ตอนที่ 2
บนโต๊ะม้านั่งในกระทรวงมุมหนึ่ง ดวงแขจัดวางอาหารมากมายจนอนลอึ้ง เธอว่าไม่รู้เขาชอบอะไรจึงทำมาหลายๆอย่าง แล้วถามปกติเขาทานกลางวันตรงนี้หรือ เขาส่ายหน้าจะทานในห้องทำงานหรือไม่
ก็ในโรงอาหาร แต่วันนี้ไม่อยากให้เธอถูกคนอื่นๆมองจะไม่งาม
“พี่อนลนี่เป็นเจนเทิลแมนจังเลยค่ะ คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าผู้ชายฝรั่งจะให้เกียรติผู้หญิงเป็นเจนเทิลแมน คงจะเป็นเหมือนพี่นลนี่เอง” ดวงแขยิ้มปลื้ม
อนลไม่อยากแก้ตัวอะไร ก็พอดีอธิปเดินคุยยิ้มกรุ้มกริ่มมากับเมรา ที่เอาขนมมาฝากแล้วตัวเขาติดงานต้องเข้าพระราชวังจึงต้อนรับได้ไม่เต็มที่ พอเห็นสุรคมเดินผ่านก็วางอำนาจเรียกเสียงดัง ทำให้อนลกับดวงแขได้ยินหันมอง
สุรคมเข้ามาหา อธิปวางมาดข่มน้องต่างมารดา “น้องหญิงเมรากับน้องหญิงหลงจะกลับวัง แต่ไม่ได้เอารถม้ามาด้วย เธอไปส่งน้องหญิงทั้งสองที่วังแทนฉันที”
“แต่ชายมีงานราชการต้องทำ...”
“ฉันบอกให้ไปก็ไปเถอะน่า เธอเป็นแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อย งานการเธอแม้แต่ไพร่ยังทำแทนได้เลย จะสำคัญอะไรนักหนา”
สุรคมหน้าเสียไม่พอใจแต่ไม่กล้าเถียง...ดวงแขเอ่ยถามอนลว่าสองคนนั้นเป็นพี่น้องกันแน่หรือ อนลไม่ตอบขอตัวเดินไป เมราเกรงใจรีบบอกอธิปว่าตนกลับกันเองได้ แต่อธิปไม่ยอมต้องการข่มน้องให้รู้ว่าตน
เหนือกว่า อนลเดินเข้ามาอาสาไปส่งท่านหญิงเอง อธิปไม่วายพูดข่มอีกว่าให้ดูคนอื่นยังมีน้ำใจมากกว่า สุรคมเสียหน้าแต่ก็ขอบใจอนล เมรายิ้มอย่างเกรงใจ
“ถ้าเช่นนั้นรอสักครู่นะ น้องฉันไปห้องสมุดของกระทรวง...อ้าว มาพอดี”
ทุกคนหันมอง อนลกับสุรคมตะลึงเมื่อเห็นอุรวศีที่เดินมาอย่างสง่างาม สุรคมนึกเสียดายที่ไม่ได้ไปส่ง อุรวศีวางท่านิ่งๆไม่แสดงท่าทีอะไร อนลร้อนใจอยากรู้เหลือเกินว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับจดหมายขอโทษของตน
ขณะกำลังจะขึ้นรถม้า สุรคมตามมาขอโทษพี่หญิงเมราที่ไม่อาจไปส่งได้ เมรารีบบอกว่าไม่เป็นไร ไม่สบายใจด้วยซ้ำที่อธิปใช้เขา สุรคมได้โอกาสคุยกับอุรวศี “พี่ไม่ได้เจอหญิงหลงเสียนานพอๆกับที่พี่ไม่ได้ไปวังของหญิง หากมีโอกาสพี่คงได้แวะไปพูดคุยกับหญิงบ้างนะคะ”
“เชิญเจ้าพี่เสด็จได้ทุกเวลาเลยค่ะ หญิงยินดีต้อนรับ”
สุรคมยิ้มปลื้ม ยึดถือคำของอุรวศีไว้ในใจ...รถม้าผ่านย่านร้านค้า อนลแอบมองอุรวศีที่นั่งมองวิวทิวทัศน์ เหมือนตัวเขาเป็นอากาศธาตุ จนมาถึงหน้าตำหนัก อนลลงมายื่นมือให้เมราจับเพื่อลงจากรถม้า แต่พอยื่นมือให้อุรวศี เธอมองเขาตาเขียวแล้วลงด้วยตัวเอง เมรากล่าวขอบใจ ที่มาส่ง อุรวศีบอกลาเมรา อนลแปลกใจที่ทั้งสองไม่ได้ อยู่ตำหนักเดียวกัน เมรายิ้มๆ อธิบายว่า
“เราอยู่เรือนอื่นแยกออกไป ไม่มีวาสนาได้อยู่บนตำหนักใหญ่หรอก ต่อไปแม้แต่จะเดินเฉียดยังไม่ได้เลย”
อนลจึงขอไปส่งให้ถึงเรือน เมราให้ไปส่งอุรวศีแทนเพราะเรือนตนอยู่แค่นี้ อุรวศีหน้าตึงปัดไม่ต้อง เขาหน้าเสียถามเบาๆอย่างนอบน้อมว่า ยังทรงโกรธตนอยู่หรือ
“ทำไมฉันต้องโกรธด้วย มิใช่เรื่องสำคัญ ฉันลืมไปเสียนานแล้ว...ท้าวแสนเปื้อน” อุรวศีเชิดใส่เดินไป อนลยืนมึนสักพักก็ยิ้มขำคำที่เธอเรียกตัวเขา
กลับมาบ้าน อนลไม่เป็นอันทำอะไรนั่งเหม่อลอยคิดถึงแต่อุรวศี แต่พอเหลือบมองไปนอกหน้าต่างเห็นเกื้อกับอนึกเดินผ่านสวนไปกลางค่ำกลางคืนก็แปลกใจไปไหน กันอีก
ooooooo
ในบ้านจางวางสมมีลูกหลานซ้อมรำกันอยู่ อุรวศีมาดูแลยายซึ่งไม่ค่อยสบาย สีหน้าแสงมีความสุขที่หลานรักมาดูแล แม้ปากจะบอกว่าไม่ต้องลำบากมา แต่ก็สั่งคนทำอาหารของโปรดให้เสวยตลอด ระหว่างนั้นอุรวศีได้ยินเสียงคนเล่นจะเข้อย่างไพเราะก็แปลกใจที่ยังมีคนเล่นอยู่อีก
แสงบอกว่าลูกศิษย์คนใหม่ของจางวางสม แม้จางวางจะไม่อยู่แต่ก็ยังหมั่นมาซ้อม ถ้าโปรดจะให้มาเล่นถวาย ท่านหญิงยิ้มอย่างเกรงใจเพราะไม่ใช่ลูกหลานของตา แสงคิดว่าน่าปลื้มใจมากกว่าที่ได้เล่นถวายท่านหญิง...และ แล้วอุรวศีก็มาอยู่ในหอนั่ง มีคนช่วยกันยกจะเข้มาวาง ข้างหน้าไม่ห่าง แสงพับเพียบอยู่ข้างๆบนพื้นที่ต่ำกว่าท่านหญิง พออนลเดินเข้ามา
อุรวศีเบิ่งตาพึมพำกับตัวเอง “ฉันเชื่อแล้วว่าโลกกลม...”
