ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐ นวลแพง

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์

หลังจากมีโปรโมชันใหม่ออกไป บรรยากาศการขายน้ำอัดลม TK ก็เกิดกระแสแบบฉุดไม่ยั้งรั้งไม่อยู่ เด็กๆรุมกันซื้อน้ำอัดลมดื่มเพื่อสะสมฝาจีบและแลกสติกเกอร์ จนทะเลาะชกต่อยกันเพื่อแย่งน้ำอัดลมขวดสุดท้ายในตู้แช่

ปัทม์เล่าความสลดใจแก่นักข่าวฟังว่า

“ผมไม่คิดเลยว่าน้ำอัดลมขวดนั้น เด็กๆจะแย่งกันเอาเป็นเอาตายเพื่อเอามันมาดื่ม ไม่สิ...จริงๆแล้วแย่งกันเพื่อเอาฝามาแลกสติกเกอร์ต่างหาก...ผู้ปกครองเริ่มบ่นลูกหลานของตัวเอง เพราะเด็กๆเริ่มร้องจะกินแต่น้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า และทุกครั้งที่เด็กๆเหล่านั้นโดนขัดใจก็จะร้องงอแง และที่หนักกว่านั้นก็คือไม่ยอมไปเรียนหนังสือ”

 เมื่อยอดขายของบริษัทพุ่งขึ้น 10-20% โดยเฉพาะตลาดเด็ก ทางบริษัทก็ประชุมสรุปผล ทยุตรายงานอย่างคล่องแคล่วมีชีวิตชีวาว่า

“ที่ผ่านมาจะเห็นว่ายอดขายถีบตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่เราขยายเป้าหมายลงมาถึงเด็กๆ”

ที่ประชุมปรบมือแสดงความชื่นชมกันกราว หัวหน้าคนหนึ่งเปรยว่าสงสัยปีนี้เราอาจจะได้โบนัสกันไหม ทยุตยิ้มกว้างตอบอย่างมั่นใจแจ่มใสว่า

“แน่นอนครับ หรืออาจจะพาทัวร์ต่างประเทศก็ไม่เลวนะครับ”

รสสุคนธ์เห็นปัทม์นั่งเครียดถามว่า “คุณปัทม์มีอะไรหรือคะ”

“ผมไม่รู้สึกดีใจนักกับตัวเลขที่สูงขึ้น” ปัทม์บอก ทำเอาที่ประชุมเงียบหันมองเขาเป็นตาเดียว “ผมไม่อยากให้เราเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กมากนัก”

“ยอดขายที่เพิ่มขึ้นก็มาจากกลุ่มเด็กๆนะครับ” ทยุตติง

“แต่มันทำให้เด็กดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า มันไม่ดีต่อสุขภาพของพวกเขา” ทยุตโบ้ยว่านั่นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่เด็กที่ต้องห้าม เรามีหน้าที่ขายของและทำให้เครื่องดื่มของเราเป็นที่นิยม ปัทม์แย้งว่า “แต่เราต้องมีคุณธรรมบ้างนะครับ เด็กส่วนใหญ่ก็ซื้อน้ำเพื่อจะเอาฝามาแลกสติกเกอร์สะสมให้ครบเพื่อมาแลกของ แต่ถึงจะสะสมเท่าไหร่ก็ไม่มีทางครบเสียที”

ปัทม์พูดเหน็บเป็นนัย เหลือบมองทยุตแบบไม่ค่อยพอใจกับความคิดแบบนี้ รสสุคนธ์เห็นท่าจะโต้เถียงกันรุนแรง ชิงอธิบายว่า

“ทยุตเขาอยากให้กระแสสติกเกอร์มันถูกพูดถึงในวงกว้าง ใครมีก็แลกเปลี่ยนกันได้ และเกิดการตามหาที่เหลือตามที่ต่างๆจังหวะที่เด็กๆเกือบท้อ เราถึงปล่อยสติกเกอร์ตัวที่เหลือให้เขาสะสม”

ทยุตเสียงอ่อนลงบอกปัทม์ว่า อย่าไปคิดมาก เด็กๆสนุกกับการตามหาสติกเกอร์จะตาย แต่ปัทม์ยังยืนยันว่าน้ำอัดลมมีแต่น้ำตาลเด็กดื่มมากๆมันไม่ดี ทยุต ประชดว่าหรือเราต้องเขียนข้างขวดว่าน้ำชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก

“ผมแค่ขอไม่ให้เราเน้นขายเด็ก”

“คุณต้องรณรงค์ให้พ่อแม่ทั้งประเทศลุกขึ้นมาห้ามเด็กไม่ให้ดื่มน้ำอัดลมของเราแล้วล่ะมั้ง”

“เป็นไปไม่ได้หรอก”

“ใช่ไหมครับ?? ถึงเราไม่เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก วันนึงคนอื่นเขาก็ทำแบบนี้อยู่ดี เริ่มก่อนมันก็ได้เปรียบ”

“ผม...”

“เรามาถึงขนาดนี้แล้ว เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว” ทยุตตัดบทย้ำแต่ว่า “ยอดขายของเรากำลังตามคู่แข่งแบบรดต้นคอกันอยู่เลยนะครับ”

เมื่อปัทม์เสนอเหตุผลไม่สำเร็จ เขาถามว่าตนขอใช้อำนาจในตำแหน่งเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะได้ไหม

ทยุตมองขวับถามสวนว่าหมายความว่ายังไง

“ผมจะยกเลิกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี”

“ภาพลักษณ์ของเราติดตลาดไปแล้วนะครับ”

“คุณก็ไปคิดมาใหม่สิ”

ทยุตอึ้งกับท่าทีจริงจังของปัทม์ที่จะใช้อำนาจสั่งยกเลิกไอเดียของตน รู้สึกเหมือนถูกปัทม์ตบหน้ากลางที่ประชุม รสสุคนธ์แทรกขึ้นว่าแต่มันทำให้บริษัทมีกำไรลดลงนะ

ปัทม์บอกว่าถ้าทำได้ก็ต้องทำ อย่าเห็นแก่ตัว

นักเลย ถูกรสสุคนธ์สวนทันควันว่า

“ปัทม์ บริษัทมีกำไร ทุกคนในบริษัทรวมไปถึงครอบครัวกว่าร้อยกว่าพันชีวิตเขาก็จะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นนะ” ปัทม์โต้ว่าเรามองกันคนละมุม “คุณมีอำนาจก็จริง แต่คุณต้องฟังบอดร์ดและเสียงส่วนใหญ่สิ”

“การที่ผมอยู่ในตำแหน่งนี้ ผมมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง นอกจากเซ็นเอกสาร” ปัทม์ถาม มองหน้าทุกคน

ในที่ประชุมอย่างไม่ยอมจำนน ทุกคนเงียบกริบ

ปัทม์เล่าสถานการณ์ตอนนั้นว่า

“ผมเริ่มมีความเห็นที่แตกต่างและไม่ลงรอยกับคนในบริษัทเรื่อยๆ ผมเริ่มสงสัยอำนาจการบริหารของตัวเองและการกำหนดนโนบายว่าผมทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ผมต้องฟังบอร์ดเท่านั้น ผมเริ่มไม่สนุกกับมัน แล้วความไม่สนุกอันนี้ ก็กำลังนำความยุ่งยากมาสู่บริษัท...”

ooooooo

วันนี้...ปัทม์นั่งเซ็นเอกสารแล้วสงสัยอะไร

บางอย่าง จึงเรียกพนักงานบัญชีเข้ามาขอเอกสารการเงินย้อนหลัง 3-5 ปีมาดู พนักงานถามว่าด่วนไหม

“เร็วที่สุดที่คุณจะทำได้”

พนักงานรับคำแล้วเดินออกไป

พอวันต่อมาก็เกิดความวุ่นวายขึ้น พนักงาน

วิ่งกันโกลาหล ปัทม์ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ไฟไหมห้องเก็บเอกสาร กำลังช่วยกันดับครับ” พนักงานคนหนึ่งบอกขณะวิ่งผ่านไป

ปัทม์รีบไปที่ห้องเก็บเอกสาร ปรากฏว่าดับไฟได้แล้ว ปัทม์ถามว่ามีใครเป็นอะไรหรือเปล่า

“ทุกคนปลอดภัยดีครับแต่เอกสารเสียหายไป

ไม่น้อย”

ปัทม์บอกว่าคนปลอดภัยก็ดีแล้ว ขณะนั้นเอง

ทยุตเดินมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินพนักงานคุยกันตนจึงรีบมาดู ปัทม์บอกว่าไฟไหมห้องเก็บเอกสาร

“แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง” ทยุตถามเครียด พนักงานบอกว่าสงสัยไฟฟ้าลัดวงจร “คุณรีบไปตรวจสอบเลยนะ หาสาเหตุแล้วรีบมารายงานผม” แล้วหันไปบอกปัทม์ว่า “พี่ปัทม์ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้นะครับ ผมจัดการให้เอง”

“ประเมินความเสียหายแล้วแจ้งผมด้วยนะ” ปัทม์บอก ทยุตพยักหน้าแล้วหันไปคุยงานต่อ

ปัทม์เดินกลับห้องทำงานนั่งไม่ทันไร รสสุคนธ์ก็หน้าตาตื่นมาบอกว่า

“มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคมาพบ”

“เรื่องอะไร”

ปัทม์สีหน้ากังวล รีบเดินออกไปอย่างร้อนใจ รสสุคนธ์ตามไปติดๆ

ooooooo

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค 3 คน มองหน้าปัทม์กับรสสุคนธ์ที่เข้ามา คนหนึ่งบอกว่าพอดีมีหนังสือร้องเรียนมามากว่าน้ำอัดลมของที่นี่หวานมากกว่าปกติ ปัทม์ถามว่าแล้วเราต้องทำยังไง?

เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องขอตรวจสอบโรงงานเพื่อดูว่ามีความผิดปกติในขั้นตอนไหน แต่ในการตรวจสอบขั้นต้นพบว่ามีปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มสูงกว่าที่กำหนด เจ้าหน้าที่แสดงการเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มอื่นๆให้เห็นว่าปริมาณน้ำตาลทะลุมาตรฐานที่กำหนด

ปัทม์ถามว่าถ้าตรวจสอบแล้วบริษัทผิดจริงจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่บอกว่าขั้นแรกโดนปรับแล้วต้องดูข้อกฎหมายว่าโรงงานสร้างมลภาวะรอบๆชุมชนหรือไม่

รสสุคนธ์ถามว่าโทษร้ายแรงขนาดไหน เจ้าหน้าที่บอกว่า “ฟ้องร้อง สั่งปิดโรงงานครับ”

ทยุต ปัทม์ และรสสุคนธ์ขอตัวมาคุยกันด้านนอก ปัทม์ถามว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ ทยุตพูดสบายๆว่า มันเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจไหนๆก็มีคนร้องเรียนกันทั้งนั้น ปัทม์ทักท้วงว่าแต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ปกติ ตนไม่อยากให้เรื่องบานปลายบริษัทจะเสียชื่อ

“เอาเรื่องจริงๆไหม” ทยุตถามเป็นนัย ปัทม์ถามว่าเรื่องอะไร “คนพวกนี้กำลังเรียกร้องผลประโยชน์จากกำไรที่เราได้ต่างหาก”

ปัทม์เชื่อว่าเขากำลังเอาผิดกับเรา ทยุตทำเสียงสูงบอกว่าเราไม่มีความผิดอะไรทั้งสิ้น ขอให้เชื่อใจตนว่าตนจะทำทุกสิ่งให้เหมือนกับว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปัทม์ถามว่าเขามีวิธีหรือ ทยุตทำสัญญาณมือว่า

“ค่าน้ำร้อนน้ำชาเล็กๆน้อยๆ มันก็มีอยู่

ทุกวงการล่ะครับ...ก่อนที่พี่ปัทม์จะมาอยู่ที่นี่เราก็ทำกันแบบนี้ ผมจะไปเคลียร์เอง”

ทยุตสั่งเลขาหน้าห้องให้เตรียมวิสกี้ 4 แก้วไปเสิร์ฟในห้องประชุม ตนจะเข้าไปเคลียร์กับเจ้าหน้าที่เอง

รสสุคนธ์บอกปัทม์ว่าเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

ไม่ต้องกังวล วงการธุรกิจก็เป็นแบบนี้แหละ ปัทม์ติงว่าเรื่องเล็กน้อยของเธอแต่เป็นเรื่องใหญ่ของตน บ่นว่าตนคงวางใจอะไรง่ายเกินไป ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคน

รสสุคนธ์กลับเห็นว่านั่นคือข้อดีของเขา ตนไม่อยากเห็นเขาเป็นนักธุรกิจที่มีเล่ห์เหลี่ยมเพราะมันไม่ใช่คนที่ตนรู้จัก ปัทม์ถอนใจบ่นเบาว่า ไม่รู้ตนจะอยู่แบบนี้ได้นานแค่ไหน

“ตั้งแต่ปัทม์มาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างมันดีขึ้นหมดเลยนะ พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณปัทม์”

“ผมรู้สึกว่าผมมาไกลเกินเป้าหมายที่ผมต้องการไปมากแล้ว”

“ตอนนี้บริษัทเราอยู่ในช่วงขาขึ้น มันก็มักจะเป็นที่จับตามอง ปัญหามันก็ต้องเยอะเป็นธรรมดา วางใจเถอะทยุตจัดการทุกอย่างได้แน่นอน ปัทม์ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เชื่อรสนะ”

คุยกันแล้วพากันเดินกลับเข้าห้องสวนกับเจ้าหน้าที่สามคนเดินออกมา ทยุตโพล่งทันทีว่า

“มันไม่รับ และไม่ยอมคุยอะไรต่ออีกแล้ว...ผมรู้ว่ามันต้องการอะไรมากกว่านี้” รสสุคนธ์ถามว่ายังไงเราก็ต้องจ่ายเหรอ “ผมจะหาผู้ใหญ่ไปยันกับพวกมัน”

ปัทม์ถามว่าแล้วเรื่องมันจะจบหรือ ทยุตนิ่งไม่ตอบ

ปัทม์ตัดสินใจเรียกประชุมหัวหน้าทุกฝ่ายทันทีเพื่อรับมือกับสถานการณ์และชี้แจงปัญหาทั้งหมด

ooooooo

ในห้องประชุม ปัทม์ถามประเด็นที่เกิดปัญหาขณะนี้ว่า ทำไมตนถึงไม่ทราบเรื่องปริมาณน้ำตาลที่สูงเกินกว่าปกติมาก่อน

รสสุคนธ์ออกหน้ามาบอกว่ามันเป็นปัญหาเทคนิค ปัทม์ถามว่าเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคหรือเปล่า ทยุต อ้างทันทีว่า ผู้บริโภคต้องการอย่างนั้น ดูได้จากยอดขายเพราะยอดขายไม่โกหก รสสุคนธ์ก็อ้างว่าแต่ก่อนคนซื้อน้อยเพราะรสจืด

“ตอนที่ผมเข้ามารสชาติมันไม่ได้หวานแบบนี้”

“มันถูกปรับตอนช่วงที่คุณเพิ่งเข้ามาทำงาน

ได้ไม่นาน ตอนนั้นสถานการณ์เรากำลังแย่เพราะการบริหารจัดการกำลังวิกฤติ” รสสุคนธ์ชี้แจง

“แล้วท่านประธานทราบเรื่องนี้ไหม” ทยุตบอกว่าไม่ทราบ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อให้บริษัทอยู่ได้ “แล้วคุณไม่คิดหรือว่ามันจะทำให้บริษัทเรามีปัญหาตามมาเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้”

ทยุตเสียงแข็งขึ้นว่า ตนบอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องของเงินกับอำนาจล้วนๆ ปัทม์ถามว่าถ้าเราลดปริมาณน้ำตาลลงเราก็ไม่ต้องไปพึ่งอำนาจนั้นถูกต้องไหม

ทยุตนิ่ง แล้วหวังอาศัยเสียงในที่ประชุมมาบีบ โบ้ยให้ถามความเห็นในห้องประชุมว่าถ้าลดปริมาณน้ำตาลลงแล้วยอมเสี่ยงที่จะเสียลูกค้าและกำไรมหาศาลไป หรือยังคงรสชาตินี้ไว้แล้วต่อรองกับกลุ่มนั้นแค่ไม่กี่คน ทุกคน

ในที่นี้จะเลือกแบบไหน

เสียงคุยกันในห้องประชุมขรมขึ้นทันที ปัทม์ถามในที่ประชุมว่า

“ผมหวังว่าทุกท่านคงจะเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนะครับ เอาเป็นว่า ใครต้องการอยากให้ลดปริมาณน้ำตาลยกมือครับ” แล้วปัทม์ก็ยกมือขึ้นเป็นคนแรก

ปัทม์กวาดตามองทั่วห้องประชุม ไม่มีใครยกมือเลย แม้แต่รสสุคนธ์ก็เพียงขยับมือ แต่ไม่ยก!

“ใครต้องการให้คงรสชาตินี้ไว้ ยกมือครับ” ทยุตถามเสียงดังอย่างมั่นใจแล้วยกมือเป็นคนแรก ผู้บริหารในห้องประชุมต่างยกมือพรึ่บ! ปัทม์มองรสสุคนธ์ เธอทำท่าสองจิตสองใจแต่สุดท้ายก็ยกมือ...

ปัทม์มองรสสุคนธ์อย่างผิดหวัง นั่งคอตกท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีของคนในที่ประชุม

ปัทม์เล่าถึงความรู้สึกในขณะนั้นด้วยน้ำเสียงผิดหวัง แม้จะผ่านมาเป็นสิบปีแล้วว่า

“เสียงของความถูกต้องในบริษัทของผมมันดังไม่พอจริงๆ แม้แต่คนที่ผมไว้ใจที่สุดเขาก็ไม่ได้ยิน”

แต่เมื่อออกจากห้องประชุม รสสุคนธ์บอกปัทม์ว่าเขาทำถูกต้องแล้วที่ยอมรับเสียงข้างมาก ปัทม์ย้อนถามว่า แล้วถ้าตนรู้สึกว่าเสียงข้างมากมันผิดล่ะ?

“ปัทม์คิดมากไปแล้ว...ปัทม์แค่คิดอย่างเดียวว่าลูกค้าชอบ บริษัททำกำไร ทำให้พนักงานมีความสุข ก็เท่านั้นเอง”

ปัทม์โต้ว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเราจะโดนฟ้องและคนที่ต้องรับผิดชอบคือตนเพราะเป็นผู้บริหาร รสสุคนธ์ปลอบว่ามันไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก

“ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจผมที่สุดนะ”

“รสอยู่ข้างความถูกต้อง”

“งั้นผมว่าความถูกต้องของเราคงต่างกันแล้วล่ะ”

ทั้งสองต่างยืนยันความเห็นของตัวเอง ขัดแย้งกันชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ปัทม์เดินออกไปอย่างผิดหวังในขณะที่รสสุคนธ์เดินกลับไปในที่ประชุม ที่ที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกับตน

นาทีนี้...ทั้งสองต่างเลือกที่จะเดินไปตามทาง

ของตัวเอง...

ooooooo

 ปัทม์บอกนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า ช่วงเวลานั้น ตนแค่อยากจะคุยกับใครสักคนและคนแรกที่นึกถึงคือหนูตุ่น จึงโทร.ไปหาครูอัญ ครูอัญเล่าถึงการทำขนมไทยขายของหนูตุ่นว่าขายดีจนทำแทบไม่ทัน ดีที่มี

อ้นมาเป็นลูกมือ ไม่งั้นก็คงแย่

ขณะคุยโทรศัพท์ พอดีหนูตุ่นกลับมากับอ้น ครูอัญทักทายกับหนูตุ่นเสียงเข้าไปในสายที่ปัทม์ถือสายอยู่ หนูตุ่นถามแม่ว่าใครโทร.มาหรือ ครูอัญบอกว่าพี่ปัทม์น่ะ โทร.มาคุยสารทุกข์สุกดิบทั่วๆไป

ปัทม์บอกนักข่าวว่า นาทีนั้น...

“ผมรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอีกครั้ง...ขณะที่ดูเหมือนกราฟชีวิตผมเริ่มตก กราฟชีวิตของหนูตุ่น

กลับดีดสูงขึ้นสวนทางกับผม...”

ตรีชวาเสริมว่า “ขนมขายดีมาก มีคนสั่งทุกวัน ตกเย็นหลังกลับมาจากทำงานประจำ เราก็มานั่งเตรียมส่วนผมทำขนม ทีแรกพี่ก็ช่วยกันทำกับแม่ พักหลังมานี่ก็ได้อารักษ์มาช่วยอีกแรง...เหนื่อยมากนะ แต่มีความสุข”

“ตรงข้ามกับผม” ปัทม์แทรกขึ้น “ผมเหนื่อยแต่กลับมีความทุกข์ อยากจะนอนก็นอนไม่หลับ”

“ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่ากราฟชีวิต ความรัก และงาน สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ” นักข่าวถาม

“ขณะที่ผมจมอยู่กับปัญหาที่ยังมองไม่เห็นทางออก แต่หนูตุ่นเขากำลังไปได้สวยเลยนะ ที่ดูเหมือนว่า จะทำงานหนักแต่ก็ยังมีคนช่วยแบ่งเบาไปได้เยอะ”

“ใช่ค่ะ หลังเลิกงานฉันต้องกลับมาทำขนมตามรายการของลูกค้าทุกวัน เหนื่อยมากๆ แต่ก็มีความสุข มันพุ่งมากๆ ยิ่งตอนที่เรื่องราวของขนมที่พี่ทำได้เข้าไปอยู่ในคอลัมน์นึงในหนังสือ”

ตรีชวาหมายถึงคอลัมน์เรื่องร้านขนมจงรักษ์ ที่อารักษ์แอบเขียนโดยหนูตุ่นไม่รู้ พอหนูตุ่นเห็นก็พูดอย่างทึ่งว่า ไม่คิดเลยว่านายจะเขียนอะไรแบบนี้กับเขาเป็นด้วย อารักษ์ตอบอย่างภูมิใจเผยความในใจที่มีต่อหนูตุ่นว่า “สำหรับหนูตุ่นอะไรเราก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ”

ขนมไทยจงรักที่ทำอย่างใส่ใจด้วยความรัก เป็นที่ตอบรับอย่างกว้างขวาง หนูตุ่นกับอารักษ์ช่วยกันทำและช่วยกันส่งลูกค้านอกเวลางาน ยอดสั่งซื้อมากจนต้องจำกัดจำนวนที่ทำในแต่ละวัน อารักษ์ถามหนูตุ่นว่า

ไม่อยากขยายให้มันใหญ่ขึ้นหรือ

“เราต้องรู้จักพอเพียงกับตัวเอง ทำได้สุดแค่ไหนมันก็คือแค่นั้นไม่ฝืน ความสุขยังอยู่ รายได้ที่เราต้องการยังอยู่ ถูกต้องไหม”

แม้อารักษ์จะพยายามทั้งการกระทำและคำพูดให้หนูตุ่นรู้ว่าตนรัก แต่หนูตุ่นก็ยังสนิทกันอย่างเพื่อน จนอารักษ์พูดตรงๆว่าสิ่งที่ตนทำอยู่ตอนนี้มันคืออนาคตของเราทั้งเรื่องงานและความรัก หนูตุ่นถามว่า

“เราคืออนาคตของนายหรือ”

“เราคิดอย่างนั้นนะ หนูตุ่นไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”

“เราให้คำตอบไม่ได้ ขอโทษจริงๆ ตอนนี้อ้นคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเรานะ”

อารักษ์ถามว่าหนูตุ่นรอพี่ปัทม์อยู่ใช่ไหม ถามตรงๆ ว่า “เธอไม่กล้าคบเราจริงจังเพราะรอเขาอยู่ใช่ไหม”

เวลานั้นหนูตุ่นนิ่งที่อารักษ์รู้ทัน แต่วันนี้ วันที่นั่งให้สัมภาษณ์นักข่าวเคียงคู่กับปัทม์ ตรีชวารับว่า...

“พี่รู้ว่าผู้ชายที่แสนดีที่รู้จักพี่มากกว่าใครคนนี้ เขารู้ว่าพี่โกหกเขา แต่เขาพยายามซ่อนความรู้สึกผิดหวังเอาไว้ไม่ให้พี่เห็น สิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นการตอกย้ำความรู้สึกของพี่ว่าพี่คิดยังไงกับเขาและพี่ปัทม์”

 ที่ห้องให้สัมภาษณ์ หลังจากปัทม์เล่าชีวิตที่

พลิกผันจนถึงวันที่เขารู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวอยู่ในโลกที่เห็นแก่ตัว ก็ได้รับกำลังใจจากตรีชวาช่วยกันเล่าชีวิตในช่วงนั้น

ปัทม์ตัดสินใจไปพบคุณไตรคุณผู้ที่ให้โอกาสตนจนมีวันนี้ เล่าปัญหาที่เกิดขึ้นและความเห็นต่างในบริษัทให้ฟัง ถามว่าท่านรู้ไหมว่าเครื่องดื่มของเรามีปริมาณน้ำตาลสูงกว่ามาตรฐาน กำลังจะถูกเล่นงาน และทยุต

บอกว่าเขาจะไม่ลดน้ำตาลแต่จะไปเพิ่มเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่แทนแต่ตนไม่เห็นด้วย

“ในทางธุรกิจ เพื่อให้กิจการของบริษัทเดินหน้าต่อ ผมเห็นด้วยกับวิธีของทยุต” ไตรคุณไม่อ้อมค้อม

ปัทม์อึ้ง ติงว่าตลอดเวลาตนคิดว่าการทำธุรกิจต้องมีคุณธรรมและคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก

“แต่หน้าที่ของคุณคือทำให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องปกติ แล้วคุณจะผ่านสภาวะนี้ไปได้”

เล่าถึงตอนนี้แล้ว ปัทม์บอกนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า...

“ตอนนั้นก็เริ่มมั่นใจแล้วนะว่าสิ่งที่ทำอยู่มัน

ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็นแน่นอนแล้ว สุดท้ายแล้วผมว่าผมเหมือนหุ่นเชิดในบริษัทมากกว่า แต่หลังจากนั้น... สถานการณ์ของบริษัทก็แย่ลงเพราะว่ามีข่าวออกไปทั่วประเทศ”

ปัทม์เล่าถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ตอนนั้นว่า นอกจากถูกสื่อลงข่าวของบริษัทในทางลบแทบทุกวันแล้ว

ยังมีข่าวเด็กดื่มน้ำอัดลมของเรามากเกินไปจนต้องหาม

ส่งโรงพยาบาล แม้ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเป็นอะไร

แต่ข่าวแพร่ไปเหมือนไฟลามทุ่ง ส่งผลให้ยอดขายลดลงมากกว่า 70% ร้านค้าต่างๆเริ่มไม่ขายน้ำอัดลมของบริษัท

เมื่อประชุมบอร์ด ทยุตแสดงความเสียใจที่บริษัทมาถึงจุดนี้ และแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หัวหน้าแผนกก็ลาออก ปัทม์ถามว่าลาออกเพื่อรับผิดชอบ หรือลาออกเพื่อหนีปัญหากันแน่

หัวหน้าแผนกคนหนึ่งบอกว่านี่เป็นทางที่ดีที่สุด อีกคนก็ว่าเชื่อว่าต้องมีคนดีๆอยากเข้ามาทำงานกับปัทม์แน่ แล้วทยุตและหัวหน้าแผนกทั้งสอง

ก็เดินออกจากห้องประชุมไปทันที รสสุคนธ์หน้าเสีย ปัทม์พูดไม่ออก

ต่อมาปัทม์ถามรสสุคนธ์ว่าเธอจะลาออกด้วยหรือ รสสุคนธ์ตอบหน้านิ่งว่าบริษัทล้มแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะล้มตามไปด้วย ทยุตชวนปัทม์ไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกันไหม ตนกับรสสุคนธ์ลงขันกันเปิดบริษัทใหม่ได้พักหนึ่งแล้ว ถามปัทม์ว่า

“จะสนใจทำไม อนาคตพี่ไม่ได้จบอยู่ที่นี่ซะหน่อย”

“ผมต้องอยู่ อยู่เพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่พวกคุณทำทิ้งไว้นั่นแหละ”

“ในเมื่อพี่อยากเป็นคนดีอยู่ที่นี่ ผมก็คงต้องตามใจพี่ล่ะครับ” แล้วทยุตก็เดินออกไป รสสุคนธ์ไม่กล้าสบตาปัทม์หันเดินตามทยุตออกไปเงียบๆ

ooooooo

ปัทม์ไปหารสสุคนธ์ที่บ้าน เขาหยุดที่หน้าบ้านจินตนาการว่ารสสุคนธ์กับทยุตกำลังดื่มฉลองกัน พอเห็นปัทม์รสสุคนธ์ก็ชวนเข้าไปดื่ม ปัทม์ถามอย่างรับไม่ได้ว่า

“คุณยังมีหน้ามาชวนผมดื่มอีกเหรอ”

ปัทม์ถามรสสุคนธ์กับทยุตว่ารวมหัวกันหลอกใช้ตนเป็นเครื่องมือโกงบริษัทมานานแค่ไหนแล้ว ทยุตรับหน้าแทนรสสุคนธ์ว่าพูดแบบนี้พวกตนฟ้องหมิ่นประมาทได้ ปัทม์ท้าว่าตนก็จะแจ้งความจับพวกเขาฐานฉ้อโกง แต่ปัทม์ก็ถูกทยุตชกเข้าเต็มหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว

ปัทม์สะบัดหัวจากจินตนาการ รวบรวมสติก้าวเข้าไปในห้องโถงบ้านรสสุคนธ์ เจอรสสุคนธ์จิบไวน์อยู่กับทยุตจริงๆ รสสุคนธ์ชวนปัทม์นั่ง ถามว่ามาหาถึงที่นี่มีอะไรหรือเปล่า

“คุณคิดดีแล้วใช่ไหมเรื่องที่จะลาออก”

