ข่าว

วิดีโอ



ซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ณัฐ นวลแพง

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์

พ.ศ.2528...

บนถนนในกรุงเทพฯที่รถติดเป็นพืดนิ่งสนิทอยู่นานท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวจนเห็นไอแดดระยิบ...

ในรถตู้คันหนึ่งสีสันสะดุดตา ปัทม์ชายหนุ่มมาดดีในรถดูนาฬิกาข้อมือเห็นว่ารถติดมา 15 นาทีแล้วเขาเปิดหน้าต่างมองไปรอบๆเห็นคนในรถสีหน้าเบื่อหน่าย บ้างหน้ามันเหงื่อไหล บ้างงัวเงียโงกเงกจะหลับมิหลับแหล่ บ้างลงจากรถมาชะเง้อไปข้างหน้าว่าเมื่อไหร่รถจะขยับเสียที

ปัทม์คะเนว่ารถต้องติดอีกนาน เขาดึงกุญแจรถออก เอ้เด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆถาม

“พี่ปัทม์เอาจริงเหรอ”

“ถ้าไม่กล้าก็นั่งอยู่ในรถ”

ปัทม์ตอบพลางพับแขนเสื้อถึงศอก เปิดประตูข้างรถตู้ไปเปิดถังน้ำแข็งใบใหญ่หยิบขวดน้ำสมุนไพรที่แช่อยู่เป็นสิบๆขวดแล้วเดินไปยังรถข้างๆที่ติดหนึบอยู่ เคาะกระจกเรียก พอคนในรถเปิดกระจก ปัทม์เอ่ย...

“รถติดร้อนขนาดนี้ แจกน้ำสมุนไพรฟรีครับ ดื่มแก้กระหายได้จับใจเลยครับ”

คนในรถรับไปงงๆแล้วเปิดดื่มรวดเดียวหมดขวด ปัทม์กับเอ้เดินแจกน้ำสมุนไพรต่อไปอย่างขยันขันแข็ง ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ท่ามกลางแดดร้อนจ้า

ไวสมกับเป็นสื่อ...ภาพและข่าวการแจกน้ำสมุนไพรของปัทม์กับเอ้เป็นข่าวทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์และทีวี เสียงผู้ประกาศข่าวในจอทีวีรายงานอย่างชื่นชม ไม่เพียงมองแค่น้ำสมุนไพรดับกระหายแต่มองลึกไปถึงแผนการตลาดว่า

“เมื่อชายหนุ่มขับรถตู้คันนี้ไปทั่วกรุงเทพฯที่มีรถติดแล้วลงไปแจกน้ำดื่มสมุนไพรท่ามกลางอากาศที่ร้อนนับเป็นความอัจฉริยะของคนคิด ที่วางแผนการตลาดจนคนจดจำไปทั่วประเทศแล้ว”

ไม่นาน น้ำสมุนไพร “ไฟต์” ของปัทม์ก็ติดตลาด มีวางขายอยู่ทั่วไปทั้งในร้านขายของชำและในตู้แช่ ลูกค้ายืนรอซื้อจนส่งแทบไม่ทัน เสียงผู้ประกาศกล่าวอย่างชื่นชมว่า

“และแน่นอนว่า ตอนนี้เครื่องดื่มชนิดนี้กลายเป็นชีวิตประจำวันของคนกรุงในเวลานี้ไปแล้ว”

ปัทม์กับเอ้ดูข่าวที่บ้านแล้วเปิดประตูออกมาเห็นผู้คนเดินไปมาต่างถือขวดน้ำสมุนไพรกันมากมาย ปัทม์นักธุรกิจหนุ่มหน้าใสกับเอ้พนักงานคู่ใจ มองภาพนั้นอย่างสุดปลื้ม...

ooooooo

30 กว่าปีต่อมา...

วันนี้...ที่ห้องรับรองในโรงแรมหรู...ปัทม์ในวัย 60 เศษเป็นนักธุรกิจท่าทางภูมิฐาน ดูภาพถ่ายของตัวเองในวัยหนุ่มหน้าใส กำลังนั่งให้สัมภาษณ์นักข่าว

“ตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปีมีอะไรที่ท่านได้เรียนรู้”

“จากจุดเริ่มต้นที่ทำน้ำสมุนไพรด้วยการเดินแจกให้กับคนในรถตามสี่แยกไฟแดงทั่วกรุงเทพฯวันนั้น ผมเรียนรู้ว่า ผมยังต้องทำงานหนักอีกต่อไป”

“ท่านคิดว่าอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านประสบความสำเร็จในวันนี้คะ”

ปัทม์นิ่งนึก ยิ้ม มองไปที่ประตูห้อง หญิงสูงวัยหน้าตาดีและหญิงหน้าตาดีอีกคนยืนยิ้มอยู่ นักข่าวถามว่าครอบครัวของท่านใช่ไหม ปัทม์ตอบอย่างภูมิใจว่า

“ครับ ภรรยาและลูกก็เป็นส่วนหนึ่ง” นักข่าวถามว่าแสดงว่ายังมีอีกหรือ “แม่ของผมครับ ถ้าไม่มีท่าน ผมก็ไม่มีวันนี้ จริงๆแล้วผมเติบโตมาในซ่องนะ แม่ผมทำงานอยู่ในนั้น เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้ผมมีวันนี้”

“นี่เรื่องจริงเหรอคะท่าน” นักข่าวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“ผมไม่มีอะไรจะต้องปิดบังแล้วนี่ครับ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเริ่มต้นจากความยากลำบากทุกคน แต่ความยากลำบากของผมมันเริ่มที่นั่น”

แล้วอดีตในปี 2498 เมื่อ 64 ปีก่อน ก็กลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง...

ooooooo

ลินจง หญิงสาววัย 20 เศษที่ยังสวยมีเสน่ห์ เป็นโสเภณีอยู่ซ่องป้าอบที่แพร่งสรรพศาสตร์ ลินจงเดินกุมมือสุภาพ ลูกค้าที่มีความรู้สึกพิเศษต่อกันออกมา เพื่อนๆทำท่าแซวจนลินจงเขิน

