ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐ นวลแพง

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์

ครูอัญกับหนูตุ่นไปเห็นเหตุการณ์ที่ตลาด ครูอัญให้กำลังใจปัทม์ว่า

“เรื่องที่เกิดขึ้นช่างมันเถอะ เราห้ามคนคิดร้ายไม่ได้ แต่เราห้ามอารมณ์เราไม่ให้คล้อยตามความโกรธเกรี้ยวของพวกเขาได้”

ครูอัญถามว่าตอนนี้ปัทม์กับแม่กำลังหาที่อยู่ใหม่หรือ ปัทม์บอกว่าตอนนี้อาศัยอยู่บ้านน้าพรเพื่อนแม่ ครูอัญมอบเงินจำนวนหนึ่งให้บอกว่าครูอยากช่วย ปัทม์บอกว่าตนรับเงินก้อนนี้ไม่ได้ มันไม่ได้แลกมาด้วยการทำงานของตน ครูบอกว่ามันแลกกับความเป็นคนดีของปัทม์ ปัทม์ยืนยันว่าตนรับไว้ไม่ได้จริงๆ

“ถ้างั้นเธอมาทำงานที่ร้านขายของชำของครูไหม ครูจ่ายให้เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนก็ได้”

“พี่ปัทม์มาเล่นกับหนูตุ่นนะคะ”

“แล้วอีกงานก็มาช่วยดูแลหนูตุ่นด้วย เธอจะได้ค่าจ้างถึงสองงานเลยนะ” พฤกษ์เสริม

ปัทม์ซึ้งใจ ถามว่าทำไมดีกับตนอย่างนี้ ครูอัญบอกว่าความดีของเธอไง ปัทม์บอกว่าตนอยากทำงานกับครู แต่ติดที่ต้องช่วยแม่ทำขนม ครูอัญบอกว่าคงไม่ต้องช่วย 24 ชั่วโมงมั้ง พฤกษ์ย้ำว่าเราอยากช่วยเธอนะ ปัทม์จึงขอกลับไปปรึกษาแม่ก่อน

“พี่ปัทม์ไปขี่จักรยานเล่นกันนะ...นะๆๆๆๆ” 

หนูตุ่นอ้อนแล้วจูงมือปัทม์ไปเลย

ooooooo

ปัทม์ขี่จักรยานนำไปแล้วจู่ๆหนูตุ่นก็แซงขึ้นไปหัวเราะร่า ปัทม์เตือนระวังล้ม ไม่ทันขาดคำหนูตุ่นก็ขี่จักรยานพุ่งเข้ารกเข้าพงหายไปทั้งรถทั้งคน ปัทม์ลงจากรถรีบตามเข้าไปเจอหนูตุ่นทำหน้าเจ็บ

ปัทม์พาหนูตุ่นขึ้นมาและจะเข็นจักรยานไปให้ที่บ้าน

“ดีนะที่มีพี่ปัทม์อยู่ ไม่งั้นหนูตุ่นอายแย่ ไม่กล้ากลับบ้านแน่ๆ แล้วจักรยานของพี่ปัทม์ล่ะ” ปัทม์บอกว่าจอดทิ้งไว้นี่แหละเดี๋ยวพี่กลับมาเอาเอง

“พี่ปัทม์น่ารักจังเลย พี่ปัทม์รู้ไหม หนูตุ่นอยากมีพี่ชายมากๆเลย เพราะรู้สึกปลอดภัยเวลาไปไหนมาไหนจะตกท่อหรือรถคว่ำ ลุกขึ้นมาก็ไม่อายใครเลยเพราะมีพี่ชายอยู่ข้างๆ”

ปัทม์หยอกว่าแบบนี้พี่ชายคงไม่ต้องทำมาหากินเลยใช่ไหม หนูตุ่นอ้อนว่าอยากให้พี่ปัทม์มาดูแลตลอดเวลาเลย ปัทม์บอกว่าตนต้องทำงาน หนูตุ่นแนะให้ลาออกแล้วมารับจ้างแม่หนูตุ่นสิ

ปัทม์บอกว่าถ้ามีเวลาแล้วจะมาดูแลหนูตุ่นแล้วกันนะ หนูตุ่นก็รวบรัดว่าถ้าพี่ปัทม์ไม่มีเวลางั้นหนูตุ่นดูแลพี่ปัทม์เองก็ได้ แล้วคว้าจักรยานจากปัทม์มา บอกให้ปัทม์ซ้อนเดี๋ยวหนูตุ่นปั่นเอง ปัทม์ส่ายหัวยิ้มๆแล้วขึ้นซ้อนท้ายจักรยาน หนูตุ่นกดกระดิ่งรัวกริ๊งงงงง ร้องร่าเริง “ไปแล้วนะ” แล้วปั่นจักรยานฉิวออกไปเลย

ooooooo

ค่ำนี้ลินจงกลับถึงบ้านก็เอาเงินที่ขายขนมได้ออกมานับอย่างหนักใจ สมพรยกข้าวมานั่งกินกัน สมพรซื้อทั้งข้าวและกับข้าวมาพร้อม ลินจงบ่นว่าซื้อมาอีกแล้ว เดี๋ยวตนออกไปหาซื้อมาทำกินเองก็ได้

สมพรบอกว่าพี่อย่าเกรงใจเลย วันนี้ขายแทบไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ ย้อนอดีตว่าพี่เคยช่วยตนมากกว่านี้อีกตอนตนลำบาก ตอนนี้ขอให้ตนได้ดูแลพี่บ้าง พอลินจงบ่นมากเข้าก็โวยว่าทำไมต้องทำให้มันยุ่งยาก ลินจงขู่ว่าถ้าสมพรไม่ฟัง ตนกับลูกจะออกไปอยู่ข้างนอก สมพรเสียงดังว่า “ฉันไม่ยอมให้พี่ไปหรอก”

ลินจงเดินออกมา พอดูว่าไม่มีใครเห็นก็ควักเอาขนมที่ขายไม่หมดวันนี้มากินจนอิ่ม โดยไม่รู้ว่าสมพรตามมาแอบดูด้วยความสะเทือนใจ

หัวค่ำพอปัทม์กลับมาก็เอาเงินที่ได้จากการทำงานส่วนหนึ่งเติมเข้าไปในกล่องเดียวกับที่แม่ใช้ สมพรที่กำลังจะออกไปทำงานก็เดินวกกลับมาเอาเงินจากซอกอกใส่ไปในกล่องเดียวกัน ปัทม์เอาเงินคืนให้บอกว่าแค่ได้มาอาศัยบ้านอยู่ก็พอแล้ว สมพรบอกว่าตนทำเพื่อทดแทนบุญคุณ ตนตั้งใจจะแอบใส่ในกล่องนี้ทุกวัน