รสสุคนธ์พยักหน้ารับ ปัทม์ตั้งคำถามต่อ

“แล้วทำไมคุณไม่บอกผมแต่แรกว่าคุณเปิดบริษัทใหม่รอไว้แล้ว”

รสสุคนธ์บอกว่าตนอธิบายได้ แล้วเล่านับแต่ก่อนปัทม์เข้ามาทำงานว่า

“ก่อนที่ปัทม์จะเข้ามาทำงานที่นี่ บริษัทก็ใกล้จะเจ๊งอยู่แล้ว รสกับทยุตก็เลยจำเป็นต้องหาทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน ด้วยการเจียดเงินเก็บลงขันกันเพื่อเปิดบริษัทใหม่ ...ช่วงแรกๆระหว่างที่เราเดินหาลูกค้าด้วยกันรสกับทยุตก็ได้โอกาสที่จะหาลูกค้าใหม่ให้กับบริษัทตัวเองด้วย”

นั่นคือการแจกนามบัตรส่วนตัวของทั้งสองให้แก่เจ้าของร้านค้าที่ไปติดต่อขณะนั้นบอกว่ามีอะไรให้ติดต่อตนโดยตรงได้เลย รสสุคนธ์บอกว่าตนทำเพื่อเป็นหลักประกันว่าถ้าบริษัทนี้เจ๊งเราก็ยังมีที่ไป

ปัทม์ถามว่า “แน่ใจหรือว่าที่เล่ามาคือความจริงทั้งหมด...บอกความจริงมาเถอะ พวกคุณสมศักดิ์เขาเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว”

สมศักดิ์ โตมร และญานีเป็นหัวหน้าแผนกที่ลาออก ปัทม์เป็นห่วงว่าให้รอได้งานใหม่ก่อนค่อยออกพวกเขาบอกว่ารับปากทยุตแล้วว่าจะไปทำงานกับบริษัทที่เขาตั้งมาได้สักพักแล้ว

เมื่อปัทม์รู้ความจริงและคาดคั้นกับรสสุคนธ์และทยุต ทยุตย้อนถามว่าแล้วมันผิดตรงไหน ตนแค่ชวน แต่ถ้าเขาไม่อยากมาใครจะไปฝืนใจเขาได้ ปัทม์ถามรสสุคนธ์ว่ามีอะไรจะสารภาพไหม รสสุคนธ์บอกว่าทั้งหมดนี้

ตนทำเพื่อปัทม์ เพื่อเรานะ

ปัทม์วกมาถามว่าที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายสูงขึ้นแต่ทำไมกำไรไม่สูงตามไปด้วย รสสุคนธ์แกล้งตกใจถามว่าปัทม์จะบอกว่ามีคนโกงบริษัทหรือ ปัทม์ถามว่าพวกคุณพอรู้ไหมว่าเป็นฝีมือใคร รสสุคนธ์ย้อนถามว่าแล้วตนจะรู้ได้ยังไง

ปัทม์จึงเปิดเผยความจริงว่าตนสงสัยจะมีการทุจริตในบริษัทเลยสั่งให้มีการตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง และเจอหลักฐานการทุจริตของเธอกับทยุต รสสุคนธ์ไม่เชื่อ ปัทม์จึงอ้างหลักฐานที่พบ รสสุคนธ์บอกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเอกสารถูกไฟไหม้หมดแล้ว

“เป็นไปได้สิ เพราะเอกสารพวกนี้ผมได้มาก่อนที่ไฟจะไหม้”

ทั้งทยุตและรสสุคนธ์ตะลึงอึ้ง รสสุคนธ์พยายามแย่งเอกสาร ปัทม์ดึงมือหลบจ้องหน้าอย่างจับผิด ยื่นคำขาดว่า

“ถ้าคุณยอมสารภาพความจริงทั้งหมด ผมก็จะคืนหลักฐานพวกนี้ให้คุณ ว่าไง มีอะไรจะบอกผมอีกไหม”

รสสุคนธ์ปากแข็งว่าตนบอกความจริงไปหมดแล้วถ้าไม่เชื่อก็จนใจ ปัทม์ตัดบทว่างั้นเธอก็ไปพูดความจริงกับตำรวจก็แล้วกันแล้วหันหลังจะออกไป รสสุคนธ์ท้าว่าเอาเลย เพราะถ้าเรื่องถึงตำรวจคนแรกที่เดือดร้อนก็คือตัวเขาเองเพราะเอกสารทุกใบเขาเป็นคนเซ็นอนุมัติ

เขาต้องรับผิดชอบไม่ใช่ตน


“แล้วถ้าผมมีหลักฐานการทุจริตของคุณกับทยุตก่อนที่ผมจะเข้ามา มันพอจะทำให้คุณต้องรับผิดชอบไหม”

รสสุคนธ์อึ้ง ปัทม์จึงจะกลับ รสสุคนธ์รีบเรียกไว้

“เดี๋ยว”

ooooooo

ที่แท้เหตุการณ์ทั้งหมดถูกวางแผนอย่างแยบยลมาแล้ว นับแต่ทยุตกับรสสุคนธ์วางแผนให้ไตรคุณเชื่อถือปัทม์และไว้วางใจให้ปัทม์มาบริหารบริษัทที่กำลังย่ำแย่ว่าจะช่วยให้บริษัทกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

เมื่อไตรคุณยกตำแหน่งผู้บริหารให้ปัทม์ทำแทนไตรภพ ทยุตกับรสสุคนธ์ก็ปิดห้องประชุมคุยกับทีมงานตัวหลักๆที่ตนดึงมาทำงาน โดยให้ทุกคนช่วยกันทำให้ผู้บริหารเชื่อมั่นว่าพวกเราสร้างกำไรได้อย่างง่ายๆ และรวดเร็ว เพื่อเขาจะได้อยู่ฝั่งเราแล้วโยกโมเดลการทำงานที่นี่ไปสร้างบริษัทของเราที่ตนเปิดรอไว้แล้ว

แต่พอปัทม์เริ่มสงสัยว่ามีการทุจริตในบริษัทและขอดูข้อมูลย้อนหลังจากฝ่ายบัญชี ทยุตก็แก้เกมด้วยการแจ้งเจ้าหน้าที่ สคบ.ให้มาตรวจสอบน้ำตาลในน้ำอัดลมว่าเกินค่ามาตรฐาน ดึงพี่หมอกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาให้ข้อมูลสื่อถึงผลร้ายของการกินน้ำตาลมากเกินไป เพื่อให้คนรู้สึกว่าน้ำอัดลมของเราคือยาพิษ

 เวลานั้นรสสุคนธ์ติงว่าทำแบบนี้บริษัทจะไม่แย่หรือ ทยุตพูดอย่างเลือดเย็นว่า

“ก็คือเป็นการกำจัดคู่แข่งไงพี่ ในเมื่อบริษัทเราพร้อมแล้ว ที่นี่ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

หลังจากนั้นทยุตก็วางเพลิงที่ห้องเก็บเอกสารโดยมีรสสุคนธ์คอยดูต้นทางให้

ปัทม์บอกนักข่าวที่มาสัมภาษณ์อย่างเจ็บปวดว่า

“ทยุตจัดฉากให้ผมเข้าใจว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่ไม่สำเร็จ แต่ที่จริงๆแล้วเขาไม่เพียงไม่ติดสินบนเจ้าหน้าที่แต่กลับสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ฟ้องบริษัท”

เวลานั้นเมื่อปัทม์ฟังรสสุคนธ์เล่าแล้วถามว่าทำไมต้องเป็นตน รสสุคนธ์บอกว่าเพราะเขาเป็นคนซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เลยง่ายที่จะทำให้คุณไตรคุณเชื่อและไว้ใจ ที่สำคัญคือเขาเป็นคนดี แต่ก็ยังยืนยันว่าตนทำ

ทุกอย่างเพื่ออนาคตของเรา เพราะ “รสรักปัทม์”

“คนรักกันเขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก” ปัทม์ยิ้มสมเพชตัวเอง “พวกคุณเก่งขนาดนี้แล้วผมจะเอาหลักฐานที่ไหนมาเอาผิดพวกคุณได้”

รสสุคนธ์กับทยุตงงๆ ปัทม์จึงเอาซองเอกสารยัดใส่มือรสสุคนธ์แล้วเดินเจ็บปวดออกไป รสสุคนธ์ยืนมองปัทม์เดินออกไปแล้วส่งซองเอกสารให้ทยุต ทยุตรับไปเปิดดู พลันก็ร้องเหมือนถูกผีหลอก

“กระดาษเปล่าพี่รส!”

“ว่าไงนะ!”

ทั้งสองดูกระดาษเปล่าในซองอึ้ง

ooooooo

ปัทม์เล่าความเจ็บปวดในอดีตให้นักข่าวฟังแล้วสรุปด้วยรอยยิ้มว่า

“ตลกดีนะ ที่สุดท้ายผมใช้แค่กระดาษเปล่า ก็หลอกให้เขาสารภาพความจริงทั้งหมดได้ อย่างหนึ่งที่ผมเสียดาย คือผมเสียดายเพื่อนคนนี้ ผมไว้ใจเขามาก ไม่น่าทำกับผมอย่างนี้เลย”


แต่ปัทม์ก็ยังมองรสสุคนธ์ว่าเธอเป็นคนดีแค่เห็นแก่ตัวมากเกินไปเท่านั้น

“แล้วยังไงต่อไปคะท่าน” นักข่าวถามอย่างติดลม

“หลังเกิดวิกฤติหนักของบริษัท ท่านประธานเครียดหนักจนทำให้อาการป่วยทรุดหนักลง ผมไปเยี่ยมท่านเพื่อจัดการกับอนาคตตัวเอง”

ปัทม์เล่าว่าตนไปขอโทษที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น และจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง แต่ไตรคุณบอกว่าไม่ต้อง เพราะตนจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ กิจการก็ไม่มีคนสืบทอดอยู่แล้ว ถ้ามันจะต้องจบแบบนี้ก็ปล่อยมันไปเถิด บอกให้ปัทม์ไปได้แล้วตนอยากพักผ่อน

เมื่อปัทม์เล่าความจริงทั้งหมดให้ไตรภพฟัง เขาขอโทษและยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง

“ไม่ต้องหรอก ถ้าอยากช่วยก็ช่วยลาออกซะ”

เมื่อปัทม์ไม่ยอมลาออก ไตรภพจึงออกคำสั่งไล่ออก และขอปัทม์อย่าโทษตัวเองเลย พูดอย่างรู้สึกผิดว่า

“ถ้าจะมีใครผิด คนคนนั้นก็คือผม...ถ้าผมเชื่อพ่อทุกอย่างมันคงไม่เป็นแบบนี้...เอาล่ะ คุณไปซะเถอะ

ต่อจากนี้ขอให้คุณโชคดีแล้วกัน”

ปัทม์เล่าด้วยสีหน้าเศร้าว่า หลังจากนั้นไม่นานท่านประธานก็เสียชีวิต ตนนั่งซึมอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนหลายวัน ไม่กิน ไม่นอน ความเศร้าวนกลับมาในชีวิตอีกครั้ง...

“ผมนั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดแล้วถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วจะไปทางไหนต่อ”

ฝ่ายหนูตุ่นอยู่ที่ทำงาน เห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวบริษัทที่ปัทม์ทำงานอยู่ถูกสั่งปิดก็รีบโทร.หาปัทม์

แต่ปัทม์หมดสภาพกับความผิดหวังในชีวิตอยู่ในห้อง

ที่ข้าวของเรี่ยราดไม่มีใจที่จะรับโทรศัพท์

หนูตุ่นโทร.ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่มีคนรับสาย ร้อนใจ ทนไม่ได้ขอลางานกับ บก. หนึ่งวัน แล้วเดินอ้าวออกไปเลย

“หนู...รีบไปไหนของเขา”

อารักษ์เรียก แต่หนูตุ่นเดินอ้าวไปแล้ว

ooooooo

หนูตุ่นลิ่วไปที่บ้านเช่า เจอปัทม์นั่งหมดอาลัย ตายอยากอยู่ในห้องมืดๆ หนูตุ่นรีบไปเปิดหน้าต่างให้แสงเข้า โผเข้าให้กำลังใจ ปัทม์บอกว่าตนไม่เหลืออะไรแล้ว หนูตุ่นไปเถอะ ไปอยู่กับคนที่หนูตุ่นรักแล้วทำให้ชีวิตของหนูตุ่นดีขึ้น

ในเวลาอย่างนี้ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังอ้อมค้อมกันอีกแล้ว หนูตุ่นถามปัทม์ว่า

“จะให้หนูตุ่นไปจากพี่ได้ยังไงคะ ในเมื่อพี่ปัทม์คือคนที่หนูตุ่นรัก”

ปัทม์อึ้ง ถามว่าแล้วอ้นล่ะ

“อ้นคือเพื่อนที่ดีที่สุดของหนู แต่คนที่หนูรักคือพี่ปัทม์”

ปัทม์บอกหนูตุ่นว่าอย่าเสียเวลากับตนเลย ตนไม่เหลืออะไรแล้ว


“ใครว่า...พี่ยังมีไร่ มีบ้านที่เชียงราย ยังมีคนที่เขารักและใส่ใจพี่อยู่อีกตั้งเยอะ แล้วที่สำคัญพี่ก็ยังมีหนู พี่ปัทม์เคยบอกหนูเองนะว่าเวลาที่เราจะดูใจคนก็ต้องดูตอนที่เราลำบาก แล้วอย่างนี้พี่ปัทม์จะให้หนูทิ้งพี่ไปได้ยังไง”

“ขอบคุณหนูตุ่นที่ไม่ทิ้งกันไปไหน พี่รักหนูตุ่นนะ” ปัทม์โผกอดหนูตุ่นไว้แนบแน่น

“หนูตุ่นก็รักพี่ค่ะ เราจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกันนะคะ”

ทั้งสองกอดกันแน่น ไม่มีคำพูดใดๆ มีแต่สัมผัสที่มอบแก่กันอย่างอบอุ่นลึกซึ้ง

ปัทม์สรุปกับนักข่าวในห้องว่าเป็นอีกครั้งที่หนูตุ่นได้เข้ามาเตือนสติตน ครั้งแรกตอนที่แม่เสีย ครั้งที่สองตอนเสียน้าพร และครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว นักข่าวถามว่าแล้วความสัมพันธ์ของคุณตรีชวากับคุณอ้นล่ะ

“เราตกลงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันค่ะ”

นักข่าวถามปัทม์ว่าหลังจากนั้นท่านทำอะไรต่อ

“กลับบ้านครับ”

ooooooo

ปัทม์พาหนูตุ่นกลับไปที่ไร่เงียบๆ แนะนำกับทุกคนที่ไร่ว่า “นี่หนูตุ่น เป็นแฟนผมครับ”

อ้ายคำถามมิ่งขณะออกไปเอาน้ำดื่มมาให้ปัทม์กับหนูตุ่นว่าแฟนใหม่หรือ หน้าคุ้นๆ มิ่งจำได้บอกว่าเป็นคนที่เคยมางานศพน้าพรกับแม่พี่ปัทม์ไง

เอ้ถามเสียงอ่อยว่าตกลงเขาเป็นแฟนกันจริงเหรอ อ้ายคำยืนยันว่าได้ยินเต็มสองหูเลย บ่นเอ้ว่า

“เอ็งมันปากหนักเอง ชอบเขาแต่ไม่กล้าพูด ในเมื่อเขามีแฟนแล้วเอ็งก็ตัดใจเสียเถอะวะนังเอ้”

ฝ่ายหนูตุ่นพออยู่กันลำพังก็ถามปัทม์ว่า “นี่หนูไปตกลงเป็นแฟนกับพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเลยได้ไหม” แล้วทำท่าจะกอดหนูตุ่น

พลันก็ชะงักเขินเมื่อมิ่งเอาน้ำดื่มมาให้เลยเฉไฉถามว่าตอนที่ตนไม่อยู่ไร่เป็นยังไงบ้าง มิ่งเลยชวนไปเที่ยวไร่กัน ปัทม์ชวนหนูตุ่นไปด้วย

อ้ายคำ มิ่ง และเอ้พาปัทม์กับหนูตุ่นชมไร่ ปัทม์ขอบคุณที่ทุกคนดูแลไร่ให้อย่างดี

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ที่นี่มันคือบ้านของพวกเรานะปัทม์ อีกอย่างเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน”

เป็นคำพูดที่ปัทม์ฟังแล้วซึ้งใจ อบอุ่นมาก

เมื่อไปชมไร่อีกด้านหนึ่งอ้ายคำชี้ให้ดูสมุนไพรหลายชนิดบอกว่าปลูกไว้จะได้มีผลผลิตให้เก็บตลอดทั้งปี มิ่งเสริมว่าลุงเขาเน้นความพออยู่พอกิน นอกจากปลูกไว้กินเองแล้วก็แบ่งขายตลาดด้วย ปลูกได้มากก็ขายมาก ปลูกน้อยก็ขายน้อย ซึ่งก็พอขายได้

“อีกหน่อยสมุนไพรจะมีความต้องการสูง เพราะคนสุขภาพไม่ดีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าในอนาคตตามโรงพยาบาล ตามบริษัทที่ผลิตยาจากสมุนไพรจะเป็นลูกค้าของเราเพราะเขาจะเอาไปสกัดทำยา”

“ก็ดีสิวะ ถ้านังพรยังอยู่มันคงดีใจนะ ที่สิ่งที่มันรักที่มันสร้างมากับมือจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น”


“ครับ” ปัทม์รับคำแววตามุ่งมั่น

ปัทม์บอกหนูตุ่นว่าตนจะทำไร่ทำสวนอยู่ที่นี่คงไม่กลับกรุงเทพฯอีกแล้ว หนูตุ่นติงว่าอย่าลืมว่าพี่ฝันจะทำน้ำสมุนไพรอยู่ไม่ใช่หรือ ปัทม์บอกว่าเป็นฝันที่เลือนราง

“ฝันที่กำลังจะกลายเป็นจริงต่างหาก...” หนูตุ่น

กุมมือปัทม์ให้กำลังใจว่าอย่าเพิ่งท้อ เพราะ “ตอนนี้

พี่มีพร้อมทั้งความรู้และประสบการณ์ หนูมั่นใจว่าพี่ต้องทำได้แน่ เรามาลองสู้กันดูอีกสักตั้งนะคะ หนูจะคอยช่วยพี่อีกแรง”

เป็นอีกครั้งที่หนูตุ่นเป็นกำลังใจและผลักดันให้ปัทม์เริ่มความฝันของตัวเองอีกครั้ง ปัทม์ขอบคุณที่หนูตุ่นยืนเคียงข้างเสมอไม่เคยทิ้งกันเลย

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเต็มใจ”

“พี่รักหนูตุ่นนะ”

“หนูตุ่นก็รักพี่ค่ะ”

ปัทม์ดึงหนูตุ่นเข้าไปกอด บรรจงหอมหน้าผากอย่างทะนุถนอม...

ooooooo

หลังจากนั้นปัทม์เรียกทุกคนในบ้านมาประชุมปรึกษากันเรื่องทำน้ำสมุนไพร ทุกคนเห็นด้วย และหนูตุ่นก็ช่วยทำให้ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำน้ำสมุนไพร ช่วยกันชิม ติเติมเสริมปรุงจนรสกลมกล่อม จากนั้นก็ช่วยกันคิดเรื่องขวดว่าต้องออกแบบให้พกพาง่ายและช่วยให้น้ำสมุนไพรดูน่ากินมากขึ้น หนูตุ่นอาสาจะให้อ้นช่วยออกแบบให้

หนูตุ่นเดินทางกลับกรุงเทพฯเพื่อให้อ้นช่วย

ออกแบบทุกอย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนปัทม์อยู่ที่ไร่ก็จะพัฒนาสูตรจนกว่าจะได้รสที่ใช่จริงๆ

พอหนูตุ่นกลับไปเจออารักษ์ เขาต่อว่าที่หายไปไม่บอกกันทำให้เป็นห่วงแทบแย่ หนูตุ่นเอาน้ำสมุนไพรให้ชิมและขอให้ช่วยออกแบบขวดให้ด้วย อ้นยินดีแต่ขอแบบบ้านที่เคยออกแบบให้หนูตุ่นคืน พอหนูตุ่นเอามาคืน อ้นก็หายไปจนอีกวันจึงมาพร้อมแบบบ้านใหม่สำหรับหนูตุ่นกับพี่ปัทม์ สารภาพว่าหลังเก่าที่เคยออกแบบให้นั้นตนแอบซ่อนความรู้สึกอยู่ในนั้นด้วย เลยตัดสินใจออกแบบให้ใหม่

อ้นยังเอาแบบร่างขวดน้ำสมุนไพร 3-4 แบบให้ดู หนูตุ่นชมว่าสุดยอดจริงๆ บอกว่าขาดแต่ยี่ห้อ อ้นแนะว่าไม่ลองถามเจ้าของเขาดูล่ะ

เพียงกลางวันวันนี้ปัทม์ก็โทร.ทางไกลมา หนูตุ่นอวดว่าอ้นออกแบบขวดให้แล้ว สวยดีพี่ปัทม์น่าจะชอบเสียแต่ยังไม่มีชื่อ ปัทม์รับปากว่า

“แล้วพี่จะคิดชื่อส่งไปนะ”

แล้วปัทม์ก็ให้ทุกคนในไร่ช่วยกันคิด ทั้งอ้ายคำ มิ่ง และเอ้ช่วยกันคิดแต่ไม่ถูกใจ

ปัทม์โทร.ไปหาหนูตุ่นเสนอชื่อสมุนไพรไทย หนูตุ่นแซวว่าตกลงขายยาหรือขายน้ำกันแน่ ปัทม์เสนอ

ชื่ออื่นอีกแต่ก็ไม่ถูกใจ หนูตุ่นเสนอให้ตั้งชื่อที่ติดปากง่ายหรือไม่ก็มีเรื่องราวอยู่ในชื่อหน่อย ในที่สุดปัทม์ตั้งชื่อว่า

“Fight”


อ้นรับชื่อไปออกแบบ หนูตุ่นยังให้อ้นช่วยทำใบปลิวเพื่อจะได้เอาไปแจกเวลาไปส่งขนมด้วย อ้นถามว่าแล้วจะเอาน้ำสมุนไพรพวกนี้ไปขายยังไง ปัทม์บอกว่าต้องหารถสักคัน อ้นเสนอว่าที่บ้านมีรถกระบะให้พี่ปัทม์เอาไปใช้ก่อนจะมีประโยชน์กว่าจอดทิ้งไว้มีแต่นับวันจะพัง

ปัทม์เกรงใจที่จะเอารถอ้นมาใช้ฟรีๆ หนูตุ่นบอกว่าไม่ต้องคิดมากเพราะอ้นเขาเสนอมาเองแบบนี้แสดงว่าเขาเต็มใจ

ทั้งสองเข้าไปในร้านอาหารตามสั่ง ปัทม์บ่นเสียดายที่อ้นรีบกลับไปก่อนเลยไม่ได้เลี้ยงข้าวที่อุตส่าห์ช่วย

ในร้านอาหารนี้เอง ปัทม์กับหนูตุ่นเห็นตู้แช่

ในร้านเต็มไปด้วยน้ำอัดลมยี่ห้อ “ซีซ่า” ซึ่งเป็นยี่ห้อใหม่

ปัทม์มองอย่างสะเทือนใจที่ครั้งหนึ่งน้ำอัดลม TK เคยครองตลาดแบบนี้มาก่อน  

เพียงวันรุ่งขึ้น อ้นก็ขับรถกระบะมาที่บ้านปัทม์ ปัทม์เกรงใจมาก อ้นเลยบอกว่าถ้าพี่ปัทม์ไม่สะดวกใจจะซื้อต่อหรือเช่าก็ได้ แต่ถ้าช่วงนี้ยังไม่พร้อมก็เอาไปใช้ก่อน ตนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

“คุณนี่รู้ทันผมอีกคนแล้ว เหมือนหนูตุ่นเลย”

“หนูตุ่นเขาเล่าเรื่องพี่ปัทม์เอาไว้เยอะน่ะครับ หนูตุ่นเขาอยากให้พี่มีความสุข ผมก็อยากให้หนูตุ่นมีความสุขเหมือนกัน” อ้นเห็นปัทม์มีท่าทีจะปฏิเสธ

เลยพูดดัก “พี่ปัทม์ เราก็ลูกผู้ชายด้วยกัน ผมดูออกนะ”

“แต่นายก็ชอบหนูตุ่นไม่ใช่เหรอ”

“ระหว่างผมกับหนูตุ่น เอาจริงๆแล้วเราก็เป็นได้แค่เพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้นแหละครับ”

ปัทม์เล่าถึงตอนนี้แล้ว เขาบอกนักข่าวอย่างชื่นชมว่า

“ผมนับถือน้ำใจของอารักษ์จริงๆนะ ทั้งๆที่เขารักหนูตุ่นหมดหัวใจ แต่เขาก็ยินดีช่วยเหลือผมอย่างเต็มที่ จนผมลืมไปเลยว่าผมเคยรู้สึกไม่ดีกับเขาในช่วงแรกๆ”

อ้นเอารถไปให้ปัทม์ไม่นาน หนูตุ่นก็มาถึงทักว่าอ้นมาแต่เช้าเลย แซวปัทม์ว่าไม่เห็นมีน้ำสมุนไพรมาให้ ชื่นใจเลย ปัทม์บอกว่าเห็นหนูตุ่นกินมาเยอะแล้วกลัวจะเบื่อ

หนูตุ่นเล่าถึงอดีตที่ทำน้ำสมุนไพรแล้วขายไม่ออกจนต้องระดมกินกันเองจนแทบไม่ได้กินข้าวเย็นเลย แต่พอบ่อยๆเข้าก็ไม่ไหวเหมือนกัน

“แต่...ครั้งนี้ผมคงไม่ต้องช่วยพี่กินน้ำสมุนไพรที่เหลือใช่ไหมครับ”

“คราวนี้ผมกวาดหมดหน้าตักแล้วล่ะ เงินเก็บก้อนสุดท้ายของผม ผมจะทำมันให้เต็มที่ แล้วมาดูผลลัพธ์กัน”

ทั้งสามยกแก้วน้ำสมุนไพรขึ้นชนแก้วอย่างพร้อมลุยไปกับ “Fight”

ooooooo

เมื่อปัทม์ประกาศเทหมดหน้าตักเพื่อทำน้ำสมุนไพร หนูตุ่นถามว่าแล้วพี่ปัทม์ทำคนเดียวไหวหรือเพราะตนกับอ้นจะมาช่วยได้ก็ในวันหยุดเท่านั้น

ปัทม์ถามว่าหนูตุ่นลืมใครไปรึเปล่า แต่ยังอำไว้ไม่บอก

ที่ไร่สมพร ขณะอ้ายคำกับมิ่งกำลังพรวนดินต้นสมุนไพรอยู่ เอ้หิ้วปิ่นโตมาตะโกนเรียกให้มากินข้าว ทั้งสองไม่สนใจแต่พอเอ้บอกว่ามีข่าวดีมาบอก ทั้งอ้ายคำกับมิ่งก็เดินอ้าวเข้ามาถามว่าข่าวดีอะไร

“พี่ปัทม์จะทำน้ำสมุนไพรขายอีกครั้ง เขาเลยจะขอแรงให้พวกเราไปช่วยเขาทำที่กรุงเทพฯ”

มิ่งตื่นเต้นที่จะได้ไปกรุงเทพฯ แต่อ้ายคำบอกว่าตนไม่อยากทิ้งที่นี่ไปนานๆ เอ้ตามใจลุง ตนกับมิ่งจะไปลุยกับพี่ปัทม์อีกสักตั้ง มิ่งปลอบใจว่าจะเที่ยวเผื่อลุงแล้วกัน

ปัทม์ขับรถกระบะคันนั้นไปรับเอ้กับมิ่งและเอาสมุนไพรที่ไร่มาเต็มรถ ระหว่างทางก็แวะร้านขายของชำเอาน้ำสมุนไพรที่แช่ในกระติกน้ำแข็งให้เจ้าของร้านชิมเอ่ยปาก “ฝากด้วยนะครับเฮีย”

ปัทม์บอกนักข่าวว่าตนได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกร้านที่เคยไปดีลด้วย เป็นโชคดีที่ตอนทำงานอยู่บริษัทน้ำอัดลมตนชอบไปส่งน้ำตามร้านกับพนักงานจึงได้รับมิตรภาพและความห่วงใยจากพวกเจ้าของร้าน

ปัทม์ยังคิดว่าเราไม่ได้ขายแค่น้ำสมุนไพร แต่เราขายประโยชน์ของมันที่มีต่อสุขภาพ น้าพรเคยบอกว่า

“ของพวกนี้วันหนึ่งมันจะมีค่ามากกว่าทอง โลกมันเจริญแค่ไหน คนก็ต้องกลับมากินมารักษาด้วยวิถีธรรมชาติ สมุนไพรพวกนี้คือคำตอบของวันนี้และอนาคตข้างหน้า จำคำพูดน้าเอาไว้”

ปัทม์ขับรถปุเลงๆจากเชียงรายกว่าจะมาถึงกรุงเทพฯทั้งมิ่งทั้งเอ้ก็สะบักสะบอม พอมาถึงปัทม์ก็ลงจากรถมาขนสมุนไพรที่ท้ายรถ แต่มิ่งยังยืนพะอืดพะอมจนเอ้เร่งให้มาช่วยขนสมุนไพร

เอ้ขนสมุนไพรไปก็ถามปัทม์ไปว่าปกติคนกรุงเทพฯเขาเที่ยวที่ไหนบ้าง วันหลังพาพวกตนไปเที่ยวมั่ง

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพวกเราได้เที่ยวกันรอบกรุงเทพฯแน่ๆ” ปัทม์หัวเราะมีเลศนัยเพราะต่อไปต้องตระเวนส่งน้ำสมุนไพรกันอยู่แล้ว

ooooooo

วันต่อมารถกระบะติดสติกเกอร์น้ำสมุนไพร “Fight” ข้างรถจอดนิ่งสนิทอยู่กลางสี่แยกไฟแดงท่ามกลางแดดเปรี้ยงอากาศร้อนระอุ ปัทม์กับหนูตุ่นนั่งเซ็งอยู่ในรถ พอไฟเขียวหายใจได้ไม่กี่อึดไฟแดงอีกแล้ว!

หนูตุ่นบ่นว่ารถติดร้อนขนาดนี้ถ้าได้น้ำเย็นๆ สักแก้วก็คงดี ปัทม์หันหาน้ำรอบตัวไม่มีน้ำเหลือสักขวด ปัทม์มองไปที่รถคันอื่นคนในรถแต่ละคันก็อยู่ในสภาพร้อนกระวนกระวายไม่ต่างกัน หนูตุ่นบ่นอีก

“รถติดแบบนี้ถ้ามีตู้เย็นตั้งขายน้ำริมถนนก็ดีนะ”

ปัทม์ยิ้มชมว่าช่างคิดจริงๆ ก็พอดีคนหิ้วกาแฟชาดำเย็นมาขายข้างทาง หนูตุ่นเปิดกระจกรถสั่งชาดำ สองถุง แต่คนขายถูกรถคันอื่นเรียกซื้อหมดไปแล้ว หนูตุ่นบ่นเสียดายจังซื้อไม่ทัน

“ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมจะทำอะไรให้คนรู้จักน้ำสมุนไพรของผมได้เร็วที่สุด” ปัทม์ยิ้มกว้างบอกนักข่าว

ปัทม์เรียกเอ้กับมิ่งให้มาช่วย หนูตุ่นให้อารักษ์ดูแลเรื่องขวด อารักษ์ถามว่าต้องการสักกี่ขวด 100-200 พอไหม ปัทม์บอก 1,000 ขวด ทุกคนอึ้ง เอ้ถามว่าจะขายหมดภายในกี่วัน ปัทม์บอกคิดไว้สามวัน หนูตุ่นบ่นว่าบ้าไปแล้ว วันก่อนไปวางขายที่ร้านยังขายได้ไม่ถึงสิบขวด

“รับรองหมดแน่ ถ้าหมดแล้วขอให้ทุกคนช่วยกันทำชุดต่อไปเลยนะครับ” เอ้ถามว่าพี่ปัทม์เอาความคิดนี้มาจากไหน ปัทม์ตอบทันทีว่า “จากน้าพร”

ทุกคนงุนงงไม่เข้าใจว่าปัทม์จะทำอะไร อย่างไร และความคิดของน้าพรคืออะไร แต่ก็ทำน้ำสมุนไพรตามที่ปัทม์บอก

ooooooo

เมื่อได้น้ำสมุนไพรตามที่ต้องการแล้ว ปัทม์เอาใส่ถังน้ำแข็งใบใหญ่ขับรถพาเอ้กับมิ่งไป ระหว่างนั่งในรถปัทม์อธิบายให้เอ้กับมิ่งฟังว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เอ้ตกใจไม่คิดว่าจะมีใครบ้าทำอะไรแบบนี้ ถามว่า

“พี่ปัทม์เอาจริงเหรอ”

“ถ้าไม่กล้าก็นั่งอยู่ในรถ”

ปัทม์ลงจากรถพับแขนเสื้อทะมัดทะแมงลงไปเปิดถังน้ำแข็งหยิบขวดน้ำสมุนไพรที่แช่เย็นเจี๊ยบเดินไปเคาะกระจกรถที่จอดอยู่ข้างๆ พอคนในรถลดกระจกลงปัทม์ส่งขวดน้ำสมุนไพรให้พูดหน้าตายิ้มแย้ม

“รถติดร้อนขนาดนี้ แจกน้ำสมุนไพรฟรีครับ ดื่มแก้กระหายจับใจเลยครับ”

พอคนในรถรับไปดื่ม ปัทม์ถามเป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่าดีสดชื่นดี ปัทม์ถามอีกขวดไหม

“แบ่งคนอื่นๆบ้าง เขาจะได้หายร้อนเหมือนกัน ขายที่ไหนล่ะ”

“เร็วๆนี้ครับ ตอนนี้ให้ชิมก่อน”

เมื่อปัทม์ทำเป็นตัวอย่างเอ้กับมิ่งก็ทำตาม พอรถติดไฟแดงก็ลงจากรถเอาน้ำสมุนไพรเดินแจกรถที่ติดไฟแดง จนคนในรถเห็นปัทม์ เอ้ และมิ่งเดินมาก็เปิดกระจกรถรอรับแจกน้ำสมุนไพรกัน พอดื่มแล้วทุกคนก็คลายร้อนอารมณ์ดีขึ้น

การทำน้ำสมุนไพรไปแจกรถติดที่สี่แยกไฟแดงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ปัทม์ เอ้ กับมิ่งทำอย่างกระตือรือร้นและสนุกเพราะได้รับการตอบรับอย่างดี ปัทม์อธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า

“ถ้าจะทำธุรกิจมันก็ต้องมีการลงทุน การลงทุนมันก็มีความเสี่ยง ถ้าคนยังไม่รู้จักน้ำสมุนไพรของเราแล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าน้ำสมุนไพรของเรามันดียังไง ถ้าของดียังไงคนเขาก็บอกต่อ”

ขณะที่ปัทม์ เอ้ กับมิ่งแจกน้ำสมุนไพรที่สี่แยกไฟแดง อารักษ์กับหนูตุ่นก็ดูและถ่ายรูปอยู่บนสะพานลอย หนูตุ่นเห็นการแจกน้ำสมุนไพรข้างล่างคึกคักก็ลงไปช่วย อารักษ์อยู่บนสะพานลอยก็ถ่ายรูปปัทม์กับหนูตุ่นแจกน้ำสมุนไพรรัวๆ แถมยังคอยบอกคนที่ข้ามสะพานลอยว่าข้างล่างเขาแจกน้ำสมุนไพรกันใครหิวก็ไปรับแจกได้เลย หลายคนกระหายน้ำเดินย้อนไปรับแจกน้ำสมุนไพรกัน

อารักษ์เอารูปที่ถ่ายมาจัดเรียงให้หนูตุ่นไปถ่ายเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์แจกน้ำสมุนไพรของนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงกลางแดดเปรี้ยงตามสี่แยกที่รถติดไฟแดง ส่งไปตามหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ

วันต่อมาหนังสือพิมพ์ดังหลายฉบับก็ลงข่าวการแจกน้ำสมุนไพรตามสี่แยกไฟแดงกัน ไม่เพียงเท่านั้น ทีวีก็ออกข่าวพร้อมกับภาพการเดินแจกน้ำสมุนไพร

ผู้ประกาศสาวอ่านข่าวอย่างชื่นชมว่า

“เมื่อชายหนุ่มขับรถกระบะคันนี้ไปทั่วกรุงเทพฯในบริเวณที่มีรถติดแล้วลงไปแจกน้ำดื่มสมุนไพรท่ามกลางอากาศร้อนเป็นวันที่ 3 แล้ว เขาทำไปทำไม วันนี้ผู้สื่อข่าวของเราลงไปสัมภาษณ์ เชิญรับชมค่ะ”

ภาพปัทม์ หนูตุ่น เอ้และมิ่ง ปรากฏบนจอทีวี ปัทม์ถือขวดน้ำสมุนไพรให้สัมภาษณ์อย่างถ่อมตนว่า

“ผมไม่มีเงินมากพอที่จะทำการตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็เคยทำขายมาแล้วแต่ก็ขายไม่ได้เพราะคนยังไม่ค่อยรู้จัก ถึงตอนนี้เลยอยากทำให้คนกรุงเทพฯรู้จักน้ำสมุนไพรของผมครับ ไร่ผมปลูกเอง เก็บเองแล้วก็คั้นน้ำเองกับมือ” หนูตุ่นเสริมว่าพรุ่งนี้เป็นต้นไปเราจะไปแจกที่สวนสาธารณะ “สวนลุม สวนจตุจักร ใครที่รักสุขภาพไปเจอกันนะครับ”

นอกจากนี้หนูตุ่นยังเอาน้ำสมุนไพรไปฝาก บก. แล้วอารักษ์ก็ขออนุญาตเอาบทความเรื่องน้ำสมุนไพรที่เพื่อนทำขายลงในนิตยสารของเราด้วย บก.ยิ้มใจดีบอกว่าเอาสิ...เรื่องราวดีๆมีประโยชน์อย่างนี้ตนสนับสนุนอยู่แล้ว ชิมน้ำสมุนไพรที่หนูตุ่นเอามาฝากแล้วชม

“จะว่าไปน้ำสมุนไพรนี่อร่อยดีนะ ไม่หวานมาก เหมาะกับคนเป็นเบาหวานอย่างผมเลย”

หนูตุ่นกับอารักษ์สบตากันยิ้มหน้าบานไปเลย

ooooooo

นอกจากแจกตามสี่แยกไฟแดงแล้ว ปัทม์ยังเอาไปให้ครูอัญดื่มและฝากไปแจกเด็กๆด้วย

ปัทม์สรุปผลการทำงานให้นักข่าวฟังว่า

“เวลานั้นเป็นที่ฮือฮามาก เพราะผมไปแทบทุกแยกที่รถติดหนักๆของกรุงเทพฯเป็นเวลา 4 วัน น้ำสมุนไพร 1,000 ขวดที่ผมตั้งเป้าไว้ก็หมด”

หลังจากนั้นน้ำสมุนไพร “Fight” ก็วางขายตามตู้แช่ทั่วไป ผู้คนซื้อดื่มกันหนาตา และยังแตกกลายเป็นสินค้าหลายอย่าง มีทั้งขนมไทย “จงรัก” และสินค้าเพื่อสุขภาพ “พรจงดี” ของหนูตุ่นด้วย ปัทม์สรุปว่า

“หลังจากที่ผมไปเดินแจก เดินขาย ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปเลย ธุรกิจโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้ผมค่อยเป็นค่อยไปแบบไม่เร่งรีบ ผมต้องขอบคุณจริงๆที่มีเพื่อนดีๆคอยช่วยเหลือผมตลอด รวมถึงคนนี้” ปัทม์หันไปโอบกอดหนูตุ่นอย่างชื่นชม “จากนั้นหนูตุ่นก็ลาออกจากงานมาช่วยผมเต็มตัว”


มิ่งที่ช่วยปัทม์ทำทุกอย่างเพื่อให้น้ำสมุนไพรติดตลาด คุยอวดกับอ้ายคำว่า พอรวยตนก็จะไปอยู่เมืองนอก แต่งงานอยู่ที่นู่น ซึ่งปัทม์ก็เล่าอย่างภูมิใจว่ามิ่งได้ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จ ตอนนี้ไปเป็นคนดูแลเรื่องสินค้าส่งออกให้บริษัทของตนอยู่ที่เมืองนอก แต่งงานอยู่ที่นู่นเลย ส่วนเอ้กับอ้นก็ไม่รู้ปิ๊งกันตอนไหนตอนนี้ทั้งสองคนก็แต่งงานกัน เอ้ย้ายไปอยู่ที่บ้านอ้น

คงจะยุ่ง นานๆจะเจอกันที

“ส่วนเราสองคน...” ปัทม์เล่าเรื่องคนอื่นแล้ว พูดเรื่องตนกับหนูตุ่น “พี่อยากขอบคุณหนูตุ่น เป็นเพราะหนูตุ่นที่ทำให้พี่มีวันนี้” ปัทม์ถามว่าทำไมหนูตุ่นถึงอดทนอยู่กับตนตลอด หนูตุ่นย้อนถามว่าจำได้ไหมว่าหนูตุ่นเคยพูดอะไรกับพี่ปัทม์ตอนที่เรายังเด็กๆกันอยู่ เล่าความหลังเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า

“ตอนโน้นพี่เคยช่วยหนูไว้ หนูก็เลยบอกพี่ว่าหนูจะไม่ยอมให้พี่ปัทม์ตกระกำลำบาก...”

“พี่ขอบคุณหนูมากจริงๆนะ หนูทำให้พี่รู้ว่าพี่ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ...” ปัทม์หยิบแหวนออกมาพูดอย่างตื่นเต้น หนูตุ่นเองเห็นแหวนแล้วก็ตกใจทำตัวไม่ถูก “หนูทำให้พี่มีความกล้าทำในหลายๆสิ่งที่พี่ไม่เคยทำ หนูทำให้พี่รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่มีหนูอยู่ข้างๆ หนูทำให้พี่รู้สึกว่าพี่มีค่าทุกเวลาพี่รู้สึกไร้ค่า หนูทำให้พี่รู้สึกว่าพี่อยู่ไม่ได้โดยไม่มีหนู”

หนูตุ่นนิ่งอึ้งพูดไม่ออก

“พี่เคยสงสัยว่าทำไมเวลาผู้ชายจะขอผู้หญิงแต่งงานถึงต้องนั่งคุกเข่าลง จนถึงตอนนี้พี่ก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ แต่พี่รู้แค่อย่างนึงว่าถ้าเป็นหนู ถึงพี่ไม่รู้พี่ก็จะทำ...” ปัทม์คุกเข่าลงตรงหน้าหนูตุ่น “แต่งงานกับพี่นะ”

หนูตุ่นตื่นเต้นตื้นตัน จากที่เคยพูดเป็นต่อยหอยกลายเป็นพูดไม่ออก ไม่ว่าปัทม์จะพูดอะไรก็ตอบได้คำเดียว

“ค่ะ...ค่ะ...ค่ะ”

เมื่อสวมแหวนแล้ว ปัทม์กุมมือหนูตุ่นที่สวมแหวน พูดต่อจากหัวใจ...

“ผมต้องขอบคุณผู้หญิงคนนี้จริงๆ ผมบอกได้เลยว่าถ้าไม่มีเขา ผมคงไม่มีวันนี้ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่างในชีวิต คอยเตือน อยู่ข้างๆผมในวันที่ผม

ไม่เหลือใคร ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

ปัทม์เล่าว่า ตนล้มหลายครั้งกว่าจะถึงวันนี้ ตนไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้...

“แต่มันก็เป็นการสอนผมนะว่า ถ้าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องขยัน อดทน ท้อได้แต่อย่าถอย ไม่ใช่ว่าขายไม่ดีก็เลิก ขายไม่ดีก็ต้องกลับมาดูที่ตัวเองว่าทำไมถึงไม่ดี แล้วปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น”

“แต่ก็มีหลายคนนะคะที่ทำธุรกิจล้มแล้วล้มอีกจนเลิกพยายามไปเลย แล้วก็มักจะถามว่าแล้วจะต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่คะ” นักข่าวซัก

“มันคือคำถามเดียวกับที่ผมเคยถามแม่...ผมถามแม่ว่าเราต้องอดทนไปถึงเมื่อไร แม่บอกว่าไม่รู้ รู้แต่ว่าเราต้องอดทนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น...แม่ตอบผมว่าอย่างนั้นนะ”


เมื่อสัมภาษณ์จบแล้ว นักข่าวถามว่าแล้วเพื่อนที่เคยทำธุรกิจน้ำอัดลมกับคุณปัทม์เป็นยังไงบ้าง?

ปัทม์บอกว่าตนไม่ค่อยทราบเรื่องของพวกเขานัก แต่ความจริงคือ กลางปี 2540 บริษัทเขาล้มละลายตอนที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 เขากู้เงินมาทำธุรกิจเกินตัว

พอฟองสบู่แตกธุรกิจก็เลยพังครืนกลายเป็นหนี้ใน

ชั่วข้ามคืน แล้วทั้งสองก็ทะเลาะกัน ทยุตโทษว่าเพราะรสสุคนธ์เอาแต่กู้เงินมาทำโน่นทำนี่ แล้วตอนนี้ล่ะเป็นไงเพราะคำแนะนำโง่ๆของเธอนั่นแหละเราถึงเจ๊งไง!

“ก็มึงไม่ใช่หรือที่เห็นด้วย ไหนล่ะ ไปคุยกับ

คนนั้นคนนี้ไว้จะให้ช่วย หายหัวไปไหนหมด!”

ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรงต่างโทษกันไปมา

จนทยุตไล่ตะเพิดรสสุคนธ์ออกไป รสสุคนธ์เดินออกไปนั่งพักหนึ่งก็หยิบปืนออกจากกระเป๋าวางไว้บนโต๊ะ มองที่ปืนนิ่งแล้วหยิบขึ้นมา ครู่เดียวก็มีเสียงปืนดังปัง!

ooooooo

ปัทม์สวมสูทเตรียมไปอีกงานหนึ่ง มาที่ห้องสัมภาษณ์เห็นกระเช้าแสดงความยินดีจากธนูกับเดือนกนกที่ยังทำโรงน้ำแข็ง กระเช้าจากอารักษ์กับเอ้ และเลขาก็เอากระเช้าของไตรภพมาแสดงความยินดี

ที่ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรู ปัทม์ขึ้นไปรับรางวัลผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรกลุ่มบริษัทพรจงดีที่ทำ

คุณประโยชน์แก่สังคม ปัทม์แสดงความยินดีกับทั้งคุณภูผาและคุณเพชร และคณะกรรมการกับทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ด้วย แล้วเล่าถึงความสำเร็จที่ได้มาวันนี้ด้วยความสำนึกว่า

“กว่าผมจะมาถึงวันนี้ได้ ผมโตขึ้นมาพร้อมกับคำด่าว่าผมเป็นลูกกะหรี่ครับ...ผมเป็นเด็กที่ถูก

เก็บมาเลี้ยง ไม่รู้จักพ่อแม่ที่แท้จริง แม่ที่เก็บผมมาเลี้ยงทำงานขายบริการครับ ผมเลยโตขึ้นมาในซ่อง ในสลัม แต่แม่ผู้ที่มีพระคุณที่สุดในชีวิตผมสอนผมว่า ไม่ว่าผมจะเกิดมายังไง แต่ผมเลือกที่จะเป็นได้ครับ ถ้าไม่มีแม่คนนี้ผมคงนอนตายอยู่ในบึงบัวแล้วล่ะครับ ผมต้องขอบคุณแม่ที่เลี้ยงผมมา ให้โอกาสผมมีชีวิต สั่งสอนผม”

ปัทม์ยังขอบคุณน้าพรที่ทำงานขายบริการเหมือนแม่ น้าเป็นแรงบันดาลใจทุกอย่างของสินค้าพรจงดี น้าเป็นคนสอนสมุนไพรและการทำตลาด ชีวิตผมมาจากความคิดและเรื่องราวของน้ากับแม่ผมครับ

ปัทม์ยังขอบคุณครูอัญที่ให้โอกาสตนเสมอ

ไม่ว่าตอนที่ตนเกเร เลือกทางผิด เหลวแหลกแค่ไหน ท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งตน

อีกคนคือภรรยา เขาไม่เคยทอดทิ้งตนไปไหน ทำให้เวลาเจออุปสรรคตนไม่เคยกลัว ถือว่านั่นคือประสบการณ์ชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลาน เป็นบทเรียน

“สุดท้ายผมขอขอบคุณพ่อครับ...พ่อสอนให้ผมรู้จักคำว่า ‘พอเพียง’ นั่นคือคำสอนของพ่อครับ พ่อของพวกเรา ในหลวงรัชกาลที่ 9 สอนพวกเราเสมอว่าให้รู้จักพอเพียง เมื่อพอเพียงแล้วก็ให้แบ่งปันให้

ผู้อื่นด้วย...จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งชีวิตของผม ผมบอกได้เลยว่าคนเราต้องรู้จักพอ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี อย่าโลภ อย่าเบียดเบียนผู้อื่น แล้วเมื่อวันนึงที่เรารู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่าแล้ว ก็อย่าลืมทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่าด้วย”

เสียงปรบมือกึกก้องทั้งห้องประชุม ทุกคนมองไปที่ภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 บนบอร์ดด้วยความซาบซึ้ง

ooooooo

-อวสาน-


ละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ตอนที่ 8(ตอนจบ) อ่านซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ติดตามซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์ 17 มี.ค. 2562 08:04 2019-03-21T02:29:52+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