ป้าอบมองแล้วพูดเซ็งๆว่า “มันบอกฉันว่ามันจะเลิกทำงานนี้แล้ว” หญิงสาวฟังป้าอบแล้วบอกว่า

“ถ้าฉันเป็นมันฉันก็เลิกนะป้า ผู้ชายหน้าที่การงานดี ฐานะมั่นคงและรักลินจงโดยที่ไม่รังเกียจว่าทำอาชีพนี้” ป้าอบบ่นเสียดายเพราะลินจงคือดาวของที่นี่ “โธ่ป้า...ปล่อยมันไปเถอะ มันคบกับเขาเป็นปีแล้ว เพื่ออนาคตของมัน”

ลินจงเดินออกมากับสุภาพถึงริมถนนใหญ่อย่างมีความสุข เธอถามสุภาพว่า เขาบอกมาตลอดว่าถ้าตนเลิกทำงานนี้ก็จะแต่งงานกับตนใช่ไหม สุภาพบอกว่าใช่ตนเคยพูดอย่างนั้น

แต่พอลินจงบอกว่าตนจะเลิกอาชีพนี้และแต่งงานกับเขา สุภาพถามว่าแน่ใจแล้วหรือ

“ฉันแน่ใจแล้ว พี่เป็นผู้ชายคนเดียวที่มั่นคงกับฉัน พี่เป็นคนแรกที่ทำให้ฉันอยากเลิกอาชีพนี้”

“พี่ดีใจ...แล้วก็เสียใจไปพร้อมๆกันนะลินจง” ลินจงตะลึงถามว่าหมายความว่ายังไง “ในความเป็นจริงเราคงแต่งงานกันไม่ได้หรอก...ครอบครัวพี่รับราชการ เขาคงไม่ปลื้มเมื่อรู้ความจริงว่าลินจงทำงานแบบนี้มาก่อน”

ลินจงช็อกถามเสียงสั่นว่าพี่พูดเสมอว่าพี่คุยได้ สุภาพบอกว่าตนพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ ลินจงน้ำตาคลอ บอกว่าแต่ความรักเป็นเรื่องของเราสองคน...

“ถูก ยกเว้นครอบครัวพี่ พี่ไม่ใช่คนที่จะตัดสินว่าพี่จะรักใครได้ อีกสองเดือนพี่จะย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่ภาคเหนือ คงยากที่จะได้พบลินจงอีก เพราะพี่จะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อแม่พี่เขาดูให้แล้ว”

สุภาพบอกลินจงว่าตนรักเธอแต่ตนทำตามความต้องการของเราไม่ได้ ลินจงถามเสียงสะท้านว่า

“มันยากขนาดนั้นเลยเหรอพี่”

“จะให้พี่อธิบายกับพ่อแม่ยังไงว่าลินจงเป็นเด็กกำพร้า ทำงานในซ่องมาก่อน เรารู้จักกันเพราะพี่ชายพี่เป็นคนแนะนำ เขากับลินจงคงมีอะไรกันมาก่อน ความจริงแบบนี้พี่บอกได้เหรอ? พี่อยากให้ลินจงเข้าใจ พี่ยังรักลินจงอยู่”

“จะดีเสียกว่าถ้าพี่ไม่พูดคำว่ารักกับฉัน...” พูดจบลินจงวิ่งเตลิดไปเลย

ooooooo

ลินจงเสียใจ สิ้นหวัง ไปที่ริมสระบัวพยายามผูกคอตัวเองกับต้นไม้แต่ไม่สำเร็จร่วงลงมา เธอพยายามอีกครั้ง พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงทารกร้อง ลินจงมองไปรอบๆไม่เห็นมีใครจึงเดินตามหา

ลินจงแหวกใบบัวในสระจนพบทารกที่สายสะดือยังไม่แห้งร้องไห้อยู่ในกะละมังที่ลอยอยู่ในสระ ตัวแดงเป็นจ้ำไปหมด ลินจงอุ้มทารกขึ้นมาปัดมดแมลงที่ไต่ตอมออก พยายามหาผ้าคลุมทารกไว้ แล้ววางที่ริมถนนในจุดที่คิดว่าคนจะเห็นได้ชัดเจน บอกทารกผู้ไร้เดียงสาว่า

“ฉันช่วยได้เท่านี้แหละ หนูไม่น่ามาเจอฉันเวลานี้เลย ฉันขอให้มีคนมาเจอหนูเร็วๆนะ”

ลินจงกลับไปหมายจะแขวนคอตายอีกครั้ง แต่เสียงร้องไห้ของทารกทำให้เธอเดินกลับมาคอยดูว่า

จะมีใครมาเจอทารกไหม ใจก็ภาวนาให้มีคนเดินมาและทารกร้องดังกว่านี้ แต่เสียงร้องของทารกกลับเบาลงอย่างหมดแรง ลินจงตัดสินใจมาอุ้มทารกเดินฝ่าความมืดไปยังแสงสว่างที่อยู่ข้างหน้า บอกกับทารกในอ้อมกอดว่า

“เราสองคนไม่ควรจากโลกนี้ไปเพราะคนเลว เรายังมีโอกาสมีชีวิตอยู่ ฉันไม่ควรตัดโอกาสของหนูและตัวเองในการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

ooooooo

ลินจงกลับไปทำงานที่ซ่องป้าอบอีกครั้งพร้อมทารกที่เธอตั้งชื่อให้ว่า “ปัทม์” โดยเอาปัทม์ไปเลี้ยงที่ซ่อง ขณะที่ตัวเองทำงานก็ให้ปัทม์เล่นไปตามประสากับแก้วเด็กหญิงในวัย 5 ขวบเท่ากัน เมื่อเธอทำงานเสร็จจึงพาปัทม์กลับบ้าน

แต่คืนนี้ลินจงยังทำงานไม่เสร็จจึงให้ปัทม์รอ จนดึกลินจงออกมารับปัทม์กลับบ้าน ปัทม์นอนหลับอยู่ที่โซฟา ลินจงจึงอุ้มกลับไป

