเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า ทูลว่าตนหัดทำตามที่คุณสร้อยสอนไว้ เห็นว่าเสด็จป้ายังไม่ได้เสวยของหวาน จึงนำมาถวาย เสด็จอารมณ์ไม่ดีจากอาการปวดเข่าเหลือบมอง

“ก็ฉันบอกแล้วยังไงว่าไม่ต้องทำ”

“หญิงจำต้องขัดรับสั่งเพคะ เพราะหญิงอยากฝึกฝนให้เก่งขึ้น คนเราถ้าผิดครั้งแรกก็ท้อเสียแล้ว คงไม่มีวันเก่งขึ้นได้หรอกเพคะ” แววตาอุรวศีมุ่งมั่น

เสด็จรู้สึกทึ่งแต่ยังรักษาหน้านิ่งดูไม่ออกว่าอารมณ์ไหน หยิบขนมขึ้นมาชิม อุรวศีลุ้น...เสด็จเอ่ยสร้อยคงบอกว่าตนชอบรสไหน ดีขึ้นแต่ยังไม่พอ ท่านหญิงยิ้มรับจะหัดทำให้ถูกใจ

“เรื่องอะไรต้องมาเอาใจฉันด้วย ชอบโดนดุหรือยังไง”

“ไม่มีใครชอบหรอกเพคะ แต่สิ้นเสด็จพ่อแล้ว เสด็จป้าก็เป็นพระญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ หญิงจึงอยากรับใช้เสด็จป้าให้ดีที่สุดเพื่อทดแทนที่ไม่มีโอกาสได้รับใช้เสด็จพ่อเพคะ”

เสด็จพระองค์หญิงยิ้มมุมปากทิ้งค้อน เหน็บว่าปากหวาน จะคอยดู แล้วเสวยขนมกลีบลำดวนอีกชิ้น อย่างไม่สนใจท่านหญิงอีก

ooooooo

ผ่านไปสองอาทิตย์ จันยืนชะเง้อหน้าตำหนัก อยากพบอุรวศี ไม่มีนางข้าหลวงคนไหนพูดด้วยสักคน พักใหญ่อุรวศีเดินออกมา ต่างดีใจที่พบกัน จันรายงานเรื่องกำแพงก่อเสร็จ หม่อมสลวยยังไม่กลับ ตนจึงมาทูลให้ทราบ อุรวศีดีใจจะได้กลับเรือนปั้นหยาเสียที

จันไม่สบายใจแต่ต้องพูดอีกเรื่อง “หม่อมท่านไม่อยู่เพคะ ตั้งแต่วันที่มาส่งท่านหญิงเข้าวัง กลับไปหม่อมก็บอกว่ามีธุระรีบด่วนต้องไปทำ แล้วก็ยังไม่ได้กลับมาจนป่านนี้เลยเพคะ”

อุรวศีตกใจมากว่าแม่ไปไหน จันไม่ทราบถามจางวางสมก็ไม่พูด แต่มีข่าวลือไม่ดี

“พวกปากชั่วมันลือกันว่าหม่อมท่านหนีตามผู้ชายไปเพคะ”

ได้ยินเช่นนั้น อุรวศีไม่รอช้ามายืนกระสับกระส่ายลังเลหน้าห้องเสด็จ อยากเข้าไปขออนุญาตกลับบ้าน

ระหว่างนั้นอรุณวาสีเดินคุยมากับติโลตตมา อรุณวาสี ทักทายยิ้มแย้มในขณะที่ติโลตตมาชักสีหน้าไม่เป็นมิตร ถามดักคอน้ำเสียงเย้ยหยัน ว่าจะทูลลากลับหรือ ดีเหมือนกันเพราะรบกวนนานเกินไปแล้ว อุรวศีตอบหน้านิ่งๆ

“มิได้ค่ะ หญิงยังต้องอยู่จนกว่าแม่จะมารับ ต้องขอประทานโทษพี่หญิงกลางด้วยนะคะ”

อรุณวาสีกำลังจะถามมีเรื่องอะไร อทริกาเปิดประตูร้องไห้ออกมาจากห้องเสด็จ พอเห็นหน้าพี่สาวก็โวยวายว่าเสด็จป้าปวดข้อพระบาทมาก ทำอะไรทรงกริ้วไปหมด ตนทนไม่ไหวขอให้พี่เข้าไปแทน ติโลตตมาหน้าตึงไม่ยอมเข้าไปแล้วโบ้ยให้น้องคนเล็กเข้าไปแทน อรุณวาสีไม่อาจทำแทนได้เพราะต้องไปทำธุระแทนแม่ พี่ๆก็ทราบ

อุรวศีคิดสักครู่อาสาเข้าไปรับใช้เสด็จป้าเอง อรุณวาสีหน้าเสียเป็นห่วงน้องร่วมบิดา ติโลตตมายิ้มเหยียดสะใจ อยากหาเรื่องเดือดร้อนเองช่วยไม่ได้

เสด็จทรงหลับอยู่บนเก้าอี้โยก อุรวศีเปิดประตูเข้ามาแล้วปิดอย่างเบา สำอางกำลังใช้ลูกประคบประคบข้อเท้าเสด็จอยู่ สีหน้าหวาดกลัวที่ถูกทิ้งไว้คนเดียว อุรวศีจึงเอ่ยลอยๆว่าจะทำแทน มีอะไรให้ไปทำเสีย สำอางรีบวางลูกประคบก่อนจะคลานเข่าออกไปโดยเร็ว

อุรวศีประคบข้อเท้าเสด็จอย่างเบามือเกรงจะตื่นบรรทม ประคบอยู่ไปมาครู่หนึ่งก็ร้องเพลงออกมาเบาๆ ตามความเคยชิน ร้องไปสักพักเสด็จเปรยออกมาโดยไม่ลืมตาว่านางคนไหนร้องเพลง อุรวศีเอ่ยชื่อตัวเองแล้วเตรียมรับคำดุ แต่ผิดคาดเสด็จกลับบอกให้ร้องต่อไป อุรวศีค่อยๆร้องเพลงจนจบ เห็นสีหน้าเสด็จอมยิ้มบางๆ