สมพรเล่าว่าวันนี้ตนกับลินจงมีปากเสียงกันนิดหน่อย ลินจงงอนจนหลับไปแล้ว สมพรอยากให้ลินจงกับปัทม์ขายของได้เยอะๆ ปัทม์บอกว่าตนก็อยากขายให้ได้เยอะแต่เหมือนไม่มีโชค

“อย่าบอกว่าไม่มีโชค น้าว่าแกไม่มีหลักในการขายของที่กระตุ้นให้คนอยากซื้อของแก” ถามว่าขนมนี้อร่อยไหม ปัทม์บอกว่าอร่อย “ถ้าเราเชื่อว่าขนมเราอร่อย เราก็ต้องทำให้คนกินขนมเราให้ได้ ไม่ใช่แค่กินนะ ต้องซื้อกินในระยะยาว”

“แค่ให้ซื้อกินทุกวันนี้ก็ยังยากเลยน้า”

สมพรเล่าบทเรียนของตนให้ฟังว่า ตอนมาทำงานใหม่ๆ ทั้งที่ยังสดแต่ไม่มีใครเรียกขึ้นห้องเลย แต่หลังจากขายไม่ออกมาหลายวัน ตนเลยบอกป้าอบว่าตนจะให้ลูกค้าใช้บริการโดยไม่ต้องเสียสักแดงเดียว 3 วันบริการดี ฟรีค่าบริการ

“น้าพรทำผมเขินเลย” ปัทม์พูดแล้วหัวเราะกับสมพรขำๆอย่างมีความสุข

ooooooo

ปัทม์เอาบทเรียนของสมพรมาขายขนม วันนี้เห็นเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเล่นกันอยู่ก็เอาตะกร้าขนมเข้าไป ลินจงบอกว่าขายลดราคาให้เด็กบ้างก็ได้ กำไรน้อยดีกว่าต้องแบกกลับบ้าน

ครู่เดียวปัทม์ถือตะกร้าเปล่ากลับมา ลินจงดีใจทักว่าเกลี้ยงเลย ปัทม์ขายยังไง ปัทม์บอกว่าแจกครับ แจกฟรีไปเลย แล้วตะโกนบอกเด็กๆว่า

“พรุ่งนี้มาใหม่นะ ฝากบอกเพื่อนๆที่ไม่ได้มาวันนี้ด้วยนะ”

ลินจงทำใจไม่ได้ถามปัทม์ว่ารวยหรือไง ปัทม์บอกว่านี่คือวิธีการขายของแบบนึง แจกฟรีก่อนถ้าของเราดีเขาก็จะบอกต่อๆกัน ลินจงถามว่าเอาวิธีนี้มาจากไหน

 “น้าพรครับ น้าบอกว่าเขาใช้วิธีแบบนี้ตอนทำงานแรกๆ”

“อีนังพร!!”

แล้วปัทม์เดินแจกขนมเป็นวันที่สอง แจกไปร้องบอกไปว่า

“แจกฟรีสองวัน ถ้าติดใจ มะรืนนี้มาซื้อกินนะป้า”

ooooooo

ขณะปัทม์เดินแจกขนมนั่นเอง เฮียเล้งเจ้าของโรงน้ำแข็งมาส่งน้ำแข็งกับลูกน้อง ทำกระเป๋าสตางค์ตกไม่รู้ตัว ปัทม์เจอมองหาเจ้าของไม่เห็นใครจึงเปิดดูเห็นเงินเป็นฟ่อน

ปัทม์เดินมาถึงร้านของครูอัญที่เฮียเล้งกำลังมาส่งน้ำแข็ง เจอเฮียเล้งเดินล้งเล้งออกมาถามธนูลูกน้องว่าเห็นกระเป๋าเงินตนไหม ธนูบอกว่าไม่เห็นตั้งแต่ในรถแล้ว เฮียเล้งสงสัยหล่นในตลาดแน่

“อันนี้ใช่ไหมครับ” ปัทม์ถือกระเป๋าเงินเข้ามาถาม เฮียเล้งตาเป็นประกายรับมารีบเปิดดูทันที ปัทม์บอกว่าตนเก็บได้ที่ตลาดเลยตามมาคืน เฮียเล้งขอบใจและให้เงินเป็นสินน้ำใจ ปัทม์ไม่รับบอกว่าตนช่วยเพราะใจอยากช่วย พอดีเด็กๆกรูกันเข้ามารับแจกขนม ปัทม์แจกให้ แต่บอกว่าพรุ่งนี้จะเริ่มขายแล้ว ถ้าจะกินต้องขอเงินพ่อแม่มาซื้อแล้วนะ

เฮียเล้งถามพฤกษ์ว่าคนทำดีไม่หวังผลตอบแทนแบบนี้มีด้วยเหรอ บอกว่าในกระเป๋านอกจากเงินแล้วยังมีพระสมเด็จราคาเป็นแสนเป็นล้านด้วย เฮียเล้งพูดอย่างชื่นชมว่า “ฉันชอบคนซื่อสัตย์แบบนี้จริงๆ”

ooooooo

ปัทม์แจกขนมอยู่สองวันจนลินจงมองเงินในกล่องบอกว่า นี่เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จะทำขนมพรุ่งนี้แล้ว

“ครับแม่ มันจะเป็นก้อนสุดท้ายที่สำคัญแม่ เชื่อปัทม์สิ”

รุ่งขึ้นปัทม์กับลินจงช่วยกันเรียงขนมใส่ตะกร้าเสร็จ ลินจงจุดธูปที่หน้าบ้านทำปากขมุบขมิบ ปัทม์ถามว่าแม่อธิษฐานว่าอะไร ลินจงบอกว่าแม่ขอให้โชคเข้าข้างเรา พอลินจงกับปัทม์ยกตะกร้าออกไป สมพรก็งัวเงียออกมาอวยพร “โชคดีนะสองแม่ลูก” สองแม่ลูกสาธุรับพรแล้วโบกมือให้สมพรออกไปขายขนม

หลังจากแจกขนมไปสองวัน พอมาเดินขายวันต่อมาก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สองแม่ลูกหยิบขนมขายและรับเงินมือเป็นระวิง ไม่นานขนมก็หมด ต่อมาทำเพิ่มก็ขายหมดอีก