วันต่อมาลินจงเอาเงินค่าเช่าห้องไปให้เจ๊นาง 

เจ๊ขอบใจ พูดอย่างหวังดีว่าลินจงก็เหนื่อยมากแล้วไม่น่าจะรับภาระเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงเลย เพราะถ้าวันนึงปัทม์รู้ว่าลินจงไม่ใช่แม่จริงๆจะทำยังไง

“ฉันเชื่อว่าสิ่งที่ฉันเลี้ยงเขามาตลอด 5 ปีเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะรับมือกับเรื่องนั้นได้”

เจ๊นางยกมือท่วมหัวสาธุ ถามลินจงว่าเลี้ยงปัทม์ในซ่องถ้าโตมามันจะเป็นอะไรได้ ลินจงขอบใจเจ๊นางแต่ไม่ต้องห่วงตนกับลูกหรอก เจ๊นางแนะว่า “จริงๆแกควรมีลูกเป็นของตัวเองนะ”

“อย่าเลยเจ๊ ถ้าลูกมันจะมีพ่อเลวแบบไอ้สถิต สู้ฉันไม่มีเลยดีกว่า”

“เรื่องของเอ็ง เจ๊แนะนำแล้วนะ”

เจ๊นางมองสถิตที่เมานอนกอดขวดเหล้าอยู่หน้าบ้าน แล้วเดินไป

ooooooo

ปี 2515 ปัทม์อายุ 17 แล้ว ลินจงยังทำงานอยู่ที่ซ่องป้าอบ ปัทม์ขี่จักรยานมารับแม่กลับบ้านเหมือนทุกวัน คืนนี้เห็นแม่เดินคุยกับขจรออกมาเครียดๆและยังเห็นแก้วที่โตมาด้วยกันในซ่องด้วย

ปัทม์ถามแก้วว่ามาทำงานที่นี่แล้วเหรอ ทำไมไม่ทำอย่างอื่น

แก้วถามว่าจะให้ตนทำอะไร ตนโตมากับที่นี่เห็นแม่ทำงานมาตลอด ปัทม์ถามว่าแล้วแม่ไม่ด่าหรือ

“ด่าอยู่ 3 วัน สุดท้ายก็ต้องยอม ไม่งั้นจะหาเงินที่ไหนมารักษาแม่ที่เป็นซิฟิลิสระยะสุดท้ายล่ะ”

“แกก็ยังเสี่ยงมาทำงานแบบนี้เนอะ”

แก้วถามว่าชีวิตอย่างตนมีอะไรให้เลือกบ้างล่ะ ปัทม์บอกว่าที่จริงแก้วยังมีทางเลือกอีกเยอะ พอดีแม่เล้าที่ยืนอยู่กับชายกลัดมันกวักมือเรียก แก้วจึงขอตัวไปทำงานก่อน ครู่หนึ่งลินจงเดินออกมาบอกปัทม์ให้กลับไปก่อนเพราะแขกจะพาไปดื่มอะไรข้างนอกต่อ

ปัทม์ติงว่าที่จริงแม่ก็ปฏิเสธเขาได้ ลินจงบอกว่าเขากระเป๋าหนักแม่ไม่อยากเสียโอกาส

“แต่อาขจรเขาเป็นแฟนอาวิไลเจ้าของบ้านเช่าที่เราอยู่ไม่ใช่เหรอแม่”

“คิดว่าแม่จะไปแย่งแฟนเขาเหรอ แม่ไม่ทำอย่างนั้นหรอก มันคืองาน เขาเป็นลูกค้า อย่าคิดมากเลย”

ลินจงกอดปัทม์แล้วเดินไปหาขจรพากันเดินหายไป ปัทม์มองตามนิ่ง แววตาครุ่นคิด

แม้ปัทม์จะเติบโตมาในสภาพที่ไม่ดี แต่ด้วยจิตสำนึกดี จึงคิดหาทางทำงานหาเงินช่วยแม่

คืนนี้ปัทม์ไปเที่ยวงานวัดกับเพื่อนสามคน เพื่อนทั้งสามพากันเหล่สาวแซวกระเซ้ากันอย่างคึกคะนอง แต่พอเดินผ่านร้านขายน้ำ ปัทม์มองอย่างสนใจแล้วเดินแยกไป บอกเพื่อนๆให้เดินกันไป ตนจะแวะร้านนี้ก่อน

ป้าแป้นขายน้ำมือเป็นระวิงอยู่คนเดียว ปัทม์ยืนมองจนลูกค้าซาลงจึงถามป้าว่าทำคนเดียวเหนื่อยไหม ป้าบ่นว่าเหนื่อย ลูกๆหายหัวไปหมดไม่มาช่วยขายเลย ปัทม์ถามว่าป้ารับคนช่วยงานไหม

“ไอ้อยากน่ะก็อยาก แต่จะจ่ายให้แกเท่าไหร่ดี”

“แล้วแต่ป้าครับ ผมแค่อยากทำงานหาเงินช่วยครอบครัว” ป้าแป้นถามว่าเงินเล็กน้อยจะไปช่วยอะไรได้ “ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยครับ”

ป้าแป้นบอกงั้นทำเลย ทำยังไงก็ได้ให้คนมาซื้อน้ำ ปัทม์ดีใจมากเข้าไปช่วยป้าแป้นทันที หยิบเก้าอี้หลังร้าน คว้าขวดน้ำและไม้ข้างๆขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ เคาะขวดน้ำให้คนหันมองแล้วตะโกนเชิญชวน...

“น้ำจ้าน้ำ น้ำหวานน้ำเย็นดื่มแล้วชื่นใจ คนขายหน้าตาดี มาซื้อกันเร็วจ้า...”

