ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐ นวลแพง

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์

รสสุคนธ์พาปัทม์เข้าไปนั่งคุยที่ห้องรับแขกในบ้านที่ตบแต่งทันสมัยอย่างคนเมือง ปัทม์ดูรูปครอบครัวที่ตั้งโชว์ ถามว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่หรือ จึงรู้ ว่าเสียไปหลายปีแล้ว ไม่ได้ส่งข่าวเพราะตอนนั้นเราไม่ได้ติดต่อกัน

ปัทม์แสดงความเสียใจด้วย ชมว่ารสดูเข้มแข็งดี เธอถามว่าปัทม์มาทำอะไร มาอยู่กรุงเทพฯแล้วหรือ ปัทม์บอกว่ามาธุระสองสามวันเท่านั้น เธอถามทำไมไม่มาอยู่กรุงเทพฯเลยล่ะ ตนคิดถึงแย่เลย

“คิดถึงก็ขึ้นไปหาสิ”

“บ้า...รสต้องทำงานนะ ช่วงนี้งานที่ออฟฟิศหนักมาก” ปัทม์ถามว่าเธอทำตำแหน่งอะไรหรือ “เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด แล้วก็เลขาประธาน แต่จริงๆแล้วจะเรียกว่าทำมันทุกอย่างก็ได้นะ จับฉ่ายไปหมด เพราะคนลาออกไปเยอะ”

รสสุคนธ์โมเมถามว่าปัทม์ตัดสินใจมาทำงานกับตนแล้วใช่ไหม คุยอวดว่ามีน้ำอัดลม TK ให้กินฟรีทุกวันเลยนะ ปัทม์บอกว่าตนไม่ค่อยชอบน้ำอัดลม

“คนเขาดื่มกันทั่วบ้านทั่วเมือง ขายได้ทั่วประเทศ ยิ่งยี่ห้อดังๆเขาขายกันไปทั่วโลกเลยนะ”

“ผมอยากรู้จริงๆเลย เขาทำยังไงมันถึงขายดีกันขนาดนั้น” รสสุคนธ์ชวนว่าอยากรู้ก็มาทำงานด้วยกันสิ “ผมคิดไว้แล้วนะรส ว่าผมจะทำอะไร” ปัทม์บอก เห็นรสสุคนธ์ทำหน้างอนก็ยิ้มอ้อน ชูนิ้วก้อยง้อ

ปัทม์เดินสำรวจตลาดออกมาถึงร้านขายของชำ มองในตู้แช่เห็นเต็มไปด้วยน้ำอัดลม นมกล่อง น้ำเก๊กฮวย เห็นกลุ่มนักเรียนเดินมาออกันเต็มหน้าร้านสั่งน้ำอัดลม บ้างกินจากขวด บ้างเอาไปกินระหว่างทาง เด็กๆกินน้ำอัดลมแล้วทำเสียง “อ้า...” อย่างชื่นใจ ปัทม์มองแล้วขำ

เจ้าของร้านถามปัทม์ว่าจะเอาอะไร ปัทม์บอกว่าเอาน้ำเปล่า เจ้าของร้านจึงเดินไปหยิบที่หลังบ้านมาให้ ปัทม์เห็นน้ำเก๊กฮวยในตู้แช่เลยสั่งน้ำเก๊กฮวยด้วย

พอดื่มน้ำเก๊กฮวยปัทม์บอกว่าหวานไปหน่อยถ้าลดหวานลงจะดีมาก เจ้าของร้านบอกว่าหวานน้อยก็ไม่มีคนกินสิ ปัทม์บอกว่าตนนี่แหละกิน เพราะหวานมากไปไม่ดี แทนที่สรรพคุณเป็นยาจะกลายเป็นโทษเอา

เป็นเรื่องเลย! เจ้าของร้านชักสีหน้าหาว่ามาด่าน้ำเก๊กฮวยร้านตน ไล่ไปให้พ้นอย่ามายืนบังหน้าร้านคนจะขายของ ปัทม์ส่ายหัวเดินขำๆออกไป

ooooooo

 คืนนี้หนูตุ่นออกมาที่ระเบียงมองไปที่ห้องปัทม์เห็นกำลังนั่งเขียนอะไรง่วนอยู่ที่โต๊ะ ครูอัญเดินตาม ออกมาถามว่าปัทม์เป็นยังไงบ้าง หนูตุ่นบอกว่าดีขึ้นแล้ว ดูเหมือนกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่

ครูอัญบอกว่าปัทม์คนเดิมกลับมาแล้ว ถามว่าแล้วหนูตุ่นล่ะหายงอนพี่เขาหรือยัง หนูตุ่นบอกว่าดีกันแล้วมั้ง ครูอัญถามหยอกว่า “ยังจะมีมั้งอีกนะเรา”

“บางทีหนูก็ไม่รู้จะงอนพี่ปัทม์ไปทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาซะหน่อย” เผลอพูดออกไปแล้วหนูตุ่นเฉไฉ “หนูว่าตอนนี้พี่ปัทม์เขามีคนที่เขาชอบอยู่แล้วล่ะค่ะ”

ครูอัญมองหนูตุ่นอย่างรู้ทัน ถามว่าคนที่เจอในงานศพหรือ แล้วลูกล่ะมีคนชอบหรือยัง พอหนูตุ่นบอกว่ามีแต่เพื่อน ครูอัญบอกว่ามีคนพิเศษเมื่อไหร่พามาให้แม่รู้จักบ้างนะ

“ให้แน่ใจจริงๆก่อนแล้วหนูตุ่นจะพามาให้รู้จักแม่เป็นคนแรกเลย”

“จ้า...” ครูอัญลากเสียงยาวล้อๆ

ooooooo

พอปัทม์กลับมาที่บ้านครูอัญ ตื่นแต่เช้าก็ต้มสมุนไพรหลายหม้อจนพฤกษ์ถามว่าจะทำขายหรือ ปัทม์บอกว่าคิดไว้เหมือนกัน เผื่อคนที่ไม่สะดวกต้มเองจะซื้อกิน

พอหนูตุ่นมาเห็น ปัทม์ก็เกณฑ์ให้มาชิมน้ำสมุนไพร หนูตุ่นโบ้ยให้ลุงพฤกษ์ชิมแทน พอชิมพฤกษ์ชมว่าไม่เลว ถ้าทำขายจริงๆนึกไม่ออกว่าจะรวยขนาดไหน

“ผมฝันไว้ว่า น้ำสมุนไพรของผมจะวางขายในตู้แช่ของร้านค้าทั่วประเทศ”

“แล้วใครจะไปส่งน้ำพวกนี้ล่ะ ลุงไม่ไหวหรอกนะ แค่กรุงเทพฯลุงก็ว่าเหนื่อยแล้ว”

“ผมคิดไว้ว่าจะลองทำขายในตลาดแถวๆไร่ก่อนครับ”

หนูตุ่นบอกปัทม์ว่าตนชอบฝันของพี่ปัทม์ที่อยากให้น้ำสมุนไพรไปอยู่ตามร้านค้าทั่วประเทศ ปัทม์พูดอย่างไม่จริงจังว่า ฝันไปงั้นแหละ

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ พี่ปัทม์ต้องเชื่อมั่นในความฝัน อนาคตใครจะรู้” ปัทม์บอกว่าตนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ “พี่ปัทม์ลองตั้งโจทย์ให้ตัวเองดูสิ จะขายให้ใคร ขายที่ไหน ขายยังไง แล้วต้องทำยังไงให้คนอยากมากิน”

ปัทม์ฟังแล้วอึ้ง แซวว่าหนูตุ่นเหมือนแม่ขึ้นทุกวันแล้วนะเนี่ย ทำเอาหนูตุ่นยิ้มเขิน แต่ปัทม์ยิ้มเหมือนได้พลังเพิ่มความมั่นใจให้ตน

คืนวันต่อมา ปัทม์บอกหนูตุ่นว่าตนจะกลับพรุ่งนี้แล้ว และยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้มาอีก หนูตุ่นจะไปส่งที่ท่ารถ ปัทม์บอกว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้เพื่อนจะไปส่ง หนูตุ่นหน้าเจื่อนเมื่อนึกรู้ว่าต้องเป็นรสสุคนธ์แน่ๆ

รุ่งขึ้นครูอัญเอาน้ำสมุนไพรให้ปัทม์บอกว่าหนูตุ่นเตรียมไว้ให้กินระหว่างทาง ปัทม์ไหว้ขอบคุณครูอัญ และมองไปทางหนูตุ่นเอ่ย “ขอบคุณมากนะหนูตุ่น”

ขณะนั้นเองรถคันหนึ่งแล่นเข้ามา ปัทม์เห็นรสสุคนธ์ลงจากรถจึงแนะนำแก่ครูอัญและพฤกษ์

“นี่รสสุคนธ์เพื่อนผมครับ”

รสสุคนธ์ไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองแล้วถามปัทม์ว่าจะไปกันหรือยัง ปัทม์พยักหน้าแล้วบอกหนูตุ่น “พี่ไปนะ” แล้วไหว้ลาครูอัญกับพฤกษ์ ครูอัญขอให้เดินทางปลอดภัย พอรสสุคนธ์ขับรถออกไป พฤกษ์มองตามพึมพำ

 “มีเพื่อนหน้าตาดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ขนาดไปอยู่ป่าอยู่ดอยมา ไม่เบาเลยเจ้าปัทม์ ดูๆไปก็เหมาะสมกันดีนะ”

 หนูตุ่นได้ยิน เดินหน้ามุ่ยเข้าบ้านไปทันที พฤกษ์ถามครูอัญว่า

“พี่พูดอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมหนูตุ่นมันหน้าบึ้งเป็นนมบูดขนาดนั้น”

ครูอัญไม่ตอบ เดินตามหนูตุ่นเข้าบ้านไป

ปัทม์เล่าให้นักข่าวฟังว่า กลับไปถึงไร่แล้ว ตนขุดความฝันที่อยากขายน้ำสมุนไพรขึ้นมาอีกครั้ง คิดว่าจะทำมันอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูก ลองใส่เม็ดแมงลักกับวุ้นว่านหางจระเข้ในน้ำสมุนไพรขายในตลาดดู เอ้เชื่อว่าต้องมีคนซื้อ มิ่งก็ว่าต้องขายดีแน่ๆเพราะสะดวก ไม่ต้องเสียเวลาไปต้มกินเอง

ooooooo

ปัทม์ เอ้ กับมิ่ง เอาน้ำสมุนไพรสูตรปรับปรุงใหม่ไปร้องขายในตลาด เห็นมีแต่คนเดินถือขวดน้ำอัดลมมองผ่านตู้แช่อย่างไม่สนใจ แต่เสียงร้องขายของปัทม์สะดุดหู ฟังแล้วงึมงำว่า

“ขายราคานี้ไปต้มที่บ้านดีกว่า ได้เยอะกว่าและเก็บได้หลายวันด้วย”

ปัทม์ร้องขายจนเสียงหมดบอกให้เอ้กับมิ่งช่วย พอทั้งสองช่วยปัทม์ร้องขายก็กลายเป็นเสียงตีกันจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง พอดีมียายคนหนึ่งเดินเข้ามาเอ้รีบส่งน้ำสมุนไพรให้ชิมทันที ยายหิวน้ำอยู่แล้วพอได้ดื่มน้ำสมุนไพรเย็นๆเข้าไปก็ชื่นใจ ทุกคนมองลุ้นว่ายายจะพูดอะไรไหม แล้วก็ยิ้มมีกำลังใจเมื่อยายบอกว่า

 “หากินยากเหลือเกิน พอแก่แล้วจะให้ไปต้มกินเองเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่สะดวก”

แต่วันต่อๆมาก็อยู่ในสภาพขายได้บ้างไม่ได้บ้าง บางวันขายไม่ได้เลย ตกเย็นปัทม์นั่งนับเงินแล้วก็ใจคอห่อเหี่ยว

ปัทม์สรุปให้นักข่าวที่มาสัมภาษณ์ฟังว่า...

“ตลอดเวลาที่ผมทำน้ำสมุนไพรขายที่ตลาด แม้จะปรับปรุงสูตรให้ดีแค่ไหน สร้างความแตกต่างให้กับ น้ำสมุนไพรให้ต่างจากที่ชาวบ้านต้มกินเอง แต่ก็ยังสู้น้ำอัดลมไม่ได้อยู่ดี ต่างกับหนูตุ่นที่กิจการขนมไทยกำลังไปได้ดี มีลูกค้าเจ้าประจำมากมาย จากการทำขนมขายเป็นงานอดิเรกก็แทบกลายเป็นงานประจำไปแล้ว”

ooooooo

เมื่อพยายามปรับปรุงน้ำสมุนไพรเพื่อให้ถูกใจตลาดแต่ก็ไม่สำเร็จเหมือนแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปัทม์จึงหันกลับมาคิดอีกด้านว่าทำไมคนถึงชอบดื่มน้ำอัดลมกัน ถามคนใกล้ตัว ทั้งอ้ายคำ มิ่งและเอ้ ต่างก็วิเคราะห์ตามความคิดเห็นของตัวเอง

มิ่งบอกว่าเวลาร้อนๆดื่มน้ำอัดลมแล้วมันซู่ซ่าเหมือนขึ้นสวรรค์เลย เอ้ถามว่าแล้วน้ำสมุนไพรไม่ดีตรงไหน

“ก็มันไม่ซ่าไง!!”

อ้ายคำยอมรับว่าน้ำสมุนไพรคนต้มกินเองได้แต่ทำให้ซ่าไม่ได้ ปัทม์แย้งว่าแต่น้ำสมุนไพรมีประโยชน์

อ้ายคำพูดตามความคุ้นชินของคนว่า คนเราถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยก็ไม่รู้สึกหรอก ลองคิดดูว่าทำไมชาวบ้านถึงเดินเข้ามาที่ไร่เราแทนที่จะไปหาหมอ ปัทม์บอกว่ามันแพง เอ้ถามว่าแล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ

“เอาจริงๆนะถ้าเอ็งยังอยากจะขายน้ำสมุนไพรก็ต้องอดทน อีกไม่กี่ปีหรอก พอคนเราเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น คนก็จะหันมาหาน้ำสมุนไพร” อ้ายคำคาดอย่างผู้มีประสบการณ์

มิ่งคล้อยตาม แต่เห็นว่าไม่ใช่ง่าย ท่าทางจะนาน ถามว่าแล้วลุงจะอยู่ถึงวันนั้นไหม

“ปากเสียนะเอ็ง!!” อ้ายคำตบหัวมิ่งผัวะ แล้วด่าต่อ “คนไม่เรียนอย่างเอ็งมันก็ได้เท่านี้แหละวะ ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเข้าสิจะได้คิดเป็นทำเป็นกับเขา แล้วเอามาใช้กับที่นี่ คนเราน่ะไม่รู้ก็ต้องเรียน!!”

ปัทม์ฟังอ้ายคำอย่างสนใจ

ooooooo

จากประสบการณ์ที่ล้มเหลวและจากคำแนะนำของอ้ายคำ ปัทม์ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ไปพักที่บ้านครูอัญเพราะเกรงใจ รสสุคนธ์จึงเช่าบ้านญาติที่ไปอยู่ต่างประเทศให้ปัทม์ในราคาถูก

ปัทม์มาหารสสุคนธ์ตัดสินใจจะทำงานในบริษัทที่เธอชวนหลายครั้งแล้ว เพื่อหาประสบการณ์จากการปฏิบัติ แต่ปัทม์ไม่ได้บอกหรือปรึกษาหนูตุ่นกับครูอัญ รสสุคนธ์กระตุ้นให้เขาไปบอกครูอัญและหนูตุ่นเสีย

เมื่อปัทม์โทรศัพท์ไปบอกครูอัญ ครูถามว่าบอกหนูตุ่นหรือยัง ปัทม์บอกว่ายังแต่จะแวะมาเยี่ยมอีกที ปัทม์ยอมรับว่าคำถามของครูอัญวันนั้น เป็นสิ่งที่เขากังวลใจมากเพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะบอกหนูตุ่นยังไงดี

จนครูอัญบอกหนูตุ่นขณะนั่งกินข้าวกันว่าเมื่อกี๊ปัทม์โทร.มาบอกว่าลงมากรุงเทพฯแล้ว หนูตุ่นบ่นว่าไม่เห็นบอกกันเลย จะได้ไปรับ แล้วหนูตุ่นก็ยิ่งเสียความรู้สึกเมื่อแม่บอกว่าไม่ต้องไปรับหรอกเพราะปัทม์ไปเช่าบ้านอยู่เอง หนูตุ่นถามว่าแล้วพี่ปัทม์ไปเช่าบ้านอยู่ที่ไหน

“เห็นว่าเป็นบ้านของญาติเพื่อนน่ะ เลยได้เช่าราคาถูก”

“ใช่เพื่อนผู้หญิงสวยๆที่มารับวันนั้นหรือเปล่า” พฤกษ์ถาม หนูตุ่นรวบช้อนส้อมเอาจานไปเก็บทันที

“หนูตุ่นขอไปเตรียมของก่อนนะคะ เดี๋ยวอารักษ์มารับแล้วจะสาย”

ทั้งครูอัญและพฤกษ์มองหน้ากัน พฤกษ์เปรยกับน้องสาวว่านี่ก็อีกคู่ ตกลงหนูตุ่นกับอารักษ์เป็นแฟนกันหรือเปล่า ครูอัญบอกว่าตนก็ไม่รู้ ตัดบทด้วยสีหน้ากังวลว่าเรื่องของเด็กๆเขา เรามากินข้าวกันดีกว่า

ooooooo

รสสุคนธ์วิ่งเต้นช่วยปัทม์เต็มที่ นอกจากหาบ้านเช่าให้แล้วยังพาไปสมัครงานที่บริษัทบอกปัทม์ว่าพรุ่งนี้เข้าไปสัมภาษณ์ได้เลยเพราะตนเกริ่นกับเจ้านายไว้แล้ว และตอนนี้บริษัทก็กำลังต้องการพนักงานขายอยู่พอดี

ปัทม์กังวลว่าตนอายุไม่น้อยแล้วและไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อนเลย เขาจะรับเหรอ

“ปัทม์ก็เคยช่วยแม่ขายขนมไม่ใช่เหรอ อีกอย่างตำแหน่งนี้เขาไม่เน้นประสบการณ์ ขอแค่ขยัน อดทน ตั้งใจทำงานก็พอ แล้วคุณสมบัติทั้งสามข้อนี้ปัทม์ก็มีครบ รับรองปัทม์ทำได้แน่ ที่สำคัญปัทม์ยังมีรส รสซะอย่าง ไม่มีคำว่าไม่ได้อยู่แล้ว จริงไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้รสมารับนะ”

รสสุคนธ์กลับไปแล้ว ปัทม์ยิ้มอย่างมีความหวังมาก

ooooooo

รุ่งขึ้นรสสุคนธ์รับปัทม์ไปถึงบริษัแต่เช้า ปัทม์เปรยว่าเจ้านายมาทำงานเช้าเหมือนกันนี่ รสสุคนธ์บอกว่ามาเร็วกลับเร็ว เห็นปัทม์งงก็บอกว่าเดี๋ยวเจอเขาแล้วปัทม์จะเข้าใจเอง

ปัทม์เดินเข้ามาในบริษัท สังเกตเห็นสภาพค่อนข้างทรุดโทรม มีคนนั่งทำงานอยู่โหรงเหรง เดินมาจนใกล้ห้องทำงานของไตรคุณเจ้าของบริษัท ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันรุนแรงแว่วออกมา ทั้งสองหยุดที่หน้าห้อง

รสสุคนธ์จำได้ว่าเป็นเสียงของไตรคุณกับไตรภพ พ่อกับลูกทะเลาะกันด้วยเรื่องเดิมๆที่ไตรคุณต้องการวางมือจากงานและให้ไตรภพมารับช่วงบริหารบริษัทต่อแต่ไตรภพไม่ชอบงานที่พ่อส่งต่อให้และไม่อยากทำ

“แล้วไง แกจะปล่อยให้บริษัทที่ฉันสร้างมาพังไปต่อหน้าโดยไม่คิดทำอะไรเลยงั้นเหรอ”

“แล้วพ่อจะให้ผมทำยังไง แทนที่พ่อจะมาบังคับผม พ่อเอาเวลาไปหาคนเก่งๆมาบริหารงานแทนไม่ดีกว่าเหรอ” ไตรภพตอบโต้พ่ออย่างไม่เกรงใจแล้วเดินออกจากห้อง มาเจอรสสุคนธ์กับปัทม์ทั้งสองยกมือไหว้ เขายักคิ้วรับไหว้ลวกๆ มองปัทม์เหยียดๆแล้วเดินผ่านไป

ปัทม์ถามว่านั่นเจ้านายรสหรือ รสสุคนธ์บอกว่าไม่ใช่ เจ้านายตนคือคุณไตรคุณท่านอยู่ข้างใน บอกว่าแล้วจะเล่าให้ฟัง

พอรสสุคนธ์พาปัทม์เข้าพบไตรคุณ เขาบอกปัทม์ว่าคุณรสเล่าเรื่องเขาให้ฟ้งแล้ว ตอนนี้บริษัทกำลังต้องการคนพอดี ถามว่า “คุณขายเก่งไหม”

“ครับ ถ้าไม่ผิดกฎหมายผมขายได้หมดครับ”

“ดี ผมจะให้คุณทดลองงานฝ่ายขายเป็นเวลาสามเดือน ถ้าผ่านก็จะได้เป็นพนักงาน แล้วทำให้ได้อย่างที่พูดนะ...ฝากคุณจัดการต่อด้วยนะรส”

รสสุคนธ์รับคำ แต่ปัทม์ยังอึ้งๆงงๆ

ปัทม์บอกนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า เป็นการรับเข้าทำงานที่ง่ายที่สุดในชีวิต นักข่าวถามว่าทำไมหรือ

“คุณไตรภพลูกชายคุณไตรคุณเขาไม่ได้อยากบริหาร เลยทำไม่ได้จริงๆ ก็เป็นปัญหาเรื่องธุรกิจครอบครัวนั่นแหละ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก แต่รุ่นลูกไม่อยากสืบทอดก็เลยต้องหาคนมาทำแทน... เพื่อนผมเขาให้ผมไปทำฝ่ายขาย ซึ่งเขารับผิดชอบอยู่ เขาไม่เหลือใครที่ไว้ใจได้แล้วในแผนกของเขา”

ระหว่างที่รสสุคนธ์พาปัทม์ไปแนะนำเรื่องงาน ทยุตหนุ่มท่าทางฉลาดปราดเปรื่องก็เข้ามาเครียดๆ พอเห็นรสสุคนธ์ก็บ่นระบายทันที

“เจริญ! ที่บริษัทมันจะเจ๊งก็เพราะอย่างนี้แหละ คนพ่อก็ยึดติดแต่ความสำเร็จแบบเดิมๆ ทำเหมือนเดิม แต่จะเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง อยากได้ยอดขายสูงๆ แต่ไม่พัฒนา แล้วจะไปสู้ใครเขาได้ คู่แข่งเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว คนลูกนี่ก็คิดว่าเป็นคนรุ่นใหม่เหมือนกันน่าจะเข้าใจกันคุยกันง่ายกว่า ที่ไหนได้ไม่เคยเห็นหัว สายหน่อยก็ไปตีกอล์ฟ ตกดึกก็ไปเฝ้าไนต์คลับ ให้มันได้อย่างนี้สิ!!”

“ใจเย็น นี่ยังไม่ชินอีกเหรอ”

“มันเย็นไม่ไหวแล้วพี่ เสนออะไรไปโดนแม่งยิงทิ้งหมด โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว”

ทยุตพ่นอารมณ์ออกมาจนผ่อนคลายแล้วจึงเห็นปัทม์ เขาขอโทษรสสุคนธ์ไม่รู้ว่ามีแขก รสสุคนธ์จึงแนะนำให้รู้จักกัน บอกปัทม์ว่า

“ทยุตเป็นเหมือนมันสมองของที่นี่ ดูแลเรื่องฝ่ายผลิตทั้งหมด” แล้วถามทยุตว่าคราวนี้เสนออะไรไป

ทยุตบอกว่าที่เราคิดกันเรื่องกระตุ้นยอดขาย ถ้าใครซื้อ TK พอเปิดฝาแล้วเจอข้อความว่าทองคำก็ให้เอาฝานั้นมาแลกรับของรางวัลที่บริษัทได้เลย รสสุคนธ์ชมว่าเป็นความคิดที่ดี

“แต่ท่านบอกว่าไม่มีงบของรางวัล”

ปัทม์เสนอว่าถ้าเราเริ่มจากอะไรเล็กๆก่อน เช่นซื้อ TK แล้วเปิดใต้ฝาเจอคำว่า ‘ฟรี’ ก็รับน้ำอัดลมเพิ่มอีกขวดเลย หรือสะสมฝาครบ 10 ฝาแลก TK ได้ 1 ขวด รสสุคนธ์เสริมว่าหรือใจถึงหน่อยก็แลกของที่คนอยากได้เช่น ปากกา ดินสอ สมุด เสื้อ หรือซาวด์อะเบาต์

ปัทม์กับรสสุคนธ์เสริมกันไอเดียกระฉูด ทยุตชมว่าเจ๋ง รางวัลก็ไม่สูงเกินไป บอกรสสุคนธ์ว่าคราวนี้ให้พี่ไปคุยเองเพราะพี่คุยทีไรผ่านตลอด รสสุคนธ์รับปากทันที ทั้งสามยิ้มให้กันอย่างเข้ากันและมีความหวัง

ooooooo

เมื่อกลับมาที่บ้านเช่า ปัทม์บอกรสสุคนธ์ว่าตนชอบทยุตดูเขาเป็นคนตรงดี รสสุคนธ์บอกว่าเขาเก่งจริงๆ บริษัทอยู่ได้ก็เพราะเขานั่นแหละแต่ก็มาพังเพราะคนคนเดียว

ปัทม์ถามว่าทำไมรสไม่เป็นแบบคนอื่น ทิ้งที่นี่เสียแล้วไปหางานที่อื่นทำ

“คุณไตรคุณเขามีบุญคุณกับรสมาก รสต้องทำให้บริษัทนี้ฟื้นตัวให้ได้”

ปัทม์ถามว่าทำไมลูกชายแท้ๆถึงไม่อยากรักษาไว้

“รสคิดว่าที่นี่พ่อเขาสร้าง คุณไตรภพเขาก็คงไม่อยากทำ...เขาชอบปาร์ตี้ท่ามกลางสาวๆมากกว่า แต่ต้องมาทำน้ำอัดลมเขาก็เลยไม่รู้สึกว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านของเขา อีกอย่างเขาก็เปิดไนต์คลับเป็นของตัวเอง เลยทุ่มเทเวลาไปดูแลธุรกิจตัวเองแทน”

“ผมเข้าใจละ...ถ้าจะทำอะไรสักอย่างเราต้องสนุกกับมัน แม้ว่าเราจะไม่ชอบเราก็ต้องหาจุดที่สร้างความสุขให้กับเรา”

“นี่กำลังปลอบใจตัวเองเหรอ”

รสสุคนธ์แซว ปัทม์ได้แต่ยิ้มๆ

เมื่อรสสุคนธ์กับปัทม์นำแนวคิดไปเสนอไตรคุณ เขาถามว่าคุณแน่ใจหรือ ทั้งปัทม์และรสสุคนธ์ตอบหนักแน่นว่ามั่นใจ

“ดี ถ้ากิจกรรมนี้สามารถเพิ่มยอดขายให้บริษัทสัก 5-10 % ผมจะตกรางวัลให้คุณอย่างงาม แล้วผมจะพิจารณากิจกรรมเปิดฝาแลกทองด้วย”

“ขอบคุณครับ ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”

“รสสัญญาค่ะ รสจะทำให้ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น”

แม้ไตรคุณจะเห็นชอบกับกิจกรรมนี้ แต่สีหน้าก็ยังไม่มั่นใจนัก

ooooooo

ปัทม์เล่าถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตที่เขามาเป็นพนักงานของบริษัทเพื่อหาประสบการณ์ให้นักข่าวฟังว่า

“ผมเข้ามาทำงานที่นี่เพื่อที่จะเรียนรู้เรื่องการตลาด โดยเริ่มจากการลงไปลุยตลาดเอง โชคดีที่เพื่อนผมเขาให้คำแนะนำที่ดีกับผมว่า วิธีที่ดีที่สุดของการขายของคือการเคาะประตูบ้าน...ผมใช้เวลาเดินเพื่อหาลูกค้าอยู่ 1 อาทิตย์ เชื่อไหมว่าไม่มีร้านไหนสนใจอยากเข้าร่วมโปรโมชันนี้เลย”

เมื่อมานั่งสรุปกันที่ห้องทำงานฝ่ายการตลาด ปัทม์นั่งกลุ้มจนรสสุคนธ์ต้องปลอบให้กำลังใจว่าไม่เป็นไร ปัทม์ต้องเชื่อมั่นในสินค้าที่เราจะขายถ้าเรายังไม่เชื่อมั่นแล้วจะขายให้ใครล่ะ ทยุตบอกว่าคราวหน้าตนจะไปช่วย จะได้อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ รสสุคนธ์ก็จะไปด้วยถ้าเราทุกคนช่วยกันรับรองต้องขายได้แน่

ปัทม์เล่าว่า “เพื่อนๆพยายามปลอบใจผมว่าอาทิตย์นี้ทำไม่ได้ อาทิตย์หน้าก็ต้องทำได้”

วันต่อมาทั้งสามไปด้วยกัน เข้าร้านนั้นออกร้านนี้แต่ก็ยังขายไม่ได้ จนกระทั่งเข้าร้านขายก๋วยเตี๋ยว รสสุคนธ์ออดอ้อนและตื๊อจนลูกค้าใจอ่อน รสสุคนธ์ยังพูดคุยกับลูกค้าอย่างคล่องแคล่วให้ปัทม์ดูเป็นตัวอย่าง แม้จะได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ทุกที่ที่เข้าไป ทั้งรสสุคนธ์และทยุตจะยื่นนามบัตรส่วนตัวให้ลูกค้า

ปัทม์เข้าร้านขายของชำอีกครั้งเจ้าของมีท่าทีต้อนรับปัทม์ที่ดูเฟรนด์ลี่

ปัทม์สรุปบทเรียนที่ได้รับการต้อนรับจากร้านชำให้นักข่าวฟังว่า

“รสสุคนธ์บอกผมว่าให้ผมคุยกับเจ้าของร้านให้เหมือนเพื่อน ให้เหมือนพี่น้องคุยกัน และผมประสบความสำเร็จในการเข้าถึงร้านหลายๆร้านโดยที่ผมไม่ได้พูดถึงน้ำอัดลม TK เลยสักคำ”

มีอยู่ร้านหนึ่ง อาแปะเจ้าของร้านพยายามยกเก็บสินค้าที่เพิ่งซื้อมาแต่ยกไม่ไหวทำหล่น ปัทม์พุ่งเข้าไปช่วยเก็บ อาแปะขอบใจบอกปัทม์ว่าพรุ่งนี้เอานมมาลงหลายๆโหลเลย อั๊วจะขายนมของลื้อให้ ปัทม์ขอบคุณแต่พอนึกได้ก็รีบบอกว่าตนไม่ได้ขายนมแต่ขายน้ำอัดลม

“จะน้ำนมหรือน้ำอัดลม ลื้อก็เอามาเลย”

ปัทม์จึงโฆษณาโปรโมชันของน้ำอัดลม TK ในช่วงนี้อย่างกระตือรือร้น อาแปะไม่สนใจบอกปัทม์ว่า

“เออๆ มีอะไรก็เอามานั่นแหละ”

ปัทม์เล่าถึงความสำเร็จในเวลานั้นให้นักข่าวฟังด้วยสีหน้าอิ่มเอิบว่า...

“พอมีครั้งแรก ครั้งต่อๆมาแค่ผมพูดคุยเรื่องที่ลูกค้าสนใจไม่ต้องโอ้อวดว่าน้ำอัดลมของผมดีกว่ายี่ห้ออื่นยังไงผมก็ขายของได้ ผมรู้สึกดีจริงๆ”

ooooooo

เมื่อมาสรุปกัน ทุกคนคุยกันอย่างมีความสุขกับความสำเร็จในการตลาด ต่างยกน้ำอัดลมขึ้นดื่มแด่ความสำเร็จกัน ทยุตบอกว่าแบบนี้ต้องฉลองถามปัทม์ว่าจะเอาที่ไหนดี ปัทม์ยกให้รสสุคนธ์เป็นคนเลือก

“น่ารักที่สุด” รสสุคนธ์ยิ้มปลื้ม

ปัทม์เล่าว่าตนทำงานแบบนี้ได้ 3 เดือน ใช้เวลาทั้งวันเดินหาร้านในกรุงเทพฯและปริมณฑล เล่าเสร็จถามนักข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม

ปรากฏว่ายอดขายพุ่งขึ้นถึง 33% จนไตรภพอุทานว่าฝีมือไม่เลวนี่ ทำได้ยังไง รสสุคนธ์บอกว่าปัทม์เขาหาลูกค้าทุกวันตั้งแต่เช้าจนมืด ไตรคุณชมว่า

“ผลงานของคุณถือว่าเกินเป้า” แล้วบอกทยุตว่า “เพราะฉะนั้นกิจกรรมที่คุณเสนอมาผมอนุมัติให้พวกคุณจัดการต่อได้เลย ผมมีโบนัสพิเศษให้ด้วยนะยังไงก็ขอให้ทุกคนรักษามาตรฐานนี้เอาไว้ด้วย”

ปัทม์กับทยุตไหว้ขอบคุณไตรคุณ เขาบอกมีอะไรให้ไปทำได้แล้วแต่ให้ทยุตกับรสสุคนธ์อยู่คุยกันต่อ

ปัทม์ไปบ้านครูอัญเล่าการทำงานประจำที่ครบ 3 เดือนให้ฟังว่าช่วงแรกเหนื่อยหน่อยแต่ก็พยายามปรับตัว แล้วถามถึงหนูตุ่นว่าเป็นยังไงบ้าง

“ช่วงนี้ยุ่งมาก นิตยสารใกล้ปิดเล่ม กลับบ้านดึกๆดื่นๆทุกวัน พอหายยุ่งก็ทำขนมขาย แล้วยังมีลูกค้าประจำที่คอยสั่งอยู่เรื่อยๆอีก หนูตุ่นจริงจังมาก นี่ได้เพื่อนเขาออกแบบชื่อร้านให้ ดูสิสวยไหม”

ครูอัญหยิบชื่อร้านให้ดูปัทม์เห็นคนออกแบบชื่อ ‘อารักษ์’ ชมว่าน่ารักดีตนเคยดูรายละเอียดบางจุดที่เปลี่ยนไป ครูอัญบอกว่าแก้ไขถี่มาก ก็พอดีมีรถเก๋งมาจอดหน้าบ้านครูอัญบอกว่าสงสัยกลับมาแล้ว

หนูตุ่นเข้าบ้านเห็นปัทม์นั่งอยู่ร้องทักร่าเริงว่า มาที่นี่ได้ด้วยเหรอนึกว่าแฟนพี่ไม่ปล่อยให้มาเสียอีก

ปัทม์บอกว่ารสเขาเป็นเพื่อนไม่ใช่แฟน ถามว่าหนูตุ่นงอนอะไรหรือเปล่า หนูตุ่นว่าไม่ได้งอนอะไร

แต่หมั่นไส้ที่พี่ปัทม์มาอยู่กรุงเทพฯ 2-3 เดือนแล้ว

ไม่เคยติดต่อมาเลย ปัทม์บอกว่าตนโทร.มาเจอแต่ครูอัญไม่เจอหนูตุ่นเลย หนูตุ่นย้อนถามว่าแล้วทำไมไม่มาเยี่ยมที่บ้านบ้างล่ะ

ปัทม์บอกว่างานยุ่งมาก หนูตุ่นว่าน่าสงสาร

นี่ถ้าไม่บอกก็คงคิดว่าพี่แต่งงานมีครอบครัวไปเสียแล้ว

หนูตุ่นประชดเหน็บแนมจนครูอัญปรามว่านานๆเจอกันทีคุยดีๆกับพี่เขาหน่อย หนูตุ่นเลยขอตัวอาบน้ำ ปัทม์บอกครูอัญว่าหนูตุ่นคงงอนตนแน่เลย ครูอัญเลยแนะนำว่าถ้าปัทม์อยากคุยกับหนูตุ่นให้โทร.มาตอนเช้าหรือไม่ก็ตอนดึกก็ได้

หนูตุ่นออกไปอึดใจเดียวก็หน้าตึงกลับมาบอกว่า “พี่ปัทม์ เพื่อนมาหา!!”

ปัทม์ออกไปเจอรสสุคนธ์ยืนโบกมือทักทายอยู่หน้าบ้าน ปัทม์เดินมาถามว่ารู้ได้ไงว่าตนอยู่ที่นี่

“ก็ถ้าปัทม์ไม่อยู่ที่บ้าน ปัทม์ก็คงต้องมาอยู่

ที่นี่แหละ มีไม่กี่ที่หรอกที่ปัทม์จะไป” ปัทม์ถามว่า

มีอะไรหรือเปล่า “มี...เรื่องใหญ่ด้วย”

รสสุคนธ์เล่าว่าไตรคุณบอกไตรภพว่าถึงเวลาที่ตนจะหาซีอีโอคนใหม่ทำหน้าที่แทนเขาได้แล้ว ถามว่าปัทม์เป็นยังไง ไตรภพถามว่าพ่อแน่ใจแล้วหรือ รสสุคนธ์ก็ติงว่าปัทม์เพิ่งมาทำงานยังอ่อนประสบการณ์

แต่ไตรคุณเห็นว่าปัทม์มาทำงานไม่นานแต่สร้างผลงานน่าประทับใจถามรสสุคนธ์ว่าไว้ใจเขาไหมล่ะ เธอตอบค่ะ ไตรคุณเชื่อว่าตนดูคนไม่ผิด ไตรภพบอกว่าถ้าพ่อเห็นสมควรตนก็ไม่มีปัญหา

“งั้นก็ตกลงตามนี้ คุณไปจัดการต่อด้วยนะ รสสุคนธ์”

ปัทม์ฟังแล้วตกใจถามว่า “ท่านจะให้ผมบริหารบริษัท?”

“ใช่ ท่านจะให้ปัทม์เป็นผู้บริหารของบริษัทแทนคุณไตรภพ”

“ผมน่ะเหรอ!” ปัทม์ช็อก

ooooooo

แม้ทยุตจะเป็นหัวหน้าปัทม์มาก่อน แต่พอปัทม์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอผู้บริหารบริษัท

ทยุตก็ยินดีพร้อมที่จะทำงานกับเจ้านายคนใหม่ ทั้งยังบอกว่าโชคดีที่พี่ปัทม์ทำให้ท่านประธานตาสว่าง

ปัทม์เล่าวันแรกที่มาทำงานในฐานะผู้บริหารบริษัทแก่นักข่าวฟังว่า

“วันแรกของตำแหน่งผู้บริหารของบริษัท ผมประหม่าและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ผมเลยเริ่มจากการแนะนำตัวต่อทุกคนพร้อมกับตรวจดูความเรียบร้อยในการทำงานของคนในบริษัทแห่งนี้...พอผมได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บริหารของบริษัททุกคนก็ปฏิบัติต่อผมต่างไปจากเดิม...”

ปัทม์เล่าว่าตนทักทายและขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้สามเดือนของบริษัทที่ผ่านมาเรามียอดขายเพิ่มขึ้น ตนรู้ตัวว่ายังต้องเรียนรู้งานจากทุกคนที่นี่ พนักงานซุบซิบกันว่าอยู่มาจนใกล้จะเกษียณก็เพิ่งเห็นผู้บริหารเดินมาไหว้พนักงานนี่แหละ ทยุตกับรสสุคนธ์ผ่านมาได้ยินก็ยิ้มให้กันอย่างเชื่อมั่นปัทม์มาก

แต่พอปัทม์มาเจอธงหัวหน้าคลังสินค้า เห็นธงเปิดกระป๋องเครื่องดื่ม ดื่มอึกเดียวก็โยนกระป๋องใส่ถังขยะพูดท่าทางกวนๆว่าจะมาซ่อมจะมาสร้างบริษัทนี้ เหนื่อยหน่อยนะ แล้วชี้ไปที่รถขนสินค้าที่เก่าเกินกว่าจะซ่อม บอกว่าสภาพบริษัทไม่ต่างจากรถคันนี้ ปัทม์ถามว่าแล้วพอจะมีทางซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ไหม

“มี แต่ต้องใช้เวลาแล้วก็ความร่วมมือร่วมใจของคนที่นี่” ปัทม์บอกว่าตนจะทำให้เต็มที่ “จะไหวหรือท่าทางดูซื่อๆ ประสบการณ์ก็ไม่มี จะทำยังไงให้บริษัทนี้มันกลับคืนมาได้” ซ้ำยังบ่นไตรคุณว่า “ท่านประธานใจร้อนเกินไปหรือเปล่าที่ตัดสินใจแบบนี้ หรือที่เลือกไอ้หนุ่มนี่มาเพราะอยากจะไล่ไอ้ลูกชายไม่เอาไหนกันแน่”

“แล้วผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเองครับ ว่าผมจะพาบริษัทนี้ไปได้ไกลแค่ไหน” ปัทม์ตอบคำปรามาสของธงอย่างมั่นใจ ท้าทาย แต่พอคุยกับรสสุคนธ์สองคน ปัทม์ยอมรับว่า “ต่อหน้าคนอื่นผมบอกว่าผมทำได้ เอาจริงๆนะ ผมยังไม่มั่นใจตัวเองเท่าไหร่เลย”

“ปัทม์เชื่อเถอะว่าปัทม์ทำได้อยู่แล้ว และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นรสกับทยุตก็จะคอยช่วยเหลือเอง”

รสสุคนธ์สบตาและกุมมือปัทม์ให้กำลังใจ ปัทม์เอามืออีกข้างกุมมือเธอไว้อย่างมีกำลังใจ

ooooooo

ฝ่ายหนูตุ่นกำลังสนุกและเพลิดเพลินกับการทำร้านขนมไทยที่ดีวันดีคืน โดยมีอารักษ์เป็นคนสนิทที่ทุ่มเทออกแบบโลโก้อย่างสวยงามและตั้งชื่อร้าน “ขนมไทยจงรัก”

เมื่อพฤกษ์กับครูอัญเห็นต่างก็ชอบและชมว่า

สวยดี ครูอัญบอกว่าชื่อมีความหมายดีถ้าพี่จงยังอยู่เขาคงดีใจ อารักษ์เล่าที่มาที่ทำให้ตนออกแบบและตั้งชื่อร้านว่า

“หนูตุ่นเคยเล่าให้ฟังเรื่องของคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนูตุ่น ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ใครคนหนึ่งสานต่อความปรารถนาของใครอีกคนหนึ่ง” หนูตุ่นแซวแทรกว่าใช้ภาษาซะเป็นนิยายเลย อารักษ์บอกว่า “เพราะคำนี้ไงมันเลยเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบทั้งหมด”

“พอเถอะ แค่นี้เราก็ปลื้มจนไม่รู้จะขอบคุณนายยังไงแล้ว...นายต้องคิดค่าออกแบบมาด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร เราอยากทำให้”

หนูตุ่นไม่ยอม อารักษ์จึงขอเป็นได้กินขนมฟรีไปตลอดชีวิตก็พอ หนูตุ่นว่ามากไป ครูอัญหัวเราะเร่งให้รีบไปทำงานกันเถอะเดี๋ยวจะสาย

พฤกษ์เห็นอารักษ์ปฏิบัติต่อหนูตุ่นและพูดเป็นนัยบ่อยๆ เมื่ออยู่กับอารักษ์ตามลำพังเลยถามย้ำให้ตอบตรงๆว่าคิดยังไงกับหนูตุ่น

“ผมชอบหนูตุ่น” พฤกษ์ชมว่าดีตรงแบบนี้ลุงชอบ “แต่หนูตุ่นไม่ได้คิดกับผมแบบนั้นนะครับ”

อารักษ์เล่าถึงอดีตที่ตนเริ่มจีบหนูตุ่น ทั้งวาดรูปหนูตุ่นให้ ซื้อขนมมาฝาก แต่หนูตุ่นก็แจกเพื่อนๆกินหมด จนวันนี้ตนก็ยังหวังว่าสักวันหนูตุ่นจะใจอ่อนและยอมเปิดโอกาสให้ตนบ้าง

ครูอัญก็ชอบแบบที่อารักษ์ออกให้มาก คืนนี้ก็ชมกับหนูตุ่นว่าสวยดี อารักษ์เก่ง หนูตุ่นคุยอวดว่าเขาเป็นคนออกแบบมือ 1 ของออฟฟิศเลยล่ะ ครูอัญที่สังเกตท่าทีของอารักษ์มาตลอดเลยถามว่าหนูตุ่นคิดยังไงกับอารักษ์ หนูตุ่นบอกว่าเรารู้จักกันมานานรู้ไส้รู้พุงกันหมด เราสนิทกันแบบเพื่อนและตนก็ยังสนุกกับงานอยู่

ooooooo

เพราะปัทม์เชื่อว่าผู้บริหารที่ไม่มีประสบการณ์ต้องเรียนรู้จากการทำงานก่อน เขาจึงทำงานอย่างถึงลูกถึงคน เดินตลาดและช่วยส่งของตามร้านค้า ทำงานอย่างไม่มีวันหยุด

วันนี้ก็ไปส่งน้ำอัดลมที่ร้านครูอัญ หนูตุ่นนั่งปั้นสาคูที่โถงได้ยินเสียงแม่ทักทายกันก็นึกว่าอารักษ์ จึงทัก

“อ้น...”

แต่คนที่เดินเข้ามากลับเป็นปัทม์ หนูตุ่นมองข้างหลังเขาถามว่ามาคนเดียวหรือ วันนี้ว่างหรือ ปัทม์บอกว่าวันนี้มาดูร้านค้าแถวนี้เลยแวะเอาขนมมาฝากแล้วจะช่วยหนูตุ่นปั้นสาคู หนูตุ่นบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเพื่อนมาช่วย แต่ปัทม์ขอช่วยไปพลางก่อน

ระหว่างนั้นต่างถามถึงธุรกิจและงานของอีกฝ่าย ปัทม์บอกว่าตนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารแล้ว หนูตุ่นดีใจด้วย ปัทม์บอกว่าที่ตนมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคำแนะนำของหนูตุ่น

“ถ้าไม่มีหนูตุ่น พี่ก็คงไม่มีวันนี้ ขอบใจหนูตุ่นมากนะ”

หนูตุ่นเขินจนปั้นสาคูเม็ดใหญ่กว่าปกติ ปัทม์คว้ามือหนูตุ่นติงว่าใหญ่ขนาดนี้จะให้ใครกิน หนูตุ่น

ทั้งตกใจทั้งเขิน เอาสาคูใส่ปากปัทม์ “ก็ให้พี่ปัทม์กินไง”

ขณะทั้งคู่กำลังหัวเราะแก้เขินกัน อารักษ์เข้ามาพอดี หนูตุ่นจึงแนะนำให้รู้จักกัน อารักษ์ไหว้บอกว่าได้ยินชื่อพี่ปัทม์มานานเพิ่งได้เจอกันวันนี้

ระหว่างนั้นอารักษ์เอาตัวอย่างแพ็กเกจใส่ขนมไทยเก๋ๆติดโลโก้ที่อารักษ์ออกแบบให้หลายแบบออกมาให้ดู หนูตุ่นพอใจมากชมว่า “นายนี่เก่งไม่เบานะ” อารักษ์กับหนูตุ่นอวดและหยอกล้อกันอย่างสนิทสนมจนปัทม์รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่สนิทกันมากของทั้งสอง

จังหวะหนึ่งหนูตุ่นลุกไปเตรียมภาชนะมาใส่ขนมให้ชิมกัน ปัทม์ถามอารักษ์ว่าทำไมเขารู้เรื่องตนมากจังอารักษ์บอกว่าหนูตุ่นชอบพูดให้ฟังบ่อยๆ

พอหนูตุ่นกลับมาเห็นทั้งสองคุยกันถูกคอถามว่านินทาตนหรือเปล่า ปัทม์ว่าไม่ได้นินทา ชมว่า

“อารักษ์เขาเก่งนะ แถมยังดูจะรู้ใจหนูตุ่นอีก”

“ค่ะ ก็เรารู้จักกันมานาน เป็นเพื่อนสนิทกันก็ต้องรู้ใจกันเป็นธรรมดา ไม่งั้นก็คงทำงานด้วยกันลำบาก”

ปัทม์สะดุดใจคำว่าเพื่อนสนิท เพราะไม่เคยเห็นหนูตุ่นมีเพื่อนสนิทเป็นผู้ชายมาก่อน แต่อารักษ์ฟังแล้วหน้าเจื่อนที่หนูตุ่นให้ตนเป็นได้แค่เพื่อนสนิทในเรื่องงานเท่านั้น

ระหว่างนั่งกินขนมกันนั้น รสสุคนธ์ก็มาตามปัทม์ ปัทม์แนะนำแก่อารักษ์ว่ารสสุคนธ์เป็นคนทำงานด้วยกัน อารักษ์แนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนของหนูตุ่น

“เพื่อนสนิทมากด้วยค่ะ” หนูตุ่นย้ำ ทำเอาทั้งปัทม์และอารักษ์หน้าเจื่อนด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน

เล่าถึงตอนนี้ปัทม์บอกนักข่าวที่กำลังฟังเพลินว่า เป็นครั้งแรกที่ตนรู้สึกหึงหวงหนูตุ่น ตรีชวาบอกว่าตนไม่เห็นรู้เลยและไม่เห็นพี่ปัทม์แสดงออกด้วย

ปัทม์ยอมรับว่าตอนนั้นตนรู้สึกแคร์หนูตุ่นมาก รู้สึกเหมือนกำลังจะเสียคนสำคัญในชีวิตไปอีกคน

ฝ่ายตรีชวาก็บอกว่าตอนนั้นบอกได้ว่าคนที่ใช่ของเราคือพี่เขา รู้แต่ในสถานการณ์นั้นรู้ว่าต้องทำให้เขาเจ็บใจกลับไป

“ตอนนั้นดีใจนะที่รู้ตัวเองว่าเลือกใครจริงๆ แต่ผิดหวังที่คิดว่าเขาสองคนเป็นแฟนกันแล้ว”

ปัทม์บอกว่าตนก็เป็นแบบนั้น ตรีชวาถามว่าแล้วทำไมไม่บอกว่ารักหนูตุ่น ปัทม์ย้อนถามว่าแล้วทำไมหนูตุ่นไม่บอกล่ะ ตรีชวาบอกว่าคิดไปคิดมาเก็บไว้ในใจดีกว่า ปัทม์บอกทันทีว่า

“พี่ก็เหมือนกัน” แล้วปัทม์ก็เล่าว่าตอนนั้นเราห่างกันไป แต่ลึกๆแล้วเราทั้งคู่ก็อยากเจอกันอยู่ ตรีชวาบอกว่าดีแล้วที่ห่างกัน ปัทม์เห็นว่าเพราะมันจะทำให้เรารู้จักกันและกันมากขึ้น...

เมื่อยอดขายน้ำอัดลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทยุตเสนอว่าเราไม่มีเงินทุ่มโฆษณาเหมือนบริษัทอื่นฉะนั้นเราต้องสร้างภาพลักษณ์ของเราให้ดี ตนอยากให้เครื่องดื่มของเราเป็นเครื่องดื่มของคนรุ่นใหม่ อยากได้ดาราวัยรุ่นมาเป็นพรีเซนเตอร์ รสสุคนธ์เห็นด้วยถามปัทม์ว่าเห็นว่ายังไง ปัทม์เห็นด้วยกับแนวคิดนี้แต่เราไม่มีงบมากพอที่จะจ้างดารา

ทยุตจึงเสนอให้เอาวัยรุ่นแทน สร้างภาพลักษณ์เป็นน้ำอัดลมของวัยรุ่น ปัทม์บอกลองดูก็ได้

ผลปรากฏว่า สถิติตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน จากนั้นไอเดียหลายอย่างที่กลั่นจากสมองของทยุต

ก็ตามมาไม่หยุด ปัทม์เล่าว่าตอนนั้นตนปล่อยให้ทยุตคิดอะไรอย่างที่เขาฝันอยากให้บริษัทดีขึ้นและตนก็

ได้เรียนรู้จากเขาด้วย ส่วนตนการได้ลงพื้นที่ดูด้วยสายตา ดูกลยุทธ์ที่ทยุตได้วางแผนไว้นับเป็นประโยชน์กับตัวเองจริงๆ

จากนั้นทยุตก็มีไอเดียใหม่ เสนอว่าอยากให้มีการจัดตู้แช่แล้วเห็นเครื่องดื่มของเราชัดๆหรืออยู่ด้านหน้าของคู่แข่ง รวมไปถึงการให้มีโลโก้เด่นชัดในร้าน

ไอเดียนี้กลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล เมื่อประสบผลสำเร็จมากทำให้มีการแข่งขันสูงขึ้น

วันนี้ไตรภพมาที่บริษัทเอ่ยปากชมว่าไม่ได้มาเสียนานไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะพาบริษัทมาได้ไกล

ขนาดนี้ รสสุคนธ์บอกว่าท่านประธานขอให้เขามานั่งฟังอย่างน้อยปีละสองครั้งก็ยังดี

ทยุตเสนอไอเดียใหม่อีกเชื่อว่าคู่แข่งไม่กล้าเล่นว่า “เราน่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ นั่นก็คือเด็ก”

ปัทม์สะดุดคิดทันทีว่าน้ำอัดลมไม่มีประโยชน์ต่อเด็ก แต่สังเกตคนอื่นเห็นทุกคนคล้อยตามทยุตที่ย้ำมากว่าถ้าเราเจาะกลุ่มเด็กได้เราจะขายสินค้าได้มากขนาดไหน เพราะเด็กจะซื้อสินค้าเราไปอีกเป็นสิบๆปี

“แต่เด็กไม่ควรดื่มน้ำอัดลม” ปัทม์ขัดขึ้น

ทยุตยืนยันไอเดียของตนว่าขายได้มากแน่ เด็กชอบของหวานและถ้าเด็กอยากดื่มพ่อแม่ก็ต้องซื้อให้

ปัทม์ยืนยันไม่เห็นด้วยเพราะสุขภาพของเด็กเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึง ทยุตจึงเสนอให้เป็นการสะสมฝาจีบเอามาแลกของเล่น อย่างนี้พอเป็นไปได้ไหม ไตรภพเห็นด้วย ทยุตขอบคุณ บอกว่าเป็นครั้งแรกที่เขายอมรับไอเดียตน ตนมั่นใจว่าวิธีนี้จะทำให้เราเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

“คนอื่นว่ายังไงครับ” ที่ประชุมไม่มีใครคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค ทุกคนคิดแต่จะได้ผลกำไรเท่านั้น

ปัทม์เล่าความรู้สึกในขณะนั้นว่า ตนเหมือน

น้ำท่วมปากไม่สามารถพูดอะไรได้เลย เพราะวิธีนี้เหมือนเป็นการมอมเมาเด็ก แต่ไม่มีใครเห็นความสำคัญคิดแต่อยากให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ตนเสียงเดียวช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ แม้แต่รสสุคนธ์ยังมากล่อมว่าเขาต้องฟังเสียงในที่ประชุม และเด็กทั่วโลกเขาก็ดื่มกัน

“แต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่ผมทำ!!” ปัทม์โพล่ง รสสุคนธ์ย้ำว่านี่เป็นเรื่องทำธุรกิจ การตัดสินใจในที่ประชุมจะเป็นประโยชน์ต่อเราทุกคน “ของพวกคุณมากกว่าไม่ใช่ผม...ผมขอตัว”

ปัทม์บอกนักข่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่ทำงานแล้วเจอปัญหาขัดแย้งกับตัวเอง ตอนนั้นตนถามตัวเองว่า

“กูทำอะไรอยู่เนี่ย?”

ในที่สุดปัทม์ตัดสินใจไปหาครูอัญที่บ้านพร้อมกับข้าวสองสามอย่าง เล่าความอึดอัดใจให้ฟัง ครูอัญปลอบว่าอย่าคิดมากเราทำไปตามหน้าที่และต้องอดทน ปัทม์ถามว่าอดทนไปเพื่ออะไรครับ ครูบอกว่าปัทม์มีหน้าที่การงานที่ดีแล้ว ก็ต้องรักษามันไว้ ไม่ทำเพื่อ

ตัวเองก็ต้องทำเพื่อคนที่ตัวเองรัก ยกตัวอย่างว่า ดูหนูตุ่นสิตอนนี้เก็บเงินเพื่อปรับปรุงบ้านหลังนี้ใหม่ ย้ำกับปัทม์ว่า

“หนูตุ่นเขาทำทุกอย่างเพื่อตัวเขาและตัวครู นี่ก็ได้อารักษ์เขาช่วยออกแบบให้”

พอดีหนูตุ่นกับอารักษ์เดินเข้ามา อารักษ์ถือถุงกับข้าวมาเต็มสองมือต่างกับตัวเองที่เอามาไม่กี่อย่าง อารักษ์ชวนปัทม์อยู่กินข้าวด้วยกันแล้วเดินเข้าครัวไปจัดอาหารเหมือนบ้านของตัวเอง

ปัทม์เล่าความรู้สึกขณะนั้นให้นักข่าวฟังว่า

“ผมรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างผมกับหนูตุ่นห่างกันเรื่อยๆตั้งแต่ตอนนั้น เป็นครั้งแรกที่หนูตุ่นไหว้ผม และผมจำต้องรับไหว้ ตอนนั้นผมคิดว่าผมคงต้องเริ่มต้นชีวิตคู่กับเพื่อนสนิทผมคนนั้นอย่างแน่นอน ถ้าชีวิตไม่เกิดอุปสรรคอีกครั้ง”


ละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ตอนที่ 7 อ่านซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"ติดตามละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์ 15 มี.ค. 2562 07:59 2019-03-17T01:04:13+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