เมื่อทำเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ลินจงจึงคิดจะหาคนมาช่วยทำขนม พอดีสมพรเอาน้ำตะไคร้มาให้คนละแก้ว ปัทม์บอกว่าอร่อยดีทำไมน้าพรไม่ทำขาย สมพรถามว่าใครจะซื้อเพราะใครๆก็ต้มกินเองได้ ง่ายจะตายว่าแล้วเดินเข้าห้องครัวไป

ปัทม์คุยกับแม่อย่างมีความสุขว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราสองคน ทุกอย่างมันเริ่ม จะดีขึ้น สมพรยกถาดอาหารเข้ามาบอกว่าตนดีใจที่เห็นพี่กับหลานมีความสุขแล้วชวนกินข้าวกันบอกว่า

“มื้อนี้ฉันคิดเงินพี่” ลินจงบอกว่าฉันไม่ให้เธอจ่าย “นี่มันบ้านฉันนะพี่ ถ้าไม่ให้จ่ายเดี๋ยวฉันออกไปอยู่นอกบ้านนะ”

“เชิญ ฉันกับลูกจะยึดบ้านเธอ!”

พอเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งสองก็หยอกล้อกันอย่างร่าเริง ผิดกับคราวก่อนที่เครียดจนมีปากเสียงกัน

ooooooo

เฮียเล้งในวัย 45 เป็นเจ้าของโรงน้ำแข็ง วันนี้เจอลูกน้องแอบงีบกรนเสียงดังก็ด่าว่าและไล่ออกเลย เดือนกนกบอกป๊าให้หาคนมาแทนไอ้ตุ๊ได้แล้ว เฮียเล้งถามว่าใครล่ะ

เดือนกนกบอกว่าธนู เฮียเล้งถามว่าทำไมต้องเป็นมัน ชอบมันใช่ไหม เดือนกนกย้อนถามว่าถ้าชอบล่ะ

“แกควรคบกับคนมีฐานะ มีชาติตระกูล ไม่ใช่ไอ้กระจอกโรงน้ำแข็ง” เดือนกนกบอกว่าพี่เขาเป็นคนดีนะ “เป็นคนดีแต่ชาติตระกูลไม่มีหัวนอนปลายตีน ป๊าก็รับไม่ได้นะ...อย่าบอกนะว่าชอบมันแล้ว”

เดือนกนกไม่ตอบ เดินหนีไปงอนๆ พอไปป้อนข้าวให้เดือนฉาย แม่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจหนักก็บ่นกับแม่ว่า เบื่อป๊า ตนอยากพูดเรื่องจริงกว่านี้แต่ไม่กล้ากลัวหม่าม้าโรคหัวใจกำเริบ บ่นว่าตนอยากกลับไปเรียนหนังสือแต่ป๊าคิดว่าตนต้องแต่งงานไม่จำเป็นต้องเรียน เดือนฉายติงว่าเขาเป็นผู้นำครอบครัวเราต้องเชื่อเขา

เดือนกนกถามว่าผู้นำคนในบ้านไม่ดีเราต้องเชื่อทำไม เดือนฉายตกใจตำหนิว่าไปว่าป๊าทำไม เดือนฉายบอกว่าตนไม่ได้ว่าป๊าแต่ถามเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับป๊าเลย

“ป๊าก็อย่างนึง ลูกก็อย่างนึง ฉันว่าพบสาเหตุที่ทำให้ฉันเป็นโรคหัวใจแล้ว” เดือนฉายพูดอย่างอ่อนล้า...

เฮียเล้งไปถามธนูว่าชอบเดือนกนกหรือเปล่า ธนูกลัวบอกว่าเปล่าก็ถูกหาว่าโกหก พอธนูรับว่าใช่ ก็ตบปืนที่เอวตะคอกถาม “มึงมีฐานะอะไรจะมาโอบอุ้มโรงน้ำแข็งนี้ได้ ...มึงกล้าดียังไงมาจีบลูกสาวกู!”

ooooooo

พอปัทม์กับลินจงขายขนมได้ดีก็ถูกวัยรุ่นในตลาดมาคุกคามที่ทำให้แม่ค้าเจ้าเก่าที่ขายขนมอยู่ขายไม่ออกและรุมทำร้ายปัทม์จนบาดเจ็บ โชคดีที่เฮียเล้งมาเจอ เฮียชักปืนออกมาช่วยปัทม์พวกวัยรุ่นจึงหนีไป

ปัทม์ในสภาพสะบักสะบอมพยายามเก็บขนมที่หกเรี่ยราดใส่ตะกร้าแต่เก็บไม่ทันหมดก็หมดสติไป

เฮียเล้งพาปัทม์ส่งโรงพยาบาลและช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเพราะความดีที่ปัทม์เคยช่วยตน เมื่อพาปัทม์กลับถึงบ้าน เฮียเล้งถามว่ายังจะไปขายขนม ที่นั่นอีกหรือ ปัทม์บอกยังไม่รู้ เฮียเล้งเสนอให้ไปทำงานกับตนจะจ่ายเป็นเดือนให้ ปัทม์ถามว่าแล้วใครจะช่วยแม่ขายขนม

“เอ็งก็ทำต่อไปสิวะ วิธีขายมีตั้งเยอะแยะ ฉันทำน้ำแข็ง ต้องไปตั้งร้านขายที่ไหนแข่งกับใครล่ะ”

“เฮียพูดถูก” สมพรเห็นด้วย แต่ลินจงกับปัทม์มองหน้ากันลังเลว่าจะเอายังไงดี

ooooooo

ที่ห้องรับรองโรงแรมหรูที่จัดเป็นห้องให้สัมภาษณ์ของปัทม์ในปัจจุบัน ปัทม์ในวัย 60 กว่าพูดอย่างเศร้าใจถึงสภาพขณะนั้นว่า

“ผมมีทางเลือกน้อยมาก ตอนนั้นผมตัดสินใจแบบไม่ต้องคิดมากรับข้อเสนอของเฮียเล้งที่ดูภายนอกนักเลงดี แต่ถ้าตอนนั้นผมคิดไตร่ตรองมากกว่านั้นนิดนึง ชีวิตของผมคงไม่มีรอยด่างเพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจมืดที่เฮียเล้งทำอยู่”

“ท่านบอกว่าเจ้าของโรงงานน้ำแข็งชวนท่านไปทำงาน แล้วทำให้ท่านไม่สบายใจ มันคือยังไงคะ”

“บุคลิกเขาดูเป็นนักเลงจนแม่ผมเป็นห่วง...”