ป้าแป้นยิ้มชอบใจถามว่าชื่ออะไร พอปัทม์บอกชื่อ ป้าก็บอกอย่างใจกว้างว่า

“ถ้าวันนี้ขายได้กำไรเยอะ ฉันจะแบ่งให้แกนอกเหนือจากค่าจ้าง”

ปัทม์กลับถึงบ้านเห็นแม่กำลังนั่งนับเงินที่ได้มาวันนี้ ปัทม์เดินเข้าไปหาบอกแม่อย่างภูมิใจว่า

“ผมไปช่วยป้าคนนึงขายน้ำที่งานวัดได้เงินมาไม่มากแต่ก็เป็นเงินที่ผมทำงานแลกมา ผมให้แม่”

“เงินของปัทม์ ปัทม์เก็บไว้ใช้สิ”

“ผมรักแม่นะ ผมอยากทำงานหาเงินเลี้ยงแม่”

“แม่ดีใจนะ แต่แม่ยังทำงานไหวอยู่ ปัทม์ทำงานเก็บเงินให้ตัวเองไว้ใช้เถอะ”

“ผมอยากให้แม่รู้ว่า ‘ผมเลี้ยงแม่’ ได้”

“ลูกทำให้แม่รู้สึกว่าชีวิตแม่มีความหมายมาก” ลินจงกอดปัทม์น้ำตาซึม

ooooooo

ที่งานวัดนี่เอง คืนนี้หนูตุ่นวัย 15 ปี ลูกสาวครูอัญ เดินมาซื้อน้ำเก๊กฮวยจากปัทม์ เร่งให้เร็วๆ พอรับน้ำจ่ายเงินแล้วหนูตุ่นก็แหวกผู้คนวิ่งไปยังซุ้มปาลูกโป่ง

ครู่หนึ่งพฤกษ์ลุงของหนูตุ่นเดินมาถามปัทม์ว่าเห็นหนูตุ่นไหม ปัทม์ชี้ว่าน้องไปเล่นทางโน้น ครูอัญเดินมาเห็นปัทม์ขายน้ำถามว่าปัทม์มาขายน้ำที่นี่เหรอ ปัทม์บอกว่า “หารายได้พิเศษครับ”

“ดีๆ ต่างจากเพื่อนๆเธอที่ไปจับกลุ่มแซวสาวแถวโน้น” ครูอัญชม พฤกษ์ถามว่าหนูตุ่นไปคนเดียวใช่ไหม “ครับ ท่าทางจะรีบมากเลย”

ครูอัญกับพฤกษ์ขอบใจปัทม์ แล้วรีบเดินไปตามหนูตุ่น พฤกษ์บ่นหนูตุ่นว่าโตเป็นสาวแล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆอยู่เลย

พอครูอัญกับพฤกษ์เดินออกจากร้านขายน้ำก็ได้ยินเสียงร้องโวยวายจากซุ้มปาลูกโป่งว่านั่งร้านล้มทับคน! ปัทม์บอกป้าแป้นให้ดูร้านก่อนเดี๋ยวตนมาแล้ววิ่งอ้าวไปทันที ครูอัญกับพฤกษ์รีบวิ่งตามไปดู

ทั้งสามวิ่งไปถึงเห็นนั่งร้านที่ซุ้มปาลูกโป่งพังทับหนูตุ่นที่กำลังกระเสือกกระสนดึงตัวออกจากซากนั่งร้าน ครูอัญตะโกนให้ปัทม์ช่วยหนูตุ่นด้วย

ปัทม์รีบเข้าไปช่วยดึงหนูตุ่นออกมา แต่เจ้ากรรม! นั่งร้านพังลงมาอีกตัวเสียงครืนสนั่น ปัทม์บอกให้หนูตุ่นที่เพิ่งรอดจากนั่งร้านตัวแรกออกมาให้วิ่ง ปัทม์ช่วยประคองหนูตุ่นที่เจ็บขาพาไปมอบให้ครูอัญกับพฤกษ์แล้วปัทม์ก็เดินหายไปในกลุ่มคน กลับไปขายน้ำตามเดิม

“ปัทม์ แกนี่กล้ามากเลยนะที่เข้าไปช่วยหนูตุ่นแบบนั้น เกือบจะไม่รอดออกมาซะแล้ว” ป้าแป้นชม

“ผมเห็นแต่คนร้องให้คนช่วยแต่ไม่มีใครเข้าไปช่วย” พอดีครูอัญกับพฤกษ์พาหนูตุ่นมาที่ร้าน ปัทม์ถามหนูตุ่นดีขึ้นแล้วยัง แล้วตักน้ำจากโถให้แก้วหนึ่ง “เอ้า...แทนแก้วที่หล่นนะ”

หนูตุ่นไหว้ขอบคุณรับแก้วน้ำไปดื่ม ครูอัญขอบคุณปัทม์ที่ช่วยหนูตุ่น พฤกษ์บอกว่าเราปรึกษากันแล้ว เราอยากตอบแทนปัทม์ที่ช่วยหนูตุ่น ยื่นเงินให้บอกว่านี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ

ป้าแป้นรีบขอบคุณ แต่ปัทม์คืนเงินให้บอกว่า

ตนคงรับไว้ไม่ได้ ตนช่วยน้องเพราะต้องช่วยจริงๆ ครูอัญบอกว่าสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆครูอยากให้ ป้าแป้นก็ลุ้นว่าปัทม์อยากได้เงินไปช่วยครอบครัวไม่ใช่หรือ

“ขอบคุณครับ แต่เปลี่ยนจากให้เปล่าๆมาซื้อน้ำแทนเถอะครับครู...ผมตั้งใจแต่แรกแล้วว่าผมจะช่วยที่บ้านหาเงินจากการทำงาน ขอโทษด้วยนะครับครูที่ผมรับเงินนี้ไม่ได้จริงๆ”

ป้าแป้นจะรับแทน พฤกษ์บอกครูอัญว่าเราช่วยอุดหนุนเขาก็แล้วกัน ครูอัญขอบใจปัทม์อีกครั้งแล้วซื้อน้ำสามแก้วของครูอัญ พฤกษ์ที่เป็นพี่ชายและหนูตุ่น พอทั้งสามเดินไป ป้าแป้นบ่นว่า

“โอ๊ยยยย ไอ้นี่มันโง่หรือมันซื่อวะเนี่ย?”

ooooooo

คืนนี้ขณะปัทม์นอนอยู่ในบ้านเช่า ได้ยินเสียงแม่เข้ามา ท่าทางแม่เหนื่อยกว่าทุกวัน ลินจงขอไปอาบน้ำก่อน ปัทม์เห็นที่ปากแม่แตกและแขนมีรอยถูกกัด ถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ลูกค้าขี้เมากลัดมันน่ะ”

ปัทม์สงสาร บ่นว่าแม่ต้องเจอลูกค้าทำร้ายบ่อยๆ แม่เลิกอาชีพนี้เถอะ ลินจงถามว่าเลิกแล้วแม่จะไปทำอะไรกิน ปัทม์ถามว่าแม่รู้ใช่ไหมว่าแม่ของแก้วเป็นซิฟิลิส

“มันไม่ดูแลป้องกันตัวเอง แม่ทำงานตั้งแต่ลูกยังไม่เกิดแม่ยังไม่เป็นอะไรเลย” ปัทม์บอกว่าตนเป็นห่วง ลินจงตัดบทว่า “แม่เหนื่อยมาก ขอนอนก่อนนะ”

ลินจงนอนแล้ว แต่ปัทม์เครียดสงสารแม่จนไม่อาจข่มตาหลับได้

ooooooo

วันต่อมามีเหตุที่ทำให้ชีวิตของปัทม์เปลี่ยนไป เมื่อบรรจบเพื่อนคนหนึ่งมาคุยอวดว่า

“กูเพิ่งไปขึ้นครูมา” ปัทม์ถามว่าตื่นเต้นไหม บรรจบบอกว่า “ก็งั้นๆ แต่กูตื่นเต้นที่รู้ว่าแม่มึงทำงานอยู่ที่นั่น” ปัทม์อึ้งถามว่าใครบอก “ก็ไอ้หมึกน่ะสิ มันไปกับกูแต่มันซวยเจอแม่มึง”

ปัทม์ทนฟังไม่ได้เดินหนี บรรจบตามจิกถามว่า “ตกลงใช่แม่มึงจริงๆใช่ไหม”

“ไม่ใช่” บรรจบบอกว่าตนจำได้ ปัทม์สวนทันทีว่า “มึงจำคนผิดแล้ว”

แต่พอกลางวันปัทม์เห็นเพื่อนๆมองตนแล้ว ซุบซิบกัน เขาถามบรรจบว่าบอกเรื่องแม่ตนทั้งโรงเรียนแล้วใช่ไหม บรรจบไม่ตอบแต่ทำท่าแบบช่วยไม่ได้ ซ้ำพูดให้บาดใจว่า

“กูเพิ่งเข้าใจว่าทำไมมึงไม่มีพ่อ ฮ่าๆๆ”

ปัทม์ทนไม่ไหวพุ่งเข้าต่อย บรรจบตวาดว่า “กูพูดความจริงต่อยกูทำไมวะ ไอ้ลูกกะหรี่” ปัทม์เลยต่อยไม่ยั้ง จนปัทม์ถูกลงโทษ ครูอัญสั่งให้พักการเรียนสามวัน ปัทม์บอกครูว่าดีใจที่ถูกสั่งพักการเรียน เพราะตนจะได้มีเวลาทำงานหาเงินมากขึ้น

แต่ครบสามวันแล้วปัทม์ก็ยังไม่ไปเรียน ครูอัญจึงไปคุยกับลินจง ลินจงบอกว่าเห็นปัทม์ไปโรงเรียนทุกวัน ครูอัญบอกว่าปัทม์ขาดเรียนจนแทบจะหมดสิทธิ์สอบแล้ว

“ฉันขอร้องครูให้ช่วยเหลือปัทม์หน่อยได้ไหมคะ ที่บ้านฉันจะตักเตือนเอง”

“ขอบคุณคุณแม่นะคะ แต่ครูอยากจะบอกว่าปัทม์เป็นคนดีนะคะ” ลินจงบ่นว่าดียังไงไม่รักเรียนแบบนี้ “เขาอยากให้แม่พัก อยากทำงานเลี้ยงดูแม่ค่ะ”

ลินจงฟังแล้วน้ำตาไหล...

ooooooo

ปัทม์ไปทำงานที่ร้านอาหารทั้งล้างจานและเสิร์ฟ ด้วยความซื่อสัตย์ ขยัน เอาการเอางาน ทำให้เจ้าของร้านและเมียพอใจมาก วันนี้จ่ายค่าจ้างอาทิตย์แรกที่มาทำงานและต่อไปอาจจะจ้างเป็นรายเดือน ทั้งยังให้กับข้าวไปกินที่บ้านด้วย และเมื่อรู้ว่าปัทม์ทำงานเก็บเงินเลี้ยงดูแม่ด้วยก็ยิ่งพอใจที่เป็นเด็กกตัญญู

คืนนี้ขณะที่ปัทม์ไปรับแม่กลับบ้านเห็นสมพรเพื่อนสนิทของแม่กำลังเก็บสมุนไพรที่ปลูกอยู่หน้าซ่อง สมพรบอกว่าตนปลูกไว้ต้มกินน้ำ กินพวกนี้มาสองสามปีแล้วรู้สึกว่าดี บอกปัทม์แบ่งไปปลูกที่บ้านบ้างก็ดีพอมันโตจะได้เก็บกิน ปัทม์ไหว้ขอบคุณรับสมุนไพรจากสมพร

พอเข้าไปรับแม่ ปัทม์เจอเจ้าของร้านอาหารอยู่กับลินจง เขาคิดว่าปัทม์มาเที่ยวจึงควักเงินให้ลินจงบอกว่าฝากดูแลน้องด้วย ปัทม์บอกว่าตนมารับแม่กลับบ้าน และลินจงก็คืนเงินให้เจ้าของร้านแล้วกลับบ้านกัน

ลินจงหว่านล้อมให้ปัทม์กลับไปเรียนสูงๆจะได้ห่างไกลจากสังคมเลวๆแถวนี้ ปัทม์บอกว่าตนเลือกแล้ว ตนอยากให้แม่เลิกอาชีพนี้ จะได้ห่างจากสังคมเลวๆนี้เหมือนกัน แม่ลูกต่างเสียสละทำเพื่อกันและกัน

แต่แล้ววันต่อมาเมียเจ้าของร้านก็ถามปัทม์ว่าแม่ทำงานอยู่ที่แพร่งสรรพศาสตร์หรือ ทำอะไรที่นั่น ปัทม์บอกว่าแม่ทำงานบริการ ก็ถูกเมียเจ้าของร้านถามเสียงแข็งว่า

“ทำไมไม่พูดตรงๆว่าเป็นกะหรี่” เจ้าของร้านติงเมียตัวเองว่าพูดแรงไปหรือเปล่า เมียแหวใส่ว่าทีเขายังทิ้งตน ไปเที่ยวซ่องและกะหรี่คนนั้นก็เป็นแม่ของปัทม์ ตวาดปัทม์ว่า

“ฉันถามหน่อยสิว่าใครเป็นคนชงเรื่องนี้ให้ผัวฉัน” ปัทม์บอกตนไม่ทราบ “โกหกหน้าตายเลยนะแก ก็ผัวฉันมันบอกว่าแกนั่นแหละที่แนะนำมันไปที่ซ่องที่แม่แกทำงานอยู่”

ปัทม์ถามเจ้าของร้านว่าทำไมทำกับตนแบบนี้ เมียเจ้าของร้านหาว่าปัทม์นั่นแหละทำกับตน จัดการให้แม่กับผัวตนมีอะไรกัน ด่าว่า

“พวกแกอยากได้เงินมากขนาดนั้นเลยเหรอ ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้ ไอ้ลูกกะหรี่”

ปัทม์น้ำตาซึม ถอดผ้ากันเปื้อนพับเรียบร้อยวางไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากร้านไป ปล่อยให้สองผัวเมียทะเลาะกันลั่นร้านอยู่ข้างหลัง

เมื่อปัทม์กลับมาเล่าให้แม่ฟัง ลินจงโกรธมากบอกว่ามาด่าแม่ตรงๆยังดีกว่ามาด่าลูกแบบนี้ สมพรชวนไปตบมันเลยดีไหม ทั้งสองจึงแต่งตัวจัดจ้านดูทีเดียวก็รู้ว่าเป็นโสเภณีเดินเข้าไปในร้านโดยมีปัทม์ตามไปด้วยใจคอไม่ดี

ลินจงเข้าไปถามว่าเป็นกะหรี่แล้วมันผิดตรงไหน เมียเจ้าของร้านบอกว่าผิดที่ทำให้ครอบครัวร้าวฉาน

สองหญิงโต้เถียงกันเสียงดังมากจนเจ้าของร้านขอร้องว่าอย่าทำอะไรกันร้ายแรงเลยนะ เพราะไม่มีใครกล้าเข้าร้านแล้ว ปัทม์ก็ชวนแม่กับน้าพรกลับเพราะคนมามุงดูเยอะแล้ว แต่สองหญิงยังโต้เถียงด่าทอกันติดลม จนเจ้าของร้านบอกให้หยุด เมียเจ้าของร้านตะโกนใส่ปัทม์ว่า

“ไอ้ลูกกะหรี่ พาแม่แกออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”

ลินจงเลือดขึ้นหน้ากระโจนเข้าตบเมียเจ้าของร้าน เจ้าของร้านเลยคว้าตะหลิวทัพพีไล่หวดลินจงจนป่วนไปทั้งร้าน ปัทม์พยายามเข้าห้ามแม่ไม่ให้มีเรื่องกัน

กลับถึงบ้านเช้า ลินจงร้องไห้เสียใจขอโทษปัทม์ที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี แทนที่เรื่องจะเงียบๆกลับกลายเป็นว่าตนทำอะไรก็รู้กันทั่วไปหมด

“มันผ่านไปแล้ว ช่างมันเหอะ ยังไงผมก็เป็นลูกแม่...ผมคิดว่าผมยอมรับการดูถูกเหยียดหยามได้นะแม่”

“เวลาผ่านไปเรื่อยๆลูกจะไม่คิดแบบนั้น มันเป็นตราบาปฝังเราไปตลอดชีวิตเพราะสิ่งที่แม่เป็น แม่จะเลิกทำ จะไม่มีใครดูถูกเราอีกต่อไป”

“ผมจะดูแลแม่เอง” ปัทม์ยิ้มตื้นตันที่แม่ทำเพื่อตน ลินจงบอกว่าเราดูแลกันและกันต่างหากล่ะลูก

และแล้วก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด จู่ๆ วิไลเจ้าของบ้านเช่าเมียของขจรก็เข้ามาด่าลินจงว่าตนถูกสวมเขา ปัทม์กับลินจงมองหน้ากันอย่างรู้ว่าเรื่องอะไรและจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ วิไลชี้หน้าลินจงตวาด

“ก็มึงนั่นแหละ...เก็บของออกจากบ้านกูไปเดี๋ยวนี้อีกะหรี่!”

ปัทม์กับลินจงช็อก...

ooooooo

ที่ห้องรับรองในโรงแรมหรู การให้สัมภาษณ์ของปัทม์นักธุรกิจในวัย 60 กว่ายังดำเนินต่อไป ปัทม์กล่าวน้ำตาซึมว่า

“คำว่า ‘ลูกกะหรี่’ ผมว่าคำคำนี้มันเสียดแทงใจผมทุกครั้งที่ผมได้ยิน มันทำให้ผมท้อถอย”

ปัทม์มองหน้าตรีชวากับตรีรณาที่ส่งสายตาให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ ตรีชวาเห็นนักข่าวหญิงคนหนึ่งร้องไห้หนักจนเธอต้องเข้าไปกอด บอกให้ไปพักผ่อนก่อนดีไหม นักข่าวคนนั้นปาดน้ำตาขอโทษและขอสัมภาษณ์ต่อ

“ท่านทำยังไงต่อคะหลังจากได้ยินคนพูดแบบนั้น”

“มันเป็นแค่คำคำหนึ่ง เพราะอีก 1 วินาทีต่อมาผมต้องลืมมัน แล้วผลักดันให้ผมเองต้องก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา”

คำตอบของปัทม์ทำให้ภรรยาและลูกที่เฝ้าดูการสัมภาษณ์ต่างยิ้มปลื้ม 

ปัทม์เอ่ยในที่ให้สัมภาษณ์ว่า

“จริงๆแล้วยังมีผู้หญิงอีกคนที่ดีกับผมและแม่มาตลอดหลังจากที่เราโดนไล่ออกจากบ้านเช่า...”

ปัทม์เล่าย้อนกลับไปในปี 2515...อีกครั้ง...

ooooooo

ที่บ้านสมพรปลูกพืชสมุนไพรผสมผสานกับพืชผักสวนครัวไว้เต็มพื้นที่ สมพรนั่งกินข้าวอยู่กับโต มองไปนอกหน้าต่างแล้วแปลกใจเมื่อเห็นลินจงเดินน้ำตาไหลผ่านมา

สมพรเข้าไปกอดลินจงร้องไห้ไปด้วยกันพูดอย่างรู้ใจเข้าใจว่า พี่ไม่ต้องพูดอะไร มาอยู่บ้านฉันด้วยกันที่นี่แหละ พูดขาดคำเสียงโตก็ห้าวขึ้นมาว่า “ไม่ได้นะอีพร บ้านนี้กูกับมึงอยู่กันได้แค่สองคน”

ลินจงบอกสมพรว่าตนกับลูกไปอยู่ที่อื่นดีกว่า สมพรไม่ตอบแต่หันไปแว้ดใส่โตว่า ใครเป็นคนตั้งกฎว่าบ้านนี้อยู่ได้แค่สองคน ด่าโตว่า

“ตั้งแต่มาเป็นผัวกูทำตัวยังกับว่ามึงเป็นเจ้าของบ้าน ทั้งบ้านมีแต่กางเกงในที่เป็นของมึงโถๆๆๆ ไอ้แมงดา” โตทำกร่างยื่นคำขาดว่าให้เลือกเอาระหว่างตนกับอีนั่น “กูตัดสินใจง่ายมาก กูเลือกพี่กูสิ เชิญมึงย้ายตูดออกไปจากบ้านกูด้วย”

โตยังกร่างถามว่ามึงกล้าหรือ เมื่อสมพรไล่ก็ท้าว่า “ให้มันรู้ไป ไม่มีกูมึงจะอยู่ได้ไหม” เมื่อสมพรไล่ตะเพิด โตก็อาละวาดเตะสวนผักและสมุนไพรของสมพรจนเละเทะ สมพรเข้าไปดึงไว้ก็โดนผลักจนกระเด็น ปัทม์ทนไม่ได้โดดถีบโตจนล้ม โตคว้าเสียมเล็กๆจะเล่นงานปัทม์ ถูกลินจงกับสมพรคว้าพลั่วอันใหญ่กับจอบเงื้อรอ ลินจงประกาศกร้าว

“ถ้ามึงทำอะไรลูกกู มึงคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังมึงกระพริบตา”

โตมองจอบที่เงื้อรออยู่เหนือหัวตนก็ไม่กล้ากระพริบตาแล้ววิ่งเตลิดไปเลย

ลินจงโยนจอบทิ้งหันไปกอดปัทม์แน่น

ooooooo

ลินจงขอโทษสมพรที่ทำให้ทะเลาะกับแฟน สมพรพูดอย่างไม่ยี่หระว่า

“ผู้ชายเลวๆหาใหม่ได้ แต่พี่สาวดีๆหาไม่ง่าย...พี่กับลูกมาอยู่บ้านฉันนี่แหละ อยู่ไปตลอดเลย เวลาไปทำงานก็ไปพร้อมกัน”

“ฉันเลิกทำแล้ว”

สมพรตกใจถามว่าเลิกแล้วจะไปทำอะไร และป้าอบจะยอมให้เลิกเหรอ

“พี่คิดไว้แล้วว่าจะไปทำอะไร ส่วนป้าอบจะยอมหรือไม่ยอมฉันก็ไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว ฉันไม่อยากเป็นขี้ปากของใครๆอีกแล้ว”

สมพรถามว่าไปสนใจมันทำไมเราไม่ได้ขอมันกิน มันเป็นอาชีพของเรา ลินจงบอกว่าตนห่วงความรู้สึกของปัทม์ บอกสมพรว่า

“ตอนที่ฉันไม่มีใคร ฉันก็คิดอย่างเธอ หลายปีมานี้ปัทม์ทำให้ฉันรู้สึกว่าผู้ชายดีๆบนโลกยังมีอยู่”

ขณะนั้นเองปัทม์เข้ามาบอกน้าพรว่าตนทำเสร็จแล้ว สมพรกับลินจงออกไปดู เห็นสวนครัวและสวนสมุนไพรกลับมาเรียบร้อยเหมือนเดิมแล้ว สมพรถามว่าทำคนเดียวเหรอ ปัทม์บอกว่าเห็นน้าพรกำลังคุยกับแม่

ตนเลยทำเอง สมพรบอกให้ไปอาบน้ำล้างตัวเสีย พอปัทม์เดินไป ลินจงพูดว่า

“เธอเข้าใจฉันมากขึ้นแล้วนะ...คำว่าผู้ชายดีๆ ไม่ได้หมายถึงคนที่จะมาเป็นผัว แต่เป็นลูกชายก็ได้นะ”

สมพรกับลินจงหัวเราะกันอย่างร่าเริง สมพรที่แต่งตัวเตรียมไปทำงานบอกปัทม์ว่า 

“น้าดีใจที่ลินจงมีคนที่รักขนาดนี้”

“ผมก็ดีใจที่น้ารู้สึกกับแม่แบบนี้”

“ตอนน้ายังเด็ก คนที่ทำให้น้ายังเป็นน้าทุกวันนี้คือแม่ของปัทม์ เราดูแลกันมาตลอด บางทีเราก็ทะเลาะกัน งอนกันไม่คุยกัน แต่เราก็ตัดกันไม่ขาด”

“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมน้าพรถึงเลือกแม่มากกว่าแฟน ผมก็เหมือนกัน...แม่ผมต้องมาก่อน”

“ใครทำพี่ลินจงเจ็บ”

“มันก็ต้องเจ็บหนักกว่า”

สมพรบอกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะ ถามปัทม์ว่าแล้วจะทำมาหากินอะไรกัน ปัทม์บอกว่าแม่จะทำขนมขาย สมพรจึงเล่าว่าเมื่อก่อนลินจงเคยมีแฟนเป็นคนทำขนมขายแล้วลินจงก็เอาขนมมาขายที่บ้านป้าอบ ปัทม์ถามว่าแล้วแฟนแม่คนนั้นเขาไปไหนเสียล่ะ สมพรบอกว่ากลับไปมุดกระโปรงเมียมันที่บ้านนอกแล้ว

“แม่ผิดหวังเรื่องผู้ชายมาหลายครั้งจริงๆ”

“ปัทม์เป็นผู้ชายคนเดียวที่แม่หวังได้” สมพรพูดแล้ว ขอไปทำงานก่อน ปัทม์ไม่อยากให้น้าพรทำงานนี้อีก สมพรบอกว่าไม่ต้องมาหว่านล้อมเพราะตนทำอย่างอื่นไม่เป็น ปัทม์ถามว่าทำไมน้าไม่ปลูกสมุนไพรขาย

“ใครเขาจะมาซื้อกัน ของพวกนี้เขาปลูกกันในบ้านได้เองทั้งนั้น” สมพรตัดบทแล้วไปทำงานเลย

ooooooo

เมื่อครูอัญรู้ว่าลินจงกับปัทม์ถูกไล่ออกจากบ้านเช่าคาดว่าสองแม่ลูกคงลำบากมาก จึงปรึกษาพฤกษ์ว่าเราชวนปัทม์มาทำงานพิเศษที่ร้านดีไหม

“ดีค่ะ” หนูตุ่นตอบก่อนลุงเสียอีก พฤกษ์บอกว่าก็ดี ตนกลัวเหมือนกันว่าสภาพแวดล้อมที่ปัทม์อยู่จะพาเขาไปผิดทาง

ลินจงกับปัทม์มาอยู่บ้านสมพรก็เริ่มทำขนมขายกัน สองแม่ลูกเปิดตำราทำขนมช่วยกันทำเงอะงะ สมพรที่เพิ่งตื่นนอนลงมาดูแม่ลูกทำขนมก็พูดให้กำลังใจว่า “ต้องอร่อยแน่เลยพี่จง” สองแม่ลูกยิ้มรับกำลังใจ

ทำขนมเสร็จจัดเรียงใส่ตะกร้ากระเดียดไปขายที่ตลาดเช้ากลางแจ้งด้วยความหวังว่าจะขายได้ แต่พอไปขายจริงๆกลับมีแต่คนที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครแวะซื้อเลย

“แม่ว่าตลาดนี้อาจไม่ใช่ที่ทางของเราเสียละมั้ง” ลินจงพูดเบาๆกับปัทม์ที่ร้องขายขนมอย่างอดทน

ไม่นานลินจงก็ถูกแม่ค้าที่เดินผ่านและจงใจเดินมาด่าว่าเป็นผู้หญิงแพร่งสรรพศาสตร์ที่ผัวตนต่างเคยไปใช้บริการกันหมดทุกคน ไล่ให้ไปขายที่อื่นอย่ามาขายที่นี่เพราะอาจถูกเมียของผู้ชายในตลาดฉีกอกเธอแน่

ปัทม์ทนเห็นแม่โดนด่าและไล่ไม่ได้  บอกแม่ว่า “ไปขายที่อื่นกันเถอะแม่”

พอกลางวันย้ายไปขายในตลาดที่มีหลังคา ก็เจอพ่อค้าหมูที่เคยไปใช้บริการ พอลินจงยิ้มให้พ่อค้าหมูก็หัวหดบอกว่าทีหลังอย่าทำกับคนอื่นอย่างนี้ เพราะพวกเมียๆมันมีสัมผัสพิเศษ

ลินจงถูกบรรดาแม่ค้าด่าทอต่อต้านและไล่ให้ ไปขายที่อื่นอีก จนปัทม์ท้อชวนแม่กลับบ้านไปก่อนเถอะ

ขณะปัทม์กับลินจงเดินออกจากตลาดก็ยังถูกสายตาของพวกแม่ค้ามองอย่างเหยียดหยาม ปัทม์ถามว่าทำไมต้องเกลียดชังขนาดนี้ ถ้าแม่ตนเลือกเกิดได้คงเกิดเป็นเศรษฐีไปแล้ว

เมียพ่อค้าขายหมูที่ออกหน้ากว่าเพื่อนโต้ว่าตนไม่ได้รังเกียจอาชีพกะหรี่ แต่ตนมีปัญหากับกะหรี่ที่มายุ่งกับผัวตน ไม่มีเมียคนไหนที่จะอดทนใช้ผัวคนเดียวกับผู้หญิงอื่นได้หรอก

ปัทม์ขอโทษแทนแม่ บอกว่าแม่เลิกอาชีพนี้แล้ว แม่ค้าผักกับเมียพ่อค้าหมูไม่เชื่อเพราะอาชีพนี้เป็นแล้วมันเลิกไม่ได้

“ผมว่าเป็นกะหรี่ยังเลิกง่ายกว่าเลิกมองคนด้วยอคติ” ปัทม์ย้อนแล้วเดินออกจากตลาดท่ามกลางเสียงด่าของบรรดาแม่ค้า คนหนึ่งด่าและปรามส่งท้ายว่า

“อย่าให้เห็นว่าพวกมึงมาที่นี่อีกนะ”

ooooooo


ละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ตอนที่ 1 อ่านซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์"ติดตามละครซีรีส์ลูกผู้ชาย เรื่อง "ปัทม์" ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย นัทธวัชร์ แก้วบัวสาย, ศรัณยา จำปาทิพย์ 3 มี.ค. 2562 06:47 2019-03-05T01:02:38+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