แสงได้ยินไม่ถนัดถามท่านตรัสอะไร อุรวศียิ้มๆบอกยายไม่มีอะไร อนลยิ้มแป้นก้มคำนับแล้วสบตา “เป็นบุญของกระหม่อมเหลือเกิน ที่ได้เล่นจะเข้ถวายฝ่าบาท”
อุรวศีนั่งนิ่งราวรูปปั้นจ้องตอบเขม็งเหมือนจะจับผิดทำนองเล่นได้แค่ไหนกันเชียว แต่แล้วพออนลเล่นเพลงลาวแพนไปได้ช่วงหนึ่งก็หยุด ขอเปลี่ยนเพลงว่าแล้วก็บรรเลงเพลงสีนวล เนื้อเพลงเป็นการแสดงความคิดของชายคนหนึ่งที่มีต่อหญิงที่รัก เป็นการสื่อความหมายในใจตัวเองออกมา อุรวศีรู้สึกได้เขินอายอย่างบอกไม่ถูกจนต้องหลบสายตา ในขณะที่แสงและคนอื่นๆฟังเพลินไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร
บ่ายคล้อย อุรวศีจะกลับเรือน บอกแสงว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ แสงจับมือหลานรักบอกยายไม่เป็นอะไรแล้วอย่าลำบากมา แต่เธอยืนกรานว่าจะมาดูแลยายทุกวันจนกว่าแม่จะกลับ อนลอาสาเดินไปส่ง เธอตาเขียวใส่ “ไม่ต้อง ฉันนัดให้จันมารับแล้ว...นั่นไงมาแล้ว”
พอจันเห็นอนลก็หลบตาทำเป็นไม่รู้จักเกรง ท่านหญิงตำหนิ อนลมองตามหลังอุรวศีตาละห้อยไม่รู้อีกนานแค่ไหนจะได้เจออีก
อุรวศีเดินนำจันอ้อมมาเข้าหลังเรือนเพราะไม่อยากผ่านตำหนักให้มีปัญหากับหม่อมต่วนอีก ไม่ทันไรได้ยินเสียงทะเลาะกันเอ็ดอึงก็รีบมาที่ส่วนครัว เห็นผินกำลังต่อว่า แปลกข่มเหงกันเกินไป แปลกตวาดแว้ดๆหาว่าผินขโมยของจากครัวตำหนัก จันวิ่งเข้ามาช่วยแม่ทันทีเกิดการผลักกัน อุรวศีห้ามไม่มีใครฟัง ผินถีบแปลกล้มคว่ำ แปลกโมโห หันไปยกหม้อน้ำที่ตั้งบนเตาร้อนๆสาดใส่ จันดึงผินหลบแต่ก็ยังโดนน้ำร้อนกระเซ็นใส่
อุรวศีตกใจเข้ามาผลักแปลกและสั่งเสียงเฉียบให้หยุด แปลกยังยำเกรงอยู่บ้างเพราะยังไงเธอก็เป็นหม่อมราชวงศ์ ผินร้องปวดแสบปวดร้อนที่แขน
เรื่องมาถึงหม่อมต่วน อุรวศีต้องการความเป็นธรรมที่คนของหม่อมทำร้ายผิน แต่หม่อมต่วนกลับหาว่าคนในครัวรู้เห็นเป็นพยานหมดว่าผินขโมยของสดในครัวตำหนัก อุรวศีหน่ายใจเพราะแต่ไหนแต่ไรผินก็เอาของสดของแห้งที่ครัวตำหนักมาทำอาหารที่เรือนปั้นหยาเองตลอด
แปลกแทรกขึ้นว่าตนไปทวงของ กลับโดนทำร้ายจึงต้องป้องกันตัว อุรวศีเอ็ดหน้านิ่ง ว่าตนพูดกับหม่อมใหญ่ ไม่มีใครสอนหรือว่าไม่ควรทะลุกลางปล้อง แปลกหุบปาก หม่อมต่วนหน้าตึงที่โดนว่ากระทบ ติโลตตมาจึงเถียงแทน
“นังแปลกมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ถ้าอย่างนั้นฉันพูดกับเธอเองจะได้คู่ควรเสมอกัน ว่าอย่างไรล่ะหญิงหลง เธอจะรับผิดชอบเรื่องที่บ่าวเธอขโมยของอย่างไร”
“พี่หญิงกลางวกเข้าเรื่องนี้อีกจนได้ เอาเถอะค่ะหญิงมาที่นี่ก็ไม่ได้มุ่งหวังความเป็นธรรมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พี่หญิงกลางอยากให้รับผิดชอบอย่างไรล่ะคะ”
อทริกาแทรกให้ชดใช้เงินทองไม่น่าถาม อุรวศีเห็นว่าแค่เอากับข้าวในครัวจะมากมายอะไร หม่อมต่วนสาธยายว่าตั้งแต่เสด็จสิ้นพระชนม์ ของทุกอย่างตนต้องหาซื้อมาเอง จะมาเอาไปเหมือนแต่ก่อนได้อย่างไร อุรวศีคิดหาทางเอาตัวรอดจึงรับว่างั้นตนจะรับผิดชอบตั้งแต่ที่เสด็จพ่อสิ้น อทริกายิ้มเยาะดีนะที่เสด็จพ่อสิ้นไปไม่กี่เดือน ไม่อย่างนั้นคงสิ้นเนื้อประดาตัว
อุรวศีนึกถึงหนังสือนิทานคติธรรมจีนที่เสด็จพ่อเคยให้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นตำราหรือนิทาน นิยายก็ให้อ่านหมด เพราะเราสามารถหยิบความรู้จากเรื่องเหล่านั้นมาใช้ได้ “ตกลงค่ะ หญิงจะชดใช้ค่ากับข้าวที่ผินเอาไปทั้งหมด แต่ ต้องชดใช้ในจำนวนที่แน่นอนนะคะ จะมาตีขลุมเอาตามใจคงไม่ได้”