“ชอบเพลงพัดชาหรือ เนื้อหามาจากเรื่องอะไรรู้หรือไม่”

“เรื่องกากีเพคะ”

“อุตส่าห์รู้กับเขาด้วย รู้จักไหมว่านางกากีมันเป็นยังไง”

“เพคะ เป็นหญิงชั่วมากชู้หลายผัว”

เสด็จตกใจว่าใครเล่าให้ฟัง ท่านหญิงตอบว่าเสด็จพ่อ ทรงหน้าบึ้งไม่คิดว่าน้องชายจะเล่าเรื่องแบบนี้ให้ลูกฟัง...อุรวศีเห็นเสด็จป้าพูดคุยด้วยจึงเอ่ยปาก ขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านสักสองสามวัน เสด็จหน้านิ่งไม่ดุด่าอย่างที่คิด กลับเห็นว่าเป็นสาวไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วย จะถามสร้อยให้ว่าพอจะไปเป็นเพื่อนได้ไหม ท่านหญิงรับคำเบาๆ...พอกลับออกมา อุรวศีครุ่นคิดจะทำอย่างไรดี ถ้าสร้อยไปด้วยแล้วตนจะถามเรื่องแม่ได้อย่างไร

ด้านอรุณวาสีพาสุรคมมาดูที่ดินที่หม่อมต่วนจะขายให้กับกระทรวงมหาดไทย สุรคมเห็นว่าที่แปลงนี้สวยน่าเสียดาย ท่านหญิงบอกว่าแม่มีที่หลายแปลง ถ้าขายแปลงใหญ่ก็จะมีเงินไปซื้อแปลงเล็กที่งามๆได้อีกหลายแปลง แม่ย้ำเสมอว่าเงินต้องเอามาต่อเงิน สุรคมยิ้มย่อง

“มิน่า ใครจะขึ้นหรือลง หม่อมแม่ของหญิงก็ยังร่ำรวยเหมือนเดิม”

พลันมีลมพัดเศษผงปลิวเข้าตาอรุณวาสี สุรคมช่วยเขี่ยออกให้ หญิงสาวเห็นใบหน้าชายหนุ่มอยู่ชิดใกล้ก็หน้าแดงเขินอาย สุรคมเขี่ยผงออกเห็นเธอหน้าแดงคิดว่าอากาศร้อนชวนกลับ ท่านหญิงรีบปฏิเสธไม่ได้ร้อน ท่านชายจึงเลียบเคียงถามถึงอุรวศีว่าเข้าไปอยู่ในวังเป็นอย่างไรบ้าง อรุณวาสีโล่งใจที่เขาเปลี่ยนเรื่อง รีบตอบตามความเป็นจริงโดยไม่ทันคิด

สุรคมกลับถึงกระทรวงนำเรื่องมาเล่าให้อนลฟังว่าอุรวศีถูกพี่ๆกลั่นแกล้ง อนลไม่อยากเชื่อพี่น้องจะไม่รักกัน สุรคมหน้าเจื่อนนิดๆประชดไฉนเลยจะรักกันเหมือนพี่น้องพ่อแม่เดียวกันอย่างลูกพระยารัชปาลี อนลเข้าใจความรู้สึกท่านชาย เป็นห่วงอุรวศีป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

“คิดๆดูหญิงหลงก็ไม่ต่างจากฉันสักนิด เป็นลูกเมียรอง พี่น้องส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยชอบหน้า แต่ฉันยังดีที่เป็นผู้ชาย ยังได้เรียนหนังสือหนังหา รับราชการสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แต่นี่...”

อนลเครียดตามแต่ก็พยายามปลอบว่าเสด็จพระองค์หญิงยังอยู่ทั้งองค์ อย่างมากก็แค่โดนกลั่นแกล้ง เท่านั้น สุรคมยังเป็นห่วงอยากเข้าไปรับกลับออกมาให้รู้แล้วรู้รอด อนลกลัดกลุ้มขนาดระดับหม่อมเจ้าสุรคมยังทำอะไรไม่ได้ แล้วอย่างตนยิ่งไม่มีทาง

ooooooo

เย็นวันนั้น อนลกลับบ้านทางเรือจึงต้องเดินผ่านสวน ได้ยินเสียงเกื้อคุยกับทับดังออกมาจากบ้าน จึงหยุดแอบฟัง เสียงเกื้อพูดว่าทับไม่เห็นด้วยกับตนก็ไม่เป็นไร แค่มาฟังที่ตนพูดก็ขอบคุณมากแล้ว เสียงทับตอบว่าไม่ใช่ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

“แต่บางอย่างผมเห็นว่าเร็วเกินไป แล้วความคิดแบบนี้มันอันตราย ผมเป็นห่วงว่าวันหนึ่งคุณเกื้อกับหลานชายจะเดือดร้อน”

“แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมว่ามันจำเป็น นะครับคุณทับ”

ขณะนั้นเองอนลตัดสินใจเดินออกมาให้เห็น เกื้อทักทาย อนลไหว้ทั้งสองคนแล้วถามทับจะกลับหรือ ตนยินดีไปส่ง ทับเกรงใจแต่อนลอ้างว่ากำลังจะเอารถพ่อไปขับอยู่พอดีเพราะจอดไว้นานต้องนำไปวิ่งบ้าง เกื้อไม่ติดใจสงสัยยุให้ทับกลับไปกับหลานชาย

พอมาถึงบ้านทับ ภายในบ้านเล็กๆนั้นมีหนังสือมากมายจัดเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ทับเตรียมชงชาต้อนรับ อนลเกริ่นว่าสุขภาพอาของตนไม่ค่อยดี ไม่อยากให้ไปไหนคนเดียวแต่ห้ามก็ไม่ฟัง จึงอยากให้เขาช่วยปราม ทับหัวเราะรู้ทันดักคออย่ามัวพูดอ้อมค้อม ตนแก่แล้วเกรงจะตายก่อนเขาพูดจบ อนลจึงมีท่าทีจริงจังขึ้น ถามตรงๆว่าเกื้อไปที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ ทับเครียดแทนไม่อาจบอกได้ ควรรู้จากปากเกื้อเอง แต่รับรองได้ว่าไม่ต้องกังวล

