ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐ นวลแพง

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์

พ.ศ.2519 ปัทม์เดินทางไปเชียงรายกับสมพร พอถึงเชียงราย อ้ายคำชายชาวเหนือวัย 50 เอารถกระบะมารับเดินทางต่อไปไร่ ซึ่งต้องผ่านถนนลูกรังเป็นหลุมบ่อขรุขระ ปัทม์สวมแว่นดำนั่งอยู่หลังรถกระบะ

“ลูกชายเหรอ” อ้ายคำถาม สมพรบอกว่าหลาน “เคยอยู่แต่ในเมือง จะมาอยู่ป่าอยู่เขากับเขาได้เหรอ”

สมพรบอกว่าหลานตนเป็นคนสู้ชีวิต อ้ายคำบอกว่าตนรู้เพราะสมพรเองก็เป็นคนสู้ชีวิตเหมือนกัน สมพรบอกอ้ายคำต้องช่วยตนดูไร่ด้วย

อ้ายคำบอกว่าทางข้างหน้าถนนมันเริ่มจะไม่ดีแล้วบอกหลานด้วย สมพรจึงหันไปบอกปัทม์ว่าถนนมันแย่มาก หาที่จับให้ดีๆด้วย

ถนนแย่จริงๆ ขนาดปัทม์จับรถไว้แน่นก็ยังถูกรถเหวี่ยงไปมาจนหัวสั่นหัวคลอน อ้ายคำมองกระจกหลังแล้วหัวเราะขำปัทม์ที่นั่งทำหน้าเหมือนตุ๊กตาเสียกบาล

กว่าจะมาถึงไร่ ทั้งรถและคนก็เขรอะไปด้วยฝุ่น สมพรลงจากรถแล้วถามปัทม์ว่าเป็นยังไงบ้าง ปัทม์บอกว่าคราวก่อนไม่ได้มาทางนี้ สมพรบอกว่าอ้ายคำพามาอีกทาง ปัทม์ถามว่าทำไมไม่มาทางเดิม

“ไหนๆนายก็จะมาอยู่ที่นี่แล้ว จะได้รู้จักที่นี่ให้ครบทุกซอกทุกมุม” อ้ายคำตอบยิ้มๆแล้วขนของลงจากรถ สมพรบอกปัทม์ว่าตั้งแต่ตนมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเดวิดที่นี่ก็ได้อ้ายคำนี่แหละที่คอยช่วยเหลือ บอกให้ปัทม์คุยกับอ้ายคำไปก่อนตนจะเอาของไปเก็บแล้วจะพาไปเดินดูสวนสมุนไพร

พอสมพรเอาของเข้าบ้าน อ้ายคำก็ถามปัทม์ว่าที่นี่ไม่เหมือนเมืองหลวง มีแต่สวนจะอยู่ได้เหรอ ปัทม์ยืนยันว่าอยู่ได้และตนชอบอากาศที่นี่

อ้ายคำพูดให้เตรียมความคิดว่าแรกๆก็ดีอยู่หรอก เดี๋ยวพอลงมือทำไร่ทำสวนจริงๆอาจจะเปลี่ยนใจ

“แล้วนี่เอ็งปลูกต้นไม้ต้นไร่เป็นหรือเปล่า” ปัทม์บอกว่าเคยช่วยน้าพรปลูกในกระถาง “จากนี้ไปเอ็งจะไม่ได้ปลูกแค่ในกระถางแล้วนะ ฮ่าๆๆ”  อ้ายคำหัวเราะร่าอารมณ์ดี

สมพรตามมาสมทบ พาปัทม์เดินชมและแนะนำสมุนไพรชนิดต่างๆ ปัทม์ดูและศึกษาอย่างจริงจัง

ปัทม์ในวันนี้เล่าชีวิตที่เริ่มต้นในไร่สมุนไพรให้นักข่าวฟังอย่างรู้สึกดีมากว่า

“ผมเพิ่งเห็นสีหน้าและแววตาที่มีความสุขจริงๆ ของน้าพร เสียดายที่แม่ไม่ได้อยู่ด้วย ผมเชื่อว่าน้าพรกับแม่ก็อยากใช้ชีวิตแบบนี้มาทั้งชีวิต”

ooooooo

อ้ายคำจัดห้องให้ปัทม์อยู่ ปัทม์ประคองรูปแม่เข้าไปในห้องวางบนหิ้ง ที่ด้านบนมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ร.9 แขวนอยู่ สมพรมองรูปลินจงยิ้มปลื้มที่ปัทม์เอารูปแม่มาด้วยความรักและระลึกถึงเสมอ

สมพรเล่าที่มาของไร่ผืนนี้ให้ปัทม์ฟังว่า ตนซื้อที่ดินแถวนี้ไว้ไม่น้อยคิดจะปลูกแต่ต้นไม้กับสมุนไพรที่อยากปลูก ปัทม์ถามว่าแน่ใจหรือว่าการปลูกพืชสมุนไพรที่น้าว่าจะเป็นอาชีพได้

“สมุนไพรพวกนี้มีประโยชน์นะ อีกสิบยี่สิบปี ข้างหน้าคนจะแห่มาสนใจของพวกนี้” ปัทม์ถามว่าทำไมหรือ “ของพวกนี้วันนึงมันจะมีค่ามากกว่าทอง โลกมันเจริญแค่ไหน คนก็ต้องกลับมากินกลับมารักษาด้วยวิถีธรรมชาติ สมุนไพรพวกนี้คือคำตอบของวันนี้และอนาคตข้างหน้า จำคำพูดของน้าไว้”

ปัทม์รับคำอย่างจดจำ พอดีอ้ายคำบอกว่าจัดห้องเสร็จแล้วคืนนี้หลับสบายแน่ กำชับว่าดูแลห้องให้ดี ห้องตนยังไม่สะอาดเท่านี้เลย อ้ายคำเรียกปัทม์ว่าไอ้หนุ่ม บอกว่าขี้เกียจเรียกชื่อ อ้ายคำกระซิบปัทม์ว่า “เอ็งต้องดูแลนังพรให้ดีนะเว้ย มันไม่เหลือใครแล้ว”

สมพรถามว่ากระซิบอะไรกัน อ้ายคำอุบอิบว่า “เรื่องของผู้ชายเขา เอ็งอย่ารู้เลย” ปัทม์มองอ้ายคำที่คุยกับน้าพรดูสนิทสนมกันมาก

ปัทม์บอกกับพวกนักข่าวที่ฟังเรื่องราวในอดีตที่กำลังถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า

“จริงอย่างที่อ้ายคำว่า ตอนน้าพรมาเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่ที่นี่ก็มีเดวิดอยู่เคียงข้างมาตลอด แต่ตอนนี้น้าพรไม่เหลือใครแล้ว ผมเลยตั้งใจว่าจะดูแลน้าพรให้ดีที่สุด”

ปัทม์ก็ยังเขียนจดหมายถึงหนูตุ่นสม่ำเสมอ บอกเหตุผลที่ตนต้องมาอยู่เชียงรายอย่างละเอียดและลงท้ายว่า

“นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่พี่ต้องมาอยู่เชียงราย ขอโทษด้วย”

แต่จดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าของปัทม์ที่ส่งมา หนูตุ่นรับแล้วใส่กล่องไว้ไม่เคยอ่านแม้แต่ฉบับเดียว

วันนี้ก็เช่นกัน มีจดหมายมา พอพฤกษ์เอาไปให้ หนูตุ่นดูหน้าซองแล้วเก็บใส่กล่องเลย พฤกษ์เอาจดหมายให้หลานแล้วก็ไม่ได้สนใจเพราะต้องสาละวนกับเจ้าหน้าที่ที่มาติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้าน

แล้ววันหนึ่งปัทม์ก็ได้รับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์ ปัทม์ดีใจมากเมื่อพลิกดูหลังซองเป็นจดหมายที่มาจากกรุงเทพฯ รีบเข้าบ้านกรีดซองอย่างประณีตดึงจดหมายออกอ่าน แต่แล้วสีหน้าที่ตื่นเต้นดีใจก็ค่อยๆนิ่งไป

ปัทม์ในวัยชราวันนี้เฉลยกับนักข่าวที่มองตนอย่างตื่นเต้นว่า

“เป็นจดหมายฉบับแรกที่ผมได้รับการตอบกลับ แต่ไม่ใช่หนูตุ่นหรอกนะที่เป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้ ครูอัญเขียนตอบกลับมาเพื่อบอกว่าหนูตุ่นไม่เคยอ่านจดหมายของผมเลยสักฉบับ ครูอัญบอกกับผมว่าถ้ามีเวลาให้โทร.ทางไกลไปที่บ้าน ซึ่งตอนนี้มีโทรศัพท์ใช้แล้ว”

ปัทม์ไม่รอช้า เขาถามน้าพรว่าถ้าตนจะใช้โทรศัพท์ทางไกลไปกรุงเทพฯต้องไปที่ไหน สมพรบอกว่าต้องเข้าเมือง ปัทม์บอกน้าพรว่าที่บ้านครูอัญมีโทรศัพท์แล้วตนอยากโทร.ไปหา สมพรบอกว่าเดี๋ยวน้าพาไป

ooooooo

สมพรพาปัทม์ไปใช้โทรศัพท์ในร้านขายของชำในตัวเมือง พอโทร.ติดปัทม์ขอสายครูอัญต่างตื่นเต้นมากที่ห่างกันถึงเชียงรายแต่เสียงพูดเหมือนนั่งคุยกันอยู่ตรงหน้า

ถามไถ่กันแล้วครูอัญถามว่าจะคุยกับหนูตุ่นไหม ปัทม์รีบบอกว่าคุย แต่พอครูอัญไปบอกหนูตุ่น หนูตุ่นบอกแม่ว่าตนไม่ว่าง แล้วลุกเดินออกจากบ้านไปเลย

ครูอัญกลับมาบอกปัทม์ว่าหนูตุ่นออกจากบ้านไปแล้ว ปัทม์คาดว่าหนูตุ่นคงยังไม่หายโกรธตน

“ตามที่บอกไปในจดหมายนั่นแหละ”

“ตอนนั้นถ้าผมบอก หนูตุ่นคงไม่ให้ผมมาที่เชียงรายหรอกครับ แต่จริงๆผมควรต้องบอกน้อง”

“ช่างเถอะปัทม์ ครูว่าเดี๋ยวหนูตุ่นเขาก็ลืมไปเอง”

พอปัทม์วางสายจากครูอัญสีหน้าเขาผิดหวังมาก สมพรเดินมาหาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ปัทม์บอกว่าไม่มีอะไร สมพรจึงบอกเจ้าของร้านให้หมุนเบอร์ตะกี้ให้อีกที

ooooooo

ผ่านไป 4–5 เดือน หนูตุ่นคว้ากระเป๋าจะไปมหาวิทยาลัย กระเป๋าเหวี่ยงไปถูกกล่องจดหมายหล่น จดหมายในกล่องกระจายเต็มพื้น หนูตุ่นมองจดหมายอย่างครุ่นคิด ตัดสินใจหยิบขึ้นเปิดอ่าน...

พออ่านฉบับแรกก็ทำให้ต้องหยิบฉบับต่อๆไปมาอ่าน จนจดหมายที่อ่านแล้วกองอยู่เกือบ 10 ฉบับ หนูตุ่นว้าวุ่นใจ ใจวนเวียนอยู่แต่กับข้อความในจดหมายจนน้ำตาซึมและร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร

เพื่อนๆทักว่าระยะหลังมานี่หนูตุ่นไม่ค่อยยิ้ม ถามว่าเรื่องพี่ปัทม์ใช่ไหม ตกลงสองคนเป็นอะไรกันแน่ หนูตุ่นย้อนถามว่าทำไมต้องอยากรู้กันขนาดนั้น ตัดบทว่าตอนนี้เขาเรียนจบแล้วและไปทำงานอย่างที่เขาอยากทำ เพื่อนถามว่าเสียใจหรือโกรธ?

“ฉันเสียใจที่เขาตัดสินใจไปอยู่ที่นั่น และก็โกรธเพราะเขาไปโดยไม่ลาเลยซักคำ”

“นั่นไง เพราะแกรู้สึกรักเขาไง” หนูตุ่นปรามว่าอย่าทำเป็นหมอดูหน่อยเลย “โถ...ถามใจแกดูดีกว่าไหม”

“เฮ้อ...จะให้ฉันกับพี่ปัทม์เป็นแฟนกันให้ได้ใช่ไหม แกไม่เชื่อรึไงว่าคนที่สนิทกันขนาดนี้จะรักกันแบบพี่น้องได้” พูดแล้วหนูตุ่นเดินไปเลย แต่เพื่อนก็ยังตะโกนไล่หลังมาว่า

“แกหลอกคนอื่นได้ แต่แกหลอกใจตัวเองไม่ได้หรอกนะ”

เวลานั้นหนูตุ่นส่ายหัวเดินไปอย่างไม่สนใจคำแซวของเพื่อนๆ

แต่วันนี้...หนูตุ่นในอดีตหรือคุณตรีชวาปัจจุบันที่นั่งเคียงข้างปัมท์ในวัยใกล้เคียงกัน พูดถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า คิดว่าไม่อยากเจอพี่ปัทม์อีกแล้วเพราะตัวเองก็รู้สึกเจ็บอยู่แล้วยังมีคนมาซ้ำเติมอีก

“แต่ถ้าตอนนั้นพี่กลับมาขอโทษ เราสองคนอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนี้ก็ได้นะ” ปัทม์พูดอย่างมีความสุขว่า “สิบกว่าปีที่เราไม่เจอกัน ทำให้เรามีกันและกันวันนี้เนอะ”

“ต้องไปถามตัวเองว่ามันยากแค่ไหนกับการที่จะมาขอโทษต่อหน้า ลูกผู้ชายเสียเปล่า”

“ต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะเข้าใจคำว่า ลูกผู้ชาย...พี่ขอโทษนะ”

“ถึงตอนนี้ พี่ปัทม์ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เลือกจะไปอยู่เชียงรายค่ะ”

กลายเป็นปัทม์กับตรีชวาช่วยกันเล่าและคุยกันเองถึงเรื่องราวในอดีตกันอย่างมีความสุข

ooooooo

ปัทม์ในวัยหนุ่ม ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำสวนสมุนไพรกับน้าพร จากที่เคยปลูกสมุนไพรในกระถาง อ้ายคำก็สอนให้ขุดดินทำสวนสมุนไพรจนเหงื่ออาบมือแตกก็ไม่ย่อท้อ

ส่วนน้าพรก็ต้มสมุนไพรเป็นน้ำดื่มบำรุงให้ดื่มกันและให้กำลังใจ น้าพรยังคุยถึงหนูตุ่นกับรสสุคนธ์ผู้หญิงสองคนที่ปัทม์ใกล้ชิดสนิทสนม ปัทม์บอกว่าหนูตุ่นนั้นเหมือนน้องและรสสุคนธ์ก็คือเพื่อนสนิท

“ปัทม์มีปัญหากับผู้หญิงสองคนที่เลิกติดต่อกับปัทม์ เพราะปัทม์เลือกที่จะมาอยู่กับน้าที่นี่ ปัทม์กลับไปอยู่กรุงเทพฯดีกว่าไหม น้าไม่อยากให้ปัทม์ต้องเสียเพื่อนเสียน้อง”

“น้าพรครับ บุญคุณที่น้าพรดูแลผมกับแม่ ยังไงผมก็ต้องตอบแทนน้าตามความตั้งใจของแม่ที่เคยบอกผมไว้”

“น้าเข้าใจ แต่ปัทม์ก็ต้องมีทางเลือกในชีวิตของปัทม์เองไม่ใช่เหรอ”

“น้าพรครับ ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ไงครับ คือที่ที่ผมเลือกแล้ว”

“ขอบใจนะปัทม์...”

สมพรน้ำตาคลอโผเข้ากอดปัทม์ด้วยความซึ้งใจ

ฝ่ายหนูตุ่นเลือกที่จะไม่ตอบจดหมายและพูดคุยกับปัทม์ มุ่งมั่นทำขนมที่เรียนรู้จากลินจงอย่างจริงจัง แต่ปัทม์ก็ได้รู้เรื่องราวของหนูตุ่นจากครูอัญ ปัทม์เล่าว่า

“ครูอัญบอกว่า ตั้งแต่ผมไปอยู่เชียงราย หนูตุ่นเอาจริงเอาจังกับการทำขนมจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่หนูตุ่นขาดไม่ได้ หนูตุ่นตัดสินใจทำขนมขายโดยยังคงใช้ชื่อร้านเดิมคือชื่อแม่ผม แล้วก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผมอยากชิมฝีมือของหนูตุ่นมาก แต่ไม่มีโอกาส หรือจริงๆผมนั่นแหละเป็นคนตัดโอกาส...”

“ส่วนรสสุคนธ์ ผมได้ข่าวว่าเธอพบรักกับคนที่ทำงาน เราไม่ได้เจอกันอีกเลย ผมเสียใจนะ แต่การที่ผมมาไกลจากที่ที่เคยอยู่ มันทำให้ผมเห็นอารมณ์ตัวเอง และผมก็รู้ว่ารสสุคนธ์เป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมชอบ”

“ส่วนผม ผมก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ที่ไร่กับน้าพร ตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ผมปลูกต้นไม้ทุกวัน...”

ooooooo

จน 9 ปีต่อมา...ในปี พ.ศ.2528 ต้นไม้ที่ปัทม์ปลูกเจริญงอกงามจนเขียวครึ้มร่มรื่นไปทั้งไร่ ที่ไร่น้าพรนอกจากอ้ายคำแล้วยังมีมิ่งหลานชายกำพร้าที่อ้ายคำเลี้ยงดูจนโตและเอ้หลานสาวลูกครึ่งหน้าฝรั่งแต่พูดฝรั่งไม่ได้สักคำมาอยู่ด้วย

มิ่งเป็นคนซื่อและขยันมาก ส่วนเอ้เป็นเด็กสาวที่ไม่สวยแต่มีเสน่ห์ มาช่วยสมพรทำสวนสมุนไพรเพราะมีแรงดึงดูดใจจากปัทม์หนุ่มหน้าเข้มผิวกร้านที่ขลุกอยู่กับสวนสมุนไพรทั้งวัน

ปัทม์เล่าถึง 9 ปีที่อยู่ทำสวนสมุนไพรว่า

“9 ปีที่อยู่ที่นั่น หลายสิ่งเปลี่ยนไป โดยเฉพาะน้าพร...สุขภาพของน้าพรดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่อยู่ที่นั่น ผมแทบไม่เคยเห็นน้าพรป่วยเลย น้าพรใช้ชีวิตเรียบง่ายตามวิถีธรรมชาติ ปลูกผักกินเองแล้วก็มีอ้ายคำกับหลานๆแกมาช่วยทำให้ไร่แห่งนั้นมีชีวิต มันมีค่ามากกว่าทองคำอย่างที่น้าพรเคยบอกจริงๆ”

สมพรไม่เพียงใช้สมุนไพรรักษาสุขภาพของตัวเองและคนในไร่เท่านั้น ยังแจกจ่ายและดูแลรักษาชาวไร่ใกล้เคียงจนหายเจ็บป่วย นับวันก็ได้รับความเชื่อถือและเป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านแถวนั้น

นอกจากต้มแจก ปลูกแจกแล้ว สมพรยังเผยแพร่ความรู้และสรรพคุณสมุนไพรต่างๆแก่ชาวบ้านให้ดูแลตัวเองตามวิถีธรรมชาติ จนปัทม์เอ่ยปากชื่นชมว่า

“น้าเป็นเหมือนหมอสมุนไพรของคนที่นี่จริงๆ”

“เรากินแล้วดี เราก็ช่วยบอกต่อ เพื่อให้คนเขาหายจากโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพแข็งแรง น้าว่านี่มันเป็นบุญเยอะนะ” ปัทม์บอกว่าตนอยากมีความรู้ได้สักครึ่งของน้าจริงๆ “วันนึงปัทม์จะรู้และเข้าใจลึกซึ้งกว่าน้าถ้าปัทม์ไม่ทิ้งมัน”

“ผมคงไม่ทิ้งหรอกครับ” ปัทม์ตอบอย่างมุ่งมั่น

ooooooo

วันนี้ขณะอ้ายคำปั่นจักรยานร้องเพลงตามประสาของแกอย่างมีความสุข โดยมีมิ่งซ้อนท้ายมาตามทาง ก็เจอรถหรูคันหนึ่งตะบึงมาฝุ่นตลบ อ้ายคำหลบข้างทางจนเสียหลัก จักรยานล้มทั้งลุงหลานลงไปคลุกฝุ่น

พอลุกขึ้นได้ อ้ายคำกับมิ่งก็ปั่นจักรยานตามไปอย่างอยากรู้ว่าเป็นใครแต่ไม่ทัน

รถคันนั้นขับมาถึงไร่สมพร ก็หักพุ่งเข้าไปในไร่อย่างมั่นใจ

รสสุคนธ์นั่นเอง!

รสสุคนธ์ถามหาปัทม์ เอ้จึงไปตามให้ พอมาเห็นหน้า ปัทม์จำเกือบไม่ได้ถามว่า

“รสสุคนธ์ใช่ไหม...ไม่น่าเชื่อว่าเป็นรสจริงๆด้วย”

ปัทม์แนะนำให้เอ้กับรสสุคนธ์รู้จักกัน บอกให้เอ้ไปเตรียมน้ำกระเจี๊ยบให้พี่เขาด้วยแล้วเดินคุยไปกับรสสุคนธ์อย่างสนิทสนม เอ้ยืนเหวอ แปลกใจที่มีหญิงสาวสวยมาหาปัทม์ถึงที่นี่ ซ้ำยังดูสนิทสนมกันมากด้วย

ปัทม์พารสสุคนธ์ชมสวนสมุนไพร เธอถามทึ่งว่าไม่เจอกันนานมากไม่น่าเชื่อว่าปัทม์จะทำได้ขนาดนี้ ปัทม์บอกว่าเป็นความต้องการของน้าพร ส่วนตนก็เรียนรู้แบบครูพักลักจำ แล้วถามว่าเธอยังทำงานที่เดิมหรือเปล่า รสสุคนธ์บอกว่าเปลี่ยนมาหลายที่แล้วแต่ตอนนี้ทำอยู่บริษัทน้ำอัดลม

ปัทม์ถามว่าแล้วรู้ที่อยู่ตนได้ยังไง เธอบอกว่าไม่ยากถ้าตนตั้งใจจะหา พลางเอาของฝากให้

“ขอบคุณรสมากที่คิดถึงกัน อุตส่าห์ขับรถมาจากกรุงเทพฯ”

“รสไม่เคยลืมปัทม์เลยนะ”

“เพื่อนกันจะลืมได้ไงล่ะ”

“เพื่อนเหรอ??” รสสุคนธ์ถามเสียงสูง แล้วสบตากันเป็นนัยๆ

ทั้งสองเดินคุยกันหนุงหนิงในสวนสมุนไพร

อ้ายคำกับมิ่งกลับมาถึงบ้านเห็นรถจึงรู้จากสมพรว่าเป็นรถของเพื่อนปัทม์มาจากกรุงเทพฯ อ้ายคำเลยบ่นว่าคนเมืองกรุงมันขับรถกันอย่างนี้เหรอ

พอดีปัทม์กับรสสุคนธ์กลับมา ปัทม์ถามว่าโวยวายอะไรกัน อ้ายคำบอกว่าเพื่อนปัทม์น่ะสิทำกับลุงขนาดนี้ รสสุคนธ์รีบขอโทษบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษไม่พอยังจะทำพิธีขอขมาด้วย

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกหนู อ้ายคำหายโมโหแล้ว” สมพรเอ่ยขึ้น

“ยัง!” อ้ายคำเสียงแข็งแล้วหันเดินหนีแต่แอบยิ้ม รสสุคนธ์มองตามงงๆ

เอ้เอาน้ำกระเจี๊ยบมาให้รสสุคนธ์ตามที่ปัทม์บอก พอดื่มเธอชมว่ารสชาติดี กลมกล่อมมาก พอปัทม์บอกว่าตนทำเองก็ชมว่า “เก่งอ่ะ น่าจะทำขายนะ”

สมพรเลยให้ลองชิมน้ำอัญชันผสมมะนาวของน้าบ้าง รสสุคนธ์ชิมแล้วชมว่ารสดีมากเลย

ปัทม์ถามว่าเธอพักที่ไหน รสสุคนธ์บอกว่าพักที่โรงแรมในตัวเมือง

“จะต้องไปพักโรงแรมทำไมกัน มานอนที่นี่เลยจะอยู่กี่วันก็แล้วแต่หนูเลย” สมพรชวน เธอบอกว่าเกรงใจ “คราวหลังมาก็ไม่ต้องเปลืองเงินไปพักที่โรงแรมหรอกจ้ะ มาพักที่นี่ก็ได้”

ปัทม์ถามว่าอยู่หลายวันหรือเปล่า รสสุคนธ์ทำเป็นหยอกว่า

“อยู่จนกว่าปัทม์จะไล่เลยดีไหม” ปัทม์อุบอิบว่าใครจะไปไล่ “ล้อเล่นน่ะ รสต้องกลับไปทำงานเหมือนกัน คงจะอยู่สักอาทิตย์นึง”

ปัทม์กับรสสุคนธ์ต่างคุยกันเคอะเขิน สมพรเห็นแล้วแอบยิ้ม ส่วนอ้ายคำกับมิ่งและเอ้แอบดูอยู่อีกมุม อ้ายคำฟันธงว่า “ลุงยืนยันว่าเขาเป็นแฟนกันแน่” มิ่งบ่นว่าไม่เหมาะสมกันเลย อ้ายคำถามว่าไม่เหมาะยังไง มิ่งบอกว่าพี่รสดูสวยแต่รู้สึกจะเยอะไปหน่อย ซึ่งตรงกันข้ามกับพี่ปัทม์ที่ดูทื่อๆ เอ้บ่นแทรกว่า

“แล้วยังอยู่อีกตั้งหลายวัน”

“เอ้เอ๊ย...ลุงเข้าใจเอ็งนะ ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งเจ็บ” เอ้ถามหน้าตายว่าลุงพูดอะไรตนไม่เข้าใจ

“แหมพี่เอ้...พวกเรารู้กันหมดแล้วว่าพี่เอ้แอบชอบใครอยู่” มิ่งแทรกขึ้น

“บ้า อย่างพี่น่ะเหรอจะมีเวลาไปชอบใคร” เอ้ด่าแก้เขินแล้วเดินหนีไป

สายวันนี้เอง ปัทม์กับรสสุคนธ์จะเข้าเมือง สมพรจะไปซื้อของใช้ที่ตลาดด้วย ปัทม์ถามเอ้ว่าอยากได้อะไรไหมเดี๋ยวจะซื้อมาให้ เอ้ส่ายหน้าจ๋อยๆมองทั้งหมดขึ้นรถไปใจห่อเหี่ยว

พอไปถึงตลาด สมพรบอกปัทม์กับรสสุคนธ์ว่า

“เดี๋ยวน้าจะไปดูของก่อน ปัทม์ก็พาหนูรสไปเดินเล่นแล้วกัน หนูรสจะได้ไม่เบื่อ แล้วเดี๋ยวสักครึ่งชั่วโมงค่อยกลับมาเจอกัน”

“ครับ”

ปัทม์กับรสสุคนธ์แยกไปอีกทาง สมพรกำลังจะข้ามถนนนึกอะไรได้หันมาเรียกปัทม์

“เอ้อ...ปัทม์ น้าฝาก...”

ปัทม์กับรสสุคนธ์หันกลับมามอง ทันใดนั้นมีรถเก๋งพุ่งเข้าชนสมพรอย่างจังจนล้มไปต่อหน้าต่อตา ทั้งสองตกใจสุดขีดร้องสุดเสียง...

“น้าพร!!”

ooooooo

สมพรหัวกระแทกพื้นอย่างแรง หัวแตกเลือดคั่งในสมอง พอถึงห้องฉุกเฉินปัทม์กับรสสุคนธ์เฝ้าอยู่ หน้าห้อง

ปัทม์เล่าถึงสถานการณ์ตอนนั้นว่า...

“เป็นอีกครั้งในชีวิตที่ผมต้องเผชิญวิกฤตินับจากวันที่แม่ผมเสีย...สถานการณ์ของน้าพรตอนนั้นเป็นตายเท่ากัน และไม่มีใครรับประกันได้ว่า เมื่อฟื้นแล้วจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่”

นักข่าวถามถึงอาการหลังผ่าตัด ปัทม์บอกว่าน้าพรก็ยังไม่ฟื้น มีอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง อาการทรุดลงจนน่าเป็นห่วง...

“ผมนั่งเฝ้าน้าพรท่ามกลางความเงียบมาสองวัน ผมอยากให้น้าพรรู้ว่าผมยังอยู่เคียงข้างน้าพรเสมอ...”

ปัทม์เล่าว่าตนกับรสสุคนธ์จุดธูปไหว้ศาลพระภูมิในบริเวณโรงพยาบาลทั้งที่ “ผมไม่ค่อยเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรในโลกง่ายๆ แต่เวลานั้น ผมทำทุกทางเพื่อที่จะพาน้าพรคนเดิมกลับบ้าน”

ปัทม์บอกรสสุคนธ์ที่เฝ้าน้าพรด้วยกันเวลานั้นว่า

“ถ้าน้าพรหาย ผมจะบวช...ผมไม่เคยบวชเลยไม่เคยได้ทดแทนบุญคุณคนที่เลี้ยงดู คนที่มีพระคุณกับผมเลย...”

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน เอ้ก็วิ่งหน้าตาตื่นตกใจมาบอกว่า “พี่ปัทม์...น้าพร...” ปัทม์วิ่งตามเอ้ไปที่ห้องคนไข้ทันที แต่พอมาถึงปัทม์ก็เข่าอ่อน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กำลังดึงผ้าคลุมปิดหน้าสมพรที่นอนบนเตียง

“คนไข้ไม่มีอาการตอบสนองแล้ว เสียใจด้วยครับ” หมอบอก

ปัทม์โผกอดร่างน้าพรร้องไห้ รสสุคนธ์ยืนมองปัทม์ด้วยความสงสาร...

ปัทม์พูดถึงความรู้สึกที่สูญเสียว่า...

“วินาทีนั้นเรี่ยวแรงผมแทบจะหมดไป น้าพร ผู้หญิงที่มีพระคุณในชีวิตของผมอีกคนหนึ่งได้จากไปอย่างสงบ ภาพของน้าพรจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป...”

ในคืนสวดที่ศาลาวัด หน้าโลงศพประดับด้วยดอกไม้และรูปสมพร อ้ายคำกับมิ่งช่วยกันต้อนรับแขกที่มาในงาน เอ้คอยจุดธูปให้แขกไหว้ศพ

รสสุคนธ์มาถามหาปัทม์ อ้ายคำบอกว่าตนไม่เห็นเหมือนกัน พอมาถึงวัดก็หายไปเลย มิ่งถามว่าอยู่หน้าวัดหรือเปล่า เห็นนั่งอยู่นานแล้ว

ปัทม์นั่งอยู่หน้าวัดจริงๆ เขานั่งหมดอาลัยตายอยากอย่างเดียวดาย...

ปัทม์เล่าถึงอาการของตัวเองเวลานั้นว่า

“ตลอด 9 ปีที่มาอยู่ที่ไร่ ผมทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความฝันของน้าพร หลังจากน้าพรเสียไป ผมเริ่มไม่รู้ว่าแต่ละวันผมต้องทำอะไรและทำไปทำไม ตอนนั้นผมมีอาการที่เรียกว่า เสียศูนย์”

รสสุคนธ์ตามไปเจอ ปลอบและให้กำลังใจปัทม์ว่าตนรู้ว่าเขาเสียใจ แต่เราต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อดีตมันผ่านไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ปัจจุบันจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา พยายามพูดให้เห็นว่า

“ปัทม์ยังมีอนาคต ยังมีไร่ที่ต้องดูแล ชีวิตมันต้องก้าวต่อไป รสเชื่อว่าปัทม์ก็ต้องผ่านมันไปได้...ยังไงรสจะคอยเป็นกำลังใจให้”

ปัทม์นิ่งไม่ตอบ รสสุคนธ์บอกว่าถ้าอยู่ที่นี่แล้วไม่สบายใจไปทำงานที่กรุงเทพฯไหม ย้ำอบอุ่นว่า

“รสอยากให้ปัทม์รู้ไว้นะ ไม่ว่ายังไงรสก็จะอยู่ข้างปัทม์เสมอ”

วันนั้น...ปัทม์บอกเธอให้กลับไปเสีย ตนอยากอยู่คนเดียว แต่วันนี้...ปัทม์พูดอย่างรู้สึกผิดว่า...

 “เป็นอีกครั้งที่ผมทำลายความหวังดีของรสสุคนธ์ที่มีต่อผม ไม่เพียงแต่รสสุคนธ์เท่านั้นที่เจออาการ ‘เสียศูนย์’ ของผม แต่ทุกคนที่นั่นล้วนโดนลูกหลงตามไปด้วย”

ปัทม์ยกตัวอย่างอ้ายคำ เอ้และมิ่ง อ้ายคำถามว่าหลังจากนี้เขาจะเอาอย่างไรต่อ เขาบอกว่าจะเลิกทำทุกอย่าง อ้ายคำเตือนสติว่าไร่นี้สมพรสร้างมากับมือนะ ปัทม์ตัดบทว่าไม่มีน้าพรแล้วตนก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ทางเดียวที่ตนจะลืมได้ก็คือต้องหยุดทุกอย่างที่นี่ บอกทุกคนให้กลับไปเสีย ตนอยากอยู่คนเดียว

แม้จะโมโหแต่อ้ายคำก็เตือนสติและดักคอปัทม์ว่า สมพรตายพวกตนก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าเขา แต่ที่บอกว่าจะหยุดทุกอย่าง ความจริงอยากจะเอาที่ไปขายใช่ไหม

“ที่ของผม ผมจะทำอะไรก็ได้ พวกลุงจะไปไหนก็ไป” ปัทม์เสียงแข็ง

“ถ้ารู้แบบนี้ ตอนนั้นข้าน่าจะบอกนังพรไม่ให้โอนที่ให้เอ็ง เสียใจโว้ยยย เสียนังพรแล้วยังต้องมาเสียท่าให้เด็กเมื่อวานซืน”

“ออกไป”

“ไม่ต้องมาไล่หรอก ข้าไปแน่ ที่ของเอ็ง อยากทำอะไรก็เชิญ”

อ้ายคำเดินออกไปทันที ปัทม์เดินขึ้นบ้าน มิ่งหน้าเศร้าปลีกตัวไป เอ้ตามไปบอกว่าปัทม์คงเสียใจเลยตัดสินใจอย่างนั้น บอกมิ่งว่าต้องให้เวลาหน่อย ตนเชื่อว่ายังไงพี่ปัทม์ก็ต้องไม่ทิ้งเรา

ปัทม์บอกนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า เวลานั้นตนรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนกับว่าไม่เหลือใครแล้ว...เสียศูนย์แม้แต่กับชาวบ้านที่มาขอแบ่งสมุนไพรไปต้มกินก็ถูกปฏิเสธ กระทั่งลากแผงไม้มาปิดทางเข้าไร่เลย

ooooooo

อ้ายคำเสียใจกับการตัดสินใจของปัทม์แต่ไม่โกรธเพราะอยู่กันมาจนไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติแล้ว บอกว่าที่ตนด่าปัทม์ก็เพื่อให้เขาคิดให้ได้ว่าอะไรสำคัญที่สุดที่เขาต้องทำ

มิ่งถามว่าถ้าปัทม์จะขายที่จริงๆล่ะ เพราะแถวนี้มีนายทุนมากว้านซื้อที่ดินไปทำโรงงานมากขึ้นทุกวัน

“ถ้าไอ้ปัทม์มันจะทำอย่างนั้นจริง มันกับข้าต้องตายกันไปข้างนึง” อ้ายคำมองไปในไร่เครียด

เอ้พยายามหว่านล้อมให้กำลังใจปัทม์ ทั้งทำอาหารที่ปัทม์ชอบเพื่อจะได้กินข้าวลง แต่ปัทม์ก็ไม่กิน

“พี่ปัทม์...ถึงไม่มีน้าพรแล้วแต่พี่ยังมีเอ้ มีลุงคำ มีไอ้มิ่งนะ ทุกคนรักพี่แล้วก็รักไร่นี้เหมือนที่พี่กับน้าพรรัก เราเหมือนคนครอบครัวเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าพี่ทุกข์แล้วจะให้พวกเรามีความสุขได้ยังไง”

แต่ไม่ว่าเอ้จะพูดอย่างไร ปัทม์ก็ยังคงนิ่งจนเอ้ขอร้องว่าอย่าทำอย่างนี้เลย ปัทม์ก็ยังคงนิ่งจนเอ้น้ำตาไหล ลุกออกไป

ปัทม์เล่าเรื่องราวในเวลานั้นด้วยอารมณ์ที่ยังเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ จนนักข่าวพูดว่าดูเหมือนชีวิตเขาดิ่งลงจนกู่ไม่กลับ เหมือนเกิดขึ้นตอนที่คุณแม่เขาเสียใช่ไหม

ปัทม์บอกว่าใช่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้รู้สึกอยากลาขาดจากโลก แต่รู้สึกไม่อยากเจอหน้าใคร ไม่อยากทำอะไรเลย นักข่าวถามว่า “ถ้าไม่มีจุดเปลี่ยน คุณปัทม์จะทำอะไรกับไร่นั้นต่อไปคะ”

“ผมคงนั่งๆนอนๆอยู่ในไร่นั้นเป็นเดือนเป็นปีนะ”

“แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณกลับมาได้”

ปัทม์ยิ้ม เอื้อมไปกุมมือตรีชวากำแน่นแต่ไม่ตอบ นักข่าวจึงส่งสัญญาณให้ตรีชวาตอบแทน...

ตรีชวาเล่าว่า ตอนนั้นตนทำงานอยู่ที่สำนักพิมพ์ วันหนึ่งขณะกำลังทำงาน ได้รับโทรศัพท์จากแม่แจ้งเรื่องสมพร สองแม่ลูกไปที่เชียงรายทันที ทันสวดศพคืนที่ 4

ครูอัญแสดงความเสียใจกับปัทม์ บอกว่ามีอะไรให้ครูกับหนูตุ่นช่วยก็บอก ครูยินดี

ปัทม์ขอบคุณครูอัญและมองไปที่หนูตุ่น

“นั่นเป็นครั้งแรกในรอบเก้าปีที่ผมได้พบหนูตุ่นอีกครั้ง” ปัทม์บอกนักข่าวขณะที่ยังกุมมือตรีชวาไว้แน่น

ooooooo

คืนนี้เอง หลังพระสวดเสร็จและแขกทยอยกันกลับหมดแล้ว หนูตุ่นเจอปัทม์ทักด้วยท่าทีที่ยังเขิน ถามว่าสบายดีนะ อยู่ที่นี่มีความสุขไหม

ทั้งสองทักทายกันอย่างค่อนข้างเป็นทางการ ปัทม์ถามหนูตุ่นว่าทำอะไรอยู่ หนูตุ่นบอกว่าเรียนจบก็ไปทำงานอยู่สำนักพิมพ์ ปัทม์บอกว่าตนเขียนจดหมายไปหาหนูตุ่นแต่หนูตุ่นไม่ตอบ

หนูตุ่นบอกว่าไม่ได้อ่านจดหมาย ปัทม์ถามว่าทำไม หนูตุ่นบอกว่าไม่อยากอ่าน ปัทม์ถามว่ายังโกรธพี่อยู่หรือเปล่า หนูตุ่นบอกว่าถ้ายังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก

ขณะนั้นเองรสสุคนธ์เข้ามาบอกปัทม์ว่าตนจะกลับแล้ว ปัทม์พยักหน้ารับรู้ รสสุคนธ์เดินไปงอนๆที่เขาทำเหมือนไม่สนใจ

พอดีครูอัญเดินเข้ามาชวนหนูตุ่นกลับ ปัทม์ถามว่าพักที่ไหน ชวนให้มาพักที่บ้านจะได้ไม่ต้องเช่าโรงแรม

คืนนี้ครูอัญกับหนูตุ่นจึงพักที่บ้านปัทม์ ครูอัญบอกหนูตุ่นว่าระหว่างพักที่นี่แม่อยากให้หนูตุ่นช่วยดูแลปัทม์หน่อย เพราะเมื่อกี๊คุยกับอ้ายคำ อ้ายคำบอกว่าตั้งแต่น้าสมพรเสียปัทม์ก็เอาแต่เก็บตัวไม่ให้คนเข้าไปในไร่ ไล่คนงานออกจากไร่ ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ไม่ยอมคุยกับใคร

“จมอยู่กับความเสียใจ เหมือนตอนที่ป้าจงเสีย”

“ใช่ แม่ห่วงเขาจริงๆ”

คืนนี้หนูตุ่นจึงไปนั่งคุยกับปัทม์ที่นั่งซึมอยู่ที่ระเบียง ถามว่านี่พี่ปัทม์อยู่คนเดียวหรือแล้วคนอื่นล่ะ ปัทม์บอกว่าตนไล่ไปหมดแล้ว

“พี่ปัทม์ทำไมทำอะไรไม่นึกถึงใจคนอื่น ไม่คิดบ้างเหรอว่าคนที่เขารักเขาห่วงพี่จะรู้สึกยังไงที่เห็นพี่เป็นแบบนี้ เห็นแก่ตัว”

ปัทม์ตัดบทให้พอเถอะ ตนไม่เป็นอะไร

“พี่อย่าหลอกตัวเองเลย เวลาที่เราแย่ที่สุดในชีวิตเราก็ต้องการใครสักคนที่เข้าใจเรามาอยู่ข้างๆไม่ใช่เหรอ... รู้ไหมว่าตอนนี้หนูตุ่นทำอะไร”

“ทำอะไรล่ะ” ปัทม์ถามเหมือนไม่สนใจนัก

“ทำขนมขาย ก็ได้แรงบันดาลใจจากที่ป้าจงกับพี่ช่วยกันทำขายเมื่อหลายปีก่อนไง...รู้ไหมว่าสิ่งที่พี่ทำสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้นะ”

“พี่จะไปเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้”

“ตอนนี้ดูเหมือนพี่จะไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ปล่อยให้ความเจ็บปวดมันทำลายความฝันในชีวิตของพี่ไปทีละน้อย...ทีละน้อย...รู้ไหม” ปัทม์บอกว่าตนไม่เหลือใครแล้ว หนูตุ่นย้ำว่า “พี่ยังเหลือความฝัน”

“พี่ไม่เคยมี”

“ไม่มีก็สร้างได้ค่ะ วันไหนฝันพังทลายก็สร้างใหม่ สร้างฝันของตัวเองขึ้นมาใหม่” ปัทม์บอกว่าตนทำไม่ได้หรอก “พี่ปัทม์ พี่อยู่กับปัจจุบันสิ มีอนาคตเป็นเป้าหมายที่จะพาปัจจุบันไป อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้วมันไม่มีทางย้อนกลับมา มันคือบทเรียน”

“พี่ต้องลืมแม่ลืมน้าพรใช่ไหม”

“พี่ไม่มีวันลืมใครได้หรอก แต่พี่ต้องเปลี่ยนความเศร้า ความสูญเสียมาเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตตัวเองสิคะ พี่ปัทม์...พี่ลองให้เวลากับตัวเอง ถามตัวเองว่าต้องการอะไรในชีวิต ความต้องการมีได้ไม่จำกัดนะคะ ขึ้นอยู่กับมากหรือน้อย เร็วหรือช้า”

“ขอบคุณหนูตุ่นนะ” ปัทม์ยิ้มให้บางๆ แต่หนูตุ่นยิ้มกว้างดีใจมากที่ทำให้ปัทม์กลับมายิ้มได้อีกครั้ง

นักข่าวฟังตรีชวาเล่าเรื่องในอดีตแล้วพลอยยินดีด้วย ถามว่า

“หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอีกคะ คุณตรีชวาทำอย่างไรให้คุณปัทม์ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”

“พี่หาวิธีให้พี่ปัทม์ตั้งคำถามแล้วตอบตัวเอง เพื่อให้ชีวิตเขาเดินต่อได้ โดยวิธีง่ายๆ กระดาษแผ่นใหญ่กับดินสอสีดำเข้ม”

เมื่อปัทม์มีความหวังและได้อุปกรณ์ไปแล้ว ก็เขียนคำว่า “ต้องการ” จากนั้นก็เขียนความต้องการมากมาย เช่น มีธุรกิจของตัวเอง ทำน้ำสมุนไพร ขอโทษรสสุคนธ์ ขอโทษเอ้ ขอโทษอ้ายคำ ฯลฯ

ooooooo

เมื่อครูอัญกับหนูตุ่นกลับกรุงเทพฯ ปัทม์ก็เริ่มทำในสิ่งที่ต้องการมากมาย ก่อนอื่นขอโทษอ้ายคำ ขอให้อ้ายคำกลับมาทำงานที่ไร่อีก สัญญาว่าตนจะทำให้ไร่แห่งนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยมีลุง มิ่งและเอ้เหมือนเดิม

“เอาวะ ข้าจะกลับไปทำงานให้ก็แล้วกัน” อ้ายคำรับปากหลังจากเล่นตัวพอเป็นพิธี “ไร่นี้มันก็เหมือนลูกหลานข้าอยู่แล้ว ข้าดูแลมันตั้งแต่ยังเป็นกล้า ข้าทิ้งมันไม่ได้หรอก ขอบใจเอ็งเหมือนกันที่ให้ข้ากลับไป แต่เอ็งต้องไปคุยกับเอ้ว่ามันจะยอมกลับมารึเปล่า”

“ขอบคุณมากครับลุง แล้วเอ้อยู่ไหนครับ”

ปัทม์ไปขอโทษเอ้ แต่ไม่ทันพูดจบเอ้บอกให้พอเถอะตนไม่โกรธพี่หรอก เอ้ยื่นมือให้ปัทม์จับเป็นการยืนยัน ปัทม์ไม่จับมือแต่ลูบหัวเอ้อย่างเอ็นดู แล้วกอดคอชวนกันกลับไร่

รุ่งขึ้นบรรยากาศที่ไร่ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ทุกคนเตรียมอุปกรณ์การทำไร่พร้อมลุย

“ผมอยากให้ทุกคนสานฝันของน้าพรต่อไปนะครับ สมุนไพรของที่นี่จะช่วยเหลือให้ทุกคนที่นี่ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ...ในอนาคตผมไม่รู้ว่าจะต่อยอดทำอะไรกับสิ่งที่เรามีอยู่ในไร่ แต่แนวทางแบบที่น้าพรสร้างไว้ยังทำเหมือนเดิม คือปลูกสมุนไพรไว้กิน ไว้ใช้ เหลือก็แบ่งให้คนอื่น”

อ้ายคำบอกว่าขายด้วย เอ้เห็นด้วย มิ่งมองปัทม์เอ่ยอย่างสุดปลื้มว่า “นี่สิพี่ปัทม์ของผม”

“ผมฝากลุงดูแลด้วยนะครับ ไม่มีใครเชี่ยวชาญที่นี่มากไปกว่าลุงแล้ว”

“ได้เลยครับเจ้านาย” อ้ายคำทำท่าล้น รับคำแข็งขัน เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนก่อนไปลุยงานกัน

แล้วคืนนี้ปัทม์ก็บอกเอ้ว่าตนจะไปกรุงเทพฯ เอ้ถามเป็นชุดว่าไปทำอะไร ที่ไหน กับใคร ดักคอว่าไม่ใช่ไปเจอสาวๆแล้วไม่ยอมกลับมาที่ไร่นะ ปัทม์ทำเสียงดุว่าไร้สาระน่า ฝากดูแลบ้านด้วยก็แล้วกัน

เมื่อไปถึงบ้านครูอัญ ปัทม์ขอโทษลุงพฤกษ์ที่ไม่ได้มาเยี่ยมเลย และเอาสมุนไพรมาฝากพร้อมกับจดการใช้อย่างละเอียดเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี เพราะถ้าสุขภาพกายดี สุขภาพใจก็ดีไปด้วย

“แล้วพี่ล่ะ ดีขึ้นแล้วหรือยัง” หนูตุ่นถามแซวๆ

“ค่อยๆดีขึ้นตั้งแต่เจอหนูตุ่นนี่แหละ”

หนูตุ่นยิ้มดีใจบอกว่าเดี๋ยวจะพาเที่ยวกรุงเทพฯ เพราะตอนนี้ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะเลย ลุงพฤกษ์แซวว่ากลัวจะพาไปหลงเสียมากกว่าเที่ยวน่ะสิ เลยพากันหัวเราะขำ

หนูตุ่นพาปัทม์ทัวร์กรุงเทพฯแล้วพาไปซื้อของช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ พาไปกินอาหาร และพาไปซื้อแผ่นเสียงด้วย

กลับถึงบ้าน ครูอัญบอกว่าพอดีได้เวลาทานข้าวเย็นเลย พฤกษ์เปรยๆกับครูอัญว่าตั้งแต่ปัทม์กลับมาดูหนูตุ่นจะร่าเริงขึ้นนะ

“ตามติดปัทม์แจเลยแหละค่ะ” ครูอัญพูดพลางจัดอาหารเตรียมรออย่างมีความสุข

ooooooo

เมื่อทุกคนมาพร้อมกันที่โต๊ะอาหาร ครูอัญถามปัทม์ว่ามากรุงเทพฯเที่ยวนี้สนุกไหม ปัทม์บอกว่าเปลี่ยนไปมากเลย ดูวุ่นวายกว่าแต่ก่อนมาก

“ชีวิตคนกรุงเทพฯสมัยนี้มันไม่เรียบง่ายเหมือนสมัยก่อนหรอก ว่าแต่ที่มากรุงเทพฯคราวนี้ได้ไปทำธุระบ้างหรือยัง หรือหนูตุ่นตามติดจนไม่ได้ไปไหน” พฤกษ์ถาม

ปัทม์บอกว่าตั้งใจจะไปพรุ่งนี้ พฤกษ์ถามว่าทิ้งไร่มาอย่างนี้ไม่เสียหายหรือ ปัทม์ว่ามีลุงคำผู้ช่วยน้าพรคอยดูแลให้

“นี่แหละจ้ะ ที่โบราณเขาบอกไว้ว่า ‘เราจะเห็นน้ำใจคนก็ยามที่เราลำบาก’ นี่แหละ”

“ใช่ครับ ในช่วงที่ผมแย่ ผมมัวแต่จมอยู่กับความเสียใจจนมองข้ามความรักและความหวังดีของทุกคนไป แต่ทุกคนก็ไม่เคยทิ้งผมไปไหน”

“คิดได้ก็ดีแล้วจ้ะ พักเรื่องเครียดๆไว้ก่อน ทานข้าวกันดีกว่า” ครูอัญตัดบท ทุกคนจึงนั่งกินข้าวกันอย่างมีความสุข เป็นครอบครัวเหมือนอดีต...

ooooooo

คืนนี้หนูตุ่นถือกระดาษวาดเขียนแผ่นหนึ่งเข้ามาบอกปัทม์ที่มองสำรวจห้องทำงานหนูตุ่นที่บ้านว่า

“วันที่หนูตุ่นตื่นมาแล้วไม่เห็นพี่วันนั้นหนูตุ่นโกรธมากไม่คิดว่าพี่ปัทม์จะตัดสินใจไปแบบนั้น”

“พี่ขอโทษนะ” ปัทม์เอ่ย มองกระดาษในมือหนูตุ่นถามว่าอะไร “แบบร้านของหนูตุ่นที่กำลังจะสร้าง” ปัทม์ถามว่าร้านเบเกอรีหรือ หนูตุ่นตอบอย่างภูมิใจว่า “เป็นร้านขนมไทยค่ะ”

ปัทม์เห็นในกระดาษเขียนชื่อร้าน “ขนมไทยจงรัก” เขียนชื่อผู้ออกแบบว่า “อารักษ์” ปัทม์มองสงสัยว่าใครคืออารักษ์? หนูตุ่นถามว่าสวยจนอึ้งไปเลยหรือ

“ใช่ สวย ชื่อร้านก็ดูมีความหมายเป็นไทยดีนะและความหมายดี”

“หนูตุ่นตั้งชื่อตามคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนูตุ่นค่ะพี่ ป้าจงไงคะ” ปัทม์ขอบคุณแทนแม่ที่อย่างน้อยก็มีคนสานต่อสิ่งที่แม่ทำ “จำวันที่พี่ปัทม์ไล่หนูตุ่นออกจากบ้านหลังป้าจงเสียได้ไหม วันนั้นหนูตุ่นเสียใจมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ถึงไม่อยากเห็นขนมไทยอีก แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“ขอบคุณที่เข้าใจพี่ พี่เห็นหนูตุ่นสร้างร้านนี้ขึ้นมา ยิ่งทำให้พี่รู้สึกอยากทำบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาบ้าง” พอหนูตุ่นถามว่าอะไร ปัทม์อำว่า “เป็นความลับ แน่ใจแล้วจะบอกหนูตุ่นเป็นคนแรกๆเลย”

“ขอบคุณนะคะพี่ มีอะไรให้หนูตุ่นช่วย พี่ปัทม์ต้องบอกเลยนะ หนูตุ่นยินดีช่วยเต็มที่เลย”

เช้าวันต่อมาปัทม์เตรียมออกข้างนอก บอกหนูตุ่นว่าจะไปหาเพื่อน หนูตุ่นคะยั้นคะยอจะไปส่งจนปัทม์ต้องยอม

พอหนูตุ่นขับรถไปถึงหน้าปากซอยบ้านรสสุคนธ์ปัทม์ขอลงตรงนี้ หนูตุ่นถามว่าจะให้มารับกลับไหม ปัทม์บอกไม่ต้อง หนูตุ่นไปทำงานเถอะ

หนูตุ่นจึงขับรถออกไป และปัทม์ก็ไปกดกริ่งเรียกที่ประตู ครู่เดียวรสสุคนธ์ก็ออกมาเปิดประตู

เป็นจังหวะที่หนูตุ่นกลับรถมาผ่านหน้าบ้านรสสุคนธ์ พอดี เห็นปัทม์กับรสสุคนธ์คุยกันก่อนเดินเข้าบ้าน

หนูตุ่นมองอย่างระแวงความสัมพันธ์ของปัทม์กับรสสุคนธ์ขึ้นมา...


ละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ตอนที่ 6 อ่านซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"ติดตามละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์ 13 มี.ค. 2562 08:17 2019-03-15T00:57:57+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