หม่อมต่วนยิ้มเยาะตนไม่เอาเปรียบเด็กอยู่แล้ว อุรวศีให้แปลกคิดคำนวณมาว่าผินเอากับข้าวมาทั้งหมดเป็นน้ำหนักเท่าไหร่ แปลกนับนิ้วสีหน้าจริงจัง อุรวศีแย็บว่าประมาณน้ำหนักแขนข้างหนึ่งของแปลกได้ไหม แปลกรีบบอกว่าต้องมากกว่านั้น เธอจึงคิดให้ว่า
“งั้นแขนสองข้างกับขาอีกข้างหนึ่งล่ะ”
แปลกสบตาหม่อมต่วนเห็นยิ้มพอใจก็รับลูกตอบทันทีว่าหนักเท่านั้นได้ อุรวศีจึงหันมาพูดกับหม่อมต่วน “เช่นนั้นรบกวนหม่อมตัดแขนสองข้างและขาอีกข้างของแปลกมาชั่งด้วยค่ะ หญิงจะได้ชดใช้ตามนั้น”
ทุกคนตกใจไม่คิดว่าท่านหญิงองค์เล็กจะมาไม้นี้ อทริกาโวยว่าขาคนไม่ใช่กิ่งไม้ที่ตัดแล้วงอกใหม่ได้ อุรวศีโต้ว่าหม่อมต่วนตกลงเองว่าให้ตนชดใช้ในจำนวนที่แน่นอน ถ้าไม่ตัดมาชั่งจะได้น้ำหนักที่แน่นอนได้อย่างไร แปลกยกมือไหว้ขอร้องอย่าตัดแขนขาตน ติโลตตมาโมโหหาว่าเถียงข้างๆคูๆเป็นศรีธนญชัย อุรวศียิ้มๆหันไปพูดกับหม่อมต่วน
“หม่อมใหญ่เป็นผู้ดีทั้งชาติกำเนิด กาย วาจา ย่อมไม่ตระบัดสัตย์เอาเปรียบเด็กใช่ไหมคะ”
“แม่โฉมเอกเจ้าคารีสีคารมอย่างนี้นี่เล่า เสด็จถึงได้หลงลูกสาวคนนี้นัก เอาเถอะถือว่าฉันเสียรู้หล่อนก็แล้วกัน” หม่อมต่วนสะบัดหน้าพรืดไปด้วยความเจ็บแค้นใจ
อรุณวาสีเดินตามมาส่งอุรวศีหัวเราะชอบใจกับความเฉลียวฉลาดของน้อง เธอบอกว่าตนไม่ได้ฉลาดแต่เอามาจากนิทานที่เสด็จพ่อเคยให้อ่าน ถ้าคนอื่นๆเคยอ่าน แผนนี้ก็คงไม่สำเร็จ
อุรวศีเห็นว่าเย็นมากแล้วทำไมพวกพี่ๆยังไม่กลับเข้าวัง อรุณวาสีบอกว่าต้องอยู่อีกสองสามวันเพราะหม่อมแม่จะให้ออกงานอีก อุรวศีถอนใจรู้ว่าหม่อมต่วนบังคับให้พี่ๆไปดูตัว
ขณะนั้นเองรถม้าของสุรคมวิ่งมาจอดหน้าตำหนัก สองท่านหญิงยกมือไหว้ อรุณวาสีดีใจคิดว่าเขามาหาตน แต่พออุรวศีเชิญให้เขาขึ้นไปบนตำหนักกับอรุณวาสีแล้วตัวเองจะเดินไป
“อ้าว แล้วหญิงหลงไม่เข้าไปด้วยกันหรือคะ”
“หญิงคงเข้าตำหนักไม่ได้อีกพักใหญ่เลยค่ะ เชิญเจ้าพี่เถิดค่ะ”
สุรคมงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มองตามหลังอุรวศีไปอย่างเสียดายที่อุตส่าห์มาหา อรุณวาสีเห็นสายตาเขาก็ชักเอะใจ
ooooooo
อุรวศีเข้ามาในห้องเห็นจันกำลังใส่ยาแผลที่โดนน้ำร้อนลวกให้ผิน จึงหอบเครื่องนอนออกมาวางให้ทั้งสองนอนด้วยกันในห้องตน เพื่อช่วยกันดูแลเผื่อว่าแผลจะอักเสบขึ้นมา สองบ่าวซาบซึ้งในความกรุณาของท่านหญิงจันปูเสื่อไม่ระวังชนโต๊ะทำให้หนังสือหล่นลงพื้น จดหมายของอนลที่ใช้คั่นหน้าหลุดออกมา อุรวศีหยิบหนังสือและจดหมายขึ้นมอง หน้าบึ้งลงเมื่อนึกถึงเจ้าของจดหมาย
ด้านอนลกลับจากเรียนดนตรีเหนื่อยๆเข้าไปไหว้นวมและอ้อนหิวเหมือนที่เคยทำประจำ ระหว่างนั้นดวงแขเรียนปักผ้าอยู่กับแม่ของเขา ดวงแขได้ทียกของว่างที่หัดทำวันนี้ยื่นให้ เขารับจานขนมมือสัมผัสมือเธออย่างไม่ตั้งใจ หญิงสาวเขินอายโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้เรื่องจิ้มขนมกินหน้าตาเฉยแล้วเปรยว่าไม่ใช่ฝีมือแม่ นวมเฉลยว่าเป็นฝีมือดวงแข เธอเอียงอายถามเขาชอบรสไหนเพื่อทำให้ถูกใจ อนลไม่ได้ตอบแต่ชมว่าเก่งเป็นแม่บ้านแม่เรือนไม่ขาดตกบกพร่อง
คืนนั้น นวมเล่าให้พระยารัชปาลีฟังว่าดวงแขมีท่าทีชอบอนลแน่ แต่พอท่านเจ้าคุณถามถึงท่าทีของ
ลูกชาย เธอกลับถอนใจลูกคงไม่ได้คิดอะไรเกินเลย พระยารัชปาลีหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ นวมคิดบางอย่างปลอบให้ใจเย็น อีกไม่นานท่านเจ้าคุณต้องไปรับราชการหัวเมืองและอนลก็ต้องตามไปด้วย จงพาไปพักบ้านพระยาไกร แล้วน้ำตาลใกล้มดจะกลัวอะไร
“จริงของคุณหญิง ฉันไม่อยากข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า ถ้าชอบพอกันเองได้ก็คงดีที่สุด”
นวมมั่นใจว่าอนลต้องชอบดวงแขเพราะเธอเพียบพร้อมทุกด้าน ลูกยังไม่มีใครแล้วจะมีเหตุผลอะไรมาบอกปัด ท่านเจ้าคุณเริ่มวาดฝันตามแผนการของภรรยา