“ตอนนี้ไม่ต้องกังวล แล้วภายภาคหน้าล่ะครับ”

“ฉันไม่รู้ คุณเกื้อมีหลักการของตัวเอง อย่างไรก็คงไม่เลยเถิด แต่พี่ชายของหลานฉันดูว่าเป็นคนใจร้อน และเรื่องที่คิดอยู่ก็เกินตัวนัก เห็นทีจะร้ายมากกว่าดี”

อนลเครียดมั่นใจแล้วว่าตัวเองคิดไม่ผิด...กลับมาเล่าให้พระยารัชปาลีฟัง แต่ท่านไม่เชื่อเพราะรักอนึกมาก อนลอ้างว่าถ้าเรื่องที่ทำดีจริงทำไมต้องหลบๆซ่อนๆ ตนไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน แต่เพราะตนเป็นห่วงพี่กับอาจริงๆถึงได้มากราบเรียน

“ถ้าคุณพ่อจะกรุณาไปกับผมสักครั้งนะครับ เราจะได้เห็นกันว่าพี่นึกกับอาเกื้อแอบไปที่ไหนและทำอะไรกันอยู่ ถ้ามันเป็นเรื่องไม่ดีจริง จะได้ช่วยกันห้ามปรามไงครับ”

พระยารัชปาลีครุ่นคิดตามคำลูกชายคนเล็ก... ตกดึกจึงซุ่มดูอยู่กับอนล เห็นอนึกเดินมีพิรุธตัดสวนออกไป ก็รีบเดินตามห่างๆไม่ให้รู้ตัว อนลเคยตามเกื้อไปจนถึงหัวถนน และคิดว่าอนึกคงไปที่นั่นเช่นกัน แต่แล้วทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็นอนึกยืนรอเพื่อนมายืมเงินเท่านั้น

พระยารัชปาลีตำหนิอนลจะไม่เชื่ออะไรอีก เพราะเชื่อว่าอนึกไปเรียนถึงเมืองนอก ไม่น่าทำอะไรนอกลู่นอกทาง สั่งเลิกระแวงและกลับไปตั้งใจเรียนดนตรีให้ตนได้มีวงมโหรีเสียที

ooooooo

เช้าวันใหม่ อุรวศียืนรอหน้าห้องอรุณวาสีไม่กล้าปลุกจนเธอออกมา เพื่อจะขอให้เธอเป็นคนพาตนออกจากวังแทนสร้อย อรุณวาสีไม่รู้เรื่องอะไรและตนก็ต้องออกไปพบหม่อมต่วนเรื่องที่ดินอยู่แล้ว จึงยินดีทูลขอเสด็จป้าให้

เมื่อผินกับจันเห็นอุรวศีกลับมาดีใจกันยกใหญ่ ท่านหญิงมองกำแพงสูงตระหง่านราวกำแพงคุกก็ให้สะท้อนใจ ตัดบทถามผินเรื่องแม่ ผินกับจันไม่ได้ข่าวจากหม่อมสลวย ได้ยินแต่ข่าวลือเสียๆหายๆ ถามจางวางสมทีไรก็พูดเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้กระจายไปทั่วคุ้งน้ำ อุรวศีคิดว่าเรื่องไม่มีมูลจู่ๆจะเอามาลือได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนจงใจทำ จันฉุกคิดต้องเป็นฝีมือหม่อมต่วนแน่

“ตอนนี้จะฝีมือใครก็พักไว้ก่อนเถิด ฉันอยากรู้ ความจริงเรื่องแม่มากกว่า”

อุรวศีตรงมาเรือนจางวางสม ถามตาทันทีว่าอยากรู้เรื่องแม่ จางวางกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“เอ่อ แม่สลวยอยู่ปากน้ำโพกระหม่อม แม่สลวยลงทุนซื้อแพไว้ค้าขาย มัวยุ่งจึงยังไม่ได้กลับมา เพราะไม่มีสิ่งใดห่วงทางนี้แล้ว ท่านหญิงก็ประทับอยู่ในวังหลวง”

อุรวศีไม่อยากเชื่อว่าแม่จะหันไปค้าขายตัวคนเดียว จางวางสมถูกต้อนให้ต้องโกหกว่ามีญาติอยู่ทางโน้นจึงไม่ห่วงอะไร ท่านหญิงเหน็บ น่าแปลกตาเป็นคนสามเสน บ้านเดิมยายก็อยู่แค่ข้ามฟากไปบางยี่ขัน แต่ตนกลับมีญาติอยู่ปากน้ำโพ จางวางกระอักกระอ่วนตอบไม่ถูก ท่านหญิงน้อยใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้แม่ไม่บอกตนกลับให้ตนรอแม่มารับอยู่ในวัง

จางวางสมปลอบอย่าทรงห่วง ตนจะให้เจ้าแดงเจ้าจ้อนขึ้นไปเยี่ยมแล้วจะส่งข่าวเข้าไปทูลในวัง อุรวศีเห็นตากระอักกระอ่วนจึงไม่อยากคาดคั้นอีก ขอเข้าไปเยี่ยมแสง จางวางโล่งใจ

วันนี้อนลมาเรียนดนตรี ซ้อมเพลงไปพลางๆ รอจางวางสม ลูกหลานที่นั่งฟังเขาเล่นเพลิน บอกอนลว่า ท่านหญิงเสด็จมาคงอีกนานกว่าจางวางจะมา ถ้าเขามีธุระกลับก่อนได้ อนลตาวาวดีใจปฏิเสธไม่กลับ นั่งซ้อมด้วยใจสั่นรัว จนจางวางเข้ามา

“หยุดก่อนคุณอนล ท่อนนี้เสียงต้องสะอาดกว่านี้ คุณเกร็งเกินไปกระมัง ลองดูใหม่นะ”

อนลรู้ว่าไม่มีสมาธิ พยายามคุมสติเล่นใหม่ให้ดีกว่าเดิม ระหว่างนั้นผ่องเดินมานั่งด้านหลังอนลจึงไม่เห็นหน้ากัน จางวางสมเอ่ยปากให้ผ่องทำขนมจีนน้ำยาถวายท่านหญิง ไม่ไว้ใจคนอื่นทำ กลัวไม่ถูกปากเพราะแสงป่วยลุกมาทำไม่ไหว อนลได้ยินชื่อท่านหญิงก็เขวเล่นผิดอีก