ปัทม์นิ่ง แล้วเล่าถึงอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นว่า...

หลังจากนั้นเฮียเล้งก็มาเร่งให้ปัทม์ไปทำงานด้วย ลินจงขอให้ปัทม์หายดีก่อน เฮียเล้งจึงออกไปท่ามกลางพวกที่มาด้วยกันซึ่งล้วนเป็นชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลงจนลินจงเป็นห่วง เวลานั้นปัทม์บอกแม่ว่าถ้าไม่สบายใจตนไม่ทำงานกับเฮียเล้งก็ได้ แม่บอกว่าแค่รอให้ปัทม์หายดีก่อนค่อยตัดสินใจ

เมื่อลินจงออกไปบอกเฮียเล้งว่ารอให้ปัทม์หายดีก่อนค่อยตัดสินใจ เฮียเล้งบอกไม่เป็นไรแต่ให้เงินไว้ใช้ปัทม์กับลินจงไม่รับเช่นเคย เฮียเล้งบอกว่าตนให้เพราะปัทม์เคยช่วยเหลือตน ปัทม์เป็นคนดีตนชอบ

ในช่วงที่ปัทม์ยังไม่หายดี ลินจงทำขนมและเอาไปขายที่ตลาด ปัทม์เป็นห่วงว่าแม่จะถูกคนดูถูกอีก

“แม่ไม่กลัวเลย แม่อยู่กับปัจจุบัน”

“แต่อดีตมันก็ตามเล่นงานเราอยู่นะแม่”

“เราต้องผ่านมันไปให้ได้ อย่าไปใส่ใจคนพวกนั้น เราควรจะใส่ใจคนในครอบครัวมากกว่า”

“พี่จงพูดถูก”

“ถ้าไม่เจออุปสรรค เราจะพบความสำเร็จได้ยังไง” ลินจงพูดอย่างเข้มแข็งจนปัทม์น้ำตาคลอ

ooooooo

แต่พอลินจงเอาขนมไปวางขายในตลาดก็ถูกแม่ค้าตัวแสบสามคนมากระแนะกระแหนและป่วนที่หน้าร้าน กระทั่งประจานว่า “แม่ค้าขายหอยทำขนม เองกับมือนะคะ”

ลูกค้าพาซื่อถามว่าขายหอยด้วยหรือ สามแม่ค้าตัวแสบก็รุมกันประจานลินจงจนคนซื้องงถามว่าเราคุยเรื่องเดียวกันหรือเปล่า

“เรื่องเดียวกันสิ เรากำลังคุยกันเรื่องอีกะหรี่ขนมหวานคนนี้ไง”

ลูกค้าคนนั้นตกใจเดินหนีไป ลินจงโกรธมากแต่พยายามอดกลั้นอย่างที่สุด

พวกนั้นยืนด่าว่าลินจงจนเที่ยงชวนกันไปกินข้าวแล้วกลับมาด่าต่อ

ปัทม์เป็นห่วงกลัวแม่ถูกรังแกคุยกับสมพรว่าถึงเฮียเล้งจะให้เป็นเงินเดือนเยอะและงานก็มั่นคง แต่ถ้าแม่ต้องไปขายของคนเดียวตนก็คงต้องปฏิเสธ สมพรถามว่าเป็นลูกจ้างโรงน้ำแข็งทำไมเขาจ้างปัทม์แพงๆ

หลังเที่ยงพวกตัวแสบทั้งสามก็กลับมาป่วนลินจงต่อ จนคนจะมาซื้อขนมบ้างเดินผ่านไป บ้างก็รอซื้อ

ลินจงกลับบ้านมีขนมเหลือกลับมาเล็กน้อย บอกสมพรว่าถ้าไม่เจอพวกแม่ค้าปากเสียพวกนั้นก็คง

ขายหมดเร็ว สมพรถามว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ลุยใส่พวกมันเลยล่ะ”

“แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ทนๆหน่อยเดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

“ไปขายขนมไม่กี่วันใจเย็นขึ้นเยอะนะเนี่ย” สมพรหัวเราะ ลินจงกับปัทม์หัวเราะไปด้วยทั้งที่ใจขื่นมาก

แต่พอวันรุ่งขึ้นลินจงไปขายอีก สามคนนั้นก็มาป่วนจนทนไม่ไหว ถามว่าทำไมต้องแกล้งกันด้วย แล้วเก็บขนมเดินออกจากตลาด พวกนั้นยังตะโกนเยาะเย้ยไล่หลังว่า

“ถ้าคิดว่าอดทนได้ก็มาขายนะ อีกะหรี่!”

ลินจงเดินออกมาเจอครูอัญกับหนูตุ่น หนูตุ่นถามว่าพี่ปัทม์ไปไหนไม่มาช่วยขายขนม ลินจงจึงเล่าความจริงให้ฟังว่าปัทม์ถูกพวกวัยรุ่นรุมทำร้าย หนูตุ่นจึงชวนแม่ไปเยี่ยมกัน

ทั้งสองนั่งสามล้อเครื่องไปกัน พอรถใกล้ถึงบ้าน หนูตุ่นก็ทำท่าจะกระโดดลงไปจนครูอัญรั้งไว้ดุเบาๆ

“อ้าว...จะรีบไปไหนล่ะ เดี๋ยวก็หกคะเมนตีลังกาจนได้”

รถจอดไม่ทันสนิทหนูตุ่นก็กระโดดลงแล้วเดินอ้าวเข้าบ้านไป ปล่อยให้ครูอัญหิ้วถุงขนมตามเข้าไป

ooooooo

หนูตุ่นวิ่งเข้ามาเห็นปัทม์นอนซมอยู่บนเตียงอุทาน

“พี่ปัทม์! พวกมันทำกับพี่ขนาดนี้เลยเหรอ”

ปัทม์บอกเล็กน้อยเดี๋ยวก็หาย ก็พอดีครูอัญเข้ามาบอกว่าจะเอาจานมาใส่ขนมให้แล้วเดินไป

หนูตุ่นบอกว่าจะไปจัดการพวกมัน หนูตุ่นจะไปต่อยพวกมัน ปัทม์ขำทั้งที่ยังเจ็บถามว่าจะหลอกให้พี่สบายใจใช่ไหม

หนูตุ่นบอกว่าช่วงนี้ระหว่างป้าจงไปขายของตนจะดูแลพี่ปัทม์เอง บอกว่าจะดูแลให้พี่ปัทม์หายเร็วๆ จะได้มาช่วยป้าจงทำงาน

หนูตุ่นจัดแจงทำงานบ้านอย่างตั้งใจทั้งที่ทำไม่ค่อยเป็น นอกจากนี้ยังป้อนข้าวป้อนน้ำ พาเข้าห้องน้ำและพาเดิน หนูตุ่นทำอย่างเต็มใจมีความสุขจนปัทม์ดีขึ้นเดินได้และช่วยตัวเองได้

วันนี้ขณะหนูตุ่นพาปัทม์ไปเดินที่สวนสาธารณะ ปัทม์ถามว่าแม่พี่หรือครูอัญสั่งให้หนูตุ่นทำหรือ

หนูตุ่นถามว่าจำที่งานวัดได้ไหม ถ้าวันนั้นพี่ปัทม์ไม่ช่วยไว้ หนูตุ่นอาจไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้ ปัทม์บอกว่าตนไม่ได้คิด

“พี่ไม่ได้คิดแต่หนูตุ่นคิด หนูตุ่นบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้พี่ปัทม์ลำบาก...ต่อให้พี่ปัทม์เกลียดหนูตุ่นมากแค่ไหน หนูตุ่นก็จะช่วย”

แม่ค้าสองคนเดินอยู่ที่สวนสาธารณะเห็นหนูตุ่นกับปัทม์ก็คันปาก พูดดังๆให้เข้าหูทั้งสอง

“ดูสิแก ไอ้ลูกกะหรี่มันเดินกะหนุงกะหนิงกับลูกครูอัญ”

“ลูกกะหรี่อยากจะเลื่อนฐานะไปเป็นลูกเขยครูบ้าง ใครจะอยากถูกเรียกว่าลูกกะหรี่ไปตลอดชีวิตล่ะแก”

ปัทม์โกรธหน้าดำหน้าแดงกำมือแน่นพยายามอดกลั้น แล้วเดินจ้ำอ้าวไปจนหนูตุ่นต้องวิ่งตาม

ส่วนลินจงไปขายขนมที่ตลาดก็ยังถูกแม่ค้าที่ผัวตัวเองไปเที่ยวซ่องตามจิกด่ากระทั่งขู่ว่า

“ถ้าพรุ่งนี้หน้าด้านมาขายอีก กูจะเอาน้ำร้อนสาดมัน”

พวกแม่ค้าเฮกันลั่น ครูอัญอยู่อีกมุมหนึ่งในตลาด ยืนมองลินจงออกจากตลาดไปอย่างไม่สบายใจ

เมื่อเจอกันหลังตลาด ลินจงบอกครูว่าถ้าไม่เห็นแก่ปัทม์ตนจะกลับไปทำเหมือนเดิม ครูอัญให้กำลังใจว่าพี่ตัดสินใจถูกแล้ว นั่นก็แค่คนกลุ่มหนึ่งที่คิดแบบนั้น บางทีตนอาจจะช่วยหาที่ขายของให้พี่

ครูอัญติดต่อให้ลินจงไปขายขนมในโรงเรียน ปรากฏว่าขายดีมาก ครูยังปรารภว่าเสียดายที่ปัทม์ไม่เรียนหนังสือให้จบ ขอร้องให้ลินจงพาเขากลับมาเรียนต่อให้จบ ตนจะช่วยเหลือให้ปัทม์กลับมาเรียนอีกครั้ง

ooooooo

เมื่อปัทม์รู้ว่าแม่จะเอาขนมไปขายที่โรงเรียนก็ตกใจ เพราะตนออกจากโรงเรียนเพราะเพื่อนล้อเรื่องอาชีพของแม่ ลินจงบอกว่าขายที่โรงเรียนยังไงก็ปลอดภัยกว่าตลาด

ปัทม์บอกว่าตนจะหางานทำเพื่อไม่ต้องไปขายขนมที่โรงเรียน ยืนยันว่าตนทำได้ ลินจงจึงบอกให้ปัทม์กลับไปเรียนหนังสือให้จบอนาคตจะได้ไม่ลำบาก ครูอัญเขาดีกับเราสองคนมาก และปัทม์ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องจะทำงานเลี้ยงแม่ ปัทม์ลุกเดินออกไปบอกลินจงว่า “ผมจะออกไปหางานทำ”

พอลินจงไปขายขนมที่โรงเรียน บรรจบที่เคยไปเที่ยวซ่องจำลินจงได้ ชูชาติถามว่ากลางวันขายขนม กลางคืนขาย...เหรอวะ เพื่อนอีกคนบอกให้ถามเลย บรรจบเข้าไปถามว่าน้ายังทำงานที่ซ่องหรือเปล่า เพื่อนสะกิดบรรจบว่าถามตรงไปหรือเปล่า ลินจงตอบอย่างผ่าเผยว่า

“ไม่เป็นไรฉันตอบได้ ฉันเลิกทำงานที่นั่นแล้ว” บรรจบหน้าเจื่อนบอกว่าญาติเพื่อนฝากมาถามเท่านั้น “งั้นก็ให้เพื่อนไปบอกญาติให้เข้าใจตรงกันว่าน้าขายขนมแล้ว ถ้ายังอยากสนุกกันอยู่ก็ระวังโรคติดต่อ ช่วงนี้ระบาดนักเที่ยวกันอยู่”

ทั้งบรรจบและชูชาติหน้าม้านรีบจ่ายเงินค่าขนมแล้วผละไป ลินจงยิ้มโล่งอกที่สั่งสอนเด็กคึกคะนองได้อย่างเจ็บแสบ

เมื่อกลับมาเล่าให้ปัทม์ฟัง ปัทม์โกรธมากจะออกไป ลินจงไม่ให้ออกไปเดี๋ยวมีเรื่องกัน บอกว่าเขาแค่ถามดูและแม่ก็ตอบเขาไปแล้ว ปัทม์บอกแม่ว่าอย่าไปขายขนมที่โรงเรียนอีกเลย

“เราขายขนม คนซื้อของเราอยู่ที่นั่น สิ่งที่แม่เรียนรู้ได้ก็คือเราต้องอดทน”

“ต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่ล่ะแม่”

“ไม่รู้...รู้แต่ว่าเราต้องอดทน อดทนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น”

ปัทม์วัยชราในวันนี้ยังจำคำสอนของแม่และยึดมั่น บอกกับนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า

“เวลาที่พบอะไรก็ตามที่ยากลำบาก ผมนึกถึงคำพูดและสีหน้าของแม่เวลานั้น”

ooooooo

ในระหว่างที่ปัทม์ไปช่วยแม่ขายขนม ครูอัญก็มาพูดเรื่องเรียนของปัทม์ว่าอีกเทอมเดียวก็จบ ม.ศ.5 แล้ว จะเลือกเรียนต่อหรือเลือกทำงานต่อก็ได้

ในที่สุดลินจงก็หว่านล้อมจนปัทม์ยอมกลับไปเรียน ในวันที่ปัทม์แต่งชุดนักเรียนอีกครั้งนั้น ลินจงบอกว่า ลูกกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องกังวล ปัทม์บอกว่าเช้าจะมาช่วยแม่จัดร้านแล้วค่อยเข้าห้องเรียน พักกลางวันก็จะมาช่วยแม่ขาย

วันนี้ขณะปัทม์ช่วยแม่เอาหาบและอุปกรณ์ขายขนมกลับบ้านกันอย่างดีใจที่ขายขนมดีทุกวัน พอกลับถึงหน้าบ้านก็เห็นชายฉกรรจ์มานั่งรออยู่บอกว่าเฮียเล้งเรียกปัทม์ให้ไปพบที่โรงน้ำแข็งเย็นนี้

ลินจงกับปัทม์ถามอะไรก็ไม่ตอบบอกว่าเฮียบอกมาเท่านี้

เมื่อปัทม์ไปพบเฮียเล้ง พอรู้ว่าปัทม์กับแม่ไปขายขนมที่โรงเรียนก็บอกว่าที่จริงกลับไปขายที่เดิมได้อีก ปัทม์บอกว่าคงไม่แล้ว

“ทำไมล่ะ เฮียไปตบปากอีพวกแม่ค้าที่มันด่าเธอจนผัวมันรับปากว่าจะดูแลเมียไม่ให้ไปจุ้นจ้านเรื่องคนอื่น” ปัทม์ขอบคุณ เฮียเล้งจึงเข้าเรื่อง ถามว่าปัทม์พร้อมจะทำงานกับเฮียหรือยัง ปัทม์บอกว่าตอนนี้ตนกลับไปเรียนหนังสือแล้วจะมีเวลาทำงานตอนเย็นเท่านั้น

เฮียเล้งบอกว่าสบายมากมาทำงานตอนเย็นและเสาร์อาทิตย์ก็พอ รับเงินเดือนเท่ากับทำงานเต็มวัน หรือพูดง่ายๆคือจะมาทำงานตอนไหนก็ได้ ขอแค่ให้มาทำงาน ส่วนเรื่องเรียนก็ไม่ต้องห่วงเฮียดูแลเอง

ลินจงเกรงใจ เฮียเล้งบอกว่าตนไม่ได้มีแค่โรงน้ำแข็งยังมีกิจการอื่นที่กำลังขยายอยู่ต้องการคนมาช่วย ที่อยากได้ปัทม์มาทำงานเพราะปัทม์เป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรมและมีความกตัญญู เพราะลูกจ้างของตนแต่ละคนได้ค่าจ้างไม่เท่ากัน

ปัทม์ตัดสินใจจะเลิกงานรับจ้างที่อื่นและมาทำงานกับเฮียเล้งเพราะดูมั่นคงดี

ปัทม์เรียนรู้งานเร็ว ทำงานอย่างขยันขันแข็งและมีความสุขเหมือนเป็นงานของตัวเอง และเย็นนี้เอง ปัทม์ก็พาแม่กับน้าพรไปเลี้ยงที่สวนอาหาร สั่งอาหารดีๆมาเต็มโต๊ะ ให้เหตุผลกับลินจงและน้าพรว่า

“เฮียบอกผมเองว่า ทำงานหนักขนาดนี้ต้องให้รางวัลตัวเองด้วยการกินอาหารดีๆอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน เพราะถ้าทำแต่งานแล้วไม่หาสิ่งเป็นความสุข ชีวิตก็จะไม่สุขเลย”

ลินจงบอกว่าลูกโชคดีที่เฮียเอ็นดู ย้ำเตือนว่ายังไงลูกก็ต้องยึดความซื่อสัตย์กับเฮียไว้ อย่าทำในสิ่งที่ไม่ดีหรืออกตัญญูเขา ปัทม์รับคำบอกแม่อย่างมีความสุขว่า “ผมเริ่มมองเห็นอนาคตที่ดีของเราแล้วครับแม่”

ooooooo

วันนี้ปัทม์ในวัย 60 เศษเล่าถึงชีวิตในวัย 17 ที่ไปทำงานในโรงงานน้ำแข็งว่า ทุกวันหลังเลิกเรียนตนจะไปทำงานที่โรงน้ำแข็ง ที่นั่นเย็นมาก แต่อุณหภูมิในร่างกายของคนที่นี่ร้อนเสมอ

ปัทม์บอกตรีชวาที่นั่งข้างๆว่าขอแก้วน้ำแข็งหน่อย ตรีชวาติงว่าพี่ปัทม์ไม่ทานน้ำแข็งไม่ใช่หรือ

“พี่อยากระลึกถึงน้ำแข็ง” ปัทม์รับแก้วน้ำแข็งวางไว้บนมือขณะเล่าต่อไปว่า “คุณรู้ไหมว่า เฮียเล้งคนที่ผมไปทำงานด้วย เขาเป็นคนแรกในชีวิตเลยนะที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า วิสัยทัศน์กว้างไกล มองเห็นอนาคต อย่างแท้จริง มองแบบที่คนธรรมดาๆมองไม่เห็น”

บรรดานักข่าวฟังนิ่ง...ปัทม์เล่าว่าเฮียเล้งสอนตั้งแต่การเรียกน้ำแข็ง ว่าหนึ่งซองที่ออกจากพิมพ์จะตัดแบ่งได้ 64 มือขนาดเท่าฝ่ามือเลย ถามตนในเวลานั้นว่า

“แกรู้ไหม ทำไมเฮียถึงทำโรงน้ำแข็ง โลกมันจะร้อนขึ้นทุกวัน คนต้องการความเย็นตลอดทั้งวัน กิจการ โรงน้ำแข็งจะรุ่งเรือง พวกเราจะรวย...พวกแกที่ทำงานกับเฮียไม่ใช่แค่ลูกจ้างรับเงินนะ เราทุกคนเป็นครอบครัว มีสุขมีทุกข์เราต้องรับร่วมกัน”

ปัทม์ถามว่าเฮียถึงจ่ายค่าจ้างสูงใช่ไหม “หลักการง่ายๆเว้ย เราเจอคนที่ใช่ อย่าไปขี้เหนียว จ่ายได้จ่ายเลย ชีวิตเขาอยู่ได้ เฮียก็อยู่ได้ นี่คือหลักการบริหารธุรกิจของเฮีย” ปัทม์ถามว่าคนอื่นเขาทำแบบเฮียหรือ “ที่เขาไม่ทำเพราะเขาอยากรวยคนเดียวไง เห็นแก่ตัวไหมล่ะ พวกนี้เวลาล้มมันก็ล้มคนเดียวแล้วก็โดนสาปแช่งด้วย”

คำพูดของเฮียเล้งทำให้ปัทม์เวลานั้นมีแรงฮึดมาก ยิ่งทำงานอย่างขยันขันแข็ง

ปัทม์ในวัย 60 เศษวันนี้ บอกพวกนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ว่า

“คำพูดเพียงไม่กี่นาทีของเฮีย ทำให้ผมมองเห็นอนาคตตัวเอง 17 ปีที่ผ่านมา เวลานี้เป็นเวลาที่ผมมีแรงขับเคลื่อนชีวิตมากๆ ผมตั้งใจจะทำงานกับเฮียเล้งไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ooooooo

เดือนกนกมาเห็นปัทม์ในชุดนักเรียน ถามว่าชื่ออะไร เรียนหนังสืออยู่หรือ แนะนำตัวเองบอกว่าเป็นลูกสาวเจ้าของโรงงาน และขอให้ปัทม์สอนหนังสือให้ ปัทม์รับปากว่าถ้าว่างก็จะสอนให้

ธนูเห็นปัทม์คุยกับเดือนกนกก็ไม่พอใจถามว่าทำไมยังไม่กลับ สั่งให้พรุ่งนี้มาแต่เช้า ปัทม์บอกว่าตนต้องไปโรงเรียน ธนูหาว่ากินแรงคนอื่น เงินเดือนก็มากกว่าคนอื่นมีอภิสิทธิ์จังเลยนะ

ธนูโวยวายจนเดือนกนกถามว่ามีอะไร ธนูว่ามันเป็นลูกน้อง ตนจะทำยังไงก็ได้ กระหนาบปัทม์ว่า

“ตราบใดที่มึงยังทำงานอยู่ที่นี่ ต้องเชื่อฟังกู”

รุ่งขึ้นเฮียเล้งถามธนูว่าได้ยินว่าเมื่อวานโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง เกิดอะไรขึ้น ธนูบอกว่าไม่มีอะไร เฮียเล้งบอกว่าเพราะอย่างนี้ตนถึงวางใจเขาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จับปืนมาลูบปากกระบอกชี้ไปที่ธนู ธนูรีบขอโทษ

เฮียเล้งอบรมว่าที่นี่เราคือครอบครัว ธนูติงว่าตนไม่เข้าใจเรื่องเฮียรับเด็กนั่นมาทำงานและน่าจะให้ทำเต็มเวลาโดยไม่เอาเรื่องเรียนมาอ้าง ถามว่ามันดีตรงไหนถึงรับมันมาทำงาน เวลาทำงานน้อยกว่าแถมยังได้เงินเดือนเยอะกว่าพวกตนอีก

“ความซื่อสัตย์ไง...ความซื่อสัตย์ของปัทม์มีมากกว่าแกและคนงานอื่นรวมกันเสียอีก” ธนูตัดพ้อว่าไม่อยากเชื่อเลยว่าเฮียมองข้ามตนขนาดนี้ “จริงๆแกรู้ตัวแกดีมากกว่าที่เฮียรู้อีกนะ ถ้ายังอยากทำงานร่วมกันอยู่ก็ต้องรับกันให้ได้ แกจะกร่างกับใครก็ได้ ยกเว้นคนในครอบครัว”

ธนูไม่พอใจเดินไปอย่างฉุนเฉียว แล้ววันต่อมาขณะปัทม์เอาถุงขยะไปทิ้งที่บ่อก็ถูกธนูผลักตกบ่อแล้วตะคอกว่า “อย่ามายุ่งกับเดือนกนกของกู” ธนูใช้พลั่วตีปัทม์จนหมดสติอยู่ในบ่อขยะ

ปัทม์ฟื้นขึ้นมาในบ่อ เนื้อตัวเปื้อนขยะและเลือด ปัทม์มองสภาพตัวเองกลัวจนตัวสั่น พยายามปีนขึ้นจากบ่อขยะหนีไป

หนูตุ่นมาช่วยลินจงทำขนมเรียนรู้สูตรและขั้นตอนการทำขนมทั้งสนุกและเพลิดเพลินจนครูอัญที่พาหนูตุ่นมาทุกวันก็พลอยเพลินและมีความสุขไปด้วย หนูตุ่นบอกลินจงว่าต่อไปตนจะทำขนมขาย ลินจงติงว่าทำขนมขายไม่น่าจะรวยหรอก หนูตุ่นตอบอย่างมั่นใจคมคายว่า

“ถ้าทำแล้วมีความสุขจะรวยแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ค่ะ”

วันนี้ขณะหนูตุ่นมาช่วยทำขนมตามปกติ ลินจงบอกให้เข้าไปหยิบน้ำตาลมะพร้าวมาให้ หนูตุ่นร้องสุดเสียงเมื่อเห็นปัทม์เดินกลับมาอย่างหมดแรง เนื้อตัวเลอะเทอะและเปื้อนเลือด ลินจงตกใจวิ่งเข้ามาดู

ปัทม์พยายามบอกว่าไม่มีอะไร ตนไม่เป็นอะไร เพราะไม่อยากมีเรื่อง จนกลางคืนลินจงกล่อมจนปัทม์บอกว่าเหตุเกิดเพราะผู้หญิง ตนไปช่วยสอนหนังสือให้ลูกสาวของเฮียเล้งที่พี่คนนั้นชอบอยู่ เขาเลยหึง

วันรุ่งขึ้นเฮียเล้งไม่เห็นปัทม์มาทำงาน เรียกธนูมาถาม ธนูทำหน้าตายบอกว่าไม่รู้และปัทม์ก็ไม่ได้บอกอะไรเลย คุยกลบเกลื่อนว่าถ้าเป็นเรื่องในโรงน้ำแข็งตนต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ถ้าปัทม์อยู่นอกโรงน้ำแข็งตนไม่รู้

เดือนกนกไปข้างนอกกลับมาเห็นเฮียเล้งกำลังจะออกไป ถามว่าป๊าจะไปไหน เฮียเล้งถามว่ารู้เรื่องปัทม์ไม่มาทำงานแล้วใช่ไหม ทีแรกว่าจะไปหาที่บ้านแต่พอดีมีงานด่วน เดือนกนกอาสาจะไปดูให้ เพราะปัทม์สอนหนังสือตนอยู่ เฮียเล้งบอกว่าถ้าอยากเรียนก็เรียนไป แล้วเขียนแผนที่ให้ ฝากด่าด้วยว่ามีอะไรก็ให้บอกอย่าหายตัวไปอย่างนี้

เดือนกนกไปตามแผนที่จนเจอบ้านปัทม์ หนูตุ่นออกไปรับถามว่ามาหาใคร เดือนกนกบอกว่ามาหาปัทม์เขาไม่ไปทำงานสองวันแล้ว

พอรู้ว่าเป็นคนมาจากโรงน้ำแข็ง หนูตุ่นก็ชักสีหน้าถามว่ารุมกระทืบเขาขนาดนั้นมาถามอีกเหรอว่าเป็นยังไงบ้าง มาทางไหนให้ไปทางนั้นเลย

ปัทม์ออกมาดุหนูตุ่นว่าพูดอย่างนั้นได้ไง แล้วขอโทษเดือนกนกอย่างสุภาพ หนูตุ่นเถียงว่าตนพูดความจริง ปัทม์บอกว่าคุณเดือนกนกเขาไม่รู้เรื่อง หนูตุ่นเถียงอีกเลยถูกปัทม์บอกให้กลับบ้านไปก่อน เดือนกนกถามว่านั่นแฟนเหรอ ปัทม์บอกว่าน้องสาว เดือนกนกจึงให้ปัทม์เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

หนูตุ่นร้องไห้ไปลาลินจงปดว่าตนมีนัดกับเพื่อน ลินจงไม่เชื่อไปถามปัทม์ เตือนปัทม์ว่ามีน้องสาวคนหนึ่งก็พยายามเห็นอกเห็นใจกันบ้างนะลูก

“บางทีผมก็ไม่เข้าใจอารมณ์หนูตุ่นเหมือนกัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเอาใจไม่ถูก บางทีผมก็เริ่มรำคาญแล้วเหมือนกัน” ปัทม์บ่น

พอเดือนกนกกลับไปก็ถามธนูว่ารู้ไหมทำไมปัทม์ไม่มาทำงาน ธนูบอกว่าคงป่วยหรือไม่ก็เบื่อ ถ้าไม่มาครบเจ็ดวันก็จะบอกให้เฮียไล่ออกไปเลย เดือนกนก

โพล่งว่าพี่ไปทำร้ายเขาจนเขาไม่กล้ามาทำงานแล้ว

ธนูถามว่าไปหามันหรือ ทำไมต้องสนิทสนมกับมันขนาดนี้ เดือนกนกถามว่าหึงหรือ ตนไม่ได้คิดอะไรกับปัทม์เลยแม้แต่นิดเดียว ธนูถามว่าเหมือนที่ไม่คิดกับตนใช่ไหม เดือนกนกบอกว่า “เดือนคิดว่าพี่จะเข้าใจ”

ก็พอดีมีเสียงเอะอะเพราะขาของคนงานเข้าไปในเครื่องตัดน้ำแข็ง ธนูบอกเดือนกนกว่าให้ไปคิดดูแล้วกันว่าสิ่งที่ตนทำกับปัทม์ผิดหรือ แล้วรีบวิ่งไปดูคนงาน อุ้มคนงานขึ้นรถกระบะพาส่งโรงพยาบาล

วันนี้ขณะปัทม์ช่วยแม่ขายของที่โรงเรียน เฮียเล้งก็ไปหาบอกให้ไปกับเฮียหน่อย บอกลินจงให้กลับบ้านไปก่อนตนมีธุระคุยกับปัทม์ พอเดินออกมา เฮียเล้งถามวัดใจปัทม์ว่า คิดว่าตนเป็นคนยังไง และอยากทำงานกับตนไปอีกนานแค่ไหน

ปัทม์บอกว่าเฮียใจนักเลงดี รักลูกน้องและรักความยุติธรรม ตนคิดว่าจะทำงานกับเฮียไปจนกว่าจะถูกเฮียไล่ออก เฮียเล้งบอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องไปทำงานที่โรงน้ำแข็งแล้วแต่ให้ตามตนไปทุกที่ บอกว่า

“เฮียทำธุรกิจโรงน้ำแข็งนี่แค่บังหน้าเท่านั้น” ปัทม์ถามว่าตนช่วยอะไรเฮียได้ “ถึงเวลาแกจะรู้เอง ขึ้นรถ”

ปัทม์ในวัย 60 เศษเล่าถึงตอนนั้นแล้ว สรุปหน้านิ่งลึกว่า

“วินาทีนั้นที่ผมก้าวขึ้นรถของเฮียเล้ง ชีวิตของผมก็เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง...เป็นโลกสีดำที่ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะถลำเข้าไปเพราะนับถือเฮียเล้ง ถลำเข้าไปเพราะผมเองที่เป็นคนดี”

แล้วเหตุการณ์ในวันนั้นก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอย่างเจ็บปวด เมื่อเฮียเล้งพาปัทม์ไปที่ซ่องและมีตำรวจกำลังมาจับ เจ้าของซ่องมากระซิบกับเฮียเล้ง เฮียบอกว่าไม่เป็นไรมันมีวิธีซิกแซ็ก ตนสนิทกับวงในจะช่วยประสานงานดูแลให้ รับรองว่าจะไม่มีใครมาจุ้นจ้านกับซ่องเราอีก ปัทม์จึงรู้ว่าที่แท้เฮียเล้งเรียกค่าคุ้มครองจากทุกซ่องในย่านนี้ เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในกรุง คอยชี้เป็นชี้ตายธุรกิจมืดในอนาคต

คืนนี้เจ้าของซ่องเอาเงินเป็นมัดๆให้เฮียเล้ง เขาส่งเงินให้ปัทม์ถือ กระหนาบว่า

“ถ้ารักษาไอ้นี่ไว้ให้เฮียไม่ได้ แกก็รักษาชีวิตตัวเองไม่ได้เหมือนกัน”

ปัทม์รับเงินมาถือไว้ทั้งงงและประหม่าจนเย็นวาบไปทั้งตัว

ooooooo


ละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ตอนที่ 2 อ่านซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"ติดตามละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์ 5 มี.ค. 2562 08:03 2019-03-07T01:12:45+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