ในขณะที่ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงวาดฝันอยู่นั้น อนลกลับนั่งเขียนกลอนระบายความรู้สึกถึงหญิงผู้เป็นที่รักลงในสมุดบันทึกอย่างหวานฉ่ำ รำพึงกับตัวเองอย่างมีความสุขว่า
“แต่งกลอนไว้อ่านเองคงไม่ถือว่ากระหม่อมไม่เจียมตัวนะขอรับ”
ขณะเดียวกันที่เรือนปั้นหยา อุรวศีนั่งเล่นซอสามสายเพลงสีนวลเพลงเดียวกับที่อนลเล่นจะเข้ให้ฟังเมื่อกลางวัน พอจบเพลงก็พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัวว่าช่วงนี้มักจะคิดคำนึงถึงเขา
“ฉันเล่นไพเราะกว่าเธอเสียอีก ท้าวแสนเปื้อน”
ooooooo
บรรยากาศยามเช้าในวัดที่นครสวรรค์ ชาวบ้านช่วยกันเตรียมของถวายเพลและของทำบุญก่อนถึงพิธีเผาศพแม่ของบุญทันตอนเย็น สมัยนั้นยังไม่มีการแต่งชุดดำ ประเพณีการใส่ชุดดำในงานศพเริ่มขึ้นปลายรัชกาลที่ 6
จางวางสมและหม่อมสลวยช่วยชาวบ้านจัดดอกไม้ แทงหยวกกล้วยเพื่อประดับโลงศพบุญทันเกรงใจ ชวนทั้งสองพักทานข้าวเช้า พอดีมีเสียงเอะอะขึ้น ชาวบ้านที่กำลังทำครัวแตกฮือไล่ตีคนบ้าออกมาล้มลงกลางลาน จางวางสมเข้าไปห้ามเตือนว่าที่นี่เป็นเขตอภัยทาน ชาวบ้าน ฟ้องว่าคนบ้าเข้ามาขโมยของกินที่เตรียมไว้ถวายพระ พวกเขาจึงโมโห หม่อมสลวยเข้าไปนั่งยองๆดูอาการอย่างสงสาร คนบ้าค่อยๆเงยหน้า พอเห็นหน้าเธอก็ตกใจสติแตกร้องลั่น
“หม่อมพิณ หม่อมพิณ อย่าๆฉันกลัวแล้ว อย่า...”
หม่อมสลวยถูกคนบ้าผลักล้มลง ท่ามกลางความตกใจของทุกคน บุญทันถลันเข้าประคองเธอลุกขึ้นพาไปหาที่นั่ง จางวางสมประคบรอยฟกช้ำให้ลูก หม่อมสลวยถามว่าจำได้ไหมคนนี้เป็นใครทำไมเรียกตนว่าหม่อมพิณ บุญทันได้ยินสงสัยว่าหม่อมพิณเป็นใคร
“หม่อมพิณเป็นหม่อมที่เสด็จท่านรักมากที่สุด แต่จู่ๆก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย คนลือกันว่าหนีตามผู้ชายไป เท็จจริงยังไงข้าก็ไม่รู้...แต่หม่อมพิณกับแม่สลวยหน้าตาละม้ายคล้ายกันมาก เสด็จถึงได้รับแม่สลวยไปเป็นหม่อมอีกคนยังไงล่ะ”
หม่อมสลวยกับบุญทันสบตากันทำนองนี่แหละคือที่มาทำให้เราต้องถูกพรากจากกัน แต่บุญทันยังแปลกใจทำไมคนบ้านั่นต้องกลัวหม่อมพิณ จางวางสมข้องใจ
เช่นกันทั้งที่หม่อมพิณเป็นคนใจดีมีเมตตากับบ่าวไพร่ทุกคน พอดีชาวบ้านมาตามว่าหยวกกล้วยแทงเสร็จแล้วจะทำอย่างไรอีก จางวางสมบอกตนไปดูให้เอง บุญทันหยิบ
ลูกประคบจะช่วยประคบรอยช้ำต่อให้ หม่อมสลวยเบี่ยงตัวออกขอทำเอง เขาน้อยใจคิดว่าเธอรังเกียจกล่าวขอประทานโทษ
หม่อมสลวยหน้าเสียหยิบกำไลเงินออกจากชายพก ดวงตาเขาวาวขึ้นด้วยความดีใจเธอยังไม่ทิ้งของไร้ค่านี้ หม่อมสลวยดักคอไว้ก่อนที่จะเก็บกำไลอย่างเดิม
“มันสายไปแล้วจ้ะพี่บุญทัน ถึงเสด็จจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ฉันก็มีลูกเป็นหม่อมเจ้าถึงสององค์ ฉันไม่อาจให้เกียรติยศของลูกๆต้องมัวหมองได้”
“แค่รู้ว่าหม่อมยังจำได้เหมือนที่ผมไม่เคยลืม ผมก็สุขใจมากแล้วครับ” บุญทันกล่าวอย่างเจียมตัว
ทางด้านอุรวศีนั่งอ่านหนังสือเพลินๆอยู่ในเรือนปั้นหยา มีคนงานที่มาก่อกำแพงเดินเทิ่งๆขึ้นมาบนเรือน ทำให้เธอตกใจมาก ผินกับจันช่วยกันไล่กลับออกไป พอแสงรู้เรื่องเป็นห่วงหลานสาวมากให้ย้ายมาอยู่ที่เรือนตน แต่ท่านหญิงเป็นห่วงทรัพย์สมบัติ แสงจึงให้แบ่งคนที่เรือนนี้ไปอยู่เป็นเพื่อนแทน ดีกว่าอยู่กันตามลำพังผู้หญิงสามคน
หม่อมต่วนกับลูกๆหัวเราะชอบใจที่ทำให้อุรวศีกลัวถึงขนาดวิ่งแจ้นไปฟ้องยาย ต้องทำให้กลัวมากกว่านี้จะได้หนีไปพ้นๆ เมื่อถึงเวลานั้นอทริกาขอให้ยกเรือนปั้นหยาให้ตน อรุณวาสีไม่เห็นด้วย ติโลตตมาและอทริกาเห็นสีหน้าน้องก็ดักคอว่าคงไม่เข้าข้างพวกพี่ตามเคย