ผ่องได้ยินจางวางสมบอกว่าท่านหญิงคุยอยู่กับแม่ก็ตกใจรีบดึงมือให้ออกมาจากบริเวณนั้น เตือนพ่อว่าป่านนี้แม่คงเล่าหมดไส้หมดพุงแล้ว จางวางร้อนใจรีบเดินไปที่ห้องแสง

แสงร้องไห้ดีใจกอดหลานรัก ท่านหญิงเลียบเคียงถามเรื่องแม่จนแสงพลั้งปาก “ถ้าค้าขายยายจะว่ากระไรเพคะ บ้านไหนๆ แม้แต่บ้านพระน้ำพระยาเขาก็ทำกัน ไม่เห็นเสียเกียรติตรงไหน มันคนละเรื่องกับมีผัวใหม่...”

อุรวศีผงะ แสงตกใจนึกได้เม้มปากก้มหน้านิ่ง ท่านหญิงแทบสิ้นสติที่ได้ยินคำนี้จากปากยาย แสดงว่าข่าวลือทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เอ่ยถามใช่คนชื่อบุญทันไหม แสงเข้าใจว่าหลานทราบเรื่องราวมาก่อน จึงเล่าว่าหม่อมสลวยชอบพอกับบุญทันมานาน จนเขาให้แม่มาทาบทามจึงได้รู้ว่าจางวางสมถวายลูกให้เสด็จในกรม ตอนนั้นก็สงสารลูกร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตาย แต่ลูกมีบุญวาสนา พ่อแม่ที่ไหนจะขัดขวาง

อุรวศีแทรกถามว่าแม่ลักลอบติดต่อกับบุญทันมาตลอดหรือ

“มิได้เพคะ มิได้ แม่สลวยไม่ทำสิ่งใดให้เสียพระเกียรติถึงเสด็จในกรมดอกเพคะ อันที่จริงพ่อบุญทันก็เงียบหายไปยี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ ถ้าแม่เขาไม่ตายก็คงไม่ได้เจอกันอีก"

อุรวศีโล่งใจที่แม่ไม่ได้คบชู้ แต่ยังเสียใจที่หลอกทอดทิ้งตนไว้ในวัง แสงปลอบให้คิดเสียว่าแม่มีบุญคุณแค่นี้ ต่อไปเขาจะรับเวรรับกรรมอย่างใดก็เรื่องของเขา ถ้าอับอายเรื่องนี้ตนก็จนใจ

อุรวศีประคองแสงออกจากห้องเพื่อมารับประทานอาหาร จางวางสมเห็นสายตาหลานก็รู้ว่ากำลังเคือง คงรู้เรื่องหมดแล้ว จึงหาทางเอาใจ “ตาทราบว่าคุณอนลเคยเล่นจะเข้ถวายท่านหญิง วันนี้คุณอนลมาเรียนพอดี ตาเลยไหว้วานให้เล่นถวายท่านหญิงอีกกระหม่อม”

อุรวศีเกรงใจ ขณะนั้นอนลเดินขึ้นมาบนเรือนพอดีกล่าว “มิได้เลยกระหม่อม กระหม่อมเต็มใจและถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงเสียด้วยซ้ำ”

ทั้งสองสบตากันนิ่งชั่วครู่ อนลค้อมหัวเป็นการให้เกียรติ ลงนั่งฝั่งตรงข้ามท่านหญิง เล่นเพลงกราวในสองชั้นอย่างไพเราะกินใจ แสงฟังแล้วชื่นชม จางวางสมเองก็ยิ้มปลื้มกล้าพูดเต็มปากว่าคนนี้เป็นศิษย์เอก

ooooooo

อรุณวาสีเดินคุยกับหม่อมต่วนในสวนเรื่องที่ดินที่พาสุรคมไปดู แปลกแทรกถามที่ดินนี้ได้ค่าเช่าทุกปีไม่เคยขาด ขายทิ้งน่าเสียดาย หม่อมต่วนจิกว่าแปลกโง่ ที่ดินนี้ตนยึดลูกหนี้มาได้ เก็บค่าเช่าจนคุ้ม ขายแล้วไปซื้อที่กว้างใหญ่กว่าเดิมไม่ดีกว่าหรือ แปลกจ๋อยลง

หม่อมต่วนถามอรุณวาสีจะค้างสักคืนไหม ท่านหญิงปฏิเสธเพราะมากับอุรวศี จะกลับเข้าวังพร้อมกัน หม่อมต่วนได้ยินว่าอุรวศีมาด้วยก็ยิ้มเหยียดขึ้นมาทันที

อนลเล่นจบเพลง อุรวศีชมว่าเล่นได้ดีมาก จางวางสมกำลังจะให้เขาเล่นอีกเพลง ผินกับจันวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา คลานเข่าเข้าทูลว่า หม่อมต่วนให้หา ท่านหญิงจึงลาตาและยาย อนลหน้าเสียไม่ทันได้คุยกัน สงสัยเกิดอะไรขึ้น อุรวศีให้ผินกับจันกลับไปรอที่เรือนปั้นหยา

เมื่อประจันหน้ากับหม่อมต่วน หม่อมก็เปิดฉากน้ำเสียงดูถูก “เกิดเรื่องงามหน้าขึ้นมาแล้ว ไม่รู้ก็รู้เสีย แม่หนีตามชู้ไปแล้ว รู้กันหัวคลองจดท้ายคลอง ยังดีนะที่ทำกำแพงกั้นวังไว้เสีย มิฉะนั้นเสนียดคงเข้ามาถึงวัง”

อุรวศีวางมืออยู่บนตัก กำมือจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แปลกเสริมต่อคำพูดของหม่อมต่วน “อุ๊ย แต่แค่นี้ชาวบ้านเขาก็ลือกันไปทั่ว ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้วนะเจ้าค่ะหม่อม”

“นี่แหละเขาถึงว่า สันดอนนั้นขุดได้ แต่สันดานคนขุดไม่ได้ เลี้ยงให้ได้ดิบได้ดีอย่างไรก็เลี้ยงไม่ขึ้น ใจมันคอยแต่จะใฝ่ต่ำลงไปเกลือกกลั้วกับคนชั้นต่ำด้วยกัน”

อุรวศีขบกรามแน่นไม่ตอบโต้มองไปยังภาพเสด็จพ่อที่ผนัง อรุณวาสีสงสารน้องบอกแม่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับน้อง แปลกแทรกขึ้น ไม่เกี่ยวได้อย่างไร แม่ลูกกันสายเลือดเดียวกัน หม่อมต่วนเห็นด้วยจิกด่าว่าสันดานไพร่มันก็ไพร่วันยังค่ำ แล้วสั่งอรุณวาสีกลับวังให้ย้ายห้องไปอยู่กับพี่ ให้ห่างห้องพวกเสนียด ท่านหญิงเสียงอ่อยว่าพี่ๆไม่ยอมแน่ หม่อมต่วนกำชับว่าแม่สั่งให้อยู่ชั่วคราวจนกว่าอุรวศีจะหาที่อยู่ใหม่ อุรวสีสวน ทำไมตนต้องหาที่อยู่ใหม่

หม่อมต่วนตวาดแว้ด “ยังมีหน้ามาถาม ใครเขาจะยอมให้ท่านหญิงอยู่ให้ขายพระพักตร์เสด็จ รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น”

“จะขายหน้าได้อย่างไร หญิงไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง หญิงเองก็เพิ่งรู้เรื่องแม่วันนี้เอง”

หม่อมต่วนโมโหที่กล้าเถียง ด่าว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว เสด็จไม่เลี้ยงให้ทำงามหน้าอีกคน แปลกเสริมคนเดียวก็เหลือทน ไม่รู้ว่าลือกันไปอีกกี่ปีคนถึงจะลืม อุรวศีเหลือทนจ้องหน้าแปลกนิ่งๆ เพียงแค่นี้แปลกก็หงอหลบสายตา ท่านหญิงยืนขึ้นพูดกับหม่อมต่วนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ไม่ยุติธรรมเลย แม่ของหญิงไม่ได้มีชู้ แม่เป็นแม่ม่าย มีสามีใหม่ไม่เห็นผิดศีลตรงไหน หม่อมกล่าวหาอย่างนี้ไม่ถูก นอกจากนี้หญิงยังไม่ได้ทำอะไรเสียหาย หม่อมจะมาประมาทคาดหน้าหญิงไม่ได้”

หม่อมต่วนโมโหลุกขึ้นเผชิญหน้าเสียงดังลั่น “หยุดนะไพร่สถุลเหมือนแม่ บังอาจมาล่วงเกินถึงฉัน ถ้าเป็นบ่าวต้องเอากะลาตบปาก”

อรุณวาสีเห็นแม่โกรธจัดก็กลัว แต่อุรวศีไม่มีทีท่ากลัวใดๆ กลับโต้ว่า เธอไม่ใช่บ่าวแต่เป็นลูกเสด็จพ่อเท่ากับพี่ๆทุกองค์ หม่อมเต้นผางไล่อุรวศีให้ออกไปแล้วบอกอรุณวาสีเตรียมตัวกลับวัง ตนจะไปทูลให้เสด็จไล่นังลูกบ่าวไปจากวัง คิดแล้วให้แค้นตั้งใจเรียกมาเยาะเย้ยถากถาง กลับโดนความนิ่งเถียงอย่างมีเหตุผลย้อนคืน ทำให้แค้นใจอย่างที่สุด

อุรวศีเดินหน้าเครียดกลับเรือนปั้นหยา ผินกับจันวิ่งมารับด้วยความเป็นห่วง ท่านหญิงให้ผินจัดห้องตนคงไม่ได้กลับวังแล้ว ผินกับจันเข้าไปข้างใน ท่านหญิงนั่งที่ตั่งอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะนั้นเองรู้สึกเหมือนมีคนมายืนด้านหลัง คิดว่าผินจึงเอ่ยถามเสร็จแล้วหรือ

“ไม่ใช่แม่ผินดอกกระหม่อม”

อุรวศีตกใจลุกขึ้นหันกลับไปทันที เห็นอนลยืนมองด้วยท่าทีสำรวม ทั้งสองมองตากันสักพัก ท่านหญิงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยของเขาจึงหลบสายตา ถามเขามาหาใคร

“กระหม่อมเห็นฝ่าบาทรีบเสด็จกลับ เกรงว่าจะมีเหตุจึงตามมา เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้างกระหม่อม”

“ขอบใจคุณมาก แต่คุณคงช่วยฉันไม่ได้หรอก” อุรวศีหน้าเศร้าลง

อนลเห็นท่านหญิงไม่เล่าจึงเปลี่ยนเรื่องถาม

คืนนี้ประทับที่นี่หรือ เธอพยักหน้ารำพึง “ฉันไม่มีที่จะไป ฉันกลับเข้าวังไม่ได้ หม่อมต่วนเข้าวังไปฟ้องเสด็จป้า ฉันไม่อยากถูกเสด็จป้ากริ้ว”

“ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นผิดอยู่ดี”

คำพูดของอนลทำให้อุรวศีรู้สึกดีขึ้น “ถูกของคุณ ฉันไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ทำไมจะต้องกลัวล่วงหน้า แต่คุณรู้หรือไม่ อำนาจหม่อมใหญ่แผ่ไพศาลยิ่งกว่าวังนี้สักสิบเท่า แม้แต่ฉันออกมาอยู่นอกวังแล้ว ก็ไม่วายอยู่ใต้อำนาจท่าน”

“กระหม่อมยอมรับอำนาจเดียวคืออำนาจของความถูกต้องยุติธรรม ถ้าไม่ถูกต้องเรียกว่าข่มเหงรังแก ผู้นับถือเกียรติของตนเองไม่ควรจะยอมสงบได้โดยง่าย”

“ขอบใจคุณพูดถูก ฉันไม่ควรจะยอมแพ้โดยง่าย” อุรวศีคิดว่าตนก็เป็นลูกเสด็จพ่อ มีศักดิ์ศรีไม่ควรยอมก้มหัวให้คนที่มาใส่ร้าย

“ทรงสบายพระทัยขึ้นหรือยังกระหม่อม”

“ฉันหายกลุ้มใจแล้ว ขอบใจอีกครั้งคุณ...อนล ฉันเรียกถูกไหม”

อนลยิ้มรับว่าถูก อุรวศีไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ได้ยินแต่ชื่อพระนล อนลบอกชื่อตนแปลว่าไฟ ท่านหญิงรู้สึกฟังแล้วเป็นของร้อน อนลแย้ง

“หามิได้ ไฟเป็นของจำเป็นยิ่งแก่มนุษย์ หากขาดไฟหุงต้ม ฝ่าบาทจะขาดขนมจีนอย่างมื้อเที่ยง ขาดน้ำร้อนไว้ชงพระสุธารสชา หน้าหนาวชาวบ้านจะตายกันเป็นเบือเพราะขาดไฟผิง”

อุรวศีขำที่เขาช่างคิดเอาดีเข้าตัว อนลปฏิเสธไม่ใช่อย่างนั้น ทั้งสองเผลอสบตากันยิ้มๆ ท่านหญิงรู้สึกตัวว่าไม่สมควร หุบยิ้มเบนสายตาไปทางอื่น เท่านี้อนลก็มีความสุขเต็มหัวใจ

อุรวศีตัดสินใจกลับเข้าวัง อนลอาสาไปส่งทางเรือแต่เธอเห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เขาขอประทานอภัยไม่ทันได้คิดแล้วบอกว่ามะรืนเขาต้องไปตรวจราชการหัวเมืองตั้งแต่กรุงเก่าถึงพิษณุโลกหนึ่งเดือน ถ้ามีพระประสงค์จะใช้อะไรให้คนไปตามได้

ท่านหญิงได้ฟังถามสวนขึ้นว่าเขาไปนครสวรรค์หรือไม่ เมื่อรู้ว่าเขาไปก็อยากส่งข่าวถึงแม่ แต่ลังเลจะพูดอย่างไรไม่ให้เสียหาย

“ถ้าคุณสืบจนพบพ่อค้าชื่อนายบุญทัน เขาค้าขายล่องซุงที่ปากน้ำโพก็ช่วยส่งข่าวถึงแม่ฉันด้วย แต่...ฉันต้องรีบกลับเข้าวังคงเขียนหนังสือฝากคุณไปไม่ทัน”

“พรุ่งนี้ฝ่าบาททรงฝากหนังสือมากับเด็กก็ได้กระหม่อม ตอนเย็นๆเลิกงานแล้วสักห้าโมงเย็น กระหม่อมจะรออยู่แถวท่าราชวรดิฐ”

อุรวศีกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ อนลค้อมหัวทูลลาเดินเลี่ยงไป ผินและจันมองด้วยความอยากรู้ ท่านหญิงคิดว่าไม่อาจปิดบังอะไรได้อีก จันเป็นห่วงที่หม่อมต่วนรีบไปเฝ้าเสด็จคงเป็นเรื่องนี้ ท่านหญิงพยักหน้ารับว่าใช่

ooooooo

เมื่อมาถึงวัง อุรวศีพบอรุณวาสีกับสร้อยยืนรอสีหน้าร้อนใจ อุรวศีบอกสร้อยว่าพาจันมารับใช้เพราะที่นี่ไม่มีใครพูดกับตน สร้อยเข้าใจจัดหาห้องพักให้จัน อรุณวาสีกังวลใจเรื่องที่แม่กำลังทูลกับเสด็จ แต่ก็เป็นห่วงน้องชวนไปรับประทานอาหารเสียก่อน

“หญิงรับข้าวไม่ลงหรอกค่ะ อยากให้เสด็จป้าเรียกหญิงไปประหารเสียให้รู้แล้วรู้รอดมากกว่า นั่งรออยู่อย่างนี้แสนทรมานใจ”

“พูดเกินไปจะฆ่าจะแกงอะไรกัน รับข้าวแล้วอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นดีกว่าจ้ะ หน้าตาเหนื่อยอ่อนไม่น่าดูเลย เสด็จป้าไม่ชอบคนมอมแมมนะเชื่อพี่เถอะ”

จนใกล้ค่ำ อรุณวาสีปลอบใจอุรวศีอยู่ในห้องเพราะหม่อมต่วนยังคุยกับเสด็จไม่เสร็จ จู่ๆอทริกาเปิดประตูพรวดเข้ามา อรุณวาสีติงทำไมไม่เคาะประตู เธอกลับบอกว่าไม่จำเป็นเพราะไม่นานห้องนี้ก็จะไม่มีคนอยู่ ยิ้มเยาะบอกอุรวศีว่าเสด็จป้าให้หา อุรวศีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นึกถึงคำพูดของอนลที่ว่า...ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจะกลัวอะไร ถึงใครจะประณามก็ไม่ได้ทำให้ถูกกลายเป็นผิดอยู่ดี...

คิดแล้วให้มีกำลังใจเดินออกจากห้อง อรุณวาสีตามไปด้วยความห่วงใยน้อง

อุรวศีเข้ามากราบเสด็จ มีสายตาหม่อมต่วน

ติโลตตมาและอทริกายิ้มเยาะอยู่ เสด็จเปิดเรื่องว่า

หม่อมต่วนมาฟ้องว่าเธอพูดจาอวดดีจะว่าอย่างไร

หม่อมต่วนแทรก ไม่เพียงอวดดีแต่ก้าวร้าวไม่รู้จักผู้ใหญ่ ตนแก่จนป่านนี้ไม่เคยพบเคยเห็น ไม่เคยคิดว่าเด็กเมื่อวานซืนจะถอนหงอกผู้ใหญ่ ถือตัวว่าเป็นเจ้า ที่แท้ก็เลือดแม่...

อุรวศีพยายามระงับอารมณ์ทูลแจกแจง

“หม่อมใหญ่เรียกหญิงไปว่าเสียดสีถึงแม่ แม่ใครใครก็รัก ใครก็เคารพเพราะเป็นแม่บังเกิดเกล้า ไม่อยากให้ใครมาเรียกแม่ว่าเป็นตัวเสนียด คำก็ใฝ่ต่ำสองคำก็คนชั้นต่ำ หญิงเป็นลูกหญิงก็ต้องปกป้องแม่ จะให้นิ่งเหมือนยอมรับหญิงทำไม่ได้”

หม่อมต่วนลืมตัวแว้ดกลับ “หน็อย...ปกป้อง ก็แม่ของตัวชั่วจริงไหมเล่า หนีตามชู้ไปคนเขารู้กันทั่วบ้านท้ายบ้าน”

“แม่ไม่ได้หนีตามชู้ เสด็จพ่อสิ้นแล้ว แม่เป็นแม่ม่ายมีคู่ใหม่ไม่ใช่มีชู้” อุรวศีจ้องหน้า

ติโลตตมาแกล้งพูดลอยๆว่าของพรรค์นี้มันเห็นกันแค่วันสองวันหรือ อทริกาเสริม ต้องลักลอบพบปะกันมานาน อุรวศีปรายตามองพี่ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาเถียงด้วย แต่ติโลตตมาจะใส่ต่อ เสด็จจึงขัดขึ้นเสียก่อน

“แม่ต่วน ไม่ว่าแม่ชั่วช้าสารเลวอย่างไรก็เป็นเรื่องของแม่ ลูกไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ โจรถึงถูกจับตัดหัวฉันก็ไม่เห็นหลวงท่านพลอยประหารลูกมันไปด้วยเลยสักราย”

สามแม่ลูกตกตะลึงนึกไม่ถึงว่าเสด็จจะเข้าข้าง

อุรวศี หม่อมต่วนลืมตัวแสดงอำนาจเสียงกร้าว “หม่อมฉันกลับเห็นอย่างโบราณว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวเพคะ ถ้าเลือดแม่มันเลวลูกจะดีไปได้อย่างไรนึกไม่ออก ก็รู้ๆกันอยู่ว่านางสลวยก็แค่พวกเต้นกินรำกิน ใจง่ายรักสนุกถนอมเนื้อถนอมตัวไม่เป็น แม่เป็นอย่างไรลูกก็ต้องเป็นอย่างนั้น เลือดเดียวกัน”

อุรวศีประสานมือที่ตักจิกเล็บเข้าเนื้อข่มความโกรธ เสด็จเห็นก็พอเข้าใจใช้สายตาปรามไว้ ก่อนจะชิงพูด “พูดจบแล้วรึแม่ต่วน ที่เธอพูดว่าเลือดเดียวกัน เธอคงลืมว่าหญิงหลงมีเลือดน้องชายฉันอยู่ครึ่งหนึ่งในตัว เท่ากับลูกๆเธอเหมือนกันนะแม่ต่วน”

อทริกาโวยวาย “เสด็จป้าเปรียบอย่างนี้ไม่ถูกนะเพคะ หญิงหลงมีเลือดดีครึ่งเดียวไม่เหมือนพวกเรา”

“แล้วหล่อนคิดว่าเลือดดีของพ่อหล่อนจะแพ้เลือดไม่ดีอย่างนั้นรึ...พูดไม่คิด”

“แต่หญิงเห็นว่าปลาเน่าตัวเดียวก็ทำให้เน่าไปทั้งข้องแล้วเพคะ ขายพระพักตร์มาถึงเสด็จป้าด้วย” ติโลตตมาเห็นน้องเถียงไม่ออกก็ไม่ยอมแพ้

“นางสลวยไม่ใช่ข้าหลวงตำหนักนี้ จะขายหน้ามาถึงฉันได้อย่างไรล่ะแม่นางงามสามโลก ฉันอายุปูนนี้แล้ว ถ้าจะเถียงเอาชนะคะคานก็ไปเถียงกับเด็กโน่น ถ้าจะพูดด้วยเหตุด้วยผลค่อยมาพูดกับฉัน จับโน่นโยงนี่เอาตามใจแล้วจะมาให้ฉันเห็นดีด้วยไม่ได้หรอกนะ”

สามแม่ลูกอับจนถ้อยคำ ไม่รู้จะเถียงอย่างไร จะอาละวาดก็ไม่กล้า อุรวศีมองเสด็จป้าด้วยความปลาบปลื้มในความยุติธรรม แม้จะดุด่าตนตลอดแต่ก็เป็นที่พึ่งแก่ตนได้

สามแม่ลูกกลับออกมาด้วยความโกรธแค้น หม่อมต่วนระบายอารมณ์ฟาดงวงฟาดงากับลูกๆ สั่งเก็บของออกจากวัง อรุณวาสีเกรงเสด็จป้าจะกริ้ว หม่อมต่วนไม่สนใจในเมื่อท่านไม่เห็นหัวพวกเรากลับไปถือหางลูกบ่าว ก็ไม่ต้อง เกรงใจกันอีก แต่ติโลตตมาไม่เห็นด้วย ถ้าไปกันหมดจะเป็นการเปิดทางให้อุรวศีกอบโกยทุกอย่าง หม่อมต่วนฉุกคิดจริงอย่างที่หญิงกลางพูด จึงให้อรุณวาสีกลับเพียงคนเดียวเพราะชอบเข้าข้างคนอื่นไม่เห็นแก่พี่น้อง

ติโลตตมายิ้มเจ้าเล่ห์บอกแม่ว่าตอนนี้ตนสั่งคนทั้งตำหนักห้ามพูดคุยกับอุรวศี ดูสิจะทนไปได้อีกกี่น้ำ หม่อมต่วนเห็นว่าแค่นั้นไม่พอ ต้องทำให้สร้อยรังเกียจด้วยอีกคน อทริการับปากจะช่วยพี่เต็มที่ อรุณวาสีได้แต่มองด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

ในขณะที่สร้อยกำลังถวายโอสถให้เสด็จ ชมว่าท่านยังแข็งแรง เสด็จว่าถ้าไม่แข็งแรงคงลมตีจนล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว และเปรยว่าสงสารอุรวศีที่ขาดพ่อแล้วแม่ยังทิ้งไปอีก สร้อยยิ้มทรงเป็นห่วงแต่ไม่ตรัสตามตรง เสด็จบอกถ้าดีด้วยก็จะได้ใจเสียคน ตนมีหลานสาวทั้งหมดหกคน ที่ห่วงที่สุดก็อุรวศี ส่วนเมราแม้ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะเสกสมรสกับอธิป แต่ด้วยทรัพย์สมบัติของเขาคงทำให้สุขสบายได้

สร้อยเห็นว่าท่านหญิงอุรวศีเฉลียวฉลาดน่าเอาตัวรอดได้

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกสร้อย เกิดเป็นหญิงว่าลำบากแล้ว เป็นหญิงสูงศักดิ์ยิ่งต้องแบกรับเกียรติยศอันหนักอึ้งเอาไว้ให้ได้ เห็นทีข้าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยหญิงหลงเสียแล้ว”

ในขณะที่อุรวศีบ่นระบายความอัดอั้นกับจันใน ห้องนอน จันเห็นว่าถ้าลำบากก็กลับเรือนปั้นหยา แต่ ท่านหญิงคิดว่าไม่มีความปลอดภัยสำหรับตนเท่าที่นี่อีกแล้ว คืนนี้ท่านหญิงเขียนจดหมายถึงแม่เพื่อให้จันเอาไปฝาก

อนลวันรุ่ง เล่าถึงสิ่งที่ตนต้องเจอจากการกระทำของแม่

รุ่งเช้าหม่อมต่วนทูลลาเสด็จและขอพาอรุณวาสีกลับไปช่วยงานที่บ้าน เสด็จสบตาหลานก็รู้ว่าถูกบังคับ จึงประชดหม่อมต่วนเล็กๆว่าขอโทษที่ให้หญิงเล็กอยู่ด้วยหลายปีจนตำหนักที่หม่อมอยู่ขาดความเรียบร้อย หม่อมต่วนหน้าเจื่อนรู้ว่าโดนประชดรีบกราบลาไปอย่างโกรธๆ

อุรวศีรู้ว่าอรุณวาสีกลับตำหนักจึงเดินออกมาส่ง โดนคำถากถางสารพัดของพี่ๆและหม่อมต่วน ถึงขนาดแช่งว่าสักวันต้องตายเหมือนหมาข้างถนนเป็นผีไม่มีญาติ จึงตอบโต้

“เสด็จพ่อสอนฉันไม่ให้กล่าวร้ายต่อใคร ยิ่งกับคนที่เขาไม่ได้มุ่งร้ายต่อเรา ยิ่งไม่ให้สาปแช่งเพราะมันจะเข้าตัวเองก่อนคนอื่น” ท่านหญิงโกรธถึงขนาดแทนตัวเองว่าฉัน

หม่อมต่วนโกรธจนตัวสั่น อรุณวาสีเกรงจะเกิดเรื่องรีบดึงแม่กลับ อุรวศีกล่าวลาอรุณวาสีแล้วเดินเลี่ยงออกไป ติโลตตมาตาวาวด้วยความเกลียดชัง ประกาศกร้าวต่อหน้าหม่อมต่วน

“แล้วสักวันหญิงจะทำให้นังลูกบ่าว มันต้องคลานมากราบขอโทษแม่ให้ได้ค่ะ”

ได้ฟังลูกพูดแบบนี้ค่อยอารมณ์ดีขึ้น...ส่วนอุรวศีเข้ามาปรนนิบัติเสด็จป้าเพราะเห็นว่าวันนี้เป็นเวรอรุณวาสี แต่เธอไม่อยู่แล้วจึงมาทำแทน สร้อยแอบยิ้มให้กำลังใจ เสด็จเหน็บจะทำได้สักกี่วัน แล้วเอ่ยถามนอกจากขับเพลงแล้วเล่นกระจับปี่สีซอเป็นบ้างไหม ท่านหญิงรีบตอบว่าเล่นซอสามสายเป็น สร้อยจึงไปหยิบซอมาวางให้ อุรวศีตื่นเต้นเห็นเป็นซอชั้นเยี่ยม เสด็จให้เล่นเพลงลาวดำเนินเกวียน (ชื่อนี้เป็นทางการคือเพลงลาวดวงเดือนในปัจจุบัน) อุรวศีทั้งสีซอและร้องเพลงอย่างไพเราะ เสด็จนอนหลับตาอมยิ้มด้วยความพอพระทัย

ooooooo

อธิประเบิดอารมณ์ใส่สุรคมต่อหน้าอนลที่ติดต่อซื้อที่ดินของหม่อมต่วนไม่บอกกล่าว ทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา สุรคมอธิบายว่าเสด็จเสนาบดีรับสั่งให้ทำที่ดินของหม่อมต่วนตรงตามที่เสด็จต้องการ อธิปโกรธลำเลิกบุญคุณว่าเป็นคนส่งเสียให้เรียนจนจบนอกและได้รับราชการ

สุรคมสะกดอารมณ์ไม่พอใจกล่าวขอโทษ อธิปยังตะคอกใส่ถ้าเกิดขึ้นอีกจะไล่ออกจากมหาดไทยไปอยู่ที่อื่น คนอกตัญญูตนไม่เอาไว้ สุรคมหน้าชาอายอนลเป็นอย่างมาก

อนลเห็นใจถึงแม้อธิปโกรธเพราะต้องการขายที่ดินตัวเอง แต่อย่างไรก็ทำไม่ได้เพราะไม่ตรงตามเสด็จต้องการ ดันทุรังไปก็รังแต่มีเสียงติฉินนินทา สุรคมรู้แต่ที่เสียใจตรงชอบลำเลิกบุญคุณ ทั้งที่ความจริงเป็นไปตามพินัยกรรมระบุ ให้คิดถึงอุรวศี ถ้าได้คุยกับเธอคงเข้าใจตน คนหัวอกเดียวกัน โดนมาเหมือนๆกัน อนลอึดอัดอย่างมากที่ไม่อาจบอกใครได้ว่ารักท่านหญิงอุรวศี

ooooooo

เพชรกลางไฟ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด