ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐ นวลแพง

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์

ปัทม์เดินเข้าบ้าน ได้ยินเสียงแตรเรียก ปัทม์ออกไปเห็นเฮียเล้งกวักมือบอกให้ขึ้นรถมาเป็นเพื่อนหน่อยตนอยากเมา ปัทม์อึกอัก กริชเร่งให้ขึ้นมาเถอะพรุ่งนี้วันเสาร์ไม่มีเรียนที่ไหน ปัทม์จึงต้องขึ้นรถไป

เมื่อปัทม์ขึ้นไปนั่งคู่กับเฮียเล้ง มีกริชนั่งเบาะหน้าคู่กับลูกน้องที่เป็นคนขับ เฮียเล้งถามปัทม์ว่าเคยกินเหล้ารึเปล่า ปัทม์บอกว่าไม่เคย

“ดีแล้ว เหล้ามันเป็นอะไรที่เฮียอยากเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมาก วันไหนๆคนมันก็กินเหล้า เศรษฐกิจดี เศรษฐกิจแย่คนมันก็ยังกินกัน ขายเหล้ารวยแน่ๆ”

เฮียเล้งพูดไม่ทันขาดคำ เสียงปืนก็กัมปนาทขึ้น เศษกระจกแตกกระจายเข้ามาในรถ เลือดกระเด็นเต็มหน้าปัทม์ ปัทม์ก้มต่ำหลบ เฮียเล้งก็มุดลงข้างล่างหลบกระสุน

กริชโดนลูกหลง ลูกน้องพยายามประคองไม่ให้รถเสียหลัก

มือปืนยิงพลาดเป้าจึงวกมอเตอร์ไซค์กลับมาจ่อยิงรัวอีกครั้ง รถชนต้นไม้ตกข้างทาง กริชเปิดประตูรถคลานออกไปสิ้นใจข้างรถ

มือปืนไม่หนำใจ เดินมาจ่อยิงเฮียเล้งที่ค่อยๆโผล่หัวขึ้นมา มือปืนจ่อยิงเฮียเล้งอย่างเลือดเย็น แล้วเดินกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ปัทม์กลับบ้านในสภาพคราบเลือดเต็มหน้า น้ำตานอง แววตาตระหนก พอลินจงมาเปิดประตู ปัทม์ก็โผกอด

“แม่! เฮียเล้งตายแล้วครับแม่”

ลินจงตกตะลึง กอดปัทม์ไว้แน่น

กลางวันวันนี้ ปัทม์กับลินจงถูกสอบเครียดในห้องสอบสวนที่โรงพัก สมพรกับเดือนกนกนั่งอยู่ข้างนอกคอยชะเง้อมองเข้าไปเป็นระยะ

พอลินจงกับปัทม์เดินออกมา สมพรถามว่าตำรวจว่ายังไงบ้าง ลินจงบอกว่าปล่อยกลับบ้านและกันไว้เป็นพยาน สมพรกลัวว่าพวกที่ฆ่าเฮียเล้งจะย้อนกลับมา

เล่นงานปัทม์ ลินจงบอกว่าตำรวจรู้แล้วว่าคนร้ายเป็นกลุ่มไหน และรับปากว่าจะตามมาเฝ้าดูแลให้ 24 ชั่วโมง

“กลุ่มไหนเหรอ”

“ฉันก็ไม่รู้ แต่แกรู้ไหม นอกจากเฮียเล้งแล้วสารวัตรภักดีก็โดนฆ่าไปด้วยอีกคน”

ลินจงถามสมพรว่าคิดยังไง พอจะเดาได้ไหมว่าใคร ที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้ สมพรบอกว่าตนไม่รู้ เพราะทั้งเฮียเล้งทั้งสารวัตรก็ทำเรื่องไปทุกที่

“จริงครับ เป็นไปได้ทุกที่ ทุกคนแม้จะจ่ายเงินให้เฮียเล้งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเต็มใจจ่าย” สมพรถามว่าแล้วปัทม์บอกอะไรกับตำรวจ “ผมบอกในสิ่งที่ผมเห็น บอกในงานที่ผมทำกับตำรวจครับ”

ลินจงถามว่าป้าอบไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยใช่ไหม สมพรบอกว่าไม่ ตนกับป้าอบอยากจะเอาธูปเทียนใส่พานไปถวายคนจ้างวานฆ่าสองคนนี้ ขอบคุณที่ทำให้ซ่องกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

“รวมทั้งปัทม์ก็หมดเวรหมดกรรมกับเฮียเล้งไปเสียทีนะลูก”

“ผมไม่รู้ว่าผมจะดีใจหรือเสียใจดีครับแม่” ปัทม์ตอบเครียด

ปัทม์ในวัยชราวันนี้ เข้าไปล้างมือที่ห้องน้ำ พูดกับตัวเองในกระจกว่า

“ผมเสียใจที่เฮียเล้งจากไป แต่ก็ดีใจที่ชีวิตไม่ต้องผูกติดกับเขาอีกต่อไป ล้างมือจากวงการโสมมเสียที” และเมื่อกลับมาที่ห้องสัมภาษณ์ ปัทม์เอ่ยกับนักข่าวในห้องว่า

“การตายของเฮียเล้งกับสารวัตรภักดีดูเหมือนจะทำให้กิจการค้าประเวณีดีขึ้น แต่จริงๆแล้วกลับลำบากกว่าเดิม...เพราะตำรวจไล่ปิดซ่องหลายแห่งที่ทำผิดกฎหมายจริงๆโดยไม่มีข้อยกเว้น ผมมารู้ภายหลังว่าจริงๆแล้วการตายของเฮียเล้งคือการฆ่าปิดปาก เพราะการหักหลังกันเองจากนายตำรวจนอกแถว”

ปัทม์ถามตรีชวาที่นั่งเคียงข้างว่า “ถ้าตอนนี้เฮียเล้ง ยังอยู่ ลองคิดดูสิว่าเวลานี้ผมจะเป็นยังไง”

“พี่ปัทม์ก็จะไม่ต่างจากทุกวันนี้หรอกค่ะ” ปัทม์ถามว่าทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ “พี่ปัทม์คงจะทำทุกวิถีทางให้ตัวเองออกมาจากวงจรโสมมนั้นได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”

นักข่าวถามว่าท่านจะทำวิธีไหนลองยกตัวอย่างได้ไหม ปัทม์มองตรีชวาเชิงให้ตอบแทน

“เขาเป็นคนตรงๆ ถ้ามันถึงเวลาที่เขาสมควรต้องพูดเขาก็จะเดินเข้าไปบอกเฮียเล้งว่า เขาจะไม่ทำต่อไปแล้ว”

“คิดว่าเฮียเล้งเขาจะยอมปล่อยผมเหรอ” ปัทม์ดักคอ ตรีชวายืนยันอย่างมั่นใจว่า

“เฮียเขารักพี่ปัทม์ยิ่งกว่าลูกเขาอีก พี่ปัทม์ขออะไรเขาก็จะให้ ทั้งสองคนนี้เขาเป็นคนจริงทั้งคู่ไง”

“จริงไหมคะท่าน”

“นี่แหละ ผู้หญิงคนที่ 3 ต่อจากแม่ น้าสมพร ที่ผมจะต้องรักษาเขาไว้ด้วยชีวิตของผม”

ปัทม์กอดตรีชวาไว้อย่างรักใคร่ทะนุถนอมเธอเป็นทั้งคู่ชีวิตและคู่ใจ

ooooooo

พักกลางวันแล้ว หนูตุ่นไปที่โรงอาหารเห็นปัทม์กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน ถามว่าพี่ปัทม์ไม่ต้องไปทำงานกับเฮียเล้งแล้วสินะ ดีจะได้มีคนช่วยป้าจงทำขนมเพิ่มอีกคน

“วันนี้พี่จะลองไปคุยกับลูกสาวเฮียเล้งดูว่าเขายังอยากให้พี่ทำงานที่โรงน้ำแข็งต่อไปไหม” หนูตุ่นบอกว่า ไม่ต้องทำแล้วมั้ง “บ้านพี่ไม่ได้มีกินมีใช้ทุกเดือนเหมือนบ้านตุ่นนี่” หนูตุ่นเดินงอนๆออกไปหาว่าปัทม์พูดประชด ปัทม์บอกว่าตนไม่ได้ประชด หนูตุ่นถามว่านี่ขนาดไม่ได้ประชดนะถ้าประชดจะขนาดไหน ปัทม์ตัดบทว่าตามใจ จะคิดอะไรก็คิดไปเถอะ

พอไปช่วยลินจงทำขนมที่บ้าน หนูตุ่นบ่นว่าตนไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ปัทม์เขาไม่มาช่วยเราทำขนม มัวแต่ไปเดินหางานอยู่ ลินจงบอกว่าถ้าว่างเขาก็มาช่วยทำ เขายังอยากหางานอื่นๆทำ เขาคงเสียดายเงินรายได้ที่มากกระมัง ปลอบใจหนูตุ่นที่คิดไม่ตกว่า

“ปล่อยพี่เขาไปเถอะ ป้าคิดว่าเขากำลังทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างอยู่”

“หนูตุ่นช่วยป้าจงจนจะออกไปทำขายเองได้แล้วนะเนี่ย”

หนูตุ่นทำขนมอย่างคล่องแคล่ว ทำไปบ่นขำๆไปจนลินจงก็มองขำไปด้วย

ปัทม์เดินออกจากห้องทำงานของเฮียเล้งที่ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม เจอเดือนกนกเข้าโดยบังเอิญ เธอบอกปัทม์ว่าช็อกมากเมื่อรู้ความจริงว่าตัวเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อตัวเองเลย ต่อว่าปัทม์ที่ไม่เคยบอกอะไรตนเลย

“มันเป็นความต้องการของเฮียครับ”

“ป๊าไว้ใจปัทม์มากนะ เขาพูดกับฉันเสมอ ปัทม์ยังอยากทำงานที่นี่ต่อไปหรือเปล่า”

ปัทม์บอกว่าถ้าให้ทำแบบเดิมคงไม่ทำแล้ว เดือนกนก บอกว่าให้มาทำโรงน้ำแข็งที่นี่แหละ

“ไม่ต้องให้มันมาทำหรอก” เสียงธนูแทรกขึ้นอย่างไม่พอใจ

เดือนกนกถามว่าทำไม ก็ปัทม์เขาทำงานกับป๊ามาตลอด ธนูบอกว่าถ้าตอนนั้นปัทม์กับกริชช่วยเฮีย เฮียก็อาจจะไม่ต้องตายแบบนี้ก็ได้ เดือนกนกติงว่าอคติกับปัทม์เกินไป

“พี่คิดของพี่แบบนี้ใครจะทำไม พี่ทำงานกับคนแบบนี้ไม่ได้หรอก ไอ้ปัทม์...อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก!”

ปัทม์หน้าชา เดือนกนกเสียงอ่อนลงบอกว่าตนเป็นเจ้าของก็จริงแต่ธนูเป็นสามีและดูแลที่นี่ทั้งหมด

ตนต้องฟังเขา ขอให้ปัทม์เข้าใจด้วย ปัทม์บอกว่าตนเข้าใจ เดือนกนกบอกว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอก

“ขอบคุณมากครับ” แล้วปัทม์ก็เดินหน้าเศร้าออกจากโรงน้ำแข็ง...

ooooooo

ปัทม์เดินไปที่หลังโรงน้ำแข็งมือถือดอกกุญแจที่เฮียเล้งให้ ที่หลังโรงน้ำแข็งที่รกรุงรัง มีของชิ้นโตๆวางระเกะระกะ ปัทม์แหวกหาอะไรบางอย่าง เห็นหนังสือภาพเป็นบ้านสวยอยู่กลางทุ่งเหมือนฟาร์มจึงฉีกรูปไว้

ปัทม์แหวกรื้ออยู่พักหนึ่ง ก็เห็นตู้เซฟเก่าๆที่ไม่น่ามีใครสนใจ จึงเอาดอกกุญแจเสียบ ตรงร่องเป๊ะ!

พอเปิดประตูตู้เซฟ ปัทม์เห็นทองคำ เงินสด และพินัยกรรมอยู่ด้านใน ปัทม์หยิบพินัยกรรมอ่านทันที

เย็นนี้ปัทม์กลับบ้านพร้อมของกินเต็มสองมือ ร้องเรียกแม่กับน้าพรให้มากินกัน พอลินจงออกมา

ปัทม์ถามว่าหนูตุ่นกลับไปแล้วหรือ

ลินจงบอกว่ากลับไปแล้ว ถามปัทม์ว่าวันนี้พูดอะไรให้น้องเขาไม่พอใจหรือ ปัทม์ร้องอ้าว ถามว่าจริงหรือ สมพรบ่นว่าไม่รู้ตัวเลยสิท่า ลินจงเตือนให้คุยดีๆกับน้องเขาบ้าง เขาช่วยเหลือบ้านเรามาเยอะ

“บางทีผมก็ว่าหนูตุ่นเยอะไป”

ปัทม์ตัดบทเรียกแม่กับน้าพรมากินข้าวกัน วันนี้ซื้อของมาเยอะเลย สมพรถามว่าเลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไร

“เอ่อ...โอกาสที่ผมไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับงานของเฮียเล้งแล้วครับ”

“ดีมาก น้ากับป้าอบรวมถึงมิตรสหายร่วมวงการก็สบายใจขึ้น ที่ไม่มีพวกอิทธิพลมายุ่มย่ามในชีวิต”

“แล้วลูกจะไปยังไงต่อ”

“ช่วยแม่ทำขนมขาย แล้วเรียนให้จบ”

“ดีมาก” ลินจงกับสมพรยิ้มพอใจ แล้วช่วยกันแกะห่ออาหารใส่จานนั่งล้อมวงกินกันอย่างมีความสุข

ooooooo

ดึกแล้วแต่ปัทม์ยังนั่งถือกุญแจเซฟหมุนเล่นไปมา ตามองภาพกระดาษมีรูปบ้านอยู่กลางทุ่งที่ฉีกมา เหมือนคิดอะไรอยู่ ลินจงออกมาทัก ปัทม์บอกแม่ว่า อยากให้เราไปอยู่บ้านแบบนี้กัน

“แม่รู้ไหม ก่อนเฮียเล้งจะเสียเขาให้เงินผมไว้ เหมือนเขารู้ว่าวันนึงเขาจะต้องไป”

ลินจงถามว่าจริงเหรอ ฝ่ายสมพรถามว่าเท่าไหร่ ปัทม์บอกว่าเยอะมากเป็นเศรษฐีได้เลยล่ะ แต่ตนจะไม่เก็บเงินนี้ไว้ เพราะมันไม่ใช่เงินสุจริต มันเป็นเงินที่ได้มาจากซ่องทุกซ่องในย่านนี้และเงินจากค่าอะไรต่างๆ ที่เฮียเล้งไปขูดรีดเขามา

ลินจงเห็นด้วย สมพรถามว่าพี่จงไม่อยากสบายหรือ

“พรต้องไม่ลืมนะว่าพี่ต่อสู้กับคำพูดของคนมาตลอดเรื่องเงินที่พี่ได้จากการขายตัว พอตอนนี้พี่มาขายขนม ต่อให้มันใช้เวลาที่จะทำให้เราสบาย พี่ก็ทนได้เพราะเงินที่เราได้มามันเป็นเงินสุจริต”

“แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเงินนี้มีที่มายังไง”

“ต่อให้ใครเขาไม่รู้ว่าเงินก้อนนี้มาได้ยังไง เราก็รู้อยู่ดีว่าเงินมาจากไหน”

สมพรขอบคุณที่ลินจงเตือนสติ บอกว่าวันนึงตนจะเลิกทำอาชีพนี้ ลินจงถามว่าวันไหน

“วันที่ฉันเจอผัวดีๆไงพี่”

ลินจงหันไปถามปัทม์ว่าแล้วเงินก้อนนี้ปัทม์จะเอาไปทำอะไร ปัทม์นิ่งไม่ตอบ แต่หลังจากนั้นปัทม์ก็พาเดือนกนกไปที่หลังโรงน้ำแข็ง เอากุญแจตู้เซฟให้ บอกว่าเฮียเล้งเก็บเงินไว้ในนี้ เดือนกนกถามว่าทำไมปัทม์ไม่เก็บไว้เองล่ะ

“ผมคงรับไม่ได้หรอกครับ...ผมทำแบบนี้เพราะผมไม่ต้องการมีอะไรยุ่งเกี่ยวกับที่นี่อีกต่อไป”

พอปัทม์เปิดตู้เซฟให้ดู เดือนกนกเห็นทรัพย์สินในนั้นถึงกับอุทานว่าทำไมมันเยอะอย่างนี้ เราต้องเอาเงินไปคืนใครหรือเปล่า ธนูขัดขึ้นทันทีว่าเราควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ลงทุน เดือนกนกถามว่าจะทำโรงน้ำแข็งต่อหรือ ธนูบอกว่าใช่ เฮียสร้างมาขนาดนี้แล้วเราต้องทำต่อ

ปัทม์เสร็จธุระแล้วเดินออกไป เดือนกนกขอบใจปัทม์ และธนูก็เรียกปัทม์ไว้บอกว่า

“อยากทำงานที่นี่เมื่อไหร่ก็กลับมาแล้วกัน”

“ขอบคุณครับพี่ แต่ผมขอกลับไปช่วยแม่ขายขนมแล้วเรียนต่อให้จบดีกว่า สวัสดีครับ”

ปัทม์วันนี้ในวัยชรา สรุปให้นักข่าวที่มาสัมภาษณ์ฟังว่า...

“ผมค้นพบบทเรียนที่เพิ่งผ่านมาระหว่างนั่งห่อขนมกล้วยกับแม่ว่า ‘ถ้าจะทำอะไรที่สุจริต ไม่ควรใกล้ชิดผู้มีอิทธิพล’ คำนี้เตือนใจผมมาตลอดชีวิต ผมกลับมาตั้งใจช่วยงานแม่อีกครั้งและคราวนี้คิดว่าจะทำมันให้ดีที่สุด ให้ขนมของแม่คืออาชีพหลักที่เลี้ยงเราได้”

จากนั้นมาปัทม์ก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดช่วยแม่ทำขนมและช่วยขายเต็มที่ เต็มเวลา

ooooooo

ครูอัญดีใจที่ปัทม์กลับมาช่วยแม่ขายขนมจริงจังและรายได้ก็พออยู่ได้ ครูถามว่าอยากขายได้มากกว่านี้หรือเปล่า ปัทม์อยากแต่จะไปขายที่ตลาดก็กลัวถูกเจ้าถิ่นดูถูก ทำร้ายอีก

หนูตุ่นที่มากับครูอัญติงว่าเราไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ แค่ทำยังไงให้คนซื้อเพิ่มขึ้น อย่างผู้ปกครองหรือคนในครอบครัวนักเรียน ปัทม์ถามว่าใครเขาจะมาซื้อกินทุกวัน

“ลองคิดดูสิพี่ปัทม์ ทำยังไงให้คนในครอบครัวเด็กๆต้องมาซื้อขนมของพี่ล่ะ”

“อืม...น่าคิด น่าสนใจมาก หนูตุ่นนี่เจ้าความคิดจริงๆ” ปัทม์ชม ทำเอาหนูตุ่นตัวลอย คุยเขื่องทันทีว่า

“ให้มันรู้บ้างว่าลูกใคร ฮ่าๆๆ”

ปัทม์มองหน้าครูอัญกับหนูตุ่นเชิงถามว่าจะเริ่มต้นยังไงดี หนูตุ่นทำท่าแอ็กว่า...ไม่บอก

กลับถึงบ้านเจอสมพรเตรียมตัวจะออกจากบ้านบอกว่าวันนี้มีงานพิเศษ ลินจงแซวว่าลูกค้ากระเป๋าหนักสิถึงได้รับงานนอก

“ก็ต้องมีบ้างค่ะพี่” สมพรอวดๆ แล้วหันไปเลือกชุด ลินจงจึงถามปัทม์ว่าเมื่อกลางวันคุยอะไรกับครูอัญหรือ ปัทม์บอกว่าครูอัญกับหนูตุ่นเสนอแนวคิดให้เพิ่มยอดขายขนม ลินจงมองไม่เห็นทางเพราะทั้งครูและนักเรียนก็มีเท่าที่เห็น ปัทม์เลยเล่าว่า...

“เขาเลยให้ลองคิดดูว่า ทำยังไงให้ผู้ปกครองหรือพี่ๆน้องๆของนักเรียนในโรงเรียนอยากซื้อกินบ้าง”

“ยากนะ”

“ไม่เห็นยากเลย” สมพรเดินเข้ามาสมทบ “เขามาซื้อในโรงเรียนไม่ได้ก็ต้องเพิ่มช่องทางให้เขาสั่งซื้อสิ” ปัทม์ยังงง สมพรอธิบายว่า “ก็อย่างน้านี่ไง...ใครที่เขาไม่สะดวก ไม่อยากเปิดเผยตัว เขาก็เรียกน้าออกไปข้างนอก อย่างตอนนี้ไง”

ปัทม์ฟังแล้วเหมือนได้จุดประกายความคิดในการขาย เขาลุกขึ้นบอกแม่อย่างมีความหวังว่า

“ผมคิดว่าผมเข้าใจในสิ่งที่น้าพรพูดนะครับแม่”

ooooooo

เร็วเท่าความคิด เมื่อเห็นช่องทางปัทม์ลงมือทำทันที เขาไปซื้อกระดาษมาเขียนข้อความ

“ขนมไทยแม่ลินจง อร่อยถูกหลักอนามัย ส่งตรงจากโรงเรียนถึงบ้านคุณ”

หนูตุ่นกับเพื่อนๆมาเห็นจึงช่วยกันเขียนเป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลิน ครู่เดียวกระดาษที่ปัทม์ซื้อมาก็หมด รุ่งขึ้นเมื่อมีเด็กมาซื้อขนม ปัทม์ก็แจกใบปลิวให้เอาไปให้คนที่บ้าน ฝากบอกด้วยว่าที่นี่ขายขนมและส่งตามบ้านด้วย เดินบอกเด็กๆที่นั่งกินในโรงอาหารว่า

“กินขนมพี่แล้วฝากบอกคนที่บ้านด้วยนะว่าพี่ส่งถึงบ้านเลย”

แต่พอกลางวันปัทม์ก็ใจแป้วเมื่อเห็นใบปลิวที่แจกเด็กๆถูกทิ้งเหมือนขยะเกลื่อนถนน หนูตุ่นกับปัทม์ช่วยกันเดินเก็บ หนูตุ่นให้กำลังใจปัทม์ว่าวันแรกก็อย่างนี้แหละแต่เราจะเขียนและแจกกันต่อไป

แต่พอกลับถึงบ้าน ปัทม์เห็นมีคนแปลกหน้าสองสามคน ลินจงบอกปัทม์ให้ช่วยสั่งมะพร้าวให้หน่อย เราต้องทำขนมเพิ่มเพราะมีคนมาสั่ง ปัทม์มองไปเห็นนักเรียนที่ตนคุยด้วยเมื่อกลางวัน เด็กคนนั้นบอกปัทม์ว่า

“พี่กับน้องหนูชิมแล้วชอบ เลยมาสั่งเองถึงบ้านเลยค่ะพี่”

ปัทม์ดีใจจนบอกไม่ถูกเมื่อเห็นผลจากความพยายามที่ทำมา

เล่าถึงตอนนี้แล้ว ปัทม์ในวัยชราพูดอย่างเข้าใจชีวิตที่ผ่านมาว่า

“ชีวิตผมมันเป็นแบบนี้ เหมือนจะตกแล้วมันก็ขึ้นมาโดยไม่คาดฝันเสมอ ความสำเร็จในเรื่องการเพิ่มยอดขายให้แม่มาพร้อมๆกับความสำเร็จในชีวิตที่พาให้ผมเรียนจบ ม.ศ.5...ผมมีทางเลือกว่าจะทำงานเลย หรือจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่เมื่อแม่พูดคำเดียวว่า ‘เรียนหนังสือต่อเถอะลูก เรียนให้สูงๆไว้ ถ้าตกยากลูกยังมีวิชาความรู้ติดตัว’ ผมก็เลยตัดสินใจเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย”

ooooooo

ในขณะที่ชีวิตของลินจงกับปัทม์กำลังไปได้ดี จู่ๆสถิตย์แมงดาขี้เมาที่เกาะลินจงกินจนลินจงทนไม่ไหวก็โผล่มาพร้อมเด็กหญิงขี้มูกกรังวัย 5 ขวบในสภาพที่สถิตย์ดูดีกว่าเมื่อก่อนมาก

สถิตย์บอกว่าตนแต่งงานแล้วมีลูก 5 คนกับเมีย 3 คน แต่ตนอยู่กับเมียคนที่ 3 ที่เป็นแม่ของลูกคนนี้

สถิตย์บอกว่าตนมีปัญหาเรื่องเงิน ค้าขายหมุนเงินไม่ทันจะมาขอยืมถ้าได้เงินจะรีบใช้คืน ลินจงถามว่าทำไมต้องมายืมตน สถิตย์บอกว่าเพราะรู้ว่าเธอไม่ใจไม้ ไส้ระกำกับตนและลูก ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง สถิตย์น้ำตาซึมทำท่าจะเดินกลับบอกลูกว่าไปหาเพื่อนพ่ออีกที่หนึ่ง เด็กงอแง และลินจงก็ได้ยินเด็กบอกว่าหิว จึงตัดสินใจเรียกสถิตย์ สถิตย์หันมายิ้มดีใจ

ปัทม์ในชุดนักศึกษากลับมาสวนกับสถิตย์ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เข้ามาถามแม่ว่าใครมาหรือ ลินจงตอบโดยไม่มองหน้าว่าเปล่านี่ ปัทม์หันมองรถมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง เห็นแค่หลังไวๆ

ปัทม์ในวัยชรานิ่งไปเมื่อคิดถึงวันนั้น บอกกับนักข่าวที่นั่งอยู่ว่า

“ผมรู้ทันทีว่าคนที่สวนผมไป คือแฟนเก่าที่เคยทำร้ายแม่ คำโกหกของแม่วันนั้นเป็นการเริ่มต้นนับเวลาถอยหลังในการที่ผมกับแม่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน...”

“ผมพอจำภาพผู้ชายหน้าคมเข้มมีจอนยาวสูงใหญ่เสียงพูดมีเสน่ห์ได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาเข้ามาอยู่ในชีวิตของผมกับแม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ พอจำความได้ผมก็เรียกเขาว่า น้าถิต...”

ทุกครั้งที่แม่ร้องไห้กลับมาจากที่ทำงานก็จะปรากฏร่างของน้าถิตที่เข้ามากอดแม่ที่ร้องไห้หนัก แล้วถามคำถามเดิมทุกครั้งกับแม่ว่ามันเป็นใคร หลังจากนั้นก็วิ่งออกจากบ้านไป

ปัทม์เล่าภาพที่เห็นเป็นประจำว่าสถิตย์กลับมาพร้อมกับยื่นเงินให้แม่ แม่รับเงินและขอบใจเขา

“ภาพของฮีโร่ที่ไม่ทำมาหากินอะไรนอกจากสาวหมัดใส่คนที่ทำร้ายแม่กับแบมือขอเงินแม่...กระทั่งมาถึงวันที่น้าถิตเริ่มสาวหมัดใส่แม่เสียเอง บ่อยครั้งขึ้นจนทำให้แม่ออกไปจากชีวิตของน้าถิต และทำให้ผมลืมผู้ชายคนนี้ไปหลายปี จนถึงวันที่ผมเดินสวนกับผู้ชายคนนั้นที่เดินออกมาจากบ้านผม นั่นแหละทำให้ผมจำเขาได้ทันที”

ปัทม์เล่าถึงความรู้สึกขณะนั้นว่า

“ตอนนั้นสิ่งที่ผมกังวลคือ ผมกลัวใจของแม่ กลัวว่าแม่จะกลับไปคืนดีกับผู้ชายคนนี้ ในขณะที่กิจการทำขนมขายของเรากำลังไปได้ดี...แม่ของผมทำขนมโดยมีลูกมือตัวหลักคือหนูตุ่น ที่เรียนรู้การทำขนมได้เร็วมาก ขนาดผมยังทำขนมได้ไม่ค่อยเป็นเลย ช่วงโรงเรียนเปิดเทอมทำให้มีคนสงสัยว่าแม่จะขายที่ไหน นี่ไงเราเลยขายและส่งขนมตามลูกค้าสั่งถึงบ้านครับ”

เวลานั้นสมพรทึ่งที่ลินจงกับปัทม์กล้าขายขนมโดยไม่มีหน้าร้านและวันหนึ่งปัทม์ก็หายไป หนูตุ่นถามว่าพี่ปัทม์ไปไหน ลินจงบอกว่าไปเอาจักรยานที่ซื้อไว้ ทันใดนั้นเสียงกริ่งจักรยานก็ดังกริ๊งๆๆที่หน้าบ้าน ทุกคนหันมองเห็นปัทม์ขี่จักรยานสามล้อที่มีตู้กระจกสำหรับใส่ขนม ปัทม์บอกทุกคนว่าซื้อไว้ส่งขนมให้ลูกค้า

“ซื้อมาขนาดนี้ปั่นขายตามซอกตามซอยเลยไหมเนี่ย” สมพรมองทะลุไปไกล ปัทม์บอกว่าก็ดีเหมือนกันแล้วหัวเราะชอบใจ

“ถ้าขายแบบนี้ หนูตุ่นว่าขายดีแน่นอน” หนูตุ่นมองจักรยานที่ปัทม์ยังนั่งยิ้มเผล่อยู่อย่างทึ่ง

ปัทม์ในวัยชราเล่าถึงก้าวใหม่ของการขายขนมว่า จากวันนั้นตนปั่นจักรยานไปขายขนมโดยมีหนูตุ่นปั่นจักรยานตาม และบางครั้งก็ผลัดกันปั่นจักรยานสามล้อเป็นกำลังใจให้กันและกัน

“จากความคิดของผมแค่หารถเพื่อไปส่งขนมตามบ้านได้จำนวนมากขึ้น กลายเป็นว่าผมใช้รถคันนี้ปั่นขายไปตามที่ต่างๆ ปั่นไปไหนก็ได้ที่มีคน ตั้งแต่เช้าจนเย็น แทนการขายในโรงเรียน”

ปัทม์กับหนูตุ่นช่วยกันปั่นจักรยานขายขนม ขายได้ดีวันดีคืน ทั้งสองมองหน้ากันอย่างมีความสุขที่ได้ความสำเร็จมาอย่างรวดเร็ว

ปัทม์มุ่งมั่นขายขนมเพื่อเก็บเงินไว้เรียนมหาวิทยาลัยเพราะต้องใช้เงินเยอะ บอกแม่ว่าซื้อรถคันนี้มาเพื่อส่งตัวเองเรียน ลินจงบอกว่าตนมีเงินอยู่ก้อนหนึ่งคิดจะเปิดบัญชีสะสมไว้ให้ปัทม์ตอนเรียนจบ

แม้จะปั่นจักรยานขายขนมจนปวดน่องต้องให้แม่นวดให้ แต่ปัทม์ก็บอกแม่ว่าปั่นจักรยานขายขนมก็สนุกดี

“ดีแล้วลูก แม่เห็นลูกมีความสุขแม่ก็สบายใจ แล้วปัทม์กับน้องตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง”

“เป็นยังไงคืออะไรครับแม่” ลินจงมองหน้าปัทม์ยิ้มๆ ปัทม์อ่านออกรีบบอกแม่ว่า “ผมไม่คิดอะไรครับแม่แค่พี่น้องกัน เขาเป็นลูกครูอัญด้วย ใครจะไปกล้าจีบ”

“จ้ะลูก เผื่อเขาอยากรู้แม่จะได้บอกเขาไปตามนั้น” ปัทม์ถามว่าเขาคือใคร “รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

“มีคนคิดกับผมแบบนั้นด้วยเหรอแม่”

“วันนี้ยังไม่มี วันหน้าก็ต้องมีจ้ะ” พูดแล้วกอดปัทม์ที่นิ่งไปอย่างไม่เคยคิดและคิดไม่ถึง

รุ่งขึ้นหนูตุ่นแต่งตัวดีเป็นพิเศษจนครูอัญถามว่าจะไปไหน หนูตุ่นบอกว่าจะไปช่วยพี่ปัทม์ขายขนม และเมื่อไปเจอปัทม์ พอปัทม์รู้ว่าหนูตุ่นแต่งตัวสวยจะไปขายขนมด้วย ปัทม์แกล้งบอกว่าไม่ให้ไป แล้วสั่นกระดิ่งปั่นจักรยานไปหน้าตาเฉยเลย

ooooooo

ฝ่ายลินจงกับสถิตย์ หลังจากวันนั้นแล้วต่างก็ส่งโทรเลขถึงกัน จนมาวันหนึ่งสมพรกำลังดูแลสวนสมุนไพรก็มีโทรเลขมาส่งเป็นของลินจง พอดีลินจงมาเจอเลยรับไปเปิดอ่าน เป็นโทรเลขของสถิตย์ข้อความว่า

“เจอกันที่ร้านสินชัย ตอนเที่ยงนะ”

ลินจงชวนสมพรพรุ่งนี้ไปเป็นเพื่อนหน่อยตนจะไปพบสถิตย์ สมพรใจไม่ดีถามว่าจะคืนดีกันหรือ ลินจงบอกว่าจะไปทวงเงินที่มันยืมไป สมพรถามว่าให้มันยืมทำไม ลินจงบอกว่าสงสารมัน

“เพราะความสงสารมันถึงทำให้พี่เจ็บใจตลอด พี่ยังไปสงสารมันอีกเหรอ” ลินจงบอกช่างมันเถอะตนกำลังจะไปทวงเงินคืน กำชับสมพรว่าอย่าให้ปัทม์รู้เรื่องนี้เด็ดขาด

รุ่งขึ้นพอไปพบกัน สถิตย์ไม่พอใจเมื่อเห็นสมพรมาด้วย

เมื่อลินจงทวงเงินที่ยืมไป สถิตย์ทำทีถามว่าเท่าไหร่ พอลินจงบอกว่าทั้งหมดก็บอกว่าไม่ได้เพราะตนต้องกินต้องใช้ต้องเก็บเหมือนกัน แต่พอลินจงบอกว่ามีเท่าไหร่เอาเท่านั้นก็ได้ สถิตย์พูดหน้าตาเฉยว่าไม่มี ถ้าเธอลำบากจริงๆก็ไปหายืมคนอื่นก่อน

ทั้งสองโต้เถียงกันรุนแรงเมื่อสถิตย์ยืนยันไม่มีเงินมีเมื่อไหร่ก็จะใช้ให้ แต่พอถามเมื่อไหร่ก็บอกว่าไม่รู้

สมพรทนไม่ไหวช่วยลินจงทวงก็ถูกสถิตย์ด่า ลินจงยื่นคำขาดว่าตนต้องการเงินคืนเดี๋ยวนี้

“โอ๊ย...ถ้าจะทวงแบบนี้กูไม่จ่ายโว้ย” สถิตย์พาลแล้วเดินออกจากร้านไป สมพรกับลินจงวิ่งตามก็ถูกสถิตย์ตบจนสมพรกระเด็นแล้วขี่มอเตอร์ไซค์หนีไปต่อหน้าต่อตา

ลินจงกับสมพรไม่ยอมแพ้ นั่งรถสามล้อตามไปจนถึงบ้านสถิตย์ เจอเมียสถิตย์กำลังเลี้ยงลูกจึงถามหาสถิตย์ พอสถิตย์รู้ว่าลินจงมาก็พรวดออกมาเผชิญหน้าตะคอก “มาทำไมเนี่ย!”

เมียสถิตย์ถามว่าเรื่องอะไรกัน พอรู้ว่าสถิตย์ไปโกหกว่ามีปัญหาเรื่องค้าขายและยืมเงินลินจงมาแก้ปัญหา สถิตย์ด่าลินจงว่าตอแหลตนไม่เคยไปยืมเงินใคร ไล่ตะเพิดอย่างหยาบคายว่า

“เธออย่าไปเชื่อมันนะ มันเป็นกะหรี่ มึงออกไปจากบ้านกูเดี๋ยวนี้”

เมียสถิตย์เพิ่งรู้ความจริงว่าสถิตย์เป็นคนยังไง รับปากลินจงว่าจะหาเงินมาใช้ให้ภายในเดือนนี้

“ขอบคุณมากนะ ฉันดีใจที่มันมีเมียดีอย่างคุณ แต่ก็เสียใจกับคุณที่เลือกมันเป็นผัว”

เพียงคืนต่อมา เมียสถิตย์ก็พาลูกหนีไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด แต่ก่อนไปได้แวะเอาเงินไปคืนให้ลินจงจนครบ ลินจงถามว่าแล้วสถิตย์ล่ะ

“ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวไปเถอะพี่ หนูทนเขามานานแล้ว” ลินจงบอกว่ายังไงสถิตย์ก็จะตามหาเธอจนเจอ “ขอบคุณค่ะพี่ พี่เขาหาหนูกับลูกไม่เจอแน่นอน”

“ขอให้โชคดีจ้ะ”

เมื่อได้รับเงินคืนแล้ว ลินจงเอาไปฝากธนาคารทันที

ปัทม์ในวันนี้เปิดสมุดออมสินที่เก่ามากในมือ ชื่อบัญชีคือ “ปัทม์ ปุญวิจักษ์” ตรีชวาโน้มตัวกอดปัทม์น้ำตาคลอ ปัทม์กอดตรีชวา เล่าต่อว่า...

“เงินก้อนนี้ผมเก็บไว้ตั้งแต่วันที่ผมได้รับสมุดฝากบัญชี ชีวิตผมตกต่ำบ่อยครั้ง แต่ผมก็ไม่เคยเอาเงินก้อนนี้ออกมาจากธนาคาร มันเป็นเงินที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของแม่ผม”

นักข่าวที่มาสัมภาษณ์ต่างอึ้ง ปัทม์เก็บสมุดเงินฝากไว้ในหีบไม้ตามเดิมอย่างดี

ooooooo

หนูตุ่นถามลินจงว่าป้าจงไปธนาคารออมสินเอาเงินไปฝากมาเหรอ ลินจงบอกว่าตนเปิดบัญชีฝากประจำให้ปัทม์ไว้เป็นทุนการศึกษา มันเป็นเงินก้อนสุดท้ายแต่ป้ายกให้เขา

ลินจงเร่งให้หนูตุ่นกลับบ้านเพราะใกล้ค่ำแล้ว งานที่เหลือเดี๋ยวตนจัดการเอง หนูตุ่นจึงกลับ

แต่พอหนูตุ่นกลับไป สถิตย์ก็เข้ามาถีบลินจงที่ไม่รู้ตัวจนตกจากแคร่ ตะคอกว่า “มึงทำชีวิตกูพัง”

แต่โชคดีขณะสถิตย์กำลังทำร้ายลินจงนั้นสมพรกลับมาเจอ วิ่งเข้าไปช่วยลินจงใช้ไม้กระหน่ำตีสถิตย์จนมันคลานไปคว้าไม้จะตีสมพรแต่ถูกลินจงเอามีดฟันแขนมันจนร้องลั่น แต่มันก็คว้ามือที่ถือมีดของลินจงบิดจนมีดร่วงจากมือ สมพรช่วยลินจงต่อสู้กับสถิตย์แต่ถูกมันถีบจนสลบ

ลินจงจะไปคว้ามีดแต่ถูกสถิตย์คว้าไปก่อน มันพุ่งเข้าแทงลินจงที่ท้องจนเลือดสาดทรุดกับพื้นทันที มันตกใจวิ่งหนีออกจากบ้านไป ปล่อยให้ลินจงกุมท้องที่ฉ่ำไปด้วยเลือดอยู่ที่พื้น

ooooooo

ลินจงพยายามคลานไปปลุกสมพรให้ตามปัทม์ให้ด้วย คราบเลือดเป็นทาง หนูตุ่นมารอปัทม์ที่หน้าบ้านอย่างกระวนกระวาย พอเห็นปัทม์ปั่นจักรยานเข้ามาก็พุ่งไปหาบอกว่าป้าจงถูกแทง

สมพรพาลินจงส่งโรงพยาบาลแล้ว ปัทม์ปั่นจักรยานพาหนูตุ่นไปโรงพยาบาลทันที

ที่โรงพยาบาล หมอกำลังช่วยปั๊มหัวใจลินจง ปัทม์ไปถึงวิ่งไปถามสมพรว่าแม่เป็นยังไงบ้าง

“พี่จงเสียเลือดมาก เขารอปัทม์อยู่ เข้าไปหาแม่ไป”

ปัทม์พุ่งไปที่ห้องฉุกเฉินเจอหมอเปิดประตูออกมามีพยาบาลเข็นเตียงมีผ้าขาวคลุมตามออกมา ปัทม์ถลาไปเปิดผ้าคลุมออก ถึงกับเข่าอ่อนทรุดกอดร่างแม่ไว้แน่น หนูตุ่นผวากอดปัทม์ไว้อีกคน

ปัทม์ในวัยชราเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นด้วยเสียงเครือว่า...

“สัญญาณชีพแม่ดับไป พร้อมๆกับชีวิตของผมกำลังจะดับสูญไปด้วย...แม่ผมเสียชีวิตก่อนที่ผมมาถึง... ผมสติหลุดจนเกือบไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ การสูญเสียแม่ไปครั้งนี้ทำให้ชีวิตผมพัง...”

“คุณลืมพี่ปัทม์คนเดิมที่ผ่านมาไปเลย หลังจากนี้เขาเหมือนคนที่พี่ไม่เคยรู้จักมาก่อน” ตรีชวาเอ่ยแทรก

นักข่าวมองปัทม์ที่สีหน้าเคร่งขรึมอย่างพยายามนึกถึงเรื่องราวในอดีต...

ปัทม์ในนาทีนั้นเคว้งคว้างว้าวุ่น เขาอ้อนวอนแม่อย่าทิ้งตนไป ร่ำร้องให้หมอช่วยแม่เพราะแม่ยังไม่ตายกระทั่งไปยื้อยุดฉุดหมอให้มาช่วยแม่จนวุ่นวาย หนูตุ่นแหวกคนเข้าไปถึงปัทม์ก็ตบหน้าเขาสุดแรง

“พี่ปัทม์! ยอมรับความจริงได้แล้วว่าแม่พี่ตายไปแล้ว หยุดสร้างความวุ่นวายให้คนอื่นได้แล้ว”

ปัทม์ในวันนี้เล่าถึงแรงตบของหนูตุ่นในวันนั้นว่า

“หนูตุ่นตบหน้าผมแรงมาก ผมนิ่งมองหน้าหนูตุ่น แต่ไม่ได้ยินว่าพูดอะไร ทุกอย่างรอบตัวดูช้าไปหมดจนกระทั่งเจ้าหน้าที่เข้ามาล็อกตัวผมแล้วกดลงกับพื้น”

หนูตุ่นร้องไห้เมื่อปัทม์ถูกเจ้าหน้าที่จับกดลงกับพื้นและเขาก็ยังดิ้นสุดแรงและร้องไห้แทบขาดใจ...

ที่ศาลาวัด...ปัทม์นั่งพนมมือฟังพระสวดศพแม่ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก มองรูปแม่ที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพประดับด้วยดอกไม้เรียบง่ายไม่วางตา หนูตุ่นนั่งข้างๆปัทม์คอยชำเลืองด้วยความเป็นห่วง

พระสวดเสร็จ แขกที่มาไม่มากนักกลับกันแล้ว สมพรถามว่าปัทม์จะกลับหรือยัง ปัทม์ให้น้าพรกลับไปก่อน หนูตุ่นชวนพี่ปัทม์กลับกันเถอะ ปัทม์ถามสายตาเหม่อลอยว่า

“แล้วแม่พี่จะอยู่ที่นี่กับใครล่ะถ้าพี่กลับบ้าน”

ทุกคนอึ้ง ปัทม์บอกว่า “ผมจะนอนเป็นเพื่อนแม่ แม่อยู่ตรงนี้ ผมก็จะอยู่ที่นี่” แล้วปัทม์ก็ไปหยิบเสื่อมาปูใกล้ๆ โลงศพ นอนเป็นเพื่อนแม่...

ooooooo

คืนนี้หนูตุ่นนอนไม่หลับ บอกครูอัญที่ชะโงกมาดูว่าเป็นห่วงพี่ปัทม์ ทั้งชีวิตพี่เขามีแม่คนเดียว

ตอนนี้ป้าจงไม่อยู่แล้ว พี่ปัทม์จะอยู่ยังไง ครูอัญบอกว่าตอนนี้ปัทม์อาจจะยังแย่ หลังจากนี้ก็คงจะดีขึ้น อย่างน้อยก็ยังมีน้าพรอยู่

ในวันเผา บรรดาแขกที่มาร่วมงานต่างแสดงความเสียใจกับปัทม์ สมพรเดินมากอดปัทม์บอกว่าไม่ต้องห่วง อยู่กับน้า ปัทม์ยังมีน้าอยู่ ครูอัญก็บอกว่าปัทม์ต้องเข้มแข็ง ถามสมพรว่าไหวไหมที่จะดูแลปัทม์ ถ้าไม่ไหวให้ปัทม์มาอยู่ที่บ้านครูก็ได้

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันดูแลปัทม์เอง”

ในวันต่อมา หนูตุ่นไปที่ห้องครัวบ้านสมพรทำอะไรกุกกัก ปัทม์ได้ยินผวาไปหาเรียกแม่ แต่พอเข้าไปดูกลายเป็นหนูตุ่น ถามว่ามาทำอะไร หนูตุ่นบอกว่าเอาข้าวมาให้พี่ปัทม์จัดข้าวแล้วนั่งกินด้วยกัน หนูตุ่นบอกปัทม์ว่าตนจะมาทำขนมต่อ

“อย่าทำให้พี่ต้องรู้สึกแย่ไปกว่าเดิมเลย...หนูตุ่นจะทำขนมที่ไหนก็ได้แต่ไม่ใช่ที่นี่ พี่ทำใจไม่ได้ที่จะเห็นมันอีก” หนูตุ่นถามว่าไม่ดีใจหรือที่ยังมีคนอยากทำขนมที่แม่ทำอยู่ “ถ้ามันเรียกแม่พี่กลับมาไม่ได้ก็อย่าทำมันเลยดีกว่า”

ปัทม์ผลักจานข้าวออกแล้วลุกเดินไปเลย หนูตุ่นโกรธจนน้ำตาคลอตะโกนเรียกปัทม์ก็ไม่สนใจ

สมพรกลับจากทำงานคืนนี้ ถามปัทม์ว่ากินข้าวหรือยัง พอรู้ว่ายังก็เตือนให้กินบ้างตนไม่อยากเห็นปัทม์อยู่ในสภาพนี้ ปัทม์บอกว่าเกลียดตัวเองที่ปกป้องแม่ไม่ได้ ไม่น่ามีชีวิตอยู่เลย สมพรบอกให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ปัทม์บอกว่าตนจัดการไอ้สถิตย์ได้เมื่อไหร่ก็จะไม่อยู่แล้ว ตนจะไปอยู่กับแม่

“คนที่คิดแบบนั้นน่าจะเป็นน้ามากกว่านะปัทม์ น้าอยู่กับพี่จงแต่น้าช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่น้าก็คิดสั้นไม่ได้ น้ายังต้องดูแลปัทม์อยู่”

ปัทม์เดินเข้าห้องไปอย่างอัดอั้น

ooooooo

สถิตย์ไปหาเมียและลูกจริงๆ และก็ถูกตำรวจจับที่นั่น เมื่อปัทม์รู้เขาดิ่งไปที่สถานีตำรวจทันที มองหาห้องขังแล้วพุ่งไปกระชากคอสถิตย์มาติดลูกกรง ตะโกนลั่น

“ฆ่าแม่ผมทำไม ฆ่าแม่ผมทำไม! ทำไมต้องเป็นแม่ผมด้วย...แม่ผมทำอะไรให้” สถิตย์ตาเหลือก ปัทม์ตะโกนลั่นโรงพัก “ตอบกูมาสิโว้ย!!”

สมพรวิ่งตามมากอดปัทม์ที่กำลังคลั่งบอกให้ใจเย็นๆ ตำรวจมาเอาตัวปัทม์ออกไป สถิตย์เอ่ยกับสมพร

“พร...ฉันขอโทษ”

สมพรคว้าแก้วน้ำจากโต๊ะใกล้ๆสาดใส่หน้าสถิตย์ จ้องแค้นแล้วเดินออกไป

ooooooo

เมื่อตำรวจพาสถิตย์ไปทำแผนที่บ้านสมพร ปัทม์ตามดูอย่างใกล้ชิดทำท่าจะกระโจนเข้าใส่สถิตย์หลายครั้งแต่ตำรวจรั้งไว้ทัน

ชาวบ้านที่มาดูการทำแผนอยู่ข้างนอกก็ตะโกนด่าสถิตย์ดังขึ้นเรื่อย บางคนจะกระโจนเข้าทำร้ายสถิตย์ย์แต่ตำรวจกันไว้ทัน ร้อยเวรจึงสั่งให้พาผู้ต้องหากลับโรงพัก ก็ยังถูกชาวบ้านด่าและรุมสกรัมจนเลือดอาบ

เมียและลูกสถิตย์ยืนปะปนกับชาวบ้านดูการทำแผน พอลูกเห็นสถิตย์ถูกสกรัมก็ร้องไห้ตะโกน...

“อย่าทำพ่อ...อย่าทำพ่อ”

ลูกสถิตย์วิ่งเข้าไปกอดพ่อ สถิตย์กอดลูกไว้อย่างป้องทั้งที่ตัวโชกเลือด เหตุการณ์ชุลมุนจนตำรวจต้องยิงปืนขึ้นฟ้าชาวบ้านจึงวิ่งหนีไป สมพรออกมาเห็นเมียกับลูกสถิตย์กอดกันร้องไห้ ก็เดินไปแตะไหล่ปัทม์ที่หันมองหนูตุ่นเบาๆ

ปัทม์มาถึงสถานีตำรวจอีกทีก็เห็นสถิตในสภาพมีผ้าพันแผลปิดไปทั่วตัวอยู่ในห้องขัง เขากวักมือให้สถิตย์มารับน้ำกับอาหาร สถิตย์ลังเล ปัทม์บอกว่าขอคุยอะไรหน่อย จึงค่อยขยับเข้ามา

“แกทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไป ฉันอยากฆ่าแกให้ตายไปซะแต่ฉันคิดว่าแกยังไม่ควรตาย แกควรทรมานกับชีวิตที่เหลืออยู่ของแก แล้วชดใช้กรรมที่แกก่อไว้ในคุก”

สถิตย์นิ่งแต่แววตารู้สึกผิด

“แกติดคุกแกยังมีโอกาสกลับออกมาข้างนอก ทำดีอยู่ในคุกไม่กี่ปีก็ได้ออกมา แล้วกลับมาก็ยังมีเมียมีลูกคอยแกอยู่ ดีกว่าฉัน...ที่ไม่เหลือใครแล้ว...ฉันให้อภัยแก”

“เดี๋ยว...แกอยากรู้ไหมว่าแม่จริงๆของแกคือใคร”

“ทำไมฉันต้องรู้ ในชีวิตฉันมีแม่แค่คนเดียว แล้วแม่ของฉันโดนแกฆ่าตายไปแล้ว”

เล่าถึงตอนนี้ ปัทม์พูดกับนักข่าวที่สัมภาษณ์ว่า

“มันจะสำคัญอะไรในเมื่อแม่ลินจงคือคนที่เลี้ยงดูผมมาตลอด แม่ทำให้ผมเป็นผมจนทุกวันนี้”

ปัทม์บอกว่าตนอยากเล่าเรื่องน้าพรหลังจากนี้มากกว่า เพราะมีผลต่อการตัดสินใจสำคัญในชีวิตตน

“ผมเพิ่งมารู้ว่าน้าพรแกเพิ่งจะเริ่มคบกับแฟนคนใหม่ของแก แล้วนั่นทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปด้วย”

ooooooo

สมพรเข้าไปลาป้าอบบอกว่าตนจะเลิกทำงานแบบนี้แล้ว ป้าอบถามว่าแล้วจะไปทำงานอะไร สมพรบอกว่าสมุนไพรที่ปลูกไว้ที่บ้านน่าจะพอช่วยตนได้ ป้าอบเตือนว่าเศรษฐกิจไม่ดีทำอะไรให้ระวังหน่อย

“ตั้งแต่พี่จงเสียไป ฉันยังทำใจไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าชีวิตต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายไป” ป้าอบบอกว่าตนเป็นกำลังใจให้และยังให้เงินไปตั้งต้นชีวิตใหม่ พูดทั้งที่ใจหายที่ต้องจากกันว่า

“ข้าไม่เสียดายที่เอ็งออกจากที่นี่ แต่ดีใจที่เอ็งจะออกไปมีชีวิตดีๆ ไปแล้วอย่ากลับมาอีกนะโว้ย”

“ขอบคุณมากจ้ะ ฉันจะไม่ลืมพระคุณที่เลี้ยงดูสั่งสอนฉันมาตั้งแต่เด็กเลย” สมพรจะเดินไปแต่แล้วก็หันมาโผกอดป้าอบต่างร้องไห้...

ooooooo

เมื่อปัทม์ไม่อยากเห็นอุปกรณ์การทำขนมของแม่ หนูตุ่นจึงขนไปที่บ้าน ครูอัญถามว่าหนูตุ่นทำแล้วให้ปัทม์ขายหรือ หนูตุ่นบอกว่าเขาไม่ทำอะไรทั้งนั้นแถมยังจะโกรธหนูตุ่นด้วยถ้าไปทำขนมที่บ้านเขา

“ไม่เป็นไร ลูกก็ทำขนมอย่างที่ลูกตั้งใจไป วันนึงปัทม์เขาอาจจะคิดอะไรได้”

ปัทม์ในวันนี้เล่าสภาพของตัวเองในวันนั้นว่า...

“ตอนนั้นพูดได้เต็มปากเลยว่าผมเสียศูนย์ไปนาน ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ จะเดินหน้าหรือกลับหลัง ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นจะทำอะไรเพื่อใครจริงๆ พอนึกขึ้นได้ผมก็รู้แล้วว่าชีวิตนี้ผมต้องอยู่เพื่อใคร”

ปัทม์เล่าว่าแม่เคยบอกว่าน้าพรปลูกสมุนไพรเพราะต้องการรักษาสุขภาพของตัวเอง น้าพรมีโรคประจำตัวหรือป่วยเป็นอะไรสักอย่างจึงต้องกินสมุนไพรแทนกินยาปฏิชีวนะ มีอะไรก็รักษาด้วยตัวเองมาเป็นสิบๆปีแล้ว แม้แต่ตนป่วยแม่ก็ปรึกษาน้าพรแล้วน้าพรก็ต้มยาสมุนไพรให้กินหายทุกครั้ง

ปัทม์ยังเล่าอย่างซาบซึ้งว่าตอนแม่เสียน้าพรก็หาข้าวปลาให้กิน  ปกป้องตักเตือนยามตนสติไม่อยู่กับตัว

แล้วคืนหนึ่งน้าพรก็พาเดวิดเข้ามาอยู่ในบ้านบอกว่าน้าเลิกทำงานกับป้าอบแล้ว แนะนำให้รู้จักกับเดวิดบอกว่าเขามาทำงานที่เมืองไทยสองสามเดือนก็กลับบ้าน น้าเลยชวนมาอยู่ด้วย เวลานั้นตนรู้สึกแปลกๆ ยิ่งอยู่ไปก็รู้สึกว่าตนเป็นส่วนเกินของที่นี่และน้าพรก็มีคนดูแลแล้ว

“ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะไปอยู่กับแม่ แล้วก็เขียนจดหมายลาทุกคนที่ผมรู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาพวกเขามีความหมายกับผมมาก ‘ถึงน้าพร ครูอัญและหนูตุ่น จดหมายฉบับนี้ถ้าทุกคนได้อ่านผมคิดว่าผมคงย้ายตัวเองไปอยู่กับแม่แล้ว ขอบคุณทุกคนมากครับ...ที่...’ แล้วผมก็เดินออกจากบ้านน้าพรไปหยุดที่กลางสะพาน...”


ละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ตอนที่ 4 อ่านซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"ติดตามละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์ 9 มี.ค. 2562 08:00 2019-03-11T00:09:34+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