“ก็...หญิงหลงเป็นลูกเสด็จพ่อเหมือนกันนะคะ”
หม่อมต่วนขัดใจเสียงเขียวใส่ “เป็นลูกน่ะใช่ แต่เลือดแม่มันต่ำ แค่ลูกบ่าวในวังจะมาเทียบกับเชื้อสายพระน้ำพระยาของแม่ได้ยังไง แล้วแม่ก็เคยเตือนหญิงแล้วนะว่าไม่ให้นับพี่นับน้องกับมัน ตกลงหญิงจะขัดคำสั่งแม่ให้ได้อย่างนั้นรึ”
อรุณวาสีหน้าเสียเกรงกลัว ท่านหญิงพี่ทั้งสองยิ้มสะใจที่น้องโดนดุ ขณะนั้นเองแปลกเข้ามารายงานอย่างกลัวๆกล้าๆว่าอ้ายดำมา หม่อมต่วนหน้าเครียดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อนี้
ด้วยความที่จนตรอกจริงๆดำจึงกล้ามาขอเงิน หม่อมต่วนโกรธมากขู่อยากเป็นเหมือนเพื่อนหรืออย่างไร ดำไม่มีทางเลือกขู่กลับว่าถ้าตนตายก็อย่าหวังว่าความชั่วของหม่อมจะถูกปิดเป็นความลับอีกต่อไป แปลกตกใจไม่คิดว่าดำกล้าขู่ขนาดนี้ ดำประกาศกร้าวว่าหมาจนตรอกแล้วยิ่งกว่านี้ก็กล้า หม่อมต่วนจ้องหน้าดำด้วยสายตาโหดเหี้ยม
ooooooo
ที่กระทรวงมหาดไทย ดวงแขเอาอาหารมาให้อนลแล้วรีรอจนเลิกงานหวังได้กลับบ้านพร้อมเขา แต่อนลกลับอ้างว่ามีธุระกับท่านชายสุรคมกว่าจะกลับถึงบ้านคงค่ำมาก ดวงแขผิดหวังกลับไป อนลหันมาเจอสุรคมยืนจ้องที่เอาชื่อไปอ้าง
“ขอประทานอภัยกระหม่อม คือ...เอ่อ...” อนลไม่รู้ จะพูดอย่างไรว่าตนรำคาญดวงแข
“ฉันเย้าเล่น ต้องทำหน้าอย่างนั้นเลยเหรอ” สุรคมตบบ่าเบาๆ
อนลโล่งใจแต่สุรคมยังกระเซ้ามีลูกสาวเจ้าคุณมาชอบพอ กลับไม่รับไมตรี อนลไม่รู้จะอธิบายอย่างไรอ้างว่าเธอแค่จากบ้านมานานเลยอยากหาเพื่อนคุยเท่านั้น สุรคมไม่เชื่อ แต่ในเมื่อเอาชื่อตนไปอ้างก็ต้องทำให้เป็นจริง เขาต้องทำบางอย่างให้กับตน
อนลถือกล่องขนมเค้กเดินตามหลังสุรคมเข้ามาในตำหนักหม่อมต่วน ติโลตตมา อทริกาและอรุณวาสีออกมาต้อนรับชวนให้อยู่เสวยด้วยกัน
“ด้วยความเต็มใจเลยจ้ะหญิงเล็ก วันก่อนเห็น
พี่หญิงกลางบ่นว่าอยากรับขนมเค้ก ชายเลยให้คนไปซื้อมาให้ หวังว่าจะถูกปากพี่หญิงนะคะ”
ติโลตตมารับกล่องขนมและขอบใจแค่บ่นเล่นๆ ไม่คิดว่าได้จริง อทริกาแย็บคราวหน้าขอบ่นอยากกินอย่างอื่นบ้าง สุรคมออกตัวเพียงบอกคำเดียวจะจัดหามาให้ไม่ต้องบ่นเลย สองท่านหญิงผู้พี่หัวเราะชอบใจ ก่อนจะปรายตา มองอนลหัวจดเท้าด้วยไม่รู้ว่าเป็นใคร
แม้สุรคมจะแนะนำฐานะของอนลแล้วว่าไม่ได้ต่ำต้อยเป็นถึงลูกพระยา แต่สองท่านหญิงก็ยังดูแคลน และไม่ให้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย สุรคมไม่สบายใจกล่าวขอโทษอนล เขายิ้มรับพูดเบาๆ
“ไม่เป็นไรกระหม่อม ดีเสียอีกจะได้ปลีกตัวไม่ยาก”
“ถ้าอย่างงั้นก็ฝากด้วยนะ” สุรคมตบบ่าเพื่อนร่วมกระทรวงอย่างมีนัย
อนลหน้าเครียดนิดๆกับสิ่งที่ต้องไปทำ...สิ่งนั้นคือให้หาเรือนของอุรวศี อนลเดินไปจนเห็นเรือนปั้นหยาจึงเข้ามาเมียงๆมองๆ ประตูเรือนเปิดแสดงว่าเจ้าของอยู่ ขณะนั้นเองได้ยินเสียงอุรวศีให้จันและลูกหลานจางวางสมช่วยกันปลูกผักบริเวณสนามข้างเรือน อนลคิดไม่ถึงว่าระดับท่านหญิงจะต้องปลูกผักกินเอง ผินถือขันน้ำออกมาเห็นอนลก็ตกใจคิดว่าเป็นพวกคนงาน ไล่ตะเพิดให้ออกไป อุรวศีกับจันหันมามอง
“อย่าครับอย่า ผมมากับท่านชายสุรคม แต่ตอนนี้ท่านชายเสวยอยู่ ผมเลยเดินเล่นมาเรื่อยๆจนหลงเข้ามาในเขตเรือน ไม่ได้คิดจะทำอะไรไม่ดีเลยครับ”
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะผิน นี่คุณอนลบุตรชายพระยารัชปาลี ไม่ใช่คนร้าย” อุรวศีกล่าวนิ่งๆ
ผินตกใจรีบขอประทานโทษ ตอนนี้หน้าสิ่วหน้าขวานไว้ใจคนยาก อนลยิ้มให้ไม่ถือสา แล้วอาสาช่วยปลูกผักโดยบอกว่าตนเป็นคนมือเย็น ปลูกอะไรก็งาม อยู่ที่บ้านทำเป็นประจำ ทั้งผินและจันชื่นชมความไม่ถือตัวของเขา มีเพียงอุรวศีหน้าตึงแขวะเบาๆ
“ถนัดเหลือเกินนะ พวกงานเปื้อนๆ”
อนลได้ยินไม่ถนัดถามท่านหญิงทรงตรัสว่าอย่างไร เธอทำไม่รู้ไม่ชี้เดินเลี่ยงออกมา อยากทำอะไรก็ทำไป ทุกคนช่วยอนลขุดดิน พรวนดินทำแปลงผัก ท่านหญิงแอบมองอย่างหมั่นไส้
เสร็จงานปลูกผัก ผินจัดโต๊ะกินข้าวให้อนลหน้าห้องเสวยของท่านหญิง อนลเกรงใจขอเพียงข้าวราดแกงจานเดียวก็พอ อุรวศีพูดลอยๆออกมาจากในห้อง
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันไม่อยากให้ใครมาว่าเอาได้ ว่าคนมาช่วยงานทั้งทีแม้แต่น้ำใจหาข้าวหาปลาให้กินก็ยังไม่มี”
อนลขอบคุณผินแล้วนั่งลงที่โต๊ะ “ใครจะตำหนิฝ่าบาทที่มีน้ำพระทัยเหมือนนางฟ้าได้ ก็ใจร้ายเกินคนแล้วกระหม่อม”
“ยกยอปอปั้นเกินจริง” อุรวศีแอบยิ้มเล็กน้อย
“ไม่นะฝ่าบาทไม่เกินจริงเลย อย่างน้อยพระนามของฝ่าบาทก็เป็นนามของนางฟ้าไม่ใช่หรือกระหม่อม”
“เก่งนี่ที่รู้ว่าชื่อฉันตั้งมาจากอะไร แล้วรู้หรือเปล่าว่านางอัปสรอุรวศีในมหาภารตะได้กระทำอะไรลงไป”
“มิทราบกระหม่อม”
“ก็สาปผู้ชายเจ้าชู้ให้เป็นกะเทยน่ะสิ”
อนลหน้าเหยเก จันกับผินแอบหัวเราะคิกคัก อนลมองเข้าไปในห้องเสวยเห็นท่านหญิงอมยิ้ม สร้างความประทับใจแก่เขามากขึ้น พออุรวศีเห็นอนลมองก็ทำหน้าบึ้งไม่พูดคุยอีก
ooooooo
เย็นวันนั้นหม่อมสลวยถือใบตองห่อข้าวและกระบอกน้ำมาให้ลือด้วยความสงสาร บุญทันเดินมาเป็นเพื่อน ลือมีท่าทางหวาดกลัวหม่อมสลวยอย่างมาก บุญทันคิดวิธีเปิดปากลือด้วยการบอกให้กินข้าวแล้วจะเอาเหล้ามาให้ แถมโชว์ถุงใส่เงินถ้าตอบคำถามก็จะได้ถุงเงินนี้ด้วย
ลือคว้าข้าวและน้ำมาเปิบกินอย่างหิวโหย หม่อมสลวยเอ่ยถามรู้จักหม่อมพิณได้อย่างไร ลือชะงักตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัวขยับหนี บุญทันตะคอกถามย้ำ เขาปากคอสั่นร้องว่าหม่อมพิณตายแล้ว หม่อมสลวยตกใจเพราะที่ทราบกันหม่อมพิณหนีตามผู้ชายไป แต่ลือยังพร่ำพูดคำเดิม
บุญทันแกล้งขู่ “เอ็งฆ่าหม่อมพิณใช่ไหม ข้าจะเรียกตำรวจมาจับเอ็ง สารภาพมาซะดีๆ”
ลือปฏิเสธ บุญทันกระชากเสียงถามแล้วใครฆ่า ลือโพล่งออกมาว่าหม่อมต่วนเป็นคนฆ่า หม่อมสลวยใจหายพยายามนึกว่าลือเป็นใคร นึกย้อนไป 17 ปีก่อน
คืนนั้นตนออกมาส่งหมอที่มาดูอาการลูก แล้วได้ยินเสียงคนคุยกันเอ่ยถึงหม่อมต่วนก็แปลกใจเข้าไปแอบดู เห็นชายคนหนึ่งคุยอยู่กับแปลกด้วยท่าทีไม่พอใจ และชายอีกคนเอาเหล้าให้ชายที่กำลังโมโหดื่มรอหม่อม ชั่วอึดใจชายคนนั้นก็ชักดิ้นทุรนทุราย สักพักหม่อมต่วนเดินมา
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะอ้ายลือ นี่ล่ะค่าที่เอ็งคิดจะรีดไถข้า สมควรตายแล้ว”
หม่อมสลวยกลัวจับใจเอามือปิดปากไม่ให้กรีดร้อง เห็นหน้าชายทั้งสองคนจำได้ว่าเป็นบ่าวของหม่อมต่วน... หม่อมสลวยถามลือรอดมาได้อย่างไร ลือเล่าเสียงสั่นว่าดำเป็นคนปล่อยตนตอนหม่อมต่วนให้เอาตนไปฝัง บุญทันตกใจทำไมคนในวังตายไม่มีใครสงสัย
หม่อมสลวยปะติดปะต่อเรื่องราวว่าหม่อมต่วนคงแต่งเรื่องหม่อมพิณหนีตามผู้ชายไป ทำให้เสด็จในกรมทรงเสียพระทัยมาก ส่วนคนในวังไม่กล้าพูดเรื่องเสื่อมเสียนี้ นานวันก็ลืมกัน
บุญทันเค้นถามลือว่าเอาศพหม่อมพิณไปไว้ไหน ลือเล่าด้วยสีหน้าหวาดกลัวย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน หม่อมต่วนให้ตนกับดำจับหม่อมพิณมัดมือไว้กับคานแล้วให้ตนเฆี่ยนด้วยข้อหาขโมยของจนสลบคาหวาย เอาร่างใส่หีบใบใหญ่สั่งเอาไปถ่วงน้ำกลางคลองที่ลึกสุด ไม่มีใครเห็นเพราะแปลกให้บ่าวในวังออกไปเที่ยวจนหมด แปลกต้องนั่งเรือไปกับพวกตนเพื่อดูให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย เธอร้องไห้ด้วยความกลัวไม่คิดว่าตัวเองจะร่วมมือทำเรื่องแบบนี้
บุญทันนึกไม่ถึงว่าหม่อมต่วนจะเหี้ยมโหด จับคนถ่วงน้ำทั้งเป็น หม่อมสลวยเป็นห่วงอุรวศีขึ้นมาจับใจ บุญทันโยนถุงเงินให้ลือ เขาดีใจเก็บถุงเงินมากอดแล้ววิ่งหนีไป
ooooooo
ในตอนค่ำ เรือยนต์ของสุรคมแล่นมาส่งอนลที่ท่าน้ำหน้าบ้าน อนลเล่าเรื่องที่เลียบเคียงถามผินและจันมาได้ ไม่มีโอกาสคุยกับอุรวศี สุรคมฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกว่าสองบ่าวจะชังหม่อมต่วนเอามากๆ ต้องฟังหูไว้หู อนลเห็นด้วยแต่ก็เห็นกับตาว่าหม่อมต่วนกั้นกำแพงจริงๆ
“เรื่องบาดหมางกันเพราะสมบัติมีให้เห็นอยู่บ่อย ถึงจะจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าไม่อยากให้บาดหมางก็ต้องทำอย่างเสด็จพ่อฉัน ยกสมบัติทั้งหมดให้ลูกชายคนโตเสีย แล้วให้ดูแลน้องๆต่อไป แต่เสด็จพ่อคงไม่ทรงทราบว่าเจ้าพี่อธิปยึดสมบัติไว้คนเดียว ไม่แบ่งปันให้น้องสักคน”
“ฝ่าบาททราบเรื่องท่านหญิงหลงแล้วจะทำอย่างไรต่อไปหรือกระหม่อม”
“ก็ไม่ทำอะไร รอให้ก่อกำแพงเสร็จก็พอ ไปถึงแล้วไม่ขึ้นไปบนตำหนักใหญ่ก็น่าเกลียด ก่อกำแพงเสียก็ดีเหมือนกัน ต่อไปฉันจะได้ไปมาหาสู่หญิงหลงได้สะดวกหน่อย”
“กระหม่อมคงเข้าใจไม่ผิด ฝ่าบาททรง...”
“ก็อย่างที่เข้าใจนั่นแหละ ฉันชอบหญิงหลง จะเรียกว่ารักแรกพบก็ได้ แต่หาโอกาสใกล้ชิดไม่ได้ซักที รู้อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” สุรคมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
อนลหน้าเจื่อนกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ เมื่อเรือแล่นกลับไป ก็พึมพำราวเตือนตัวเองให้พึงจำ...พระอาทิตย์ก็ต้องคู่กับพระจันทร์ มันถูกควรแล้วอนล
ขณะอนลเดินลัดสวนจะเข้าบ้าน ได้ยินเสียงอนึกดังมาจากบ้านเกื้อจึงหยุดฟังอย่างสนใจ อนึกคุยทำนองชื่นชมว่าสิ่งที่เกื้อคิดถูกต้องทั้งหมด แบบนี้พวกเขากับเพื่อนถึงยกย่องเกื้อ อยากให้มาให้ความรู้พวกเขาทุกคืน อนลฉุกคิดถึงที่เคยเห็นทั้งสองออกไปข้างนอกกลางดึกสองสามครั้ง เสียงเกื้อภูมิใจที่ตัวเองยังมีประโยชน์จะพยายามไปทุกคืน แต่กำชับอย่าให้ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป อนึกรับคำแม้แต่พ่อกับแม่ก็จะไม่ให้รู้ อนลได้ยินยิ่งสงสัยต้องเป็นเรื่องร้ายแรงแน่
พออนึกเดินกลับ อนลดักรอ อนึกคิดว่าน้องชายเพิ่งกลับจึงกระเซ้าว่าแอบไปติดหญิงที่ไหนไม่บอกให้รู้
อนลปฏิเสธแล้วแย็บว่าคงเป็นพี่กับอาที่ติดหญิงถึงชวนกันออกไปค่ำมืด อนึกร้อนตัวกระชากคอเสื้อน้องถามเห็นตนกับเกื้อออกไปหรือ อนลฉุกคิดรีบแก้ตัวเผอิญมองออกมาจากห้องเห็น ทำไมต้องโกรธหรือพี่กับอาชวนกันไปเที่ยวหญิงโคมเขียว
อนึกผงะปั้นหน้าสมยอมว่าตนกับเกื้อยังหนุ่มแน่น ลูกเมียก็ไม่มี กำชับอย่าพูดไปเกรงจะโดนพ่อกับแม่ด่า เพราะสถานที่อโคจร ลูกผู้ดีมีตระกูลไม่ควรไป อนลรับลูกจะไม่บอกใครแต่ขอร้องอย่าไปบ่อยอาจติดโรคให้อับอายเสียยิ่งกว่า อนึกรับคำก่อนจะแอบถอนใจโล่งอก
ooooooo
ด้วยความเป็นห่วงลูกอย่างมากแต่เล่าอะไรให้พ่อฟังไม่ได้ หม่อมสลวยชวนกลับทันทีหลังเสร็จพิธีเผาศพ จางวางสมแปลกใจแทนที่จะค้างอีกสักคืน ล่องเรือค่ำมืดต้องแวะหุงหาอาหารกลางทาง บุญทันเข้าใจอดีตคนรักดีเร่งลูกน้องให้กลับถึงพระนครก่อนรุ่งสาง
ในคืนนั้น ติโลตตมากับอทริการ่วมกันให้แปลกเอาเงินไปว่าจ้างคนงานกลั่นแกล้งอุรวศี ด้วยการซุ่มปาก้อนหินใส่เรือนกลางดึก ให้ทุกคนในเรือนตกใจตื่น ลูกหลานจางวางสมนอนอยู่เป็นสิบคนจะจุดคบออกไปส่องดูว่าใครเป็นคนทำ อุรวศีห้ามไว้ ถ้าจุดไฟพวกนั้นก็หนีไปก่อน
“เท่าที่ฉันฟังเสียงดู มาจากทางด้านหน้าเรือนทั้งนั้น ให้พวกเราอ้อมไปทางหลังเรือนแล้วไปล้อมจับจะง่ายกว่า”
ทุกคนรับฟังอุบายของท่านหญิง เมื่อคนงานสี่คนที่ซุ่มปาก้อนหินอยู่นาน แปลกใจทำไมคนในบ้านไม่ตกใจตื่น หรือไม่มีคนอยู่ ไม่ทันไรลูกหลานจางวางสมเป็นสิบคนถือไม้โอบล้อมมาด้านหลังและรุมตีคนงานทั้งสี่คนจนสะบักสะบอมแล้วจับมัดไว้ ผินกับจันเห็นหน้าจำได้ว่าเป็นคนงานก่อสร้าง ชวนอุรวศีไปทวงถามความเป็นธรรมจากหม่อมต่วน
อุรวศีครุ่นคิด “มืดค่ำแล้ว ไปตอนนี้ก็รังแต่จะถูกโกรธว่าไม่รู้จักเวล่ำเวลา แล้วก็พาลเฉไฉไปเรื่องอื่นเสียเปล่า...จัดเวรยามเฝ้าไว้ให้ดี สว่างเมื่อใดฉันจะเอาตัวไปตำหนักใหญ่ทันที”
คืนเดียวกัน แปลกใช้ผ้าคลุมศีรษะออกมายืนกระสับกระส่ายรอดำ พอดำมาถึงก็โยนถุงเงินลงพื้นให้ ดำโวยบอกแล้วต้องการธนบัตรเพราะไม่เชื่อใจหม่อมต่วนอาจเอางูพิษใส่ถุงมาด้วย แปลกหงุดหงิดที่ดำระวังตัวมาก จำต้องควักธนบัตรยื่นให้แล้วติงว่าหายหัวไปเกือบ 20 ปีจะกลับมาอีกทำไม ดำนับเงินเสร็จสารภาพว่าลูกป่วยหนักไม่มีเงินรักษา ทันใดมีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งมาปักคอของดำพอดี ดำสะดุ้งสุดตัวดึงลูกดอกออก พิษกระจายทำให้ตาพร่าทรุดลง
โตเดินหัวเราะออกมาบอกว่าพิษลูกดอกของตนไม่เคยมีใครรอด ดำยังพอมีสติชักมีดปาใส่โตแต่เขาหลบทัน ดำกระเสือกกระสนหนี แปลกให้โตตามแต่โตยิ้มกระหยิ่มเดินตามไปอย่างชะล่าใจ ดำหนีกระเซอะกระเซิงมาล้มริมคลอง โตตามมาถึงเตะเสยหน้าดำล้มหงาย แปลกวิ่งตามมาดูผลงาน พลันเห็นเรือลำใหญ่พายมาและส่องไฟขึ้นบนฝั่งว่าเกิดอะไรขึ้น โตชะงักวิ่งหนีเอาตัวรอด แปลกมองไปเห็นคนละม้ายคล้ายหม่อมสลวยก็ตกใจหนีไปอีกทาง
บุญทันกับจางวางสมและลูกน้องขึ้นฝั่งมาดูศพ เห็นมีเงินในตัวแสดงว่าไม่ใช่การฆ่าชิงทรัพย์ หม่อมสลวยเห็นหน้าดำก็แทบช็อกยิ่งเป็นห่วงอุรวศีมากขึ้น วิ่งกลับเรือนปั้นหยาไม่รอใคร บุญทันรีบสั่งลูกน้องไปแจ้งนครบาลและฝากจางวางสมดูแลแทน ก่อนจะวิ่งตามเธอไป
แปลกกลับมารายงานหม่อมต่วน ถูกตวาดลั่นที่ทำงานพลาดให้มีคนเห็น พยายามระงับอารมณ์ซักไซ้ว่าเป็นใคร แปลกไม่แน่ใจแต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนหม่อมสลวย หม่อมต่วนยิ่งโกรธตะคอกใส่ไล่ไปสืบให้แน่ชัด
เวลารุ่งสาง หม่อมสลวยวิ่งขึ้นเรือนไม่พบใครยิ่งตกใจจะร้องเรียกลูก มีมือหนึ่งมาปิดปากดึงไป...แปลกขึ้นมาบนเรือนปั้นหยาเดินด้อมๆมองๆไม่เห็นใคร ผินถือตะกร้ากับข้าวที่ซื้อจากตลาดกลับมาเห็นโวยวายหาว่าขโมยของ แปลกต้องขึ้นเสียงกลบเกลื่อนว่าหม่อมต่วนให้หม่อมสลวยไปหาที่ตำหนัก ผินเอะใจ
“หม่อมท่านไปปากน้ำโพ คนรู้กันทั้งวัง เอ็งมุดหัวอยู่ที่ไหนวะอีหน้าดำ”
“ก็กลับมาแล้วไม่ใช่รึ เมื่อตอนใกล้รุ่งข้ายังเห็นอยู่เลย” แปลกตีขลุม
ผินยืนกรานว่าหม่อมสลวยยังไม่กลับ ใครจะกลับมาตอนรุ่งสาง มิต้องออกจากปากน้ำโพกลางดึกให้นั่งสัปหงกมาทั้งคืนหรือ แปลกเห็นว่าจริงสะบัดหน้าลงจากเรือน ผินมองตามยิ้มเยาะทำเป็นอ้าง จะมาหยั่งเชิงเรื่องปาหินใส่เรือนเมื่อคืนมากกว่า ตนไม่โง่หรอก
พอผินเดินเข้าครัว บุญทันก็พาหม่อมสลวยออกจากที่ซ่อน ทั้งสองมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดชายคลองต้องเกี่ยวข้องกับหม่อมต่วน หม่อมสลวยห่วงอุรวศีทำไมไม่อยู่เรือน
“ไม่ต้องห่วงหรอกหม่อม แม่ผินมีท่าทีปกติแสดงว่าท่านหญิงปลอดภัย คงมีธุระไปทำแต่เช้าเลยไม่อยู่เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ต้องเป็นห่วงตอนนี้คือตัวหม่อมเอง
มากกว่า ถ้าพวกมันสงสัยหม่อมขึ้นมา ที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับหม่อมอีกต่อไปแล้ว”
“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับฉันกับลูกนับตั้งแต่วันที่สิ้นเสด็จแล้วล่ะ” หม่อมสลวยทิ้งท้ายด้วยความหนักใจ
ooooooo










